18 กุมภาพันธ์ 2562
23.68 K

ใครเคยนั่งรถไฟสายเหนือมุ่งหน้าไปปลายทางที่เชียงใหม่คงคุ้นเคยกับอุโมงค์ขุนตานซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ระยะเวลาที่อยู่ในความมืดเกือบ 5 นาทีสร้างความตื่นเต้นให้สุดๆ ก่อนที่แสงปลายอุโมงค์จะส่องสว่างไปทั่วตู้รถไฟก่อนที่รถไฟทั้งขบวนจะหยุดสนิทที่สถานี

เมื่อรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีขุนตานไปแล้ว ผู้คนที่ตื่นเต้นกับอุโมงค์ขุนตานก่อนหน้าก็แยกย้ายกันกลับเข้าไปนั่งที่ เตรียมเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก่อนที่จะถึงสถานีเชียงใหม่ในอีกชั่วโมงเศษๆ จังหวะนั้นรถไฟขบวนยาวก็วิ่งลัดเลี้ยวไปตามไหล่เขาลงจากดอยขุนตาลมุ่งหน้าสู่พื้นราบในแอ่งลำพูน

ที่ตีนดอยนั้นมีสะพานสีขาวสะอาดยืนรอรถไฟทั้งขบวนอยู่โดยที่ไม่มีใครทันสังเกต

สะพานที่มีรูปร่างแปลกตา โครงสะพานมีรูปโค้งสีขาวตัดกับภูเขาที่มีสีเขียวครึ้มยืนอยู่ที่นี่มาเกือบ 100 ปี ถ้าไม่มีใครมองออกมานอกหน้าต่างก็จะไม่มีใครโบกมือทักทายสะพานนี้เลย

นี่คือสะพานทาชมภู

 

ทาชมภู

เรารู้จักสะพานทาชมภูครั้งแรกจากการ์ดชุดความรู้รถไฟของธนาคารออมสินชุดที่ 31 ปี 2533 การ์ดใบที่ 48

ภาพรถไฟขบวนยาวเทโค้งเข้ามาในเฟรมและมุมขวามือเป็นสะพานที่มีสีขาวแปลกตา

เราไม่เคยเห็นสะพานรถไฟเป็นแบบนี้เลย คุ้นแต่สะพานเหล็กสีดำที่เวลาวิ่งผ่านจะมีเสียงดัง ‘กึง กัง กึง กัง’ เลยทำให้สะกิดใจว่าสะพานนี้อยู่ที่ไหน จนกระทั่งปี 2545 เราได้นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ครั้งแรกและเห็นสะพานนี้ด้วยตาของตัวเอง มันคือความตื่นเต้นบวกดีใจมากที่ได้เห็นสะพานนี้ของจริงหลังจากที่ได้เห็นผ่านภาพถ่ายมาตลอดหลายสิบปี

จะว่าไปแล้วสะพานนี้ก็เหมือนกับ Hidden Place ถ้าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ หรือไม่เคยนั่งรถไฟมาเชียงใหม่คุณก็ไม่มีทางที่จะรู้จักมัน และที่สำคัญ ถ้าคุณอยู่บนรถไฟคุณก็แค่เห็นมันผ่านหน้าต่างไปแต่ไม่ได้ลงมาสัมผัส

ภาพการ์ดความรู้ธนาคารออมสิน ชุดที่ 31 จากเพจการ์ดธนาคารออมสิน

ปี 2548 เราได้กลับมาที่สะพานนี้อีกครั้งตอนอายุ 18 ครั้งนี้ไม่ได้นั่งรถไฟผ่านแต่นั่งรถยนต์มาเหยียบที่สะพานนี้จริงๆ ในสมัยที่ธรรมชาติยังล้อมรอบสะพาน การเข้ามาถึงต้องเดินเท้าเท่านั้น ด้านซ้ายและขวาของสะพานคือทุ่งหญ้าและทุ่งนา ทางรถไฟตอนนั้นยังมีขนาด 70 ปอนด์ต่อหลาตรึงอยู่บนหมอนไม้และมีรอยต่อราง เมื่อรถไฟวิ่งผ่านก็จะมีเสียงล้อกระทบรางดังลั่นไปทั้งหุบเขา

มันคือสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับเด็กอายุ 18 เหมือนกับการได้ค้นพบสมบัติล้ำค่าที่ตามหามานาน

สะพานทาชมภูในปี 2548 ต้องเดินเท้าบนทางรถไฟถึงจะไปที่ตัวสะพานได้

ณ ตอนนี้ สะพานทาชมภูได้ถูกโปรโมตให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูน สภาพพื้นที่โดยรอบเปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่เราได้มาเยี่ยมแบบพลิกฝ่ามือ มีถนนเส้นเล็กๆ พามาถึงตีนสะพาน รางรถไฟมีขนาดหนาขึ้น ไร้รอยต่อและถูกตรึงอยู่บนหมอนคอนกรีต ลำน้ำแม่ทาที่เคยเส้นเล็กมีน้ำแห้งขอดก็ถูกเติมเต็มให้กว้างขึ้นเพราะมีประตูระบายน้ำ ทุ่งนาและทุ่งหญ้าด้านข้างสะพานก็กลายเป็นร้านอาหารเล็กๆ เป็นแพริมน้ำ และพื้นที่จัดสรรสำหรับการท่องเที่ยว รวมถึงให้ชาวบ้านนำสินค้าที่อยู่ในท้องถิ่นเข้ามาขายให้กับคนที่มาเยี่ยมสะพานหรือมาถ่ายรูปคู่กับรถไฟที่วิ่งลงจากดอยพร้อมป้ายแสดงเวลารถเพื่อไม่ให้พลาดช็อตสำคัญ

แม้ว่าปริมาณนักท่องเที่ยวจะไม่ได้เยอะมากจนทำลายบรรยากาศ ส่วนใหญ่แล้วคนที่ดั้นด้นขับรถเข้ามาถึงที่นี่ย่อมไม่ได้บังเอิญขับผ่านมาแน่ๆ เพราะถนนที่เข้ามาถึงไม่ใช่ถนนสายหลัก นั่นหมายความว่าความสวยงามและความแปลกของสะพานทาชมภูเองนี่แหละที่สร้างมนตร์สะกดให้นักเดินทางบางคนตัดสินใจเลี้ยวรถจากถนนซูเปอร์ไฮเวย์เข้ามาถึงเกือบ 10 กิโลเมตร

