“ปู๊น ๆ” 

เสียงรถไฟในวัยเด็กดังขึ้นมาในใจของผมอีกครั้ง หลังจากที่รถโดยสารสองแถวคันสีแดง (รถแดง) พาผมมาส่งที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ผมเท้าก้าวลงจากรถพร้อมกวาดสายตาไปยังบริเวณโดยรอบ มองเห็นหัวรถจักรไอน้ำที่ตั้งเด่นเป็นสง่า ก่อนจะหันไปดูหอนาฬิกา ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกสร้างไว้อย่างงดงาม ณ สถานที่แห่งนี้

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล
ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

หลังจากผ่านการคัดกรองการตรวจวัดอุณหภูมิด้วยเครื่องเทอร์โมสแกนและลงทะเบียนข้อมูลในแอปพลิเคชัน ท่ามกลางมาตรการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย ผมก็เดินมาต่อท้ายแถวที่ยาวไปด้วยจำนวนผู้คนที่ยืนรอซื้อตั๋วโดยสาร ภายหลังที่ยืนคอยอยู่นาน ในที่สุด, ก็ถึงคิวซื้อตั๋วของผมสักที

 “ไปขุนตานหนึ่งคนครับ” ผมพูดกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิงตรงเคาน์เตอร์ซื้อตั๋วรถไฟ พร้อมกับยื่นบัตรประจำตัวประชาชนตามไป ในรูปแบบการสนทนาวิถีใหม่ที่ต่างฝ่ายต่างใส่หน้ากาก (อนามัย) เข้าหากัน

 “เชียงใหม่ไปขุนตาน ตอนนี้มีรอบ 9 โมงครึ่ง เป็นรถนั่งพัดลมนะคะ ราคา 15 บาทค่ะ” 

ผมก้มหน้าควานหาเหรียญในกระเป๋าสตางค์ให้พอดีกับค่าตั๋วโดยสาร พร้อมกับยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรงหน้า ไม่นานตั๋วโดยสารที่เป็นกระดาษสีขาวใบเล็ก ๆ ก็มาอยู่ในมือของผม ซึ่งรถไฟที่กำลังจะเดินทางในวันนี้เป็นรถไฟขบวนท้องถิ่น หมายเลข 408 เส้นทางเชียงใหม่-นครสวรรค์ เมื่อใกล้ถึงเวลาออกเดินทาง ผมก็เดินมารอขึ้นรถไฟพร้อมผู้โดยสารคนอื่น ไม่นานก็ได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังขึ้น พร้อมกับขบวนรถไฟที่กำลังเคลื่อนขบวนเข้าสู่ชานชาลา 

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

รถไฟขบวนแห่งความฝัน

แม้ว่าภาพของการนั่งรถไฟจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ เพราะวันนี้มีผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง และมีผู้โดยสารบางส่วนต้องยืนตลอดการเดินทาง สิ่งที่พอจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างคงจะเป็นลมเย็น ๆ ที่พัดมาตรงหน้า และการชมธรรมชาตินอกหน้าต่าง ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ มองแล้วรู้สึกสดชื่น สบายตา รวมถึงทิวทัศน์ทุ่งนาที่มีสัตว์สี่ขากำลังก้มหน้าเล็มหญ้าอยู่เป็นจำนวนมาก 

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

รถไฟเคลื่อนขบวนจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ หลังจากเดินทางมาสักพักใหญ่ ผมก็ได้พบกับสิ่งที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อมองเห็นสะพานขนาดใหญ่ที่รถไฟแล่นผ่าน 

 ‘สะพานขาวทาชมภู’ ชื่อของสะพานที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกหลังจากกดอ่านข้อมูลผ่านหน้าจอมือถือ สะพานแห่งนี้มีรูปทรงโค้งและทาสีขาวแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก มีความพิเศษตรงที่เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก แตกต่างจากสะพานรถไฟทั่วไปที่สร้างด้วยเหล็กเท่านั้น ปัจจุบันที่นี่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ถ่ายรูปสวย ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดลำพูน

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล
ภาพ : www.lamphun.go.th/th/attractions/48/สะพานขาวทาชมภู

สวัสดีขุนตาน

หลังจากที่รถไฟใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ ในที่สุดก็พามาถึงสถานีขุนตาน สถานีปลายทางที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินป่าในครั้งนี้

ถ้าไม่นับเรื่องเวลาเดินทางที่อาจช้าไปบ้าง ผมคิดว่าการเดินทางโดยรถไฟก็เป็นการเดินทางที่เพลิดเพลินดี ได้เห็นบรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนการเดินทางโดยรถส่วนตัว เป็นการเดินทางช้า ๆ ให้ใช้ความคิดอยู่กับตัวเองได้นานขึ้น และที่สำคัญ คงเป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องกังวลกับรถคันหน้า รถคันหลัง หรือรถที่ขับสวนมาเหมือนตอนขับรถเอง

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวนเข้าสู่สถานีขุนตานและจอดสนิทดีแล้ว ผมก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ 

