18 กุมภาพันธ์ 2563
70 K

กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังโฮมเมดอุ่นๆ ที่เพิ่งอบร้อนเสร็จ ลอยฟุ้งมาสัมผัสปลายจมูก

นี่เป็นคำทักทายแรกที่เราได้รับ เมื่อเดินเข้าตึกแถวขนาดหนึ่งคูหาย่านเสนานิคม ที่แบรนด์ ‘Dancing With A Baker’ ใช้เป็นแหล่งผลิตและพักพิงของขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล รสชาติกลมกล่อมและดีต่อสุขภาพ จำนวนหลายร้อยชิ้น ก่อนส่งตรงอย่างสดใหม่ถึงมือลูกค้าและร้านค้า ภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง

“ขนมปังของเราทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เดี๋ยวลองชิมดูสิ” 

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ตรัย สัสตวัฒนา และ พีรดา ศุภรพันธ์ คู่รักผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ทักทายเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนเตรียมขนมปังที่เพิ่งได้กลิ่นเมื่อสักครู่จัดวางลงจาน หั่นเป็นชิ้นเล็กพร้อมทาน และเกริ่นนำพาเราท่องเวลากลับไปสิบกว่าปีก่อน สมัยพวกเขาพบกันครั้งแรกที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งคู่เริ่มชีวิตการทำงานในเส้นทางกฎหมาย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานหลากหลาย บอกรักและแต่งงาน ก่อนตรัยเจอคำถามที่ทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเอง จนตัดสินใจลงทุนด้วยเงินเก็บที่มี สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา

จากวัตถุดิบชั้นเลิศ กระบวนการสร้างสรรค์ที่ผ่านการอ่านงานวิจัยเป็นพันหน้า และความใส่ใจในรายละเอียดของตรัยและพีรดาเกิดเป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่ไม่มีใครเหมือน ทุกคำเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ที่คนรักสุขภาพหลงรัก จนต้องบอกต่อให้เพื่อนรู้ 

ส่วนในทางธุรกิจ ขนมปังของพวกเขาได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี 

และตอนนี้ ขนมปังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ของทั้งสอง วางอยู่บนจานด้านหน้าเราแล้ว

ใครจะไปอดใจไหวล่ะ เรารีบหยิบขนมปังคำแรกขึ้นมาลิ้มรส พร้อมนั่งฟังทั้งคู่เล่าเส้นทางกว่าจะมาเป็นขนมปังคำแรกนี้ต่ออย่างตั้งใจ

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

จุดเริ่มต้นจากโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ของแม่ สู่ขนมปังที่ทานแล้วไม่อ้วน

“เราโคตรโชคดี” เป็นคำที่ตรัยพูดบ่อยครั้งตลอดการสนทนา

ตรัยบอกว่าเขาโชคดีที่คุ้นเคยกับบรรยากาศการเข้าครัวโดยไม่ต้องเรียนทำอาหารจากที่อื่นเลย เพราะเติบโตมาพร้อมโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ชื่อ ‘สมถวิล’ ของ คุณแม่บุญชิดา สัสตวัฒนา ที่เปิดในจังหวัดสงขลาตลอดช่วง 15 ปีแรกของชีวิต

“ตั้งแต่เด็ก เราคอยช่วยแม่อบขนม คอยถามแม่ว่านี่คืออะไร สิ่งนี้ผสมกันได้ไหม จนจำกลิ่น รสชาติ และวิธีการต่างๆ ได้ เหมือนถูกฝึกมาโดยไม่รู้ตัว” ตรัยเล่า พร้อมชวนคุณแม่มาร่วมพูดคุย

“จริงๆ ครอบครัวเราทำขนมกันมาตั้งแต่รุ่นยายเลย ส่งต่อกันมา พอพูดแล้ว แม่ก็นึกถึงตอนอุ้มท้องตรัยขับรถไปส่งเค้ก เขาโตมากับขนมเลย” คุณแม่เล่า เธอยืนยันว่าทักษะนี้อยู่ในสายเลือด

อยู่มาวันหนึ่ง ตรัยและพีรดาได้ไปทานขนมปังที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่รสชาติอร่อยถึงขั้นต้องเอ่ยปากชม แต่ตรัยรู้ดีว่าเขาไม่อาจลิ้มลองรสชาติแบบนี้ได้บ่อยนัก เว้นเสียแต่อยากเพิ่มน้ำหนักตัวไปเกินร้อยกว่ากิโลกรัมที่เขาอึดอัดใจอยู่

“ทำไมเธอไม่ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนล่ะ” พีรดาถาม เธอเชื่อว่าด้วยทักษะที่ฝึกหัดมาตั้งแต่เด็กของตรัยน่าจะหาคำตอบให้โจทย์นี้ได้