มาที่นี่ ต้องถ่ายรูปคู่สะพานและให้รถไฟเป็นฉากหลัง

สิ่งที่พบเห็นได้ทุกครั้งที่เดินทางมา คือมหาชนกลุ่มใหญ่ที่กระจัดกระจายเดินชมสะพานทั้งด้านล่างและด้านบน บ้างก็พูดถึงความสวยงาม บ้างก็พูดถึงเที่ยวรถไฟที่กำลังจะมาถึง

เมื่อเสียงหวีดรถไฟดังขึ้นไปทั่วหุบเขาเป็นสัญญาณให้นักท่องเที่ยวหลบลงข้างทาง ไม่นานนักรถไฟที่ส่งเสียงเตือนมาก็ปรากฏตัวเองพร้อมวิ่งผ่านสะพานด้วยความเร็วไม่สูงมากพร้อมเสียงของนักท่องเที่ยวที่ดังขึ้นท่ามกลางความสนุกที่ได้แอ็กท่าถ่ายรูปคู่กับรถไฟขบวนยาว

ไม่ใช่แค่สะพานที่สวย

สะพานทาชมภูคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและเป็นเหมือนอนุสรณ์ของการสร้างทางรถไฟสายเหนือจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ที่ยังคงหยัดยืนมาถึงร้อยปี

 

แตกต่างเหมือนกัน

สะพานขาวทาชมภู คือชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จัก

ตามบัญชีของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นได้ระบุชื่อไว้ว่า ‘สะพานทาชมภู’

รูปแบบของสะพานนั้นเป็นแบบโครงคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ตั้งอยู่ที่ กม. 690+340 ระหว่างสถานีขุนตานและสถานีทาชมภู อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน บนเส้นทางรถไฟสายเหนือ

ลักษณะโครงสร้างของทาชมภูต่างจากสะพานรถไฟทุกๆ แห่งในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะคือโครงสร้างสะพานที่มีโครงพยุงน้ำหนักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทาสีขาวแทนที่จะเป็นโครงเหล็กสีดำเหมือนสะพานทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสะพานที่มีช่วงกว้างต้องอาศัยโครงถักแบบ Truss ในการพยุงน้ำหนักยิ่งต้องเป็นเหล็กเพราะมีความแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ ราคาค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาไม่สูงมาก

สะพานรถไฟทั่วไปที่ใช้โครงสร้างเหล็ก

สะพานทาชมภูเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของสะพานทอดข้ามแม่น้ำแม่ทาด้วยความยาว 2 ช่วง เป็นทางตรงขนาบด้วยโค้งซ้ายขวาทั้งสองฝั่งของสะพาน ฝั่งหนึ่งมุ่งหน้าไปทางเชียงใหม่ ฝั่งนึงมุ่งหน้าไปทางอุโมงค์ขุนตาน

โครงคอนกรีตรูปโค้งครึ่งวงกลมนั้นไม่ได้มีเพียงหน้าที่พยุงทางรถไฟที่ทอดข้ามแม่น้ำไว้ แต่โครงสร้างยาวลงไปถึงตอม่อของสะพานที่ตั้งอยู่กลางน้ำเสมือนว่าทั้งโครงสะพานและตอม่อคือโครงสร้างเดียวกัน โดยทั่วไปโครงสะพานรถไฟจะถูกสร้างให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ถึงแม้บางสะพานจะเป็นโครงโค้งแต่ก็จะเป็นการถักเหล็กเส้นตรงๆ ให้มีรูปคล้ายโค้งเท่านั้น

แต่สำหรับทาชมภูนั้นโครงสะพานโค้งอย่างสมบูรณ์และอ่อนช้อย

รูปร่างแตกต่าง แต่มีหน้าที่เหมือนกัน

 

จากเหล็กเป็นคอนกรีต

ถ้าในเมื่อสะพานเหล็กมีความอ่อนตัวและดีกว่าสะพานโครงคอนกรีต ทำไมสะพานทาชมภูถึงไม่เป็นเหล็กล่ะ?

เรื่องเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

ทางรถไฟสายเหนือที่เริ่มสร้างต่อมาจากอยุธยา ปากน้ำโพ พิษณุโลก ผ่านหุบเขาที่สูงชันในแพร่ ลำปาง จนมาถึงปราการด่านสุดท้ายที่ขุนตาล มีการสร้างที่กินระยะเวลานานมากก็ยังไม่ถึงเชียงใหม่เพราะอุปสรรคทางธรรมชาติมีมากเหลือเกิน นอกจากนั้นยังเจออุปสรรคที่เรียกว่าสงครามเข้าให้อีก

หลังจากที่อุโมงค์ขุนตานเจาะทะลุถึงกัน ทางรถไฟได้ถูกวางต่อจากปากอุโมงค์ขุนตานลงเขามาถึงแม่น้ำแม่ทา แผนการสร้างสะพานที่จุดนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2461 โดยอุปสรรคสำคัญตอนนั้นมีด้วยกัน 2 ประการ

ประการแรกคือ สภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนหน้านั้นทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงสะพานต่างๆ  

ประการที่สอง ทางการไทยต้องเสียวิศวกรคุมงานก่อสร้างชาวเยอรมันไปเพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้นายช่างชาวเยอรมันหลายคนถูกส่งกลับประเทศ หนึ่งในนั้นคือมิสเตอร์อีมิลล์ ไอเซ่น โฮเฟอร์ นายช่างหนุ่มผู้คุมงานก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาน รวมถึงทีมงานชาวเยอรมันที่เริ่มคุมงานก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือตั้งแต่เริ่มแรก

การสร้างสะพานทาชมภู ในปี 2462 – 2463

สะพานทาชมพูและรถดีเซลรางทดสอบ (ภาพจากโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ)

ภาระการคุมงานก่อสร้างที่ต้องให้เสร็จทันเวลาถูกส่งต่อให้กับผู้บัญชาการกรมรถไฟ นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือพระนามเดิม พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร โดยทรงรับสั่งให้สร้างสะพานนี้ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ใช้เทคนิคการก่อสร้างและรูปแบบทางวิศวกรรมเช่นเดียวกับทางยุโรป

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน

กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรการก่อสร้างสะพานเมื่อเดือนมกราคม 2462
ความท้าทายมากที่สุดของการสร้างสะพานนี้คือการสร้างให้เป็นโครงคอนกรีตเสริมเหล็ก การคำนวณต้องแม่นยำมากด้วยคุณสมบัติเฉพาะของโครงคอนกรีตที่มีความอ่อนตัวต่ำกว่าเหล็ก ซึ่งสามารถทำให้สะพานเกิดความเสียหายได้เมื่อรับน้ำหนักของรถไฟนานเข้า จึงต้องคำนวณเรื่องโครงสร้างให้รับน้ำหนักให้ได้มากกว่า 15 ตัน ซึ่งมีข้อถกเถียงเป็นอย่างมากเรื่องความแข็งแรงของสะพานที่อาจทลายลงในระยะเวลา 3 – 6 เดือน แต่สุดท้ายแล้วสะพานทาชมภูก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันด้วยการออกแบบให้มีรอยต่ออยู่บนสะพานให้โครงสร้างสามารถขยับเขยื้อนได้เมื่อมีรถไฟวิ่งผ่าน

