ไม่มีป้ายชื่อเด่นหรา ไม่มีผนังกระจกบานใหญ่กับกลุ่มข้อความพาดเรียงประจันสายตา และหากแค่มองผ่านๆ โดยไม่ทันสังเกตโลโก้ฟันซี่สีกรมท่าประดับโค้งเว้าของ Façade ก็คงไม่มีสิ่งใดพอทำเราให้คลับคล้ายและเดาได้ว่า ที่นี่คือคลินิกทันตกรรม

‘Dental Sense Clinic’ คือคลินิกของ หมอฝน-ทพญ.สุรัสวดี แท่งเงิน ทันตแพทย์หญิงบุคลิกสดใส เปี่ยมความมั่นใจ ที่ทำงานอยู่ในแวดวงทันตกรรมมาหลายปี ก่อนสบโอกาสเปิดคลินิกของตัวเองราวกลางปีที่ผ่านมา

ความน่าสนใจคือ เธอเลือกลงทุนกับคลินิกแห่งแรกในชีวิต โดยเปลี่ยนอาคารพาณิชย์บนทำเลหัวมุมถนน ในย่านชุมชนทางผ่านของเชียงใหม่ ให้กลายเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นมินิมอล พร้อมติดตั้งฟาซาด พลิกโฉมรูปลักษณ์คลินิกทันตกรรมที่คุ้นเคยให้เก๋ไก๋ สะดุดตา ด้วยความเชื่อว่า สถาปัตยกรรมที่ดีสร้างความรู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย และส่งพลังบวกแก่ผู้มาใช้บริการได้ รวมทั้งตั้งใจให้ที่นี่เป็นเสมือนงานศิลปะ เพื่อแต่งแต้มสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับชุมชน

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

แล้วเราก็เจอกัน

เราเป็นคนที่ชอบงานสถาปัตย์ เวลาไปเที่ยว ชอบเดินเล่นในเมืองดูตึกรามบ้านช่อง แล้วถ่ายรูปอาคารสวยๆ เก็บไว้ พอวันหนึ่งอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และอยากทำคลินิกบรรยากาศสบายๆ จนมาเจอตึกนี้ประกาศขาย” 

ตึกที่ว่าเป็นอาคารพาณิชย์ให้เช่า 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 250 ตารางเมตร อยู่ไม่ไกลจากย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองอย่างนิมมานเหมินท์ แต่ยังมีความเป็นชุมชน ผู้คนไม่พลุกพล่าน

ย้อนกลับไปก่อนหน้า ที่นี่เคยเป็นห้องพักและร้านขายของชำคู่ชุมชนมากว่า 7 ปี ตัวอาคารยกพื้นสูงขนาด 1 คูหา ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนน ตอบโจทย์ในแง่ของสัดส่วนโครงสร้างที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ดูสง่า หมอฝนเล่าพลางหัวเราะว่า เธอตกหลุมรักมันตั้งแต่แรกเห็น ชนิดที่จินตนาการภาพอาคารสีขาวสะอาดสะอ้านและมีฟาซาดสวยเด่นออกเดี๋ยวนั้น

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

ครั้นแล้วความคาดหวังก็ถูกเติมเต็มในคาเฟ่แห่งหนึ่ง ระหว่างสั่งเครื่องดื่มพลางสำรวจรายละเอียดงานออกแบบสถาปัตยกรรมชวนประทับใจตรงหน้า เธอจึงลองสอบถามพนักงานและหาทางติดต่อไปยังนักสร้างสรรค์ จนได้โคจรมาเจอกับ ชาติ-ธนชาติ สุขสวาสดิ์ และ กานต์ คำแหง แห่ง Pommballstudio สตูดิโอสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังร้านค้า คาเฟ่ และโรงแรมสวยๆ หลายแห่งทั่วเชียงใหม่ อาทิ Transit No. 8, ZIVI, Silver Secrets, The White Rabbit, Kan Vela Craft Chocolate หรือ The Baristro Asian Style ซึ่งตอบตกลงรับหน้าที่แปลงโฉมอาคารพาณิชย์ธรรมดาให้กลายเป็นคลินิกทันตกรรม ที่ผสมผสานดีไซน์ ฟังก์ชันกับศิลปะอย่างที่คุณหมอจิตนาการไว้

