9 มิถุนายน 2563
22 K

มองในรูปนี้คงดูไม่ออกว่าพุ่มดอกไม้ข้างหลังเป็นสีเหลืองเล็กๆ สวยมาก เป็นช่วงเดือนเมษายนที่ลอสแอนเจลิส ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะฉลองเทศกาลอีสเตอร์หรือวันคืนพระชนม์ของพระเยซู

ตอนนั้นทั่ว LA มีแต่ดอกไม้สีเหลืองเล็กๆๆ บานเต็มถนนหนทางไปหมด เราตื่นเต้นมากเพราะเป็นลูกสาวชาวสวนที่ไม่เคยเห็นบ้านเมืองชาวตะวันตกมาก่อน ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นโพสต์แรกที่เราได้ออกไปประจำการต่างประเทศ

หลังเราแต่งงานไป ๓ เดือน ในวัย ๒๙ ปี เรากราบเท้าบิดามารดา ขอตัวไปทำหน้าที่ภรรยาและข้าราชการไทยในที่ต่างแดน มีบทบาทใหม่เป็นรองกงสุล คือเทียบเท่าซี ๔

อีกบทบาทหนึ่งที่มองในรูปนี้ก็คงดูไม่ออกเช่นกัน คือ เรากำลังจะได้เป็นแม่

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

ขอยกตัวอย่างบันทึกพิเศษตอน ‘อีสเตอร์แรกที่ลอสแอนเจลิส’ จากเพจ แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom มาเล่าเกริ่นให้ฟัง จริงๆ ชื่อเพจต้องอ่านว่า “แม่ – สาวนักการทูต” เป็นการเล่นคำ เพราะคนที่เขียนบันทึกทั้งหมดในเพจเป็น ‘แม่’ ของเรา แต่คนอื่นๆ จะรู้จักเขาในมุมของอาชีพนักการทูตคนหนึ่งที่ทำงานในยุค 1970 ถึง 2000 ต้นๆ รวมๆ แล้วแม่ทำงานนี้มาทั้งหมดเป็น 37 ปีค่ะ

ชีวิตของนักการทูตเป็นเรื่องค่อนข้างลึกลับ หลายคนคิดว่ามันเป็นชีวิตที่หรูหรา ฟู่ฟ่า เป็นผู้แทนจากไทย เดินทางพบปะคนระดับท็อปๆ ใส่ชุดกาล่านั่งจิบไวน์เหมือนที่เห็นกันในหนัง

แต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอ ทุกอาชีพย่อมมีความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ยิ่งถ้าเป็นนักการทูตหญิง คนชอบพูดว่านักการทูตหญิงเนี่ย ยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพที่ชายเป็นใหญ่หรอก ไม่งั้นเธอต้องมีสิ่งแลก แลกกับการครองตัวเป็นโสด ไม่ก็แลกกับชีวิตครอบครัวที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหาคำตอบของเรื่องราวเหล่านี้พร้อมเราได้ในบันทึกของ ‘แม่สาวนักการทูต’ 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

ปีที่สร้างเพจคือตอนที่แม่อายุครบ 70 ปีพอดี ผ่านมา 2 ปีแล้ว เราโพสต์บันทึกไปทั้งหมด 12 บทเองค่ะ บางทีก็หยุดไปเป็นเดือนเพราะชีวิตครอบครัวบางช่วงมันเข้มข้นกว่าในบันทึก เราต้องทำงาน แม่ก็มีกิจกรรมหลายอย่าง แต่เวลาเปิดเพจขึ้นมา ดีใจมากที่คนยังมาพิมพ์คอมเมนต์น่ารักๆ ทิ้งไว้ มาตามอ่านบันทึกของแม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยๆ คน มาจากยะลาบ้าง เชียงใหม่บ้าง นักเรียนนอกบ้าง แถมมีมาทวงด้วยว่าหายไปไหน ไม่ได้โพสต์เป็นเดือนละนะ! อะไรประมาณนี้ แต่เราก็ค่อยๆ โพสต์ เพราะเหตุผลที่เราสร้างเพจ คือเราทำเพื่อแม่

 เหตุผลลึกๆ ที่สร้างเพจนี้เพราะเรากลัวแม่เป็นอัลไซเมอร์ เลยหาอะไรให้แม่ทำ เราอยากรู้จักแม่ในมุมทำงาน และอยากฟังเรื่องราวของแม่ ตอนได้อ่านบันทึกของแม่บทแรกๆ มันเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปรู้จักแม่ตัวเองและบ้านเมืองตัวเองตอนยังไม่เกิด เวลาได้อ่านอัตชีวประวัติไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เราเหมือนได้ใช้ชีวิตคู่ขนานไปกับคนอีกคน หรือหลายๆ คน รู้สึกได้ใช้ชีวิตคุ้มดี 

