เบื้องหน้าเราเป็นลานปูนกว้างที่รายล้อมด้วยป่ามะพร้าวสีเขียว 31 ไร่ คดไปเคี้ยวมาด้วยคลองสายเล็กอันเป็นเส้นทางลำเลียงหยดน้ำหวานบริสุทธิ์จากดอกมะพร้าวออร์แกนิก

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

ที่นี่คือสวนมะพร้าวในจังหวัดราชบุรีของ ‘ชีวาดี’ แบรนด์ที่ผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปศาสตร์ของชาวบ้าน เพื่อฟื้นชีพและต่อยอดการทำน้ำตาลปึกโบราณจากน้ำหวานดอกมะพร้าวซึ่งใช้ประกอบอาหารบางชนิด ให้เป็นนวัตกรรมจากน้ำหวานดอกมะพร้าวสุดแปลกที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเคยคิด ทั้งน้ำหวานไร้ผลึก น้ำส้มสายชู เครื่องดื่ม ซอสปรุงรส และหยาดน้ำหวานนาโนรักษาผิวหน้า ฯลฯ เพราะชีวาดีไม่เพียงต้องการให้ผู้บริโภคสุขภาพดี แต่ต้องการสร้างชีวิตดีที่ยั่งยืนและมั่นคงให้ชุมชน

ดา-สารภี ยวดยง Chiwadi

8 ปีที่แล้ว ภูมิปัญญาการทำน้ำตาลจากน้ำหวานดอกมะพร้าว 100 เปอร์เซ็นต์ แทบไม่เหลืออยู่ ปัจจุบัน ดอกมะพร้าวกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยนวัตกรรมของ ดา-สารภี ยวดยง อดีตหัวหน้าแผนกวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ในบริษัทอาหาร ที่ใช้ใจ จินตนาการ และความรู้ ในทุกกระบวนการจนชีวาดีได้รับรางวัลทั้งระดับประเทศและสากล 

ตามไปดูว่าน้ำหวานแต่ละหยดของชาวบ้านและความรู้วิทย์ๆ ของดาจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์สุดแปลกแต่ดีได้ยังไง จับไม้ค้ำให้แน่น แล้วข้ามสะพานไผ่ไปสำรวจชีวาของดา ที่สร้างชีวาดีให้ผู้บริโภคและชุมชนกัน

น้ำหวานหยดที่ 1

ตามหาชีวี

ก่อนผันตัวเป็นสาวสวนมะพร้าว ดาเคยเป็นนักวิจัยในบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารมาก่อน ขณะพาเราเลาะสวนตามหาจั่นมะพร้าวเพื่อสาธิตการเก็บน้ำหวาน เธอก็เริ่มเล่าเรื่องราวการตามหาชีวิตเมื่อครั้งเป็นมนุษย์เงินเดือน 

ชีวาดี เกิดจากการครุ่นคิดว่าแท้จริงแล้วชีวีของเธอนั้นคืออะไร เมื่อได้คำตอบว่าชีวีของดาจะนำพาคนอื่นให้มีชีวาดี ในภาษาจีน Chi แปลว่า พลังแห่งชีวิต ส่วน Wadi มาจากแม่น้ำอิรวดีซึ่งแปลว่า แม่น้ำบริสุทธิ์ ในภาษาเปอร์เซีย Chiwadi จึงเป็นน้ำที่มีพลังแห่งชีวิต นั่นคือชื่อแบรนด์ที่เธอคิด แต่ยังขาดผลิตภัณฑ์ 

ดา-สารภี ยวดยง Chiwadi

“แม้เริ่มตอนอายุมาก แต่ถือว่าเด็กที่สุดเท่าที่จะคิดว่าเราทำอะไรได้ ตอนยังทำงานประจำเรางานกับตำแหน่งที่ไหลเข้ามามันท้าทายมาก แต่เมื่อตัดสินใจจะหยุด เราต้องใส่เกียร์ว่าจะใช้อะไรผลักให้เราไปถึงจุดที่ไม่เคยเป็น เราจึงเอาชีวาดีเป็นตัวตั้งว่าชีวาดีเป็นของทุกคน สิ่งแวดล้อมต้องดี ชีวิตของคนทุกคนต้องดี เราจะช่วยเขาผ่านนวัตกรรมที่ทำให้ชีวิตของเขามีความสุขและสนุกสนาน” 

ไม่นานชีวาดีก็ออกมาในรูปแบบปุ๋ยจุลินทรีย์กำจัดเศษอาหาร จากที่ดามองเห็นปัญหาขยะที่อัมพวา แต่เมื่อดาได้ออกเดินทางมากขึ้น ได้พบกลุ่มผู้ทำน้ำตาลมะพร้าว ชีวาดีจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำหวานดอกมะพร้าวตั้งแต่ครั้งกระนั้น

น้ำหวานหยดที่ 2

หวานดี

ดาพบลุงๆ ป้าๆ ที่ยังชีพด้วยการปีนต้นมะพร้าวเก็บน้ำหวานมาทำน้ำตาลได้เงินวันละไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท และเหลืออยู่เพียงไม่กี่บ้านที่ทำน้ำตาลจากน้ำหวานดอกมะพร้าว 100 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นต้องเติมน้ำตาลทรายนิด เติมกลูโคสหน่อย ให้ได้ความหวาน 

“เราถามว่า ทำไมไม่ทำแท้ๆ เขาบอกว่า คุณมาช้าไปสิบปี ตอนนี้เลิกไปหมดแล้ว เราก็เริ่มเศร้าว่าไทยไม่มีน้ำตาลแท้แล้ว ของแท้มีอยู่แต่ไม่ใช่อุตสาหกรรม มันเป็นงานฝีมือประจำบ้านและพร้อมรอวันตายเพราะมีแต่คนเฒ่าคนแก่ทำ” เธอเฉลยความในใจที่ทำให้เริ่มศึกษาและหาหนทางฟื้นฟูภูมิปัญญานี้ 

เธอพบว่าฟิลิปปินส์มีชื่อเสียงเรื่องน้ำหวานดอกมะพร้าวมาก ด้วยดินที่แตกต่าง น้ำหวานดอกมะพร้าวของฝั่งนั้นจึงคงสภาพของเหลวได้ง่ายกว่าบ้านเรา 

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์
ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

“ในไทยไม่เคยมีใครทำ เรามาลองพัฒนากับชาวบ้าน ตอนแรกไม่มีใครสนใจ เลยไปขอทดลองอยู่บ้านที่มีเตาตาล ไปเป็นลูกเขาเลย แล้วก็ได้น้ำหวานดอกมะพร้าวสีใสที่ไม่เคยมีในไทยออกมา” 

ดาเล่าถึงวันวานของจุดเริ่มต้นความหวานธรรมชาติระหว่างนำชมสวนมะพร้าวออร์แกนิก ที่นอกจากมีมะพร้าว ก็เต็มไปด้วยอัญชัน กล้วย และสารพัดพันธุ์พืชเพื่อเกื้อกูลและป้องกันภัยจากแมลงสัตว์กัดต่อย 

ถึงตรงนี้คงสงสัยว่าน้ำหวานดอกมะพร้าวจากชีวาดีกับน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิมต่างกันยังไง
เราขอเฉลยเรื่องน่าฉงนใจว่า ภูมิปัญญาดั้งเดิมเคี่ยวน้ำหวานให้คงสภาพเหลวไม่ได้ เพราะทำทีไรก็กลายเป็นผลึกแข็งสีขุ่นอย่างน้ำตาลปึกทุกที แต่ดาใช้คุณสมบัตินักวิจัยและนักใส่ใจสังเกตและทดลองจนได้น้ำหวานจากดอกมะพร้าวไร้ผลึก 

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

นอกจากน้ำหวานดอกมะพร้าวสุดเก๋นี้จะเก็บได้นาน พกไปได้ไกล และใช้ได้หลากหลายมากกว่าการตำน้ำพริก ดายังทำให้คนเห็นคุณค่ามากขึ้นด้วยการนำไปทดสอบกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และพบว่าทั้งน้ำหวานแบบชีวาดีและน้ำตาลแบบดั้งเดิมมีค่าดัชนี้น้ำตาลต่ำ หากเป็นน้ำตาลทั่วไปจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดทันทีและทำให้เลือดข้น เกิดไขมันอุดตันนำไปสู่โรคร้าย ส่วนน้ำหวานจากดอกมะพร้าวจะไม่ซึมสู่กระแสเลือดทันทีแต่จะซึมและให้พลังงานอย่างช้าๆ ทำให้อิ่มนานและมีแรง 

“เมื่อดอกมะพร้าวรู้ว่ากำลังจะออกลูก มันจะฉีดสารอาหารที่มีมากกว่าน้ำมะพร้าวสามสี่เท่าให้ลูกกิน แต่ลูกไม่ได้กินเพราะเรากินก่อน พลังจึงอยู่กับเรา” ดาเล่าต่อถึงสรรพคุณของน้ำหวานดอกมะพร้าว

