หากพูดถึงสิ่งของที่สาวๆ ต้านทานแรงดึงดูดไม่ไหว เครื่องเขียนน่าจะอยู่อันดับต้นๆ เราเองเป็นหนึ่งในนั้น จะปล่อยอยู่ในร้านเครื่องเขียนทั้งวันก็ยังไหว 

เพราะมีนัดกับเจ้าของร้านขายดินสอในวันรุ่งขึ้น เราจึงใช้เวลาคืนก่อนหน้าจัดแจงกระเป๋าดินสอของตัวเองใหม่ โดยไม่พลาดหยิบดินสอแท่งโปรดไปนั่งคุยเก๋ๆ กับเจ้าของร้าน

เรายืนอยู่ที่ร้าน CW Pencil Enterprise ในย่านไชน่าทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน ในกระเป๋ามีไอแพดและแอปเปิ้ลเพนซิล 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ในร้านขนาด 1 คูหาเล็กๆ บ่ายนี้เต็มไปด้วยลูกค้าแน่นร้าน บางคนกำลังยืนเลือกดินสอ บางคนกำลังทดลองกบเหลา บางคนถือตะกร้าที่มีดินสออยู่แน่น แล้วสายตาเราหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรอยสักรูปดินสออยู่ที่แขนด้านใน 

เรายิ้มให้และกล่าวทักทายกัน หญิงสาวเจ้าของรอยสักนั้นคือ Caroline Weaver ผู้ก่อตั้งร้าน CW Pencil Enterprise นั่นเอง 

Caroline Weaver ผู้ก่อตั้งร้าน

ดินสอแท่งที่หนึ่ง 

แคโรไลน์เติบโตที่เมืองเล็กๆ ในรัฐโอไฮโอ ครอบครัวของเธอทำงานสายความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เธอเติบโตมากับอุปกรณ์ศิลปะเเละเครื่องเขียน เธอได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของดินสอตั้งแต่เด็ก ค่อยๆ สะสมความชอบจนกลายมาเป็นความหลงใหล พอเข้ามหาลัย เธอเริ่มคิดถึงชีวิตทำงานและชีวิตหลังเกษียณ มุกตลกที่เธอชอบเล่นกับตัวเอง และเพื่อนๆ ชอบล้อเธออยู่บ่อยๆ คือ วันหนึ่งเธอจะเป็นคุณป้านั่งอยู่ในร้านขายดินสอหลังเกษียณ 

หลังเรียนจบ เธอย้ายมาอยู่นิวยอร์ก โดยไม่คาดคิดว่ามุกตลกภาพคุณป้าในร้านขายดินสอกำลังจะกลายเป็นความจริง 

ปี 2014 แคโรไลน์เริ่มจากเปิดเว็บไซต์ขายดินสอออนไลน์เป็นงานอดิเรก เธอพบว่าความยุ่งยากของระบบออนไลน์คือการจัดการข้อมูล อธิบายที่มารายละเอียดของดินสอ แถมยังไม่มีที่ให้ลองจับหรือลองเขียน บวกกับในช่วงนั้นนิวยอร์กยังไม่มีร้านที่ขายเฉพาะดินสออย่างเดียว ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีร้านอื่นนอกจากร้านของเธอนะ

จากความชอบและความเชื่อว่าน่าจะมีคนที่ชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน เธอจึงตัดสินใจเปิดร้านขายดินสอ โดยร้านแรกเป็นร้านเล็กๆ ขนาด 200 ตารางฟุตในย่านบรู๊กลิน 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ร้านดินสอจากความชอบและความกล้า ที่เจ้าตัวนิยามว่าความบ้า

ตอนนั้นเธออายุ 24 เรียนจบด้านการออกแบบ ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจเลย เธอเริ่มต้นด้วยความชอบในดินสอและคิดว่านิวยอร์กน่าจะต้องการร้านที่ขายเฉพาะดินสอบ้างสิ เธอลุยเลยโดยไม่มีการสำรวจตลาดใดๆ มีเพียงความรักในดินสอเป็นเข็มทิศนำทาง ด้วยความที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการทำธุรกิจมาก่อน ความท้าทายในช่วงแรกๆ จึงเป็นการเรียนรู้ระบบธุรกิจและการพยายามเพิ่มยอดขาย 

เธอเล่าว่าช่วงแรกเธอส่งอีเมลจำนวนมากไปหาบริษัทดินสอ เพื่อจะซื้อสินค้ามาขาย ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็ยังแปลกใจว่าเธอจะเปิดร้านจริงเหรอ การจัดระบบสต็อก ทำเรื่องจ้างพนักงาน เสียภาษี ล้วนเป็นเรื่องที่เธอต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด แต่หลังจากนั้น เธอก็สนุกและทำมันมาเรื่อยๆ 

ปัจจุบันร้านของเธอขยับขยายมาเป็นห้องแถวขนาดใหญ่ขึ้น มีพื้นที่สำหรับห้องทำงาน โชว์รูมสติกเกอร์ และสต็อก และปัจจุบันมีพนักงาน 6 คนแล้ว

เธอกล่าวว่า ถ้าเป็นตอนนี้ซึ่งเธอเริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้นแล้ว คงยากเกินไปที่จะกล้าหาญทำอะไรแบบนั้นอีก แต่เธอก็ดีใจที่ตอนนั้นตัดสินใจเปิดร้านนี้ 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด
CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ดินสอของนักดนตรี ช่างไม้ คนรักครอสเวิร์ด และอื่นๆ

