“มันเป็นเรื่องน่าทึ่งที่เรารู้เยอะมากเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่ดีของกอริลล่าภูเขา เรารู้เยอะมากเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่ดีของเสือไซบีเรีย แต่เราแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเมืองที่ดี ที่อยู่อาศัยที่ดีของ Homo sapiens.”

นายกเทศมนตรีเมือง Babita ประเทศโคลัมเบีย

กล่าวประโยคนี้เปิดหนังสารคดีเรื่อง Human Scale

ภายในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โรคระบาดที่ตามกันมาติดๆ อย่าง SARS, H1N1 และ COVID-19 เมืองใหญ่ทั่วโลกได้กลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคติดเชื้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ น่าแปลกที่เมืองซึ่งพบการแพร่กระจายอย่างหนักเหล่านั้น ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ชวนให้คิดว่า มนุษย์เราพัฒนาเมืองหรือที่อยู่อาศัยของเราถูกทางแล้วจริงหรือ และหากยังไม่ถูก เมืองที่ถูกคืออะไร

เมื่อนึกถึงการสูญเสียชีวิตผู้คนรายวัน การแสดงความเห็นใจ และส่งกำลังใจให้คุณหมอ พยาบาลที่ที่เสี่ยงชีวิตอยู่แนวหน้า ภาพของพยาบาลสุภาพสตรีแห่งดวงประทีปชาวอิตาลี ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nithingal) ก็ผุดขึ้นมา 

มนุษย์พัฒนาเมืองถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : ENGLISH SCHOOL / GETTY

ท่ามกลางสงครามไครเมียที่เหล่าทหารบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก พยาบาลสาวคนนี้ได้ตั้งคำถามถึงการตายของทหาร ซึ่งตายจากบาดแผลและการติดเชื้อในโรงพยาบาลมากกว่าตายในสมรภูมิถึง 10 เท่า เพราะสภาพแวดล้อมที่แออัดในสถานพยาบาล ความหนาแน่นของเตียงผู้ป่วย และท่อน้ำทิ้งที่เหม็นเน่าของโรงพยาบาล

ในสถานการณ์ท่ามกลางความเป็นความตาย พยาบาลคนนี้ไม่ได้นิ่งเฉย แต่จัดการทำความสะอาด แยกเตียงผู้ป่วยในระยะที่เหมาะสม ทำความสะอาดสถานที่ ให้ลมและแสงแดดเข้าได้ทั่วถึง เรียกช่างมาแก้ระบบท่อระบายน้ำ อาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่ในสภาวะโกลาหลเช่นนั้น การแก้ปัญหาที่ถูกจุดอาจเป็นเรื่องยากที่สุด หลังจากนั้นมา ไนติงเกลได้เก็บสถิติและพบว่าจำนวนทหารผู้เสียชีวิตลดน้อยลง

มนุษย์พัฒนาเมืองถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
Florence Nightingale’s “Diagram of the causes of mortality in the army in the East,” 1858. 
ภาพ : Wikimedia Commons | Public Domain

เธอวาดแผนผังข้อมูลและผังโรงพยาบาลราวกับสถาปนิก นำเสนอคณะกรรมการด้านสุขภาพของกองทัพด้วยตัวเลขการตายที่ลดลง และความเป็นเหตุเป็นผลของการแก้ปัญหา ผู้บังคับบัญชาน้อมรับแนวคิดการส่งเสริมสภาพที่อาศัยที่ถูกสุขอนามัย และเปลี่ยนทัศนะการออกแบบด้านสุขอนามัย จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนในสถานพยาบาลทั้งหลายถึงปัจจุบัน

มนุษย์พัฒนาเมืองถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : www.royalherbert.co.uk
มนุษย์พัฒนาเมืองถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : kingscollections.org

ช่องว่างระหว่างเตียง ระยะห่างระหว่างห้องพักผู้ป่วยที่รับลมและแสงแดดอย่างทั่วถึงที่ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล จัดทำเพื่อลดการตายจากการติดเชื้อในช่วงสงคราม คงไม่ต่างจากที่ว่างของเมืองที่ดี หากที่ว่างระหว่างเตียงที่พอเหมาะและความหนาแน่นที่ดีจะสร้างสุขภาวะที่ดี ลดการตาย และการติดเชื้อได้ ความหนาแน่นและที่ว่างในระดับเมืองก็จะนำมาซึ่งเมืองสุขภาวะดีได้ไม่ต่างกัน

มนุษย์พัฒนาเมืองถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : DigitalGlobe/Rex

จากภาพลองเดากันสิว่า ผังกลุ่มอาคารแบบไหนจะเอื้อต่อสุขลักษณะของผู้อยู่อาศัยมากกว่า

คำตอบนี้คงเดาไม่ยาก เมื่อมีโรคระบาดและโรคติดเชื้อเกิดขึ้น ความเหลื่อมล้ำในมิติที่ซ้อนทับในเมือง ใครเล่าจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมากกว่า 

ที่ว่างในเมืองจึงเกี่ยวโยงกับสุขภาพองค์รวมของคนเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจน และโรคระบาดก็สะท้อนความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำของเมืองที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้น

โรคระบาด หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปารีสเป็นปารีสในปัจจุบัน

มนุษย์พัฒนาเมืองถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ปารีสในอดีตเมื่อ ค.ศ. 1870 ก่อน บารอน ออสสมาน จะพลิกโฉมเมือง
ภาพ : Alamy

ในศตวรรษที่ 18 ปารีสมีจำนวนผู้อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรคระบาดอย่างอหิวาตกโรคและไทฟอยด์ได้คร่าชีวิตผู้คนหลายหมื่นคน เมื่อเมืองหลวงแออัดหนาแน่น ผู้คนเพิ่มจำนวนแบบก้าวกระโดด เมืองยังไม่มีระบบสาธารณูปโภคที่ดีพอ ท่อระบายน้ำที่สกปรกขาดประสิทธิภาพ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 จึงแต่งตั้ง บารอน ออสสมาน (Baron Haussmann) นายอำเภอแห่งแซนให้เป็นผู้พลิกโฉมเมืองปารีส ด้วยการปรับผังเมืองครั้งใหญ่ที่ใช้เวลากว่า 17 ปี