ถ้าไม่ใช่นักวิจัยและนักใส่ใจอย่างดา ดอกมะพร้าวก็คงไม่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง โบราณนานมาน้ำหวานแบบดั้งเดิมก็มีคุณค่าแต่คนไม่เห็นค่า เธอเผยความจริงนั้นแก่สาธารณชนในรูปแบบใหม่ให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ที่เธอคุ้นผสานกับภูมิปัญญาเดิมของชาวบ้าน “ทรัพย์มันอยู่ในดิน เราก็แปรสภาพให้เป็นสินค้าได้มากมาย” ดากล่าวพร้อมยิ้มหวานไม่แพ้น้ำหวานของเธอเอง

น้ำหวานหยดที่ 3

นักวิใจไฟแรง

แม้ตอนนี้ดาจะกลายเป็นกรรมการบริหารชีวาดี แต่ความเป็นนักวิจัยของเธอไม่หมดลงแม้วินาที นักวิจัยนามสารภีคนนี้ยังเป็นนักใส่ใจที่สร้างผลิตภัณฑ์จากน้ำหวานดอกมะพร้าวอีกสารพัดแบบ

หลังเลาะสวนชมการเก็บน้ำหวาน เราก็นั่งจับเข่าคุยกันใต้กระท่อมไม้ขนาดย่อมท่ามกลางลมที่โหมแรง ดาเริ่มหยิบผลิตภัณฑ์แต่ละตัวมาอธิบายถึงความสนุกเบื้องหลัง ขณะที่ผู้ช่วยเปิดผลิตภัณฑ์ให้เราชิม 

“สังเกตไหมว่าน้ำตาลมะพร้าวต้องเป็นน้ำตาลปึกเสมอ เพราะจำเป็นและต้องเป็น ไม่อย่างนั้นจะเสียเร็ว น้ำตาลเม็ดๆ ที่เราคุ้นนั้นใช้สารเคมีเคลือบ เรามีน้ำหวานแล้วเราเลยลองใช้แป้งข้าวอณูเล็กๆ มาซับน้ำอิสระออกไม่ให้หลอมเป็นผลึกแบบน้ำตาลปึก ทั้งกระทะร่วงเป็นผงเลย” 

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

ความอัศจรรย์กินได้ไม่ละลายน้ำของน้ำหวานดอกมะพร้าวทรายทองนำพาภูมิปัญญาเดิมก้าวข้ามอาหารไทยสู่การทำเบเกอรี่ฝรั่งได้ เราทึ่งแล้วทึ่งอีกกับความคิดสร้างสรรค์ของดา แต่ความทึ่งยังไม่หมด! ดาใช้จินตนาการ ความเข้าใจอาหารไทยและผู้บริโภคมาเสกสรรค์ชีวาดีให้มีรสเปรี้ยว มัน เค็ม และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิว 

เมื่อน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมทำอาหารได้ทั้งคาว หวาน เธอจึงเริ่มคิดต่าง เปลี่ยนน้ำหวานเป็นน้ำเปรี้ยวในรูปแบบน้ำส้มสายชู เพราะน้ำส้มสายชูมีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญพลังงานซึ่งสำคัญต่อชีวิต แต่คนไทยนิยมใช้ปรุงก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น ดาจึงผสมผลิตภัณฑ์ตัวแรกกับน้ำส้มสายชูสร้างสรรค์เป็นไซเดอร์รสนุ่มในขวดไวน์ ให้คนได้ทานของดีอย่างอร่อย ขอบอกว่ารสชาติหวานอมเปรี้ยวและหอมขึ้นจมูกจนเราต้องแอบชิมอีกครั้ง 

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์
ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

หวานก็แล้ว เปรี้ยวก็มี ขาดเค็มไปคงไม่พอดี ซอสปรุงรสแบบเค็มและซอสรสเปรี้ยวสำหรับจิ้มจึงออกสู่ตลาด ดาดึงกรดอะมิโนกับเกลือแร่ในน้ำหวานซึ่งมีรสเค็มๆ ออกมาแล้วใส่เกลือทะเลนิดหนึ่ง ไม่เพียงได้ซอสปรุงรสที่โซเดียมต่ำกว่าท้องตลาด 45 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีองค์ประกอบคล้ายซอสปรุงรสที่สุดเมื่อวิเคราะห์เทียบ รสชาติที่เราได้ลิ้มมีความหวานอมเปรี้ยวอ่อนๆ แทรกด้วยเค็มติดปลายจนเราประหลาดใจว่าซอสเหล่านี้มีที่มาจากน้ำหวาน ดาบอกว่าลูกค้านำไปทำเมนูต้ม ผัด แกง ทอด ยำ นึ่ง ก็เข้าท่าไม่น้อย

“เราเข้าใจว่าความลับของอาหารไทยคือต้องใส่น้ำตาลมะพร้าวที่มีกรดอะมิโน คู่น้ำปลาซึ่งมีโซเดียม จึงอร่อย” 

นอกจากอาหาร ผลงานของนักวิจัยไปไกลถึงขอบเขตเครื่องสำอาง เธอหยิบบรรจุภัณฑ์ขนาดจิ๋ว 3 ขวด และเครื่องมือเล็กๆ มาให้ดู นี่คือ ‘คลาราวดี’ หยาดมะพร้าวในเครื่องทำนาโนจำลองการยืนเคี่ยวน้ำหวานดอกมะพร้าวหน้าเตาของชาวบ้านจนหน้าใสเป็นใยแก้วและไร้สิวฝ้า 

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

“เราเอาไอน้ำที่ระเหยไปวิเคราะห์ พบเอเอชเอที่ช่วยผลัดผิวและพบอะซิติกที่ยับยั้งสิว เป็นการใช้เอเอชเอธรรมชาติปลอดสารพิษอันแรกของโลก” 

หยาดน้ำหวานเพียงหนึ่งหยดก็สร้างไอน้ำปกคลุมหน้าได้หลายนาที มือหนึ่งของเราถือเครื่องทำนาโนขนาดพอดี เคลื่อนไปมาทั่วหน้าก็เสมือนเป็นสาวเคี่ยวน้ำตาลหน้าเตาเย็น 

แทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวความสนุกเหล่านี้จะผ่านการคิดและสังเกตด้วยใจของคนวัยใกล้เกษียณ เพราะเเววตาที่ดาส่งออกมาขณะเล่าเรื่องดูคล้ายวัยรุ่นไฟแรงที่สนุกกับการทำงานทุกหยดทุกหยาด 

น้ำหวานหยดที่ 4

ชุมชนดี

“แต่ก่อนมีร้อยบ้านก็ทำน้ำตาลมะพร้าวร้อยบ้าน วิ่งเก็บกันสนุกเลย เเล้วเคี่ยวขายเป็นรายได้ เวลาเหนื่อยก็กินเอง หอมชื่นใจ ใช้ทำอาหารบ้าง หมักเป็นเหล้าบ้าง” ดาส่งต่อเรื่องเล่าครั้งอดีตจากชาวบ้านให้เราฟัง

“พอชีวาดีเข้ามา วิถีชุมชนเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน” เราถาม

“แรกทีเดียวเขาต้องการอยู่รอด แต่ตอนนี้เขาไปมากกว่านั้น เพราะเขาเชื่อจากการกระทำและผลตอบรับเจ็ดแปดปีที่ผ่านมา เขาขยายทั้งระดับคนและชุมชน” จาก 8 ปีก่อนที่กลุ่มชาวบ้านทำน้ำตาลมะพร้าวมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และภูมิปัญญาการทำน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมแทบสูญ ตอนนี้ชีวาดีสร้างกลุ่มผู้ผลิตรายใหม่ที่อายุ 20 – 30 ปี กลุ่มวัยมันเหล่านี้ไม่เพียงช่วยขับเคลื่อนชุมชนให้เดินหน้าต่อ แต่เข้ามาปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมทันสมัยอยู่เรื่อยๆ เพราะดาเปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นของทุกคน 

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

“เราเตรียมตัวที่จะถอย จึงเปิดให้เด็กรุ่นใหม่มาเป็นผู้นำ เราส่งพวกเขาไปต่างประเทศเหมือนที่เราถูกส่งไปตอนทำงานประจำ เราเป็นคนนี้เพราะเรามีโอกาส เราเอาโอกาสนั้นให้คนรุ่นหลังทำในลักษณะของเขา

“เราแบ่งให้แต่ละคนดูแลหนึ่งชุมชนหนึ่งผลิตภัณฑ์ไปเลย สร้างเป็นกลุ่มทำน้ำตาลอิสระกลุ่มย่อยหลายกลุ่มที่รับผิดชอบตัวเองได้ และเรามารับผิดชอบซึ่งกันและกัน ที่สุดแล้ว เราต้องการให้ตัวเราเล็ก เพื่อให้คนที่เป็นพันธมิตรรอบเราใหญ่” การฟื้นชุมชนถือเป็นสิ่งที่น่ายินดีแต่การสร้างคนนั้นน่ายินดียิ่งกว่า นี่คือสิ่งที่ดาตั้งใจและเราพิสูจน์ได้ด้วยผู้ช่วยวัยยี่สิบต้นๆ ของดาที่อยู่กับเธอทุกที่

