18 มิถุนายน 2561
5.17 K

บทความนี้จะพาคุณไปเที่ยวกรุงเทพมหานคร

ใจเย็นๆ ก่อน แม้คุณอาจคุ้นเคยกับเมืองหลวงนี้เป็นอย่างดี แต่อย่าพึ่งรีบปิดหน้าเว็บหนีกันไป เราไม่ได้พาไปเที่ยวกรุงเทพฯ ในแบบปกติ

แต่เราจะปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ แล้วมองที่นี่จากมุมมองบนยานพาหนะสองล้อ

ถีบกันไปช้าๆ แล้วทำความรู้จักมุมอบอุ่นของเมืองหลวงที่วันนี้ดูไม่เย็นชาเหมือนเคย

ในโลกที่พลเมืองโซเชียลต่างอวดการเดินทางของตัวเอง ไม่ว่าในหรือนอกประเทศอย่างน่าอิจฉา ฉันไม่มีความปรารถนาอยากเดินทางมากนัก ฉันพอใจในชีวิตที่อยู่นิ่งเฉยในห้อง หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ การเดินทางที่ฉันพอใจมากที่สุดเห็นทีจะเป็นห้างสรรพสินค้าย่านชานเมือง หรืออิเกีย บางนา (ที่พักของฉันอยู่แบริ่งน่ะคุณ)

หัวใจของฉันไม่ได้โหยหาการเดินทางขนาดนั้น

วันแรกของการเป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่ ฉันได้รับมอบหมายให้ติดต่อเอเจนซี่แห่งหนึ่งที่จัดการท่องเที่ยวโดยใช้ ‘จักรยาน’ เป็นยานพาหนะหลักสำหรับเที่ยวชมกรุงเทพมหานคร ชื่อว่า Co van Kessel Bangkok Tour เพื่อขอติดตามการเดินทาง

ถ้าคุณอ่านประวัติผู้เขียนในส่วนสุดท้ายของบทความจะระบุไว้ว่า

‘อยากปั่นจักรยาน แต่แม่ไม่ยอมให้ปั่น’

แน่อยู่แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยในการปั่นจักรยานต่ำมาก ต่อให้
เทรนด์การปั่นจักรยานจะเป็นที่นิยมขนาดไหน แต่ถนนร้อยละ 70 ของประเทศนี้กลับไม่เอื้อให้เราได้ปั่นจักรยานเป็นยานพาหนะหลักสักเท่าไหร่

ถ้าแม่เป็นห่วงขนาดนี้ แล้วจะนับประสาอะไรกับการปั่นจักรยานท่องเที่ยว

คำถามต่อมาที่ฉันคิดเพิ่มอีกคือ แล้วการปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ จะน่าสนใจจริงๆ เหรอ

ฉันเชื่อในหลักการวิทยาศาสตร์ที่ว่า ไม่เชื่อต้องพิสูจน์

ดังนั้น ฉันจึงอาสาที่จะแอบแม่ไปปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

06.30 น.

เช้านี้ฉันขึ้นรถไฟฟ้าเร็วกว่าปกติ จนมาถึงสำนักงานของ Co van Kessel Bangkok Tour ในอาคาร The River City ซอยเจริญกรุง 24 ก่อนเวลานัดหมายครึ่งชั่วโมง

ระหว่างที่ฉันกำลังรอเพื่อนร่วมทาง ฉันได้ฟังเรื่องเล่าการเริ่มต้นธุรกิจนี้จากคุณน้อง-จันทร์มณี พลภักดี ผู้ร่วมก่อตั้ง Co van Kessel Bangkok Tour คุณน้องเล่าว่าเดิมทีคุณน้องขายแพ็กเกจท่องเที่ยวอยู่ที่ถนนข้าวสาร ก่อนจะได้พบกับ Mr.Co van Kessel หรือลุงโก้ เพื่อนจากเนเธอร์แลนด์ ดินแดนของนักปั่นจักรยาน เขาชักชวนให้เธอร่วมสร้างการท่องเที่ยวด้วยจักรยานจากเส้นทางที่เขาออกแบบด้วยตนเอง คุณน้องตอบปฏิเสธอยู่หลายครั้ง จนได้ลองปั่นจักรยานไปตามเส้นทางดังกล่าว คุณน้องเกิดความสนใจด้วยวิธีการนำเสนอการเดินทางที่เล่า ‘วิถีการดำรงชีวิตของคนไทย’ ทั้งไชน่าทาวน์ บางกรวย ตลิ่งชัน เป็นต้น เธอตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ กับลุงโก้ และจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2548

07.00 น.

