เคยอยู่ในสถานการณ์ตกที่นั่งลำบากกันไหมครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มักจะตกที่นั่งลำบากอยู่บ่อยครั้ง และจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการยืนแทนเสมอๆ (?) ล่าสุดผมตกที่นั่งลำบากในเหตุการณ์งานบวชของพี่ชายของผม เหตุด้วยการจัดสรรที่นั่งด้วยเก้าอี้เบาะหนังหุ้มโครงเหล็กของทางวัดนั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนแขกที่เดินทางมาร่วมงาน ทำให้ตัวผมเองตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการสละที่นั่งแล้วยืนแทน ซึ่งนอกจากผมจะลำบากไม่มีนั่งแล้ว การยืนยินดีกับพี่ชายในขณะที่ต้องสู้กับอากาศร้อนอบอ้าวของประเทศไทย จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเท่าไหร่

ทันใดนั้นเอง ทางวัดก็แก้ไขสถานการณ์ด้วยการจัดแจงให้เหล่าลูกศิษย์ช่วยนำที่นั่งจำนวนหนึ่งมาเสริม อันเป็นที่นั่งวัสดุเเผ่นบางๆ สีสันสดใส ยกซ้อนกันมาคล้ายเป็นคอนโด แล้วเเจกจ่ายให้กับคนที่ตกที่นั่งลำบากในเวลานั้น ไม่ว่าจะเด็กหรือคนชราก็สามารถหยิบยกที่นั่งเหล่านั้นได้อย่างสะดวก และวางนั่งลงอย่างสบายใจโดยไม่ต้องขอยืมแรงผู้ใด ซึ่งแน่นอนว่าที่นั่งวัสดุบางๆ สีสันสดใสที่ดูช่างคุ้นเคยเหลือเกินนั้น จะเป็นสิ่งอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก ‘เก้าอี้พลาสติก’ นั่นเอง

นอกจากเก้าอี้พลาสติกจะเข้ามาแก้ไขสถานการณ์แล้ว ในตอนนั้นเองผมก็ค้นพบความมหัศจรรย์ของเก้าอี้พลาสติกที่ถูกนำมาใช้ในหลายๆ บริบทได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่เป็นเก้าอี้ที่ไว้นั่งปลงผมของพระภิกษุ ยันเป็นเก้าอี้ที่วางเรียงเอาไว้ให้เหล่าญาติผู้ใหญ่มานั่งรวมถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึก และแน่นอนว่าเก้าอี้พลาสติกที่ถูกนำมาใช้งานในพิธีสำคัญทางศาสนาที่เป็นทางการนี้ เป็นเฟอร์นิเจอร์แบบเดียวกันกับที่ถูกใช้แบบไม่ทางการตามริมถนนและท้องตลาดที่เราเห็นจนชินตา และอาจบังตาจนเราไม่เคยได้ตั้งคำถามกับงานดีไซน์เก้าอี้พลาสติกสีสันสดใสเหล่านี้ว่า ทำไมจึงกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใกล้ตัวและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของพวกเราได้ขนาดนี้

สำหรับ อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ ผมขออาสาเป็นตัวยืนในการตั้งคำถามเหล่านี้ และชวนทุกท่านนั่งขบคิดบนเก้าอี้พลาสติกแผ่นบางๆ นี้ไปด้วยกันครับ

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

 

ตกที่นั่งไม่ลำบาก

หากพิมพ์คำว่า Chair ลงใน Google translate คำแปลภาษาไทยที่ระบบได้ประมวลออกมาก็คือ ‘เก้าอี้’ แต่ถ้าเราจะหาคำแปลของคำว่า เก้าอี้ อีกที เราก็จะพบว่าจริงๆ แล้วคำว่า ‘เก้าอี้’ นั้นไม่ใช่คำภาษาไทย แต่มาจากการเพี้ยนเสียงของคำว่า ‘เกาอี่’ ในภาษาจีนกลาง ซึ่งคำว่า เกา แปลว่า สูง ส่วนคำว่า อี่ แปลว่า ที่นั่ง และเมื่อพอผสมคำกันแล้วจึงมีความหมายว่า ‘ที่นั่งสูง’ ซึ่งนั่นทำให้ผมพบเจอว่า จริงๆ แล้วเฟอร์นิเจอร์ที่นั่งขาสูงที่เราเรียกว่าเก้าอี้นั้นเป็นเรื่องของอิทธิพลจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทยนั่นเอง