ชีวาดีสร้างงานให้ทุกคน ตั้งแต่เก็บเกี่ยว เคี่ยวน้ำตาล จนขับรถส่งสินค้า หมู่บ้านทำน้ำตาล ณ อัมพวา ที่ดาพาไปชมล้วนเป็นครอบครัวชีวาดี 

“ชีวาดีคือทางผ่านของประสบการณ์ชีวิตที่คุณเข้ามาและเรียนรู้ว่าต้องการอะไร และคุณเป็นได้ เราโตได้และให้ลูกน้องโตด้วย” ทั้งลุง ป้า นา อา จนถึงเด็กรุ่นใหม่ในบริษัท จึงไม่ใช่ลูกจ้างแต่เป็นครอบครัวและเพื่อนร่วมธุรกิจ 

น้ำหวานหยดที่ 5

พอดี

หลายคนอาจสงสัยว่าดาเป็นนักวิจัย แต่ทำไมยังใช้ชาวบ้านลงแรงเคี่ยวน้ำหวานในกระทะ ไม่สร้างเป็นโรงงานทำสำเร็จ แต่เพราะทุกอย่างต้องมีความพอดี ทั้งดาและชาวบ้านจึงต้องปรับตัวเข้าหากัน สิ่งที่ดาเสนออย่างเครื่องมือเครื่องไม้ที่ทันสมัย ชาวบ้านอาจไม่คล่องตัวเพราะไม่ใช่วิถี แต่ถ้าชาวบ้านทำผลิตภัณฑ์ไม่ดี เธอก็จะไม่ปล่อยผ่านเช่นกัน 

“เราต้องเคารพชุมชน ชุมชนต้องได้งานอย่างที่ถนัดและเหมาะสมกับวิถีของเขา เขาทำได้แค่ไหน มากไปเขาไม่มีความสุข เราเอาปริมาณไปวัดแต่เขาไม่ต้องการ เขามีวิถี มีความรักกับชุมชนที่ผูกพัน อย่าเอาสิ่งนี้ไปทำลายเขา ต้องเริ่มจากเราเข้าใจเขา เกิดอะไรขึ้นและปรับเปลี่ยนเอา”

 แม้จะสร้างนวัตกรรม แต่ทุกอย่างยังมีพื้นฐานจากภูมิปัญญาเดิม ชาวบ้านยังคงดูแลตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การเคี่ยว และการบรรจุ ส่วนดาใช้ประสบการณ์การเป็นนักวิจัยสร้างนวัตกรรมและควบคุมกระบวนการผลิต ใช้การแบ่งองค์กรในบริษัทเก่ามาแบ่งชุมชนว่าใครดูแลวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการบรรจุ ล่าสุด โรงงานทันสมัยใกล้เปิดให้ชุมชนเริ่มปรับตัวแล้ว

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

พอดีกับชุมชนแล้วต้องพอดีกับธรรมชาติด้วย เมื่อชีวาดีไม่ได้เชี่ยวชาญเกษตร จึงสร้างสวนที่นี่ให้เป็นโมเดลเกษตรอินทรีย์ หากสังเกตจะเห็นว่ามะพร้าวที่นี่ผิดตาไปจากที่เราคุ้น เพราะเป็นมะพร้าวเด็กต้นเตี้ยแบบที่ยืนเก็บน้ำหวานด้านล่างได้ เพื่อให้บริษัทมีเวลาในการศึกษาเกษตรกรรมและการเก็บน้ำหวานให้ได้ประสิทธิภาพ ทั้งวิธีการกำจัดศัตรูพืชแบบอินทรีย์ที่ปลูกพืชหลากชนิดทดแทนการใช้สารเคมี การปรุงดินให้เหมาะสมกับมะพร้าว หรือการโน้มกิ่งก้านเพื่อให้น้ำหวานไม่ไหลเยิ้มจนต้นเน่า แต่สวนเดียวคงไม่พอผลิตสินค้าสู่ตลาด ชีวาดีจึงมีสวนพันธมิตรของชาวบ้านที่ร่วมทำกันตั้งแต่เริ่มจัดตั้งและสวนใหม่ของผู้ที่สนใจ ซึ่งล้วนเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ ไม่ว่าจะราชบุรี สมุทรสงคราม นครปฐม และอุตรดิตถ์ 

ชีวาดี แบรนด์น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ปลุกชีวิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมด้วยวิทยาศาสตร์

ดาเล่าว่า สวนสีเขียวตรงหน้ามีมะพร้าว 1,240 ต้น แต่ละต้นจะออกดอกปีละ 18 ช่อ น้ำหวานหยดลงกระบอกทุกวันแต่จะหยุดให้น้ำหวาน 3 เดือน แต่ชีวาดียังมีผลผลิตตลอดปีเพราะสลับเก็บ ไม่ดันทุรังเก็บทุกต้น ให้คุณแม่มะพร้าวที่ออกน้ำหวานมานานได้อยู่ไฟด้วยการบำรุงปุ๋ยพิเศษอย่างดี 

“ในหนึ่งวันจะเก็บน้ำหวานสองสามรอบ เราสั่งเก็บวันละหกรอบก็ได้ แต่ชาวบ้านจะเหนื่อยเกินไป 

“เราไม่ต้องการกำไรจากการที่ชุมชนทำงานหนัก แต่ต้องการให้ทุกคนหล่อเลี้ยงตนเอง ครอบครัว และเติบโตได้” ความพอดี คงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้นักวิจัยอย่างดา ภูมิปัญญา และชุมชน อยู่ร่วมกันอย่างชีวาดี

น้ำหวานหยดที่ 6

ชีวาดี

อย่างที่บอกว่าชุมชนหนึ่งชุมชนจะดูแลการผลิตสินค้าเพียง 1 – 2 อย่าง เส้นทางของชีวาดีที่ดาวาดไว้จึงเป็นการสร้างหน้าร้านให้ชุมชนเอาของมาแลกกันขาย สนับสนุนการท่องเที่ยวให้คนมาซื้อสินค้าให้รายได้เข้าชุมชน
“ไม่จำเป็นต้องเป็นของของฉัน ฉันก็ภูมิใจ นี่คือทางเดินของเรากับชุมชนที่เรามองไป ให้ชีวาดีเป็นสังคมที่เราอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก” 

เรื่องราวของดาและชีวาดีจึงเป็นการนำวิทยาศาสตร์ที่ใช้ประกอบอาชีพมาตลอดชีวิต ผสานเข้ากับพลังแห่งธรรมชาติ นั่นคือน้ำหวานดอกมะพร้าวและเกษตรอินทรีย์อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่โบราณ ให้ไปได้ไกลกว่าของคาวหวานอย่างแกงกะทิ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างทั้งสุขภาพที่ดีแก่ผู้บริโภค ทั้งยังสร้างรายได้และความภาคภูมิใจสู่ชุมชน 

ดา-สารภี ยวดยง Chiwadi

“ชีวาดีคือชีวีของใคร” เราถามเธออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคิดไม่ผิด

“ชีวาดีไม่ใช่ชีวีของดา แต่เป็นชีวาดีของทุกๆ คน ให้ทุกคนทุกหย่อมหญ้า ได้มุ่งเน้น ยุ่งเหยิง กับสิ่งที่ทำให้ชีวิตชีวาดี” ดาเฉลยด้วยรอยยิ้มละไมเหมือนความหวานละมุนในผลิตภัณฑ์ของเธอ 

สำหรับเรา ดายังคงเป็นนักวิจัยอยู่เสมอ เพียงแต่ดำเนินไปในเส้นทางแบบเธอ คือเชื่อในธรรมชาติ ภูมิปัญญา และชุมชน

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

Have A Hug คือสตูดิโอที่ทำงานปั้นของ ภู-ภูริดล พิมสาร ชายที่ทำงานคลุกคลีกับการปั้นมาเกือบ 20 ปี ในวันที่มีสถานะเป็นพ่อของลูก และเป็นลูกของพ่อ เขาพาศิลปะที่เขารักเดินไปพร้อมกับความสุขของครอบครัว 

เขาปั้นความฝันขึ้นบนความจริง โอบกอดเอาความจริงและคนที่เขารักเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative
Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative

บ้านไม้ครึ่งปูนครึ่งอิฐแทรกตัวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่อย่างกลมกลืน อาคารหลังเล็กอยู่ถัดไปอีกไม่ไกล มีโต๊ะเก้าอี้จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พื้นที่แสนน่ารักนี้กลายเป็นคาเฟ่และหมุดหมายของคนมาเยือนเชียงใหม่ วิวทุ่งนาที่อยู่ติดกันกลายเป็นความสงบเย็นตาเพิ่มความผ่อนคลาย นาผืนนี้เป็นเป็นที่ทำกินของครอบครัวที่ยังคงหว่านไถเก็บเกี่ยวในทุกๆ ปี งานปั้นหลายชิ้นถูกจัดวางไว้รอบบริเวณ เหมือนนิทรรศการขนาดย่อมที่แสดงไว้กลางแจ้ง รอผู้มาเยือนทำความรู้จัก