“ตอนพีรดาถาม เราคิดว่าทำได้จริงยากจะตาย ขนมปังทั่วไปมีคาร์โบไฮเดรตเยอะ กินยังไงก็อ้วน แต่เมื่อคิดย้อนไป เราเคยเที่ยวสเปน ฝรั่งเศส อิตาลีแล้วเห็นขนมปังหลากหลายแบบ แต่ละที่มีสูตรของตัวเอง บางอันกินเข้าไปแล้วรู้สึกไม่อ้วนแม้แต่น้อย เลยคิดขึ้นมาว่า หรือจริงๆ เราก็ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนด้วยสูตรของตัวเองก็ได้” ตรัยเล่า พร้อมบอกว่าคำถามนั้นของพีรดาสำคัญมาก เพราะทำให้แบรนด์นี้เริ่มมีชีวิตขึ้นมา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

Chief Bread Architect ที่มองโครงสร้างขนมปังอย่างละเอียด

หลังจากวันนั้น ตรัยและพีรดาลองออกสำรวจตลาดขนมปัง และค้นพบว่าปัญหาที่พวกเขาเจอ ยังไม่ค่อยมีใครสร้างคำตอบที่ตรงใจพวกเขาและใครอีกหลายคนเท่าไหร่นัก

ขนมปังที่วางขายทั่วไปมักเป็นขนมปังขาวที่ทำจากแป้ง หากไม่ดูแลรักษาร่างกาย รับประทานมาก น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นง่ายเพราะมีคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนอีกประเภทที่พบได้คือขนมปังสำหรับคนเลือกทานอาหารแบบคีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือการลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลงอย่างมาก แล้วทานอาหารที่มีไขมันสูงทดแทน เมื่อขาดคาร์โบไฮเดรตมากๆ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานทดแทน


ข้อควรระวัง คือเมื่อทานแรกๆ อาจปวดหัวหรือเกิดอาการข้างเคียง ทำให้ชีวิตมีข้อจำกัดในการทานอาหารต่างๆ มากขึ้น ราคาสูง รวมถึงรสชาติอาหารประเภทนี้อาจไม่ถูกปากของทุกคน

ตรัยจึงมองเห็นโอกาสในการคิดค้นขนมปังที่ทั้งคนทั่วไปและคนทานอาหารแบบคีโตเจนิกทานได้ ดีต่อสุขภาพ และรสชาติน่ารับประทาน

“เราเริ่มจากองค์ประกอบภายในของขนมปังใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลย ไม่ได้เริ่มคิดว่าต้องตั้งต้นด้วยการใช้แป้งเหมือนที่อื่น ในเมื่อคาร์โบไฮเดรตเยอะไม่ดี ก็อยากลองตัดแป้งออกไป แล้วหาสิ่งอื่นมาทดแทน โดยที่ยังทำให้ผิวสัมผัสเวลากินกรอบหนุบหนับเหมือนขนมปังทั่วไป มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์และไขมันในปริมาณพอเหมาะ ถ้ามีแบบนี้จริง ยังไงคนแบบเราซื้อแน่นอน” ตรัยอธิบายวิธี เขาแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองเป็น Chief Bread Architect เพื่อวิจัยพัฒนาขนมปังที่ใครก็ลิ้มลองได้โดยไม่ต้องกังวลใจใดๆ

กระบวนการเพื่อให้ได้ขนมปังที่หอมหวานที่สุดและมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม

หลังจากพัฒนาลองผิดถูกอยู่พักใหญ่ เสียวัตถุดิบไปบ้างหลายร้อยกิโลกรัม ทุ่มเทเวลาค้นคว้าด้วยการอ่านเอกสารวิชาการนับพันหน้า ตรัยก็พัฒนาตัวต้นแบบขนมปังที่น่าพึงพอใจสำเร็จ

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้เป็นขนมปังรูปเหลี่ยมและกลม ต่างกันเพียงรสสัมผัส แต่วัตถุดิบที่ใช้เหมือนกัน 

ประกอบด้วย ไข่สดใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 3 วัน รับจากฟาร์มโดยตรงทุกฟอง เนยฝรั่งเศส เมล็ดแฟล็กออร์แกนิกที่เก็บความหอมและน้ำมันไว้ภายในช่วยเพิ่มความอร่อย อัลมอนด์ผงกลิ่นหอมที่บดจากประเทศสหรัฐอเมริกา วีตโปรตีน น้ำมันมะกอกจากผลที่เก็บเกี่ยวเร็ว และแป้งมะพร้าวออร์แกนิกที่ตรัยยืนยันหลังจากลองมาเกือบทุกร้านในประเทศไทยแล้วว่า ที่นี่หอมหวาน อร่อยที่สุด

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีต้นทุนสูง รวมแล้วมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม และข้อมูลวัตถุดิบเหล่านี้ถูกแปะไว้บนหน้าซองขนมปังอย่างเปิดเผย

