เครื่องชงเอสเปรสโซ่ส่งเสียงดังครืนเป็นระยะ หน้าเคาน์เตอร์บาร์สเตนเลสขนาดใหญ่มีพนักงานออฟฟิศนั่งล้อมวงสนทนาท่าทางออกรส ห่างออกไปชิดผนังกระจก ชายหนุ่มตกอยู่ในโลกส่วนตัวกับคอมพิวเตอร์แบบพกพา และดูเหมือนใครก็ตามที่เพิ่งแวะเวียนเข้ามาต่างอยากมีรูปถ่ายคู่กับสักมุมของร้าน เช่นหญิงสาววัยรุ่นด้านนอกที่ถือแก้วกาแฟเดินหมุนไปรอบๆ เพื่อหามุมเข้าตา ก่อนหยุดฉีกยิ้มร่าให้กับกล้องสมาร์ทโฟน 

The Baristro แบรนด์กาแฟที่โตเป็น 8 สาขาภายใน 7 ปี ในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่

ต่อ-ธนิต สุวณิชย์ นัดผมที่ The Baristro Asian Style ร้านสาขาใหม่หมาด ภายใต้แบรนด์ธุรกิจกาแฟ ‘The Baristro’ ของเขา ซึ่งกำลังย่างเข้า 7 ขวบปี แต่ขยับขยายไปแล้วถึง 8 สาขา การเติบโตแบบก้าวกระโดดสวนทางการทยอยปิดตัวลงของธุรกิจเดียวกันในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่ และความมุ่งมั่นพิสูจน์ว่า ร้านกาแฟสวยก็เสิร์ฟกาแฟที่ดีได้ คือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจชักชวนเขามาพูดคุยกัน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวการปลุกปั้นธุรกิจ แนวคิดการจัดการ กระทั่งมุมมองสร้างสรรค์ ซึ่งพาคาเฟ่แห่งนี้ให้สามารถครองใจเหล่า Café Hopper รวมถึงคอกาแฟสายจริงจังที่อยากลองเปิดประสบการณ์กับกาแฟพิเศษเกือบ 70 ชนิด จากเมล็ดนำเข้าและเมล็ดจากแหล่งปลูกคุณภาพฝีมือเกษตรกรท้องถิ่นไทย

The Baristro แบรนด์กาแฟที่โตเป็น 8 สาขาภายใน 7 ปี ในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่
The Baristro แบรนด์กาแฟที่โตเป็น 8 สาขาภายใน 7 ปี ในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่

ไม่ใช่เรื่องช้า

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 6 ปี ท่ามกลางบรรยากาศตื่นตัวของธุรกิจร้านกาแฟที่ผุดขึ้นตามหัวมุมถนนและย่านแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์กทั่วเมืองเชียงใหม่ เวลานั้นต่อประความสำเร็จในการก้าวเข้ามาบริหารบริษัททราเวล เอเจนซี่ ของครอบครัว ควบคู่กับขยายสาขา กู โรตีและชาชัก เพิ่ม 3 สาขา และความที่คลุกคลีอยู่กับกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ก็มักทำให้เขาได้รับฟังมุมมองของนักท่องเที่ยวที่มีต่อเมือง หนึ่งในนั้นคือเรื่องธุรกิจร้านกาแฟเชียงใหม่ ซึ่งหลายเสียงพูดทำนองเดียวกันว่า

“ถ้าเป็นร้านที่สวยกาแฟจะไม่อร่อย ส่วนร้านที่กาแฟอร่อยจะไม่ค่อยสวย”

นี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นช่องว่างโอกาส พลางตั้งโจทย์คำถามว่า ทำไมไม่มีใครพยายามผลักดันทั้งสองอย่างให้เดินไปคู่กัน ประกอบกับความชื่นชอบออกแบบตกแต่งร้านป็นทุน รวมถึงสังเกตเห็น Pain Point ของร้านกาแฟยุคโน้นที่ไม่ค่อยนิยมทำห้องแอร์สำหรับรองรับลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพราะเชียงใหม่อากาศหนาวเย็นแค่ 3 – 4 เดือน ก่อนผลัดสู่ฤดูร้อน ฝน หรือฝุ่นควัน เหตุนี้ต่อจึงตัดสินใจลงมือขีดเขียนคำตอบด้วยการตั้งไข่ร้านกาแฟสาขาแรกขึ้นมา แม้เพิ่งหัดกินกาแฟได้ไม่นานเกินกว่า 1 เดือน

The Baristro แบรนด์กาแฟที่โตเป็น 8 สาขาภายใน 7 ปี ในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่

“จริงๆ ตอนนั้นมีคนเตือนเราเยอะเหมือนกันนะว่า คิดจะทำธุรกิจที่มีคู่แข่งขนาดนี้ แถมประสบการณ์ก็ไม่มี จะไหวเหรอ แต่พอย้อนมองว่าตอนทำร้าน กู โรตีฯ ช่วงแรก เราก็ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจอาหารมาก่อนเหมือนกัน แต่อาศัยเรียนรู้จากการชิม ลองผิดลองถูก จนสร้างสรรค์หลายเมนูอร่อยประจำร้าน เลยคิดว่าถ้าอยากเข้าใจธุรกิจกาแฟบ้างก็น่าจะต้องเริ่มจากขยันชิม

