หากพูดถึงสิ่งของที่สาวๆ ต้านทานแรงดึงดูดไม่ไหว เครื่องเขียนน่าจะอยู่อันดับต้นๆ เราเองเป็นหนึ่งในนั้น จะปล่อยอยู่ในร้านเครื่องเขียนทั้งวันก็ยังไหว 

เพราะมีนัดกับเจ้าของร้านขายดินสอในวันรุ่งขึ้น เราจึงใช้เวลาคืนก่อนหน้าจัดแจงกระเป๋าดินสอของตัวเองใหม่ โดยไม่พลาดหยิบดินสอแท่งโปรดไปนั่งคุยเก๋ๆ กับเจ้าของร้าน

เรายืนอยู่ที่ร้าน CW Pencil Enterprise ในย่านไชน่าทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน ในกระเป๋ามีไอแพดและแอปเปิ้ลเพนซิล 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ในร้านขนาด 1 คูหาเล็กๆ บ่ายนี้เต็มไปด้วยลูกค้าแน่นร้าน บางคนกำลังยืนเลือกดินสอ บางคนกำลังทดลองกบเหลา บางคนถือตะกร้าที่มีดินสออยู่แน่น แล้วสายตาเราหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรอยสักรูปดินสออยู่ที่แขนด้านใน 

เรายิ้มให้และกล่าวทักทายกัน หญิงสาวเจ้าของรอยสักนั้นคือ Caroline Weaver ผู้ก่อตั้งร้าน CW Pencil Enterprise นั่นเอง 

Caroline Weaver ผู้ก่อตั้งร้าน

ดินสอแท่งที่หนึ่ง 

แคโรไลน์เติบโตที่เมืองเล็กๆ ในรัฐโอไฮโอ ครอบครัวของเธอทำงานสายความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เธอเติบโตมากับอุปกรณ์ศิลปะเเละเครื่องเขียน เธอได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของดินสอตั้งแต่เด็ก ค่อยๆ สะสมความชอบจนกลายมาเป็นความหลงใหล พอเข้ามหาลัย เธอเริ่มคิดถึงชีวิตทำงานและชีวิตหลังเกษียณ มุกตลกที่เธอชอบเล่นกับตัวเอง และเพื่อนๆ ชอบล้อเธออยู่บ่อยๆ คือ วันหนึ่งเธอจะเป็นคุณป้านั่งอยู่ในร้านขายดินสอหลังเกษียณ 

หลังเรียนจบ เธอย้ายมาอยู่นิวยอร์ก โดยไม่คาดคิดว่ามุกตลกภาพคุณป้าในร้านขายดินสอกำลังจะกลายเป็นความจริง 

ปี 2014 แคโรไลน์เริ่มจากเปิดเว็บไซต์ขายดินสอออนไลน์เป็นงานอดิเรก เธอพบว่าความยุ่งยากของระบบออนไลน์คือการจัดการข้อมูล อธิบายที่มารายละเอียดของดินสอ แถมยังไม่มีที่ให้ลองจับหรือลองเขียน บวกกับในช่วงนั้นนิวยอร์กยังไม่มีร้านที่ขายเฉพาะดินสออย่างเดียว ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีร้านอื่นนอกจากร้านของเธอนะ

จากความชอบและความเชื่อว่าน่าจะมีคนที่ชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน เธอจึงตัดสินใจเปิดร้านขายดินสอ โดยร้านแรกเป็นร้านเล็กๆ ขนาด 200 ตารางฟุตในย่านบรู๊กลิน 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ร้านดินสอจากความชอบและความกล้า ที่เจ้าตัวนิยามว่าความบ้า

ตอนนั้นเธออายุ 24 เรียนจบด้านการออกแบบ ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจเลย เธอเริ่มต้นด้วยความชอบในดินสอและคิดว่านิวยอร์กน่าจะต้องการร้านที่ขายเฉพาะดินสอบ้างสิ เธอลุยเลยโดยไม่มีการสำรวจตลาดใดๆ มีเพียงความรักในดินสอเป็นเข็มทิศนำทาง ด้วยความที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการทำธุรกิจมาก่อน ความท้าทายในช่วงแรกๆ จึงเป็นการเรียนรู้ระบบธุรกิจและการพยายามเพิ่มยอดขาย 

เธอเล่าว่าช่วงแรกเธอส่งอีเมลจำนวนมากไปหาบริษัทดินสอ เพื่อจะซื้อสินค้ามาขาย ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็ยังแปลกใจว่าเธอจะเปิดร้านจริงเหรอ การจัดระบบสต็อก ทำเรื่องจ้างพนักงาน เสียภาษี ล้วนเป็นเรื่องที่เธอต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด แต่หลังจากนั้น เธอก็สนุกและทำมันมาเรื่อยๆ 