“เราเข้าใจจากตัวเองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก อยากทำสิ่งที่ทุกคนกินได้ทุกวันแล้วชีวิตดีขึ้น และอาหารเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต เราเลยเต็มที่เพื่อผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด”ตรัยขยายความถึงสาเหตุที่เขาทุ่มเทพลังกายใจทั้งหมดพัฒนาขนมปังให้ดีที่สุด ถือเป็นเจ้าแรกๆ ของไทยที่ทำขนมปังโดยไม่ใช้แป้งสาลี แต่รสสัมผัสเหนียวนุ่มเหมือนขนมปังทั่วไป

เต้นไปด้วย สร้างแบรนด์ Dancing With A Baker ไปด้วย

เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแบรนด์ที่ดี สื่อสารได้อย่างมีพลัง

“เราเคยปรึกษาพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าแบรนด์เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ใช่ตึกหรือเครื่องจักรใดๆ ถ้าเรามีแบรนด์ที่แข็งแรง ต่อให้ใครทำมาแข่ง ยังไงก็รอด เราเลยกลับมาใช้เวลาคิดรายละเอียดของแบรนด์ให้ชัดเจน” ตรัยเล่า

หลังจากคิดไปหลากหลายชื่อ วันหนึ่งตรัยเข้าครัวเพื่อทดลองสูตรขนมปัง เขาฝากพีรดาผู้อยู่เคียงข้างคอยชิมรสชาติอาหารให้ช่วยหยิบของจากตู้ด้านบน ในจังหวะนั้นเอง เขาได้คำตอบทันทีว่าแบรนด์ขนมปังนี้ควรชื่ออะไร

“คนที่ไม่ถนัดทำอาหาร เวลาเข้าครัวจะหาของไม่ค่อยเจอ แล้วตอนหา ท่าทางจะเหมือนเต้นอยู่ พอหันไปมองเขา เราคิดถึงประโยคว่า She is dancing with a baker. เลย เราเป็น Baker ส่วนเขาเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เรา ได้เป็นชื่อแบรนด์ที่มีคนสองคนอยู่ในแบรนด์เดียวกัน” ตรัยเล่าที่มาของชื่อแบรนด์ และโลโก้รูปผู้หญิงเต้นรำตัวแทนของคนที่อยู่เคียงข้างเขา ราวกับเป็นประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก

ลูกเล่นพิเศษของตัวแบรนด์ คือเมื่อไปร่วมมือกับใครแล้ว จะใช้ชื่อแบรนด์อื่นต่อด้วยวลี ‘is dancing with a baker’ ได้

เมื่อปีก่อน พวกเขาได้ไปจับมือเปิดร้านกับ Jamie’s Burgers ในงาน Wonderfruit จึงตั้งชื่อร้านเป็น ‘Jamie is Dancing’ ที่คนจำนวนมากจดจำได้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าตัวแบรนด์มีพลังดึงดูดน่าค้นหา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ

ขนมปังทรงเหลี่ยมและกลม แผ่นเรียบและขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี ในราคาชิ้นละ 149 บาท

แม้อาจดูราคาสูงสำหรับขนมปัง แต่ด้วยคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการถือว่าคุ้มค่า สิ่งสำคัญคือความตั้งใจของตรัยและพีรดาที่อยากให้คนเข้าถึงขนมปังของพวกเขา

“เราเชื่อว่าขายแพงกว่านี้ได้สำหรับตลาดและวัตถุดิบที่เราใช้ แต่เราอยากให้อาหารเป็นสิ่งที่คนได้ทานดีๆ และกลับมาซื้อได้อีกทุกวัน ราคาไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพตัวเอง เราจึงตั้งราคาที่ไม่มีใครทำมาก่อน กำไรน้อยหน่อย แต่เป็นตลาดที่เราสร้างขึ้นมาใหม่และคนอื่นน่าจะทำเหมือนเราไม่ได้” พีรดาอธิบาย พร้อมเล่าว่า ตอนนี้กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ราคาต่ำลงกว่านี้อีก

สาเหตุที่คนอื่นลอกเลียนไม่ได้ แม้ Dancing With A Baker ยินดีเปิดเผยวัตถุดิบทุกอย่างหมด เป็นสิ่งที่ตรัยคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกเขาไม่มีทางขายในราคาที่ต่ำไปกว่านี้ได้อย่างแน่นอน หากขายในราคานี้ ก็ยากที่จะทำให้ขนาดชิ้นใหญ่ได้เท่าของพวกเขา