“ดังนั้น หนึ่งเดือนก่อนเปิดร้านเราจึงตั้งเป้ากินกาแฟทุกวัน มากสุดราววันละยี่สิบแก้ว เพื่อศึกษาให้รู้ว่ากาแฟที่ดีกับไม่ดีแตกต่างกันยังไง”

ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย

อีกตัวแปรที่เสริมความเชื่อมั่นของต่อคือ สายตาที่เปรียบกาแฟคล้ายกับวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งมีข้อมูลใหม่ๆ ให้เก็บเกี่ยวไม่ขาดสาย หากรู้จักเปิดรับและปรับปรุงพัฒนา การเริ่มต้นกินกาแฟตอนอายุ 37 ก็ไม่ใช่เรื่องช้า และเป็นไปได้ที่จะพาธุรกิจนี้ให้อยู่รอดตลอดฝั่ง

ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย

สวยด้วย อร่อยด้วย

ร้านกาแฟโปร่งโล่ง โทนสว่าง บรรยากาศสบาย ที่ตั้งเคียงร้าน กู โรตีและชาชัก ในโครงการจริงใจมาร์เก็ต สาขาประเดิมนี้เลยมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า The Baristro by Guu ต่อเล่าว่า ช่วงต้นเขายังเลือกแบ่งรับแบ่งสู้ จึงวางที่นี่ให้เป็นทั้งร้านกาแฟ พื้นที่รับรองลูกค้าเพิ่มเติมจากร้านโรตี และเสมือนห้องทดลองเล็กๆ สำหรับพัฒนาคุณภาพและบริการของแบรนด์ธุรกิจกาแฟน้องใหม่ ก่อนจับจุดขายแรกได้จากการริเริ่มเสริมเมล็ดแบบคั่วกลาง

ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย
ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย

“เราพยายามหารสชาติที่ถูกใจคอกาแฟ ด้วยการตระเวนชิมกาแฟร้านต่างๆ ที่ว่ากันว่าอร่อย ประกอบกับสังเกตพฤติกรรมลูกค้า จนพอคาดเดาแนวโน้มได้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร แล้วนำมาปรับใช้ในธุรกิจ อีกอย่างยุคนั้นกาแฟมีแค่สองระดับการคั่วหลัก คือ คั่วเข้มกับคั่วอ่อน เราเลยลองผลิตคั่วกลางขึ้นมา พร้อมกำชับพนักงานให้ถามลูกค้าเสมอว่าต้องการเมล็ดแบบไหน เพื่อเพิ่มทางเลือก เติมความใส่ใจ และโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น” 

ภายใน 8 เดือน ร้านสาขาแรกก็ติดตลาด ผลตอบรับที่น่าชื่นใจ ทำให้ปีถัดมาต่อวางเดิมพันสาขา 2 บนทำเลทองย่านนิมมานเหมินท์ โดยตั้งเป้ากระตุ้นสร้างการรับรู้แบรนด์และเจาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ด้วยการชูภาพลักษณ์ของการเป็นร้านกาแฟร้านดีไซน์สวย รสชาติดี ที่สำคัญคือมีบริการ Co-working Space เพื่อตอบรับเทรนด์ Digital Nomad เป็นร้านแรกๆ ของเมือง

ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย
ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย

“พอเปิดสาขาที่สอง ร้านเราก็เริ่มมีลูกค้าต่างชาติอุดหนุนคึกคัก นั่นถือเป็นจุดที่ทำให้เราเล็งเส้นชัยไว้ตรงที่การขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศ แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เราวางแผนว่าจะต้องสร้างสาขาในเมืองไทยให้สำเร็จประมาณเก้าสาขา”

ปัจจุบันธุรกิจ The Baristro เดินทางมาถึงสาขาที่ 8 และนับตั้งแต่สาขาแรกมาจนกระทั่งล่าสุด เขาใช้เวลาเพียง 6 ปี ต่อแย้มว่ากุญแจ 2 ดอกหลักที่มีส่วนให้กิจการของเขาเติบโตรวดเร็วเช่นนี้ คือ

หนึ่ง คุณภาพของกาแฟที่พิถีพิถัน ซึ่งเกิดจากความพยายามคัดสรรเมล็ด ยกระดับรสชาติ และจริงจังกับทุกกระบวนการผลิต โดยไม่ยึดติดอยู่กับความคิดหรือหลักการเดิมๆ 

สอง การออกแบบตกแต่งร้านที่โดดเด่น สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง และเน้นเข้าถึงความต้องการของคนทุกกลุ่ม 