ปัจจุบันร้านของเธอขยับขยายมาเป็นห้องแถวขนาดใหญ่ขึ้น มีพื้นที่สำหรับห้องทำงาน โชว์รูมสติกเกอร์ และสต็อก และปัจจุบันมีพนักงาน 6 คนแล้ว

เธอกล่าวว่า ถ้าเป็นตอนนี้ซึ่งเธอเริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้นแล้ว คงยากเกินไปที่จะกล้าหาญทำอะไรแบบนั้นอีก แต่เธอก็ดีใจที่ตอนนั้นตัดสินใจเปิดร้านนี้ 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด
CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ดินสอของนักดนตรี ช่างไม้ คนรักครอสเวิร์ด และอื่นๆ

“ความนิยมของดินสอในปัจจุบันแตกต่างกับตอนที่คุณเริ่มเปิดร้านอย่างไรบ้าง” เราถาม

“ความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ ที่นิยมใช้ดินสออยู่เพราะเขาคุ้นเคย บางคนชอบเพื่อเขียนบันทึก วาดรูป เป็นกิจกรรมที่ทำให้ได้พักจากหน้าจอโทรศัพท์ บางคนรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกนึกถึงความหลัง ซึ่งกลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะดินสอเป็นสิ่งที่นำความสุขเล็กๆ มาให้ เป็นของแอนะล็อกที่คนกำลังฮิตและโหยหา” แคโรไลน์เล่า

เราตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักของ CW Pencil Enterprise คือ นักดนตรี เพราะพวกเขาชอบเขียนเพลงและโน้ตบนกระดาษด้วยดินสอ 

“กลุ่มใหญ่สุดคือ Orchestral Librarian กลุ่มนี้เขาใช้ดินสอทุกวัน นอกนั้นก็มีช่างไม้ ศิลปิน ครอบครัว นักท่องเที่ยว นักเรียน คนที่ชอบเล่นครอสเวิร์ดก็มาตามหาดินสอที่เหมาะกับการเขียน ลูกค้าหลากหลายมาก สิ่งที่ฉันชอบคือลูกค้าทุกคนมักจะน่ารัก จะไม่มีแนวคุณพ่อขี้โมโหเดินเข้าร้านมาซื้อดินสอแน่ๆ” 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

การออกเดินทางเพื่อเสาะหาดินสอคุณภาพดีจากทั่วโลก

แคโรไลน์เล่าเกณฑ์การเลือกดินสอเข้ามาขายที่ร้านให้ฟังว่า เธอเลือกจากความน่าสนใจของตัวดินสอและคุณภาพ ไม่ใช่แค่เพียงสินค้าที่เธอชอบ แต่คิดถึงคุณภาพและสรรหาความหลากหลายมาให้ลูกค้า

“ฉันเริ่มจากแบรนด์ที่รู้จัก ตอนแรกคนก็งงว่าฉันพยายามจะทำอะไร ฉันส่งอีเมลไปตามแบรนด์ต่างๆ เยอะมาก ปัจจุบันใช้วิธีเดินทางและสำรวจมากขึ้น ตอนนี้มันง่ายขึ้นมาก เพราะร้านกลายเป็นที่รู้จัก มักมีคนมาบอกฉันถ้ามีสินค้าอันไหนที่น่าสนใจ หรือแบรนด์มีของใหม่ก็จะอีเมลมาบอกหรือส่งมาให้ มีบางอันที่ไม่ใช่แบบที่ฉันชอบ แต่เลือกมาเพราะลูกค้าถามหาบ่อย เราไม่มีพื้นที่พอจะขายดินสอทุกแบบที่ดีบนโลกนี้ได้ มันขึ้นอยู่กับลูกค้าของเรา เราต้องรู้จักลูกค้าของเราว่าเขาต้องการอะไร และเราคิดว่าเขาน่าจะต้องการอะไร เลือกอะไรที่จะเหมาะกับเขา” แคโรไลน์เล่า

“ดินสอของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง” เราถาม

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ดินสอจากเยอรมันจะเป็นแบบดั้งเดิม เพราะเยอรมันเป็นประเทศแรกที่ผลิตดินสอแบบอุตสาหกรรมเพื่อการค้า แล้ววิธีผลิตของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยจากตอนนั้น ขณะที่ดินสอจากญี่ปุ่นจะมีคุณภาพสูงมากและมักมีลูกเล่นแปลกๆ อยู่ข้างใน เช่น ใส่แว็กซ์ มีความซับซ้อนและละเอียดในการออกแบบมากๆ 