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

ทำความรู้จักจนรู้ใจ

เริ่มจากการทำความรู้จักกันด้วย Reference

นี่คือสไตล์การทำงานของ Pommballstudio ที่ให้ความสำคัญการกับแลกเปลี่ยนพูดคุย เพื่อค้นหาความชอบและความต้องการของลูกค้า ช่วงแรกจึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้หมอฝนได้ขยายภาพความคิด โดยมีสารพัด Reference อาคารต้นแบบเป็นเสมือนคู่มือทำความรู้จัก 

ส่วนการบ้านของชาติและกานต์ คือกลับไปวิเคราะห์ความเป็นไปได้ พร้อมเสนอแนวทางเพื่อเชื่อมประสานระหว่างความพึงพอใจกับความคิดสร้างสรรค์ให้มาบรรจบพบเจอกัน กอปรกับสำรวจมุมมองความคิด วิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายธุรกิจ ก่อนนำมาตีความสู่คอนเซ็ปต์การออกแบบคลินิกที่ยึดมั่นเรื่องคุณภาพมาตรฐาน ภายใต้บรรยากาศการบริการอบอุ่น เป็นมิตร และผ่อนคลาย

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

เมื่อทำความรู้จักกันจนรู้ใจ ขั้นต่อมาก็เป็นการศึกษารายละเอียดโครงสร้างอาคาร ซึ่งต้องพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ เนื่องจากโจทย์การออกแบบครั้งนี้มุ่งเน้นการต่อยอดใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเดิมให้มากที่สุด ข้อควรคำนึงจึงเป็นเรื่องของความแข็งแรงของเสา คาน หลังคา รวมถึงพื้นอาคาร ที่ต้องร่วมมือกับวิศวกรตรวจสอบอย่างรอบคอบ

“เราพยายามจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยใหม่ โดยกำหนดให้อยู่ในแนวคานและกริดเสาเดิมเป็นหลัก ฉะนั้น สิ่งที่ต้องละเอียดคือเรื่องการวัดระยะและประเมินความปลอดภัย นอกจากนี้ ในแง่ของตึกแถว ยังมีเรื่องเพื่อนบ้านที่ใช้โครงสร้างอาคารร่วมกันให้ต้องคำนึง การยึดเจาะผนังหรือสร้างปัญหารบกวนข้างบ้านควรมีน้อยที่สุด แม้เป็นเรื่องงานก่อสร้างก็จริง แต่ในฐานะสถาปนิก เราต้องใส่ใจมันตั้งแต่เริ่มกระบวนการดีไซน์จนถึงสร้างเสร็จ เพื่อให้การรีโนเวตเป็นมิตรกับทุกคน” ชาติอธิบายแผนการเตรียมงาน

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

พลันกานต์เสริมต่อว่า “โจทย์หนักอีกเรื่องคือการจัดการฟังก์ชัน ว่าจากแบบโครงสร้างอาคารพาณิชย์ จะปรับดีไซน์และวางแปลนให้สอดรับกับงานระบบทันตกรรมได้อย่างไร เพราะคลินิกทันตกรรมนั้นมีรายละเอียดพื้นที่ใช้สอย และลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากคลินิกแพทย์ทั่วไปมาก รวมถึงมีหลักเกณฑ์ ข้อจํากัด กฎหมายที่ต้องลงลึกศึกษา สำหรับนำมาพิจารณาประกอบการออกแบบด้วย เช่น ข้อกำหนดเรื่องสีของป้ายที่พื้นหลังต้องเป็นสีขาว สีของอักษรต้องเป็นม่วง และระบบหมุนเวียนถ่ายเทอากาศในห้องทันตกรรม เป็นต้น”

ส่งต่อความรู้สึกดีๆ

‘Better Sense, Better Smile’ คือสโลแกนของคลินิกที่เชื่อว่าฟันสวยแข็งแรง ช่วยมอบรอยยิ้มสดใสและสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับทุกคน พร้อมทั้งยังเป็นสารตั้งต้นที่ Pommballstudio หยิบจับมาตีความในการออกแบบฟาซาด 