ป้ายจุดเช็กอินสีขาวขนาดใหญ่เขียนว่า ‘ขุนตาน’ ตรึงความสนใจของผมไปชั่วขณะ ก่อนที่ผมจะละสายตาไปยังอุโมงค์รถไฟขุนตานสีแดงอิฐขนาดใหญ่ อุโมงค์ที่มีความยาวถึง 1,352.10 เมตร น่าเสียดายที่การเดินทางของผมสั้นไป ไม่อย่างนั้นคงจะได้นั่งรถไฟลอดอุโมงค์ เหมือนผู้โดยสารท่านอื่นที่กำลังจะได้เดินทางต่อในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

หลังจากสำรวจเส้นทางและสักการะศาลเจ้าพ่อขุนตานเป็นที่เรียบร้อย ผมก็เดินลอดป้ายที่มีลักษณะเหมือนประตูทางเข้าของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เพื่อเดินขึ้นไปตามเส้นทาง

 จากจุดเริ่มต้นริมทางรถไฟไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล แม้จะใช้เวลาเดินไม่นาน ด้วยระยะทางที่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตรกว่า ๆ แต่ก็นับว่าเป็นเส้นทางที่เรียกเหงื่อพอสมควร เนื่องจากเป็นทางเดินขึ้นเขา คิดไปแล้ว นี่คงเหมือนกับการอบอุ่นร่างกายหรือวอร์มอัป เป็นการซ้อมเดินและทดสอบจิตใจ ก่อนจะได้เดินเข้าป่าจริง ๆ

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลมีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน และอำเภอห้างฉัตร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาขุนตาล เป็นเทือกเขาที่แบ่งระหว่างที่ราบลุ่มเชียงใหม่กับที่ราบลุ่มลำปาง สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 325 – 1,373 เมตร การเดินทางจะขับรถส่วนตัวมาเองหรือเดินทางด้วยรถไฟก็ได้

เมื่อมาถึงทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ภายหลังตรวจวัดอุณหภูมิ ลงทะเบียน และชำระค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติ ผมก็เดินเข้าไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่อุทยานคอยต้อนรับและให้ข้อมูลการเดินทางอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร การเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลเริ่มจากจุดเริ่มต้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ย.1- ย.4 (ย. ย่อมาจาก จุดยุทธศาสตร์) สำหรับการเดินทางวันนี้ จะสิ้นสุดแค่ ย.2 ซึ่งเป็นจุดกางเต็นท์และพักค้างแรม

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

ช่วงตอนบ่ายวันนี้ แม้ว่าอากาศจะเริ่มร้อน ท่ามกลางแสงแดดจ้าที่ส่งผ่านความร้อนมาจากดวงอาทิตย์ แต่นับว่าโชคดีที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่และลมเย็นจากธรรมชาติคอยพัดมา จึงช่วยทำให้รู้สึกคลายร้อนขึ้นมาได้บ้าง

ภายหลังที่เดินตามเส้นทางในแผนที่ที่ได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ ผมก็มาถึง ย.1 มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร พร้อมกับมองเห็นบันไดที่ไต่ขึ้นไปตามระดับความสูงและความชันของเส้นทาง ตอนเดินอาจจะมีลื่นจนเกือบสะดุดล้มไปบ้าง แต่ถือว่าเป็นเส้นทางที่เดินง่ายและไม่ลำบากมาก มีเพียงความหนักของสัมภาระที่แบกมาด้วยเท่านั้นที่รู้สึกว่าน่าจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางครั้งนี้

ทริปเที่ยวคนเดียว นั่งรถไฟไปเดินป่าและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล
สะพายเป้ ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จนเจอมิตรภาพและความพิเศษแสนธรรมดาของธรรมชาติ

หลังจากเดินขึ้นเนินมาเรื่อย ๆ สลับกับการหยุดพักดื่มน้ำ พร้อมกับการชื่นชมธรรมชาติตลอดทาง ในที่สุดผมก็พาตัวเองมาจนถึง ย.2 และพบกับลานสน ซึ่งในตอนนี้พบว่ามีนักท่องเที่ยวมาถึงกันแล้วหลายกลุ่ม บ้างกำลังเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำอาหารเย็น และบางกลุ่มก็นั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน 

ยินดีที่ได้รู้จัก (เพื่อนใหม่)

ตอนเย็นวันนี้ผมได้รู้จักกับนักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์อยู่ใกล้กัน เป็นความบังเอิญซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการที่ทุกคนอยากนั่งโต๊ะไม้ส่วนกลางเพื่อนั่งกินอาหารในมื้อค่ำ จึงได้ทักทายและเริ่มพูดคุยกัน ก่อนจบลงด้วยการนั่งร่วมวงของคนแปลกหน้าทั้ง 4 คน ท่ามกลางบรรยากาศที่มีต้นสนอยู่รายล้อม

สะพายเป้ ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จนเจอมิตรภาพและความพิเศษแสนธรรมดาของธรรมชาติ