“ความนิยมของดินสอในปัจจุบันแตกต่างกับตอนที่คุณเริ่มเปิดร้านอย่างไรบ้าง” เราถาม

“ความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ ที่นิยมใช้ดินสออยู่เพราะเขาคุ้นเคย บางคนชอบเพื่อเขียนบันทึก วาดรูป เป็นกิจกรรมที่ทำให้ได้พักจากหน้าจอโทรศัพท์ บางคนรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกนึกถึงความหลัง ซึ่งกลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะดินสอเป็นสิ่งที่นำความสุขเล็กๆ มาให้ เป็นของแอนะล็อกที่คนกำลังฮิตและโหยหา” แคโรไลน์เล่า

เราตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักของ CW Pencil Enterprise คือ นักดนตรี เพราะพวกเขาชอบเขียนเพลงและโน้ตบนกระดาษด้วยดินสอ 

“กลุ่มใหญ่สุดคือ Orchestral Librarian กลุ่มนี้เขาใช้ดินสอทุกวัน นอกนั้นก็มีช่างไม้ ศิลปิน ครอบครัว นักท่องเที่ยว นักเรียน คนที่ชอบเล่นครอสเวิร์ดก็มาตามหาดินสอที่เหมาะกับการเขียน ลูกค้าหลากหลายมาก สิ่งที่ฉันชอบคือลูกค้าทุกคนมักจะน่ารัก จะไม่มีแนวคุณพ่อขี้โมโหเดินเข้าร้านมาซื้อดินสอแน่ๆ” 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

การออกเดินทางเพื่อเสาะหาดินสอคุณภาพดีจากทั่วโลก

แคโรไลน์เล่าเกณฑ์การเลือกดินสอเข้ามาขายที่ร้านให้ฟังว่า เธอเลือกจากความน่าสนใจของตัวดินสอและคุณภาพ ไม่ใช่แค่เพียงสินค้าที่เธอชอบ แต่คิดถึงคุณภาพและสรรหาความหลากหลายมาให้ลูกค้า

“ฉันเริ่มจากแบรนด์ที่รู้จัก ตอนแรกคนก็งงว่าฉันพยายามจะทำอะไร ฉันส่งอีเมลไปตามแบรนด์ต่างๆ เยอะมาก ปัจจุบันใช้วิธีเดินทางและสำรวจมากขึ้น ตอนนี้มันง่ายขึ้นมาก เพราะร้านกลายเป็นที่รู้จัก มักมีคนมาบอกฉันถ้ามีสินค้าอันไหนที่น่าสนใจ หรือแบรนด์มีของใหม่ก็จะอีเมลมาบอกหรือส่งมาให้ มีบางอันที่ไม่ใช่แบบที่ฉันชอบ แต่เลือกมาเพราะลูกค้าถามหาบ่อย เราไม่มีพื้นที่พอจะขายดินสอทุกแบบที่ดีบนโลกนี้ได้ มันขึ้นอยู่กับลูกค้าของเรา เราต้องรู้จักลูกค้าของเราว่าเขาต้องการอะไร และเราคิดว่าเขาน่าจะต้องการอะไร เลือกอะไรที่จะเหมาะกับเขา” แคโรไลน์เล่า

“ดินสอของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง” เราถาม

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ดินสอจากเยอรมันจะเป็นแบบดั้งเดิม เพราะเยอรมันเป็นประเทศแรกที่ผลิตดินสอแบบอุตสาหกรรมเพื่อการค้า แล้ววิธีผลิตของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยจากตอนนั้น ขณะที่ดินสอจากญี่ปุ่นจะมีคุณภาพสูงมากและมักมีลูกเล่นแปลกๆ อยู่ข้างใน เช่น ใส่แว็กซ์ มีความซับซ้อนและละเอียดในการออกแบบมากๆ 

“มีความแตกต่างระหว่างแบรนด์ที่เป็นโรงงานผลิตดินสอ กับแบรนด์ดีไซเนอร์เล็กๆ ที่หยิบดินสอมาเป็นงานออกแบบ ถ้าเป็นแบรนด์ดีไซเนอร์เล็กๆ เขาจะคำนึงถึงดีไซน์หรือรูปร่างหน้าตามากกว่า แล้วค่อยไปสั่งให้โรงงานผลิตตามแบบนั้น แบรนด์ที่เป็นโรงงานจะผลิตแบบหน้าตาเหมือนเดิม แต่รักษาคุณภาพมาตรฐานได้ดี ทุกยี่ห้อมีคาแรกเตอร์เฉพาะของตัวเอง บางอัน Butterly บางอันสีอ่อน บางอันสีเข้ม มีรายละเอียดเล็กๆ ต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ ดินสอและขั้นตอนการผลิตดินสอแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่มันเกิดขึ้นมานานหลายร้อยปีแล้ว” 

นอกจากดินสอ ที่นี่ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกด้วย เช่น กระดาษ สมุด กบเหลาดินสอ ยางลบ 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด
CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“เริ่มจากดินสอต้องการกระดาษ เราก็เอาเข้ามาที่ร้าน แล้วก็มีของเพิ่มมาเรื่อยๆ สมุด กบเหลาดินสอ ยางลบ ตอนนี้มีห้องสติกเกอร์เพราะเป็นความชอบของฉันเอง ฉันฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากมีที่ที่เดินเข้าไปแล้วมีสติกเกอร์ให้เลือกเต็มไปหมด แล้วที่นิวยอร์กไม่ค่อยมีที่แบบนั้น ฉันว่านี่แหละคือสิ่งที่นิวยอร์กต้องการ พอย้ายมาร้านนี้ มีพื้นที่มากขึ้นเลยทำห้องสติกเกอร์ ซึ่งผลตอบรับดีมาก ไม่เคยมีใครแปลกใจเลยที่เจอห้องสติกเกอร์ในร้านดินสอ อาจเพราะสติกเกอร์เป็นอีกอย่างที่ให้ความรู้สึกนึกถึงวัยเด็กสำหรับผู้ใหญ่ ทุกคนชอบ” 