ในประเทศแถบเอเชียและเอเชียอาคเนย์นั้น ประเทศจีนเป็นชาติแรกชาติเดียวที่มีเก้าอี้ใช้นั่ง ส่วนประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะกิน นั่ง นอน ทุกอย่างจะอยู่บนพื้นทั้งหมด ประโยคเรื่องวัฒนธรรมการนั่งของเอเชียที่สถาปนิกรุ่นใหญ่อย่าง อาจารย์ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งยังมีการบันทึกต่อไปว่า

สำหรับคนไทยแล้ว พื้นนับเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่กลืนเป็นเนื้อเดียวไปกับบ้าน ด้วยเหตุนี้ ทำให้เวลาจะเข้าบ้าน เราจำต้องถอดรองเท้าก่อนนั่นเอง ยิ่งถ้าเป็นบ้านไม้ไทยสมัยก่อนแล้ว พื้นบ้านจึงนับเป็นเก้าอี้ตัวยักษ์ที่ออกแบบมาเพื่อไม่ต้องลำบากขนหนีน้ำเวลาท่วมนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนที่ชาวจีนจะนำเก้าอี้มาเผยแพร่ใช้งานในโซนฝั่งประเทศบ้านเรา เรามีวัฒนธรรมการนั่งพื้นเป็นหลัก โดยที่ประเทศไทยเราเอง ชาวบ้านทั่วไปก็มีวัฒนธรรมในการปูเสื่อล้อมวงกินข้าว หรือการนั่งพื้นโดยมีหมอนอิงเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเองก็มีวัฒนธรรมการนั่งเสื่ออย่างชัดเจน ส่วนที่นั่งยกระดับเป็นแท่นขึ้นมานั้นนับเป็นเฟอร์นิเจอร์ของคนชนชั้นนายคนเท่านั้น

แต่แล้วเมื่อถึงยุคที่ชาวจีนได้เข้ามาตั้งรกรากและทำการค้าขายกับไทยในสมัย ร.3  สิ่งที่เรียกว่า ‘เก้าอี้’ ที่มาเป็นตัวๆ จึงเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่น่าจะถูกอิมพอร์ทเข้ามาด้วยกันนั่นเอง ซึ่งร่องรอยของเก้าอี้ในอดีตจากคนจีนที่ตัวผมเองเจอและสังเกตเห็นก็คือ เก้าอี้ไม้หัวกลมลายดอกโบตั๋น หรือว่าเก้าอี้หัวกลมเหล็กสังกะสีที่มีการลงสีลายดอกไม้จีน ที่มักถูกใช้ตามร้านค้าห้องแถวโบราณตามที่ต่างๆ ซึ่งนับวันนี้แล้วก็เริ่มยิ่งพบเจอยากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าผมได้เห็นเก้าอี้พวกนี้ตามพวกละครย้อนยุคบ่อยกว่าในโลกความเป็นจริงซะเอง

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

จนในเวลาต่อมาเมื่อวิถีการนั่งเก้าอี้จากคนจีนได้เข้ามาทดแทนการนั่งพื้นของเหล่าคนไทยโดยทั่วกัน กระทั่งอายุการใช้งานของเก้าอี้ไม้เดินมาถึงจุดที่เริ่มชำรุดและเกิดความต้องการหาเก้าอี้แบบใหม่เข้ามาทดแทน และขณะเดียวกันที่ไทยเองก็ไม่ได้มีแนวคิดในการพัฒนาการออกแบบเก้าอี้ใช้กันเองตั้งแต่แรกเริ่ม รอยต่อของเหตุเหล่านี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่คาดว่าทำให้เก้าอี้พลาสติกที่เริ่มถูกผลิตขายในช่วงเวลานั้น ได้เนียนๆ เข้ามาแทนที่เก้าอี้ไม้เดิมๆ อย่างลงตัว