บทสนทนาแบบไม่เป็นทางการถูกเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย ๆ อย่างสนุกสนาน แต่แล้วความสนใจของผมก็ถูกเบี่ยงเบนไป เมื่อมองเห็นอุปกรณ์สำหรับการมาตั้งแคมป์ที่น้อง ๆ นำขึ้นมาพร้อมกับเริ่มใช้งาน ไม่ว่าจะใช้ชงเครื่องดื่มหรือทำอาหาร แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจจนไม่อาจละสายตาได้ เห็นจะเป็นนวัตกรรมใหม่ของอาหารกึ่งสำเร็จรูป ที่เพียงแค่เติมน้ำธรรมดาลงบนถ้วยก็ทำให้อาหารร้อนโดยไม่ต้องใช้ไฟ เรียกว่าช่วยเพิ่มพูนความรู้ใหม่ สำหรับการมาเดินป่าให้กับผมมากขึ้นทีเดียว 

หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็ใช้เวลาไปกับการพูดคุยถึงกิจกรรมที่ตนเองชอบ เลยทำให้รู้ว่านอกจากการเดินป่าแล้ว สิ่งที่พวกเราชื่นชอบเหมือนกันก็คือ การวิ่ง เมื่อได้ฟังประสบการณ์จากทุกคน จึงทำให้รู้ว่าน้อง ๆ แต่ละคนเป็นนักวิ่งตัวจริง มีทั้งนักวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน วิ่งมาราธอน และวิ่งเทรล บางคนก็เคยได้รับถ้วยรางวัลจากการวิ่งมาแล้วด้วย

ในที่สุดผมก็โดนป้ายยาไปงานวิ่งเทรลกับน้อง ๆ อย่างไม่ทันตั้งตัวไปแล้วเรียบร้อย 

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พวกเราต่างแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวและพักผ่อน พร้อมกับนัดหมายเวลาออกเดินทางไปดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า และในคืนนี้เองผมก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศการนอนจากห้องสี่เหลี่ยมมาเป็นการนอนในเต็นท์ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่มีดวงจันทร์และดวงดาวคอยอยู่เป็นเพื่อน

จุดหมายการเดินทาง

สะพายเป้ ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จนเจอมิตรภาพและความพิเศษแสนธรรมดาของธรรมชาติ

เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือ ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาตอนตี 4 แม้จะรู้สึกง่วงอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็พาตัวเองลุกออกจากเต็นท์ด้วยความเต็มใจ เดินไปล้างหน้า แปรงฟัน และกลับมาจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมกับการเดินทาง

เมื่อถึงเวลาที่นัดกันไว้กับน้อง ๆ ในตอนตี 4 ครึ่ง พวกเราก็เริ่มออกเดินทางจากลานสน โดยเส้นทางในเช้าวันนี้จะต้องเดินผ่าน ย.3 และเดินต่อไปยังจุดชมวิวที่ ย.4 แน่นอนว่าการเดินทางในตอนเช้าที่มีแต่ความมืดแบบนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คงจะเป็นไฟฉาย อุปกรณ์คอยให้แสงสว่างและนำทางให้กับพวกเรา

หลังจากเดินทางผ่านเส้นทางที่ค่อนข้างแคบและชัน ผ่านเนินวัดใจ ผ่านเส้นทางขึ้นเนินที่ชันขึ้นไปเรื่อย ๆ และมีอุปสรรคเป็นเส้นทางที่เดินลำบากท่ามกลางความมืด ในที่สุดพวกเราก็เดินมาถึงจุดสูงสุดบนยอดดอยขุนตาล ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1,373 เมตร แม้ว่าพวกเราจะหยุดพัก แต่ ‘เวลา’ ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พวกเราก็พบกับภาพที่รอคอยอยู่ตรงหน้า วัตถุทรงกลมสีส้มแดงขนาดเล็กกำลังค่อย ๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาจากขอบฟ้า เป็นบรรยากาศดี ๆ ที่นาน ๆ ครั้ง ถึงจะมีโอกาสได้เห็นและได้มาสัมผัสความงดงามที่เป็นดั่งของขวัญจากธรรมชาติ 

สะพายเป้ ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จนเจอมิตรภาพและความพิเศษแสนธรรมดาของธรรมชาติ
สะพายเป้ ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จนเจอมิตรภาพและความพิเศษแสนธรรมดาของธรรมชาติ

‘พระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า’ – ใครจะไปคิดว่า สิ่งที่เป็นความธรรมดาของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในทุกเช้าและในทุกวัน จะเป็นความพิเศษสำหรับผมและใครหลายคนในที่แห่งนี้

หลังจากยืนชื่นชมและรับเอาพลังงานดี ๆ จากไออุ่นของแสงแดดในยามเช้าจนหนำใจแล้ว พวกเราก็พากันเดินลงตามเส้นทางเดิมที่เคยเดินขึ้นมาในตอนเช้า โดยมีเจ้าถิ่นเป็นหมาสีดำและสีน้ำตาล คอยเป็นผู้นำในการเดินทางขากลับ พร้อมกับการมองเห็นต้นไม้ ใบไม้ และต้นหญ้าที่งดงามยิ่งขึ้นเมื่อได้รับแสงสว่างที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์ 

สะพายเป้ ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จนเจอมิตรภาพและความพิเศษแสนธรรมดาของธรรมชาติ

ผมก้าวเดินไปตามเส้นทางข้างหน้า พร้อมนึกย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเดินทาง แม้ว่าการเดินทางในครั้งนี้จะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ผมก็รู้สึกว่าตัวเองได้พบเจอกับสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นมากมาย