แตกต่างอย่างสร้างสรรค์

​หากนึกถึงร้านกาแฟแฟรนไชส์ สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักติดภาพคือสไตล์การออกแบบตกแต่งร้านที่ดูคล้ายคลึงกัน อันช่วยสะท้อนลักษณะเฉพาะของแบรนด์ สร้างความคุ้นเคยหรือความเชื่อมั่น ทว่าสำหรับต่อกลับคิดตรงกันข้าม เพราะเขาเลือกออกแบบตกแต่งร้านแต่ละสาขาให้แตกต่าง จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่มีความน่าสนใจตามแบบฉบับ The Baristro

“เราออกแบบร้านกาแฟจากความเชื่อที่ว่า คนเรามีความชอบและความรู้สึกในแต่ละวันไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าเกิดวันนี้เขาอยากได้บรรยากาศสุขุม เรียบนิ่ง ก็อาจเลือกไป The Baristro At Train Station หรืออยากชิลล์ๆ เป็นส่วนตัวหน่อย ก็คงเหมาะกับทิวทัศน์ริมแม่น้ำปิงที่ The Baristro at Ping river”

ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย
ความสำเร็จของ 'The Baristro' แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย

ต่อเสริมว่าทุกสาขายังคำนึงถึงการออกแบบที่สอดรับกับบริบทของพื้นที่และสภาพแวดล้อมโดยรอบ ยกตัวอย่างสาขาล่าสุด The Baristro Asian Style คาเฟ่ร่วมสมัยที่หยิบจับความหลงใหลในการตกแต่งสไตล์มินิมอลและโมเดิร์น มาผสานเข้ากับโครงสร้างและเฟอร์นิเจอร์จากไม้สัก ไม้เต็ง หินภูเขา ซึ่งไม่เพียงถ่ายทอดบรรยากาศความเป็นเอเชียที่คนไทยส่วนใหญ่เคยคุ้นจากญี่ปุ่น เกาหลี จีน ตลอดจนมนตร์เสน่ห์ท้องถิ่นเชียงใหม่ได้อย่างเก๋ไก๋ แต่ยังกลมกลืนไปกับธรรมชาติเขียวขจีของทำเลที่ตั้งบริเวณเชิงดอยสุเทพอย่างลงตัว

“การออกแบบตกแต่งร้านเป็นงานสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะการทำร้านสวยจะดึงดูดให้คนอยากถ่ายรูปและแชร์ ซึ่งผลพลอยได้คือช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น อีกอย่างร้านกาแฟสำหรับเรามันไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่เป็น Third Place ที่ให้คนมาใช้ชีวิต พบปะพูดคุย ประชุม หรือนั่งทำงาน การออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสมกับความต้องการต่างๆ ก็จัดเป็นรายละเอียดที่ควรใส่ใจ

“เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ขายให้ตัวเรา อย่างบางร้านอาจไม่อยากให้ลูกค้านั่งนาน แต่สำหรับเรามองว่า คนไปร้านกาแฟก็อยากนั่งสบายๆ มีมุมให้ทำงานสะดวก แสงสว่างเพียงพอ ฉะนั้น ทุกการออกแบบเราจะตั้งต้นจากการคิดเสมอว่า ถ้าเราเป็นลูกค้าเราจะชอบแบบไหน นี่คือหัวใจในการออกแบบร้านของเรา”

เหนืออื่นใด ความรวดเร็วและรสชาติ ก็เป็นแกนหลักของงานบริการที่สร้างความประทับใจ ความเชื่อมั่น และสนับสนุนธุรกิจให้เติบโต โดยต่อกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดพนักงานที่มีศักยภาพ ซึ่งหาใช่พนักงานที่เก่งกาจ แต่เป็นพนักงานที่เปิดกว้างและเข้าใจในเป้าหมายของธุรกิจ 

The Baristro แบรนด์กาแฟที่โตเป็น 8 สาขาภายใน 7 ปี ในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่
The Baristro แบรนด์กาแฟที่โตเป็น 8 สาขาภายใน 7 ปี ในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่

“งานบริการที่ดีเกิดจากการที่พนักงานทุกคนพร้อมก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน เจ้าของธุรกิจจึงมีหน้าที่ทำให้พวกเขาเข้าใจ และเชื่อมั่นในจุดหมายปลายทางธุรกิจด้วย สิ่งแรกที่ผมชอบถามน้องๆ ทุกคนตอนเข้ามาสมัครงานคือ ข้อดี-ข้อเสียของตัวเอง เพราะในวันที่เขาทำงานผิดพลาด แล้วยอมรับข้อเสียตัวเองได้ มองข้อดีตัวเองเป็น และพร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ๆ เขาจะพัฒนาไปได้ไกลกว่า

 “ตั้งแต่ทำร้านมา มีพนักงานออกจากองค์กรแค่หกถึงเจ็ดคนเท่านั้น ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเราทำให้ทุกคนได้รับความมั่นคง และมองเห็นอนาคตที่จะเติบโตไปพร้อมกัน”

