9 มิถุนายน 2563
21 K

มองในรูปนี้คงดูไม่ออกว่าพุ่มดอกไม้ข้างหลังเป็นสีเหลืองเล็กๆ สวยมาก เป็นช่วงเดือนเมษายนที่ลอสแอนเจลิส ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะฉลองเทศกาลอีสเตอร์หรือวันคืนพระชนม์ของพระเยซู

ตอนนั้นทั่ว LA มีแต่ดอกไม้สีเหลืองเล็กๆๆ บานเต็มถนนหนทางไปหมด เราตื่นเต้นมากเพราะเป็นลูกสาวชาวสวนที่ไม่เคยเห็นบ้านเมืองชาวตะวันตกมาก่อน ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นโพสต์แรกที่เราได้ออกไปประจำการต่างประเทศ

หลังเราแต่งงานไป ๓ เดือน ในวัย ๒๙ ปี เรากราบเท้าบิดามารดา ขอตัวไปทำหน้าที่ภรรยาและข้าราชการไทยในที่ต่างแดน มีบทบาทใหม่เป็นรองกงสุล คือเทียบเท่าซี ๔

อีกบทบาทหนึ่งที่มองในรูปนี้ก็คงดูไม่ออกเช่นกัน คือ เรากำลังจะได้เป็นแม่

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

ขอยกตัวอย่างบันทึกพิเศษตอน ‘อีสเตอร์แรกที่ลอสแอนเจลิส’ จากเพจ แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom มาเล่าเกริ่นให้ฟัง จริงๆ ชื่อเพจต้องอ่านว่า “แม่ – สาวนักการทูต” เป็นการเล่นคำ เพราะคนที่เขียนบันทึกทั้งหมดในเพจเป็น ‘แม่’ ของเรา แต่คนอื่นๆ จะรู้จักเขาในมุมของอาชีพนักการทูตคนหนึ่งที่ทำงานในยุค 1970 ถึง 2000 ต้นๆ รวมๆ แล้วแม่ทำงานนี้มาทั้งหมดเป็น 37 ปีค่ะ

ชีวิตของนักการทูตเป็นเรื่องค่อนข้างลึกลับ หลายคนคิดว่ามันเป็นชีวิตที่หรูหรา ฟู่ฟ่า เป็นผู้แทนจากไทย เดินทางพบปะคนระดับท็อปๆ ใส่ชุดกาล่านั่งจิบไวน์เหมือนที่เห็นกันในหนัง

แต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอ ทุกอาชีพย่อมมีความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ยิ่งถ้าเป็นนักการทูตหญิง คนชอบพูดว่านักการทูตหญิงเนี่ย ยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพที่ชายเป็นใหญ่หรอก ไม่งั้นเธอต้องมีสิ่งแลก แลกกับการครองตัวเป็นโสด ไม่ก็แลกกับชีวิตครอบครัวที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหาคำตอบของเรื่องราวเหล่านี้พร้อมเราได้ในบันทึกของ ‘แม่สาวนักการทูต’ 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

ปีที่สร้างเพจคือตอนที่แม่อายุครบ 70 ปีพอดี ผ่านมา 2 ปีแล้ว เราโพสต์บันทึกไปทั้งหมด 12 บทเองค่ะ บางทีก็หยุดไปเป็นเดือนเพราะชีวิตครอบครัวบางช่วงมันเข้มข้นกว่าในบันทึก เราต้องทำงาน แม่ก็มีกิจกรรมหลายอย่าง แต่เวลาเปิดเพจขึ้นมา ดีใจมากที่คนยังมาพิมพ์คอมเมนต์น่ารักๆ ทิ้งไว้ มาตามอ่านบันทึกของแม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยๆ คน มาจากยะลาบ้าง เชียงใหม่บ้าง นักเรียนนอกบ้าง แถมมีมาทวงด้วยว่าหายไปไหน ไม่ได้โพสต์เป็นเดือนละนะ! อะไรประมาณนี้ แต่เราก็ค่อยๆ โพสต์ เพราะเหตุผลที่เราสร้างเพจ คือเราทำเพื่อแม่

 เหตุผลลึกๆ ที่สร้างเพจนี้เพราะเรากลัวแม่เป็นอัลไซเมอร์ เลยหาอะไรให้แม่ทำ เราอยากรู้จักแม่ในมุมทำงาน และอยากฟังเรื่องราวของแม่ ตอนได้อ่านบันทึกของแม่บทแรกๆ มันเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปรู้จักแม่ตัวเองและบ้านเมืองตัวเองตอนยังไม่เกิด เวลาได้อ่านอัตชีวประวัติไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เราเหมือนได้ใช้ชีวิตคู่ขนานไปกับคนอีกคน หรือหลายๆ คน รู้สึกได้ใช้ชีวิตคุ้มดี 

