Spoiler Alert! 

สปอยล์ตอนจบของสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในเดนมาร์ก คือทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ แต่ไม่เหมือนเดิม เราจะมาเล่าให้ฟังว่าที่เดนมาร์กเรื่องราวเป็นมายังไงและจะดำเนินต่อไปยังไง รายงาน (หน้า) สดจากโคเปนเฮเกน

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ผู้คนปฏิบัติตามคำแนะนำ ยืนห่างกันอย่างน้อย 1 – 2 เมตร อย่างเคร่งครัด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ วันแรกที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเดนมาร์ก เราต่างรู้กันดีว่าจะเร็วหรือช้าเราก็จะได้พบกัน นับจากวันนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เดนมาร์กจึงตัดสินใจประกาศ Lockdown ขอร้องให้ประชาชนทำงานที่บ้าน ปิดโรงเรียน ห้องสมุด มิวเซียม ผับ บาร์ และที่เที่ยวกลางคืน รวมทั้งห้ามอีเวนต์ทั้งหลาย 

จากนั้นจึงประกาศ Shut Down ปิดพรมแดนแบบจริงจัง ณ วันที่ 14 มีนาคม พ่วงด้วยมาตรการยิบย่อยอีกหลายข้อในวันถัดๆ มา ขยายเวลาปิดประเทศจาก 2 สัปดาห์ เป็น 1 เดือน เพิ่มอีกเป็น 2 เดือน แต่แล้วด้วยความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยมของทุกคน (ปรบมือดังๆ) หลังจากผ่านไปเพียงแค่ 1 เดือน เดนมาร์กก็พร้อมเริ่มเปิดประเทศอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจ

More is Less

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายบนรถไฟ แนะนำให้ใช้ข้อศอกกดปุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อไวรัส

เดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรปที่ประกาศปิดประเทศรับมือโรค COVID-19 ตามหลังอิตาลีเพียงไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ (เท่าที่ตรวจเจอ) มีเพียงไม่กี่ร้อยคนจากประชากรจำนวน 5.8 ล้านคน นับว่าเป็นการตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาดอันน่าทึ่งของนายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดนมาร์ก ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า “รัฐบาลจะทำทุกวิธีทาง เพื่อปกป้องประชาชนเดนมาร์ก”

โอย ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ ถ้ามงไม่ลงอีกสมัยจะงงมาก! และเราก็เชื่อเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีออกมาแถลง จะเริ่มจากประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ นั้บตั้งแต่แถลงการณ์ครั้งแรกสุดเรื่อง Lockdown จนถึงแถลงการณ์เปิดประเทศอีกครั้ง สิ่งที่นายกฯ ย้ำเสมอ คือประชาชนทุกคนต้องเสียสละอย่างมากเพื่อปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล รัฐบาลจะต้องทำทุกทางเพื่อให้การเสียสละนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและประชาชนเจ็บตัวจากวิกฤตนี้น้อยที่สุด เจ็บแล้วต้องจบให้เร็ว ทำเหลือดีกว่าขาด ทำมากตอนนี้ แล้วจะสูญเสียน้อยในอนาคต

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
วิธีป้องกันคนกักตุนของ โดยเฉพาะเจลล้างมือแอลกอฮอล์ คือซื้อชิ้นแรกราคาปกติ ซื้อชิ้นที่สองราคา 500 โครน

แม้ว่ารัฐบาลจะสั่งปิดร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด คลินิก สั่งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน ห้ามเด็กคนละบ้านเล่นด้วยกันเกิน 2 คน และห้ามนู่นนี่นั่นอีกมากมาย แต่คนเดนมาร์กก็เหมือนจะเข้าใจและทำตามอย่างเป๊ะๆ 

ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลแนะนำให้ทุกคนอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร เวลาคนเดินสวนกันบนทางเท้า จะมีคนหนึ่งลงไปเดินกลางถนน หรือไม่ก็ข้ามไปเดินอีกฝั่งถนน แล้วข้ามกลับมา 

โหย ยอมใจในความพยายามมาก

ส่วนหนึ่งเพราะด้วยพื้นฐานของคนในสังคมที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลทำคือเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และอีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้รัฐบาลที่สื่อสารชัดเจนถึงเหตุผลของการตัดสินใจ จุดประสงค์หลักคือ เพื่อป้องกันและหยุดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ควบคุมจำนวนคนป่วย ไม่ให้เกินศักยภาพที่โรงพยาบาลจะรับมือได้ และจะขยายเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวันเริ่มลดลง