สำหรับความรวดเร็ว เขายกตัวอย่างให้ฟังว่าทางร้านเคยรับลูกค้า 100 กว่าคนภายใน 2 ชั่วโมง และทำเครื่องดื่มครบตามจำนวนโดยใช้เวลาเพียง 30 นาที ส่วนเรื่องรสชาตินั้น ทุกวันนี้ที่นี่มีเมล็ดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee Bean) ระดับโลกให้ลูกค้าเลือกลิ้มลองเกือบ 70 ชนิด ซึ่งเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ 

ทั้งเมล็ดนำเข้าและเมล็ดจากแหล่งปลูกขึ้นชื่อในไทย อาทิ เทพเสด็จของจังหวัดเชียงใหม่ ห้วยน้ำดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปางขอนของจังหวัดเชียงราย และเลอตอโกลของจังหวัดตาก เพื่อสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น โดยทุกชนิดล้วนผ่านการคัดสรรคุณภาพ ก่อนนำมาคั่วพิถีพิถันในโรงคั่วสาขา Ping river ให้ครอบคลุมความชื่นชอบของทุกกลุ่มลูกค้า ตั้งแต่คนที่ดื่มประจำวัน ไปจนกระทั่งคนที่จริงจังกับการกินกาแฟ ซึ่งในประเภทหลังยังรวมถึงกลุ่มสั่งซื้อเฉพาะเมล็ดกาแฟที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเคยแตะพันออเดอร์ต่อเดือน

The Baristro แบรนด์กาแฟที่โตเป็น 8 สาขาภายใน 7 ปี ในเมืองปราบเซียนอย่างเชียงใหม่

ก้าวสำคัญ

“เราเชื่อว่าถ้าคิดขยายสาขาออกไปต่างประเทศ จะต้องสร้างแบรนด์ตัวเองให้แข็งแรงก่อน ฉะนั้น สาขาแปดที่เรานั่งคุยกันอยู่ตอนนี้ จึงเป็นสาขาที่ตั้งใจสร้างให้เป็นร้านกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่”

แม้จะเพิ่งเปิดทำการได้เพียงเดือนกว่า กิจการสาขา Asian Style ของต่อก็ได้รับการจากลูกค้าอย่างน่าชื่นใจ ด้วยจำนวนลูกค้าที่แวะเวียนมาอุดหนุนสูงสุด 800 คนต่อวัน เต็มจำนวนเก้าอี้ซึ่งจัดสรรไว้รองรับ 150 ที่นั่ง จนต้องเร่งปรับแผนปลูกอาคารรับรองลูกค้าเพิ่มเติม ซึ่งหากเสร็จสรรพ เฉลี่ยที่นั่งทั้งร้านจะเหลือเฟือกว่า 400 ที่นั่ง

ต่ออธิบายหมุดหมายของการสร้างร้านกาแฟใหญ่โตแห่งนี้ว่า เขาต้องการขยับเพดานการรับรู้ของผู้คนต่อแบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น ก่อนเตรียมปักหมุดเปิดสาขาถัดไปข้างแบรนด์กาแฟระดับสากลอย่าง Starbucks ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ และเป็นเกณฑ์ชี้วัดว่า The Baristro พร้อมหรือไม่ หากคิดจะขยายตลาดสู่ต่างแดน

“ทุกวันนี้ถ้าผมอยู่เชียงใหม่ ไม่เคยมีวันไหนที่ไม่เข้าร้าน ในหนึ่งวันผมมีภารกิจต้องชิมกาแฟทุกสาขา ตรวจเช็กระบบการจัดการ และสังเกตสิ่งที่ควรปรับพัฒนา เพราะนี่คือก้าวสำคัญ หากคุณภาพและบริการยังไม่ถึงขั้น เราจะไม่ยอมเปิดสาขาที่เก้าเด็ดขาด” ต่อกล่าวหนักแน่น ก่อนสรุปแนวคิดการทำธุรกิจปิดท้าย

 “เมื่อก่อนผมเคยบอกกับทุกคนว่า ร้านกาแฟเปิดไปเถอะ เปิดยังไงก็มีกำไร แต่ในยุคนี้ผมคิดว่าการที่จะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องใส่ใจมัน เข้าใจมัน และรู้จักลูกค้าของคุณให้ดีพอ เพราะไม่ว่าความสุข ลูกค้า หรือผลกำไร ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความทุ่มเท”

ความสำเร็จของ The Baristro แบรนด์กาแฟเชียงใหม่ที่ตั้งใจเสิร์ฟกาแฟดีในร้านงาม ล้มคำสบประมาทว่าคาเฟ่สวย กาแฟจะไม่อร่อย