 

ไม่ได้ทาชมพู

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อสะพานทาชมภูต้องตั้งใจฟังดีๆ ว่าเกี่ยวกับสีหรือไม่ เพราะคำว่า ‘ชมภู’ ก็ไปพ้องเสียงกับคำว่า ‘ชมพู’ ที่เป็นชื่อสี

ที่มาของชื่อนี้ก็ค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็มีอยู่ 2 ทฤษฎีที่เข้าเค้าที่สุด

ก่อนจะไปอธิบายทฤษฎีก็จะขอพูดถึงคำว่า ‘ทา’ ก่อน

คำว่า ‘ทา’ ไม่ได้เป็นคำกริยาแต่อย่างใด

เรื่องน่ารู้เรื่องแรกคือทุกตำบลในอำเภอแม่ทา ชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ทา’ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทาปลาดุก ทาสบเส้า ทาชมภู ฯลฯ โดยเส้นเลือดใหญ่ของอำเภอนี้ก็คือลำน้ำแม่ทาซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ‘ทา’ เช่นกัน

กลับมาที่ทฤษฎีที่หนึ่ง

ในสมัยก่อนย้อนไปหลายปีตั้งแต่ทางรถไฟยังมาไม่ถึงมีการตั้งรกรากขึ้นที่พื้นที่ริมน้ำแม่ทาซึ่งสภาพแวดล้อมโดยรอบมีต้นชมพู่ขึ้นอยู่มากมาย จึงตั้งชื่อว่า ‘ทาชมภู’ ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ชมพู่ โดยทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในประวัติของเทศบาลตำบลทาปลาดุก

ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้พอๆ กัน นั่นคือคำว่า ชมภู แปลว่า มองภูเขา เพราะว่าพื้นที่ที่ตั้งหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ใกล้กับตีนดอยขุนตาลมากที่สุด เห็นดอยขุนตาลชัดที่สุด

แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่า ทาชมภู คำนี้มีที่มาอย่างไร

แต่สิ่งที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนคือ

สะพานทาชมภูมีสีขาวและไม่ได้ทาสีชมพู

 

พรางชมภู

มีเรื่องเล่าหนึ่งจากปากของชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านทาชมภูเล่าให้ฟังว่า สะพานนี้เคยถูกทาเป็นสีดำ

ทำไมต้องทาสีดำ?

ทางรถไฟคือเส้นทางสำคัญในการขนส่ง เพราะเป็นทางที่สะดวกที่สุด ราบรื่นที่สุด ไร้อุปสรรคที่สุด จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทางรถไฟ สถานีรถไฟ และสะพานรถไฟ คือจุดที่ต้องทำลายเพื่อตัดทางเดินของชาติศัตรู

เพราะความขาวโอโม่ของสะพานทาชมภูที่มองเห็นได้จากระยะไกล หรือแม้แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากทางอากาศ ทำให้สะพานตกเป็นเป้าการทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าชาวบ้านทาชมภูได้ร่วมกันพรางสะพานไม่ให้เป็นจุดสังเกตของฝ่ายพันธมิตรโดยใช้ถ่าน ดิน และสิ่งของจากธรรมชาติที่มีสีดำโบกลงไปบนสะพานเพื่อให้หมดสภาพสีเดิมซึ่งเป็นสีขาวสว่าง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีภาพถ่ายหลักฐานของเรื่องราวนี้มายืนยันได้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าจากรุ่นสู่รุ่น

สะพานทาชมภูถูกเพิ่มคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์การสร้างทางรถไฟสายเหนือ รวมถึงเครื่องยืนยันถึงความท้าทายทางวิศวกรรมของคนไทยในสมัยนั้น ที่ทำให้เราระลึกได้ถึงความท้าทายและยากลำบากในการสร้างทางรถไฟสายเหนือผ่านพื้นที่ซึ่งเป็นอุปสรรคทางธรรมชาติมากมาย และที่นี่คงไม่ใช่ Hidden Place อีกต่อไป หากแต่เป็นจุดหมายของนักเดินทางและช่างภาพที่รอคอยการมาถึงของรถไฟสักขบวนที่วิ่งข้ามสะพานนี้โดยมีดอยขุนตาลเป็นฉากหลัง

อีกนิดอีกหน่อย

  1. อีกสะพานที่คล้ายกับสะพานทาชมภูแต่เป็นสะพานรถยนต์ นั่นคือสะพานรัษฎาภิเศกที่ลำปาง แถมเกิดในช่วงไล่เลี่ยกันจะเรียกว่าเป็นสะพานพี่สะพานน้องกันก็ได้
  2. การเดินทางไปสะพานทาชมภูต้องขับรถไป ไม่แนะนำให้นั่งรถไฟเพราะสถานีอยู่ห่างจากสะพานพอสมควร ให้ใช้ถนนสาย 11 (ซูเปอร์ไฮเวย์) ขับมาที่ อ.แม่ทา ก่อนข้ามทางรถไฟให้เลี้ยวซ้ายไปทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เข้าไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จะเห็นสะพานเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงวัดทาชมภูเลย
  3. ในปี 2562 นี้ สะพานทาชมภูอายุครบ 100 ปี
  4. ช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งข้ามสะพานนี้มากที่สุดเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 11 โมง ซึ่งมีรถไฟทั้งขาขึ้นและขาล่องผ่านจำนวนทั้งสิ้น 6 ขบวน และถ้าโชคดีก็อาจจะได้เจอรถสินค้าเป็นของแถมด้วย
  5. มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สะพานนี้เริ่มเป็นที่รู้จัก ได้มีข่าวลือว่าทางการจะทาสีสะพานให้เป็นสีชมพูให้คล้องกับชื่อที่มีเสียงคล้ายสีชมพู ซึ่งโลกออนไลน์ถึงกับรีบแสดงความคิดเห็นอย่างทันควันว่ามันมาผิดทางแล้วแน่ๆ สะพานแห่งนี้ไม่ควรถูกทาด้วยสีอื่นที่นอกเหนือจากสีขาว และแน่นอนว่ามันก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