ใช่! เราพยักหน้าเห็นด้วยเป็นที่สุด

“ไม้กายสิทธิ์เป็นผู้เลือกพ่อมดนะ คุณพอตเตอร์”

ก่อนมาที่นี่ มีคนบอกว่าที่นี่เหมือนร้านไม้กายสิทธิ์ของโอลลิแวนเดอร์ ในหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เลือกดินสอให้ลูกค้าตรงตามการใช้งานสุดๆ เราจึงไม่พลาดที่จะถามเคล็ดลับจากเธอ 

“เราเพียงแนะนำตามการใช้งาน ส่วนมากลูกค้ามีความต้องการในใจมาอยู่แล้ว เช่น ชอบแบบนิ่ม แบบเขียนลื่น ดินสอสำหรับเด็กหัดเขียน หรือเขียนบ่อยแค่ไหน ถ้าต้องเขียนอะไรนานๆ ดินสอแท่งใหญ่ทำให้สบายมือในการเขียนมากกว่า ฉันจะเลือกอันนี้ให้ รายละเอียดที่สำคัญคือ ความถนัด ซ้าย-ขวา เพราะสำหรับลูกค้าที่ถนัดซ้าย เวลาเขียนมือเขาจะลากผ่านสิ่งที่เขียนไปแล้ว ฉันจะแนะนำดินสอที่ไส้มีความแข็งกว่า เพื่อลดรอยเปื้อนเวลามือไถไปโดน มีคนเชื่อว่า คนถนัดซ้ายไม่ใช้ดินสอ นั่นเป็นความเชื่อผิดๆ เขาแค่ต้องการดินสอที่เหมาะกับเขาเท่านั้นเอง” แค่ได้ฟังก็ทำให้เราอยากลุกขึ้นไปลองดินสอทั้งหมดในร้านทันที

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ฟังดูใช้ความเชี่ยวชาญเรื่องดินสอไม่น้อย แล้วคุณมีวิธีการเลือกลูกทีมอย่างไร” เราถาม

“ฉันไม่ค่อยสนใจว่าคนนั้นมีประสบการณ์ด้านการขายหรือไม่ ฉันเลือกคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกว่าจะทำงานร่วมกันได้ อาจไม่มีแพสชันที่ตรงกัน แต่มีใจที่อยากทำงาน แล้วรู้สึกเคมีเข้ากัน ที่สำคัญคือมีความสนใจในเครื่องเขียนและประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆ ฉันเชื่อว่าเรื่องอื่นสอนกันได้ ฉันสอนพนักงานทุกคนให้รู้ทุกอย่างในร้านเท่าที่ฉันรู้” แคโรไลน์ตอบ

ร้านเครื่องเขียนและประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆ

“ในวันนี้ อะไรคือความท้าทายของการเปิดร้าน” เราถาม

“การรักษายอดขายและการจัดการกับความคาดหวัง หาสินค้าและเรื่องราวใหม่ๆ มาเพิ่มในร้าน รวมทั้งแบ่งเวลาจากการทำสต็อกมาพัฒนาร้าน” แคโรไลน์ตอบ ก่อนเสริมว่าเธอชอบร้านนี้มากจนไม่คิดอยากขยายสาขา

“ฉันไม่คิดขยายสาขาเลย ฉันชอบร้านนี้ อยากเดินเข้ามาในร้านแล้วได้ดูแลลูกค้าทุกคนด้วยตัวเอง ได้คุย ได้รู้จักความชอบของลูกค้า และมีเวลาทำอย่างอื่น ถ้าอยากจะขยายก็อาจจะขยายร้านนี้ให้มีส่วนขายเครื่องเขียนอื่นๆ มากขึ้น สิ่งที่ฉันสนใจคือ กาว ถ้าคุณสังเกตดีๆ กาวแต่ละประเทศมีลักษณะเฉพาะตัวต่างกัน เหมาะแก่การใช้งานต่างกัน มีรายละเอียดที่สนุก นอกจากนั้นฉันอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ร้าน ออกแบบดินสอหรือร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น” เธอแนะนำ กาวกินได้ (ปลอดสารเคมี) กลิ่นอัลมอนด์ที่นำเข้ามาจากอิตาลี 

ก่อนจากกัน เราถามเธอว่าถ้าให้พูดถึง 1 สิ่ง อะไรคือสิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดของดินสอ

ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ความคลาสสิกของดินสอ คือมันมีประวัติมายาวนาน แต่ดีไซน์ของมันแทบไม่เปลี่ยนเลย เหมือนเป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ค้นพบจุดสูงสุดในการออกแบบเพื่อตอบสนองฟังก์ชันที่ต้องการแล้ว”

เราฟังเธอแล้วยิ้ม นึกถึงแอปเปิ้ลเพนซิลในกระเป๋า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป หรือเทคโนโลยีจะก้าวไปแค่ไหน เราต่างยังคงหลงรักในฟังก์ชันของการได้จับดินสอเพื่อขีดเขียนมากกว่าการสไลด์นิ้ว

