Spoiler Alert! 

สปอยล์ตอนจบของสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในเดนมาร์ก คือทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ แต่ไม่เหมือนเดิม เราจะมาเล่าให้ฟังว่าที่เดนมาร์กเรื่องราวเป็นมายังไงและจะดำเนินต่อไปยังไง รายงาน (หน้า) สดจากโคเปนเฮเกน

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ผู้คนปฏิบัติตามคำแนะนำ ยืนห่างกันอย่างน้อย 1 – 2 เมตร อย่างเคร่งครัด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ วันแรกที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเดนมาร์ก เราต่างรู้กันดีว่าจะเร็วหรือช้าเราก็จะได้พบกัน นับจากวันนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เดนมาร์กจึงตัดสินใจประกาศ Lockdown ขอร้องให้ประชาชนทำงานที่บ้าน ปิดโรงเรียน ห้องสมุด มิวเซียม ผับ บาร์ และที่เที่ยวกลางคืน รวมทั้งห้ามอีเวนต์ทั้งหลาย 

จากนั้นจึงประกาศ Shut Down ปิดพรมแดนแบบจริงจัง ณ วันที่ 14 มีนาคม พ่วงด้วยมาตรการยิบย่อยอีกหลายข้อในวันถัดๆ มา ขยายเวลาปิดประเทศจาก 2 สัปดาห์ เป็น 1 เดือน เพิ่มอีกเป็น 2 เดือน แต่แล้วด้วยความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยมของทุกคน (ปรบมือดังๆ) หลังจากผ่านไปเพียงแค่ 1 เดือน เดนมาร์กก็พร้อมเริ่มเปิดประเทศอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจ

More is Less

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายบนรถไฟ แนะนำให้ใช้ข้อศอกกดปุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อไวรัส

เดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรปที่ประกาศปิดประเทศรับมือโรค COVID-19 ตามหลังอิตาลีเพียงไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ (เท่าที่ตรวจเจอ) มีเพียงไม่กี่ร้อยคนจากประชากรจำนวน 5.8 ล้านคน นับว่าเป็นการตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาดอันน่าทึ่งของนายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดนมาร์ก ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า “รัฐบาลจะทำทุกวิธีทาง เพื่อปกป้องประชาชนเดนมาร์ก”

โอย ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ ถ้ามงไม่ลงอีกสมัยจะงงมาก! และเราก็เชื่อเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีออกมาแถลง จะเริ่มจากประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ นั้บตั้งแต่แถลงการณ์ครั้งแรกสุดเรื่อง Lockdown จนถึงแถลงการณ์เปิดประเทศอีกครั้ง สิ่งที่นายกฯ ย้ำเสมอ คือประชาชนทุกคนต้องเสียสละอย่างมากเพื่อปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล รัฐบาลจะต้องทำทุกทางเพื่อให้การเสียสละนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและประชาชนเจ็บตัวจากวิกฤตนี้น้อยที่สุด เจ็บแล้วต้องจบให้เร็ว ทำเหลือดีกว่าขาด ทำมากตอนนี้ แล้วจะสูญเสียน้อยในอนาคต

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
วิธีป้องกันคนกักตุนของ โดยเฉพาะเจลล้างมือแอลกอฮอล์ คือซื้อชิ้นแรกราคาปกติ ซื้อชิ้นที่สองราคา 500 โครน

แม้ว่ารัฐบาลจะสั่งปิดร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด คลินิก สั่งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน ห้ามเด็กคนละบ้านเล่นด้วยกันเกิน 2 คน และห้ามนู่นนี่นั่นอีกมากมาย แต่คนเดนมาร์กก็เหมือนจะเข้าใจและทำตามอย่างเป๊ะๆ 

ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลแนะนำให้ทุกคนอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร เวลาคนเดินสวนกันบนทางเท้า จะมีคนหนึ่งลงไปเดินกลางถนน หรือไม่ก็ข้ามไปเดินอีกฝั่งถนน แล้วข้ามกลับมา 

โหย ยอมใจในความพยายามมาก

ส่วนหนึ่งเพราะด้วยพื้นฐานของคนในสังคมที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลทำคือเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และอีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้รัฐบาลที่สื่อสารชัดเจนถึงเหตุผลของการตัดสินใจ จุดประสงค์หลักคือ เพื่อป้องกันและหยุดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ควบคุมจำนวนคนป่วย ไม่ให้เกินศักยภาพที่โรงพยาบาลจะรับมือได้ และจะขยายเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวันเริ่มลดลง

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ช่องจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตมีเส้นขีดให้ยืนเข้าแถวเว้นระยะห่างกัน 1 เมตร