ฉันและเพื่อนนักเดินทางชาวเนเธอร์แลนด์ 8 คนเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง พี่อิ๋ม หัวหน้าไกด์ และพี่ป๊อปปี้ ผู้ช่วยไกด์ ให้พวกเราเลือกจักรยานตามชอบใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลการเลือกจักรยานของเราให้เหมาะสมกับการปั่นเพื่อท่องเที่ยวในวันนี้ ด้วยส่วนสูง 170 เซนติเมตรตามมาตรฐานชายไทย ฉันเลือกจักรยานที่ขนาดเล็กหน่อย เพื่อให้การเดินทางคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

‘Safety is our first priority’ หรือความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ นั่นเป็นสิ่งแรกที่พี่อิ๋มพูดกับเพื่อนร่วมทริปทุกคน การทัวร์จักรยานวันนี้จึงมีเงื่อนไขสามข้อ ประการที่หนึ่ง ปั่นจักรยานเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งตลอดเส้นทาง ประการที่สอง เชื่อฟังคำสั่งของไกด์อย่างเคร่งครัด และประการสุดท้ายคือ หากต้องการความช่วยเหลืออะไรให้เรียกไกด์ได้ทันที

การผจญภัยในกรุงเทพมหานครที่ฉันไม่ได้รู้เส้นทางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

07.30 น.

ล้อหมุนที่เวลา 7 โมงครึ่ง

ไม่ใช่ล้อที่หมุนด้วยการสันดาปน้ำมันกับเครื่องยนต์ แต่เป็นการหมุนด้วยแรงถีบของเราเอง

เจริญกรุงถือเป็นส่วนหนึ่งของไชน่าทาวน์ในกรุงเทพฯ​ เราปั่นเข้าสู่ย่านตลาดน้อยจนมาถึงจุดหมายแรกคือ ศาลเจ้าโจวซือกงซึ่งเป็นศาลเจ้าขนาดไม่ใหญ่มากหลบซ่อนอยู่ลึกพอสมควร ศาลเจ้าแห่งนี้อาจเป็นที่รู้จักของชาวไทยเชื้อสายจีนหรือประชาชนทั่วไปด้านการขอพรให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีลูกง่าย แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือ Hidden Place ที่แรกซึ่งเป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่น่าสนใจทีเดียว

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์ Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

เราเคลื่อนขบวนไปที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า เป็นศาลเจ้าที่มีขนาดเล็กลงมา ผู้คนต่างมาขอพรให้ประสบพบแต่โชคดี

ในย่านนี้มีศาสนสถานมากมายทั้งวัดไทยและวัดจีนขนาดเล็กใหญ่ปนกัน เราสามารถจำแนกความแตกต่างได้จากสี ลวดลาย และงานประกอบที่ตกแต่งเอาไว้ในศาสนสถานนั้นๆ

เรามาถึงเยาวราช ไม่ต้องอธิบายให้มากความถึงความนิยมของย่านนี้ เยาวราชแบ่งได้เป็นหลายโซน เราผ่านมาในโซนตลาดเก่า มีทั้งร้านขายรองเท้าแตะ อาหารแห้ง เครื่องเทศ ของใช้จุกจิก และร้านอาหารอยู่ในซอกซอยต่างๆ ที่ฉันไม่คาดคิดเลยว่าจะมีร้านรวงเหล่านี้ตั้งอยู่ในซอยด้วย

การปั่นจักรยานผ่านซอยแคบในย่านตลาดเก่า ทำให้ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าไกด์จะอนุญาตให้เราถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่ แต่ฉันเลือกซึมซับและบันทึกภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ด้วยสองตาของฉันเอง

ภาพของอากงอาม่านั่งพูดคุยกันหน้าบ้านในตอนเช้า ชาวบ้านที่ยืนดูพวกเราขับจักรยานผ่านไป คุณพ่อคุณแม่ส่งลูกไปโรงเรียน ผู้คนมากมายในตลาดตอนเช้า เป็นอีกความรู้สึกที่ฉันไม่มีโอกาสเห็นเลยเมื่อมาเยาวราช

เราผ่านโรงเรียนวัดปทุมคงคาในช่วงเช้าที่นักเรียนกำลังทยอยมาโรงเรียน มีเด็กประถมสองสามคนมายืนหน้าประตูและขอตีมือพวกเรา

น่ารักไม่ใช่เล่น

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์


08.00 น.