แม่คือฮีโร่ของเมย์ แต่ก็เป็นคนที่เราทะเลาะด้วยเยอะที่สุด เราต่างกันมาก รู้สึกได้ว่าแม่เราไม่เหมือนแม่คนอื่นๆ ในยุคของเขา มีอะไรแม่ลุยเองตลอด ตอนนี้อายุ 70 ปีกว่า ยัง Networking สร้างมิตรภาพกับคนแปลกหน้า ขับรถไปนั่นไปนี่เอง ใช้ Google Doc เขียนบันทึกคล่องมาก เวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาเขาก็ใช้ได้หมด เราเลยปะติดปะต่อว่าเขาเป็นแบบนี้เพราะอยู่ต่างประเทศมานานรึเปล่านะ 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

จำได้ว่าเคยดูหนังชื่อเรื่อง Hanna นางเอกถูกสอนว่า “You must adapt or die.” หันมามองแม่วัย 70 ของเราก็ อืม เป็นไปได้แฮะ งั้นจับมาเขียนบันทึก ให้เขาเล่าเรื่องตัวเองเลยดีกว่า 

ถ้าให้ย่อยแรงบันดาลใจในการทำเพจให้เหลือแค่ภาพภาพเดียว มันคือภาพตอนที่ทั้งบ้านไปส่งแม่ที่สนามบินดอนเมือง เป็นการออกโพสต์ไปต่างประเทศครั้งสุดท้ายในชีวิตข้าราชการของแม่ ตอนนั้นแม่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุ 50 ปลายๆ ที่ผมเป็นสีขาวมากกว่าดำแล้ว แต่ยืนสะพายกระเป๋าข้างหนึ่งกระเป๋าลากอีกข้างหนึ่งรอขึ้นเครื่องไปประเทศตุรกีเมื่อ 20 กว่าปีก่อน สมัยที่ตุรกียังไม่เป็นที่นิยม ไม่มีทัวร์ท่องเที่ยว แต่แม่ต้องไปอยู่คนเดียวถึง 4 ปี คนที่นั่นก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ 

เมย์ พ่อ แล้วก็พี่ชาย มายืนส่งแม่เข้าเกต เราลากันเงียบๆ แบบที่เคยลา ลากันทีแยกกันเป็นปีๆ ถ้าเกิดในครอบครัวคนนักการทูตจะชินค่ะ มันไม่ได้ทำให้การลาแต่ละครั้งเศร้าน้อยลงนะ อาจแค่กลั้นน้ำตากันเก่งขึ้น อาชีพนี้ต้องบอกเลยว่า ครอบครัวจะไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้ากัน (เตือนไว้ก่อนว่าอ่านๆ ไป อาจกลายเป็นไดอารี่ปมครอบครัว)

กลับเข้าเรื่องค่ะ ภาพที่ติดตาคือเมย์เห็นหน้าแม่เศร้านิดๆ เดินเข้าเกตไปแล้วก็หันมายิ้มให้พวกเรา เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกจุกในใจที่ได้แม่เห็นในเสี้ยวนาทีที่เขาเปราะบาง ไม่ใช่ Invincible Woman แต่เห็นเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากเรา แค่เขาเกิดคนละยุคสมัย เลือกเส้นทางชีวิตต่างจากเรา

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

พอเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ได้ลองมองอะไรกว้างขึ้น โดยเฉพาะการฝึกมองชีวิตตัวเองจากมุมมองคนนอกมากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจ แม่ทั้งตัวเล็ก ทั้งพูดเสียงค่อยกว่าเราตั้งเยอะ แต่เวลาจะโดนเอาเปรียบที เถียงผู้ชายต่างชาติตัวใหญ่ไซส์หมีเป็นภาษาอังกฤษแบบไฟลุก เขาอดทนกับการต้องย้ายประเทศทุกๆ 4 ปี ตลอดเวลาสามสิบกว่าปีของการทำงาน เขาประคองครอบครัว ประคองความรักยังไงนะ พ่อเมย์รักแต่แม่คนเดียวมาตลอดทั้งๆ ที่อยู่ห่างกัน แต่สมัยนี้คนรักอยู่ใกล้กันคุยกันทุกวันเลิกกันก็มี มันทำให้เราเริ่มอยากรู้ว่าเส้นทางชีวิตที่เขาเดินมันหล่อหลอมเขาเป็นอย่างไร และอะไรที่ทำให้เขายังเดินหน้าต่อไป 