ซึ่งถ้าเราย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ช่วง พ.ศ. 2530 ในตอนนั้น บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (เพนกวินแดง) ได้คิดค้นและเป็นผู้ผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์พลาสติกรายแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหล่าผู้อาวุโสหลายคนบอกตรงกันว่า เป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มรู้จักเก้าอี้พลาสติกบ้านๆ สีสันแสบๆ และเริ่มเห็นใช้กันอย่างแพร่หลาย ถึงแม้ว่าในฝั่งตะวันตกเอง เหล่าดีไซเนอร์ต่างหมกมุ่นและพยายามออกแบบเก้าอี้ด้วยวัสดุพลาสติกกันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1960 (ตรงกับปีพ.ศ. 2503) ซึ่งเก้าอี้พลาสติกชื่อดังอย่าง Panton Chair ก็ถูกพัฒนาในช่วงเวลานั้น

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

อย่างตัวผมเองที่ไม่ได้เกิดทันยุคบุกเบิกของเก้าอี้พลาสติกในไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ทำให้ทันทีที่ผมได้เหยียบมาบนโลก เก้าอี้พลาสติกเหล่านี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยปริยาย ไม่ว่าหันไปทางไหนในชีวิต เดินทางไปร้านข้าวที่ใด เก้าอี้พลาสติกก็เหมือนเป็นเพื่อนสนิทคู่ใจที่พบเจอได้เสมอๆ เช่นเดียวกับเหตุการณ์งานบวชของพี่ชายที่เล่ามาในตอนแรก

แม้ว่าจะผ่านมาถึง 30 กว่าปีแล้ว เป็นที่น่าสงสัยไปอีกว่า เพราะเหตุใดเก้าอี้พลาสติกถึงดูไม่ตกยุคและยังอยู่ในเทรนด์ของการใช้งานในฐานะเฟอร์นิเจอร์สำหรับการนั่งของชาวไทย แม้ว่าร้านเฟอร์นิเจอร์อย่าง IKEA จะเปิดสาขาในไทยไปถึง 2 สาขาแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าความบ้านๆ ของดีไซน์เก้าอี้พลาสติกสีๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะถูกจริตกับเราคนไทยเสียมากกว่า

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

 

ผู้รักษา Seat ห้า

ถ้าศีล 5 คือ ข้อปฏิบัติพื้นฐานทางพุทธศาสนาที่หากรักษาและสามารถทำตามได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลทำให้ชีวิตผาสุก มีแต่กัลยาณมิตรที่ดีคอยติดตามและช่วยเหลือกัน ซึ่งมีความคล้ายกับเก้าอี้พลาสติก ที่ผู้คนยังคอยเลือกใช้และยังถูกคำนึงถึงเมื่อยามตกที่นั่งลำบากอยู่เสมอ เพียงว่าเก้าอี้พลาสติกนั้นเขารักษาศีล 5 ไม่ได้ แต่กลับเป็นคุณสมบัติของ Seat 5 ข้อ ที่เก้าอี้พลาสติกยังคงรักษาเอาไว้ จนทำให้เราชาวไทยถูกอกถูกใจกัน อันได้แก่

ข้อ 1 ‘สีสันสดใส หัวใจกระชุ่มกระชวย’ เป็นเหมือนกันไหมครับว่า เวลาเห็น เก้าอี้พลาสติกสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียวมะนาว ตามร้านริมทางแล้วรู้สึกสงสัยว่าทำไมเจ้าของร้านเขาจึงกล้าที่จะเล่นสีฉูดฉาดได้ขนาดนี้ หรือมีอะไรดลใจให้เขารู้สึกอยากใช้สีสันพวกนี้เพื่อสร้างความกระชุ่มกระชวยอะไรหรือเปล่า แม้ว่าเจ้าของร้านจะมีหน้าเข้มไว้หนวดไว้เครา