เราปั่นจักรยานมาหยุดที่ท่าเรือราชวงศ์ พวกเราทุกคนช่วยกันขนจักรยานขึ้นไปไว้บนเรือ ผูกเชือกมัดให้ปลอดภัย และข้ามฟากจากฝั่งพระนครมาฝั่งธนฯ ด้วยเวลาไม่นาน

ก่อนที่เราจะออกตัวไปยังจุดหมายต่อไป ไกด์ชวนเราดื่มกาแฟจากรถเข็นกาแฟที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพื่อนร่วมทริปของฉันสั่งกาแฟหวานน้อยทุกคน

เมื่อได้ดื่มกาแฟที่ชงสดจากบาริสต้าไทยในผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหววแล้ว ทุกคนบอกว่ามันหวานเกินไป เพราะคนไทยใช้นมข้นหวานในการชงเครื่องดื่ม จึงทำให้กาแฟแบบไทยๆ มีรสชาติหวานมันกว่าการใช้น้ำเชื่อมชงแบบฝรั่ง

ฉันบอกกับเพื่อนใหม่ว่า ‘หวานน้อย is the new หวานปกติ’ (Low sugar is the normal sweet level for Thai people.)

โชคดีที่ทุกคนหัวเราะกับมุกตลกของฉัน

จุดต่อไปที่ไกด์พามาจอดคือ ตลาดสด

ไม่ต้องตกใจ มันคือตลาดสดที่เราแวะซื้อของก่อนกลับบ้านนั่นแหละ

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

ฉันตกใจมากว่าทำไมถึงต้องมาตลาดสด แต่เมื่อเราตามไกด์มาดู ไกด์พาเรามาชิมขนมสอดไส้และขนมครกจากร้านในตลาดที่อร่อยไม่หยอก พร้อมกับการเดินสำรวจตลาดแบบไทยๆ ที่ทำให้เพื่อนร่วมทริปของฉันตื่นตาตื่นใจ ทั้งการบดมะพร้าวด้วยเครื่องจักรเพื่อคั้นออกมาเป็นน้ำกะทิ หรือไข่เยี่ยวม้าที่คนไทยคุ้นเคย เพื่อนร่วมทริปของฉันตื่นเต้นกับไข่เป็ดสีชมพูที่ตอกออกมาแล้วจะได้พบกับไข่เนื้อเยลลี่ ที่รสชาติอาจจะแปลกประหลาดสำหรับชาวต่างชาติไปสักหน่อย

พักดื่มน้ำดื่มท่าเรียบร้อยแล้ว เราทุกคนจึงเดินทางต่อ

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

เส้นทางการปั่นจักรยานนั้นค่อนข้างลดเลี้ยวเคี้ยวคดด้วยความแคบ ฉันนึกชมทีมสำรวจอยู่ในใจถึงการหาเส้นทางที่ทำให้เราทุกคนสนุกกับการปั่นจักรยานได้ขนาดนี้

เราลัดเลาะย่านกุฎีจีนจนมาจอดไหว้พระกันที่วัดกัลยานมิตรวรมหาวิหาร เราได้ซึมซับถึงพุทธศาสนาผ่านความเงียบสงบภายในวิหารอันเป็นสถานที่ประดับสถานของหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) เราใช้เวลาสั้นๆ ก่อนออกจากวัดและเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

09.30 น.

