แม้ไม่เคยได้วาดฝันไว้ และไม่เคยนึกภาพตัวเองออกเดินทางและทำงานที่ต่างประเทศพร้อมกับภรรยาและลูกน้อยมาก่อน แต่ทันทีที่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในจังหวะชีวิตหนึ่งของการทำงานที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง ในขณะที่มีลูกชายตัวน้อยอายุ 6 เดือนกว่า จิตใจเบื้องลึกก็ไม่รีรอ บอกให้ผมตัดสินใจออกเดินทางไกลพร้อมครอบครัวครั้งแรก…ไปแอฟริกา

นั่นคือเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เมื่อเราออกเดินทางจากประเทศไทย ลูกชายยังเป็นทารก แน่นอนว่าเขายังเดินเหินและพูดไม่ได้ แต่ละวันเขาเพียงแต่นอน สลับกับดูดนมและขับถ่าย เราจับเขาใส่ตะกร้าอุ้มเด็ก แล้วกระเตงขึ้นเครื่องบินระยะเวลายาวนานกว่า 16 ชั่วโมง กว่าจะถึงประเทศโมซัมบิก ที่ที่ลูกชายของผมจะต้องเติบโตขึ้น

ในวันที่เราเดินทางกลับเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ลูกชายเพิ่งอายุครบ 4 ขวบหมาดๆ เขาพูดจ้อเจื้อยแจ้ว ร่างกายแข็งแรงยืดหยุ่น เดินเหินวิ่งเล่นคล่องแคล่ว และมีอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก… ผิดกับตอนที่เราพาเขาออกเดินทางครั้งแรก ที่เขายังเป็นเพียงเด็กแบเบาะคนหนึ่ง

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ

ลูกชายใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในแอฟริกา มากกว่าในประเทศไทย บ้านเกิดของเขา

แม้ตอนนั้นคนรอบตัวจะทัดทานการเดินทางไปแอฟริกาของผมพร้อมกับลูกน้อย เพราะทุกคนคาดการณ์ว่าชีวิตความเป็นอยู่อาจไม่สะดวกสบาย โรคภัยอาจน่ากลัว การศึกษาและการสาธารณสุขอาจยังไม่เข้าขั้น แต่ผมไม่เคยเสียดายโอกาสที่จะไปที่อื่นที่ ‘เขาว่า’ ดีกว่านี้เลย

ผู้ใหญ่หลายคนเป็นห่วง ถามผมว่า ลูกเล็กแค่นี้จะเลี้ยงได้อย่างไรกันในที่แบบนั้น ผมก็อ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปเลี้ยงลูกที่แอฟริกา พอหลายคนถามเยอะเข้า ตอนหลังๆ ผมก็เลยตอบไปว่า “เลี้ยงแบบเมาคลี”

เมาคลีแบบในหนังสือ The Jungle Book ของ รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) ที่เติบโตท่ามกลางความหลากหลายของผู้คน ธรรมชาติ อำนาจ และโอกาส ที่ไม่เท่าเทียมกัน 

ระยะเวลาเกือบ 4 ปีในโมซัมบิกได้ฟูมฟักหล่อหลอม-อย่างน้อยที่ผมเห็นและหวังไว้ ให้ลูกชายมีโอกาสเติบโตขึ้นเป็น ‘พลเมืองที่ดี’ คนหนึ่งของโลกได้ เพราะผมเชื่อมั่นและมุ่งหมายในคุณค่าของสิ่งนี้มากกว่าสิ่งไหนๆ

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ

เขาได้เห็นผู้คนที่หลากหลาย

ในช่วงปีแรกที่ลูกชายยังแบเบาะเกินกว่าจะพาออกไปทำอะไรได้ ชีวิตที่ผ่านมาและล้อมรอบของเขาคือผู้คนที่หลากหลาย ต่างชาติ และต่างผิวพรรณ โดยเฉพาะคนที่มีสีผิวและรูปร่างหน้าตาต่างจากเรา ทั้งฝรั่งผิวขาว แขกผิวน้ำตาล และคนแอฟริกาผิวดำคล้ำ ผมดีใจที่ลูกชายไม่ได้ร้องไห้จ้าเมื่อมีคนหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่มาแหย่เล่นหยอกล้อเขาในตะกร้าที่เราใช้แบกอุ้มเขาไปที่โน่นที่นี่