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ช่องจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตมีเส้นขีดให้ยืนเข้าแถวเว้นระยะห่างกัน 1 เมตร

สิ่งสำคัญที่ทำให้คนเดนมาร์กรู้จักการรับมือกับโรค COVID-19 แบบไม่แตกตื่นจิตตก คือการให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสนี้แบบง่ายๆ สื่อสารเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป สถานที่ทุกแห่งในเดนมาร์ก ทั้งโรงพยาบาล ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านค้า ออฟฟิศ ป้ายรถเมล์ มีป้ายแปะให้คำแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร และอาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง ทุกที่ใช้โปสเตอร์จากไฟล์เดียวกันเป๊ะ พรินต์มาจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแห่งชาติ 

ในฐานะประชาชนทั่วไป การที่ทุกคนอ้างอิงจากแหล่งเดียวกันเป็นเรื่องดีมาก เราไม่ต้องไปคิดมากมายว่าจะเชื่อใครดี WHO มีงานวิจัยรองรับมั้ย CDC อัปเดตแค่ไหน และเวลาไปคุยกับใคร ก็ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าทำไมยูไม่ใส่หน้ากาก การทำตัวเนียนเป็นคนเดนมาร์กง่ายมาก

 นอกจากนี้ ในฐานะพนักงานออฟฟิศ สิ่งนี้ทำให้การออกอีเมลแนะนำการปฏิบัติตัวของพนักงานเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องมานั่งประชุมถกกันยืดยาวว่าจะยึดเอาคำแนะนำของใครดี และสำหรับคนอยากรู้เพิ่มเติม ก็ไม่ต้องไปเสิร์ชกูเกิลเองให้เสียเวลา เพราะทุกคนจะได้รับข้อความทางมือถือและอีเมลทาง e-Boks (เป็นเหมือนตู้จดหมายในรูปแบบอีเมล เอาไว้ติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาล) ให้ข้อมูลฉบับเต็มเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา แบบเนื้อเน้นๆ หลายหมื่นตัวอักษร มีถึง 25 ภาษาให้เลือกอ่าน แบบแปลดีๆ ไม่ใช่ Google Translate พร้อมทั้งบริการสายด่วนและพิมพ์แชตได้ทั้ง 25 ภาษา ตอกย้ำการทำงานของรัฐบาลที่พร้อมปกป้องคนทุกชาติที่อาศัยอยู่ในเดนมาร์ก 

(เฮ้ย พึ่งรู้ตัวว่าเราอวยรัฐบาลเดนมาร์กไปเกือบครึ่งบทความละเนี่ย!) 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเดนมาร์ก

นอกจากรัฐบาล อีกหนึ่งท่านที่มีอิทธิพลต่อขวัญกำลังใจของคนเดนมาร์ก ก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ตามปกติแล้วเราจะได้เห็นควีนกล่าวสุนทรพจน์แบบเป็นทางการเพียงแค่ปีละครั้งตอนสิ้นปี และน้อยครั้งมากที่ควีนจะออกมากแถลงอะไรก็ตามเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยโคโรนาเป็นวาระระดับชาติจริงๆ เราเลยได้เห็นควีนออกมากล่าวสร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนช่วยเหลือกันและกัน โดยเฉพาะช่วยกันดูแลคนกลุ่มเสี่ยงในสังคม อย่างคนแก่และคนที่มีโรคประจำตัว เน้นย้ำให้ทุกคนอยู่ห่างกันและปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ในวันที่ 16 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 พรรษาของควีน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้จัดงานวันเกิดเอิกเกริกแบบปกติไม่ได้ ความน่ารักของควีนคือ พระองค์ทรงขอร้องให้ประชาชนส่งดอกไม้ไปให้ แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยในโรงพยาบาลแทน ส่วนคนเดนมาร์กในแต่ละเมืองก็รวมตัวกันทำอะไรน่ารักๆ (แบบห่างๆ ) เช่น ขับรถไปจอดหน้าโบสถ์แล้วร้องเพลงพร้อมกัน ประชาชนร่วมกันร้องเพลงออนไลน์พร้อมกับวงออร์เคสตรา เชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรปส่งวิดีโอมาเซอร์ไพรส์ 

อ้อ และอีกอีเวนต์สำคัญที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ คือพิธีมอบสัญชาติเดนมาร์กแก่คนต่างชาติ เพราะจับมือ Shake Hand กับควีนไม่ได้ พิธีนี้เลยต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ควีนแถลงป็นกรณีเฉพาะกิจ ขอร้องให้ทุกคนอยู่บ้าน ‘Bliv hjemme’ 