ไม่เว้นแม้กระทั่งป้ายร้าน ที่สองมือค่อยๆ ปั้นแต่งอย่างบรรจงเป็นคำว่า Have A Hug

“ผมชอบคำว่า Hug ภาษาเหนือแปลว่ารัก (ฮัก) และภาษาอังกฤษแปลว่ากอด แล้วข้างหลังบ้านเรามีทุ่งนา รู้สึกเหมือนเขาโอบกอดเราไว้ให้อยู่ในอ้อมแขนของทุ่งนานั้น พอเติม Have a เข้าไป เป็นความหมายว่า การได้กอด 

“เพราะพื้นที่แห่งนี้มันได้กอดสิ่งที่เรารักไว้ งานศิลปะที่เรารัก ครอบครัวที่เรารัก และสิ่งที่ทุกคนรักก็ยังอยู่ พ่อก็ยังทำนาอยู่ แปลงปลูกผักร่วมกันก็ยังอยู่ ต่อด้วยสโลแกน Fusion Farm Chiang Mai และ Real Art, Real Life ความหมายก็คือ เป็นพื้นที่จริงที่เป็นบ้านจริงๆ ทำงานศิลปะจริงๆ และใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้จริงๆ” เจ้าบ้านเปิดบทสนทนา

มือชุ่มเหงื่อที่เกิดมาเพื่อปั้น

ภูเป็นเด็กน้อยในชนบทจากอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เขาเติบโตมาท่ามกลางครอบครัวใหญ่ สุดสัปดาห์ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปอยู่กับปู่ย่าตายายบ้าง ความสนุกของเด็กยุคนั้นคือการคลุกดินทราย ภูฉายแววตั้งแต่เขาช่วยบรรดาผู้ใหญ่ปั้นช้างม้าวัวควายใส่ ‘สะตวง’ หนึ่งในวัตถุประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์เมื่อมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย

“ตอนเป็นเด็กก็สนุกอย่างเดียว ทุกคนมาช่วยกันปั้น มันเป็นสิ่งที่เด็กๆ ทำได้ แล้วก็ไม่ต้องการความสวยงามอะไรมาก บางครั้งก็แอบไปหนองน้ำท้ายหมู่บ้าน เพราะมีดินเหนียว เอามาปั้นแล้วเนียนสวย ถ้าผู้ใหญ่รู้เข้า เขาจะดุ เพราะตรงนั้นน้ำมันลึก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตาแกลองทำอิฐดินเผา แกมีบล็อกไม้ เราก็ช่วยนวด ช่วยยกพิมพ์ ถามว่าเป็นจุดเริ่มต้นของงานปั้นมั้ย ก็น่าจะใช่ แต่เป็นการปั้นด้วยความสนุกตามประสาเด็กๆ มากกว่าตามทฤษฎีหรือถูกสอนให้ปั้น”

วัยมัธยม ภูมีโอกาสเข้ามาเรียนในเมืองเชียงใหม่ ความแตกต่างของอำเภอพร้าวและตัวเมืองในยุคสมัยนั้น ทำให้เด็กชายภูริดลต้องร้องว้าวกับความทันสมัยที่เขาไม่เคยพบเจอ หนึ่งสิ่งที่เขามอบใจให้ทันทีก็คือ แฟชั่นดีไซน์

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative

“แรกๆ เราก็แต่งตัวแบบเด็กบ้านนอก จนมาเห็นว่าเด็กในเมืองเขาแต่งตัวอีกแบบ เราเลยแต่งตาม ปรากฏว่าเราชอบ ชอบดีไซน์ ชอบเสื้อผ้า ชอบแฟชั่น เราชอบจนถึงขั้นจับผ้ามือสองมาขายเลย อีกอย่างที่เข้ามาพร้อมๆ กันคือ ศิลปะ เริ่มรู้จักศิลปะเพราะพร้าวไม่เคยสอน เราสนุกกับการเรียน การใช้สี การแรเงา อะไรพวกนี้เราไม่เคยเจอเลย 

“ช่วงนั้นมีละคร สามหนุ่มสามมุม พระเอกแสดงเป็นสถาปนิก เราเลยได้รู้จักอาชีพสถาปนิก เห็นพี่ๆ หลายคนจบมาเป็นสถาปนิก แล้วมันเท่ เราก็เลยสร้างภาพตัวเองเป็นสถาปนิกไว้ในหัวตั้งแต่นั้น” ภูเล่าย้อนความทรงจำ

หลังจากฝากหัวใจไว้ที่อาชีพสถาปนิก เด็กชายภูริดลในวัยที่กำลังจะเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นนาย เดินตามเสียงเรียกในหัวใจตัวเองโดยสอบเข้าภาควิชาสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา แต่ด้วยจำนวนผู้เข้าสอบเยอะ เขาจึงผิดหวังกับผลการสอบในครั้งนั้น แต่ถือว่าโชคเข้าข้างอยู่บ้าง เพราะมีโรงเรียนเทคโนโลยีเอเชียเปิดใหม่ และบรรจุภาควิชาสถาปัตยกรรมไว้ในแผนการสอน หลายคนที่อกหักจึงมาฝากความฝันและอนาคตไว้ที่นี่

ภูพาตัวเองเข้ามาอยู่ในแวดวงสถาปัตย์ด้วยการเรียนมา 5 ปี เขาค้นพบว่าเริ่มไม่สนุกกับการตามใจคนอื่น การแก้ไขแบบเพื่อให้ตรงตามความต้องการของใครต่อใคร กลายเป็นความอึดอัดใจที่เขาต้องหาทางออก ภูอยากทำงานที่ใช้ความคิดของตัวเองผลิตงานขึ้นมา และจบกระบวนการทุกอย่างด้วยตัวเอง หลังจบ ปวส. เรียนต่อปริญญาตรี ภูเลยมองหาวิชาที่เทียบโอนหน่วยกิตให้เขาได้ ซึ่งมีเพียง 2 ตัวเลือก คือ วิชาออกแบบบรรจุภัณฑ์กับเครื่องปั้นดินเผา 

เขาลงสอบทั้งสองวิชา แต่ด้วยความเป็นคนมีเหงื่อออกที่มือมาก เมื่อต้องดราฟต์งานในวิชาออกแบบบรรจุภัณฑ์ ชิ้นงานก็เลอะเปรอะเปื้อน ในขณะที่วิชาเครื่องปั้นดินเผา กลับกลายเป็นความเข้ากันอย่างน่าประหลาด

“สุดท้ายเราเลยไปเรียนปั้น ปรากฏว่ามือของเราที่มันคอยจะเป็นปัญหามาตลอด พอจับดิน มันชุ่มพอดี เหงื่อที่มือมาเจอกับดินกลับกลายเป็นเรื่องดี มันช่วยให้ปั้นงานได้ง่าย แล้วผมเชื่อว่า มันใช่ ผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้”

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative


ปั้นทางฝันด้วยสองมือ

แม้ว่าภูพบเจอกับสิ่งที่ถูกจริตกับสองมือของตัวเอง แต่การเรียนในระยะแรกๆ ก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะเขาไม่มีพื้นฐานการปั้นมาก่อน ขณะที่เพื่อนๆ หลายคนเรียนปั้นมาตั้งแต่สมัย ปวช. ทำให้ภูตามหลังเพื่อนร่วมรุ่นถึง 5 ปี ถือว่ายังมีโชคดีอยู่บ้างที่เขาได้แบ่งปันวิชาทางด้านการออกแบบให้เพื่อน แลกกับการที่เพื่อนช่วยสอนเขาปั้นดิน

“ตอนแรกยังไม่มีพื้นฐาน โชคดีมีเพื่อนคอยช่วย พอเริ่มทำได้แล้วเรารู้สึกมหัศจรรย์มาก จากผงดินเป็นสามมิติได้ทุกอย่างตามต้องการ เราขลุกตัวอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเกี่ยวกับงานปั้น เห็นต้นไม้ ภูเขา สายน้ำ เป็นเซรามิกหมดเลย จนกลับมาบ้านเช่า ผมก็ไปซื้อดินจากแหล่งดิน มาปั้นทุกวัน สนุกไปกับมัน บางครั้งก็เปิดหนังสือเรียนทำก่อน เรารู้อยู่แล้วว่าเขาจะสอนอะไร จะเคลือบอะไร เราทำก่อนเลย พอถึงตอนเรียนจริงๆ ปรากฏว่าเราทำเป็นหมดแล้ว”