Lessons Learned

  • ไม่มีคำว่าสายเกินในการเริ่มต้นธุรกิจ หากหมั่นเเรียนรู้ เปิดรับ ไม่ยึดติดอยู่กับความคิดหรือหลักการเดิมๆ และพร้อมสำหรับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
  • ธุรกิจบริการ คือธุรกิจที่ตอบสนองความคาดหวังและความพึงพอใจ หลักในการบริหารธุรกิจนี้จึงอยู่ที่การสร้างสรรค์บริการอย่างเข้าใจความต้องการแท้จริงของลูกค้า
  • งานบริการที่ดีเกิดจากการที่พนักงานทุกคนพร้อมก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน เจ้าของธุรกิจจึงมีหน้าที่ทำให้พวกเขาเข้าใจและเชื่อมั่นในเป้าหมายธุรกิจ รวมถึงสร้างความมั่นคงและมองเห็นอนาคตที่จะเติบโตไปพร้อมกัน

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

29 พฤศจิกายน 2564
5K

Johnson & Johnson, P&G, Unilever, Colgate, Kao, Boots หรือแม้กระทั่งแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงอย่าง SNAILWHITE, อ้วยอันโอสถ, โอสถสภา, ห้าตะขาบ, ดอกบัวคู่ ชื่อที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมดนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง ทั้งหมดเป็นลูกค้าของบริษัท ‘Specialty Natural Products’

Specialty Natural Products (SNP) คือผู้ผลิตสารสกัดและสารตั้งต้นจากสมุนไพรไทยสำหรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวชสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เป็นที่ยอมรับและเลือกใช้ของแบรนด์ระดับแนวหน้าของประเทศและโลกมากมาย

เมื่อเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา หลายครั้งสมุนไพรก็มักถูกลืมเลือน เพราะมีสารเคมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่บริษัทนี้ยอมให้เกิดขึ้น 

ด้วยการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับสมุนไพรไทย Specialty Natural Products จึงสร้างนวัตกรรมและเพิ่มคุณค่าให้กับสมุนไพรไทย จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

วันนี้ The Cloud จึงอยากเชิญชวนทุกท่านรู้จักกับ แพน-ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Specialty Natural Products ผู้อยู่เบื้องหลังการปลูกธุรกิจนี้ให้เติบโตจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

เบื้องหลังการปลูกธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจะต้องตั้งใจรดน้ำดูแลแค่ไหน เชิญชมกันได้เลย

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

หว่านเมล็ด

ธุรกิจนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ คุณแม่ของแพน ได้ทำธุรกิจไร่ชาพร้อมครอบครัว และเห็นโอกาสว่าเมื่อทรัพยากรจากธรรมชาติโดนแดด ฝน ลม อากาศ จะทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ เปลี่ยนสภาพไป และหลายครั้งก็ทำให้คุณประโยชน์ที่ดีหายไปเช่นเดียวกัน 

ประกอบกับความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพ ที่จะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ซึ่งประเทศไทยเองมีจุดแข็งเรื่องการเกษตร มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้หลากหลายชนิด เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน จึงเกิดบริษัท Specialty Natural Products ขึ้นมา

“อะไรก็ตามที่ปลูกในประเทศไทย เราเชื่อว่าดีที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าจะดิน น้ำ อากาศ สมบูรณ์มาก แล้วก็ยังต่อยอดหรือเพิ่มมูลค่าได้ อย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของประเทศเราคือภูมิปัญญาพื้นบ้าน มันคือเสน่ห์ คือวัฒนธรรม พอเอามาบวกกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว Specialty Natural Products เลยเน้นในเรื่องการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัยต่าง ๆ มาบวกกับทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาหรือลดความเจ็บป่วยของของมนุษย์ โดยที่ควบคุมคุณภาพได้จากต้นทางจนถึงปลายน้ำ”

แม้ว่าในวันนี้แพนจะเชื่อมั่นในสมุนไพรไทยเต็มที่ แต่เชื่อไหมว่าในวันแรกเริ่ม แพนก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่ยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยขนาดนั้น 

“เราคิดว่ามันดีแหละ แต่ไม่น่าดีถึงขั้นเห็นผลขนาดนั้น ยังไงยานอกน่าจะเร็วกว่า น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า เราก็เลยไปพิสูจน์ พอวันนั้นลองใช้เอง เห็นว่ามันดีจริง ๆ แล้วก็สงสัยต่อว่าทำไมถึงดี อยากเข้าใจว่าทำไมใช้อันนี้ถึงดีกว่าใช้ของนำเข้าตั้งหลายอย่างด้วยซ้ำ 

“แล้วพอได้เข้ามาคลุกคลี ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจ ทุกวันนี้คือรักไปเลย หลงใหลไปเลย เห็นอะไรก็อยากให้เอามาใช้ อยากให้มันสร้างประโยชน์ได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รากงอก

ก่อนจะก้าวเข้ามาช่วยงานคุณแม่ในบริษัทนี้ แพนเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีประยุกต์ อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่าเธอเลือกเรียนคณะนี้เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็นทายาทรุ่นสอง แต่ไม่ใช่