การพลิกโฉมปารีสในครั้งนั้น จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และบารอนตัดสินใจขยายขอบเขตเมือง สร้างระบบส่งน้ำสะอาดจากแม่น้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสะอาดเข้าเมือง ปรับเปลี่ยนระบบระบายน้ำ ตัดถนนผ่าสลัม ทำลายตึกกว่า 12,000 อาคาร เพื่อสร้างพื้นที่โล่งสำหรับสถานที่สำคัญต่างๆ ดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันอย่าง Palais Garnier, The Opéra National de Paris และ Les Halles Marketplace และเชื่อมพื้นที่เหล่านี้ด้วยถนนขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยต้นไม้และเฟอร์นิเจอร์ถนนที่เราเรียกว่า อเวนิว 

อานิสงส์ครั้งนั้นทำให้เกิดร้านค้าร้านกาแฟที่เราเห็นในปัจจุบัน ตามมุมถนนต่างๆ ที่สำคัญคือ ผุดสวนสาธารณะและ Parc พื้นที่โล่งสาธารณะกว่า 27 แห่ง จนปารีสกลายเป็นเมืองแห่ง Parc หรือสวนสาธารณะ

 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ทรงโปรดปรานและเปรียบเปรยว่า อังกฤษมี Hyde Park แต่ปารีสต้องมีมากกว่านั้น บารอนจึงตอบสนองภาพฝันท่านจักรพรรดิ์ เกิดเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึง 4 มุมเมือง 

มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : By Eric Gaba – Own WorkSource of data : Modes d’Occupation du Sol (MOS) from the Institut d’Aménagement et d’urbanisme de l’Île-de-France (Open Database licence).

ทิศตะวันตกของเมืองมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ Bois de Boulogne ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่กว่า Central Park ที่มหานครนิวยอร์ก กว่า 2.5 เท่า 

เฟรเดอริก ลอว์ ออล์มสเตด (Frederick Law Olmsted) บิดาผู้ก่อตั้งศาสตร์แห่งสวนสาธารณะ ภูมิสภาปัตยกรรมชาวอเมริกัน ผู้ออกแบบ Central Park ได้เขียนบันทึกความประทับใจต่อ Bois de Boulogne ว่าเป็นแหล่งแรงบันดาลใจที่เขาไปเยือนถึง 8 ครั้ง 

ทิศตะวันออกของเมืองมีสวนสาธารณะ Bois de Vincennes ทิศใต้มีสวนสาธารณะ Montsouris และสวนสาธารณะ des Buttes-Chaumont ในทิศเหนือ (ค.ศ. 1867)

สวนสาธารณะ des Buttes-Chaumont ซึ่งผู้เขียนก็หลงใหล งดงามด้วยโขดหินขนาดใหญ่ซึ่งเคยเป็นที่ประหารชีวิตนักโทษ แหล่งน้ำเสีย กลับสภาพเป็นสวนสวรรค์ให้ชาวปารีส ด้านบนมีวิหาร Temple de la Sibylle ที่ได้แรงบันดาลใจจาก วิหาร Temple of Vesta ในเมือง Tivoli ประเทศอิตาลี

มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : Traktorminze

นอกจากนี้ แผนพัฒนาเมืองยังสร้างสวนสาธารณะขนาดเล็กละแวกชุมชน ที่ย่อส่วนสวนขนาดใหญ่เหล่านั้นอีกกว่า 20 แห่ง เพื่อให้ 8 ชุมชนในปารีสเดินถึงสวนได้ภายใน 10 นาที แน่นอนว่ามันประสบความสำเร็จมาก การเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ว่ายุคสมัยใดก็ได้ใจประชาชน มากจนทำให้ปารีสเป็นเมืองน่าอยู่และเต็มไปด้วยสวนสาธารณะอย่างทุกวันนี้

มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : Satellite images 2016, DigitalGlobe, Inc

บารอนกลายเป็นฮีโร่และนักปฎิวิติเมืองในประวัติศาสตร์โลก เขาเปลี่ยนภาพเมืองยุคกลาง Medival ของปารีสให้กลายเป็นเมืองใหม่ที่ยังคงโครงให้เราเห็นในปัจจุบัน สำหรับคนนอก เขาดูเหมือนนักปฎิวัติที่ทุกเมืองต้องการ แต่สำหรับคนปารีส บารอนเป็นทั้งที่รักและที่ชัง เขาถูกเสียดสี เหน็บแนม เพราะเมืองเป็นเรื่องของคนจำนวนมาก คนในเมืองบางส่วนยังไม่พร้อมจะเปลี่ยน บ้านของบางคนก็ถูกลบหายไป เป็นการลบภาพจำของเมืองเดิม บนถนนบางสายบารอนถึงกับกำหนดความสูงตึก สี วัสดุ และรูปแบบของอาคารให้เหมือนกัน จนคนบางคนเปรยว่าจำบ้านตัวเองไม่ได้ 

แต่ถ้าถามคนปารีสยุคนี้ ส่วนใหญ่คงนึกขอบคุณมากกว่าเกลียดชังบารอน 

การเปลี่ยนไม่ใช่เรื่องง่าย ในยุคนั้น โรคระบาดเป็นตัวสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมให้ปารีสเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับที่ว่าง สวนสาธารณะ ระบบถนน ระบบน้ำที่ดี ซึ่งยังประโยชน์กับเมืองมาจนถึงวันนี้

ถ้ามองยุคปัจจุบัน COVID-19 ทำให้เห็นว่าเรามีหลายเรื่องที่จะต้องเปลี่ยน แต่เราจะเปลี่ยนไหม เราจะเรียนรู้และนำวิกฤตนี้มาสร้างโอกาส หรือต้องรอ COVID เวอร์ชันอื่นๆ ถึงจะเรียกร้องเมืองที่สร้างสุขภาวะที่ดี ไม่ว่าจะในยามปกติ หรือในยามวิกฤต