“เราสัญญาว่าจะสั่งวัตถุดิบจำนวนมากกับผู้ผลิต ทำให้เราได้ราคาถูกลง ซึ่งโชคดีที่พวกเขาคอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา” ตรัยอธิบาย พาร์ตเนอร์ที่ดีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตรัยเคยนำความรู้ด้านอาหารที่ตนมี ไปแนะนำเชฟและผู้ผลิตต่างๆ เพราะอยากให้อาหารของพวกเขาดีขึ้น จึงเกิดความเชื่อใจและยินดีร่วมมือกันในระยะยาว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังสดใหม่จากเตาและที่มาของขนมปังแผ่นขนาดเท่าสมุดบันทึก

ตรัยและพีรดายังเชื่อว่า ประสบการณ์การทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญ คนควรจะได้ทานอย่างสดใหม่และไม่ลำบาก พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางให้ขนมปังไปถึงมือลูกค้าและร้านค้าภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง นับตั้งแต่ออกจากเตา ไม่มีเก็บค้างไว้ในคลัง ทำวันต่อวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากวันหนึ่งมีคนสั่งพร้อมกันหลายร้อยชิ้น 

พีรดาเป็นผู้รับหน้าที่แก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการ เธอติดต่อซื้อขายขนมปังทั้งหมดนี้ ซึ่งช่วงแรกที่กำลังการผลิตยังไม่เยอะ แม้มีปัญหาเรื่องจัดส่งให้ทันกำหนด แต่ด้วยความจริงใจในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และพยายามพัฒนานำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการจัดการ ทำให้พวกเขาผ่านพ้นมาได้ และมีระบบจัดการที่ดีขึ้น จนผลิตและส่งได้ทันตามกำหนด ถึงมือลูกค้าหลายร้อยชิ้นต่อวัน

นอกจากความสดใหม่แล้ว เรื่องบรรจุภัณฑ์และขั้นตอนการทานก็เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาคิดคำนวณไว้ทั้งหมดแล้ว 

คุณจะพกขนมปัง Dancing With A Baker นี้ไปที่ไหนก็ได้อย่างง่ายดาย ด้วยขนาดบรรจุภัณฑ์เทียบเท่าสมุดบันทึกพกพาหนึ่งเล่มและความแบนเรียบที่เก็บใส่กระเป๋าเป้ได้ ไม่ต้องกลัวขนมปังเสียรูป เก็บง่าย แถมยังซ้อนกันขนส่งได้มากและรวดเร็วอีกด้วย

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

เมื่อถึงมือคุณ แกะซองออกเมื่อไหร่ สัมผัสแรกที่คุณได้รับคือกลิ่นหอมฟุ้งชวนรับประทาน ทุกอย่างลงตัวไปหมด จนถึงจังหวะสำคัญที่พวกเขาและคุณต่างรอคอย

“คำแรกสำคัญที่สุด เราแค่อยากให้คนได้ลองคำแรกก่อน ถ้ามันใช่สำหรับเขา เขาจะทานจดหมดและกลับมาซื้อซ้ำเอง” 

เราเชื่อเช่นนั้น เพราะตั้งแต่คำแรกที่เราทานจนถึงตอนนี้ ขนมปังหลายชิ้นบนโต๊ะก็หมดไปเรียบร้อยแล้ว

ขนมปังที่ทำให้คนรักสุขภาพดีใจจนน้ำตาไหล 

“ขนมปังนี้เปลี่ยนชีวิตพ่อของเรา” เป็นหนึ่งในเสียงตอบรับที่ตรัยและพีรดาได้รับจากลูกค้า

นอกจากคนทั่วไปทานได้แล้ว อีกหนึ่งกลุ่มที่เหมาะในการทานขนมปังนี้คือผู้ป่วย เช่น คุณพ่อที่เป็นเบาหวานที่ไม่ได้ทานขนมปังมานานนับสิบปี หรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วต้องคุมอาหารอย่างเข้มงวด

พอไม่มีแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตต่ำ พวกเขาก็ทานขนมปังได้อย่างมีความสุข บางรายถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เล่าเรื่องราวออกมาเป็นหน้ากระดาษให้พวกเขารับรู้

“เราโชคดีมากที่มีคนรักขนมปังของพวกเรา สิ่งที่เราไม่ทำเด็ดขาดคือหักหลังพวกเขา เราจะไม่ลดคุณภาพเด็ดขาด อะไรที่ดีวันแรกก็จะดีอย่างนั้น” ตรัยกล่าวคำสัญญาที่เขามีต่อทุกคน

ด้วยสรรพคุณและความตั้งใจจริงนี้ ทำให้ลูกค้ารวมตัวกันเป็นชุมชนคนรักขนมปังในโลกออนไลน์ขึ้นเอง คอยส่งเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ทำจากขนมปังของพวกเขา เช่น ซูชิ พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือวิธีการประยุกต์ทานกับอาหารอื่น อย่างสลัด ไอศครีม และแกง