ย้อนกลับไปตอนที่ต้องเลือกคณะในมหาวิทยาลัย เธอยอมรับว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีความคิดจะรับช่วงต่อธุรกิจ แต่เพราะมองว่าเคมีเป็นสิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย 

จนกระทั่งก่อนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวะชีวิตก็ได้พาเธอเข้ามาในบริษัท พร้อมกับนำความท้าทายมาให้อย่างไม่คาดคิด 

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

“ตอนนั้นเราทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ผู้บริหารในบริษัทลาออกไปพอดี จนไม่มีผู้บริหารมาหลายเดือน คุณแม่เลยบอกให้ลองเข้าไปช่วยหน่อย เราก็เข้าไปแบบชั่วคราว ระหว่างรอสมัครงานที่บริษัทต่างชาติ ข้อดีคือบ้านเราจะปล่อย ถ้าตรงนี้ให้เราทำ แม่ก็ไม่เข้าเลย แทนที่จะรีบไปสัมภาษณ์คนใหม่ เขาก็กล้าเสี่ยงกับเราระดับหนึ่ง ปล่อยให้เราลองผิดลองถูก ซึ่งก็ทำผิดเยอะนะ 

“ตอนนั้นบริษัทยังไม่ใหญ่ มีพนักงานอยู่ประมาณสามสิบต้น ๆ เราเข้าไปได้ไม่ถึงเดือน พนักงานลาออกหมดเลย เหลือไม่ถึงยี่สิบคน”

ในวัยเพียง 21 ปี ผู้บริหารสาวต้องเจอกับปรากฏการณ์ที่พนักงานลาออกไปกว่าครึ่งบริษัทด้วยเหตุผลส่วนตัว ทำให้เธอต้องสร้างทีมใหม่ ซึ่งแทบไม่ต่างจากการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง 

“สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น คือให้เวลากับตัวเอง ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหน ตอนนั้นบริษัทขายของไม่ได้เพราะไม่มีคน ก็สัมภาษณ์ ค่อย ๆ เทรน เราทำไม่เป็นก็ลงไปทำกับเขาเลย เข้าไปลองจับเอง ทำเองกับทีมใหม่ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมา”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รดน้ำ พรวนดิน

ขั้นตอนต่อไปคือการวางรากฐาน อันจะเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงบริษัทให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

‘งานวิจัยขึ้นหิ้ง’ คือคำที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับ Specialty Natural Products งานวิจัยของที่นี่ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นความเชี่ยวชาญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสิ่งที่ขายได้จริง

“เราเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ทำงานวิจัยขึ้นหิ้งเหมือนกัน เพราะโตมาในวิธีการสอนที่ว่า วิทยาศาสตร์ถ้าจะให้เจ๋ง ต้องทำได้ดีที่สุดในห้องแล็บ ผลวิเคราะห์ต้องดีและประสบความสำเร็จ แล้ว Mindset นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้งานวิจัยแต่ละอันขึ้นหิ้ง เพราะคุณต้องการของที่บริสุทธิ์ ละเอียด และแปลกที่สุด แต่ถามว่าเอาไปใช้ทำอะไร 

“บางครั้งการทำงานวิจัยที่ดูดีและแตกต่าง มันนำกลับมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ยาก ดังนั้น ถ้าเราประนีประนอมลงมาหน่อย แต่คุณสมบัติยังอยู่ มันก็เอาไปประยุกต์ต่อได้ แค่เปลี่ยนวิธีคิดตอนทำการทดลอง ว่าไม่จำเป็นต้องดี แปลก หรือเท่ที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์ ขยาย และเอาไปใช้ในชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้ในการทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้”

การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานวิจัย ทำให้แพนและทีมเปลี่ยนสมุนไพรหลายชนิด ให้กลายมาเป็นสารสกัดและนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เมื่อคิดได้ ก็ต้องลงมือทำได้ 

แพนเริ่มหาวิธีควบคุมการปลูกสมุนไพร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสกัดที่มีคุณภาพ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพืชสมุนไพรธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ ในหลาย ๆ ครั้ง การเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันแต่คนละปี ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน 

“เราเริ่มจากเอาวิสาหกิจชุมชน กลุ่มหมู่บ้าน มาเป็นตัวกลาง ให้ซื้อวัตถุดิบจากจังหวัดเดิม แหล่งปลูกเดิมมาก่อน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ใกล้เคียงกันที่สุด เรามีองค์ความรู้ด้านการปลูก บางงานอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างเหมือนชาวบ้าน แต่เราต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำได้ การที่ทำงานคลุกคลีกับเขามากยิ่งขึ้น ทำให้เริ่มวางแผนการปลูกให้เขา เพื่อเราจะได้นำมาใช้ผลิตได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เมื่อเริ่มควบคุมการผลิตโดยการให้ความสำคัญกับชาวบ้าน เช่น เข้าไปช่วยตรวจดินและให้ความรู้ต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือทำให้ผลผลิตของชาวบ้านออกมาได้ดีกว่าเดิม 