การที่เราได้ทำงานและใช้ชีวิตในประเทศพหุสังคมอย่างโมซัมบิก ที่มีทั้งคนแอฟริกา คนฝรั่งที่ถ้าไม่ใช่ชาวยุโรปก็เป็นลูกหลานซึ่งอยู่ที่นั่นมาแต่อาณานิคม หรือคนแขกจากอินเดียที่ถูกจ้างมาเป็นแรงงานทั้งในยุคปัจจุบัน หรือตั้งรกรากมายาวนานพร้อมเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส อาจช่วยให้ลูกชายเติบโตขึ้นโดยไม่กลัว หรือรังเกียจ หรือรัก อย่างผิวเผินเพียงแค่เห็นจากภายนอก

ลูกชายอาจโชคดีสักหน่อยที่มีพี่เลี้ยงเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งมาช่วยภรรยาของผมทำงานบ้าน ผมดีใจที่เขาเล่นกอดหยอกล้อปีนป่ายพี่เลี้ยงของเขาอย่างเป็นกันเอง และแอบนึกชื่นชมว่าเด็กตัวน้อยก็เป็นเด็กที่สดใสเหมือนผ้าขาวอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ

หลายครั้ง ผมและภรรยาแอบบ่นว่าพี่เลี้ยงที่มาช่วยงานเรานี้มีกลิ่นตัวแรงจนพานให้เรานึกกังวลไปต่างๆ นานา แต่ลูกชายกลับไม่สนใจเพราะไม่มีอคติอันใดแฝงอยู่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้จากลูกชายให้มาก

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ
นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

อีกเรื่องที่เราต้องเรียนรู้จากเขา ผมจำได้แม่นถึงสายตาที่ไร้เดียงสาของลูกชาย เมื่อเขาพบเจอชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบมาลาวี ผู้เป็นแม่นุ่งกระโจมอกด้วยผ้าคาปูลานาสีสดของโมซัมบิก มือข้างหนึ่งถือชามพลาสติกเต็มไปด้วยปลาตัวเล็กๆ ที่เขาเพิ่งดักตาข่ายได้ อีกข้างหนึ่งถือมีดเก่าๆ เพื่อมาขอดเกล็ด เตรียมนำไปปรุงอาหารในคืนนั้น

หากเป็นเราก็คงจะรู้สึกสงสารหรือเห็นใจอย่างคนที่อาจจะเรียกว่า มีโอกาสที่ดีกว่า แต่สายตาของลูกชายกลับใส่ใจกับปลาที่อยู่ในชามนั้นมากกว่า และมองภาพชาวบ้านที่เราเห็นพร้อมๆ กันอย่างปกติ ซึ่งนั่นควรเป็นสายตาที่เรามองคนอื่น แทนที่จะตัดสินเขาตั้งแต่แวบแรกมิใช่หรือ

โลกในวันนี้และในวันข้างหน้าควรเป็นโลกที่หลากหลาย รูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่มีความสำคัญมากเท่ากับจิตใจและความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน คนสีผิวหนึ่งก็มิอาจเรียกร้องให้คนอื่นคิดว่าเป็นใหญ่หรือมีอำนาจมากกว่าคนอีกสีผิวหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับความเก่งและความดีงามที่ไม่จำกัดอยู่แค่สิ่งที่เห็นภายนอก

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เขาได้เห็นธรรมชาติที่เป็นจริง

ลูกชายทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่า มนุษย์เราโดยสันดานมีจิตใจที่รักและเชื่อมโยงกับธรรมชาติอยู่แล้วทุกคน มิจำเป็นจะต้องสั่งสอนหรืออบรมบ่มนิสัยความรักในธรรมชาตินี้ให้กัน ดังที่นักวิทยาศาสตร์อย่าง เอ็ดเวิร์ด ออสบอร์น วิลสัน (Edward Osborne Wilson) เรียกคุณสมบัติหนึ่งของมนุษย์ข้อนี้ว่า ‘Biophilia’ 