เมืองหนาแน่น แหล่งแพร่กระจายการติดเชื้อชั้นเยี่ยม

มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : Michael Wolf, Hong Kong Inside Outside

ประชากรโลกมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากปารีสยุคศตวรรษที่ 18 แต่จะมีกี่เมืองที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติได้เช่นนั้น โรคระบาดระยะหลังก็เปลี่ยนไป มีรูปแบบที่ระบาดจากสัตว์สู่คน ติดต่ออย่างรวดเร็ว และรวดเร็วยิ่งขึ้นในเมืองที่มีประชากรที่หนาแน่น และเมืองที่หนาแน่นก็กลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด

สนามบินแพร่เชื้อจากประเทศสู่ประเทศ การคมนาคมภายในประเทศแพร่กระจายไปยังเมืองรองและเมืองภูมิภาคอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการเมืองและกายภาพเมืองกลายเป็นต้นตอของปัญหา และส่งผลต่อการแพร่ระบาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บวกกับเชื้อ COVID-19 มีชีวิตอยู่ได้บนผิวสัมผัสของ รถยนต์ รถไฟฟ้า และของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ รอบตัว การใช้ชีวิตในเมืองจึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงยิ่งขึ้น

มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
ภาพ : Muhammad Rehan Usman

เมืองห่างๆ ดีและปลอดภัยจริงหรือ

การเกิดโรคระบาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการอาศัยอย่างแออัด ขาดสุขอนามัย โรคติดเชื้อแปลกๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา อาจเกิดจากการที่เมืองมนุษย์รุกล้ำพื้นที่เมืองของสิ่งมีชิวิตอื่น ไม่ว่าบนบก ในน้ำ หรือ ในอากาศ

เมื่ออุตุสมุฏฐาน (การพิจารณาถึงฤดูกาลเป็นเหตุให้เกิดโรค) เปลี่ยน อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร ในเชิงของไวรัสมันก็ต้องปรับตัวเอาตัวรอด มีการเปลี่ยนผิดเพี้ยนของพันธุกรรม ทำให้เกิด Genetic Drift หรือการกลายพันธุ์ของไวรัสหลายๆ ชนิด อันนี้เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่มากระทบต่อมนุษยชาติเท่านั้นเอง ธรรมชาติถึงจุดอิ่มตัวที่เขาต้องปรับตัวแล้ว และการปรับตัวของเขาก็จะกระทบกับมนุษยชาติอย่างมโหฬาร” 

นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล (หมอปอง) อุปนายกสมาคมการแพทย์มนุษยปรัชญา กล่าวไว้

ในร่างกายของเรามีไวรัสและแบคทีเรียจำนวนนับไม่ถ้วน มากกว่าเซลล์ร่างกายของเรา ที่ผ่านวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับบรรพบุรุษมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้จับมือกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ที่จะรับ ต่อต้าน กำจัด สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา 

งานวิจัยจำนวนมากบอกเราว่า ป่ามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการทำงานและสร้างความแข็งแรงให้เพื่อนตัวจิ๋วพวกนี้ จนผู้คนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่ามีอัตราการตายน้อยกว่าคนห่างไกลถึง 12 เปอร์เซ็นต์1 งานศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกือบพันชิ้นยืนยันตรงกันว่า ธรรมชาติช่วยลดอาการอักเสบเพิ่มจำนวน Natural Killer Cells2 หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดพิเศษที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อไวรัสได้ดีกว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวทั่วไป 

การไปเที่ยวป่าช่วยเพิ่มสารต้านมะเร็งในเซลล์ยาวๆ แม้หลังจากกลับมาแล้ว 1 สัปดาห์3 จน Yale School of Forestry & Environmental Studies ถึงกับบอกว่า “ไม่ใช่แค่มีก็ดี แต่ป่าเป็นสิ่งจำเป็น”

หรือเมืองไม่ต้องการเพียงสวนสาธารณะ แต่ต้องการป่า

เกิดอะไรขึ้นกับป่าในตอนนี้ 

เมื่อการกระจายตัวของเมืองเป็นไปอย่างไร้ขอบเขต ความเจริญทางการเกษตรและปศุสัตว์บุกรุกที่ป่า ทำให้เราต้องทำลายป่าและสัตว์ป่า พื้นที่ป่าลดลง มนุษย์กับป่าอยู่ไกลกันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงของเรา ในมุมของนิเวศวิทยา เมืองแบบกระจัดกระจาย (Urban Sprawl) กิจกรรมเหล่านี้สร้างปัญหาเชิงลึกกับสิ่งแวดล้อม การบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ การทำลายล้างธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง สร้างสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องปรับตัว 

นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงโรคระบาดเหล่านี้กับสภาวะเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและอากาศที่ผิดเพี้ยนโดยตรง สัตว์ขนาดเล็กหลากชนิดต้องทำตัวให้แกร่งขึ้นในสภาวะที่เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นอย่างสุดขั้ว นำมาสู่โรคติดเชื้อที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ความปกติใหม่ที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น และการพัฒนาเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน

COVID ทำให้เห็นว่าเราต้องการเมืองที่เดินได้ และพื้นที่สาธารณะมากกว่าเดิม

ในช่วงภาวะโรคระบาดที่การใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะดูเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า เมืองที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด เดินไม่ได้ เดินลำบาก ทำให้ชีวิตยากยิ่งขึ้นอย่างไร ไม่เพียงเท่านั้น แท้จริงแล้วเราไม่ได้ต้องการเพียงที่ว่าง แต่ต้องการที่ว่างคุณภาพดี สร้างประสบการณ์ในเมืองที่รื่นรมย์ การเดินที่ดีที่ มีแนวเงาร่มไม้ มีเสียงนกร้อง มีกระรอก กระแต กบเขียด มีดอกไม้เรียกผีเสื้อ ผึ้ง แมลงปอ สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือทางเท้าที่น่าเดิน