นี่อาจจะเป็นความพิเศษของเรื่องราวในการเดินทาง ในบางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าจะได้พบเจอกับอะไรบ้าง จนกว่าเราจะลองพาตัวเองออกเดินทาง และพบกับคำตอบนั้นด้วยตัวของเราเอง 

ข้อมูลอ้างอิง

สำนักงานอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (park.dnp.go.th/visitor/index.php)

ศาลากลางจังหวัดลำพูน (www.lamphun.go.th/th/home)

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ”

เนื้อถ้อยกระทงความที่ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน เป็นดั่งสายเบรกที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่ใฝ่ใจในเรื่องราวสมัยเก่าเช่นผมต้องห้ามความคิดตัวเองจากการจองตั๋วเครื่องบิน ‘กรุงเทพ-สิงคโปร์’ ทุกครั้งในรอบสิบกว่าปีที่ล่วงมา

ชั่วชีวิต 25 ปีนี้ ผมเคยเหินฟ้าไปต่างประเทศมาถึง 19 หน กว่าครึ่งหนึ่งในนั้นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กลุ่มประเทศและดินแดนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน พูดจีนเป็นภาษาแม่ คงเป็นด้วยความคุ้นเคยส่วนตัว อาหารถูกลิ้น และอุดมไปด้วยประวัติความเป็นมาที่น่าค้นหา

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

หลังจากได้โลดแล่นลั้นลาในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ตลอดจนรัฐที่มีสัดส่วนจำนวนประชากรจีนมากที่สุดในมาเลเซียอย่างปีนังมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดต้นปีนี้ ดวงท่องเที่ยวของผมก็โคจรมาชนกับสิงคโปร์จนได้ ช่างประจวบเหมาะกับตรุษจีนปีนี้ที่มาเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองยาวนานตั้งแต่ปีใหม่สากลจนถึงปีใหม่จีน

เพื่อเสริมดวงชะตาให้กับตัวเองในวัยเบญจเพส สถานที่แรกที่วาบขึ้นมาในความคิดของผมก็คือ ‘Buddha Tooth Relic Temple and Museum’ ที่คนไทยนิยมแปลชื่อนี้กันว่า ‘วัดพระเขี้ยวแก้ว’ วัดใหญ่ใจกลางไชน่าทาวน์ของประเทศเกาะแห่งนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกการเดินทางฉบับนี้จะเพิ่มตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่อยากไปสิงคโปร์ แต่เบื่อสิงโตพ่นน้ำ ยักไหล่ให้ไฟในสวน เฉย ๆ กับสวนสนุก หรือขี้เกียจช้อปปิ้งนะครับ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

Chinese Singaporeans Community
ชุมชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน

เวลาต้องนึกถึงประเทศและเขตปกครองที่พูดภาษาจีนเป็นหลัก คนไทยอย่างเราคงต้องหันหน้าขึ้นไปทางเหนือ คือภูมิภาคเอเชียตะวันออกซึ่งมีจีนเป็นพี่ใหญ่ พ่วงด้วยดินแดนเกาะและคาบสมุทรเล็กน้อยอย่างไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ที่ประชากรหมู่มากเป็นชาวจีนเหมือนกัน

แต่อีกประเทศหนึ่งที่ผู้คนมักละเลย ลืมไปว่าต้องหันหน้าลงใต้ด้วย ก็คือสิงคโปร์ ประเทศเกิดใหม่อายุไม่ถึง 60 ปี ซึ่งแยกตัวออกจากส่วนอื่น ๆ ของมาเลเซียที่คนส่วนใหญ่เป็นจีน

ชาวจีนรู้จักเกาะสิงคโปร์มาเป็นพันปี หลักฐานเก่าสุดที่จีนบันทึกถึงเกาะนี้เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 10 และเริ่มเดินเรือจากแผ่นดินใหญ่มาค้าขายตั้งแต่ยุคกระโน้น

เมืองสิงคโปร์เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1819 ภายใต้การนำของ เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Raffles) ข้าหลวงชาวอังกฤษ แต่ก่อนหน้าเซอร์โทมัสกับพลพรรคชาวแดนผู้ดีของเขาจะล่องเรือมายึดเกาะนี้ มีชาวจีนจำนวนหนึ่งอพยพมาอยู่ก่อนแล้ว พวกเขามาที่นี่เพื่อเพาะปลูกสีเสียดบ้าง พริกไทยบ้าง

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
รูปปั้น เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ริมแม่น้ำสิงคโปร์

ครั้นเมื่ออังกฤษพัฒนาสิงคโปร์เป็นอู่ต่อเรือและเมืองท่าเสรี ชาวจีนจำนวนมหาศาลจึงลงเรือมาตายเอาดาบหน้า ณ เกาะเล็กปลายแหลมมลายูแห่งนี้ ภายในเวลาไม่กี่ปี ตัวเลขประชากรจีนก็แซงหน้าทั้งผู้ปกครองชาวอังกฤษ ชาวมลายูที่อยู่บริเวณนี้มาก่อน รวมถึงชาวอินเดียที่อพยพมาพร้อม ๆ กัน