แม่คือฮีโร่ของเมย์ แต่ก็เป็นคนที่เราทะเลาะด้วยเยอะที่สุด เราต่างกันมาก รู้สึกได้ว่าแม่เราไม่เหมือนแม่คนอื่นๆ ในยุคของเขา มีอะไรแม่ลุยเองตลอด ตอนนี้อายุ 70 ปีกว่า ยัง Networking สร้างมิตรภาพกับคนแปลกหน้า ขับรถไปนั่นไปนี่เอง ใช้ Google Doc เขียนบันทึกคล่องมาก เวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาเขาก็ใช้ได้หมด เราเลยปะติดปะต่อว่าเขาเป็นแบบนี้เพราะอยู่ต่างประเทศมานานรึเปล่านะ 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

จำได้ว่าเคยดูหนังชื่อเรื่อง Hanna นางเอกถูกสอนว่า “You must adapt or die.” หันมามองแม่วัย 70 ของเราก็ อืม เป็นไปได้แฮะ งั้นจับมาเขียนบันทึก ให้เขาเล่าเรื่องตัวเองเลยดีกว่า 

ถ้าให้ย่อยแรงบันดาลใจในการทำเพจให้เหลือแค่ภาพภาพเดียว มันคือภาพตอนที่ทั้งบ้านไปส่งแม่ที่สนามบินดอนเมือง เป็นการออกโพสต์ไปต่างประเทศครั้งสุดท้ายในชีวิตข้าราชการของแม่ ตอนนั้นแม่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุ 50 ปลายๆ ที่ผมเป็นสีขาวมากกว่าดำแล้ว แต่ยืนสะพายกระเป๋าข้างหนึ่งกระเป๋าลากอีกข้างหนึ่งรอขึ้นเครื่องไปประเทศตุรกีเมื่อ 20 กว่าปีก่อน สมัยที่ตุรกียังไม่เป็นที่นิยม ไม่มีทัวร์ท่องเที่ยว แต่แม่ต้องไปอยู่คนเดียวถึง 4 ปี คนที่นั่นก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ 

เมย์ พ่อ แล้วก็พี่ชาย มายืนส่งแม่เข้าเกต เราลากันเงียบๆ แบบที่เคยลา ลากันทีแยกกันเป็นปีๆ ถ้าเกิดในครอบครัวคนนักการทูตจะชินค่ะ มันไม่ได้ทำให้การลาแต่ละครั้งเศร้าน้อยลงนะ อาจแค่กลั้นน้ำตากันเก่งขึ้น อาชีพนี้ต้องบอกเลยว่า ครอบครัวจะไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้ากัน (เตือนไว้ก่อนว่าอ่านๆ ไป อาจกลายเป็นไดอารี่ปมครอบครัว)

กลับเข้าเรื่องค่ะ ภาพที่ติดตาคือเมย์เห็นหน้าแม่เศร้านิดๆ เดินเข้าเกตไปแล้วก็หันมายิ้มให้พวกเรา เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกจุกในใจที่ได้แม่เห็นในเสี้ยวนาทีที่เขาเปราะบาง ไม่ใช่ Invincible Woman แต่เห็นเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากเรา แค่เขาเกิดคนละยุคสมัย เลือกเส้นทางชีวิตต่างจากเรา

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

พอเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ได้ลองมองอะไรกว้างขึ้น โดยเฉพาะการฝึกมองชีวิตตัวเองจากมุมมองคนนอกมากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจ แม่ทั้งตัวเล็ก ทั้งพูดเสียงค่อยกว่าเราตั้งเยอะ แต่เวลาจะโดนเอาเปรียบที เถียงผู้ชายต่างชาติตัวใหญ่ไซส์หมีเป็นภาษาอังกฤษแบบไฟลุก เขาอดทนกับการต้องย้ายประเทศทุกๆ 4 ปี ตลอดเวลาสามสิบกว่าปีของการทำงาน เขาประคองครอบครัว ประคองความรักยังไงนะ พ่อเมย์รักแต่แม่คนเดียวมาตลอดทั้งๆ ที่อยู่ห่างกัน แต่สมัยนี้คนรักอยู่ใกล้กันคุยกันทุกวันเลิกกันก็มี มันทำให้เราเริ่มอยากรู้ว่าเส้นทางชีวิตที่เขาเดินมันหล่อหลอมเขาเป็นอย่างไร และอะไรที่ทำให้เขายังเดินหน้าต่อไป 