Less is More

และแล้วคนเดนมาร์กก็ทำได้! หลังจากปิดประเทศมาได้ 2 อาทิตย์ นายกฯ ก็ออกมาประกาศข่าวดีว่าตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ และถ้าตัวเลขยังคงรักษาระดับลดลงแบบนี้ต่อไป ผ่านพ้นช่วงวันหยุดยาวอีสเตอร์ 2 อาทิตย์หลังจากนี้ เราคงจะได้เริ่มเปิดประเทศกัน

หลังจากแถลงการณ์นี้ออกมา เราสัมผัสได้เลยว่าผู้คนดูผ่อนคลายมากขึ้น เริ่มส่งยิ้มทักทายกันมากขึ้น ไม่ได้เครียดเรื่องการรักษาระยะห่างแบบเป๊ะๆ เท่าเดิม แล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันที่ 6 เมษายน นายกฯ ออกมาแถลงถึงผลลัพธ์ของการที่ทุกคนช่วยกันอยู่บ้านและรักษาระยะห่างซึ่งกันและกัน ทำให้รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศได้ทีละนิด 

ตอนปิดประเทศ ออกกฎมากมาย เล่นใหญ่เกินเบอร์ แต่ตอนเปิดประเทศ จะใช้คอนเซปต์ตรงกันข้าม คือขาดดีกว่าเกิน โดยส่งหน่วยกล้าตายกลุ่มแรกกลับสู่สังคมในวันที่ 15 เมษายน คือเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชั้นอนุบาลถึง ป.5 เป็นปกติ แต่ต้องทำตามกฎระเบียบด้านความสะอาด เช่น พกขวดน้ำส่วนตัวไปเอง เด็กต้องนั่งห่างกัน 2 เมตร ล้างของเล่นวันละ 2 ครั้ง และคราวนี้เดนมาร์กได้เป็นที่หนึ่ง เป็นประเทศแรกในยุโรปที่เปิดโรงเรียนหลังจาก Lockdown

แผนต่อไปก็คืออนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กเปิดทำการได้ตั้งแต่ 20 เมษายนเป็นต้นไป เช่น ร้านนวด ร้านเสริมสวย ร้านทำผม ร้านสัก เนื่องด้วยธุรกิจเหล่านี้ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการรวมตัวคนจำนวนมากแบบร้านอาหารหรือผับบาร์ ส่วนออฟฟิศทั่วไปก็เปิดให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศได้แค่จำนวนจำกัด ธุรกิจอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ก็รอไปยาวๆ นู่น 10 พฤษภาคมนะจ๊ะ ส่วนอีเวนต์ต่างๆ เช่น งานเทศกาล คอนเสิร์ต หลังสิงหาคมค่อยมาว่ากันอีกที 

ถ้าตัวเลขลดลงไปในทางที่ดีขึ้น ทุกอย่างจะค่อยๆ เริ่มกลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนวันแรกที่ตรวจเจอผู้ติดเชื้อโคโรนารายแรก และจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะรีสตาร์ทประเทศแบบกรีนๆ รักษ์โลก เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 น่าจับตามองมากว่าเดนมาร์กจะพลิกวิกฤตโควิด พิชิตโลกร้อนได้อย่างไร

Writer & Photographer

ปัณฑารีย์ คุรุจิตโกศล

ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานใน NGO ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่ปี 2018 กำลังค้นพบความสุขง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก และการเขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

คนไทยอ่านนิยายแชตวันละ 1 พันล้านจอย

เป็นสถิติใหม่ที่ทำให้เราทั้งอึ้งทั้งงง เพราะพันล้านนี่ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ แล้วอะไรคือจอย? นิยายแชตที่ว่าคืออะไร? ถ้าคุณผู้อ่านกำลังตกอยู่ในภาวะอึ้งและงงแบบเดียวกัน เราขอแนะนำให้ไปที่ App Store แล้วกดโหลดแอพพลิเคชันชื่อ ‘JOYLADA – จอยลดา’

นี่คือแอพอ่านนิยายแชตเจ้าแรกของเมืองไทยจากค่ายอุ๊กบี (OOKBEE) ถ้ากดเข้าไปจะเจอ ‘นิยาย’ ที่รอให้คุณอ่านในรูปแบบนี้