เปลือกอาคารดีไซน์สะดุดตาที่หมอฝนซึมซับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์สมัยเรียนอยู่นิวยอร์ก เมืองที่บ่มเพาะความหลงใหลในงานศิลปะ และเปิดมุมมองให้เธอรับรู้ว่า ศิลปะอยู่ได้ทุกที่ ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ แต่ยังสัมผัสผ่านบรรดาสถาปัตยกรรม อาคาร ร้านค้า คาเฟ่ กระทั่งที่อยู่อาศัยได้ เหตุนี้ เธอจึงตั้งใจให้คลินิกของเธอเป็นทั้งสถานที่สำหรับดูแลสุขภาพ และผลงานศิลปะช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน เบิกบาน ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการแต่งแต้มความมีชีวิตชีวาแก่ย่านชุมชน

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

“พอได้ฟังข้อมูลก็รู้สึกว่าไอเดียมันควรเชื่อมโยงเรื่องฟัน ประกอบกับสโลแกนของคลินิก เลยทำให้เราตีโจทย์ออกมาว่า รอยยิ้มหรือฟันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถ้ามาทำฟันที่นี่ทุกคนจะกลับไปพร้อมรอยยิ้มและสุขภาพฟันที่ดีเหมือนกันหมด 

“เราจึงหยิบเอาความแตกต่างตรงนั้นมาออกแบบฟาซาด ที่เล่นกับความไม่เหมือน ไม่เท่า และเว้าโค้งของฟัน” ชาติเล่าถึง Key Concept หลักของอาคารซึ่งเชื่อมร้อยเรื่องราวไปยังบริเวณโถงรับรอง บางส่วนของผนัง หรือเพดานด้วย

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

  “นอกจากความสวยงามและหน้าตาอาคารที่ให้ความรู้สึกใหม่ ในแง่ฟังก์ชัน มันยังทำหน้าที่เป็นกันสาดช่วยบังแดด รวมถึงซ่อนช่องหน้าต่างหากมองจากภายนอกด้านมุมตัวอาคาร ซึ่งตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวของพื้นที่ชั้นสาม และไม่ให้มีสิ่งใดรบกวนสายตา เพื่อขับเน้นจุดเด่นสุดของอาคารแห่งนี้” กานต์อธิบายเพิ่มถึงข้อดีของส่วนโค้งเว้าที่ไม่เท่ากันนั้น

เบ็ดเสร็จใช้เวลาวางคอนเซ็ปต์ ตบประเด็นโครงสร้าง และพัฒนาแบบอยู่ประมาณครึ่งปี จึงได้คลินิกที่จัดแบ่งสัดส่วนภายในสมบูรณ์

สถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับทุกคน

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูทางเข้า จะพบกับส่วนต้อนรับลูกค้า ตกแต่งเรียบง่าย ทันสมัย ตั้งอยู่ด้านริมสุดชิดหัวมุมของอาคาร ถัดมาเป็นห้องรักษาฟัน ห้องให้คำปรึกษา ห้องเก็บอุปกรณ์ปราศจากเชื้อที่มีแนวทางเดินขั้นกลางระหว่างผนังอาคารกับผนังห้อง แนวทางเดินนี้นักออกแบบเลือกประดับบานหน้าต่างช่องแสงเปิดรับแสงธรรมชาติลอดผ่านอย่างพอเหมาะ ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ
เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

ส่วนชั้นสองมีห้องเอกซเรย์ ห้องรักษาฟัน เคียงโถงพักคอยโปร่งโล่ง และชั้นสุดท้ายจัดสรรเป็นพื้นที่ประชุมและอเนกประสงค์สำหรับพนักงาน ซึ่งบริเวณนี้เองที่ถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นด้วยการใช้ประโยชน์จากฟาซาด ส่วนประกอบอันโดดเด่นที่ไม่เพียงเพิ่มเสน่ห์แก่ตัวอาคาร แต่ยังซุกซ่อนฟังก์ชันใช้งาน และสะท้อนภาพลักษณ์คลินิกไปในตัว