ซึ่งเมื่อลองพยายามทำความเข้าใจแล้ว เราก็พบว่า ด้วยข้อจำกัดของวัสดุในการฉีดขึ้นรูปให้เป็นเก้าอี้ ซึ่งก็คือสีเม็ดพลาสติกที่ส่วนมากเป็นชุดแม่สี RGB (แดง เขียว น้ำเงิน) และเมื่อเกิดผลิตจำนวนมากๆ แล้ว การที่ต้องพยายามผสมสีใหม่ๆ ให้มีมากขึ้นอีก จึงเป็นเรื่องที่เปลืองทรัพย์และเปลืองเวลา ทำให้ชุดสีพื้นฐานของเก้าอี้เหล่านี้จึงกลายเป็น Pantone เริ่มต้นแก่บุคคลทั่วไปโดยปริยาย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราไม่ซีเรียสมาก ก็ไม่รู้จะคุมโทนไปทำไม

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อ 2 ‘มีทุกขนาดให้เลือกสรร ทุกระดับทุกสไตล์ แบ่งขายให้ตามต้องการ’ เมื่อดีไซน์ใดๆ ในโลกไม่สามารถตอบโจทย์ได้ด้วยวิธีเดียว เก้าอี้พลาสติกจึงได้ถูกผลิตในรูปแบบหลากหลายเพื่อแก้ปัญหาในทุกท่านั่งอิริยาบถ ตั้งแต่เก้าอี้นั่งยองๆ สำหรับซักผ้า เก้าอี้แบบไม่มีพนักพิงที่เน้นความคล่องตัว หรือมีพนักพิงสำหรับนั่งเอนกาย ยันเก้าอี้พลาสติกที่มีอาร์มแชร์แบบจริงจัง โดยที่รูปแบบสไตล์การใช้งานต่างๆ ทั้งหมดนี้ ยังมีขนาดหลากหลายให้เลือกสรร และสามารถแบ่งซื้อแบ่งขายตามความต้องการอย่างสะดวกสบาย จะซื้อตัวเดียวหรือยกโหลก็มายกไปได้เลย

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อ 3 ‘เธอเอาพลาสติกมาทับอยู่บนพลาสติก’ จุดแข็งที่หลายๆ คนมักยกนิ้วให้กับคุณสมบัติของเก้าอี้พลาสติกก็คือ ความเบาและความสามารถที่นำมายกซ้อนทับได้ และคาดว่าคุณสมบัตินี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เก้าอี้พลาสติกเกิดความนิยมและแพร่หลายมากๆ ของบุคคลทั่วไป เพราะไม่ว่าคุณประกอบกิจการร้านอาหารหรือร้านค้าใดๆ เมื่อถึงเวลาปิดร้าน การรวบเก้าอี้ทีละเยอะๆ ซ้อนกันแล้วยกไปเก็บทีเดียว ก็ดูจะเป็นเรื่องในอุดมคติเลยทีเดียว

อีกทั้งความสามารถในการซ้อนตัวนั้น ยังเหมาะสมกับบริบทของร้านค้ารถเข็นตามริมทางที่จำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ทั้งตอนจัดวางเพื่อเปิดร้านและยกเก็บตอนปิดร้าน ทำให้บ่อยครั้งเราก็มักจะเห็นเก้าอี้ที่อยู่ในสภาพเก็บซ้อนตัวเรียบร้อยบนรถเข็น นับว่าความสามารถของเก้าอี้พลาสติกในข้อนี้มาแรงแซงทุกโค้ง