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative

จากคนที่แทบไม่มีความรู้ด้านการปั้นดิน ค่อยๆ ฝึกฝนจากการสอนของเพื่อน และความขยันหมั่นเพียรหาความรู้ด้วยตัวเอง ภูพาตัวเองจบปริญญาด้านเครื่องปั้นดินเผาได้อย่างไม่อายใคร และยังพาเพื่อนๆ ในสาขาไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยแสดงนิทรรศการโปรเจกต์จบร่วมกันที่หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นการแสดงนิทรรศการของเด็กเซรามิกครั้งแรกในหอศิลป์ เพราะปกติจะมีการแสดงงานเฉพาะสายจิตรกรรม ประติมากรรม เท่านั้น โดยตัวเขาเองเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเดินเรื่องขอใช้พื้นที่ ไปจนถึงการชักชวนเพื่อนๆ ให้มาร่วมสนุกกันในงานนี้

“ตอนนั้นผมมั่นใจในตัวเองมาก จบมาก็จะประกอบอาชีพนี้ ผมรู้สึกว่าดินเผาของผมเป็นศิลปะ ต้องไปอยู่ในแกลเลอรี่ ในมิวเซียม ตอนนั้นคิดแบบนั้น เรียบจบผมก็ทำแบรนด์ทันที เพื่อนฝูงนี่ส่ายหัวเลย เพราะตอนนั้นมันไม่มีตัวอย่าง ไม่มีใครเป็น จบมาส่วนมากเขาก็เข้าโรงงานกันหมด แต่เรามั่นใจ และเรารู้ด้วยว่าเราจะไปขายใคร”

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative

นอกจากความมั่นใจในฝีมือของตัวเองแล้ว งานปั้นยังตอบโจทย์ความต้องการในหัวใจที่อยากทำงานที่ออกมาจากความคิดของตัวเอง ด้วยมือของตัวเอง และขายด้วยตัวเอง แม้จะยังไม่มีตัวอย่างความสำเร็จให้เดินตาม ภูก็จะสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง หลังจากทำแบรนด์และส่งขายตามแกลเลอรี่ต่างๆ อยู่หลายปี เขาต้องการเอางานออกไปแสดงให้คนเห็นมากขึ้น ท้ายสุดภูเลือกออกงานแฟร์ที่ถือว่าเป็นที่สุดในเชียงใหม่ ณ ตอนนั้นอย่างงาน NAP

“ตอนนั้นใครไปออกงาน NAP จะเป็นแบบเทพๆ ทั้งนั้นเลย สุดท้ายเราก็ได้ไป ตื่นเต้นมาก ผมทำของประมาณห้าหกเดือน เปิดมาวันแรก สองชั่วโมงแรกผมขายหมดเลย เขียนป้าย Sold Out แล้วก็นั่งอยู่อย่างนั้นอีกสี่ห้าวัน”

ปั้นงานบนพื้นฐานของความสุข

งานของภูมีความหลากหลายและยืดหยุ่นมาก ทั้งงานคราฟต์ภายใต้แบรนด์ Have A Hug เน้นการทำงานขนาดเล็กและขึ้นรูปด้วยมือชิ้นต่อชิ้น จนถึงงานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่เลือกใช้ชื่อนามสกุลจริงของตัวเองเป็นชื่อแบรนด์ ภูเลือกใช้ดินท้องถิ่นจากเชียงใหม่ และเลือกใช้วัสดุอื่นหากชิ้นงานใหญ่เกินความสามารถของเซรามิก เขาใช้กรรมวิธีการเผาด้วยแก๊ส บางชุดก็เผารมควันบ้าง เคลือบด้วยอุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียส และเน้นสีเคลือบจากธรรมชาติ

“ผมคิดงานบนพื้นฐานของการมีความสุขในชีวิต ส่วนใหญ่จะออกมาเป็นรูปคนหลับตาแล้วยิ้มน้อยๆ ลองหลับตาแล้วยิ้มน้อยๆ ดูสิครับ มันไม่มีเรื่องเศร้าเข้ามา และเราอยากให้คนที่สัมผัสรู้สึกมีความสุข เราอยากมอบความสุข อยากให้พลังงานที่ดีแก่เขา ส่วนรูปแบบ ฟอร์ม ทรง มันก็เกิดจากจินตนาการจากการใช้ชีวิตนี่แหละ”

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative

นอกจากการคิดงานที่มุ่งเน้นการให้ความรู้สึกบวกแล้ว ภูยังเชื่อเรื่องเวลาฟ้าลิขิต หรือ ‘สัญญาณ’ บางอย่างที่ผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงของชีวิต ทำให้เขารู้สึกพร้อมลงมือทำอะไรบางอย่าง หรือเริ่มต้นสิ่งที่คิดไว้แต่ยังไม่ได้ทำเสียที

“อย่างงานปั้นพระ เราไม่เคยปั้นมาก่อนแบบเป็นเรื่องเป็นราว พอไปอยุธยา ความขลังตรงนั้น บรรยากาศตรงนั้น เรารู้สึกด้วยตัวเองว่าถึงเวลาแล้ว เราน่าจะพร้อมแล้วที่จะสร้างสรรค์ศิลปะแบบนี้ออกมา เป็นพระพุทธรูปในแบบของเรา แล้วเป็นโอกาสดีที่เราได้ใช้เทคนิครมควันแบบดั้งเดิมของอยุธยาด้วย” ภูเล่าถึงสัญญาณที่เขาเชื่อ

Artist Residency

“ผมมีความฝันอยากจะทำ Artist Residency ให้คนมาพักแล้วเราก็สอนเขาปั้น ผมตั้งใจจะประกอบอาชีพนี้ ผมต้องพาความฝันไปพร้อมกับความรับผิดชอบ สมัยนั้นมันไม่มีโมเดลตัวอย่าง แต่ผมคิดว่าจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ ขึ้นมาก่อน ไปยุ้งข้าวมาหลักหมื่น พ่อตาช่วยสร้าง ผมก็ใช้วิชาสถาปัตย์ของผมออกแบบ หาเงินไปด้วยสร้างไปด้วย”

ยุ้งข้าวหลังเล็กหลังกลายมาเป็นส่วนคาเฟ่ของ Have A Hug ในวันนี้ หลายสิ่งหลายอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และวันเวลา สตูดิโอของภูถูกสร้างขึ้นไม่กี่ก้าวถัดจากคาเฟ่ ส่วนนี้เป็นพื้นที่ทำงานและสอนปั้น

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative

“พอดีมีพี่คนหนึ่งที่รู้จักกันแกเอาเรื่องราวของผมไปลงเว็บ แล้วมีคนติดต่อไปในเว็บว่าอยากเรียนปั้น ติดต่อมาสองคนในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ผมไม่พร้อมเรื่องสถานที่ ก็เลยส่งต่อให้เพื่อนที่เขาพร้อมกว่า ไม่นานก็มีคนโทรมาอีก ผมก็ส่งให้เพื่อนอีก จนคิดว่าเหตุการณ์นี้เหมือนเป็นสัญญาณจากพระเจ้า พระเจ้าสั่งให้เราทำทันที ทำได้เเล้ว ผมเลยจัดการเรื่องพื้นที่ให้เหมาะกับการเวิร์กช็อป คนแรกที่สอนเราเลยจัดเต็ม สอนปั้น เที่ยวเล่น เขาอยู่นานเป็นเดือนเลยครับ”

พื้นที่ของสตูดิโอเริ่มลงตัว ภูพร้อมให้ความรู้ที่สะสมมานานแก่คนที่สนใจ ประจวบกับเป็นช่วงจังหวะที่ Facebook เข้ามาในประเทศไทย ภูหัดใช้โซเชียลมีเดียทันที ผลตอบรับก็กลับมาอย่างยอดเยี่ยม มีคนใหม่ๆ เข้ามาเรียนที่สตูดิโอมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการค่อยๆ เติบโตของคาเฟ่ และความลงตัวของครอบครัวภายใต้ชายคาเดียวกัน

Have A Hug สตูดิโอเซรามิกที่ปั้นดินมา 20 ปี และขับเคลื่อนวงการด้วย Chiangmai Clayative

 เมื่อเติบโตผ่านวันเวลา ภูก็มีเพื่อนพ้องน้องนุ่งเข้ามาช่วยงานที่สตูดิโอ ทำให้เขามีเวลาคิดค้นงานระดับมาสเตอร์พีชของตัวเอง เพื่อแตกยอดจากงานคราฟต์ของ Have A Hug ไปสู่งาน Art ภายใต้ชื่อ ‘ภูริดล พิมสาร’

“ผมจะต้องทำให้ดินเป็นที่ยอมรับให้ได้ เพราะดินเป็นวัสดุทางศิลปะแรกๆ ของมนุษยชาติ แต่ถูกมองข้ามและมีราคาถูก คนเลยเลี่ยงที่จะใช้ดินทำงานศิลปะ แต่นั่นมันคือบรรพบุรุษของมนุษยชาติ ดินเลยเป็นตัวกระตุ้นผมตลอดเวลาว่า ผมทำได้ ผมทำให้ดินเป็นที่ยอมรับได้ จนเกิดความรู้สึกอยากนำเสนอผลงาน อยากนำเสนอไอเดียตลอดเวลา”