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่มีความรู้สึก

เมื่อการทำขนมปังกลายเป็นธุรกิจและงานประจำ ความรู้สึกของพวกเขาต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างไร เราถาม

“ที่น่าประหลาดใจคือต่อให้ทำกิจวัตรเหมือนเดิมทุกวัน กลางวันอบขนมปัง กลางคืนคิดสูตรใหม่ เราก็ยังอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน” ตรัยตอบ เขาดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า งานนี้ทำให้เขาอยากค้นหาและเข้าใจวิธีการคิดค้นขนมปังที่ดีที่สุดอย่างเข้าถึงแก่นที่แท้จริง ถึงขั้นอ่านเอกสารวิชาการเมื่อ 50 ปีก่อนเพื่อหาคำตอบ โดยมองว่าเหมือนการตีความกฎหมายที่เคยเรียน

ส่วนประสบการณ์การทำงานอื่นที่ผ่านมา สอนให้เขารู้ว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา

“ทุกวันจันทร์เรามีประชุมเพื่อถามทุกคนว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาเราทำอะไรพลาดกันไปบ้าง แล้วอาทิตย์หน้าเราอยากลองผิดอะไรอีก เราบอกพนักงานทุกคนเสมอว่า เราจ้างมาให้ทุกคนเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้หรือสิ่งที่ผิดพลาด เพียงแค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิม” ตรัยแบ่งปันส่วนผสมที่ทำให้ทุกคนอยากตื่นขึ้นมาทำงานพร้อมสร้างสิ่งใหม่

ผลลัพธ์ที่ได้จากวิธีบริหารนี้คือ Dancing With A Baker เกิดขนมปังใหม่ๆ อย่างแผ่นตอร์ติญ่าและน้องเลิฟ (Loaf Actually) ที่เป็นก้อนขนมปังคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 2 กรัม โปรตีนสูงเกือบ 20 กรัม ราคาชิ้นละ 85 บาท รวมถึงคิดรูปแบบการขายอย่างการผูกปิ่นโต ที่บริการส่งขนมปังรายสัปดาห์ให้ได้อิ่มจุใจ ไม่ต้องรอสั่งใหม่บ่อยๆ

“ในปีนี้ เราอยากให้คนได้ลองขนมปังเรามากขึ้น จะเปิดเป็นคีออสเล็กๆ สิบสาขาทั่วประเทศให้คนมาลองชิมก่อน ถ้าชอบก็สั่งซื้อได้เลย” พีรดาเฉลย พร้อมเรื่องอื่นๆ ที่เราคงต้องขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อน รอให้ทุกคนได้ติดตามพร้อมกันเมื่อถึงเวลา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

แล้วในระยะยาว เจ้าของกิจการอย่างพวกเขามีภาพความสำเร็จที่วาดฝันไว้สำหรับธุรกิจนี้หรือเปล่า เราสงสัย

“เราคิดว่าธุรกิจไม่มีคำว่าประสบความสำเร็จ เหมือนต้นไม้ที่เติบโตเรื่อยๆ ไปตามธรรมชาติ เราแค่อยากทำสิ่งนี้ไปนานๆ ทำจนเป็นองค์กรที่ลูกของพนักงานทุกวันนี้เข้ามาทำงานได้ ลูกค้ากลายมาเป็นพนักงาน พวกเขาภูมิใจที่ได้ทำงานที่นี่ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการทำของที่ดีที่สุดให้คนกิน แค่นั้นเลย” ตรัยตอบ  

ปัจจุบัน Dancing With A Baker เป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่อบขนมปังไปแล้วหลายหมื่นชิ้นในช่วงปีที่ผ่านมา รับพนักงานเพิ่มจาก 3 คนในวันแรก เป็น 14 คน และเชื่ออย่างยิ่งว่าพวกเขาจะเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างงดงาม ด้วยเหตุผลและเรื่องเล่าที่ได้รับฟัง ก่อนที่ทั้งพีรดาและตรัยจะทิ้งท้ายหนึ่งความเชื่อของพวกเขา

“ส่วนตัวเราเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาแทนที่อาหารที่ทำจากมนุษย์ได้ ต่อให้เป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรก็ตาม อาจมีบ้างที่เราต้องใช้เพื่อให้คนทำงานได้สบายขึ้น แต่เราเชื่อตลอดว่าอาหารยังไงก็ต้องทำจากมือมนุษย์ เพราะอาหารทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่” 

และหากมีเวลาสักครู่ ผมอยากให้คุณลองชิมขนมปังนี้ดูสักครั้ง


Lesson Learnt

“การทำธุรกิจตอนเริ่มอาจจะไม่ยาก แต่ทำแล้วไปต่อยังไงนี่สิที่ยาก” ตรัยบอก 

สิ่งสำคัญนอกจากต้องทำอย่างทุ่มเทแล้ว พีรดาและตรัยช่วยกันเล่าว่า ผู้ประกอบการมือใหม่จำเป็นต้องมีทักษะการลุกขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ ให้เร็วที่สุด 