ในปี 1822 แค่ 4 ปีหลังการสถาปนาเมืองสิงคโปร์ แรฟเฟิลส์ผู้เป็นพ่อเมืองต้องวางผังเมืองสิงคโปร์เสียใหม่ ให้ผู้คนแต่ละเชื้อชาติใต้ปกครองของเขาได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง สำหรับชุมชนคนจีนนั้น ได้รับการจัดสรรที่ดินให้อยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำสิงคโปร์ เรียกว่า Chinese Campong มีความหมายว่า หมู่บ้านจีน (Campong มาจาก Kampung ในภาษามลายู แปลว่า หมู่บ้าน)

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
แผนที่เก่าสมัยก่อตั้งเมืองสิงคโปร์ ชุมชนจีนจะอยู่ทางซ้ายมือของภาพ
ภาพ : National Museum of Singapore

ภายใน Chinese Campong หรือ ‘กำปงจีน’ นั้นยังแยกย่อยออกเป็นหลาย ๆ โซนเพื่อรองรับผู้อพยพชาวจีนต่างภูมิลำเนากัน จีนที่อพยพมามักเป็นคนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง ทั้ง 3 กลุ่มก็จะถูกจัดให้อาศัยอยู่ในโซนที่พูดภาษาเหมือนกัน มาจากภูมิลำเนาเดียวกัน มีถนนกำหนดขอบเขตชัดเจน ไม่ย้ายข้ามกลุ่มไปอยู่ปะปนกับจีนกลุ่มอื่น

ชุมชนจีนในสิงคโปร์เจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเริ่มมีลักษณะและขอบเขตที่ชัดเจนว่าเป็นย่านจีนประมาณปี 1843 เมื่อมีการปล่อยเช่าและขายที่ดินแก่ผู้อพยพชาวจีนมากขึ้น จนเป็น ไชน่าทาวน์ (Chinatown) ตามความรับรู้ของคนสมัยนี้

อัตราส่วนเชื้อชาติของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันระบุว่ามีคนจีนอยู่ถึงร้อยละ 75.9 หรือราว 3 ใน 4 ของประชาชนสิงคโปร์ทุกหมู่เหล่า ถึงคนสิงคโปร์เชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งจะย้ายออกไปอยู่ตามเขตเมืองใหม่หรือพื้นดินที่เพิ่มเติมมาจากการถมทะเล แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนใดในประเทศแห่งนี้ ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษผู้มาจากแดนไกลของเขาก็น่าที่จะเคยพักอาศัยในย่านนี้มาก่อน

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
บรรยากาศประดับตกแต่งฉลองตรุษจีนปี 2566 ซึ่งเป็นปีเถาะ (กระต่าย)

Kreta Ayer, Heart of the Chinatown
ย่านเกรตา อาเยอร์ หัวใจแห่งไชน่าทาวน์

ขอบเขตของไชน่าทาวน์กรุงเทพฯ อยู่ตรงไหน หลายคนคงตอบไม่ได้ บางคนนับแค่ถนนเยาวราช บางคนรวมสำเพ็งหรือทรงวาดเข้าไปด้วย และอีกมากอาจตีเส้นไปถึงตลาดน้อย หัวลำโพง วงเวียน 22 วรจักร ฯลฯ แต่ภาพจำที่เราทุกคนมีต่อย่านชาวจีนในกรุงเทพก็น่าจะเหมือน ๆ กัน คือเป็นภาพของถนนเยาวราชที่มีร้านทอง ร้านอาหาร ภัตตาคาร มากมายแข่งกันประชันแสงป้ายไฟนีออนเหนือท้องถนน

ไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์อาจจะกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนกว่าบ้านเรา ด้วยเหตุที่บ้านเขาแบ่งย่านจีนออกมาเป็น 4 พื้นที่ย่อย ได้แก่ Telok Ayer, Bukit Pasoh, Tanjong Pagar และ Kreta Ayer

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทั้ง 4 ย่านนี้ ถนนเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Road) คือส่วนที่เทียบได้กับเยาวราช ชื่อของย่านนี้เป็นภาษามลายู แปลว่า ‘เกวียนลำเลียงน้ำ’ ส่วนภาษาจีนจะเรียก หนิวเชอสุ่ย (牛车水) แปลว่า ‘เกวียนวัวขนน้ำ’ เนื่องจากในศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคก่อตั้งชุมชนชาวจีนนั้น น้ำประปาในย่านนี้ยังขาดแคลน ต้องพึ่งรถเกวียนเทียมโคกระบือเป็นที่ขนลำเลียงน้ำประปาเข้ามาสู่ย่านบ้านเรือน

ทุกวันนี้ เกรตา อาเยอร์ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์โดยรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์ แม้ที่นี่จะได้ชื่อว่าเป็นหัวใจแห่งไชน่าทาวน์สิงคโปร์ ทำนองเดียวกับถนนเยาวราชของกรุงเทพ แต่ในความคล้ายก็มีความต่างกันตรงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกรตา อาเยอร์ ดูเงียบสงบ ทางรถวิ่งเป็นเพียงถนนสายเล็ก 4 เลน เต็มไปด้วยร้านค้า ภัตตาคาร บ้านเก่าซึ่งถูกสร้างขึ้นในสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งทางสากลจะรู้จักสถาปัตยกรรมแนวนี้ในชื่อ Strait Eclectic Shophouses กันมากกว่า