สิ่งสำคัญที่ทำให้คนเดนมาร์กรู้จักการรับมือกับโรค COVID-19 แบบไม่แตกตื่นจิตตก คือการให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสนี้แบบง่ายๆ สื่อสารเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป สถานที่ทุกแห่งในเดนมาร์ก ทั้งโรงพยาบาล ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านค้า ออฟฟิศ ป้ายรถเมล์ มีป้ายแปะให้คำแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร และอาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง ทุกที่ใช้โปสเตอร์จากไฟล์เดียวกันเป๊ะ พรินต์มาจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแห่งชาติ 

ในฐานะประชาชนทั่วไป การที่ทุกคนอ้างอิงจากแหล่งเดียวกันเป็นเรื่องดีมาก เราไม่ต้องไปคิดมากมายว่าจะเชื่อใครดี WHO มีงานวิจัยรองรับมั้ย CDC อัปเดตแค่ไหน และเวลาไปคุยกับใคร ก็ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าทำไมยูไม่ใส่หน้ากาก การทำตัวเนียนเป็นคนเดนมาร์กง่ายมาก

 นอกจากนี้ ในฐานะพนักงานออฟฟิศ สิ่งนี้ทำให้การออกอีเมลแนะนำการปฏิบัติตัวของพนักงานเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องมานั่งประชุมถกกันยืดยาวว่าจะยึดเอาคำแนะนำของใครดี และสำหรับคนอยากรู้เพิ่มเติม ก็ไม่ต้องไปเสิร์ชกูเกิลเองให้เสียเวลา เพราะทุกคนจะได้รับข้อความทางมือถือและอีเมลทาง e-Boks (เป็นเหมือนตู้จดหมายในรูปแบบอีเมล เอาไว้ติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาล) ให้ข้อมูลฉบับเต็มเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา แบบเนื้อเน้นๆ หลายหมื่นตัวอักษร มีถึง 25 ภาษาให้เลือกอ่าน แบบแปลดีๆ ไม่ใช่ Google Translate พร้อมทั้งบริการสายด่วนและพิมพ์แชตได้ทั้ง 25 ภาษา ตอกย้ำการทำงานของรัฐบาลที่พร้อมปกป้องคนทุกชาติที่อาศัยอยู่ในเดนมาร์ก 

(เฮ้ย พึ่งรู้ตัวว่าเราอวยรัฐบาลเดนมาร์กไปเกือบครึ่งบทความละเนี่ย!) 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเดนมาร์ก

นอกจากรัฐบาล อีกหนึ่งท่านที่มีอิทธิพลต่อขวัญกำลังใจของคนเดนมาร์ก ก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ตามปกติแล้วเราจะได้เห็นควีนกล่าวสุนทรพจน์แบบเป็นทางการเพียงแค่ปีละครั้งตอนสิ้นปี และน้อยครั้งมากที่ควีนจะออกมากแถลงอะไรก็ตามเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยโคโรนาเป็นวาระระดับชาติจริงๆ เราเลยได้เห็นควีนออกมากล่าวสร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนช่วยเหลือกันและกัน โดยเฉพาะช่วยกันดูแลคนกลุ่มเสี่ยงในสังคม อย่างคนแก่และคนที่มีโรคประจำตัว เน้นย้ำให้ทุกคนอยู่ห่างกันและปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ในวันที่ 16 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 พรรษาของควีน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้จัดงานวันเกิดเอิกเกริกแบบปกติไม่ได้ ความน่ารักของควีนคือ พระองค์ทรงขอร้องให้ประชาชนส่งดอกไม้ไปให้ แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยในโรงพยาบาลแทน ส่วนคนเดนมาร์กในแต่ละเมืองก็รวมตัวกันทำอะไรน่ารักๆ (แบบห่างๆ ) เช่น ขับรถไปจอดหน้าโบสถ์แล้วร้องเพลงพร้อมกัน ประชาชนร่วมกันร้องเพลงออนไลน์พร้อมกับวงออร์เคสตรา เชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรปส่งวิดีโอมาเซอร์ไพรส์ 

อ้อ และอีกอีเวนต์สำคัญที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ คือพิธีมอบสัญชาติเดนมาร์กแก่คนต่างชาติ เพราะจับมือ Shake Hand กับควีนไม่ได้ พิธีนี้เลยต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ควีนแถลงป็นกรณีเฉพาะกิจ ขอร้องให้ทุกคนอยู่บ้าน ‘Bliv hjemme’ 

Less is More

และแล้วคนเดนมาร์กก็ทำได้! หลังจากปิดประเทศมาได้ 2 อาทิตย์ นายกฯ ก็ออกมาประกาศข่าวดีว่าตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ และถ้าตัวเลขยังคงรักษาระดับลดลงแบบนี้ต่อไป ผ่านพ้นช่วงวันหยุดยาวอีสเตอร์ 2 อาทิตย์หลังจากนี้ เราคงจะได้เริ่มเปิดประเทศกัน