เราต้องการกายภาพเมืองเพื่อสุขภาพ เมืองรักชีวิต เมืองที่สร้างพลังชีวิตของสรรพสิ่ง ตามแนวคิดแบบ Biophilic Design และ Biophilic City (Bio = ชีวิต Phliic = ความรัก)

‘Biophilic City’ ต่างจาก Green City ตรงความขั้นกว่าของพื้นที่สีเขียว ไม่ใช่แค่เห็นเป็นสีเขียวหรือเปลี่ยนที่ว่างให้เขียวในเชิงปริมาณ แต่เน้นที่เชิงคุณภาพและรูปแบบซึ่งรักชีวิตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่แค่ชีวิตมนุษย์ในมิติของระบบนิเวศวิทยา แต่มีมิติเรื่องสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัยทุกคนในเมือง และการเชื่อมโยงเมืองกับสถาปัตยกรรมให้ผู้คนเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายของธรรมชาติอย่างแท้จริง

แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขั้นของสิงคโปร์แสดงว่า ระยะเวลา 20 ปี จนถึง ค.ศ. 2007 ประเทศเกาะขนาดกะทัดรัดแห่งนี้เพิ่มจำนวนประชากรถึง 2 ล้านคน แต่พื้นที่สีเขียวก็เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 36 เป็นร้อยละ 47 และพื้นที่สีเขียวที่มีความหลากหลายทางนิเวศวิทยาย่อมเอื้อต่อสรรพชีวิตอื่น จนปรากฏภาพฝูงนากขึ้นมาเล่นน้ำที่ชายฝั่ง แมลงปอตัวชี้วัดคุณภาพอากาศ นกหายากหลากหลายชนิด หรือแม้แต่นกเงือก ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าไม้ก็ลงมากินลูกยอหน้าบ้านกลางเมือง 

นี่คือสัญญาณความสำเร็จจากความพยายามของผู้นำประเทศอย่าง ลีกวนยู ตั้งแต่ ค.ศ.1963 การพัฒนาพื้นที่สีเขียวที่ต่อเนื่องกว่า 50 ปี การสร้างเมืองควบคู่พื้นที่สีเขียว กลายเป็นจาก Garden City ไปสู่ City in the Garden บนการเดินทางของเมืองสิงคโปร์ เพื่อเชื่อมโยงธรรมชาติ

Resilience City เมืองสุขภาพดี คือเมืองที่ปรับตัว ที่ยืดหยุ่น

คนที่ร่างกายปรับตัวได้จะสู้กับโรคร้ายได้ดี ไม่ต่างอะไรกับเมือง 

เมืองที่มีสุขภาพดีก็ย่อมต้องยืดหยุ่น ปรับตัวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงและเยียวยาตนเองได้เร็ว การเยียวยาตนเองเป็นกลไกการสร้างสมดุลธรรมชาติ Biophilic City ย่อมมีความเป็นเมืองยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตนเองได้ เมื่อโครงข่ายธรรมชาติสอดแทรกไปกับเมือง ตามที่ว่าง คลอง หรือโครงธรรมชาติที่เคยเป็น เมืองนั้นน่าจะมีภูมิคุ้มกัน มีความสามารถในการพลิกฟื้นตัวจากภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเมืองอื่นๆ

ข้อดีของ COVID-19 ที่เราพอเห็น คือการปิดโลกของมนุษย์ และปล่อยที่ว่าง-เวลา ให้ธรรมชาติดำเนิน ฟื้นฟูตนเอง จากหลายข่าวที่ว่าสัตว์ป่า หมู่ปลา ฝูงเต่าเริ่มออกมาดูโลกบ้างเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว มลพิษถูกปล่อยออกน้อยลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อันนี้เห็นชัดว่า ธรรมชาติมีหนทางที่จะกลับมา

พื้นเพคนบางกอกอย่างเราๆ มีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะเรามีโครงข่ายธรรมชาติที่คอยปกป้องเรา ป่าชายเลน หนองน้ำ ต้นไม้ ลำคลอง เราเป็นเมืองที่เคยน้ำท่วมๆ แห้งๆ เป็นนิจ ท่วมจนดินงอกมาเป็นเมือง บ้านเรือนไทยภาคกลางยกพื้นหนีน้ำ ผูกเรือใต้ถุนพร้อมเดินทางเมื่อน้ำมา คนที่โตมากับเมืองที่ยืดหยุ่นก็จะมีความสะเทินน้ำสะเทินบกสูง จนคนเปรยว่าชาวเราคือชาวกึ่งบกกึ่งน้ำ 

แต่เมื่อวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองกลัวน้ำ ความยืดหยุ่นเราก็น้อยลง เมืองคอนกรีตที่สุขภาพมวลรวมเราก็ย่ำแย่ลง เมืองที่ดีที่ยืดหยุ่น มีที่ว่าง พื้นที่สีเขียวธรรมชาติที่เยียวยากาย ใจ ก็น่าจะดีกว่าเมืองที่เป็นอยู่

มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
มนุษย์ พัฒนาเมือง ถูกทางจริงหรือ แล้วเมืองแบบไหนที่คนอาศัยจะสุขภาพดี โรคระบาดแพร่ยาก
การออกแบบแบบ Biophilic Design ในสถานโรงพยาบาล ช่วยให้คนไข้ลดระยะเวลาพักฟื้นภายหลังการผ่าตัดได้ถึง 8.5 เปอร์เซ็นต์ และช่วยบรรเทาอาการจากการรักษาถึง 22 เปอร์เซ็นต์
(ข้อมูลจากหนังสือ What is Biophilic Design?, Oliver Health Design, พฤศจิกายน 2018)
ภาพ : Khoo Teck Phut Hospital