JOYLADA

นิยายออนไลน์

แอพนี้สร้างสรรค์พื้นที่รูปแบบใหม่ในการอ่านนิยายแก่เรา จากที่เคยอ่านนิยายผ่าน ‘หน้าหนังสือ’ มาเป็นการอ่านผ่าน ‘ห้องแชต’ จำลองด้วยการกดอ่านทีละ ‘จอย’ หรือทีละประโยค ความสนุกของการอ่านแบบนี้คือเหมือนเราได้แอบอ่านแชตชาวบ้าน ต้องลุ้นว่าจะมีใครหักมุมอะไรตรงไหน

ถ้าถามว่าเวิร์กมั้ย คงต้องขอตอบด้วยสถิติที่มาแรงแซงทุกโค้งจากยอดสมาชิกกว่า 1 ล้านคน เป็นนักเขียน 180,000 คนที่สร้างสรรค์นิยายไปแล้วกว่า 250,000 เรื่อง รวมกันกว่า 1 ล้านตอนภายใน 4 เดือน แถมนิยายแชตเรื่องไหนมีคนจอยมาก นักเขียนก็มีรายได้มากขึ้นตามไปด้วย

เรามีได้โอกาสคุยกับ เมย์-ธิดาพร พฤกษมาศวงศ์ คอมมูนิตี้เมเนเจอร์ ผู้ดูแลแอพจอยลดา ถึงเรื่องราวความสำเร็จเกินคาดตลอด 4 เดือนนี้ รวมถึงเทรนด์การอ่านที่น่าสนใจของคนไทย ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างสรรค์สิ่งใหม่แก่ยุคสมัยด้วยหลัก ‘เรียนรู้และพัฒนาไปด้วยกัน’

เมย์-ธิดาพร พฤกษมาศวงศ์

 

‘จอยลดา’ แอพการอ่านแนวใหม่ที่เข้าใจอินไซต์คนไทย

เมย์เล่าว่า จอยลดาคือแอพของ OOKBEE ที่เริ่มต้นมาจาก หมู-ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ชอบศึกษาแอพอื่นๆ จากทั่วโลก เมื่อไปเจอแอพอ่านหนังสือรูปแบบใหม่ๆ ของต่างประเทศ ณัฐวุฒิก็หันมามองตลาดเมืองไทยและพบว่ายังไม่มีใครทำ เขาเกิดไอเดียทำแอพการอ่านแปลกใหม่ และที่สำคัญคือ เข้ากับคนไทย

“เราแยกย้ายกันไปรีเสิร์ชและพบว่าคนไทยชอบพวกกระทู้สืบสวน ชอบอ่านเรื่องชีวิตคนอื่นที่แคปมาจากไลน์ เราเลยคิดว่าแอพอ่านนิยายรูปแบบแชตน่าจะทำได้ และคุยต่อว่าต้องเป็นนิยายแนวไหนถึงเหมาะกับประเทศเรา จนสรุปได้ว่าต้องเป็นแนวผีหรือสยองขวัญ เพราะมันหักมุมได้ เหมาะกับแชตที่อาจจะตัดจบหักมุมยังไงก็ได้” เมย์เล่า

จอยลดาจึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีชื่อที่สะท้อนบุคลิกความเป็นผู้หญิงสนุกสนาน มีความเป็นไทยผสมอยู่  และมีจุดขายคือนิยายสยองขวัญหักมุม แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ทีมงานค้นพบคือ นิยายแนว Fan Fiction เกาหลี กลับมาแรงที่สุด ซึ่งถ้าดูกระแสติ่งเกาหลีก็สอดคล้องกันใช้ได้ทีเดียว

 จอยลดา

แอพนิยายออนไลน์

แอพอ่านหนังสือที่แคร์คนอ่าน  

จอยลดาเปิดตัวมาได้ 4 เดือน ถ้าพูดถึงการเติบโต ก็เรียกว่าประสบความสำเร็จจนทีมงานตกใจ

“ทุกวันนี้มีคนเข้าใช้ประมาณเดือนละ 1 ล้านคน มีนิยายจากจอยลดาผลัดกันขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์เป็นระยะ จนคนต้องไปตามหาว่ามันคืออะไร” เมย์เล่าถึงการโตแบบก้าวกระโดด และเมื่อเราขอให้เธอลองมองย้อนไปดูเคล็ดความสำเร็จ

เมย์บอกว่า น่าจะเป็นเพราะ ‘การตั้งใจฟัง’

“ถ้าย้อนไปมองว่า ทำไมเราถึงสำเร็จขนาดนี้ เมย์คิดว่าน่าจะเป็นรูปแบบแปลกใหม่ และน่าจะเป็นเพราะเราพยายามฟังทุกคนว่า เขาอยากได้อะไรและปรับไปตามนั้น คนอ่านอยู่ในทวิตเตอร์ เราก็ไปอยู่ที่นั่น ไปดูว่าเขาคุยอะไร พยายามตามเทรนด์ เรียนรู้ไปพร้อมกับผู้ใช้งานในทุกวัน ตั้งแต่เปิดตัวจอยลดามา 4 เดือนมีอะไรให้ตื่นเต้นตลอดทาง”จอยลดา

จอยลดา

 

แอพที่ทำลายการอ่าน?