ด้วยความที่ประเทศโมซัมบิกที่เราอยู่ยังเพียบพร้อมไปด้วยธรรมชาติซึ่งยังไม่ถูกรุกรานจากความเป็นเมือง เราจึงโชคดีที่ธรรมชาติจริงๆ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Wilderness ล้วนอยู่รอบตัว และรายล้อมเราโดยไม่ต้องขวนขวายใช้ทุนทรัพย์หรือใช้เวลาเดินทางไปเสาะหา

ในวันหยุดจากการทำงาน เราพากันไปที่ชายทะเล ตอนแรกลูกชายยังกลัวเสียงและรูปลักษณะคลื่นที่ซัดถาโถมเข้ามาอย่างแรง แต่ผืนทรายและซากสรรพชีวิตทั้งแมงกะพรุน กุ้ง ปลา และปู ที่กองเกลื่อนถูกซัดพัดเข้ามาก็เรียกความสนใจจากเขาได้ไม่น้อย 

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

แม้เขายังวิ่งเร็วสู้ปูลมที่วิ่งฉิวอยู่บนแนวทรายไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยหยุดเรียกร้องให้ผมใช้สรรพกำลังและทักษะทั้งหมดที่มีวิ่งรี่จับปูลมมาให้เขาดูใกล้ๆ แม้เขาเพียงแค่สนุกที่ได้วิ่งเหยียบย่ำไปในแอ่งน้ำตามแนวหินยามน้ำลด (Tidal Pool) แต่เขาก็ได้เห็นและใกล้ชิดสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น เมื่อผมลองให้เขาเอื้อมมือไปให้ดอกไม้ทะเล (Sea Anemone) ใช้ปลายหนวดยาวดูดนิ้วมือเบาๆ พอให้จั๊กจี้

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เมื่อเขาโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมชอบพาเขาไปดูต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามแนวชานเมือง ซึ่งเป็นเขตแห้งแล้งกึ่งทะเลทรายที่มีต้นไม้แปลกตาสำหรับคนที่มาจากเขตร้อนชื้นอย่างเรา ทั้งต้นไม้ที่ไม่มีใบแต่ออกดอกพรึ่บอย่างชวนชมชนิด Adenium multiflorum ซึ่งออกดอกสีชมพู หรือต้นไม้วงศ์ต้นปีบชนิด Rhigozum zambesiacum ออกดอกสีเหลืองเต็มต้นในหน้าแล้ง หรือต้นไม้ในวงศ์โป๊ยเซียนหรือพญาไร้ใบในสกุล Euphorbia ที่รูปร่างหน้าตาประหลาดเป็นแท่งๆ ไม่มีใบ

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก
นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เราเรียกชื่อต้นไม้กันด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ จนลูกชายชอบกลับมาเล่าให้แม่เขาฟังว่า วันนั้นเขาเจอต้น Adenium แม่รู้ไหมว่าคือต้นอะไร เขาใบ้ต่อว่า ถ้าไปเล่าให้คุณยายที่เมืองไทยฟังคุณยายคงไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าต้นชวนชมคุณยายก็คงร้องอ๋อ

แสงแดดแรงและอากาศแห้งๆ ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับเขาเลย ผมจำได้ดีวันที่เขาหยิบเศษกิ่งไม้ยาวขึ้นมาจากพื้นดินในทุ่งหญ้าริมอ่างเก็บน้ำชานเมือง เขาเห็นกิ่งไม้ดั่งมีชีวิตและเป็นเพื่อนเล่นของเขา มือข้างที่เขาถือจับกิ่งไม้จิ้มปักไปข้างหน้าพร้อมกับวิ่งเล่นฉิวไปดงหญ้าที่ตอนนั้นแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลเพราะเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว เมื่อเหนื่อยหอบเขาก็ไม่วายล้มตัวลงนอนคลุกเคล้าไปบนพื้นดิน