ปัจจุบัน CW Pencil Enterprise กลายเป็นร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่บริษัทดินสอต่างส่งอีเมลมาเพื่อขอวางผลิตภัณฑ์ในร้านของเธอ และเป็นจุดหมายของคนรักดินสอจากทั่วโลก

CW Pencil Enterprise

cwpencils.com

คำว่า Pencil มีรากมาจากภาษาละติน ว่า Penicillus แปลว่า หางเล็กๆ ใช้เรียกพู่กันขนอูฐซึ่งเป็นอุปกรณ์วาดเขียนของชาวโรมันโบราณ (ยุคแรกเลยก่อน Stylus) และ แร่แกรไฟต์ ตั้งชื่อตามคำภาษากรีก แปลว่า สำหรับเขียน 

ดินสอไส้แกรไฟต์คิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1564 หลังมีการค้นพบเหมืองแกรไฟต์ขนาดใหญ่ที่ประเทศอังกฤษ โดยตอนนั้นคนเข้าใจว่าแกรไฟต์คือตะกั่ว คนอังกฤษนำแกรไฟต์มาทำเป็นเส้นเล็กๆ แล้วใส่ลงไปตรงกลางของแท่งไม้ที่เหลาด้วยมือ อังกฤษเป็นผู้ผลิตรายเดียวในอุตสาหกรรมในช่วงนั้นเพราะไม่มีใครมีเหมืองและรู้วิธีทำ 

ต่อมาโรงงานเยอรมันเริ่มคิดวิธีทำแท่งแกรไฟต์ได้โดยใช้ผงแกรไฟต์ กำมะถัน และพลวง ความนิยมเริ่มแพร่หลาย แต่ด้วยการเมืองสมัยสงครามนโปเลียน ดินสอจากอังกฤษและเยอรมันไม่สามารถเผยแพร่ในประเทศฝรั่งเศสได้ ค.ศ. 1795 ทหารผู้ช่วยในกองทัพของนโปเลียน ค้นพบวิธีเผาผงแกรไฟต์ร่วมกับดิน ทำให้เกิดเป็นแท่งแกรไฟต์สำหรับใส่ในดินสอ และสัดส่วนของแกรไฟต์กับดินที่ต่างกันทำให้เกิดความอ่อนนิ่มที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสูตรความอ่อนเข้มของดินสอในปัจจุบัน

Writer & Photographer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

6 กุมภาพันธ์ 2561
4 K

เมื่อกัดทาร์ตทรงกลมสีเหลืองอ่อนเข้าไปหนึ่งคำ ฉันก็ได้กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวนคละคลุ้งไปหมด

ซิก-สุรัตน์ ซิการี่ อธิบายกับฉันว่า เขาเลือกใช้วัตถุดิบนี้มาเป็นตัวนำโรงเพื่อสรุปหนังเรื่อง Comrades: Almost a Love Story หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม เถียนมีมี่ ซึ่งแปลว่าหวานเหมือนน้ำผึ้งนั่นเอง หลังจากนั้นเขาก็ชวนให้ฉันชิมทาร์ตลำดับที่ 2 3 และ 4 ที่แม้ทาร์ตแต่ละชิ้นจะมีรสชาติแตกต่างกันไป แต่เมื่อนำรสชาติมาเรียงร้อยต่อกันตามลำดับ ก็ให้ความรู้สึกคล้ายฉากตอนของความรักระหว่างตัวเอกทั้งสองในเรื่อง

ราวกับว่าฉันได้นั่งดู เถียนมีมี่ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งๆ ที่ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน

‘เถียนมีมี่’ คือคอลเลกชันล่าสุดรับตรุษจีนและวาเลนไทน์ของ befor.tart ธุรกิจผลิตทาร์ตที่ได้แรงบันดาลใจจากหนัง โดยสุรัตน์ เชฟเก่าที่เดินทางอย่างยาวไกลบนเส้นทางชีวิตกว่าจะตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง

และนี่คือเรื่องราวของเขา ที่เราอยากพาคุณไปดม ไปชม ไปชิม พร้อมกัน

สุรัตน์ ซิการี่

ก่อนเข้าวงการ

สุรัตน์เริ่มเดินทางบนสายที่ไม่เกี่ยวกับหนังหรือทาร์ตเลย เขาเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ เมื่อจบแล้วก็เข้าทำงานตรงสายตามปกติ

“เป็นงานทำแผนที่ ตอนแรกสนุกมากเพราะได้ออกไปข้างนอกบ่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มกลายเป็นงานนั่งหน้าคอม จัดการกับโปรแกรม ก็เลยเปลี่ยนใจ พอดีกับที่ผมชอบกินขนมมากช่วงนั้น เลยคิดว่าเอาอันนี้มาทำเป็นอาชีพดีกว่า จะได้ทำแล้วกินไปด้วยเรื่อยๆ น่าสนุกดี” เขาบอกฉันด้วยรอยยิ้ม

แต่พอฉันถามถึงเรื่องหลังจากนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น การไปเรียนที่โรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล School of The Oriental Hotel Apprenticeship Programme หรือ OHAP นั่นหมายความว่าต้องสละเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ไปกับการเรียน ทั้งยังมีตารางเรียนที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเชฟผู้สอน บางช่วงมีเรียนบ่ายโมงถึงสี่ทุ่ม บางช่วงที่เรียนทำขนมปังซึ่งต้องออกขายตอนเช้า ก็ต้องเรียนสี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า

“ผมไม่ได้เจอใครเลย นัดเพื่อนไม่ได้ แถมยังเหนื่อยมากๆ จากที่เคยดูในทีวี มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย อันนี้คือต้องรู้ทุกอย่าง ประณีต และใช้แรงมากๆ ผมยืนวันละ 8 ชั่วโมง เหนื่อยนะ แต่ก็ยังสนุก” สุรัตน์เล่า

หลังจากจบคอร์สนี้ อาชีพการงานด้านอาหารของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

befor.tart befor.tart

พลิกบทบาท!