ยกตัวอย่างบันทึกหนึ่งของแม่ที่เขียนเรื่องตอนไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้วต้องเลือกบ้านพักข้าราชการ แม่เล่าว่า 

“ตั้งแต่เกิดมาแม่ย้ายอยู่บ้านมาทั้งหมด ๑๑ หลัง คำว่า ‘บ้าน’ ที่ฝรั่งเรียกใช้ว่า house หรือ home นี้ เขาได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความแตกต่างไว้ว่า a house is made of brick, but a home is made of love’ นั่นหมายความว่า house เปรียบเป็นที่พักอาศัย สร้างด้วยอิฐด้วยปูน แต่ home คือบ้านที่สร้างด้วยความรักความอบอุ่น คำว่า ‘บ้านของข้าราชการกระทรวง’ มักจะเป็นแค่บ้านพักชั่วคราว เปลี่ยนทุกๆ ๔ ปี จะเป็น house หรือ home ขึ้นอยู่กับแต่ละคน” 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

ตอนที่ได้อ่านครั้งแรก เราแอบนึกว่า แม่นี่ ถ้าไม่ได้เป็นนักการทูต สงสัยคงได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษแน่ๆ 

แม่เขียนเล่าต่อไปว่า “ระเบียบราชการกำหนดไว้ว่า ต้องหาบ้านพักให้ได้ภายในเวลา ๗ วัน แต่เพราะบางคนออกโพสต์ไปตรงกับช่วงฤดูฝนของบางประเทศ จำเป็นต้องเดินกางร่มฝ่าฝนหาบ้านกันเป็นอาทิตย์ๆ ก็มี ข้าราชการกระทรวงจึงชอบมีพูดคำในการเลือกบ้านว่า ‘flexible ไว้ก่อน’ เพราะบางครั้งก็ขึ้นกับโชคชะตาเหมือนกัน เราอาจหา ‘home’ ที่ ‘made of love’ ไม่เจอ แต่แค่ได้มี ‘house’ ที่ ‘made of brick’ ที่เราอาศัยพักพิงหลบหนาวหลบร้อนได้ก็น่ายินดีแล้ว แม่เชื่อว่า สำหรับแม่และข้าราชการกระทรวงหลายๆ คน บ้านที่แท้จริงของเรานั้นถูกเก็บอยู่ในใจ เราพกประเทศไทยที่มีพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวของเราไปด้วยเสมอ”

พออ่านบันทึกจบ เจ้าลูกคนนี้ก็น้ำตาไหลตามระเบียบค่ะ มันได้เข้าใจว่า แม่เราเขาเอาพลังใจมาจากไหนอยู่เกือบ 40 ปีในการเดินทางรอบโลก

เมย์ว่าชีวิตคนธรรมดามันมีเสน่ห์นะ คนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้คิดค้นยาวิเศษอะไร ไม่ได้ช่วยกู้โลก หรือทำอะไรเท่ๆ ให้คนจดจำ แต่ทำงานของเราไปเงียบๆ อย่างตั้งใจ มันอาจจะเป็นความกล้าหาญที่สุดอย่างหนึ่งเลยก็ได้ ใช้ชีวิตเงียบๆ โดยไม่มีอีโก้ตัวเองผูกไว้ เราเลยได้มุมมองชีวิตมากขึ้น ก็ตอนมานั่งอ่านบันทึกก่อนจะช่วยโพสต์ขึ้นเพจค่ะ 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

อย่างบันทึกที่เขาเล่าว่าเขาเป็นลูกชาวสวน เลือกเข้ากระทรวงการต่างประเทศแทนที่จะเป็นทหาร เราก็ อ้าว เพิ่งรู้ตอนอ่าน! มิน่าละ เขาถึงภูมิใจในอาชีพเขา นึกๆ ดูตอนเรียนจบนั้นเราก็แสบอยู่ รู้ว่าแม่อยากให้เข้ากระทรวง ก็แอบไปสมัครสอบ ติดรอบแรกแต่ไม่ยอมไปต่อ แค่พิสูจน์ให้เขารู้ว่าเราทำได้แต่เราขอไม่เลือกค่ะ เราตามแม่ออกโพสต์อยู่เกือบ 15 ปี เห็นทั้งข้อดีและข้อด้อยในอาชีพนี้ มันมีความเหงา มีความคิดถึงครอบครัว มีความลำบาก จากลาเป็นร้อยๆ ครั้ง ลาเพื่อนสนิท ลาเพื่อนบ้านในประเทศนั้นประเทศนี้ 