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อ 4 ‘เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว’ นอกจากจะเอาไว้นั่งแล้ว เก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นอะไรที่มากกว่า ซึ่งก็มักเกิดจากความคิดสร้างสรรค์สไตล์บ้านเรา จนเกิดการดัดแปลงกลายเป็นฟังชันก์แปลกๆ หลายรูปแบบ เช่น การวางเก้าอี้พลิกกลับด้านแล้วเอาถุงดำมาครอบ เราก็จะได้ถังขยะ หรือการใช้เป็นแท่นวางของ หรือเป็นตัวปรับระดับความสูงของพัดลม หรือว่าการยกเก้าอี้มาวางริมถนนแทนกรวยจราจร หรือแม้กระทั่งครั้งหนึ่ง ผมเคยเห็นเก้าอี้พลาสติกที่ถูกตัดส่วนล่างให้มีความโค้งเว้า เพื่อให้สามารถวางสวมลงบนหัวจ่ายน้ำดับเพลิงสีแดงข้างถนนอย่างพอดีๆ เนื่องด้วยว่าหัวจ่ายไปขวางพื้นที่นั่งกินข้าว จึงแก้ปัญหาด้วยการตัดเอาเก้าอี้ลงไปสวมซะเลย

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

ข้อที่ 5 ‘ราคาเป็นมิตร ใกล้ชิดยิ่งกว่าคนในครอบครัว’ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันราคาของเก้าอี้พลาสติกไม่ได้ถูกเหมือนในอดีต แต่แน่นอนว่ามันก็ยังมีราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเก้าอี้ที่ทำจากวัสดุอื่นๆ ถ้าหากเปิดกิจการหรือทำกิจกรรมที่จำต้องมีเก้าอี้เป็นส่วนหนึ่งในนั้นและเรามีงบที่จำกัด เก้าอี้พลาสติกจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการพิจารณาเลือกใช้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมลองพิจารณาคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อของเก้าอี้พลาสติกอีกครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็พบว่าสิ่งที่เก้าอี้พลาสติกสามารถเข้ามานั่งในหัวใจของคนไทยได้ก็คือ ‘ลักษณะที่เข้าใจง่ายและดูมีความอะลุ่มอล่วย’ นั่นเอง เพราะด้วยความหน้าตาง่ายๆ ของมันที่ส่งผลให้เราไม่รู้สึกเคอะเขินในการใช้งาน รวมถึงความเหมาะสมในการนำมาใช้ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งความเบา หรืออะไรต่างๆ อย่างที่ผมกล่าวไว้ ก็ยิ่งทำให้มันดูเข้ากันกับบริบทไทยๆ ได้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เก้าอี้พลาสติกนั้นกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกนิยมใช้บ่อยๆ และกลายเป็นภาพจำของการใช้พื้นที่แบบไทยๆ นั่นเอง

ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมเก้าอี้พลาสติกนั้นไม่ได้ปรากฏแค่เพียงในไทยเราเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ รวมถึงประเทศเกาหลีเองก็ยังมีเก้าอี้พลาสติกให้เห็นบ้าง จึงเป็นไปได้ไหมว่า เก้าอี้พลาสติกนี้สามารถเป็นตัวเชื่อมโยงปรากฏการณ์ของเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยที่ใช้ร่วมกันได้ และยังเป็นสิ่งที่น่านำมาศึกษาต่อจนอาจสามารถนำมาพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ของเรากันเองได้ ในขณะที่วัฒนธรรมนั่งพื้นปูเสื่อก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่ากลับไปพูดถึงเช่นเดียวกัน เพราะว่านอกจากการรักษา Seat 5 ให้ได้แล้ว เราก็ควรพัฒนา Seat ไปด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการปล่อยตัวนั่งสัมผัสไปกับเก้าอี้ผิวพลาสติกที่มีสีแสบสัน ณ ทุกโอกาสนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค เก้าอี้พลาสติก เฟอร์นิเจอร์หลากฟังก์ชันที่เป็นได้มากกว่าที่นั่ง และไม่เคยตกยุค

บรรณานุกรม

  1. หนังสือ Very Thai : Philip Cornwel-Smith
  2. sarakadee.com
  3. baanlaesuan.com
  4. superwarefurniture.com

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด
ตลาดสด

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load