วิ่งไปบนทางดินและศิลปะ

นอกจากการปั้นที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตภูแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขารักไม่แพ้กันคือการวิ่ง เขาวิ่งเป็นประจำสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 50 กิโลเมตร ผ่านฟูลมาราธอนมาแล้วหลายสนาม และภูมีความคิดอยากจะชวนเพื่อนฝูงสายศิลปะออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพบ้าง ทั้งยังไม่ลืมที่จะเอางานศิลปะเข้าไปประกอบกับการวิ่งได้อย่างน่าสนใจ

“พอดีว่ามีเพื่อนเป็นคนจัดงานวิ่ง รันลัดโต้ง ผมเลยเสนอทำเหรียญรางวัลให้ โดยใช้ดินปั้นเป็นเหรียญ ซึ่งไม่เคยมีใครทำ มันสนุกมาก แล้วเอาเงินไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลชุมชน ผมพบว่าจริงๆ แล้วคนเขาเข้าใจนะ เลยเป็นที่มาของงานที่ผมจัดเอง Art Run To The Wild #วิ่งควายควาย ด้วยผมเป็นคนชอบวิ่งและคนทำงานศิลปะ เลยเกิดความคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนทำงานศิลปะ หันมาดูแลสุขภาพ มันคนละขั้วกันเลยนะ คนทำงานศิลปะจะกินเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ผมเลยเอา Art ไปรวมกับ Run คราวนั้นผมก็ปั้นเหรียญปั้นถ้วยรางวัลเองด้วย มีคนมาวิ่งตั้งหนึ่งพันห้าร้อยคน” ภูเล่า

ภาพ : Art Run To The Wild #วิ่งควายควาย
ภาพ : Art Run To The Wild #วิ่งควายควาย

ถ้วยรางวัลเซรามิกของภู มีชื่อเสียงขจรขยายออกไปในวงการวิ่ง ภูมีโอกาสทำถ้วยและเหรียญรางวัลให้กับงานวิ่งระดับประเทศหลายงาน เช่น กระบี่มาราธอน 2020 กระบี่เทรล 2020 จันทบุรีซีนิคฮาร์ฟมาราธอน 2020 ฯลฯ และเขาเป็นคนหนึ่งที่ลงสมัครวิ่งในทุกๆ งานด้วย และแอบฝันลึกๆ ว่า อยากจะคว้าถ้วยรางวัลของตัวเองมาประดับตู้ให้จงได้

“แต่ก็ไม่ได้สักที มีแต่เฉียดไปเฉียดมา” ภูเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะ “มีครั้งหนึ่งตอนนั่งหลังกระบะกลับมากับกลุ่มนักวิ่ง กลุ่มนั้นเขาได้ถ้วยกันทุกคน เห็นเขายิ้มนั่งมองถ้วยรางวัล เลยอดไม่ได้ที่จะถามเขาว่า พี่ชอบมั้ย เขาบอกว่าชอบสิ วิ่งแทบตายก็เพราะอยากได้ถ้วยนี้ เราเลยบอกไปว่า ผมดีใจที่พี่ชอบครับ ผมเป็นคนปั้นเอง ทีนี้เขาก็มาขอถ่ายรูปผมกันทุกคน คือจริงๆ เราก็ไม่อยากแสดงตัวอะไรนะ แต่ผมดีใจที่เขาชอบงานผม ผมภูมิใจในสิ่งที่ผมทำ” 

ภูเชื่อว่าเส้นสายที่อ่อนช้อยของงานศิลปะที่เขาทุ่มเทฝีมือลงไป จะช่วยกล่อมเกลาชีวิตของผู้คนที่พบเห็นให้อ่อนโยนและเต็มไปด้วยทัศนคติเชิงบวก รวมถึงการเสิร์ฟศิลปะให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน คือเป้าหมายของเขา

เสิร์ฟศิลปะบนพื้นที่สาธารณะ

ในแต่ละช่วงเวลาที่พูดคุยกัน ภูมักพูดถึงการเอาผลงานของตัวเองไปแสดงตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเขาใช้คำว่า ‘เอาไปเสิร์ฟ’ หมายถึงการแสดงผลงานนอกพิพิธภัณฑ์ เขาเชื่อว่าเป็นการนำเอางานศิลปะไปเข้าถึงผู้คนในอีกทางหนึ่ง และหนึ่งในงานมาสเตอร์พีซของเขาที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คืองาน ‘Good Morning’ ที่ตั้งอยู่บนโครงการหลวงอ่างขาง 

“บนอ่างขางจะได้กลิ่นสน กลิ่นดิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นพืชผัก ทุกอย่างมันไม่เหมือนข้างล่างเลย ผมรักที่นั่นตั้งแต่แรกพบ แล้วเป็นจังหวะที่เขาปรับปรุงตรงนั้นพอดี เลยปรึกษาว่าถ้าผมจะมอบงานปั้นมาประดับตรงนี้ได้มั้ย 

“เพราะผมไปไต้หวัน เห็นบ้านเขามีศิลปะ มีประติมากรรมทั่วเมือง ผมเห็นก็ตื่นเต้นและอยากให้เมืองที่ผมอาศัยอยู่มีแบบนั้นบ้าง สุดท้ายผมก็ได้รับโอกาสนั้น เอางานปั้นของตัวเองไปวางที่อ่างขาง ตั้งอยู่นั่นสิบกว่าปีแล้วครับ”

ภูยังเล่าให้ฟังอีกว่า พื้นที่อ่างขางเป็นดอยสูง อากาศสดชื่นและเมฆที่ลอยต่ำดังเช่นเมฆลอยผ่านจมูก เขารับเอาความรู้สึกสดชื่นนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการปั้น ส่วนสีก็ใช้สีธรรมชาติจากดินในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นสีแดงปนน้ำตาลในการเคลือบชิ้นงาน และดีไซน์ส่วนหัวของรูปปั้นเขา ทำให้ปลูกหญ้าหรือมอสเพื่อเพิ่มความเขียวชอุ่มได้

ตามเส้นทางเซรามิกของ ภูริดล พิมสาร ชายที่โอบกอดชีวิต ความคิด และความฝัน ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ แห่ง Have A Hug สตูดิโอ

ผลงานของภูปรากฏตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลวงอ่างขาง ประตูท่าแพ เชียงใหม่อาร์ตมิวเซียม นั่นกลายเป็นประตูที่นำพาภูไปพบกับ พระเมธีวชิโรดม หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี พระนักวิชาการชื่อดังแห่งไร่เชิญตะวัน ซึ่งท่านก็บังเอิญได้พบเห็นงานปั้นของภูในหลายๆ ที่ และมีโอกาสพบเจอกันในที่สุด จากคำชักชวนของท่าน ว.วชิรเมธี ภูมีโอกาสออกแบบสวนปริศนาธรรม เพื่อน้อมนำคำสอนขององค์พระศาสดาสู่พุทธศาสนิกชน เด็ก และเยาวชน 

ภูมีโอกาสครั้งสำคัญในการทำงานชิ้นหนึ่ง และเป็นการทำงานภายใต้ 3 สิ่งที่เคารพและยึดมั่น นั่นคือพุทธศาสนา การปั้น และการวิ่ง เขารวม 3 สิ่งนี้เข้าด้วยกันกลายเป็นงานประติมากรรมที่เขาภูมิใจเป็นอย่างมาก

“ตอนนั้นมีโครงการก้าวคนละก้าว พี่ตูนกำลังเริ่มวิ่งที่เบตง วันแรกเราดูแล้วก็อิน เราคิดว่าเราจะไปวิ่งตามเขาสักระยะหนึ่งดีมั้ย หรือเราจะทำงานอาร์ตของเราสักชิ้นหนึ่งไปมอบให้พี่ตูนระหว่างทาง บังเอิญเราไปเห็นสเก็ตช์รูปหนึ่งของพระอาจารย์แล้วท่านเขียนว่าจิตโพธิสัตว์ ซึ่งแปลว่าจิตของผู้ให้ เราเลยขอแบบมาปั้น กะจะมอบให้พี่ตูน พระอาจารย์ก็คิดโครงการเปิดประมูลเฉพาะลูกศิษย์ลูกหาของท่านแล้วก็ได้เงินจำนวนหนึ่ง มอบให้กับโครงการก้าวคนละก้าว”

ตามเส้นทางเซรามิกของ ภูริดล พิมสาร ชายที่โอบกอดชีวิต ความคิด และความฝัน ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ แห่ง Have A Hug สตูดิโอ

และโอกาสสำคัญที่สุดของภูก็มาถึง เมื่อเขาถวายงานปั้นของตัวเองให้แก่องค์ดาไลลามะ 

โดยได้แบบชิ้นงานมาจากการสเก็ตช์ของท่าน ว.วชิรเมธี อีกครั้ง จากที่คิดเพียงอยากฝากท่าน ว.วชิรเมธี ไปถวาย กลับกลายเป็นว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ได้นั่งเครื่องบินไปที่ลงดาลัมซารา เพื่อเข้าเฝ้าองค์ดาไลลามะด้วยตัวเอง