โดยเฉพาะการเยียวยาจิตใจผู้คนในเมืองให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ จากการเริ่มต้นด้วยโรคระบาดและโรงพยาบาลของฟลอเรนซ์ ไนติงเกล การจัดเตียงในระยะห่างที่เพียงพอ เต็มไปด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องถึง อาจเป็นเรื่องที่ตื่นตาตื่นใจ ในการการสร้างสุขภาวะทางกายในยุคนั้น แต่ในสมัยนี้ที่ว่างที่พอเหมาะดูจะไม่เพียงพอกับการสร้างสุขภาวะองค์รวมที่ดี 

แต่ที่ว่างที่เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดการสร้างสุขภาวะที่ดี นั้นมีมิติทางการรับรู้และทางใจเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ขาด ภาพที่เห็นนี้หลายคนคงคิดไม่ออกว่าคือภาพ โรงพยาบาล โกเต็ก พวดท์ (Khoo Teck Puat Hospital) ในประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่ได้แค่พูดเรื่องสุขภาพคน แต่สุขภาพชีวิตอื่นๆ ที่มากกว่าคนในโรงพยาบาลด้วย คุณภาพชีวิตที่หนักหน่วงของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์อาจดูเคร่งเครียดน้อยลงในบรรยากาศเช่นนี้

Edible City เมืองกินได้ กักตุนอาหาร พื้นที่ผลิตอาหาร ความยั่งยืนของเมือง

บางคนว่า ชีวิตตัวเองยังเอาไม่รอด จะให้มีแก่ใจคิดถึงคนอื่นอย่างไรในเวลาแบบนี้ ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ แล้วมนุษย์อย่างเราๆ ต้องการอะไรในการเอาตัวรอด หลายคนกักตุนข้าวสาร อาหารแห้ง มาม่า ปลากระป๋อง ในวิกฤตการณ์หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ต่างไป เรายังไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ ต้องกักตุนอีกมากแค่ไหน คงน่าเศร้าพิลึกที่เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อกินสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันคือ ‘อาหารที่ดี’ ที่เราสมควรได้รับจริงหรือ

โชคดีที่การขนส่งสินค้าทางการเกษตรยังไม่ถูกสั่งหยุด และเกษตรกรยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เมื่อไหร่ที่การเดินทางระหว่างเมืองทำไม่ได้ เราจะพบว่าความยั่งยืนที่แท้จริงนั้นงอกงามจากผืนดิน ความสามารถในการปลูกพืชผักในเมืองคือโอกาสของการมีอาหารและความอยู่รอดที่แท้จริง เกษตรในเมืองน่าจะเป็นอีกงานใหญ่ที่เราต้องทำการบ้าน และทำให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังมากขึ้น

โรคระบาดเปลี่ยนโลก

COVID-19 เผยชีวิตและมิติของเมืองอย่างที่เราอยากให้เป็น ให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ความอยากแต่เป็นความจำเป็น หวังว่าโรคระบาดครั้งนี้จะไม่ได้นำมาเพียงความเจ็บป่วย แต่จะทำให้เราได้เรียนรู้และไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์ยุคก่อน COVID-19

บทเรียนที่แสนแพงนี้น่าจะทำให้เราลุกขึ้นมาเปลี่ยน รักสุขภาพตัวเอง รักสุขภาพของสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ ขอให้ความเจ็บป่วยและความเจ็บปวดครั้งนี้สร้างบทเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลงเมืองครั้งยิ่งใหญ่ การใช้ชีวิต การลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และเมืองรูปแบบใหม่บนโลกใบเดิมที่เอื้อต่อสรรพชีวิตอื่นๆ อย่างจริงจัง คงมีความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ อีกมากมายที่รอพวกเราอยู่ในอนาคตอันใกล้ ทั้งดีและร้าย หลากหลายทิศทาง มีมาให้เลือกสรร

มั่นใจได้เลยว่า วิกฤตที่เราจะช่วยกันผ่านไปให้ได้นี้ จะสร้างโอกาสให้มนุษยชาติได้เรียนรู้และพัฒนา ‘เมืองที่ดี’ สำหรับมนุษย์และสัตว์โลกอย่างแท้จริง เราอาจจะยังไม่มีคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดในวันนี้ แต่อย่างน้อย เราก็ได้ฟังคำใบ้จากโลกแล้ว

ข้อมูลอ้างอิง

1 Environmental Health Perspectives of 2016

2 Li Q et al. 2008. A forest bathing trip increases human natural killer activity and expression of anti-cancer proteins in female subjects. J Biol Regul Homeost Agents 22(1):45-55. 3 Li Q. 2010. Effect of forest bathing trips on human immune function. Environ Health Prev Med 15(1): 9–17.

Writers

กชกร วรอาคม

ภูมิสถาปนิก ผู้ออกแบบงานพื้นที่สาธารณะ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี, สวนป๋วย 100 ปี, สวนสุขวนา และอีกหลากหลายพื้นที่เพื่อเมืองที่ดี

พัชรา คงสุผล

อดีตภูมิสถาปนิกมดงานที่อินกับการดูแลต้นไม้ใหญ่ กินง่ายอยู่ง่าย และทำให้โลกยิ้ม :)

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

9 มิถุนายน 2565
699

The Cloud x British Council

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวังที่เป็นดอกผลจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป วันนี้เราขอพาทุกคนไปชมเบื้องหลังโปรเจกต์ต้นแบบที่เป็นความหวังในการจัดการขยะพลาสติกในชุมชนทั่วกรุงเทพฯ กันบ้าง

นางเลิ้งพลาสติกแบงค์เกิดจากไอเดียตั้งต้นของ จูเลี่ยน ฮวง กับ นก-สุนัดดา ฮวง 2 นักสร้างสรรค์จากกลุ่ม Weave Artisan Society ซึ่งเป็น Creative Hub ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ แต่อยากลองท้าทายกับการแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นดูบ้าง จึงได้กระโดดเข้าร่วมโครงการ Social Innovation Hackathon 2020 ที่มี British Council (ร่วมกับ Urban Studies Lab และ FREC Bangkok) เป็นแม่งาน โดยมีชุมชนนางเลิ้งเป็นบริบทในการทำงาน จนได้รับเงินรางวัลและถูกผลักดันให้ลงมือทำจริง