เริ่มแรกสุด สุรัตน์ได้ไปฝึกงานในโรงแรมที่สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่เป็นการฝึกงานจึงยังไม่หนักหนาเท่าไรนัก เขาเรียนรู้เท่าที่จะทำได้ ก่อนกลับมาเมืองไทย และไปช่วยทำขนมร้าน Maxim ที่เคยเปิดอยู่ที่เซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งเป็นร้านที่มีพนักงานในครัวน้อย ทำให้เขาได้หัดเรียนรู้การจัดระเบียบตัวเอง และการรับความกดดันของการทำร้านขนม หลังจากนั้น เขาก็เปลี่ยนบรรยากาศมาทำขนมให้ร้าน Gaggan ร้านอาหารอินเดียที่หลังสวน คล้ายเป็นช่วงพักหายใจก่อนเข้าสนามจริง อย่างการทำงานในร้าน L’Atelier de Joël Robuchon ร้านอาหารสุดหรูระดับมิชลินบนตึกมหานคร ที่ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับความกดดันที่แท้จริง

“เพราะร้านเป็น Fine Dining ระดับมิชลิน เลยมีความเข้มงวดหลายอย่าง อุณหภูมิต้องวัดได้เท่านี้ สีต้องเป็นแบบนี้ จัดจานต้องทำอย่างนี้ ทุกอย่างเป๊ะมาก ต้องเตรียมวัตถุดิบมหาศาล และต้องเตรียมอย่างประณีตมากๆ ด้วย แล้วด้วยความที่เชฟเป็นคนฝรั่งเศส เวลาไม่พอใจก็จะด่า โยนข้าวของ เหมือนที่เคยเห็นในรายการโทรทัศน์เลย”

สุรัตน์เล่าเรื่องวันที่แย่ที่สุดในชีวิตให้เราฟังว่าเป็นช่วงที่จู่ๆ เขาก็โดนโยกย้ายให้ไปประจำครัวส่วนที่ตนไม่เคยทำมาก่อน นั่นแปลว่าเขาจะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมจนถึงการแต่งจาน แต่คำสั่งนั้นด่วนขนาดที่ว่าสั่งวันนี้และให้เริ่มทำพรุ่งนี้ ซ้ำร้ายยังเป็นช่วงเดียวกับที่เขาทำหน้าที่สั่งวัตถุดิบ และต้องคอยรับเวลาวัตถุดิบมาส่งอีกด้วย รวมถึงยังควบงานบริการด้านหน้าร้านอีกต่อหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือความโกลาหลอลหม่านเพราะเขาต้องทั้งทำขนม รับของส่ง และคอยจัดการส่วนอื่นของร้าน

“กลายเป็นว่าเตรียมจานเสร็จ เอ้ย วัตถุดิบมาส่ง เดินไปรับของ เอ้า กลับมาเจอช็อกโกแลตพังไปแล้ว เตาอบลืมปิด ทุกอย่างพังพินาศ โดนเชฟเดินตามหลังแล้วด่าไปเรื่อยๆ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยเข้าไปอยู่ในห้องแช่แข็งแล้วยืนร้องไห้ เชฟก็ตามมาเจอแล้วถามว่า เสร็จรึยัง ข้างนอกยุ่งมากนะ มาทำงานต่อได้แล้ว โอ้โห ขนาดเวลาจะเศร้ายังไม่มีให้เลยเหรอ ซึ่งมันก็ดีที่ทำให้เราหัดรับแรงกดดันแหละ ผมไม่รู้ว่านี่คือหนึ่งในวิธีการสอนของเชฟด้วยรึเปล่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

จากนักแสดงสู่ผู้กำกับ

หลังจากฝึกปรือฝีมืออย่างทรหดกับเชฟมือโปรที่ร้านอาหารมิชลินมาระยะหนึ่ง จังหวะชีวิตของสุรัตน์ก็มาถึงจุดที่เรียกร้องให้เขาทำอะไรเองอย่างเป็นอิสระบ้าง

ด้วยความชอบกินทาร์ตโดยส่วนตัว เขาจึงเลือกทำทาร์ตขาย ซึ่งจะขายเฉยๆ ก็คงธรรมดาไป เขาจึงเลือกขายทาร์ตเป็นคอลเลกชัน โดยแต่ละคอลเลกชันนำธีมมาจากหนังหนึ่งเรื่อง และเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือนโดยประมาณ

เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเป็นหนัง สุรัตน์ตอบกลั้วเสียงหัวเราะว่า “เพราะผมเป็นเนิร์ดแบบที่ชอบดูหนังมั้งครับ ผมรู้สึกว่าถ้ามีอย่างนี้ เราก็อยากกินนะ ยิ่งถ้าคนที่ชอบหนังเรื่องไหนมากๆ ก็คงอยากจะลองกินหนังเรื่องนั้นดูว่าจะรสชาติยังไง แล้วถ้าจะทำแบบนั้นได้ จะต้องไม่ใช่แค่ปั้นน้ำตาลเป็นรูปหน้าโปสเตอร์แล้ววาง มันจะไม่ใช่ขนมที่เล่าหนังเรื่องนั้น”