6 มิถุนายน 2565
3.00 K

“ชอบรถไฟสายไหนมากที่สุด” 

เป็นคำถามยอดนิยมที่โดนถามตลอด เมื่อคู่สนทนารู้ว่าเรานั่งรถไฟมาแล้วทั่วราชอาณาจักรไทย และคำตอบก็มักจะเหมือนเดิมว่าเราชอบทุกสาย ทุกสายไม่เหมือนกัน แต่สายที่ชอบที่สุด บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า สายใต้ โดยเฉพาะเส้นทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปลายด้ามขวาน ที่เริ่มนับจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านปัตตานี ยะลา และไปสุดที่สถานีสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เต็มไปด้วยการเติมเต็มความสุขจนล้นออกจากปากได้หลากหลายมาก ทั้งของกิน ธรรมชาติ ผู้คน รวมถึงความเร็วรถไฟในระดับที่เรียกว่าซิ่ง น่าจะไม่ผิดเท่าไหร่

ความชอบของเราเริ่มจากเป็นสายที่ไปยากที่สุด เพราะไกลที่สุดจากกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางกว่าพันกิโลเมตร นั่งรถไฟที่ใช้คำว่าตูดด้าน ถ้าคุณเลือกนั่งชั้นสาม แต่คุณจะรู้สึกสบายสุด ๆ ถ้ามารถนอน นั่นหมายความว่าการจะได้ไปเยือนทางรถไฟสุดทางที่สุไหงโก-ลก เป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับเด็กบ้ารถไฟในวัยเรียน ที่เงินในกระเป๋ายังไม่มากพอจะนั่งรถนอน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การเดินทางไปเส้นทางรถไฟสายหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก เกิดขึ้นครั้งแรกก็ปาเข้าไปช่วงทำงานแล้ว ตอนนั้นเรากลัวนะจากข่าวที่เคยได้ยิน แต่ไหน ๆ แล้ว การลงไปครั้งนั้นต้องไปหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าน่ากลัวจริงหรือเปล่า

คำตอบที่เราได้กับตัวเองคือ ทางรถไฟสายนี้ก็เหมือนกับทางรถไฟทั่ว ๆ ไป มีสถานี มีเส้นทาง มีสะพาน มีเรื่องเล่า มีธรรมชาติ และที่สำคัญคือมี ‘คน’ ที่ทำให้รถไฟสายนี้มีชีวิตชีวาไม่เหมือนใคร ในความเป็นชุมชนที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างผสมผสานของคนพื้นถิ่นต่างศาสนา แต่การใช้ชีวิต อาหารการกิน และการเดินทางกลับเหมือนกันอย่างลงตัวและเชื้อเชิญให้เราไปทำความรู้จัก

เมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งต่อ ๆ มา

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปกติแล้วเราจะนั่งรถเร็ว 171 กรุงเทพฯ – สุไหงโก-ลก ลงไปใต้สุดเสมอ เพราะเป็นรถที่ใช้เวลาเดินทางนานที่สุด (เขามีแต่เดินทางให้น้อยที่สุด ไอ้นี่แปลก) ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงเที่ยงครึ่ง ถึงหาดใหญ่ในช่วงเช้ามืด จอดรออีกประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อรอฟ้าสาง ก่อนจะเดินทางต่อไปถึงปลายทาง

รถไฟขบวน 171 มีความยาว 10 กว่าตู้ เป็นรถนั่งชั้นสามไปแล้วค่อนขบวน มีรถนั่งชั้น 2 พัดลมปรับเอน และรถนอนชั้น 2 แอร์เย็นฉ่ำอยู่ท้ายขบวน ระยะทางที่มันเดินทางนั้นร่วมหนึ่งพันกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางที่เรียกได้ว่าใครนั่งชั้น 3 ก็คือเตรียมตัวเข้าคลาสกายภาพบำบัด หรือหาหมอนวดมาช่วยเหลือร่างกายโดยทันที

ขบวนรถไฟสายสุไหงโก-ลก เป็นหนึ่งในขบวนยอดนิยม มีผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยเลยที่เดินทางในทุก ๆ วัน และตั๋วเต็มเร็วเสียยิ่งกว่าใคร อาจเป็นเพราะรถไฟคือการเดินทางที่สะดวกที่สุดสำหรับระยะไกลขนาดนี้ และที่สำคัญ เส้นทางที่มันผ่านถือว่าเข้าเมืองแบบตรง ๆ ชนิดถนนเส้นหลักต้องอ้อมไปมา จึงทำให้คนใต้นิยมนั่งรถไฟมาก แม้ว่าสายการบินต้นทุนต่ำจะมาแย่งลูกค้าไปบางส่วน 

กระนั้นแล้วความนิยมในการใช้รถไฟของพี่น้องชาวใต้ก็ยังคงเรียกได้ว่าอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะนอกจากตัวเลือกของชั้นโดยสารมีมากมายแล้ว การเอาสัมภาระติดตัวมานั้นก็พกน้ำหนักมาได้มากกว่าเครื่องบินหลายเท่าตัว แถมถ้ารู้สึกเมื่อยขบ ก็ลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย หรือแม้แต่อาบน้ำบนตู้รถไฟยังทำได้เลย

ไม่แปลกใจเลยถ้าตู้นอนจะเต็มเร็วขนาดนี้

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สงขลา

จากสถานีกรุงเทพด้วยระยะทาง 945 กิโลเมตรมาถึง ‘สถานีชุมทางหาดใหญ่’ สถานีที่ได้ชื่อว่ามีคนขึ้นลงมากที่สุดในเส้นทางรถไฟสายใต้ สถานีที่ทำหน้าที่เป็นชุมทางสำคัญของทางรถไฟตอนล่างที่แยกออกเป็น 2 ส่วน สายหนึ่งไปเจอกับทางรถไฟของมาเลเซียที่ปาดังเบซาร์ เพื่อมุ่งหน้าไปบัตเตอร์เวอร์ธ (ปีนัง) กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์

อีกสายหนึ่งมุ่งหน้าผ่านปัตตานี ยะลา นราธิวาส เส้นทางที่เรากำลังจะเดินทางไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟทุกขบวนที่มาถึงชุมทางหาดใหญ่นั้นจะต้องจอดนานหลายนาที สาเหตุนั้นคือการตรวจสภาพรถจักร ตรวจสภาพรถ ให้มีความพร้อมก่อนเดินรถเข้าไปในเขตที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่สีแดง’ บางขบวนก็ตัดตู้ให้สั้นลง