ยกตัวอย่างบันทึกหนึ่งของแม่ที่เขียนเรื่องตอนไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้วต้องเลือกบ้านพักข้าราชการ แม่เล่าว่า 

“ตั้งแต่เกิดมาแม่ย้ายอยู่บ้านมาทั้งหมด ๑๑ หลัง คำว่า ‘บ้าน’ ที่ฝรั่งเรียกใช้ว่า house หรือ home นี้ เขาได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความแตกต่างไว้ว่า a house is made of brick, but a home is made of love’ นั่นหมายความว่า house เปรียบเป็นที่พักอาศัย สร้างด้วยอิฐด้วยปูน แต่ home คือบ้านที่สร้างด้วยความรักความอบอุ่น คำว่า ‘บ้านของข้าราชการกระทรวง’ มักจะเป็นแค่บ้านพักชั่วคราว เปลี่ยนทุกๆ ๔ ปี จะเป็น house หรือ home ขึ้นอยู่กับแต่ละคน” 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

ตอนที่ได้อ่านครั้งแรก เราแอบนึกว่า แม่นี่ ถ้าไม่ได้เป็นนักการทูต สงสัยคงได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษแน่ๆ 

แม่เขียนเล่าต่อไปว่า “ระเบียบราชการกำหนดไว้ว่า ต้องหาบ้านพักให้ได้ภายในเวลา ๗ วัน แต่เพราะบางคนออกโพสต์ไปตรงกับช่วงฤดูฝนของบางประเทศ จำเป็นต้องเดินกางร่มฝ่าฝนหาบ้านกันเป็นอาทิตย์ๆ ก็มี ข้าราชการกระทรวงจึงชอบมีพูดคำในการเลือกบ้านว่า ‘flexible ไว้ก่อน’ เพราะบางครั้งก็ขึ้นกับโชคชะตาเหมือนกัน เราอาจหา ‘home’ ที่ ‘made of love’ ไม่เจอ แต่แค่ได้มี ‘house’ ที่ ‘made of brick’ ที่เราอาศัยพักพิงหลบหนาวหลบร้อนได้ก็น่ายินดีแล้ว แม่เชื่อว่า สำหรับแม่และข้าราชการกระทรวงหลายๆ คน บ้านที่แท้จริงของเรานั้นถูกเก็บอยู่ในใจ เราพกประเทศไทยที่มีพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวของเราไปด้วยเสมอ”

พออ่านบันทึกจบ เจ้าลูกคนนี้ก็น้ำตาไหลตามระเบียบค่ะ มันได้เข้าใจว่า แม่เราเขาเอาพลังใจมาจากไหนอยู่เกือบ 40 ปีในการเดินทางรอบโลก

เมย์ว่าชีวิตคนธรรมดามันมีเสน่ห์นะ คนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้คิดค้นยาวิเศษอะไร ไม่ได้ช่วยกู้โลก หรือทำอะไรเท่ๆ ให้คนจดจำ แต่ทำงานของเราไปเงียบๆ อย่างตั้งใจ มันอาจจะเป็นความกล้าหาญที่สุดอย่างหนึ่งเลยก็ได้ ใช้ชีวิตเงียบๆ โดยไม่มีอีโก้ตัวเองผูกไว้ เราเลยได้มุมมองชีวิตมากขึ้น ก็ตอนมานั่งอ่านบันทึกก่อนจะช่วยโพสต์ขึ้นเพจค่ะ 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

อย่างบันทึกที่เขาเล่าว่าเขาเป็นลูกชาวสวน เลือกเข้ากระทรวงการต่างประเทศแทนที่จะเป็นทหาร เราก็ อ้าว เพิ่งรู้ตอนอ่าน! มิน่าละ เขาถึงภูมิใจในอาชีพเขา นึกๆ ดูตอนเรียนจบนั้นเราก็แสบอยู่ รู้ว่าแม่อยากให้เข้ากระทรวง ก็แอบไปสมัครสอบ ติดรอบแรกแต่ไม่ยอมไปต่อ แค่พิสูจน์ให้เขารู้ว่าเราทำได้แต่เราขอไม่เลือกค่ะ เราตามแม่ออกโพสต์อยู่เกือบ 15 ปี เห็นทั้งข้อดีและข้อด้อยในอาชีพนี้ มันมีความเหงา มีความคิดถึงครอบครัว มีความลำบาก จากลาเป็นร้อยๆ ครั้ง ลาเพื่อนสนิท ลาเพื่อนบ้านในประเทศนั้นประเทศนี้ 