“วันนั้นมีคนไปเยอะมากเป็นพันๆ คน ผมก็กอดงานน้ำหนักสิบเจ็ดกิโลกรัม ขึ้นเขาอีกสิบสองชั่วโมง พอถึงผมก็ฝากพระอาจารย์นำถวาย แต่สุดท้ายก็ได้ถวายให้กับมือ ได้ใกล้ชิดผู้มีเมตตาคนหนึ่งของโลก ผมสัมผัสได้จากแววตาที่เปี่ยมเมตตาของท่าน หลายๆ คนมาขอจับมือผม เพราะผมได้สัมผัสมือท่าน มือที่เปียกเหงื่อคู่นี้แหละ” ภูพูดพร้อมหงายฝ่ามือ

มือที่ครั้งหนึ่งไม่อาจจับดินสอดราฟต์งานเพราะชุ่มเหงื่อจนทำกระดาษเลอะเปรอะเปื้อน จนเป็นเหตุให้เขาต้องละจากความฝันที่จะเป็นสถาปนิกมาลงเอยกับการปั้น มือคู่เดียวกันนั้นพาเขามาไกลอย่างไม่เคยคิดฝัน และมือคู่เดียวกันนั้นกำลังจับมือเพื่อนฝูงอีกมากมายเดินไปด้วยกัน บนถนนที่พวกเขาร่วมปั้นขึ้นมาในชื่อ Chiangmai Clayative 

Chiang Mai Clayative

Chiangmai Clayative’ เกิดจากการที่ภูแลกไปเปลี่ยนความรู้ทางด้านเซรามิกที่เมืองอีชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นงานที่เชิญศิลปินและผู้มีความรู้จากนานาประเทศมาเจอกัน แบ่งปันเรื่องเทคนิค วัสดุ ฯลฯ สุดท้ายกลายเป็นกลุ่มเครือข่ายระหว่างประเทศ ซึ่งภูได้เข้าพักที่บ้านของอาจารย์ คัง วาซู (Kang Wa-soo) ออแกไนซ์ในการจัดงาน นอกจากได้รู้เทคนิคเซรามิกของศิลปินแต่ละคน ภูยังแอบซึมซับวิธีการจัดงานแบบนี้มาด้วย และเขาอยากให้งานแบบนี้เกิดที่ไทยบ้าง

ตามเส้นทางเซรามิกของ ภูริดล พิมสาร ชายที่โอบกอดชีวิต ความคิด และความฝัน ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ แห่ง Have A Hug สตูดิโอ

“ผมไปศึกษาไปดูงานที่อีชอน ไปดูเตาเผา ไปดูงานเซรามิกของคนอื่นๆ และระหว่างเวิร์กช็อปทุกคนก็โชว์สกิลล์ของตัวเอง ทุกคนถาม พูดคุย สุดท้ายก็กลายเป็นเพื่อนกัน ทุกคนบอกว่าถ้าไปบ้านฉัน ฉันจะรับรองยู หนึ่งคนเคยไปแบบนี้ก็จะมีเพื่อนอีกสิบคน ผมก็ได้เพื่อนใหม่มาสิบคน อย่าง มิก (ณัฐพล วรรณาภรณ์) ชามเริญสตูดิโอไปที่ฮาวาย มิกก็มีเครือข่ายฮาวาย แล้วน้องๆ ที่ทำเซรามิกในที่เชียงใหม่เขาก็มาบอกผมว่า ผมอยากไปแบบพี่จังเลย 

“ผมก็คิดว่าแล้วน้องเราจะได้ไปยังไง ผมคุยกับมิกว่าการที่คนอื่นเชิญน้องๆ เราไปคงไม่ง่าย เพราะน้องหลายคนเพิ่งจบ ผลงานยังมีไม่มาก และเราเป็นประเทศเล็กๆ เพราะฉะนั้น ผมเชิญเขามาบ้านเราก่อน เราเป็นประเทศที่ไม่เคยจัดงานแบบนี้ ทุกคนไม่รู้จักเรา เขาน่าจะอยากมา ผมก็รวบรวมสิบสตูดิโอในเชียงใหม่ ใช้ชื่อ Chiangmai Clayative แล้วไปคุยกับผู้ใหญ่ ได้งบมาก้อนหนึ่ง ไม่เยอะมากเพราะยังใหม่ ยังไม่มีใครทำ ไม่มีตัวอย่าง สุดท้ายก็เชิญศิลปินจากต่างประเทศมาสิบคน เลยกลายเป็นงาน 1st Chiang Mai International Ceramic Arts and Culture Symposium 2019”

ด้วยงบประมาณและพื้นที่จำกัด Chiangmai Clayative หาทางออกด้วยแนวคิดโฮมสเตบ์แบบเชียงใหม่ โดยแบ่งศิลปินออกเป็น 3 กลุ่ม ให้เข้าพักและทำงานใน 3 สตูดิโอ ได้แก่ Inclay Studio อยู่ในเมือง เหมาะกับศิลปินที่ชอบ City Life ส่วน Have A Hug อยู่นอกเมือง เหมาะกับคนไม่ชอบความแออัดและยืดหยุ่นได้เพราะสตูดิโอเป็นคาเฟ่ และ ชามเริญ สตูดิโอ เหมาะกับสายกินนอน ทำงานดึกได้ มีที่พักในตัว แล้วก็จัดให้เจอหน้ากันวันเว้นวัน เพื่อให้ศิลปินทั้งหมดได้ทำกิจกรรมร่วมกัน 

พอเสร็จสิ้นโปรเจกต์ ทุกคนในทีมต่างภาคภูมิใจในตัวเอง ที่มีโอกาสได้ปั้นงานแล้วได้รับคำชี้แนะจากศิลปินนานาชาติ ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนทักษะกับศิลปินต่างประเทศ ได้แสดงงานที่หอศิลป์และ Chiang Mai Design Week ด้วย บางคนถูกทาบทามไป Artist Residency ที่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสจาก Chiangmai Clayative

ตามเส้นทางเซรามิกของ ภูริดล พิมสาร ชายที่โอบกอดชีวิต ความคิด และความฝัน ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ แห่ง Have A Hug สตูดิโอ

“หลังจากนั้นผมถูกเชิญไปอินเดีย ผมก็เอาโมเดลของ Chiangmai Clayative ไปเล่า เพื่อนฝูงหลายๆ คนก็ว้าว หลายคนที่ได้มาร่วมงานกับเราก็กลับไปเล่าว่า เชียงใหม่ทั้งสิบสตูดิโอนี่นะเป็นหนุ่มสาวทั้งหมดเลย แล้วแต่ละคนไม่ทำงานประจำนะ หาเลี้ยงชีพด้วยการทำเซรามิกหมดเลย พอคนที่ไม่ได้มาได้ฟัง เขาก็อยากมา เขาบอกว่า เอางี้ได้มั้ย กลุ่มเขาสิบคนอยากไปดู ค่าใช้จ่ายการเดินทางเขาออกหมดเลย แต่ไม่ต้องจัดเป็นอีเวนต์ใหญ่ พอมาถึงก็มาเรียนรู้การปั้นสักสามสี่วัน จากนั้นพาเขาเที่ยวเชียงใหม่ วันสุดท้ายก็หาสถานที่จัดงานจัดนิทรรศการร่วมกัน สุดท้ายเลยกลายเป็นเครือข่ายอย่างที่เราหวังไว้ คอนเนกชันขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งดีมากต่อตัวศิลปินและองค์ความรู้ทางด้านงานปั้นด้วย”

เครือข่ายค่อยๆ ก่อร่างเป็นโยงใย ทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้รับโอกาสตามไปด้วย เมื่อมองเห็นความเป็นไปได้จากปีแรก ภูกับเพื่อนๆ จึงพร้อมลุยต่อในปีที่ 2 แต่ด้วย COVID-19 ทำให้รูปแบบของงานเปลี่ยนแปลงไป

“เราคุยกันว่าต้องไปต่อ เพราะ COVID-19 จะอยู่กับเราถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ และเนื้อแท้ของ Chiangmai Clayative คือความเป็นเพื่อนและการแลกเปลี่ยนทักษะกัน เมื่อเราไปร่วมกับต่างชาติไม่ได้ เราก็ทำกันภายในประเทศ พอ COVID-19 มาผมเลยเลือกขอถอยไปข้างหลัง ไปศึกษาบรรพบุรุษของเรา ไปดูว่าเขาปั้นยังไง เขาเผายังไง เลยกลายเป็นงาน CHIANG MAI PIT FIRING FRIENDSHIP 2020 ที่ศึกษาที่มาของการเผา ศึกษาเพื่อเกิดเทคนิคใหม่ แล้วเราก็หาศิลปินไทยเก่งๆ ที่เผาเตาฟืนมาสอน”