แพนก่อตั้งโครงการ ‘แทนคุณไทย’ ขึ้นมา 

“กลุ่มพนักงานที่รักในการปลูกจะเข้าไปช่วยคิดวิธีการ ทำอย่างไรให้สารสำคัญสูงขึ้น เพราะว่าจะนำมาลดต้นทุนการผลิตได้ ในขณะเดียวกันก็ซื้อในราคาแพงขึ้นได้นะ เพราะว่าต้นทุนเราไม่ได้ขยับ ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรที่เริ่มเข้าโครงการก็จะทำงานน้อยลง และได้เงินเยอะขึ้น” 

นอกจากนี้ บริษัทยังทดลองปลูกเองเพื่อนำร่อง และค้นหาวิธีที่จะทำให้ได้สารสำคัญจากสมุนไพรมากขึ้น ก่อนจะนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

“สิ่งที่เรากำลังทำก็คือการทำงานร่วมกัน เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง เขาปลูกเก่งกว่าก็ให้เขาปลูกไป โตไปด้วยกัน ถ้าทำเองทุกอย่างก็ตายพอดี” เธอหัวเราะ “แต่เราเอาทุกอย่างที่คนเก่งทำมารวมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าตอนจบได้ ถ้าทำงานแล้วคนรอบ ๆ ตัวมีความสุขด้วย มันเหมือนเกิดมาแล้วมีคุณค่า ทุกวันนี้ หลายวิสาหกิจ หลายหมู่บ้าน เขาไม่ต้องเข้ามาทำงานโรงงานแล้ว เขามีอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจปลูกสมุนไพรของตัวเอง 

“เรารู้สึกชื่นใจที่ทำให้เขามีอาชีพเลี้ยงชีวิต ซึ่งยั่งยืนกว่า” 

ณ วันนี้ โครงการแทนคุณไทยเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปแล้วกว่า 200 ครัวเรือน และในอนาคตตัวเลขนี้ก็ยังจะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เติบใหญ่

เปลี่ยนสมุนไพรให้เป็นสินค้าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การขายและสร้างความเชื่อมั่นในสมุนไพรเป็นเรื่องยากกว่า และความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อความเข้าใจต้องใช้เวลา ในโลกธุรกิจ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมาก

“สิบกว่าปีที่แล้ว วัตถุดิบมักเป็นของนำเข้าหมดเลย เป็นวัตถุดิบที่จริง ๆ ไม่ต่างจากสารสกัดในประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากฝรั่งเศสกิโลกรัมละแสน ญี่ปุ่นกิโลกรัมละห้าหมื่น นำเข้ามาบวกภาษีเข้าไป หน้าที่ของเราคือเอามาผสม แปะแบรนด์เขา เขาเอาออกไป แล้วก็กลับเข้ามาขายในประเทศไทยอีก” แพนเล่าถึงสิ่งที่พบในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ

“ที่เรามองเห็นคือต้นไม้จากเทือกเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ข้างในนั้นมีสารเหมือนกับสิ่งที่ปลูกได้ในเขาค้อบ้านเรา แต่ว่าต้นทุนเราถูกกว่ามาก

“Made in Thailand ยี่สิบปีที่แล้วกับวันนี้ต่างกันมาก ปัญหาคือคำว่า ‘ผลิตในประเทศไทย’ คนไทยไม่เชื่อ แต่ญี่ปุ่นเชื่อนะ มันใช้เวลานานมากกว่าที่จะทำให้เขาเปิดใจรับ ซึ่งก็มีคนไทยส่วนหนึ่งที่รับ และส่วนต่างประเทศที่รับเร็วกว่า”

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

เป้าหมายของ Specialty Natural Products ในวันนี้คือการส่งออกได้เยอะที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยได้อีกด้วย

“ณ วันนั้นสิ่งที่เราทำคือ ถ้าคุณยังไม่เชื่อ งั้นเราส่งออกให้ดูก่อน ลูกค้าช่วงแรกก็จะมีต่างประเทศที่เราใช้เป็น Reference Brand หลาย ๆ ครั้ง ถามว่าเราขายได้กำไรไหม ณ วันนั้นคือแทบไม่ได้กำไรเลย แต่เราอยากได้ Reference เพื่อมาสื่อสารกับผู้บริโภคในไทย นั่นคือสิ่งที่เราทำ ทำไมคนไทยไม่ใช้ของที่ถูกกว่าแต่ดีเท่ากัน ในเมื่อต่างประเทศเขายังใช้เลย แล้วเขายังเอากลับมาขายด้วย นี่ก็คือสิ่งที่เราสื่อสารในช่วงแรก อีกสิ่งหนึ่งก็เหมือนกับสิ่งที่ทำให้เราเชื่อในสมุนไพรไทย คือเอาไปให้ลองใช้เลย ทำเป็นอะไรสักอย่างให้ไปลองดู ลองจับ ลองสัมผัส”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่มากมายเชื่อมั่นในบริษัทนี้ คือความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ

ลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ ธุรกิจต้องผลิตสิ่งที่ลูกค้าต้องการถึงจะขายได้ แต่แพนมองไปไกลกว่านั้น

“คือทุกวันนี้เราคิดแทนลูกค้าเลย เราเห็นลูกค้าเยอะมากว่าในแต่ละช่องทาง คนที่ประสบความสำเร็จเขามีกลุ่มลูกค้าเป็นยังไง ควรจะเป็นแบบไหน แล้วเราคิดแทนเขาต่อ เพราะต้องการให้ทุกคนที่มาผลิตกับเราประสบความสำเร็จ ของต้องดี อันนี้ชัวร์อยู่แล้ว เป็นพื้นฐาน แต่เราก็ช่วยคิดต่อด้วยว่า ถ้าจะขายลูกค้ากลุ่มนี้ มาร์เก็ตติ้งประมาณนี้ ใส่อะไรเพิ่มได้ในเรื่องของนวัตกรรม เราเชื่อว่าเราทำเต็มที่มาก ให้ลูกค้าเขาไปโฟกัสเรื่องตลาดเยอะ ๆ ไปสื่อสาร ไปเปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ ไม่ต้องห่วงเรื่องผลิตภัณฑ์ มั่นใจได้เลย” 

ด้วยความตั้งใจที่ใส่ลงไปในสินค้านี้ จึงทำให้ลูกค้ารายหนึ่งที่นำเอาสารสกัดจาก Specialty Natural Products ไปใช้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสูตรของผลิตภัณฑ์เลยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าธุรกิจ และรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ได้อย่างยาวนาน 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย
กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

กิ่งก้านสาขา

เมื่อวางรากฐานและสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการขยายบริษัท เหมือนกับต้นไม้ที่เติบใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขาออกไป

แพนได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นมาถึง 4 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทแม่ให้ยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

บริษัท Specialty Innovation รับจ้างออกแบบสูตรของสินค้าให้กับลูกค้าของ Specialty Natural Products เพื่อสร้างมูลค่าให้สมุนไพรไทยได้สูงที่สุด และทำให้สารสำคัญไม่ถูกทำลายไประหว่างกระบวนการผลิต 

บริษัท L-Solar ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างพลังงานเพื่อนำกลับมาใช้ในโรงงานผลิต จนทำให้บริษัทได้รับมาตรฐาน LEED Gold จากสหรัฐอเมริกา 

บริษัท Kanae Innovation ร่วมกับบริษัท Kanae จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น และทำมาจากวัสดุรีไซเคิล 

และบริษัท WellNovation ร่วมกับ สวทช. เปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ Colosure ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดตัวธุรกิจสำหรับตลาด B2C ครั้งแรกของกลุ่มบริษัท

“เป้าหมายทางธุรกิจของเราก็กลับไปแบบช่วงแรก คืออยากเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตรในประเทศไทย โดยส่งออกให้ได้เยอะ เพราะจะเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีที่สุด ในฝั่งของ Social Impact ก็อยากให้ยั่งยืน อยากให้คนที่เราทำงานด้วยมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นทีมของเราเอง หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ทำงานด้วยกันมา” แพนกล่าวถึงอนาคตของกลุ่มบริษัทหลังจากนี้ 

“อีกส่วนหนึ่งคือ ถ้าวันหนึ่งเราสร้างระบบได้ การขยายก็อาจจะต้องใช้เงินทุน เราก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัว LiVE Platform ที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีความสามารถในการปรับตัว ย่นระยะเวลาในการเติบโตไปได้ ทั้งเรื่องเน็ตเวิร์ก เงินทุน หรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ”

การหาเงินทุนนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของทุกธุรกิจ โดยสำหรับกลุ่มบริษัท Specialty Natural Products ก็ตั้งเป้าหมายที่จะนำ WellNovation เข้าในตลาด LiVE Exchange ด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างคุณค่าให้แก่สมุนไพรไทยต่อไป 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

Lessons Learned 

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหาร คือการสื่อสารและการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพราะหัวใจของการบริหารก็คือผู้คน
  • การสร้างนวัตกรรมต้องไม่กลัวที่จะผิดพลาด มิเช่นนั้นเราจะไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังลูกค้าด้วย 
  • การทำธุรกิจต้องไม่ยึดติด ถ้าอะไรเป็นโอกาสที่ดีควรคว้าเอาไว้ แต่ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีก็ต้องไม่ยึดติด เพราะอย่างไรมันก็จะผ่านไป ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี
  • เปิดตาให้กว้าง ไม่ว่าอะไรเข้ามาก็จะมีทางออกเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อและความมั่นใจให้กับตนเอง ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

Specialty Natural Products

Line ID : @snpthai  

โทรศัพท์ :  0 3845 8698 และ 08 6307 3610

Website : www.snpthai.com

Facebook : Specialty Natural Products – SNP

LiVE Platform แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs และ Startups เติบโตและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน www.live-platforms.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load