ในขณะที่จอดอยู่นั้น แขกกลุ่มใหม่ก็เริ่มเดินขึ้นมาบนรถในทุก ๆ ตู้ ลักษณะของแขกกลุ่มใหม่คนที่ไม่คุ้นเห็นแล้วอาจจะตกใจได้ เขาคือเหล่าอาสาความมั่นคงในชุดเครื่องแบบคอยคุ้มกันความปลอดภัยในพื้นที่สีแดง ให้แก่ขบวนรถไฟทุกขบวนที่ต้องวิ่งในเส้นทางสายสุไหงโก-ลก

นอกจากกระบวนการหลังบ้านแล้ว การจอดที่หาดใหญ่นาน ๆ ก็เป็นช่วงเวลาอันดีที่เราจะได้สรรหาของกินเพื่อสะสมสำหรับการเดินทาง ข้าวเหนียวไก่ทอดสีส้มโรยหอมเจียว เนื้อเค็มสีน้ำตาลเข้ม คืออาหารประจำสถานีชุมทางหาดใหญ่ แต่ก็เตือนไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งซื้อเยอะ เพราะมีอีกหลายสถานีข้างหน้าที่ของกินอร่อย ๆ รอเราอยู่ การเลือกสรรเมนูต่าง ๆ แล้วลิ้มชิมรสไปกับการเดินทางความสนุกของการเดินทางด้วยรถไฟไทย ที่สำคัญ มันทำให้เราได้รู้จักอาหารท้องถิ่นมากขึ้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การตรวจสอบขบวนรถทั้งหมดเรียบร้อย รถไฟก็ออกเดินทางต่อเมื่อสิ้นเสียงระฆัง

เมื่อออกจากหาดใหญ่ สภาพสองข้างทางมีความเป็นเมืองขยายใหญ่โต การตัดทางรถไฟมาถึงได้สร้างจำนวนประชากรให้หลั่งไหลมาอยู่ในเมืองเศรษฐกิจแห่งนี้ ตึกรามบ้านช่องมากมายเกิดขึ้น ขยายอาณาเขตกว้างขวางจนรู้สึกได้เลยว่าหาดใหญ่เป็นเมืองหลวงของภาคใต้ตอนล่างได้ไม่ยาก ก่อนที่ภาพเมืองจะค่อย ๆ เลือนไปแล้วธรรมชาติเข้ามาแทนที่

แม้ว่ารถไฟจะออกจากหาดใหญ่มาแล้ว แต่คนในขบวนไม่ได้บางตาลงเลย ส่วนหนึ่งก็ขึ้นมาจากหาดใหญ่เพื่อเดินทางไปปัตตานี ยะลา นราธิวาส ด้วย นั่นเป็นเพราะการเดินทางด้วยถนนนั้นมีเส้นทางที่อ้อมกว่า ไม่ได้ตัดเข้าเมืองตรง ๆ อย่างรถไฟ การเดินทางด้วยขบวนรถเร็ว ไม่ได้จอดทุกสถานี เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้โดยสารที่ไม่ต้องการนั่งรถไฟท้องถิ่นแบบจอดทุกสถานี ยิ่งการซื้อตั๋วรถไฟตู้นอนในช่วงเวลากลางวันในราคาพิเศษแบบไม่คิดค่าเตียงในราคาประหยัด ทำให้ตู้นอนที่แต่ก่อนเมื่อมีคนลงแล้วก็ลงเลย กลับมีคนตีตั๋วขึ้นมาจนทำให้ที่นั่งไม่ว่างเปล่า

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สถานีเทพา เป็นสถานีไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ในทางโค้ง ด้านหลังสถานีเป็นบ้านเรือน ต้นไม้ใหญ่ และถังเติมน้ำรถจักรไอน้ำ อนุมานได้ว่าในอดีต สถานีเทพาเป็นหนึ่งในสถานีสำคัญของเส้นทางสายใต้ นอกจากด้านการเดินรถไฟแล้ว อาหารการกินของที่นี่เรียกได้ว่า เมื่อไหร่ที่รถไฟมาถึง เราต้องชะเง้อตัวคอยเรียกแม่ค้าที่หอบหิ้วกระเช้าเตรียมค้าขายที่ริมหน้าต่าง

เทพาอาจจะไม่คุ้นหูมากนักกับคนทั่วไป แต่ถ้าใครสักคนเคยอ่านหนังสือเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ ที่นี่คือฉากหลังของเรื่องราวอันสละสลวยสวยงามของเด็กหนุ่มสาวชาวใต้ จนกลายเป็นหนังไทยอมตะเรื่องหนึ่ง บรรยากาศในหนังมีหลายอย่างที่ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารสถานี ต้นไม้รกครึ้ม ผู้คนที่ขายของบนชานชาลา สะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ส่วนสิ่งที่หายไปแล้วแน่ ๆ คือการขึ้นไปนั่งบนหลังคารถไฟและหัวรถจักรไฮดรอลิกส์รุ่นเก่า ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนนั่งรถไฟสายสามจังหวัดชายแดนน่าจะอินได้ไม่ยาก

สำหรับสถานีเทพา แกงเขียวหวานไก่ใส่ฟัก พร้อมไก่ทอดสีส้มรสเค็มราดบนข้าวสวยร้อน ๆ หอมกรุ่น คืออาหารห้ามพลาด ความคล่องแคล่วของแม่ค้าที่วิ่งหิ้วของมาเสนอขายตรงหน้าต่าง แข่งกับเวลาที่รถไฟจอดเพียงน้อยนิดแค่ 1 นาที เพียงแค่คุณเอ่ยปากไปว่าจะเอากี่กระทง เจ้าอาหารเช้าซิกเนเจอร์แห่งเทพาก็พร้อมเสิร์ฟเป็นชุด

รสชาติหวาน ๆ เผ็ด ๆ ของฟักนั้นเข้าเนื้อมาก กัดไปแล้วไม่จืดเลย ส่วนไก่ก็เค็มกำลังดี กินเพลิน ๆ พร้อมเลียนิ้วมือ ถือได้ว่าเป็นอาหารสวรรค์ของคนนั่งรถไฟสายนี้