และคงเหมือนกับนักธุรกิจหน้าใหม่ทุกคน ที่เริ่มต้นด้วยความคิดและลงมือทำเองทั้งหมด ต้องทำขนมด้วย ดูหนังด้วย หาร้านทำกล่องด้วย คิดเรื่องการดีไซน์บรรจุภัณฑ์และโลโก้ด้วย ทำให้เขาค้นพบว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง กลับทำให้เขาไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย “ผมโชคดีตรงที่มีอภิชาตเพื่อนทั้งหลาย คนนั้นช่วยถ่ายรูปได้ คนนี้ช่วยออกแบบได้ เขาก็ทำมาให้เราตรวจ ซึ่งช่วยเบาแรงเราไปส่วนหนึ่ง ผมก็เลยคิดว่ามันก็ต้องทำงานเป็นทีมเหมือนตอนทำในร้านนั่นแหละ แต่กลายเป็นว่าทีมนี้เราต้องหาเองไง เราต้องคุยเอง แม้แต่วัตถุดิบก็ต้องสั่งเอง ยังดีที่เรามีประสบการณ์จัดการร้านมาแล้ว”

befor.tart befor.tart

เบื้องหลังการถ่ายทำ

ถึงแม้จะมีคนมาช่วยทำด้านอื่นๆ ของธุรกิจ แต่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นหน้าที่ของสุรัตน์ทั้งหมด

ด้วยความเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ทำให้กว่าจะออกมาเป็นทาร์ตคอลเลกชันหนึ่งได้ต้องใช้เวลาคิดกลั่นกรองยาวนาน เริ่มจากการเลือกหนังที่อยากทำ หยิบกลับมาดูอีกรอบหนึ่ง จดรายละเอียดต่างๆ ที่คิดว่าจะใช้ได้ ทั้งช็อต ตัวละคร เพลง และจังหวะต่างๆ ก่อนจะนำไปรีเสิร์ชต่อยอด สรรหาวัตถุดิบที่เหมาะสมกัน โดยยึดความสอดคล้องกับเนื้อเรื่องเป็นหลัก ก่อนจะนำมาออกแบบรูปลักษณ์บนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาด 16:9 ที่สุรัตน์ถือว่าเป็นตัวแทนของ ‘จอหนัง’ นั่นเอง

“พอเราทำขนมเกี่ยวกับหนัง ก็จะต้องดูหนังด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง อย่างเช่น Inception จากที่ดูแล้วนั่งคิดว่านี่ฝันหรือจริง โทเทมหมุนแปลว่าอะไร เราจะคิดอีกแบบหนึ่งแทนว่าฉากนี้หยิบรายละเอียดนี้มาใช้ได้ ฉากหิมะควรให้อารมณ์เย็น ซึ่งถ้าไม่เริ่มตั้งใจว่าจะดูแบบนี้เราก็จะไม่คิดแบบนี้หรอก ทาร์ตที่ออกมามันเลยเป็นการตีความในแบบของผมเอง เป็นหนังที่ผมดูแล้วมาเล่าให้เพื่อนฟังตามความเข้าใจของผมมากกว่า”

ส่วนขั้นตอนการเข้าครัว กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดากว่าที่เราคิดมาก เริ่มจากครัวในบ้านซึ่งสุรัตน์แบ่งกันใช้กับแม่

“แม่ต้องทำกับข้าวเสร็จก่อนแล้วผมถึงจะใช้ครัวได้ จนถึงตอนนี้เราก็ยังจะตีกันเรื่องตู้เย็น เพราะของผมเยอะอยากให้ไปแยกตู้ของตัวเองได้แล้ว”

คอลเลกชันหนึ่งไม่ได้ใช้เวลานานมากมายนัก โดยเฉลี่ยประมาณชั่วโมงถึงสองชั่วโมง เพราะส่วนผสมบางอย่างต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น เจลลี่ที่ต้องให้เวลาแข็งตัวข้ามคืน ในขณะที่ส่วนผสมบางอย่างก็ต้องทำสด เช่น ช็อกโกแลตหรือเครมบรูเล่ ถ้าทำปริมาณมากก็ไม่ยาก เพราะแค่คูณอัตราส่วนเข้าไป แล้วอบทาร์ตทีเดียวหมดเลย ยกเว้นทาร์ตที่สุรัตน์ตั้งใจให้มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน อย่าง Inception ที่ทาร์ต 4 ชิ้นจะไล่ลำดับจากนิ่มสุดไปจนกรอบสุด ก็ต้องใช้เวลาในการอบเพิ่มเติม

“มันจะใช้เวลาเยอะช่วงเริ่มคอลเลกชัน เพราะจะจัดอันดับไม่ได้ว่าต้องทำอะไรก่อน แล้วพอทำไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่า เฮ้ย เราทำน้ำผึ้งไปด้วย ทำช็อกโกแลตไปด้วยได้นี่นา ก็จัดเวลาตัวเองได้มากขึ้น”