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

Dental Sense Clinic เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ชาติและกานต์เผยว่าโปรเจกต์นี้ถือเป็นอีกงานที่สนุกสนานและท้าทาย ไม่แพ้โปรเจกต์ช่วงหลังที่พวกเขามีโอกาสร่วมงานรีโนเวตหลายหน โดยทั้งคู่มองว่ากระแสความนิยมชุบชีวิตอาคารเก่าเพื่อใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์นั้น มีส่วนมาจากตัวอย่างอาคารร้านรวงโฉมใหม่สวยๆ มากมาย บันดาลใจให้คนรุ่นใหม่อยากต่อยอดต้นทุนเดิมของครอบครัว หรือเลือกปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างในทำเลศักยภาพ มากกว่ามองหาทำเลรองและลงทุนก่อสร้างใหม่ 

เหนืออื่นใดยังจัดเป็นหนึ่งแนวทางฟื้นฟู รักษา และยืดอายุอาคารอย่างมีคุณค่า ซึ่งพวกเขาให้ความสำคัญเช่นเดียวกับคุณค่าทางจิตใจ และความสุขที่เจ้าบ้านจะได้รับจากผลงานของ Pommballstudio

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

แน่นอนว่า โปรเจกต์นี้เจ้าบ้านยืนยันว่าปลื้มปริ่ม 

“เห็นแล้วยิ้ม หายเหนื่อยเลย เรามีความรู้สึกว่าคนที่เดินเข้ามา ก็น่าจะประทับใจกับตัวอาคารเหมือนกัน” 

สำหรับหมอฝน นอกจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เธอเชื่อมั่นว่าสถาปัตยกรรมที่ดีเสริมคุณภาพงานบริการของคลินิก และสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เพลิดเพลิน พร้อมช่วยผ่อนคลายความกังวลของคนไข้ได้

 “อีกอย่างเหมือนเราอยากใส่จิตวิญญาณและความเป็นตัวเองลงไป ไม่ใช่แค่การทำห้องสี่เหลี่ยมติดบานกระจกกั้น เพราะเราอยากทำงานในพื้นที่ที่เราแฮปปี้ ซึ่งเราว่าสิ่งนี้มันส่งต่อพลังบวกและความรู้สึกดีๆ ให้กับคนไข้ด้วย”

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

Dental Sense Clinic

ที่ตั้ง : 62 ถนนเทวัญ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7496 6699

Facebook : Dental sense clinic :คลินิกทำฟัน จัดฟัน invisalign เชียงใหม่

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

“แต่ก่อนนะ ได้ยินเสียงโยนกระดาษ ตึ้ง ๆๆ ทั้งคืน บ้านหลังนี้แข็งแรงอยู่แล้ว หนูไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงยืนยันจากคุณป้าข้างบ้าน ทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้นมา

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

เราก้าวเท้าเข้าไปในบ้านบรรยากาศน่ารัก มีสเต็ปเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขึ้นไปที่สเปซต่าง ๆ เจ้าของบ้านคนแรกง่วนทำอะไรของตัวเองอยู่ในห้องทำงานด้านขวา ส่วนเจ้าของบ้านคนที่สองเลี้ยวซ้ายขึ้นไปนั่งรอเราที่ส่วนทานอาหาร

ปุย-สิรินภา รัตนโกศล ชาวไทย และ เซ็บ-เซบาสเตียน ดูส ชาวฝรั่งเศส เป็นคู่รักที่กำลังวางแผนลงหลักปักฐาน อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแต่หาที่เหมาะ ๆ ไม่ได้ กระทั่งได้มาเจอกับโรงงานอายุ 50 กว่าปีที่ร้างนาน 25 ปีแห่งนี้

“ดูนี่สิ” ที่โต๊ะอาหารบนชั้นลอยกลางบ้านที่มีลมธรรมชาติปะทะจากรอบด้าน ปุยยื่นรูปภาพในกูเกิลให้เราดูกลั้วหัวเราะ “บังเอิญว่าวันที่ทำบ้านวันแรก รถกูเกิลผ่านพอดี นี่คือเราทั้งสองคนยืนไหว้เจ้าที่อยู่ ทุกวันนี้ในโลเคชันเป็นยังเป็นตึกโรงงานสีเหลือง คนจะมาก็หาไม่เจอ”