เมื่อก่อนข้าวที่นี่ขายเป็นกระทงใบตองจริง ๆ แต่ช่วงหลัง ๆ สังเกตได้ว่ามาเป็น Traveling Kit ในถุงพลาสติก ป้าแม่ค้าบอกว่ามันง่ายกับการกิน ถ้าเป็นกระทงใบตอง จะร้อนมือเวลาจับ เมื่อราดแกงลงไปมันจะแฉะและกินลำบาก ป้าเลยอำนวยความสะดวกให้ด้วยการบรรจุข้าวใส่กระทง โปะไก่ไว้ แล้วจับแต่ละชุดลงถุงพร้อมช้อน พอขายก็ค่อยราดแกง ตอนกินก็พุ้ยเข้าปากได้โดยไม่ต้องเอามือน้อย ๆ ประคองกระทงใหญ่ กินหมดก็รวบทุกอย่าง (รวมถึงขยะอื่น ๆ) เข้าถุงแล้วเอาไปหย่อนในถุงขยะบนรถไฟต่อไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปัตตานี

สถานีปัตตานี เป็นอีกที่หนึ่งที่มีคนขึ้นลงหนาตา จริง ๆ แล้วสถานีนี้ไม่ได้ชื่อปัตตานีมาแต่อ้อนแต่ออก นามที่แท้จริงคือสถานีโคกโพธิ์ ด้วยเพราะสถานีนี้ตั้งอยู่ในอำเภอโคกโพธิ์ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีไปราว ๆ 20 กิโลเมตร แต่เพราะว่าทั้งจังหวัดปัตตานีทางรถไฟผ่านที่นี่ที่เดียว และซ้ำยังเป็นสถานีประจำจังหวัดอีก สถานีโคกโพธิ์จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีปัตตานี แล้วมีวงเล็บห้อยท้ายว่า ‘โคกโพธิ์’ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และยังคงชื่อสถานีตามพื้นที่เอาไว้ให้รู้ว่าที่นี่คืออำเภอโคกโพธิ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ออกจากปัตตานีแล้วเราจะผ่านสถานีนาประดู่ และตามมาด้วย สถานีวัดช้างให้ สถานีนี้เป็นที่ตั้งของ วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม ตามตำนานเล่าว่า เจ้าเมืองไทรบุรีต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้อธิษฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า ช้างได้หยุดตรงที่แห่งหนึ่งแล้วร้องออกมา 3 ครั้ง เจ้าเมืองจะใช้บริเวณนั้นสร้างเมืองแต่น้องสาวไม่ชอบ จึงได้สร้างเป็นวัดตรงที่นั้นแทน แล้วตั้งชื่อว่าวัดช้างให้

นอกจากตำนานวัดช้างให้แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่สักการะบูชาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่จะเห็นเหล่าบรรดาชาวพุทธหอบหิ้วของมาไหว้บูชาบ้าง มาแก้บนบ้าง ไม่ก็มาทำบุญบ้างมากับรถไฟแล้วลงที่สถานี เดิมทีที่นี่ไม่มีสถานี ใครจะมาวัดต้องไปลงที่สถานีป่าไร่ หรือสถานีนาประดู่เท่านั้น พอคนมามาก ๆ เข้า ก็เลยอำนวยความสะดวกโดยการสร้างสถานีซะเลย อยู่หน้าวัดชนิดเรียกว่าลงปุ๊บ เดินหน่อยก็ถึงปั๊บ

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ระหว่างทางนั้นขบวนของเราสวนกับรถไฟท้องถิ่นมาประปราย จะว่าไปแล้วชีวิตคนในสายใต้ตอนล่างใช้รถไฟเดินทางกันเรียกได้ว่าเป็นประจำเลยดีกว่า มีรถท้องถิ่นเชื่อมระหว่างสุไหงโก-ลก ไปสุราษฎร์ธานี จากสุไหงโก-ลก ไปยะลา หรือแม้แต่ไปนครศรีธรรมราชหรือพัทลุง 

ขบวนที่สวนมา เต็มไปด้วยผู้คนทุกที่นั่ง ตู้ขบวนก็สีไม่เหมือนกับรถไฟแถวกรุงเทพฯ ออกจะเป็นสีเขียว-ขาว ซึ่งเราจะเห็นรถสีนี้ได้แค่ทางสายใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ชุมพรลงมาเท่านั้น แถมที่ไม่เหมือนใคร คงเป็นเก้าอี้นั่งที่ทำจากไม้สักสีน้ำตาล เห็นแล้วชวนปวดก้นไม่ใช่น้อย และในทุก ๆ ขบวน จะมีตู้ขนสัมภาระ 1 ตู้ ที่คอยไว้ขนมอเตอร์ไซค์ กล่องพัสดุ ถุงกระสอบใบใหญ่ หรือแม้แต่สะตอและลองกอง

บางทีสีเขียวของตู้โดยสารรถท้องถิ่นสายใต้ อาจจะมีแรงบันดาลใจมาจากสะตอก็ได้มั้ง

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ยะลา

เรามาถึงครึ่งทางของเส้นทางนี้แล้ว จังหวัดยะลาตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานี มีสะพานรถไฟสีดำทะมึนทอดข้ามลำน้ำเข้ามาที่ตัวเมือง ยะลาถือว่าเป็นเมืองที่คึกคักมาก

สถานียะลา ค่อนข้างแปลก ดูเหมือนอาคารพาณิชย์มากกว่าสถานีรถไฟ ทางเข้าเป็นตึกแถวสูงและมีเพียงชานชาลาเท่านั้นเองมั้ง ที่ทำให้รู้ว่าที่นี่คือสถานีรถไฟ

เดิมทีนั้นสถานียะลาก็เป็นอาคารสถานีทั่วไปนี่แหละ การเอาพื้นที่สถานีมาพัฒนาเชิงพาณิชย์นั้นเริ่มต้นมาราว ๆ 20 กว่าปีได้ เมื่อการรถไฟฯ ก็ต้องการหารายได้จากที่ดินของตัวเอง และสถานีรถไฟเองก็เป็นทำเลทองที่พัฒนาเป็นย่านการค้าได้ เพราะตั้งอยู่ในตัวเมืองมีชุมชนล้อมรอบ การสร้างอาคารพาณิชย์ควบรวมกับสถานีรถไฟจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในยุคนั้น นอกจากร้านค้าแล้วก็ยังมีสำนักงาน โรงแรม และอื่น ๆ อยู่ในตึกนั้นควบคู่กับสถานีรถไฟ จะเห็นได้ชัด ๆ ก็ที่สถานียะลา ชุมทางหาดใหญ่ อุตรดิตถ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ที่ยะลา เราไม่อยากให้คุณพลาดไก่ฆอและ (ไก่กอและ) เป็นอาหารพื้นถิ่นรสชาติจัดจ้านด้วยเครื่องเทศคลุกกับกะทิสีออกแดง ๆ รสชาติติดหวาน บ้านเกิดเมนูนี้เขาว่าอยู่ที่ปัตตานี ก่อนจะกระจายมาเรื่อย ๆ ในภาษามลายูจะเรียกว่า Ayam Golek คำว่า Ayam แปลว่าไก่ ส่วน Golek แปลว่ากลิ้ง ก็คงหมายถึงเวลาปิ้งไก่ก็ต้องกลิ้ง ๆ ๆ ไปนั่นแหละ แม่ค้าที่นี่ขายกันคึกครื้น ไม่ต่างอะไรกันกับข้าวแกงกระทงที่สถานีเทพาเลย ถ้าเราช้าก็อาจอดกินได้ ซึ่งแน่นอนเราอด ช่างน่าเศร้า มาตั้งไกลไม่ได้กิน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ตั้งแต่ยะลาเป็นต้นไป คนบนรถหายไปเกือบครึ่ง มีที่ว่างมากพอให้สลับหน้าต่างซ้ายขวาดูวิวได้มากขึ้น ทัศนียภาพจะเริ่มเปลี่ยนไป ความเป็นป่ามีมากขึ้น มีภูเขาที่ยอดจับด้วยเมฆและหมอกกระจายตัวไปทั่ว อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใสไร้ฝุ่น บ้านเรือนจับกลุ่มกันเป็นชุมชนที่มีทั้งผสมผสานไทยพุทธและไทยมุสลิม หรือแม้แต่เป็นหมู่บ้านที่มีคนมุสลิมอาศัยอยู่ล้วน ๆ