ตัวอย่างการแปลงหนังให้เป็นทาร์ตดูได้จากผลงานล่าสุด เถียนมีมี่ ที่นอกจากชิ้นแรกซึ่งฉันชิมไปเมื่อต้นบทความแล้ว ชิ้นที่สองเป็นรสส้ม เพราะในจีน ส้มเป็นของหรูที่คนจีนไม่ค่อยได้กิน ต้องเป็นคนรวยอย่างคนฮ่องกงเท่านั้นถึงจะได้กิน โดยเขาได้แต่งแต้มกลิ่นอายของตรุษจีนลงไปด้วย ส่วนชิ้นที่สามเป็นช็อกโกแลตนม ขนมที่พระเอกจะซื้อไปให้นางเอก ในขณะที่ชิ้นสุดท้ายเป็นรสชีสเค้กผสมเกาลัด เล่าถึงฉากที่ทั้งสองบังเอิญเจอกันที่นิวยอร์ก จึงใช้เกาลัดที่เป็นตัวแทนของฮ่องกง ผสมกับชีสเค้กที่เป็นตัวแทนของนิวยอร์ก เป็นต้น

befor.tart

Deleted Scenes

การเลือกเป็นนายตัวเอง เป็นทางที่แตกต่างจากถนนสายรับจ้างที่สุรัตน์เดินมาก่อนหน้าอย่างไร ฉันถาม

“ความแตกต่างคือการไม่มีเชฟฝรั่งเศสมาคอยยืนด่า ยืนกดดัน เราแล้ว” สุรัตน์บอกกลั้วหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า แม้เขาจะไม่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างในครัวของ Robuchon ครั้งนั้นแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนด่าเลย เพราะคนที่จะติชมคือลูกค้านั่นเอง หากส่งไม่ทันหรือไม่ได้ตามสั่ง เสียงตอบรับจะมาถึงในทันที คนชมก็ดีใจได้เดี๋ยวนั้นเลย หรือคนด่าก็ร้องไห้ได้เดี๋ยวนั้นเลยเช่นกัน

“มันกดดันทั้งสองแบบแหละ แต่ผมว่ามันเหมือนเรียนมัธยมแล้วมาเรียนมหาลัย คือถ้าเราดูแลตัวเองไม่ดีพอ ทุกอย่างมันก็จะพังด้วยตัวเราเอง”

สิ่งหนึ่งที่สุรัตน์ได้เรียนรู้ระหว่างทำ befor.tart คือ แม้ธุรกิจจะคือการทำขนมขาย แต่งานไม่ได้เริ่มและจบเพียงแค่ในการทำขนมและขาย เขายังต้องคิดคำนวณถึงวัตถุดิบที่ต้องซื้อ เงินที่ต้องใช้

“มันต้องคุมให้อยู่ในงบประมาณของชีวิตเราให้ได้ ไม่ต้องกำไรเยอะมาก แต่ต้องอยู่ได้ในระดับหนึ่ง และต้องอยู่ได้ไปเรื่อยๆ ด้วย เช่นต้องคิดว่าถ้าเดือนหน้าขายได้น้อยลงจะทำยังไง เพราะถ้านมหรือครีมหมดอายุ มันก็ยังต้องใช้เงินสั่งอยู่”

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจมาเดินบนทางเส้นนี้แล้ว สุรัตน์ต้องเตรียมใจไว้ก่อนระดับหนึ่ง และค่อยๆ ตั้งสติแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ ตั้งแต่คอลเลกชันแรกที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เขาก็ต้องขอความช่วยเหลือเพื่อนและเพื่อนของเพื่อน ให้ช่วยกันโปรโมต โดยในใจก็ยังกังวลว่าจะอยู่ต่อได้หรือไม่

“ตอนแรกคิดเหมือนกันว่ามันเจาะจงมากเลยนะ คนไม่ดูหนังจะอยากกินมั้ยนะ เขาจะสนใจขนมของเรามั้ย ทำไปทำมาก็ 1 ปีแล้ว มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจเขาก็จะกลับมาเข้าใจเราเรื่อยๆ ลูกค้าบางคนที่ตามกินทุกคอลเลกชัน ถึงจะเป็นหนังที่เขาดูหรือไม่ดูก็ตาม เหมือนคอยรดน้ำให้เราโตต่อไปได้ เคยมีครั้งหนึ่งลูกค้าโทรมาตอนจะ 5 ทุ่ม แล้วสั่งว่าเขาอยากได้พรุ่งนี้เลย เหมือนเขาตามหาเรามานานแล้วเพิ่งเจอ ในใจก็คิดว่าจะเตรียมของยังไงทัน กลายเป็นว่าตื่นมาตี 3 ต้องเริ่มทำแล้ว แต่เรามองว่าถ้าเขามั่นใจว่าเขาชอบมัน เขาเลือกเราแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่”

befor.tart

คมชัดทุกรายละเอียด

ความพิเศษของ befor.tart คือการนำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นจุดขาย ทุกส่วนล้วนแล้วแต่ถูกคิดให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน แน่นอนว่าส่วนที่คงไม่ต้องพูดถึงกันแล้วคือส่วนผสมของทาร์ตแต่ละชิ้น ที่ล้วนมีเหตุผลและที่มาที่ไปตามการตีความหนัง แต่นอกจากในทาร์ต ก็ยังมีรายละเอียดห้อมล้อมอย่างอื่นอีก ตั้งแต่ชื่อร้าน befor ที่เล่นกับชื่อ Before Trilogy หนังแรงบันดาลใจของทาร์ตเรื่องแรก และในขณะเดียวกันก็อ่านเป็น be for หรือ ‘สร้างมาเพื่อ…’ ได้ด้วย และหากดูโลโก้จะเห็นช่องว่างสีขาวที่หลายคนคงคิดว่าเป็นรูปทาร์ต แต่สุรัตน์ยังตีความให้เป็นจอฉายหนัง และที่เขียนชื่อลูกค้าเวลาส่งทาร์ต เพื่อให้มีความพิเศษ สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะอีกด้วย เรื่อยไปจนถึงภาพสีน้ำวาดฉากในภาพยนตร์เรื่องนั้นที่แถมมากับทาร์ตทุกกล่อง ซึ่งมีที่มาจากใบปลิวที่มักได้รับแจกเป็นที่ระลึกเวลาไปดูหนังนั่นเอง