จากโรงพิมพ์ สู่โรงงานเย็บผ้า สู่อาคารร้าง วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิก และ พลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ มัณฑนากร จาก PHTAA ช่วยสองเจ้าของบ้านเสกให้ที่นี่กลายเป็นบ้านโปร่ง ๆ สมใจผู้อยู่ แต่ยังทิ้งสัจจะโครงสร้าง-วัสดุของโรงงานเดิมได้อย่างไร คอลัมน์ Re-Place คราวนี้ เราไปหาคำตอบกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แม้ไม่เคยคิดมาก่อน…

ปุยเป็นทนายความ ส่วนเซ็บเป็น Business Process Engineer ทำงานเกี่ยวกับส่วน IT ของบริษัท แต่ตอนนี้เป็นช่วงย้ายบ้าน นี่จึงเป็นช่วงที่เขาไม่ได้ทำงาน

คู่รักกำลังวางแผนสร้างครอบครัว แต่งงาน และมีลูก จากเดิมที่อยู่คอนโดย่านถนนจันทน์ จึงต้องการขยับขยายไปสู่ที่ที่กว้างขึ้นด้วยการไปดูคอนโดในละแวกเดิมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงมองหาหมู่บ้านต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้ แต่แล้วหาก็ไม่ค่อยได้ หากจะไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลกว่านี้ก็ดูจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เท่าไหร่นัก

“นอกกรุงเทพฯ เราก็ไม่อยากได้ เราใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่” เซ็บพูดภาษาอังกฤษ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาได้ SMS มาจากเว็บไซต์อสังหาฯ ที่เคยให้คอนแทกไว้ ว่ามีที่ดินพร้อมอาคารน่าสนใจ อยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่อยู่เดิม เขาจึงได้ย่องเข้ามาดูสถานที่จริงกันสองคน

“สิ่งที่เห็นก็คือมันน่ากลัว เพื่อนบ้านบอกว่ามันเป็นบ้านร้างมามากกว่า 25 ปี” ปุยเล่าด้วยอารมณ์สนุก “ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 หลังติดกัน ตอนแรกถูกใช้เป็นโรงพิมพ์ก่อน แล้วก็เปลี่ยนเป็นโรงงานเย็บผ้า จากนั้นก็หยุดไป”

เรียกได้ว่าเป็นโรงงานโดยพื้นฐานนั่นแหละ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แรกเริ่มพวกเขายังไม่มีไอเดียว่าอยากหาอาคารมาปรับปรุง คิดเพียงแต่จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นอยู่เป็นคอนโดมิเนียมดังเดิม แต่เมื่อมาที่นี่ก็เปลี่ยนความคิด

“เรารู้สึกเลยว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา เหมือนบ้านถามเราว่าเอาไหม” ปุยหัวเราะลั่น บางสิ่งบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการวางแผน และการนอกแผนนั้นก็อาจนำมาซึ่งอะไรดี ๆ ในชีวิต

ด้วยความที่ปุยเป็นเพื่อนกับพลอย จึงลองถามความเห็นจากเพื่อนนักออกแบบดูว่า ฝันที่จะพลิกโฉมที่นี่เป็นบ้านของเธอกับเซ็บนั้นจะเป็นไปได้มากแค่ไหน

“ตอนแรกที่ปุยพามา เราก็เชียร์เลยว่าให้ซื้อตึกนี้ เราคิดว่าถ้าการใช้งานเป็นบ้านก็เหมาะสม เพราะอยู่ท้ายซอยแล้วก็มีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่ถ้าลูกค้าพามาดูตึกนี้ แล้วจะทำเป็นอาคารพาณิชย์คงไม่เหมาะ มันค่อนข้างเข้าถึงยาก ซอยเล็ก” พลอยกล่าว เมื่อเพื่อนเชียร์ เจ้าของโปรเจกต์อย่างปุยก็ไม่เบรกอีกต่อไป “แล้วพอตึกเป็นโรงงานมาก่อน สเปซก็ค่อนข้างจะสูง พอเอามาทำบ้านพื้นที่มันก็เลยเหลือเยอะแยะ เราทำอะไรได้ค่อนข้างเยอะ”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

“เราขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วมองไปรอบ ๆ วิวเป็นพาโนรามา ลมก็โฟลว์ดี จุดนั้นเราคิดเลยว่าถ้าทำก็จะเก็บโครงสร้างทั้งหมดไว้ เพราะมันดีพออยู่แล้ว แค่กำแพงของการใช้งานเดิมมันทึบมาก ลมก็เลยไม่ผ่าน ส่วนระยะห่างระหว่างเพื่อนบ้านที่นี่ก็ไม่ติดจนเกินไป มีความเป็นส่วนตัวดี” วิทย์ ผู้เป็นพาร์ตเนอร์กับพลอยพูดขึ้นมาบ้าง

คุณสองคนได้คิดถึงภาพบ้านที่ต้องการไว้ในหัวมั้ย – เราถามคู่รัก

“ไม่เชิงนะ แต่เรารู้จักบุคลิกของตัวเอง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟหน่อย ส่วนปุยเขามีสีสันกว่า ผมเลยคิดว่าบ้านจะต้องเป็นส่วนผสมของเรา ประนีประนอมซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้มีภาพว่ามันจะต้องหน้าตาแบบนั้นแบบนี้” เซ็บตอบ

“เอาจริง ๆ มันไม่ได้มีบ้านที่คิดไว้หรอก แต่เราชอบดูหนังสือบ้าน ตั้งแต่เริ่มดูบ้าน มีบ้าน 10 หลัง อยากอยู่ทั้ง 10 หลังเลย แต่เราไม่รู้ว่าบ้านไหนคือบ้านของเรา” ปุยเสริม “แต่พอมาเจอตรงนี้ เราคิดว่าเราเห็นตัวเองมากกว่า ว่าพื้นที่นี้ ฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วก็คิดว่าจริง ๆ เราชอบการใช้งานคล้าย ๆ คอนโดเดิมของเรา แต่ให้มันใหญ่ขึ้น แล้วก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น”

แล้วการเดินทางครั้งใหม่ในชีวิตของทั้งสองก็เริ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น แม้จะพวกเขาจะต้องผ่านการเถียงกับสถาปนิกสิบตลบ เถียงกันเองอีกสิบตลบ แล้วกลับบ้านไปอาเจียนด้วยความเครียด ก็ยังน่าตื่นเต้นอยู่ดี (ใช่ไหมนะ)

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

 ทำยังไงกับโรงงานดีนะ

จากที่เคยได้ยินคนรอบตัวที่อยู่บ้านจัดสรรบ่นว่า อยู่ไม่กี่ปีบ้านก็เริ่มทรุด ตอนแรกปุยกับเซ็บจึงมีความกังวลเรื่องการรับน้ำหนักของอาคาร 50 กว่าปีหลังนี้ แต่คุณป้าข้างบ้านที่อยู่มานานก็พูดให้เบาใจว่า ที่นี่เคยเป็นถึงโรงพิมพ์ที่คนโยนกระดาษกันทุกวี่วัน ไม่มีทางที่จะไม่แข็งแรง รวมถึงหลายคนก็บอกมาว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องคำนวณ วิศวกรจะใส่เหล็กมาให้เหลือเฟืออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นดังคาด หลังจากที่เช็กรอบบ้าน โรงงาน 50 กว่าปีแห่งนี้ก็ไม่มีทรุดเลยจริง ๆ

สำหรับการรีโนเวต สิ่งที่สองนักออกแบบทำเป็นอย่างแรก ก็คือเก็บเสาและคานเดิมไว้

“ระบบของ Grid เสาและคานเก่า มันคือการสร้างที่โคตรจะเรียบง่ายในเชิงโครงสร้าง” พลอยบอกว่าที่นี่เป็นโรงงานที่ตัวตึกถูกสร้างให้แข็งแรงมากที่สุด ในงบประมาณถูกที่สุด

หากก่อผนังตาม Grid เสาและคานเดิม ผลลัพธ์ออกมาก็คงบล็อกลมเช่นเคย ทั้งยังดูเป็นโรงงานที่ ไม่ตอบโจทย์ฟังก์ชันของบ้านด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะวางผังแบบเลื่อนผนังให้หนีจาก Grid เสา เกิดเป็นพื้นที่และทางเดินใหม่ ๆ ที่เหมาะกับเจ้าของบ้าน