“เพราะระหว่างทาง คุณจะพ่ายแพ้ สูญเสีย ถ้าจมอยู่กับมันนาน ยังไงก็พัง แต่ถ้าวันนี้พลาด พรุ่งนี้ลุกขึ้นมาใหม่ แบบนี้มีโอกาสไปต่อได้” นี่แหละเสน่ห์ที่ทำให้แบรนด์ขนมปังของพวกเขาแตกต่างจากทุกคน

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ครั้งแรกที่เราเห็นหมวก Madmatter ในงานตลาดนัดสุดฮิต เราก็รู้เลยว่าแบรนด์นี้เป็น ‘แบรนด์ที่มีของ’ เลือกเลยค่ะ มีครบทุกสี มีครบทุกไซส์ พร้อมส่งทุกเมื่อ ไม่สิ! เราหมายถึง มีของที่แปลว่าไม่ธรรมดา

เราเชื่อว่าใครหลายคนคงเคยผ่านตา ลองจับของจริง หรือเคยได้ฟังเรื่องราวของ Madmatter มาบ้างแล้ว ว่าเป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนแจ็กเก็ตหรือเสื้อผ้ามือสองญี่ปุ่นให้กลายเป็นหมวกและกระเป๋าสตางค์ดีไซน์สวย คอนเซปต์ดีจนน่าประทับใจ

หลังจากเฝ้ามองการเติบโตของแบรนด์นี้มาระยะหนึ่ง เราติดต่อ Madmatter ในวันที่ Five Patch Cap หมวกที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์ได้รับรางวัล DEmark Award 2017 ชวน แท็ป-ปธานิน งามกิจเจริญลาภ และ แจ๊ส-ธนิสรา โพธิ์นทีไท สองหนุ่มสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์พูดคุยตั้งแต่ เรื่องโจทย์ของแบรนด์ที่ไม่ใช่เรื่อง Eco อย่างที่หลายคนเข้าใจ เรื่องการสร้างแบรนด์ที่ท้าทายตัวเองด้วยคำว่า Sustainable Design เรื่องความจริงของการตลาดที่มักทำนักเรียนออกแบบปวดใจ เรื่องรางวัลด้านการออกแบบที่เราสงสัยว่าจะส่งผลต่อยอดขายในภายภาคหน้าไหม ไปจนถึงคู่สีใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างไสยต่อยอดแบรนด์ให้สนุกกว่าที่เคย

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

จุด…ธูปสามดอก แล้วตั้งนะโมสามจบ

จุด…เริ่มต้นของทั้งคู่มาจากความหลงใหลในเสื้อผ้ามือสองจากญี่ปุ่น แต่เนื่องจากอากาศบ้านเราร้อนเกินกว่าจะมิกซ์แอนด์แมตช์เป็นแฟชั่นฤดูหนาวได้ แท็ปและแจ๊สจึงได้แต่เก็บสะสมเสื้อผ้าเหล่านี้ไว้เป็นจำนวนมาก จนวันหนึ่งที่ทั้งคู่เกิดความตั้งใจที่จะโชว์ศักยภาพของผ้ามือสองว่าสามารถแปลงเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นได้หลากหลาย

จึงออกมาเป็นหมวกในแบบ 6 กลีบมาตรฐาน และแบบ 5 กลีบที่ตัดเย็บด้วยเทคนิคการต่อผ้าจากชิ้นส่วนเล็กๆ หรือ patchwork จนเป็นลายเซ็นเฉพาะของแบรนด์ เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดชิ้นส่วนผ้าเก่าที่ได้จากการเลาะแจ็กเก็ตผ้าวูลเนื้อหนา แล้วต่อยอดเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ ได้แก่ รองเท้า และกระเป๋าทรงต่างๆ

จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี จากแบรนด์ที่เป็น Design Based ค่อยๆ คิดถึงเรื่องการทำธุรกิจมากขึ้น เรียนรู้จากคู่ค้าที่เป็นนักธุรกิจ ปรับและเปลี่ยนโจทย์ตั้งต้นที่อยากทำสินค้าจากผ้ามือสอง 100% กลายเป็นลดทอนสัดส่วนของผ้ามือสองลง และใช้ผ้าค้างสต็อกโรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อจัดการการผลิตให้พอกับความต้องการของคู่ค้า พร้อมกับเริ่มใช้คอนเซปต์ waste to worth สร้างมูลค่าใหม่ให้กับสิ่งที่คนไม่เห็นคุณค่า