ตอนแรกที่รู้จักแอพนี้ เราที่เติบโตจากการอ่านเรื่องราวจากหนังสือยังอดตกใจไม่ได้ว่า โลกยุคใหม่ (หรือเรียกอีกอย่างว่าโลกวัยรุ่นยุคนี้) หมุนไปถึงขนาดนี้แล้วเหรอ ไม่น่าแปลกที่จะมีคนสงสัยว่า จอยลดาพลิกหรือถึงขั้นทำลายวงการการอ่านดั้งเดิมหรือเปล่า แต่เมย์บอกว่า สำหรับเธอ นี่น่าจะเป็นการเปลี่ยนในเชิงบวก

“เราคิดว่าเป็นการเปลี่ยนไปในทางสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย นิยายควรเก็บความเป็นแต่ละยุคไปเรื่อยๆ ส่วนเก็บไว้ที่ไหน รูปแบบไหน ก็เป็นเรื่องของแต่ละยุค อย่างยุคก่อนหน้านี้ เราเก็บนิยายไว้ในหนังสือ ในละครวิทยุ จอยลดาเป็นสิ่งที่บอกว่า ยุคของเราเก็บนิยายไว้ในแอพพลิเคชัน เป็นเรื่องราวของพวกเรา มันจึงไม่ใช่การทำให้สิ่งดีๆ ที่มีหายไป แต่เพิ่มทางเลือกการอ่านแบบใหม่มากกว่า”

และนั่นหมายถึงไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีอ่าน แต่ยังเปลี่ยนวิธีเขียนด้วย

“เรามีโอกาสคุยกับนักเขียนบางคนของจอยลดา โดยเฉพาะคนที่เคยเขียนนิยายเป็นเล่มมาก่อน เขาเล่าว่านี่เป็นการเขียนที่ต่างกันมาก ท้าทายมาก เพราะถูกจำกัดในการเล่าแบบแชตว่า เล่ายังไงให้คนรู้เรื่องทุกอย่าง ให้เห็นภาพว่าเรื่องเกิดที่ไหน ตัวละครเป็นยังไง” เมย์เล่า “ดังนั้นบุคลิกของเรื่องแบบแชตต้องชัดกว่าในหนังสือเพื่อให้คนจำได้ น้องบางคนถึงกับมีสมุดจดว่าตัวละครจะพิมพ์แชตแบบไหน ที่สำคัญคือ นักเขียนส่วนใหญ่ยังเป็นวัยรุ่น จอยลดาทำให้เราได้เห็นว่าน้องรุ่นนี้มีศักยภาพมากแต่อาจไม่มีพื้นที่ให้ปล่อยของ แอพนี้เลยเปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ”

เมื่อถามถึงแนวโน้มการอ่านจากหนึ่งในทีมที่พลิกโฉมวิธีอ่านเขียนนิยายของคนไทยยุคนี้ เมย์ทิ้งท้ายว่า เนื้อหาบางอย่างน่าจะปรับให้เข้ากับเทคโนโลยี แต่ขนาดเดียวกัน เธอก็ไม่คิดว่า หนังสือจะสูญหาย

“เนื้อหาการอ่านน่าจะถูกปรับเข้ากับเทคโนโลยี มีแนวโน้มเหมาะกับการอ่านบนมือถือมากขึ้น แต่เมย์ไม่ได้มองว่าสิ่งนี้จะทำให้หนังสือหายไป แต่คอนเทนต์ที่รวดเร็วอย่างข่าว บทความ หรือนิยายเป็นตอนๆ อาจจะเหมาะอยู่บนอะไรที่รวดเร็วอย่างแอพพลิเคชันหรือเว็บไซต์ ส่วนหนังสือเหมาะกับเนื้อหาที่เราอยากเก็บ สิ่งที่คลาสสิก  มันน่าจะคงอยู่คู่กันไป”

 

 

 

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load