ด้วยความที่เป็นคนซีกโลกตะวันตก เซ็บอยากอยู่แบบไม่มีแอร์ ดังนั้น บ้านนี้จึงออกมากึ่ง ๆ ให้สมกับเป็นบ้านคู่รักต่างสัญชาติ คือเป็น Semi-outdoor มีโซนติดแอร์ และมีโซน Open-air โอบล้อมเป็นตัว L

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ห้องทานข้าวฝ้า Double Height ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ก็เรียกว่าเป็นโซน Open-air มี Ventilation ดี มีหน้าต่างล้อมรอบ หากฝนตกเมื่อไหร่ จึงค่อยปิดหน้าต่าง ปิดม่าน แล้วเปิดแอร์

“จริง ๆ แล้วทำให้ตึกแถวอากาศถ่ายเทยากมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อาคารจะอยู่ติดกัน แต่ข้อดีของตึกแถวหลังนี้คือ ข้างหลังมีบริเวณโล่ง ลมก็เลยเข้าออกได้” วิทย์กล่าว

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ในการเก็บเสาและคานเดิมไว้ นักออกแบบยังเน้นให้คนมองเห็นได้ชัดดัวย

“หน้าต่างที่เอียงอยู่ เอียงเพื่อหลบคานเดิม” วิทย์อธิบายพร้อมชี้ออกไปที่หน้าต่าง “ถ้าดูหน้าบ้านดี ๆ จะมีคานกับเสาโผล่ไปข้างนอก อันนั้นไม่ใช่การตกแต่งนะ เหมือนเราเล่าเรื่องบ้านโดยที่ไม่ต้องพูด โดยผ่านสัจจะของโครงสร้าง

“โครงสร้างบอกว่า เนี่ย ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และฉันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ต่อให้วันนี้มันเปลี่ยนไปเป็นการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง แล้วโครงสร้างนี้ยังถูกเก็บไว้อยู่ มันก็ยังอยู่ได้นะ เป็นเหมือนหลักฐานบางอย่าง”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

คานที่อยู่ในบ้าน จะเห็นได้ว่านักออกแบบปล่อยทิ้งไว้แบบไม่ฉาบผิวใหม่ ดูเก่าอย่างไรก็อย่างนั้น วิทย์เรียกว่าเป็น ‘สัจจะวัสดุ’ ซึ่งเป็นเรื่องของความงามในรูปแบบหนึ่ง ตอนแรกเจ้าของบ้านอย่างปุยก็ลังเลที่จะทำแบบนี้เหมือนกัน

“เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อนะ แต่เรากลัวว่ามันจะมองดูเหมือนบ้านไม่เสร็จรึเปล่า” ปุยพูดยิ้ม ๆ

“เราคิดในใจว่า ถ้าแม่มาเห็นบ้าน แม่ด่าแน่เลย… แต่สรุปแม่มาเห็น แม่ชอบว่ะ” ทุกคนฮาครืนกับจังหวะตลกของเธอ “แม่บอกว่า รู้ว่าเขาตั้งใจ บ้านเสร็จขนาดนี้แล้วทิ้งอันนี้ไว้ ตั้งใจอยู่แล้ว”

“เหมือนกินสเต๊กน่ะ กึ่งสุกกึ่งดิบ Medium Rare” วิทย์ปิดท้าย “เจ้าของบ้านเขาเปิดใจกันนะ ถ้าเขาไม่เปิดใจ ไม่ได้ขนาดนี้หรอก” 

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

Make yourselves at home

คอนเซ็ปต์หลักของบ้านที่สำคัญคือ Circulation (ทางสัญจร) ที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่ทางเข้าบ้านไปยังบันได แล้วส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของบ้าน ซึ่งเมื่อบ้านโปร่ง ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าทางเชื่อมถึงกัน นี่เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของสถาปนิก

บันไดที่เห็นไม่ใช่ตำแหน่งเดิม วิทย์บอกว่าเขาไม่อยากให้บันไดเก่าที่กว้าง 80 เซนติเมตรของโรงงานมาบังคับสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ใหม่