เมย์เลยไม่เอาละ ขอเลือกสายอาชีพอื่นนะ อยากอยู่นิ่งๆ กับที่ อยากให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันครบสักครั้ง บางทีแค่ได้นั่งกินข้าวพร้อมหน้ากัน เมย์ก็มีความสุขมาก (สรุปคือไดอารี่คนมีปมครอบครัวจริงๆ) แต่เราก็ซาบซึ้งในอาชีพของแม่ที่ได้มอบความทรงจำวัยเด็กที่ประเมินค่าไม่ได้กับเรา เราคือหนึ่งในเด็กไม่กี่คนที่ถูกเรียกว่า Diplomat หรือ Third Culture Kid เพราะเราไปโตมาหลายวัฒนธรรม จนมันค่อยๆ สร้างความเป็นเราขึ้นมา 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

อ่านบันทึกแม่ตอนที่แม่ไปเมืองนอกแต่ละครั้ง จะเห็นว่าถึงแม่จะอยู่เมืองนอก แต่แม่พกเมืองไทยไปกับตัวเสมอ และระหว่างที่เราไปอยู่ประเทศไหนก็ตาม แม่ก็กลายเป็นประเทศไทยของเราด้วย เป็นตัวตนหนึ่งของเราที่แยกไม่ออก ตอนเราอยู่เมืองนอกใหม่ๆ ได้เรียนรู้ค่านิยม ระบบความคิดความเชื่อของชาวตะวันตก เราก็เชื่อเขาหมดแบบไม่ตั้งคำถาม เรากลับมองว่าแม่เรานี่คิดอะไรไทยๆ จัง โบราณ ไม่อัปเดตเลย ส่วนที่เราเรียนไปมาดีกว่าหมด 

แต่พอมาถึงวันหนึ่งที่ต้องเลือกเส้นทางที่จะเดินต่อ เลือกการวางตัวและสังคมที่อยู่ เราถามตัวเองเยอะมากว่าเราเป็นใคร ครอบครัวนักการทูตไปยืมประเทศเขาอยู่ แต่เราเป็นคนประเทศอะไรล่ะ เราจะผูกตัวเองกับสถาบันไหนดี พุทธก็ไม่เชิง เราเข้ามาหมดแล้วตั้งแต่โบสถ์ มัสยิด วัด ตั้งแต่ยังไม่ 10 ขวบ พูดไทยก็ไม่คล่อง อังกฤษก็ไม่ได้เป๊ะ แต่พอเราเจอคำตอบว่าเราเป็นใคร เราคือลูกแม่ เสียงโวยวายในใจมันเงียบลง เมย์เลยฝากตัวตนไว้กับเขา

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

พ่อเคยมาพูดให้ฟังหลังแม่เกษียณมาพักใหญ่ๆ ว่า 

“เขาภูมิใจงานเขา เพราะเขาทำเพื่อลูก ไม่งั้นอย่าหวังได้เรียนเมืองนอก เรียนโรงเรียนวัดแถวบ้านนี่แหละ” 

เราเองก็นึกไม่ออกเลยว่าชีวิตเราจะเปลี่ยนไปขนาดไหนถ้าไม่มีแม่ 

สุดท้ายแต่สำคัญที่สุด อยากขอบคุณแม่ที่ยอมให้เอาเรื่องชีวิตจริงของแม่มาโพสต์บนโลกโซเชียลมีเดียนี้ และอยากบอกแม่ว่า ภูมิใจที่สุดได้เป็นลูกสาวของแม่ค่ะ

ลูกสาวนักการทูต

Writer & Photographer

Avatar

นิโรธา จันทร์ดี

ตามบัตรประชาชนเป็น 'คนไทย' โตมาโดยมีประเทศพม่าเป็นพี่เลี้ยงสอนให้เดิน สวิตเซอร์แลนด์เป็นครูสอนมารยาทผู้ดียุโรป เม็กซิโกเป็นเพื่อนเพิ่มความละตินเลือดร้อน และก็ครูคนสุดท้าย ตุรกี ที่สอนให้ปล่อยวาง

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load