“มีความแตกต่างระหว่างแบรนด์ที่เป็นโรงงานผลิตดินสอ กับแบรนด์ดีไซเนอร์เล็กๆ ที่หยิบดินสอมาเป็นงานออกแบบ ถ้าเป็นแบรนด์ดีไซเนอร์เล็กๆ เขาจะคำนึงถึงดีไซน์หรือรูปร่างหน้าตามากกว่า แล้วค่อยไปสั่งให้โรงงานผลิตตามแบบนั้น แบรนด์ที่เป็นโรงงานจะผลิตแบบหน้าตาเหมือนเดิม แต่รักษาคุณภาพมาตรฐานได้ดี ทุกยี่ห้อมีคาแรกเตอร์เฉพาะของตัวเอง บางอัน Butterly บางอันสีอ่อน บางอันสีเข้ม มีรายละเอียดเล็กๆ ต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ ดินสอและขั้นตอนการผลิตดินสอแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่มันเกิดขึ้นมานานหลายร้อยปีแล้ว” 

นอกจากดินสอ ที่นี่ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกด้วย เช่น กระดาษ สมุด กบเหลาดินสอ ยางลบ 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด
CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“เริ่มจากดินสอต้องการกระดาษ เราก็เอาเข้ามาที่ร้าน แล้วก็มีของเพิ่มมาเรื่อยๆ สมุด กบเหลาดินสอ ยางลบ ตอนนี้มีห้องสติกเกอร์เพราะเป็นความชอบของฉันเอง ฉันฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากมีที่ที่เดินเข้าไปแล้วมีสติกเกอร์ให้เลือกเต็มไปหมด แล้วที่นิวยอร์กไม่ค่อยมีที่แบบนั้น ฉันว่านี่แหละคือสิ่งที่นิวยอร์กต้องการ พอย้ายมาร้านนี้ มีพื้นที่มากขึ้นเลยทำห้องสติกเกอร์ ซึ่งผลตอบรับดีมาก ไม่เคยมีใครแปลกใจเลยที่เจอห้องสติกเกอร์ในร้านดินสอ อาจเพราะสติกเกอร์เป็นอีกอย่างที่ให้ความรู้สึกนึกถึงวัยเด็กสำหรับผู้ใหญ่ ทุกคนชอบ” 

ใช่! เราพยักหน้าเห็นด้วยเป็นที่สุด

“ไม้กายสิทธิ์เป็นผู้เลือกพ่อมดนะ คุณพอตเตอร์”

ก่อนมาที่นี่ มีคนบอกว่าที่นี่เหมือนร้านไม้กายสิทธิ์ของโอลลิแวนเดอร์ ในหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เลือกดินสอให้ลูกค้าตรงตามการใช้งานสุดๆ เราจึงไม่พลาดที่จะถามเคล็ดลับจากเธอ 

“เราเพียงแนะนำตามการใช้งาน ส่วนมากลูกค้ามีความต้องการในใจมาอยู่แล้ว เช่น ชอบแบบนิ่ม แบบเขียนลื่น ดินสอสำหรับเด็กหัดเขียน หรือเขียนบ่อยแค่ไหน ถ้าต้องเขียนอะไรนานๆ ดินสอแท่งใหญ่ทำให้สบายมือในการเขียนมากกว่า ฉันจะเลือกอันนี้ให้ รายละเอียดที่สำคัญคือ ความถนัด ซ้าย-ขวา เพราะสำหรับลูกค้าที่ถนัดซ้าย เวลาเขียนมือเขาจะลากผ่านสิ่งที่เขียนไปแล้ว ฉันจะแนะนำดินสอที่ไส้มีความแข็งกว่า เพื่อลดรอยเปื้อนเวลามือไถไปโดน มีคนเชื่อว่า คนถนัดซ้ายไม่ใช้ดินสอ นั่นเป็นความเชื่อผิดๆ เขาแค่ต้องการดินสอที่เหมาะกับเขาเท่านั้นเอง” แค่ได้ฟังก็ทำให้เราอยากลุกขึ้นไปลองดินสอทั้งหมดในร้านทันที

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ฟังดูใช้ความเชี่ยวชาญเรื่องดินสอไม่น้อย แล้วคุณมีวิธีการเลือกลูกทีมอย่างไร” เราถาม

“ฉันไม่ค่อยสนใจว่าคนนั้นมีประสบการณ์ด้านการขายหรือไม่ ฉันเลือกคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกว่าจะทำงานร่วมกันได้ อาจไม่มีแพสชันที่ตรงกัน แต่มีใจที่อยากทำงาน แล้วรู้สึกเคมีเข้ากัน ที่สำคัญคือมีความสนใจในเครื่องเขียนและประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆ ฉันเชื่อว่าเรื่องอื่นสอนกันได้ ฉันสอนพนักงานทุกคนให้รู้ทุกอย่างในร้านเท่าที่ฉันรู้” แคโรไลน์ตอบ