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

ศักดิ์สิทธิ์-able design

แจ๊สเล่าว่า คนทั่วไปมักเข้าใจว่า Madmatter เป็นแบรนด์เพื่อโลกและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราพบว่าความเข้าใจนี้ถูกต้องเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น

จากพื้นฐานของนิสิตภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม จากคณะสภาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ทั้งคู่รู้และอยู่เทรนด์เรื่อง Eco มาโดยตลอด แต่แทนที่จะติดป้ายรักษ์โลกอย่างแบรนด์ดีไซน์ทั่วไป สิ่งที่แท็ปและแจ๊สทำก็คือ ตั้งโจทย์ที่จะทำของ Eco ให้ดูไม่ Eco อย่างที่เคย

“ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านขายของ Eco เรามักจะมีคำถามในหัวว่า ‘ทำไมมันต้องหน้าตาแบบนี้’ เราก็เข้าใจว่าของมันรักษ์โลก แต่เราไม่อยากใช้ เราอาจจะมีรสนิยมอีกแบบ เราจึงพยายามทำในสิ่งที่เราอยากใช้ เพราะถ้าคุณตั้งใจจะออกแบบของเพื่อบอกว่ารักโลกแต่หน้าตาไม่ดึงดูดความสนใจ สุดท้ายคนก็ไม่ซื้อและมันก็กลายเป็นขยะอยู่ดี” แจ๊สรีบเล่า ก่อนที่แท็ปจะสรุปสิ่งที่ Madmatter เป็นให้ฟังว่า

“เราเป็น Sustainable Design”

พลังของหนุ่มสาวที่ประกาศเสียงดังฟังชัดถึงเจตนารมณ์นี้ทำให้เราแอบใจชื้น เพราะน้อยครั้งที่จะเจอคนรุ่นใหม่สนใจ ศึกษา และลงลึกในรายละเอียดในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ไม่ได้สนใจแต่เรื่องการขายที่ต้องมีรายได้ แต่คิดถึงมุมคนผลิต มุมของคุณภาพสินค้า และมุมของผู้บริโภค

ในมุมโรงงานผลิต สิ่งแรกที่แท็ปและแจ๊สเรียนรู้คือเรื่องการทำความเข้าใจโรงงาน

“ด้วยความที่เป็นเสื้อผ้ามือสอง ผ้าที่ได้จากการเลาะจึงมีชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็ก ประกอบกับความเข้าใจเดิมของเราที่คิดว่าทุกโรงงานต้องปรับตัวการผลิตให้ได้ตามที่เราต้องการได้สิ เราเป็นเจ้าของแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่ได้สนใจข้อจำกัดว่าเรากำลังไปรบกวนขั้นตอน 1 – 10 ที่มีอยู่แล้ว” แท็ปเล่า

ทั้งคู่จึงเรียนรู้ว่าต้องเข้าใจขั้นตอนที่โรงงานมี แล้วออกแบบกระบวนการของเราให้เหมาะสม ซึ่งการผลิตที่ง่ายไม่ซับซ้อนเป็นอีกหนึ่งวิธีการผลิตอย่างยั่งยืนได้เช่นกัน ขณะที่ในมุมผู้บริโภค แจ๊สมองว่าลูกค้าควรได้รับสิ่งที่มีคุณค่าและสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งหากสังเกตดีๆ ลูกค้าจะเห็นลายมือขยุกขยิกเล็กๆ ที่ป้ายมุมขวาล่างของกระเป๋า นอกจากจะบอกสัดส่วนของผ้าเก่าที่ใช้ ยังบอกลำดับหมายเลขของกระเป๋าที่ผลิตด้วย

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

เมตตามหานิยม

แม้ทั้งคู่จะผ่านกระบวนการตั้งแต่การเริ่มต้นโจทย์ การหาช่วงว่างในตลาด การศึกษาความต้องการผู้บริโภค และการตลาดเบื้องต้นมาบ้างแล้ว แต่ในโลกความเป็นจริง โจทย์ที่ดีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

“เดิมเราคิดว่าลูกค้าของเราได้แก่ชาวต่างชาติและคนไทยที่อยู่ในวงการสร้างสรรค์ เราพบความจริงไม่เป็นอย่างที่เราคิด คนกลุ่มหลังนั้นเล็กมาก ชื่นชอบแบรนด์เราจริงๆ แต่ไม่ซื้อด้วยเหตุผลของราคาที่สูงเกินไป แต่ก็ยังมีกลุ่มลูกค้าคนไทยที่อยู่วงการอื่นๆ แต่สนใจในงานออกแบบหรือมีความเชื่อในสิ่งที่เราทำ ต่อมาเราจึงปรับแผนทำตลาดแรกให้แข็งแรง โดยมีลูกค้าจากทั้ง wholesale ของประเทศสิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และอื่นๆ” แจ๊สและแท็ปผลัดกันเล่าบทเรียนการขายอย่างสนุกสนาน