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ผมได้แต่หวังว่า ในวันหนึ่งเมื่อลูกชายเติบโตขึ้น ธรรมชาติที่เขาพานพบจะทำให้เขาระลึกถึงความสวยสดและงดงามที่เขาได้เล่นสนุก เขาคงจะเชื่อในคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัวเหล่านั้น ซึ่งน่าจะทำให้เขาและคนอื่นๆ ในโลกใบเดียวของเขามีความสุขและรักษาไว้อย่างดีเท่าที่จะทำได้

เขาได้เห็นโอกาสที่คนมีไม่เท่ากัน

การได้มาทำงานที่โมซัมบิกครั้งนี้ถือเป็นโอกาสหนึ่งในชีวิตที่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับคนท้องถิ่น ด้านหนึ่งผมได้รับผิดชอบการทำโครงการให้ความช่วยเหลือพัฒนาหมู่บ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัดของโมซัมบิก ในอีกด้านหนึ่งผมได้รู้จักคุ้นเคยกับพนักงานทำความสะอาด เพราะเขานั่งรถไปดูต้นไม้ในชานเมืองเป็นเพื่อนผมกับลูกชาย

หลายครั้งที่ผมพาภรรยาและลูกชายไปหมู่บ้านในต่างจังหวัด ที่ชาวบ้านยังต้องกินแต่แป้งข้าวโพดเคียงกับผักต้มแกนๆ และต้องเดินหลายร้อยเมตรหรืออาจเกือบถึง 1 กิโลเมตรเพื่อมารองน้ำไปใช้กินใช้ดื่มจากคันโยกน้ำบาดาลไม่กี่จุดในชุมชน

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

บ้านของพนักงานทำความสะอาดอยู่ในหมู่บ้านที่อาจพัฒนามากกว่า มีระบบประปาชุมชนที่ต่อท่อตรงมาถึงบ้าน แต่เขาก็ยังต้องใช้น้ำอย่างกระเหม็ดกระแหม่ เพราะน้ำมีราคาแพงและมีมาไม่สม่ำเสมอ ต้องรองใส่ถังไว้ใช้ในยามจำเป็น

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ภาพเหล่านี้ประกอบกับบ้านเรือนอย่างคนรายได้น้อยยิ่งทำให้เห็นถึงโอกาสของคนที่ไม่เท่าเทียมกัน บางบ้านเป็นเพียงบ้านที่นำหญ้ามาประกบเป็นกำแพงและหลังคา บางบ้านใช้อิฐบล็อกปูนแบบหยาบๆ ก่อกันเป็นกำแพงและมีหลังคาสังกะสี ไม่มีแม้แต่มุ้งลวด หากไม่นับประตูที่ทำจากเศษไม้แผ่นที่ราคาถูกที่สุดหรือไม่ก็สังกะสีเหลือใช้จากหลังคา ห้องน้ำเป็นส้วมหลุมขุดอยู่นอกบ้านและกลิ่นโชย เพราะไม่ได้เป็นส้วมแบบคอห่านที่มีน้ำหล่อกันกลิ่นจากด้านหลังพุ่งขึ้นมา

เด็กๆ ในวัยเดียวกับลูกชายมีของเล่นเพียงไม่กี่ชิ้น ของที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็นวงล้อหรือยางรถจักรยานกลมที่นำแท่งไม้มาพยุงให้วิ่งลิ่วไปข้างหน้า ผิดกับของเล่นของลูกชายที่มีอยู่นับร้อยชิ้น ทั้งที่คนให้มาและเราขนมาจากประเทศไทยเพราะเห็นว่าเขาจะต้องมาอยู่ไกลถึงแอฟริกา