เมย์เลยไม่เอาละ ขอเลือกสายอาชีพอื่นนะ อยากอยู่นิ่งๆ กับที่ อยากให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันครบสักครั้ง บางทีแค่ได้นั่งกินข้าวพร้อมหน้ากัน เมย์ก็มีความสุขมาก (สรุปคือไดอารี่คนมีปมครอบครัวจริงๆ) แต่เราก็ซาบซึ้งในอาชีพของแม่ที่ได้มอบความทรงจำวัยเด็กที่ประเมินค่าไม่ได้กับเรา เราคือหนึ่งในเด็กไม่กี่คนที่ถูกเรียกว่า Diplomat หรือ Third Culture Kid เพราะเราไปโตมาหลายวัฒนธรรม จนมันค่อยๆ สร้างความเป็นเราขึ้นมา 

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

อ่านบันทึกแม่ตอนที่แม่ไปเมืองนอกแต่ละครั้ง จะเห็นว่าถึงแม่จะอยู่เมืองนอก แต่แม่พกเมืองไทยไปกับตัวเสมอ และระหว่างที่เราไปอยู่ประเทศไหนก็ตาม แม่ก็กลายเป็นประเทศไทยของเราด้วย เป็นตัวตนหนึ่งของเราที่แยกไม่ออก ตอนเราอยู่เมืองนอกใหม่ๆ ได้เรียนรู้ค่านิยม ระบบความคิดความเชื่อของชาวตะวันตก เราก็เชื่อเขาหมดแบบไม่ตั้งคำถาม เรากลับมองว่าแม่เรานี่คิดอะไรไทยๆ จัง โบราณ ไม่อัปเดตเลย ส่วนที่เราเรียนไปมาดีกว่าหมด 

แต่พอมาถึงวันหนึ่งที่ต้องเลือกเส้นทางที่จะเดินต่อ เลือกการวางตัวและสังคมที่อยู่ เราถามตัวเองเยอะมากว่าเราเป็นใคร ครอบครัวนักการทูตไปยืมประเทศเขาอยู่ แต่เราเป็นคนประเทศอะไรล่ะ เราจะผูกตัวเองกับสถาบันไหนดี พุทธก็ไม่เชิง เราเข้ามาหมดแล้วตั้งแต่โบสถ์ มัสยิด วัด ตั้งแต่ยังไม่ 10 ขวบ พูดไทยก็ไม่คล่อง อังกฤษก็ไม่ได้เป๊ะ แต่พอเราเจอคำตอบว่าเราเป็นใคร เราคือลูกแม่ เสียงโวยวายในใจมันเงียบลง เมย์เลยฝากตัวตนไว้กับเขา

แม่สาวนักการทูต Diplomat Mom เพจของลูกสาวที่เล่าไดอารี่แม่ผู้ทำงานเป็นนักการทูต 37 ปี

พ่อเคยมาพูดให้ฟังหลังแม่เกษียณมาพักใหญ่ๆ ว่า 

“เขาภูมิใจงานเขา เพราะเขาทำเพื่อลูก ไม่งั้นอย่าหวังได้เรียนเมืองนอก เรียนโรงเรียนวัดแถวบ้านนี่แหละ” 

เราเองก็นึกไม่ออกเลยว่าชีวิตเราจะเปลี่ยนไปขนาดไหนถ้าไม่มีแม่ 

สุดท้ายแต่สำคัญที่สุด อยากขอบคุณแม่ที่ยอมให้เอาเรื่องชีวิตจริงของแม่มาโพสต์บนโลกโซเชียลมีเดียนี้ และอยากบอกแม่ว่า ภูมิใจที่สุดได้เป็นลูกสาวของแม่ค่ะ

ลูกสาวนักการทูต

Writer & Photographer

นิโรธา จันทร์ดี

ตามบัตรประชาชนเป็น 'คนไทย' โตมาโดยมีประเทศพม่าเป็นพี่เลี้ยงสอนให้เดิน สวิตเซอร์แลนด์เป็นครูสอนมารยาทผู้ดียุโรป เม็กซิโกเป็นเพื่อนเพิ่มความละตินเลือดร้อน และก็ครูคนสุดท้าย ตุรกี ที่สอนให้ปล่อยวาง

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load