การได้รับรางวัล DEmark Award 2017 ส่งผลต่อยอดขายอย่างไรบ้าง เราถาม

แท็ปบอกว่า ในมุมที่ดีคือเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ แต่ด้วยธรรมชาติของสินค้าไลฟ์สไตล์ที่คนเลือกซื้อเพราะอารมณ์มากกว่าเหตุผล รางวัลด้านการออกแบบจึงไม่ได้มีผลต่อยอดขายใดๆ

ไม่เป็นไร ค่ะ ไม่เป็นไร ของซื้อของขาย เราเอาฤกษ์เอาชัยกันใหม่ได้ คอลเลกชันใหม่ของ Madmatter จึงเป็นที่ฮือฮาด้วยคู่สีดีมีมงคล จับคู่ดวงชะตาเสริมบารมีกันให้ครบทั้ง 7 วัน มาในขนาดกระเป๋าที่ผู้หญิงก็ใช้ได้ ผู้ชายก็ใช้ดี

เอาฤกษ์เอาชัยกันตั้งแต่แบบทรงของกระเป๋าที่มีแรงบันดาลใจจากสัดส่วนทองคำ ตามด้วยการจับคู่สีสนุกสนาน เริ่มจาก สีน้ำเงินให้โชคมนตรี มีผู้อุปถัมภ์ เหมาะกับใช้ประชุมงานวันจันทร์ ส่วนวันอังคารจัดสีแดงเข้าใส่เสริมดวงอุปถัมภ์ให้งานลุล่วง วันพุธลองกระเป๋าสีเหลือง วันพฤหัสบดีเป็นคู่สีเขียวตัดน้ำเงินให้โชคทั้งเดช อำนาจ และมนตรี วันศุกร์สดใสใส่สีส้มตัดคู่สีชมพูอ่อนเพิ่มโชคด้านลาภเงินทอง วันเสาร์จะมงคลต้องชมพูคู่สีฟ้า วันอาทิตย์เรียบๆ คูลๆ ด้วยคู่สีน้ำตาลและดำให้โชค

วันกันว่าเรื่องดวงดาวและดวงชะตาสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกันไม่มากก็น้อย ปัญญาชนคนแฟชั่นอย่างเราก็แค่มี Mongkol bag ให้อุ่นใจเท่านั้น ไม่มีอะไรจริงๆ เสียดายถ้ามีสีไหนใช้แล้วความรักเบิกบาน จะขอเหมามาให้หมด

 Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า  Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

โชคลาง-ของขวัญ

“ให้โชคดี โชคดี สุขเกษมเปรมปรีดิ์ ขอให้รวย ขอให้รวย”

ใครบางคนอาจจะโชคดีได้ทำธุรกิจจากสิ่งที่รักและสิ่งนั้นไปได้ดี แท๊ปบอกว่า เมื่อยังเป็นเด็ก เขาคิดแค่ว่าทำอะไรก็ได้ตราบเท่าที่อยากทำ เมื่อโตขึ้นในโลกความจริงสอนให้เขารู้จักความยืดหยุ่น

“ทุกคนมักคิดว่าการทำแบรนด์มันง่าย จริงๆ มันก็ง่ายแหละ แต่ทำให้ยั่งยืนมันยากมากเลยนะ ความท้าทายคือเราจะพยายามทำสิ่งนี้ให้ยั่งยืน” แท็ปนิ่งคิดแล้วจะตอบคำถามสุดท้ายเรื่องบทเรียนที่ได้รับ ก่อนที่แจ๊สจะเสริมทิ้งท้ายไว้ว่า

เราเรียนรู้ว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจเราไม่ควรเริ่มต้นทำในสิ่งที่มาจากความชอบของเราเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อคนอื่นต้องเสียเงินซื้อจากเรา เราจึงควรเริ่มต้นด้วยการคิดถึงคนอื่น”

Madmatter แบรนด์ไทยที่ใช้ความคิดสร้างไสย (ศาสตร์) ปลุกเสกหมวกและกระเป๋าทรงเท่ Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

*หมายเหตุ

บทความข้างต้นนี้เต็มไปด้วยความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

โบราณท่านว่า ไม่เชื่อให้ลบหลู่ ใครจะขอท้าพิสูจน์ความโชคด้วยกระเป๋าสักใบสองใบ อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังเรื่องความศักดิ์สิทธิ์บ้างนะคะ

 

ภาพ: มณีนุช บุญเรือง และ Madmatter

The Rules

  1. รักษาสมดุลในชีวิต เช่น พยายามนัดเจอเพื่อน 1 วันต่อสัปดาห์
  2. คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง
  3. มีทัศนคติที่ดี

 

www.madmatterstore.com

Facebook : Madmatter

Instagram : madmatterstore

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load