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ผมชอบบ่นแม้ไม่เคยกล้าห้ามภรรยาว่า ทำไมถึงยอมให้ลูกชายเปิดน้ำในอ่างอาบน้ำในที่พักของเรา ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ในตึกใหม่และหรูหราที่สุดใจกลางกรุงมาปูโต เมืองหลวงของโมซัมบิก เพราะในใจลึกๆ แล้ว ผมอยากให้ทั้งภรรยาและลูกชายรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราได้ไปพบเห็นมา ยังดีที่ลูกชายไม่เคยงอแงเมื่อเราขอแบ่งของเล่นหรือเสื้อผ้าที่เขามีอยู่มากมายเหลือคณาให้กับคนอื่นๆ

แม้จะเข้าใจดีว่าอาจเป็นการยากที่จะให้ผู้คนทั้งโลกนี้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันหมดในทุกเรื่อง แต่การได้รับรู้เรื่องของคนที่มีโอกาสแตกต่างจากเรา ก็น่าจะทำให้เราพอใจกับโอกาสที่ได้รับและเพียรพยายามแสวงหาโอกาสให้ได้ดั่งคนที่มีโอกาสมากกว่าเรา แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การต้องคิดถึงคนอื่นที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา และมีน้ำใจที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กันและกันได้

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

วันก่อนมีเรื่องให้ผมดีใจ ลูกชายต่อเลโก้เป็นบ้าน เขาอธิบายว่า นี่คือบ้านของคนรายได้น้อยที่ไม่มีหลังคา แต่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา คนในบ้านต้องนอนอยู่ในเปลนอกบ้านและเข้าห้องน้ำที่อยู่อีกทางหนึ่ง แค่นี้ผมก็ยิ้มไม่หุบแล้ว อย่างน้อยสิ่งที่เขาเห็นก็ได้ซึมซับอยู่ในความทรงจำของเขาไปแล้ว อาจจะยังติดอยู่นิดเดียวที่เขายังตอบคำถามจากพ่อของเขาที่ ‘อิน’ กับเรื่องนี้แบบนี้อย่างผมไม่ได้ว่า เขาจะช่วยเจ้าของบ้านเลโก้ที่เขาเพิ่งต่อขึ้นเองนี้ให้มีหลังคากันแดดกันฝนได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้เขาได้เห็นที่แอฟริกา

เวลาที่ผ่านมาในแอฟริกา เป็นเวลาที่ผมหวนคิดคำนึงถึง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผมและลูกชายได้ผจญภัยด้วยกันในทวีปที่ผมรู้สึกว่า เราจะต้องทำความรู้จักให้มากขึ้น เพื่อที่จะเข้าใจโลกใบนี้และสังคมอย่างที่เป็นจริง ผมรู้สึกมาตลอดว่า เด็กที่โตในเมืองไทยอย่างผมและเพื่อนๆ รู้จักทวีปนี้น้อยมาก จนทำให้เราไม่อาจรู้จักโลกใบนี้ได้อย่างครบถ้วน เต็มใบ และที่เป็นจริงได้เลย

แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจยืนยันไม่ได้ว่าลูกชายของผมจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นพลเมืองที่ดีของโลกคนหนึ่งได้จริงอย่างที่ผมวาดหวังไว้หรือไม่

แม้เขาอาจจะเด็กเกินกว่าจะจำความได้หรือรู้ประสา แต่ความหลากหลายของผู้คน ความงดงามของธรรมชาติ  และโอกาสที่คนได้รับอย่างไม่เท่าเทียมกันที่ได้รายล้อมชีวิตในวัยหนึ่งของเขา จะย้อนกลับมาหาเขาในอยู่ใต้จิตสำนึกในเบื้องลึกของจิตใจ และเป็นส่วนหนึ่งของการคิดประมวลใช้เหตุผล ไม่ว่าจะในชีวิตส่วนตัวหรือส่วนรวม

แม้ผมจะรู้ว่า หน้าที่ในการเลี้ยงดู ‘พลเมือง’ คนหนึ่งของโลกให้เติบโตขึ้น จะยังมีอยู่ไปสักพัก แม้จะอีกไม่นานนักก็ตาม