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

แก่นของไอเดียนั้นเรียบง่าย และคิดมาจากปัญหาที่ทั้งคู่ได้เห็นจริงตอนลงพื้นที่เก็บข้อมูล กลไกคือการเชิญชวนให้ผู้คนเอาพลาสติกที่ใช้แล้วมาทิ้งรวมกันในสเตชันหรือพื้นที่ที่จัดเอาไว้ให้ และมีระบบสะสมแต้มเหมือนธนาคาร หากนำพลาสติกมาแลกครบจำนวนที่กำหนดไว้ ผู้ฝากจะได้รับน้ำยาล้างจานที่ผลิตโดยคนในพื้นที่เป็นสิ่งตอบแทน

การทำงานขับเคลื่อนชุมชนหรือสร้างนวัตกรรมทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนดีดนิ้ว โดยเฉพาะกับชุมชนที่มีความหลากหลายและซับซ้อนสูงอย่างชุมชนนางเลิ้ง ไม่ใช่ว่าใครกระโดดเข้ามาในพื้นที่นี้แล้วจะทำอะไรก็ได้ ทีมนักสร้างสรรค์ทีมนี้จะพาไอเดียให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริงได้อย่างไร ไปฟังเรื่องเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ (และน้ำตานิด ๆ) ไปพร้อมกัน

ร่วมมือ

ห้องเรียนเล็ก ๆ บนชั้น 2 ของ Ford Resource & Engagement Centre ที่เราใช้เป็นสถานที่นัดสัมภาษณ์ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา นอกจากจูเลี่ยนกับนกแล้ว ยังมี แม่แดง-สุวัน แววพลอยงาม, นะโม-กรกมล แววพลอยงาม และ น้ำมนต์-นวรัตน์ แววพลอยงาม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก อีเลิ้ง Creative Hub ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้ง รวมถึงทีมงานจาก British Council อีกหลายท่าน 

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

การปรากฏตัวของคนในพื้นที่ให้คำใบ้กับเราว่า โปรเจกต์นางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้ทำงานตามปรัชญาของนวัตกรรมเชิงสังคมจริง ๆ นั่นคือการสร้างความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่มาชี้นิ้วสั่งให้ใครเปลี่ยนแปลง

“นกกับจูเลี่ยน อยากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการขอบคุณแม่แดง นะโม น้ำมนต์ และ ปาล์ม-ธารินี รัตนเสถียร ถ้าไม่มี 4 คนนี้ งานนี้ก็ทำไม่ได้” จูเลี่ยนเฉลยตั้งแต่ประโยคแรกว่า ตัวละครที่เป็นคนในพื้นที่นั้นมีความสำคัญกับทีมของเขาอย่างไร

“นางเลิ้งเป็นชุมชนที่มีความซับซ้อนหลายชั้น ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปรู้จักกับพวกเขาในเชิงลึก แม่แดงกับทีมอีเลิ้งช่วยเปิดประตูให้จูเลี่ยนเข้าไปเชื่อมโยงกับชุมชนได้ และทำให้ชุมชนเข้าใจจนมองเห็นคุณค่าของโปรเจกต์นี้

“เราไม่รู้เลยว่าคนในชุมชนจะใช้งานไอเดียที่เราออกแบบมาได้จริงหรือไม่” นกเล่าเสริมประเด็นความตั้งใจทำงานกับชุมชน “เราไม่ได้อยากให้ผลของระยะเวลา 6 เดือนที่ทำงานมา เป็นแค่ของประดับที่ไม่มีความหมายกับชุมชน อยากให้โปรเจกต์นี้จบไปโดยที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ต่อ”

ในทางกลับกัน ทีมอีเลิ้งซึ่งทำงานขับเคลื่อนสังคมในพื้นที่นางเลิ้งมานาน ได้รู้จักกับจูเลี่ยนและนกเป็นครั้งแรกในฐานะคู่แข่งในงาน Hackathon เมื่อจบโครงการแล้วจะแยกย้ายกันไปทำงานเลยก็ได้ แต่ทีมอีเลิ้งกลับยื่นมือเข้ามาประสานงาน หาคนทำงาน หาพื้นที่ทำงาน และเป็นผู้ผลิตน้ำยาล้างจานที่มอบให้ผู้ที่นำขยะพลาสติกมาฝากกับธนาคารขยะแห่งนี้

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนพื้นที่อยากสร้างสะพานให้กับทีม Weave เข้ามาสู่พื้นที่ได้อย่างอุ่นใจ

“คือเขาเป็นคนไม่เยอะ” แม่แดงตอบอย่างเรียบง่าย “เห็นจูเลี่ยนและคุณนกแล้วชอบ เลยอยากช่วยเหลือ แตกต่างกับคนอื่นที่เข้ามาทำงานกับชุมชนแล้วออกคำสั่ง ชอบเอาเบี้ยเลี้ยงมาล่อเพื่อให้ความร่วมมือ แต่นกกับจูเลี่ยนมาแบบอ่อนน้อม”

เนื่องจากจูเลี่ยนและนกทำงานที่เชียงใหม่เป็นหลัก จะมีโอกาสได้เข้ามาที่นางเลิ้งเพียงเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ตัวตนของทีมอีเลิ้งจึงช่วยให้โปรเจกต์นี้มีหลักยึด

“การมีพื้นที่ทำงานที่ชัดเจน จับต้องได้ ช่วยให้โปรเจกต์ดำเนินต่อไปได้” นกออกความเห็น “คนในชุมชนบอบช้ำจากโปรเจกต์ลักษณะนี้มาเยอะ มาชวนให้เขารักษาสิ่งแวดล้อมแล้วก็หายไป เหมือนเป็นแค่ Propaganda แต่เพราะมีพื้นที่ทำงานของอีเลิ้งเป็นสเตชันรับถุงพลาสติก ทำให้ชุมชนนึกออกว่าต้องมาที่ไหน หรือปักหมุดที่นี่ได้ถ้าต้องการจะรับความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม”