เรายกจักรยานขึ้นเรือหางยาว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงข้ามฟากมาถึงย่านตลิ่งชัน โดยปกติจะมีตลาดน้ำตลิ่งชันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ แต่เราเดินวันจันทร์จึงเห็นแต่แผงขายของที่ไม่มีสินค้าและผู้คน

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์ Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

พี่อิ๋มให้พวกเราหยุดพักสักครู่เพื่อให้เพื่อนร่วมทริปของฉันได้ชิมเงาะโรงเรียน หนึ่งในผลไม้ประจำฤดูฝนของไทย พี่อิ๋มเล่าว่าผลไม้ไทยนั้นมีราคาถูกมาก เงาะโรงเรียนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมที่เธอซื้อมาให้พวกเราทุกคนได้ชิม ราคาเพียงกิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น

เงาะหมดถุง การเดินทางจึงดำเนินต่อ

การปั่นจักรยานในครั้งนี้เราซอกซอนชอนไชด้วยความยากลำบากไปอีกหนึ่งระดับ ไกด์ได้พาเราเข้าสู่หมู่บ้านที่ถนนนั้นแคบมากเสียจนจะเป็นชุมชนแออัด เราได้รับคำเตือนให้ปั่นจักรยานด้วยความระมัดระวัง เพราะนอกจากทางที่แคบแล้ว ยังไม่มีอะไรกั้นขอบถนน ซึ่งอาจจะทำให้เราตกลงไปในคูคลอง

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

10.00 น.

เราผ่านเส้นทางอันหฤโหดมาได้ รางวัลที่ได้รับคืออาหารมื้อใหญ่ประจำวันนี้

ไกด์พาพวกเราทุกคนแวะทานอาหารที่น่าจะเรียกว่า ‘บรันช์’ หรือมื้อควบเช้า-กลางวันตามวิถีฝรั่ง ที่ร้านคุณแก ร้านอาหารท้องถิ่นในย่านบางกรวย

ทางร้านจัดอาหารไทยง่ายๆ แต่แสดงออกถึงความเป็นไทยได้อย่างครบเครื่องทั้งหมด 4 เมนู ได้แก่ ต้มจืดเต้าหู้ไข่หมูสับ พะแนงไก่รสเข้มข้น ไข่เจียวหมูสับ และผัดผักรวม

ฉันเห็นเพื่อนร่วมทริปเหงื่อตกกับรสชาติเผ็ดร้อนของพะแนงก็แอบสงสารเขานิดหน่อย เพราะฝรั่งทานเผ็ดมากไม่ได้ แต่การที่เพื่อนใหม่ของฉันได้สัมผัสกับอาหารไทยรสชาติถึงเครื่องน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีไม่น้อย

เมื่อสังเกตดีๆ ตลอดทั้งโปรแกรมการปั่นจักรยานไม่มีการแวะตามร้านอาหารดังหรือร้านขนมที่มีชื่อเสียงเลย พี่อิ๋มเลือกร้านที่อยู่ในพื้นที่ท้องถิ่น เพราะพันธกิจอย่างหนึ่งของ Co van Kessel Bangkok Tour คือการสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น ไม่มีการผูกขาดร้านค้าเพื่อแบ่งเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือร้านค้าภายในพื้นที่ให้มีรายได้

11.00 น.

ทิ้งท้ายเส้นทางวันนี้ด้วยการปั่นจักรยานลัดเลาะกลับเข้ามาที่ย่านบางขุนนนท์มาที่วัดสุวรรณนาราม เพื่อขนจักรยานขึ้นเรือหางยาวกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรา สำนักงานของ Co van Kessel Bangkok Tour

การนั่งเรือกลับในครั้งนี้เป็นการเดินทางกลับโดยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา คนเรือเตือนให้พวกเราทุกคนสวมใส่เสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย ฉันทำตามอย่างว่าง่าย แล้วก็เข้าใจว่าทุกอย่างย่อมมีเหตุผลของมัน

เพราะการนั่งเรือกลับไปที่สำนักงานนั้นหฤโหดเอาเรื่องด้วยความเร็วของเรือทำให้น้ำกระเซ็นเข้าหน้า และมีน้ำหนักการเหวี่ยงที่ค่อนข้างแรง ฉันพูดกับพี่อิ๋มเล่นๆ ว่าเหมือนกำลังเล่นบานาน่าโบ๊ตที่พัทยาเลย