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แม้ว่าตึกแถวทรงชิโน-ยูโรเปียนของสิงคโปร์จะไม่เก่าแก่เท่าในมะละกาซึ่งเป็นเมืองโบราณ มีน้อยกว่าปีนังชนิดทิ้งห่างกันอย่างไม่เห็นฝุ่น แต่ก็เยอะกว่าภูเก็ตรวมถึงอีกหลายจังหวัดในไทย หลายตึกมีรูปแบบสวยงามเฉพาะตัว ไม่เหมือนเมืองไหน ๆ ที่สำคัญคือตึกแถวในย่านนี้ได้ถูกผู้ปกครองอังกฤษสมัยอาณานิคมกำหนดให้สร้างทางเดินหน้าบ้านให้มีมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่ปี 1822 คือต้องมีระยะความกว้าง 5 ฟุตเท่ากัน ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ‘หง่อคาขี่’ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานในการสร้างตึกแถวประเภทนี้ในอีกหลาย ๆ ที่ เป็นต้นว่าย่านเมืองเก่าภูเก็ต

ช่วงที่ผมท่องเที่ยวอยู่นั้น ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนเริ่มประดับประดาบ้านเรือนรอรับตรุษจีนกันแล้ว ร้านค้าในตึกแถวทั่วเกรตา อาเยอร์ ได้พากันปรับโฉมเป็นร้านขายสินค้าสำหรับเทศกาลปีใหม่จีน ไม่ว่ามองไปทางใด นัยน์ตาก็ต้องพร่าเบลอกับสีแดงของสินค้า ทั้งโคมไฟ กระดาษอักษรมงคล กระดาษกลอนคู่ (ตุ้ยเลี้ยง) รวมถึงซองอั่งเปาแบบต่าง ๆ ที่ขายกันทีต้องเหมาพื้นที่หน้าร้านไปทั้งแถบ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทุกร้านมีลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อของเยอะเสียจนแม่ค้าแม่ขายไม่ต้องเหนื่อยตะโกนเชียร์ให้เปลืองน้ำลาย เรื่องหนึ่งซึ่งผมเพิ่งเอะใจได้ระหว่างเดินดูของอยู่แถวนั้นก็คือการใช้ภาษาของชาวจีนสิงคโปร์ดูจะแตกต่างจากชาวจีนมาเลเซียที่เคยสัมผัสมา

เพื่อนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเคยเล่าให้ผมฟังว่า เวลาคนจีนมาเลเซียคุยกันเองจะพูดภาษาจีนกลางเสมอ ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะเป็นจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ หรือกวางตุ้ง ทุกคนต้องเรียนจีนกลางจนฟังพูดอ่านเขียนได้ แต่เมื่อไปพบชาวมลายูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของมาเลเซีย หรือคนมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย พวกเขาจึงจะสลับไปพูดภาษามลายูหรืออังกฤษ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แต่ที่สิงคโปร์นั้นต่างออกไป ต่อให้เป็นคนเชื้อสายจีนด้วยกันแล้วไซร้ ทุกคนก็นิยมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่ดี กระนั้นก็ยังไม่ใช่อังกฤษแท้ ๆ แบบที่ฝรั่งเจ้าของภาษาฟังเข้าใจ แต่เป็นอังกฤษที่มีสำเนียง คำศัพท์ และไวยากรณ์จีนปน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ซิงลิช’ (Singlish) หรืออังกฤษแบบสิงคโปร์นั่นเอง

ภาษานี้เพื่อนคนไทยที่เคยทำงานเป็นไกด์จีนของผมเคยกล่าวถึงด้วยสีหน้าปูเลี่ยน ๆ ว่า “มึงรู้มั้ย กูรับแขกจีนมาทุกกลุ่ม กูไม่เคยมีปัญหา แต่ความมั่นใจในภาษาจีนของกูมาถดถอยลงเพราะเจอสิงคโปร์ กูไม่รู้ว่าแขกกลุ่มนั้นมันพูดจีนหรือพูดอังกฤษกับกูกันแน่!”

ระหว่างที่ผมกำลังเดินดูของขายตรุษจีน ถ่ายภาพตึกชิโน-ยูโรเปียน และเงี่ยหูฟังคนคุยกันเป็นภาษาซิงลิชเพลิน ๆ อยู่นั้น เท้าทั้งสองก็นำพาผมมาถึงจุดหมายสำคัญประจำทริปนี้ คือจัตุรัสเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Square) อันมีวัดพระเขี้ยวแก้วสูงเด่นอยู่ตรงหน้า

Buddha Tooth Relic Temple
วัดพระเขี้ยวแก้ว

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

เมื่อมาถึงไชน่าทาวน์แห่งนี้แล้ว ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดก็ควรจะได้มาเยี่ยมยลวัดพุทธที่ได้ชื่อว่างามและขึ้นชื่อที่สุดในสิงคโปร์เป็นบุญตา

วัดนี้เป็นวัดสาขาของวัดเจดีย์ทอง หรือ Golden Pagoda Buddhist Temple ในเขต Tampines ที่อยู่ห่างออกไป ต่อมาช่วงต้นปี 1997 การท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ทาบทาม พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว (Venerable Shi Fa Zhao) พระเถระชั้นผู้ใหญ่และเจ้าอาวาสประจำวัดนี้ ให้สร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นบนที่ดินแปลงใหญ่ในไชน่าทาวน์ที่ยังว่างเปล่า แม้ทางวัดจะลองเขียนแบบแปลนและส่งข้อเสนอไปในปีถัดมา ทว่าแบบวัดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการอนุมัติ

แต่แล้วในปี 2002 วัดเจดีย์ทองได้รับมอบพระทาฐธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้ามา แผนจะสร้างวัดหลังใหม่ที่ไชน่าทาวน์จึงได้รับการนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

ภายหลังการหารือที่กินเวลานานปี ในที่สุดวัดแห่งใหม่ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปี 2005 โดยใช้ชื่อว่า Buddha Tooth Relic Temple and Museum

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ว่ากันว่าแต่เดิมวัดนี้จะสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ที่บรรพบุรุษของพุทธศาสนิกชนชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมา แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อชื่อฝ่าจ้าวได้ปรับแบบแปลนใหม่ โดยให้สร้างเป็นวัดสูง 4 ชั้น โดยยึดตามวัดใหญ่สมัยราชวงศ์ถังซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนาในจีน และผสมองค์ประกอบบางอย่างของวัดทิเบตเข้าไปด้วย

หลายคนเห็นสีสันและหน้าตาวัดนี้ภายนอก อาจรู้สึกว่าดูเหมือนวัดญี่ปุ่นมากกว่าวัดจีน ซึ่งก็ไม่ผิดที่คุณจะเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น แต่ต้องอธิบายว่าวัดญี่ปุ่นที่หน้าตาละม้ายแบบนี้เพิ่งมีในสมัยนาระและเฮอัน ซึ่งก็ถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมสมัยถังของจีนอีกทอดหนึ่ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

วัดนี้เปิดค่อนข้างเช้า คือประมาณ 07.00 น. และปิดตอน 17.00 น. ถึงตอนที่ผมไปจะยังเช้าอยู่มาก แต่ภายในวัดก็เริ่มคึกคักแล้ว มีสาธุชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาเดินทางมาไหว้ขอพรไม่ขาดสาย และเพราะภายในวัดติดแอร์ การจุดธูปสักการะจึงทำได้แค่ด้านนอกเท่านั้น

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

นอกเหนือจากความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศที่พรูมาปะทะร่าง ไม่ว่าใครที่เข้ามาในวัด บริเวณที่เรียกว่า ‘หอร้อยมังกร’ หรือ ไป๋หลงเตี้ยน (百龍殿) ก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกัน คือตะลึงงันกับความโอ่อ่าของโถงที่มีความสูงจากพื้นถึงเพดานกว่า 27 ฟุต ตกแต่งด้วยลวดลายและวัสดุสีแดงและทอง ที่นี่เป็นพระอุโบสถ มีพระประธานคือพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าในอนาคตซึ่งมีความสูงถึง 15 ฟุตในปางนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ขวาทำท่าอภัยมุทราอันแสดงถึงความเมตตาและกรุณา มีพระโพธิสัตว์ 2 องค์ประทับขนาบข้าง เป็นพระพุทธรูปที่แลดูสงบ แต่แฝงด้วยความยิ่งใหญ่ ดูน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

กราบพระประธานประจำวัดเสร็จแล้ว สิ่งต่อไปที่น่าจะทำก็คือเดินชมผนังโดยรอบโถงที่ตกแต่งด้วยพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยนับร้อยนับพัน เป็นภาพแทนของคติมหายานที่เชื่อว่าในจักรวาลมีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มากมายดั่งเม็ดทราย 

แต่ละจุดจะมีพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าองค์สำคัญ ๆ ของชาวจีนแทรกอยู่เป็นระยะ ทุกองค์มีความหมาย คือเป็นผู้คุ้มครองคนที่เกิดในปีนักษัตรต่าง ๆ

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

เมื่อเดินตามพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประจำปีเกิดไปเรื่อย ๆ ผมก็มาถึงโถงด้านหลัง เรียกว่า หอปัญญาจักรวาล หรือ เหยวียนทงเตี้ยน (圓通殿) ซึ่งมีพระประธานคือ จินดามณีจักรอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือพระกวนอิมที่เราคนไทยรู้จักดี

ระหว่างเดินชมความงามของพุทธศิลป์ในวัดอยู่นั้น มีชาวสิงคโปร์แวะเวียนมากราบไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้อยู่เนือง ๆ บางคนให้พระสงฆ์ภายในวัดสวดมนต์ให้ด้วย

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

รอไปอีกสักพัก ก็ได้เวลาทำวัตรเช้าประจำวันพอดี พระสงฆ์ในวัดหลายรูปเดินเรียงแถวหน้ากระดานมาร่วมกันสวดมนต์ที่เบื้องหน้าพระศรีอริยเมตไตรยองค์โต มีพระสงฆ์นั่งลงหน้ากลองจีน ทำให้ได้รู้ว่าพระที่นี่ทำวัตรสวดมนต์กันเป็นท่วงทำนอง และสวดเป็นภาษาจีนกลาง ซึ่งจะแตกต่างจากพระจีนเมืองไทยตรงที่พระจีนบ้านเรายึดถือจารีตแบบพระในมณฑลกวางตุ้ง สวดมนต์เป็นภาษาเก่าของแถบมณฑลกวางตุ้ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ฟังพระที่นี่สวดมนต์เป็นทำนองแบบเทปบทสวดมนต์จีน จิตใจผมรู้สึกแช่มชื่นแจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก จึงยกมือขึ้นพนมไหว้ ตั้งจิตอธิษฐานต่อบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม ขอพรให้การเดินทางต่อจากนี้มีแต่ความราบรื่นปลอดภัย และมีสิ่งดี ๆ เข้ามาตลอดปีใหม่นี้