สำหรับสุรัตน์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจขนมคือการใส่ใจรายละเอียด ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการทำงานหนักและมีวินัยกับตนเองอย่างสูง

“อย่างเวลาไปออกอีเวนต์ผมจะไม่เอาของเก่ามาวางขายวันรุ่งขึ้นต่อ เพราะทาร์ตจะนิ่มลง แล้วสีก็จะเปลี่ยน รสก็จะเปลี่ยน กลัวว่าลูกค้าซื้อไปแล้วมันไม่เหมือนในรูป คนกินบางคนเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่ผมจะรู้สึกผิดกับตัวเอง”

นอกจากนั้น การหัดเรียนรู้บทเรียนจากงานก่อนๆ ก็สำคัญ เช่นการใช้ประสบการณ์หวานขมในห้องครัวที่ผ่านๆ มาให้คุ้มค่า ทั้งด้านการทำอาหารและด้านการบริหารจัดการอื่นๆ ด้วย รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่สุรัตน์นำเคล็ดลับจากการเรียนในโรงแรมโอเรียนเต็ลมาใช้ช่วยคิด

“ตอนนั้นวันจันทร์จะเป็นวันเรียนทฤษฎี สิ่งที่เรียนก็เอามาใช้เวลาเราคิดเมนูเองได้ เช่น ถ้าเอาน้ำมะนาวใส่ภาชนะชนิดนี้แล้วน้ำมะนาวจะเปลี่ยนสี ก็ช่วยได้มาก และตอนนั้นการสอบก็คือให้ธีมมา แล้วให้เราไปคิดว่าจะใช้วัตถุดิบอะไร เช่น โจทย์คือขนมสีแดง ก็ต้องคิดว่าจะใช้ผลไม้อะไรบ้างให้เข้าธีม”

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญคือ การต้องคอยคิดสิ่งใหม่ๆ สร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าตลอด

“ผมเปลี่ยนคอลเลกชันทุก 3 เดือน เพราะรู้สึกว่าคนกินเขาจะเบื่อ เราไม่ได้ทำขนมที่อร่อยโคตรๆ จนต้องขายซ้ำแล้วซ้ำอีก ขนมของเราเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าเราทำขนมหน้าตาเหมือนกัน 4 รสชาติตลอดปี ความแปลกใหม่มันจะทำให้คนกลับมาหาเรามากกว่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

Coming Soon

“ปีหนึ่งมันอาจจะดูนาน แต่มันก็แค่แป๊บเดียวเหมือนกัน เราทำมาประมาณแค่ 4 คอลเลกชันเอง ตอนนี้รายได้อาจจะไม่ได้ถล่มถลายมาก แต่ก็มีเรื่อยๆ นะ และสิ่งนี้คืออาชีพเดียวของผมตอนนี้แล้ว ก็ยังบอกไม่ได้ตรงๆ ว่าจะอยู่ได้ด้วยแค่นี้ วันข้างหน้าก็ไม่รู้ มันอาจจะทำไป 2 ปีแล้วเจ๊งก็ได้ ถ้ามันแพ้ อาจต้องยอมแพ้มันน่ะแหละ แต่ถ้าตอนนี้มันยังดูแลเราได้ ดูแลที่บ้านเราได้ เราก็อยากทำต่อไป

“ผมก็คิดเหมือนกันแหละว่าเราใช้แค่การเปลี่ยนหนังไปเรื่อยๆ อย่างเดียวไม่ได้หรอก อาจจะต้องคิดต่อ จะต้องมีสถานที่ มีร้าน ให้คนดูหนังไปด้วยกัน กินขนม ข้างในมีคาเฟ่เล็กๆ แต่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ธุรกิจอาจเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ผมก็ยังอยากทำแบบนี้อยู่”

นอกจากคอลเลกชันเถียนมีมี่ประจำเดือนกุมภาพันธ์แล้ว befor.tart ยังมีทาร์ตมาตรฐาน 4 รสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากประเภท (genre) ของหนัง ดราม่า แอ็กชั่น รอมคอม และไซไฟ ซึ่งสั่งได้ตลอดปีไม่มีหมดคอลเลกชัน หรือหากยังไม่มีหนังเรื่องที่ถูกใจคุณ ตอนนี้สุรัตน์ก็เปิดบริการทำทาร์ตตามใจลูกค้าอีกด้วย

หากอยากลองมีประสบการณ์ใช้ลิ้นกับหูดูหนังเรื่องไหน ก็ลองรีเควสต์ไปได้นะเออ

Rules

  1. จริงใจกับตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ
  2. จริงใจกับลูกค้า ถ้าจะขายอะไร ใช้วัตถุดิบแบบไหน ก็ต้องทำให้ได้ตามสัญญา
  3. มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และขยันพอที่จะตื่นมาทำในทุกๆ วัน

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load