ทางรถไฟสายนี้ผ่านปัตตานีและยะลาในระยะแค่ไม่กี่กิโลเมตร เหมือนว่าทางรถไฟแค่ตัดผ่านบางส่วนของจังหวัดเท่านั้น สถานีที่ถัดจากยะลาเป็นต้นไปมีการล้อมรั้วเขตสถานีแน่นหนา มีรั้วลวดหนามรวมถึง เราสังเกตได้ว่าตรงสุดขอบรั้วนั้นมีประตูเปิดปิดได้ หมายความว่าเมื่อขบวนสุดท้ายของวันผ่านไป สถานีจะปิดประตูกั้นทางรถไฟเอาไว้ คงด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวอาคารสถานีและอุปกรณ์ของรถไฟทั้งหมด

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟเคลื่อนตัวมาจนถึงชายแดนระหว่างยะลาและนราธิวาส เส้นแบ่งเขตจังหวัดเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี แม่น้ำเส้นใหญ่ที่โอบล้อมด้วยป่า มีสะพานรถไฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นชุด วิ่งผ่านทีเสียงดังกึงกัง เพื่อนร่วมทางของเราบอกว่าสะพานกลุ่มนี้เป็นเหมือนจุดสังเกตที่บอกคนนั่งได้ว่ากำลังจะถึงสถานีรือเสาะ และเข้าเขตจังหวัดนราธิวาส จังหวัดสุดท้ายของเส้นทาง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

นราธิวาส

สถานีรถไฟตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจะเริ่มมีชื่อแปลก ๆ ไม่คุ้นหู จากก่อนหน้านั้นเป็นชื่อที่เรารู้สึกคุ้นหู เช่น นาม่วง วัดควนมีด จะนะ เกาะสะบ้า เทพา นาประดู่ คลองทราย หลังจากยะลาก็เข้าสู่พื้นที่ของสถานีชื่อพื้นถิ่น ที่ต้องตั้งใจอ่านและสนุกสนานไปกับการตามหาความหมายว่า สถานีนั้นชื่อแปลว่าอะไร

สถานีรือเสาะ เป็นอีกหนึ่งสถานีสำคัญของเส้นทาง อำเภอนี้คนนิยมเดินทางด้วยรถไฟมาก ทำให้คนในขบวนเริ่มดูโล่งตาขึ้นอีก ชื่อของรือเสาะเป็นภาษามลายู แปลว่า ‘ต้นสักน้ำ’ พันธุ์ไม้ชนิดนี้พบได้ทางภาคใต้ ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายบุรี ลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อนต้นใหญ่ ซึ่งเป็นไม้สักคนละแบบกับของภาคเหนือ คนท้องที่จะเรียกรือเสาะอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ยะบะ’ แปลว่าการแสดงความคารวะโดยการจับมือกันด้วยไมตรีจิต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

ขบวนรถไฟของเราก็ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านสถานีชื่อแปลกหูอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านสะโลว์บูกิ๊ตยือแร (บูกิ๊ตแปลว่าภูเขา) สถานีลาโละ (ชื่อต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์) สถานีมะรือโบ (ต้นไม้เนื้อแข็งชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นสูงใหญ่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน) ที่หยุดรถกะแด๊ะ (อันนี้สะดุดตามากว่าต้องมีคนอ่านผิดแน่ ๆ) จนมาจอดที่สถานีตันหยงมัส

ตันหยงมัส คนจะคุ้นเคยชื่อนี้จากพันธุ์ลองกองสุดอร่อย ตันหยงมัสคือชื่อสถานีรถไฟที่เป็นสถานีประจำจังหวัดนราธิวาส ตั้งอยู่ในอำเภอระแงะ ห่างจากตัวเมืองนราธิวาสไปประมาณ 20 กม.

ตันหยงมัสมีความหมายที่สวยงาม

ตันหยง หมายถึง ต้นพิกุล หรือแหลม (แผ่นดินที่งอกออกไป)

มัส หมายถึง ทอง (มาศ)

ตันหยงมัส คือต้นพิกุลทอง ซึ่งก็มีอีกความหมายหนึ่งเช่นกัน ก็คือ แหลมทอง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหลือระยะอีกไม่มากรถไฟขบวนนี้ก็ถึงปลายทางสุไหงโก-ลก หลังจากออกเดินทางมาร่วม 20 ชั่วโมง ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง จำนวนผู้โดยสารเริ่มบางตาลงหลังจากลงชุดใหญ่ไปแล้วที่ตันหยงมัส พี่ ๆ อาสาฯ ยังคงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบนรถไฟตลอดเวลา พี่อาสาฯ ที่ประจำตู้เราเป็นผู้หญิงดูทะมัดทะแมงในชุดพราง ใบหน้าแต่งด้วยเครื่องสำอางสะสวย พี่สาวอาสาฯ เล่าให้ฟังว่าเป็นอาสาฯ มา 20 ปีแล้ว

“ก็ยังอยากทำงานแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ เพราะถ้าไม่ทำงานตรงนี้ก็ต้องไปค้าขาย เขาก็มีเพื่อนอาสาฯ ด้วยกันเยอะนะ หายไปก็หลายคนอยู่ บางคนไม่ได้ร่ำลากันด้วยซ้ำ”