“คือถ้ารีโนเวตโรงงานเย็บผ้าเป็นร้านกาแฟแสนเก๋ ก็อาจจะคงไว้ได้ เพราะอาจจะไม่อยากใช้งบประมาณเยอะ ทำนิดหน่อยก็สวยแล้ว ถ้าเป็นบ้าน มันซับซ้อนกว่านั้น ก็เลยเอาบันไดเดิมออกดีกว่า” ส่วนชั้น 1 ที่เดิมเป็นชั้นฝ้าสูง ก็ถูกซอยออกเป็นหลาย ๆ ชั้นลอย แบ่งกันไปแต่ละโซนการใช้งาน

จริง ๆ แล้วพื้นที่การใช้งานของบ้านก็คงน้อยกว่าโรงงานเยอะเลยใช่ไหม

“ใช่ พอเราเอาความต้องการทั้งหมดของเจ้าของบ้านมาตีเป็นตารางเมตร มันน้อยกว่าที่ตัวอาคารเดิมมี ก็เลยทุบพื้นได้ ตรงโจทย์ที่เราอยากให้บ้านโปร่ง

“มันค่อนข้างต่างจากโปรเจกต์ทั่วไปที่เคยทำ ถ้าเป็นบ้านในเมือง คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป มีแต่คนอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่สูงสุด (Maximize Space) เพราะที่ดินสำหรับปลูกบ้านค่อนข้างแพง แต่อันนี้เหมือนโจทย์มันกลับกัน เป็น Minimize Space”

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ
โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

อีกอย่างที่เราสนใจก็คือความเป็น ‘Compact Living’ ของที่นี่ อย่างที่เราเล่าไปแต่แรกว่า เจ้าของบ้านทั้งสองคุ้นชินกับการอยู่คอนโดมิเนียม เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง สถาปนิกจึงตีโจทย์นั้นเป็นพื้นที่ของบ้าน ให้ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือเดินหากันง่าย อย่างที่เห็นในพื้นที่ชั้นบนสุดของบ้าน ซึ่งวางแปลนให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน

นอกจากห้องทานข้าวที่เรานั่งคุยกันอยู่แล้ว ก็มีห้องนอนใหญ่ ห้องนอนลูกในอนาคต ห้องนอนแขก ห้องทำงานของปุยกับเซ็บแยกกันตามที่อยากได้ตอนแรก ห้องสมุด แล้วก็ห้องพิเศษที่เรียกว่า Sunday Room

เจ้า Sunday Room ก็คือคอนโดย่อม ๆ ในนั้นประกอบไปด้วยโซฟา โทรทัศน์ และเคาน์เตอร์ ครัวเล็ก ๆ สำหรับเตรียมอาหาร สำหรับวันอาทิตย์อันแสนขี้เกียจ ทั้งคู่อยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องลุกไปไหนเลย เราฟังแล้วก็แอบอิจฉาในใจ ถ้ามี Sunday Room เป็นของตัวเองบ้าง จะเข้าไปอยู่จนเป็น Everyday Room เลย

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

วิทย์บอกว่าสิ่งที่ยากในการปรับปรุงอาคาร คือการทำให้ความไม่เรียบร้อยดูเรียบร้อยขึ้นมา หากปรับปรุงอาคารเป็นบาร์ ก็ยังใช้การออกแบบไฟช่วยได้ แต่หากเป็นบ้านแล้วก็จะสว่าง เห็นชัดเจนทุกอย่าง

“เราต้องเก็บให้ถูก เอาออกให้ถูกด้วยนะ” พลอยเสริมถึงความยาก “เรารู้อยู่แล้วว่าห้องแถว สิ่งที่ไม่ดีคือการไหลเวียนและถ่ายเทของอากาศ ซึ่งสิ่งที่เราจะเก็บก็คือไม่ใช่สิ่งนั้น เราจะทำยังไงให้สิ่งที่ดียังอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ควรจะมีหายไป

“การรีโนเวตต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น”

จากโรงงานยุคเก่ากว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นบ้านของคู่รักที่อยู่กันด้วยแนวคิดใหม่ นับว่าที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงมาไกลจากจุดเดิมมาก บ้านท้ายซอยถนนจันทน์หลังนี้ดูผิดหูผิดตาไปเยอะ

ไม่ใช่แค่ปุยและเซ็บ คุณป้าข้างบ้านก็คงสดชื่นกับบรรยากาศนี้เหมือนกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load