การขึ้นเรือครั้งนี้เกินความคาดหมายของฉันมาก ก่อนขึ้นเรือฉันพูดคุยกับพี่อิ๋มถึงการออกแบบเส้นทาง และการเตรียมงานในแต่ละทริป ถึงได้รู้ว่า Co van Kessel Bangkok Tour มีโปรแกรมการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งแบบครึ่งวัน เต็มวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน มีการปล่อยตัวนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มในช่วงเวลาเดียวกัน ทุกกลุ่มจะมีเส้นทางในการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนกัน โดยจะมีการสำรวจเส้นทางซึ่งใช้ทีมงานหลายคน แล้วนำเส้นทางที่ได้มาประชุมเพื่อวางแผนการเดินทางให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปทุกครั้ง (มีนักท่องเที่ยวเคยมาใช้บริการซ้ำมากที่สุด 28 ครั้งเลยนะ!)

11.30 น.

พวกเราเข็นจักรยานกลับมาที่ห้องจักรยานพร้อมรับผ้าเย็นจากเจ้าหน้าที่

เช็ดหน้าเช็ดตาจนชื่นใจ ฉันยื่นนามบัตรของ The Cloud ให้กับเพื่อนใหม่ของฉัน พวกเขารอคอยที่จะดูภาพประกอบบทความนี้อย่างใจจดใจจ่อ (เพราะเขาอ่านภาษาไทยไม่ได้) สมควรแก่เวลา เพื่อนใหม่จึงบอกลาฉันพร้อมอวยพรให้โชคดีในการฝึกงาน ซึ่งเป็นเวลาประจวบเดียวที่ฉันได้พบคุณน้องอีกครั้งเพื่อถามไถ่เกี่ยวกับการเดินทาง

“มันคือการจ่ายเงินมาเหนื่อย” คุณน้องเปิดบทสนทนากับฉันด้วยประโยคนี้ในห้องทำงานของเธอ ซึ่งทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้

“พี่ทำธุรกิจนี้ด้วยวงกลม 4 วง ที่มีตรงกลางเรียกว่าความสุข ประการแรก เราทำงานกับคนที่อยากทำงานจริงๆ และมีความสุขกับการทำงาน ประการที่สอง ลูกค้าต้องมีความสุขกับสิ่งที่เราให้ ประการต่อมา เวลาที่เราไปตามชุมชน ชาวบ้านต้องได้กับเขาด้วย และประการสุดท้าย พี่มองหาความยั่งยืน เมื่อองค์กรอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ไกด์อยู่ได้ ทั้งหมดจะขับเคลื่อนให้กลายเป็น Niche Market ที่มีคุณภาพ ลูกค้าอยากจะมาร่วมทัวร์ในเชิงสร้างสรรค์ ทัวร์ที่ไม่มีการสร้างภาพ ทำในสิ่งที่มีความรู้สึกว่าลูกค้าได้ให้อะไรกลับไปยังชุมชนด้วย ให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนมากเสียกว่าที่จะยัดเยียดไปตามเส้นทาง”

เสียงตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าผู้มาใช้บริการ รางวัลและรีวิวมากมายจากเว็บไซต์ชื่อดัง คุณน้องมองภาพการพัฒนาของ Co van Kessel Bangkok Tour ให้เป็นแฟรนไชส์ที่จะขยายไปตัวไปในหลายจังหวัด หลายประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งต่อการเดินทางที่ไม่เหมือนใครในแบบฉบับเดียวกันให้ผู้คนได้สัมผัสมากกว่าเดิม

ชักอยากเห็นแล้วสิ

13.00 น.

ฉันร่ำลาทุกคนที่ออฟฟิศของลุงโก้หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น รวมถึงตึ๊ดต๋อ สุนัขประจำออฟฟิศซึ่งมีสติกเกอร์ไลน์เป็นของตัวเอง

เป็นวันที่ฉันสนุก สุข จนแทบอยากจะเข้าไปจองทัวร์โปรแกรมต่อไปในทันที

ฝากบอกแม่ฉันทีว่าไม่ต้องห่วงนะ ฉันปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ ได้แล้ว

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

วริศรา ศิริพลไพบูลย์

เด็กบัญชี ปีสอง ถิ่นกำเนิดจากขอนแก่น ชอบตื่นเช้ามาออกกำลังรับวิตามินดี รักการท่องเที่ยวธรรมชาติ กำลังเรียนรู้วิถีการเป็นช่างภาพ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.82 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load