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

ในวันที่ยังอ่อนต่อแอฟริกา ในวันที่แอฟริกายังเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ผลงานของ ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่หนีภัยการเมืองของการแบ่งแยกสีผิวทำให้ผม ในขณะเป็นเจ้าหน้าที่การทูตวัยละอ่อน ทั้งอ่อนวัยและอ่อนต่อโลก ได้เข้าใจและรู้จักประเทศและทวีปที่ห่างไกลกับความรู้สึกเช่นนี้

ในอดีต ทุกประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจเหมือนดั่งถูกคำสาป แม้มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามหาศาล ตั้งแต่ของป่า เพชรพลอย จนกระทั่งถึงหินแร่มีค่าที่ถูกขนออกไปทั่วโลกในช่วงประวัติศาสตร์สมัยที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้คนที่มาจากภายนอกทวีป ยุคที่น่าเห็นใจที่สุดเห็นจะไม่พ้นช่วงอาณานิคม ที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาประชันขันแข่งขยายอาณานิคมกันจ้าละหวั่น

การเข้ามาของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะคนผิวขาวเช่นชาวยุโรป ทำให้เกิดการแบ่งแย่งสีผิว แบ่งแย่งชนชั้น ในรูปแบบทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุด คงไม่พ้นการแบ่งแยกซึ่งทำให้เหมือนถูกต้องด้วยกฎหมายและการปกครอง ตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะไม่พ้นการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ในแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา

แรงกดดันและความร้ายกาจของการแบ่งแยกที่กดขี่คนผิวดำให้ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ดั่งเรื่องเล่าที่ถูกนำมายกตัวอย่างบ่อยๆ ว่า หมาของคนขาวยังมีสิทธิมากกว่าคนผิวดำ ซึ่งเดินอยู่บนท้องถนนในยุคสมัยรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นั่นคือเรื่องราว Charles Sekano ศิลปินที่ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจแอฟริกาเป็นคนแรก

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
1

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงาม เต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำ และทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

รูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิวที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 ถือเป็นฝันร้ายของชาวแอฟริกาใต้และตราบาปของโลก

การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาว และใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaan) ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (Separateness หรือ Apart-hood)

ในช่วง ค.ศ. 1948 – 1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครอง คือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูล หรือช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้แบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิว บนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

การปกครองแบบ Apartheid ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

…หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

…คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

ปมในใจ การเลือกปฏิบัติ และการถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา อ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

คงไม่ต้องบอกว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
2

Charles Sekano เป็นคนแอฟริกาใต้โดยกำเนิด หนีความย่ำแย่ของประเทศตัวเองที่ปกครองด้วยรัฐบาลคนขาวซึ่งชูนโยบาย Apartheid หรือการปกครองแบบแบ่งแยกเป็นหลัก ไปยังหลายประเทศทั่วแอฟริกา ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในเคนยา

ที่นั่น ในทศวรรษ 1990 เขาได้ใช้ชีวิตดั่งฝัน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะเคนยาเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ และการทะเลาะเบาะแว้งในประเทศได้สิ้นสุดไปแล้ว มีรัฐบาลนำโดยประธาธิบดีผิวดำที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเอง

Charles Sekano ใช้ชีวิตแบบ Bohemian คนที่รู้จักเขาอธิบายได้ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร P 3 คำในภาษาอังกฤษ

Pianist เขาเล่นเปียโนที่ผับบาร์ในกรุงไนโรบี เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เขาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้โดยไม่ขัดสน

Painter เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ สีและลายเส้นที่เขาวาดลงบนกระดาษ อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อันโหยหาความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก และหญิงสาว

Poet ความเป็นศิลปินของเขาทำให้รู้จักพูดจา และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