ร้านเครื่องเขียนและประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆ

“ในวันนี้ อะไรคือความท้าทายของการเปิดร้าน” เราถาม

“การรักษายอดขายและการจัดการกับความคาดหวัง หาสินค้าและเรื่องราวใหม่ๆ มาเพิ่มในร้าน รวมทั้งแบ่งเวลาจากการทำสต็อกมาพัฒนาร้าน” แคโรไลน์ตอบ ก่อนเสริมว่าเธอชอบร้านนี้มากจนไม่คิดอยากขยายสาขา

“ฉันไม่คิดขยายสาขาเลย ฉันชอบร้านนี้ อยากเดินเข้ามาในร้านแล้วได้ดูแลลูกค้าทุกคนด้วยตัวเอง ได้คุย ได้รู้จักความชอบของลูกค้า และมีเวลาทำอย่างอื่น ถ้าอยากจะขยายก็อาจจะขยายร้านนี้ให้มีส่วนขายเครื่องเขียนอื่นๆ มากขึ้น สิ่งที่ฉันสนใจคือ กาว ถ้าคุณสังเกตดีๆ กาวแต่ละประเทศมีลักษณะเฉพาะตัวต่างกัน เหมาะแก่การใช้งานต่างกัน มีรายละเอียดที่สนุก นอกจากนั้นฉันอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ร้าน ออกแบบดินสอหรือร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น” เธอแนะนำ กาวกินได้ (ปลอดสารเคมี) กลิ่นอัลมอนด์ที่นำเข้ามาจากอิตาลี 

ก่อนจากกัน เราถามเธอว่าถ้าให้พูดถึง 1 สิ่ง อะไรคือสิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดของดินสอ

ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ความคลาสสิกของดินสอ คือมันมีประวัติมายาวนาน แต่ดีไซน์ของมันแทบไม่เปลี่ยนเลย เหมือนเป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ค้นพบจุดสูงสุดในการออกแบบเพื่อตอบสนองฟังก์ชันที่ต้องการแล้ว”

เราฟังเธอแล้วยิ้ม นึกถึงแอปเปิ้ลเพนซิลในกระเป๋า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป หรือเทคโนโลยีจะก้าวไปแค่ไหน เราต่างยังคงหลงรักในฟังก์ชันของการได้จับดินสอเพื่อขีดเขียนมากกว่าการสไลด์นิ้ว

ปัจจุบัน CW Pencil Enterprise กลายเป็นร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่บริษัทดินสอต่างส่งอีเมลมาเพื่อขอวางผลิตภัณฑ์ในร้านของเธอ และเป็นจุดหมายของคนรักดินสอจากทั่วโลก

CW Pencil Enterprise

cwpencils.com

คำว่า Pencil มีรากมาจากภาษาละติน ว่า Penicillus แปลว่า หางเล็กๆ ใช้เรียกพู่กันขนอูฐซึ่งเป็นอุปกรณ์วาดเขียนของชาวโรมันโบราณ (ยุคแรกเลยก่อน Stylus) และ แร่แกรไฟต์ ตั้งชื่อตามคำภาษากรีก แปลว่า สำหรับเขียน 

ดินสอไส้แกรไฟต์คิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1564 หลังมีการค้นพบเหมืองแกรไฟต์ขนาดใหญ่ที่ประเทศอังกฤษ โดยตอนนั้นคนเข้าใจว่าแกรไฟต์คือตะกั่ว คนอังกฤษนำแกรไฟต์มาทำเป็นเส้นเล็กๆ แล้วใส่ลงไปตรงกลางของแท่งไม้ที่เหลาด้วยมือ อังกฤษเป็นผู้ผลิตรายเดียวในอุตสาหกรรมในช่วงนั้นเพราะไม่มีใครมีเหมืองและรู้วิธีทำ 

ต่อมาโรงงานเยอรมันเริ่มคิดวิธีทำแท่งแกรไฟต์ได้โดยใช้ผงแกรไฟต์ กำมะถัน และพลวง ความนิยมเริ่มแพร่หลาย แต่ด้วยการเมืองสมัยสงครามนโปเลียน ดินสอจากอังกฤษและเยอรมันไม่สามารถเผยแพร่ในประเทศฝรั่งเศสได้ ค.ศ. 1795 ทหารผู้ช่วยในกองทัพของนโปเลียน ค้นพบวิธีเผาผงแกรไฟต์ร่วมกับดิน ทำให้เกิดเป็นแท่งแกรไฟต์สำหรับใส่ในดินสอ และสัดส่วนของแกรไฟต์กับดินที่ต่างกันทำให้เกิดความอ่อนนิ่มที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสูตรความอ่อนเข้มของดินสอในปัจจุบัน

Writer & Photographer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load