เรียกว่าการเคลียร์ด่านแรกของทีมคนนอกอย่างนกและจูเลี่ยนผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีความร่วมมือจากคนพื้นที่นั่นเอง

ลงมือ

ทีมอเวนเจอร์สรวมตัวกันได้แล้ว ก็ได้เวลาลงมือทำงานจริง กับคนจริง และสถานการณ์จริง ปัญหาที่เจอก็จริงไม่แพ้กัน

เมื่อถามถึงความท้าทายที่เจอ จากมุมของคนในพื้นที่อย่างแม่แดงได้แชร์ให้เราฟังว่า ระบบนี่แหละที่ทำงานให้ขับเคลื่อนสังคมยากและท้าทาย

“บางครั้งการทำงานกับระบบแบบ Top-Down ก็ยึดในแบบแผนมากเกินไป จนไม่ได้ฟังเสียงชาวบ้านเลย” แม่แดงว่า “บางอย่างที่เราทำเรื่องขอไปก็ไม่ได้ทำ จนบางครั้งชาวบ้านก็มองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา” 

“ชาวบ้านจะคิดเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร เขาไม่ได้คิดว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อมใด ๆ เขายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งทำความสะอาดพลาสติกด้วย” แม่แดงเล่าต่อ “เราก็ใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อสื่อสาร ถ้าไปเดินมาชวนทำเวิร์กชอปเฉย ๆ เขาไม่สนใจ เหมือนชวนมานั่งตบมือกันเล่น ๆ แดงเลยชวนชาวบ้านมาทำอาหารกินกันเหมือนมาปาร์ตี้ เพื่อโชว์ผลงานที่ได้มาจากการนำพลาสติกมาแปรรูป เช่น กระเป๋า ให้ชาวบ้านรู้สึกจับต้องได้ ชาวบ้านก็เริ่มให้ความสนใจ และรู้สึกว่า เอ้อ อันนี้ทำได้จริง พลาสติกมันเยอะจริง ๆ ขวดบริจาคได้นะ อันนี้ในอนาคตเปลี่ยนเป็นกระเป๋าได้นะ”

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“คอนเซ็ปต์การให้น้ำยาล้างจานเป็นรางวัลก็จูงใจได้ครับ” จูเลี่ยนว่า “ทุกคนอยากได้น้ำยาล้างจานจากน้ำหมักของแม่แดง นี่คือกลไกที่เราออกแบบจากการฟังเสียงของผู้ใช้ มันคือสิ่งที่เขาได้ใช้จริง ถ้าเอาถุงมา 1 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ปั๊ม เอามา 30 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ขวด 50 ถุงได้น้ำหมักแบบพรีเมียม”

แม้ชาวบ้านจะเริ่มให้ความร่วมมือ เอาขยะมาทิ้งในสเตชันของนางเลิ้งพลาสติกแบงค์แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่นำมาทิ้งจะนำไปแปรรูปได้ทั้งหมด เป็นอีกโจทย์ที่จูเลี่ยนและนกต้องหาทางจัดการต่อไป

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“ถังนี่เต็มทุกวันนะครับ” จูเลี่ยนเล่าอย่างดีอกดีใจ ที่อย่างน้อยคนในชุมชนเริ่มมองว่านี่คือจุดทิ้งขยะพลาสติกแล้ว “ร้านค้าในตลาดมีความหลากหลาย ของที่เขาเอามาทิ้งก็หลากหลายไปด้วย เราก็ต้องแยกตามสิ่งที่ต้องการจะเก็บ คือ ขวด ถุงพลาสติก ฝาขวดพลาสติก อย่างฝาขวดนี่เราส่งต่อให้ Precious Plastic ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้งเหมือนกัน เราจัดการเองทั้งหมดไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก”

แถมขยะที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะผ่านการทำความสะอาดมาแล้วเสมอไป ซึ่งการบอกให้ทุกคนล้างขยะก่อนทิ้งเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ท้าทายมาก แต่ในบริบทของโปรเจกต์นี้ พวกเขากลับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นงานที่สร้างคุณค่าในตัวคน

“แดงคิดกับนะโมและน้ำมนต์ว่า จะให้ใครมาช่วยจูเลี่ยนเรื่องทำความสะอาด แยกถุงพลาสติกตามสี เก็บขึ้นชั้นดี” แม่แดงมองหน้ากับลูกสาวทั้งสองเชิงขอความเห็น “สุดท้ายเราก็ลองพาเด็กคนหนึ่งในชุมชนมาฝึกงาน ซึ่งตอนนั้นเขามีปัญหาทั้งเรื่องการเสพยาและกำลังตั้งครรภ์”

“เด็กต้องการรักษาตัวและต้องการมิตรที่ดีด้วย เขาพยายามเลิกยา พยายามตื่นเช้ามาช่วยงาน พอมีงานทำ ก็ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มีตัวตนขึ้นมา จูเลี่ยนกับคุณนกก็ช่วยคุยกับเขา จนเขาดีขึ้น เด็ก ๆ คนอื่นเห็นก็เลยตามมาช่วยทำด้วย ฉะนั้น จูเลี่ยนเลยได้คนมาช่วยงานเพิ่มขึ้น และทุกวันนี้นะโมก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการดูแลสเตชัน” แม่แดงอธิบายเพิ่มเติม

คนทำงานก็มีแล้ว ขยะก็รวบรวมมาได้ แม้จะไม่สามารถตั้งสเตชันเก็บขยะได้ทั่วตลาดเพราะข้อกำหนดของพื้นที่ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำที่พวกเขาฝ่าฟันร่วมกันมา