เขาได้รับทั้งเงินเจือจุนชีวิตในฝัน และความสุขที่จุนเจือชีวิตบนความเป็นจริง

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
3

ภาพวาดของ Charles Sekano ละม้ายงานของ ปิกัสโซ (Picasso) ที่ทุกคนรู้จัก

ลายเส้นแบบ Cubism ผสมกับเส้นสีเทียน ร่ายม้วนเลี้ยวไปมาบนกระดาษ การลงสีสดใสและภาพที่ปรากฏออกมาชวนให้คิดถึงความจริงบนโลก โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเท่าเทียมและความหลากหลาย ซึ่งเขาได้แสดงออกมาผ่านภาพของหญิงสาวต่างสีผิว ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของหญิงชาย ความฝัน ความหวัง และความจริง

เหล่านี้แม้เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณของคนทั้งโลก แต่เราอาจพอจะนึกต่อไปได้ว่า คนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่คงรู้สึกอย่างแรงกล้ากว่ามาก สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กดดัน จะรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ที่อื่นมากมายเช่นไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
4

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันแรกๆ ที่เดินทางถึงเคนยาใหม่ๆ

ผมรู้จักกับ Charles Sekano ศิลปินผู้ทำให้ผมเข้าใจอดีตของแอฟริกาที่นำมาสู่ปัจจุบัน จากแกลเลอรี่ชื่อดังใจกลางกรุงไนโรบี ในยุคสมัยใกล้ร่วงโรย

เศรษฐกิจโดยรวมของเคนยาไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันของชนเผ่าในเคนยา หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่ปี ไม่นับเหตุการณ์การวางระเบิดสถานทูตอเมริกันโดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้กรุงไนโรบีในวันนั้น วันที่ผมเดินทางถึง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไม่ได้ครึกครึ้นและครื้นเครงเหมือนแต่ก่อน

ผมเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ดูหงอยๆ พนักงานเก่าแก่พาผมไปชมรูปที่ฝุ่นจับเกรอะกองซ้อนๆ กันอยู่ สายตาและความรู้สึกของผมในแวบนั้น สะดุดกับรูปภาพหลายภาพที่ทำให้บรรยากาศความหงอยเหงาของตัวเองที่ไปถึงไปทำงานใหม่ๆ ในสถานที่แห่งใหม่สดชื่นขึ้นมาทันทา

สนนราคาหลายพันดอลลาร์ ทำให้ผมไม่กล้าที่จะซื้อภาพที่ผมชอบ เพราะผมยังจะต้องซื้อรถ ซื้อของเข้าบ้าน และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้สตางค์ที่นำมาจากประเทศไทยทำอะไรอีกไหม ผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานเฝ้าแกลเลอรี่คนนั้นอย่างแกนๆ

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้งานของเขามาครอบครอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเกือบ 2 ปีผ่านไป ขณะที่ผมกำลังนั่งรถไปสนามบิน เพื่อไปพักร้อนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้รับโทรศัพท์จากสุภาพสตรีที่ผมไม่รู้จัก

เธอแนะนำตัวว่า เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนั้น เธอได้เบอร์โทรศัพท์ผมมาจากพนักงาน และโทรมาถามว่าผมยังสนใจในงานของ Charles Sekano อยู่ไหม เธอต้องการขายภาพทั้งหมดที่อยู่ในแกลเลอรี่ของพ่ออย่างรวดเร็วที่สุด เพราะกำลังมีเรื่องที่ยังตกลงไม่ได้กับหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งดูเหมือนกำลังจะพยายามฮุบทุกอย่างเอาไว้ เธอร้อนรนและร้อนใจมาก

เครื่องบินกำลังจะออกไปยังนครโจฮันเนสเบิร์ก-บ้านของ Charles Sakano ในแอฟริกาก็คงอยู่แถวๆ นั้น

คงเดาออกว่า ผมตอบและพูดคุยกับเสียงสุภาพสตรีปลายสายนั้นว่าอย่างไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
5

ปัจจุบัน Charles Sekano อายุใกล้ 80 ปีแล้ว

เขากลับไปแอฟริกาใต้อยู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ได้เป็นสิบปีแล้ว

เขาเลิกเล่นเปียโน เลิกวาดรูป และเลิกแต่งกลอนแล้ว

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load