หลังจากแถลงการณ์นี้ออกมา เราสัมผัสได้เลยว่าผู้คนดูผ่อนคลายมากขึ้น เริ่มส่งยิ้มทักทายกันมากขึ้น ไม่ได้เครียดเรื่องการรักษาระยะห่างแบบเป๊ะๆ เท่าเดิม แล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันที่ 6 เมษายน นายกฯ ออกมาแถลงถึงผลลัพธ์ของการที่ทุกคนช่วยกันอยู่บ้านและรักษาระยะห่างซึ่งกันและกัน ทำให้รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศได้ทีละนิด 

ตอนปิดประเทศ ออกกฎมากมาย เล่นใหญ่เกินเบอร์ แต่ตอนเปิดประเทศ จะใช้คอนเซปต์ตรงกันข้าม คือขาดดีกว่าเกิน โดยส่งหน่วยกล้าตายกลุ่มแรกกลับสู่สังคมในวันที่ 15 เมษายน คือเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชั้นอนุบาลถึง ป.5 เป็นปกติ แต่ต้องทำตามกฎระเบียบด้านความสะอาด เช่น พกขวดน้ำส่วนตัวไปเอง เด็กต้องนั่งห่างกัน 2 เมตร ล้างของเล่นวันละ 2 ครั้ง และคราวนี้เดนมาร์กได้เป็นที่หนึ่ง เป็นประเทศแรกในยุโรปที่เปิดโรงเรียนหลังจาก Lockdown

แผนต่อไปก็คืออนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กเปิดทำการได้ตั้งแต่ 20 เมษายนเป็นต้นไป เช่น ร้านนวด ร้านเสริมสวย ร้านทำผม ร้านสัก เนื่องด้วยธุรกิจเหล่านี้ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการรวมตัวคนจำนวนมากแบบร้านอาหารหรือผับบาร์ ส่วนออฟฟิศทั่วไปก็เปิดให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศได้แค่จำนวนจำกัด ธุรกิจอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ก็รอไปยาวๆ นู่น 10 พฤษภาคมนะจ๊ะ ส่วนอีเวนต์ต่างๆ เช่น งานเทศกาล คอนเสิร์ต หลังสิงหาคมค่อยมาว่ากันอีกที 

ถ้าตัวเลขลดลงไปในทางที่ดีขึ้น ทุกอย่างจะค่อยๆ เริ่มกลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนวันแรกที่ตรวจเจอผู้ติดเชื้อโคโรนารายแรก และจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะรีสตาร์ทประเทศแบบกรีนๆ รักษ์โลก เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 น่าจับตามองมากว่าเดนมาร์กจะพลิกวิกฤตโควิด พิชิตโลกร้อนได้อย่างไร

Writer & Photographer

ปัณฑารีย์ คุรุจิตโกศล

ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานใน NGO ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่ปี 2018 กำลังค้นพบความสุขง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก และการเขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ตลอดเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่นอกจากความโศกเศร้า ฉันเชื่อว่าหลายคนคงคิดเหมือนกัน นั่นคือนี่เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นเรื่องราว ‘พ่อ’ ของคนไทยมากที่สุด ผู้คนต่างบอกเล่าเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่คนอื่นผ่านทักษะและเครื่องมือที่พวกเขามี ช่างภาพถ่ายทอดความรู้สึกผ่านภาพ จิตรกรลงมือวาดเส้นบนกระดาษ

และ 70 Stories of Father หนังสือเล่มใหญ่ปกสีขาวตรงหน้าฉัน คือเรื่องของ ‘พ่อ’ ที่บอกเล่าโดยเหล่านักทำโฆษณา

พ่อ, พ่อหลวง, ในหลวง, ร.9, พ่อ, พ่อหลวง, ในหลวง, ร.9,

หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย จำกัด และบริษัทในเครือ เมื่อเปิดหนังสือ จะได้พบภาพประกอบสไตล์ Visual ไอเดียจัด และข้อความในรูปแบบสปอตวิทยุที่แค่อ่านก็รู้ว่าเป็นการเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ในแบบที่แตกต่าง