…and Museum
…และพิพิธภัณฑ์

ไหว้พระเสริมสิริมงคลเสร็จเรียบร้อย ความอิ่มเอมที่ได้รับทำผมเกือบลืมไปเลยทีเดียวว่าวัดนี้ยังมีอีกหลายชั้นที่ยังไปไม่ถึง ที่ได้สำรวจมานี้ก็แค่ชั้น 1 เพียงชั้นเดียว

และเกือบลืมด้วยว่าชื่อเต็มของวัดนี้ยังมีคำว่า ‘And Museum’ ห้อยท้าย นั่นหมายความว่าชั้นบน ๆ ขึ้นไปต้องเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของชิ้นสำคัญเป็นแน่

เริ่มจากชั้นลอยซึ่งเป็นที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้ง ชีวประวัติ และของเนื่องในพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป ทั้งพระสงฆ์ชาวสิงคโปร์และต่างประเทศ ผมเดินดูรอบชั้น พบว่ามีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของไทยปนอยู่มาก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดพระเขี้ยวแก้วแห่งนี้มีสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นกับประเทศไทยมาก ท่านยังเคยได้รับประทานยศ ‘เจ้าคุณ’ และสมณศักดิ์แบบไทยมาแล้ว เดินทางมาไทยก็หลายหน บางครั้งเดินดูของในพิพิธภัณฑ์วัดนี้ก็หลงคิดว่าตัวเรายังอยู่แถวบ้านหรือเปล่า เพราะมีทั้งภาษาไทยและข้าวของที่มาจากเมืองไทยเยอะจนนับชิ้นไม่ถ้วน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว รับพระราชทานพัดยศจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทย

ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไปจนถึงชั้นหลังคา แทบทุกชั้นจะซอยพื้นที่แบ่งเป็นบริเวณสำหรับสักการะและพิพิธภัณฑ์ เมื่อมาถึงที่นี่ทั้งที ก็ต้องไม่ลืมไปที่ชั้น 4 ที่มีไว้ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ที่มาของชื่อวัดนี้ด้วย

In Chinatown, Singapore

ในไชน่าทาวน์ สิงคโปร์

เที่ยวชมความงามของศิลปกรรมภายในจนหนำใจ ผมพกพาความอิ่มบุญออกจากวัดพระเขี้ยวแก้ว แล้วเริ่มออกเดินทางต่อ ไปยังบริเวณอื่น ๆ ของไชน่าทาวน์ที่ยังไปไม่ทั่ว

ถ้าไม่นับวัดแห่งนี้ ในชุมชนชาวจีนก็ยังมีศาลเจ้าและศาสนสถานของชนชาติจีนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในแต่ละถนน บางแห่งเป็นของชาวแต้จิ๋ว บางแห่งเป็นของชาวฮกเกี้ยน กวางตุ้ง หรือไหหลำ แต่ที่มีเหมือนกันคือความคึกคักคับคั่งด้วยเหล่าบรรดาผู้ศรัทธาชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ต้องการมาสร้างบุญเสริมกุศลรับปีใหม่ตามความเชื่อของพวกตน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ศาลเจ้าเทียนฮกเก็ง ย่าน Telok Ayer เป็นศาสนสถานอีกแห่งที่มีผู้คนมาสักการะจำนวนมาก

นอกจากชาวจีนที่เป็นกลุ่มประชากรส่วนมากของย่านนี้และประเทศสิงคโปร์แล้ว ในไชน่าทาวน์แห่งนี้ยังมีบ้านเรือน ร้านค้า และศาสนสถานของชาวทมิฬจากภาคใต้ของอินเดียที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวจีนอย่างสันติสุขตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน แต่ถ้าให้เล่าเรื่องราวของคนกลุ่มนี้อีก เห็นทีจะต้องแยกข้อเขียนออกเป็นอีกหนึ่งบทความ

ท่ามกลางความสบายใจที่ได้จากการรับพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันขึ้นปีใหม่จีน อีกหนึ่งความรู้สึกที่เบียดแทรกเข้ามาคือความดีใจที่วันหนึ่งตัวเองได้มาเที่ยวประเทศนี้

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ” ถ้อยคำในวันเก่าลอยมาตามลม ผมบอกตัวเองได้แล้วว่าคำพูดนี้ไม่เป็นความจริง ประวัติศาสตร์ที่ผมสนใจมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันหรือเปล่า เหมือนเช่นคำสอนว่า “ทุกที่มีดีมีร้าย ขึ้นอยู่กับสายตาเราจะเลือกมอง”

และตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผมชอบมาก และอยากกลับไปเยือนครั้งใหม่ไว ๆ เลยครับ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load