เปลี่ยนมือ

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ขยะพลาสติกที่รวบรวมมาจากชุมชน ล้างจนสะอาด สุดท้ายก็จะเดินทางเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcycle) โดยทีมมีไอเดียสร้างสรรค์ตั้งแต่การสร้างผ้าใบกันสาดหลากสี เพื่อเติมชีวิตชีวาให้พื้นที่นางเลิ้ง จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปสุดฮอตให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการผลิตเป็นสินค้าอย่างกระเป๋าหรือเครื่องประดับ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนในพื้นที่นำไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อไป ไม่ใช่แค่การเก็บขยะไปขายต่อเหมือนกับธนาคารขยะแบบเดิม ๆ

แนวคิดหลักคือกระบวนการแปรรูปต้องง่ายและจับต้องได้ จูเลี่ยนขยายความให้เราฟังว่า “ทุกอย่างที่ทำผ่านกระบวนการคิดมาแล้วว่าต้องทำได้ง่าย เพื่อให้คนอื่น ๆ ทำตามได้ กระทั่งการเชื่อมพลาสติกเข้าด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหญ่ แค่เตารีดก็ทำได้ ในขณะที่โปรเจกต์อื่น ๆ อาจต้องใช้เครื่องมือหนัก เพื่อแปรรูปขยะเหล่านี้ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ได้แปลว่าเขาทำไม่ดี แต่การทำงานกับชุมชนและคนในชุมชน ที่เป็นเจ้าของเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้ เราก็ต้องทำให้มันง่ายที่สุด”

“นักออกแบบออกแบบอะไรก็ได้ แต่ความท้าทายคือจะตอบสนองการใช้งานของชุมชนไหม ชุมชนใช้งานได้ไหม เป็นเรื่องความคาดหวังกับความเป็นจริง” นกแบ่งปันประสบการณ์ “สุดท้ายแล้วผู้ออกแบบไม่ได้เป็นคนใช้ คนที่ใช้งานจริงคือคนในชุมชน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องใช้เวลาคุยกันว่าชุมชนต้องการอะไร”

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ที่น่าสนใจคือ แนวคิดในการทำงานของทั้งทีม Weave และ อีเลิ้ง ที่มาจากต่างบริบทกัน กลับให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวกัน คือการส่งต่อคุณค่า ไม่ใช่เพียงมูลค่า

“ถ้าเราย้อนกลับไปมองสิ่งที่ชุมชนต้องการจากโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่สินค้าที่จะขายเพื่อทำเงิน แต่เป็นกลไกจัดการขยะ” จูเลี่ยนกล่าว “ไอเดียมันชัดเจนเลยว่า เราจะทำสเตชันสำหรับรีไซเคิลพลาสติก ไม่ใช่แค่เพื่อทำกันสาดหรือทำผลิตภันฑ์ แต่ทำสิ่งที่ชุมชนต้องการจริง ๆ”

ส่วนทีมอีเลิ้งได้แชร์อีกมุมมองที่น่าสนใจจากฝั่งคนพื้นที่ว่า พวกเขาได้รับอะไรที่มากกว่าไอเดียขายของจากการทำโปรเจกต์นี้

“ตอนแรกที่ทำกันสาดกัน นึกว่าจะง่าย” นะโมเล่าติดตลก “แต่พอเข้าใจถึงวิธีการในการทำกันสาดขนาดใหญ่ ก็รู้สึกสนุกกับการที่ได้นำสิ่งที่เราลงมือทำ อย่างล้างพลาสติกเอง เย็บเอง เป็นผลสำเร็จออกมา เลยทำให้รู้สึกอยากทำโปรเจกต์นี้ต่อ”

“ในอนาคตถ้ามีศูนย์ที่ทำหน้าที่โดยตรง เราก็ทำได้เยอะขึ้น ชาวบ้านเริ่มคิดว่าสเตชันของอีเลิ้งเป็นศูนย์จัดการขยะแล้ว” แม่แดงเสริมต่อไป 

“การทำงานโปรเจกต์นี้ทำให้คนในชุมชนแยกถุงแบบต่าง ๆ ออกจากกันได้ ถุงแบบนี้เขารับบริจาคนะ ถุงแบบนี้ไม่รับนะ แถมต่อยอดไอเดียไปอีก เช่น ถุงมีลวดลายหรือมีตัวการ์ตูนอาจเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ ซึ่งมันคือการสร้างความรู้เรื่องการแยกขยะให้เขา จากสิ่งที่เป็นตัวเขาและเขาเข้าถึงได้จริง”

นอกจากการจัดการขยะพลาสติกแล้ว ฝั่งของอีเลิ้งเองก็มีโปรเจกต์ในแบบของตัวเองเพื่อจัดการกับขยะอินทรีย์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน น้ำมนต์ที่เป็นคนต้นคิดแชร์ให้เราฟังว่า เธอมีความคิดจะรับเอาขยะเศษอาหารมาหมักเป็นปุ๋ย และนำไปใช้ในสวน Urban Farming ของชุมชนที่กำลังอยู่ระหว่างทดลอง และได้รับการสนับสนุนจาก British Council เช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าจะเกิดกระบวนการจัดการขยะอย่างครบวงจร และนำไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่รวมพลเมืองที่ทรงพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

“เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปต่อยอด โดยใช้โปรเจกต์เล็ก ๆ อย่างกันสาดริมทางเดิน หรือผลิตภัณฑ์ที่เราสอนเขาทำเป็นต้นแบบ เราอยากให้เขาคิดว่าฉันก็ทำแบบนี้ได้นะ ฉันก็อยากขายออนไลน์บ้าง หรือขยะไม่ใช่ขยะ แต่เป็นทรัพยากร”

“ท้ายที่สุดแล้วบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือ การสร้างงานออกแบบเพื่อสังคมและการสร้างมิตรภาพชั่วชีวิต อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีพันธมิตรในพื้นที่ และนางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้เป็นเพียงก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเองครับ” จูเลี่ยนสรุปส่งท้าย

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load