เราถามพี่เขาว่ากลัวไหม พี่สาวตอบแทบจะทันควัน “ไม่กลัว พี่ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ชีวิตเรามันก็แค่นี้แหละ พี่มีความสุขกับที่พี่ทำ เขาก็ดูแลเราดี”

“เนี่ย เดี๋ยวออกสุไหงปาดีไปก็ถึงสุไหงโก-ลก แล้ว มากี่วันล่ะน้อง จะไปไหนมาไหนก็หูตาไวหน่อยนะ จริง ๆ มันก็ไม่น่ากลัวหรอก ถ้าคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นก็ต้องช่างสังเกตหน่อย คนโก-ลก ใจดี ลองไปกินก๋วยเตี๋ยวหลังสถานีนะ อร่อยดี” พี่อาสาฯ พูดไหลไปเรื่อยชนิดที่ว่าคนพูดเก่งอย่างเรายังพูดตามไม่ทัน เราแลกเปลี่ยนอะไรกันเยอะมาก เผลอแป๊บเดียวรถไฟก็ถึงสถานีสุไหงโก-ลก ปลายทางของรถไฟขบวนนี้ในช่วงเวลาเกือบเที่ยง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

สุไหงโก-ลก

สถานีสุไหงโก-ลก เป็นสถานีสุดท้ายในเส้นทางสายใต้ และเป็นสถานีที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่สุด ด้วยระยะทางกว่า 1,159 กิโลเมตร

สุไหง แปลว่า แม่น้ำ

โก-ลก แปลว่า คดเคี้ยว

สุไหงโก-ลก จึงหมายถึงแม่น้ำที่คดเคี้ยว ซึ่งนั่นก็คือแม่น้ำที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในอดีตนั้นมีทางรถไฟเดินทางต่อไปรัฐกลันตัน ตรังกานู ในประเทศมาเลเซีย และสุดสายอยู่ที่สิงคโปร์

เดิมทีที่นี่เป็นสถานีชายแดนเหมือนกับปาดังเบซาร์ที่ฟากสงขลา ตัวอาคารสถานีตั้งอยู่ตรงกลางมีทางรถไฟล้อมรอบไว้ ถ้าว่ากันตรง ๆ มันคือสถานีที่เป็นชานชาลาเกาะ (Island Platform) ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่สถานีสุไหงโก-ลก กับสถานีชุมทางบ้านภาชี ที่อยุธยาเท่านั้น ตัวอาคารมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่แปลกตาทีเดียว จะว่าไทยก็ไม่ไทย จะว่าโมเดิร์นก็ไม่ใช่ น่าจะเป็นรูปแบบผสมผสาน ที่ปลายสุดของชานชาลาฝั่งมาเลเซียมีอาคารหลังคาโดมทรงกลม ส่วนด้านฝั่งประเทศไทยเป็นอาคารหลังคาทรงไทย

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

จากอาคารสถานีมีสะพานลอยข้ามย่านออกไปทางฝั่งอำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งปัจจุบันสะพานไม่ได้ใช้แล้ว ใครจะเดินเข้าอำเภอก็ใช้ทางข้ามบนทางรถไฟได้เลย

ในอดีตสถานีแห่งนี้คึกคักมาก นอกจากเป็นสถานีเชื่อมต่อออกสถานีไปรันตูปันยังที่ฝั่งมาเลเซียแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งขนสินค้าจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาที่ไทยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รวมถึงคนมาเลเซียและคนไทยที่เดินทางข้ามไปมาผ่านพรมแดนแห่งนี้ด้วย 

แม้ว่าในตอนนี้การเดินรถไฟข้ามไปมาระหว่างไทย-มาเลเซียของสุไหงโก-ลก จะปิดตัวลงไป และไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเชื่อมกันอีกเมื่อไหร่ แต่ทางการก็ได้ปรับปรุงสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโก-ลก เผื่อว่าสักวัน ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะทำให้เส้นทางสายนี้ได้กลับมาเชื่อมต่อผ่านเส้นทางรถไฟได้อีกครั้งเหมือนในอดีต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

กลับหาดใหญ่

เราไม่ได้วางแผนที่จะค้างคืนที่นี่ เราเลือกนั่งรถไฟกลับไปหาดใหญ่ พี่ ๆ อาสาฯ ที่มากับขบวนรถเร็ว 171 ก็ต้องเดินทางกลับกับขบวน 172 เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยต่อ

บรรยากาศการเดินทางกลับไปหาดใหญ่นั้นมันก็เหมือนขามา อากาศช่วงบ่ายค่อนข้างร้อนอบอ้าวทีเดียว ท้องฟ้าใส ๆ ก็เริ่มมีเมฆจับหนาขึ้น บางก้อนดำทะมึน เป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานฝนคงเทลงมาแน่นอน แล้วก็จริง อากาศภาคใต้ค่อนข้างเดาใจยาก เดี๋ยวแดด เดี๋ยวครึ้ม เดี๋ยวฝน

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหล่าบรรดาผู้โดยสารเปลี่ยนจากคนลงเมื่อถึงปลายทางในช่วงเช้า กลายเป็นคนที่เริ่มต้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แทน ผู้โดยสารเริ่มขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ไล่มาตั้งแต่เจาะไอร้อง ตันหยงมัส มะรือโบ รือเสาะ ไล่มาเรื่อย ๆ จากที่นั่งว่าง ๆ เริ่มเต็มจนแน่นตาที่ยะลาและปัตตานี

แดดบ่ายเริ่มคล้อยลง ป่าเขตร้อนที่เขียวชอุ่มเปลี่ยนเป็นทุ่งกว้าง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเมืองขึ้นเรื่อย ๆ จนในช่วงบ่ายแก่ขบวนรถเร็ว 172 เข้าจอดที่สถานีหาดใหญ่

หลายคนลงจากขบวนรถ และอีกหลายคนขึ้นมาบนรถ กลุ่มอาสาฯ สิ้นสุดภารกิจใจวันนี้แล้ว ก่อนจากกัน พี่สาวอาสาฯ ที่นั่งคุยกันมาตลอดทางบอกว่า “มาเที่ยวใต้อีกนะน้อง ไว้มีโอกาส หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกนะ”

“ผมขอบอกว่า โอกาสหน้าเราจะต้องเจอกันอีกนะพี่ รักษาตัวนะครับ”

ภายใต้หน้ากากอนามัยสีฟ้านั้น เราเห็นนัยน์ตาที่บ่งบอกได้ว่าเจ้าของใบหน้ายิ้มอยู่ และเป็นยิ้มที่กว้างน่าดูทีเดียว

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load