วิโรจน์ จารุสาร Creative Director และ อัศวิน เตชะสกุลสิน  Creative Group Head จากโอกิลวี่เล่าว่า หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต โอกิลวี่และไทยประกันชีวิตตั้งใจอยากทำสิ่งที่บันทึกและเผยแพร่เรื่องพ่อของคนไทยซึ่งจะคงอยู่กับเราไปเนิ่นนาน แรงบันดาลใจนี้กลายมาเป็นหนังสือ 70 Stories of Father ที่นำเสนอ 70 เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอด 70 ปีแห่งรัชสมัย หลายเรื่องที่เราอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว พวกเขาหยิบมาเล่าในมุมใหม่ และหลายเรื่องเมื่อฟังพวกเขาเล่า เราก็รู้ว่านี่คือเรื่องของ ‘พ่อ’ ที่ยังไม่เคยได้ฟัง ซึ่งทั้ง 70 เรื่องนี้ถูกคัดสรรโดยพยายามสะท้อนเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนทุกมิติที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่ค้นคว้าและเลือกสรรแล้ว แต่วิธีเล่าของหนังสือเล่มนี้ยังพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะชาวโอกิลวี่หยิบข้อมูลคัดสรรมาเล่าผ่านมุมมองสร้างสรรค์ของนักทำโฆษณา ที่ฝั่งชาว Art Director และ Graphic Designer พวกเขาเลือกนำเรื่องของพ่อมาตีความเป็นภาพสไตล์ Visual ตามความถนัดที่มีและความเหมาะสม เราจึงได้เห็นเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 คลี่คลายเป็น Visual ไอเดียแหลมคมที่สวยงามและหลากหลาย ตั้งแต่ภาพสีน้ำ ภาพที่ทำโดยวิธีขึ้นโมเดลสามมิติ ภาพเทคนิค Video Call ไปจนถึงแอนิเมชัน

พ่อ, พ่อหลวง, ในหลวง, ร.9, พ่อ, พ่อหลวง, ในหลวง, ร.9, พ่อ, พ่อหลวง, ในหลวง, ร.9,

ตัดภาพมาที่ฝ่าย Copywriter ที่เชี่ยวชาญถ้อยคำ พวกเขาตั้งใจนำเรื่องราวในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตีความแล้วเล่าผ่าน ‘สปอตวิทยุ’ เพราะเครื่องมือนี้ช่วยให้ทั้งคนฟัง (เราสแกน QR Code ในหนังสือไปฟังสปอตของจริงได้) และคนอ่านหนังรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องจากการเล่าคนจริงๆ ที่เปี่ยมชีวิตชีวาและหลากมุมมอง อีกทั้งยังฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา  

มากกว่านั้น การเล่าเรื่องของชาวโอกิลวี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่องทางออฟไลน์ แต่พวกเขายังเลือกนำทั้งเรื่องและภาพขึ้นเว็บไซต์ TheStoryofFather.com เพราะอยากรวมเรื่องราวทั้งหมดเป็นกลุ่มก้อนในที่เดียวกัน และอยากให้เรื่องพ่อของคนไทยกลายเป็นนิทรรศการเสมือนจริงที่จะคงอยู่เนิ่นนาน รวมถึงเป็นนิทรรศการแสนพิเศษที่ฉันหรือคุณก็เข้าไปเรียนรู้เรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตลอดเวลา

70 Stories of Father จึงถือเป็นผลงานที่เล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ในแบบชาวโฆษณาแท้ๆ  และไม่ใช่แค่ผ่านสายตา แต่ผ่านหัวใจคนโฆษณาแห่งโอกิลวี่ทุกคน

พ่อ, พ่อหลวง, ในหลวง, ร.9, พ่อ, พ่อหลวง, ในหลวง, ร.9,

“โครงการนี้เป็นโครงการที่เราทำด้วยใจจริงๆ เรียกได้ว่าทุกคนทำไปทั้งน้ำตา แล้วก็ทำกันเต็มที่ บางรูปวาดกันเป็นเดือน เพราะอยากถ่ายทอดเรื่องราวของพ่อให้ดีที่สุด ทำให้สมพระเกียรติของท่านด้วยความรู้ที่คนทำโฆษณาอย่างเรามี ส่วนคนอ่านจะเอาไปตีความต่อหรือเอาไปใช้อะไรในชีวิตประจำวัน ผมว่าแล้วแต่มุมที่เขาเก็บหรือตีความได้ ที่จริงเราก็พยายามทำให้ครอบคลุมทุกมิติที่สุด บางคนอาจชอบเรื่องนี้แล้วเอาไปปรับเปลี่ยนชีวิตเขาให้ดีขึ้นก็ได้” วิโรจน์กล่าว

หากคุณอยากเห็นเรื่องราวในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมที่ช่างคิดและจับใจ ลองเปิดอ่าน 70 Stories of Father ดูสักครั้ง

**70 Stories of Father เปิดให้สั่งซื้อได้พร้อม CD เสียงในราคาชุดละ 399 บาท ตั้งแต่วันนี้ โดยโทรสั่งซื้อได้ที่เบอร์ 1124 (มีค่าจัดส่ง) ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00 น. โดยรายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายมอบเข้ามูลนิธิพระดาบส

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load