ด้วยการทำงานที่เน้นให้ผลประโยชน์ตกแก่ชุมชนให้มากที่สุด งานของ Chaingmai Clayative จึงเป็นงานเปิด ที่ชาวบ้าน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าชมฟรี และในระหว่าง ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทางกลุ่มก็ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อรื้อฟื้นการทำอิฐแบบโบราณ การเผารมควัน และทำกิจกรรมร่วมกันเป็นเวลา 10 วัน

ตามเส้นทางเซรามิกของ ภูริดล พิมสาร ชายที่โอบกอดชีวิต ความคิด และความฝัน ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ แห่ง Have A Hug สตูดิโอ

“ปีนี้ผมจะต่อยอดจากปีที่แล้ว จะเข้าพื้นที่แม่แจ่ม ไปรับแรงบันดาลใจจากศิลปวัฒนธรรมแม่แจ่ม ผมหวังว่าเราจะพัฒนางานให้เข้าสู่คนเมืองได้ อาจจะมองหาแฟร์ส่วนกลางเพื่อเสนองานเหล่านี้ ผมว่ามันจะเป็นการอยู่รอดของทั้งสิบสตูดิโอด้วย ที่ผมคิดไว้ในรายละเอียดสิบวัน จะมีศิลปินรับเชิญ มีวัตถุดิบทดลอง ดูหัตถกรรมที่ชาวบ้านทำอยู่เผื่อต่อยอดรวมกันได้ และจะสอนเด็กๆ ปั้นด้วย ผมอยากให้ความรู้แตกหน่อเนื้อใหม่ เด็กๆ พวกนี้จะได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษตัวเอง หลังจากนั้นก็จะกลับมาทำงานต่อที่สตูดิโอ และแสดงงานด้วยกันที่หอศิลป์สามกษัตริย์”

การแบ่งปันเป็นแนวทางสำคัญที่กลุ่ม Chaingmai Clayative ยึดมั่น และเชื่อว่าการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่กันเป็นการเพิ่มพลังให้กับงานศิลปะ ภูสรุปเรื่องนี้ให้ฟังอย่างน่าสนใจ

“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การแบ่งปันมีในสังคมเราแต่ไหนแต่ไร ผมคิดว่าการแชร์เป็นวัคซีนหลักที่ช่วยแก้ปัญหาได้เกือบจะทุกๆ เรื่อง อย่างการแชร์องค์ความรู้ เป็นสิ่งที่เราไม่ควรกั๊กอีกแล้วในสมัยนี้ หากคุณรู้จักมันแล้ว ก็จะมีสิ่งที่ตามมามากมายมหาศาล อย่างเราสร้างคอมมูนิตี้ของเรากับสิบสตูดิโอ ก็กลายเป็นเครือข่ายที่คอยช่วยกัน 

“ทั้งสิบสตูดิโอก็มีกลุ่มเพื่อนของตัวเอง ความรู้ก็ถูกถ่ายทอดต่อไปอีก ผมอยากให้มีคอมมูนิตี้แบบนี้เยอะๆ ตอนนี้มีขอนแก่นเคลย์เอทีฟ เกิดจากกลุ่มเพื่อนของเรานี่แหละ มาทำงานร่วมกันสองสามครั้ง แล้วก็กลับไปสร้างคอมมูนิตี้ที่บ้านเขา ผมอยากให้ทุกที่มีโมเดลแบบนี้ขึ้นมา เราจะเป็นประเทศที่มีกลุ่มคนทำงานศิลปะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน”

การเดินทางต่อบนโลกที่เปลี่ยนแปลง

ภายใต้สถานการณ์โรค COVID-19 ที่ระบาดทั่วโลก สตูดิโอของภูก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่ต่างจากทุกพื้นที่บนโลก เขารับมือด้วยการไม่ตัดพ้อ และเดินหน้าต่อบนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“จริงๆ ก็ใช้หลายวิธีการในการรับมือ แต่หลักๆ ผมใช้สติและธรรมะที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างชีวิต แล้วก็การให้ จริงๆ มันเหมือนจะต้องเก็บอย่างเดียวนะ เพราะเป็นวิกฤต แต่ผมเลือกให้ ผมให้ผ่านไลฟ์สด เขินนะ แต่ผมอยากแชร์ บางทีก็มีคนติดต่อซื้อของเข้ามาบ้าง นั่นเป็นสิ่งที่ตามมา ผมคิดว่าเราจะผ่านมันไปได้ ด้วยความสร้างสรรค์ของเรา”

แม้จะเป็นภาวะวิกฤตที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกหยุดชะงัก แต่ภูยังคงเดินช้าๆ บนเส้นทางของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนรูปแบบนำเสนอบ้างตามวิถี แต่โดยมาตรฐานและความสร้างสรรค์ไม่ลดลงจากเดิมเลย

“Have A Hug ขายออนไลน์มากขึ้น ผมเชื่อว่าออนไลน์คือโลกต่อไปหลังจากนี้ โดยมี COVID-19 เป็นตัวเร่งให้เร็วขึ้นไปอีก ผมยังคงผลิตงาน คิดงานออกมาเรื่อยๆ ในแบบของผม ช่วงแรกคือรักษาสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดี มีมาตรฐาน สองคือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และอยู่บนแนวความคิด ความงามทางศิลปะที่เป็นเรา 

“ปีนี้ Have A Hug เข้าปีที่เก้า ผมจะเป็นลุงที่ปรับตัวไปเรื่อยๆ อาจไม่ชิค ไม่ปัง แต่จะเป็นลุงที่เข้าใจโลก ทันโลก อยู่กับวัยไหนก็ได้ ส่วนงานส่วนตัวที่เป็นงาน Sculpture งาน Art ผมตั้งใจว่าผมตั้งใจจะทำงานที่ Positive ไปเรื่อยๆ งานผมต้องมีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อสังคม และอยากเห็นงานตัวเองอยู่ในหลายๆ ที่ เพราะเห็นแล้วสงบ เห็นแล้วอิ่มอกอิ่มใจ เห็นแล้วหายโศกเศร้า ผมสร้างสรรรค์งานก็อยากให้คนเห็น และได้ประโยชน์จากมันด้วย” 

ตามเส้นทางเซรามิกของ ภูริดล พิมสาร ชายที่โอบกอดชีวิต ความคิด และความฝัน ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ แห่ง Have A Hug สตูดิโอ

ภูเล่าให้ฟังว่าเขามีคติ 3 อย่างที่ใช้ในการดำเนินชีวิต คือ สติ ปัญญา และความเพียร เป็นแนวทางที่เขาใช้ยึดถือในการดำรงชีวิตเสมอมา แต่ก็ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นนักปฏิบัติธรรมอะไรมาก อาศัยการฝึกสมาธิด้วยการวิ่งบนถนนที่สงบเงียบ การได้อยู่กับตัวเอง ทำให้เขาได้ใช้ความคิด และช่วยลับความคิดให้แหลมคมอยู่เสมอ

“สมองเราก็เหมือนดินสอ ดินสอเล่มนี้ เราจะต้องฝนอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นมีด มีดเล่มนี้จะทื่อไม่ได้เลย ต้องลับตลอดเวลา ลืมก็ไม่ได้ ต้องเก็บรักษามันอย่างดี มีคนมาคุยกับผมเยอะนะ มาถาม มาปรึกษา แล้วผมก็ดันชอบคุย ผมคุยนานๆ ได้ มันเหมือนกับว่าดินสอของผมถูกเหลาอยู่ตลอดเวลา และมีดของผมก็ถูกลับอยู่ตลอดเวลา”

อีกหนึ่งความฝันที่ภูกลั่นกรองให้ฟังคือ เขาอยากเห็น Sculpture Park เกิดขึ้นในเชียงใหม่ เป็นสวนศิลปะที่มีงานแสดงจากศิลปินไทยและต่างประเทศ เป็นสวนศิลปะที่คนในครอบครัวหลายวัยเข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน เดินเล่นชมงานศิลปะในวันหยุด เขาเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้สังคมน่าอยู่ ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมีศิลปะเป็นตัวเชื่อม

จับมือครอบครัวเดินเคียงข้างกัน

ไม่ว่าภูจะพูดถึงเรื่องราวของตัวเอง เรื่องราวของผู้คนมากมายในชีวิต เรื่องราวของกลุ่มเพื่อนต่างๆ ที่เขาเข้าไปมีบทบาท ท้ายที่สุดภูก็จะวกกลับมาคุยเรื่องครอบครัวเสมอ หนึ่งในความฝันที่เขามุ่งมั่นที่จะทำนั้นช่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและงดงาม

“ครอบครัวผมมี ผม ภรรยา และลูก กับครอบครัวของพ่อแม่ ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีสามเจเนอเรชัน ผมอยากสานสัมพันธ์ครอบครัวให้ทุกคนสนุกและมีความสุขร่วมกัน ซึ่งตอนนี้ผมมีหมดแล้ว ผมพูดได้เลยว่าผมมีพอแล้ว 

“ผมมีบ้านที่พออยู่ มีห้องนอนสองห้อง มีที่ทำกิน มีสตูดิโอ มีรถหนึ่งคันที่พาครอบครัวไปไหนก็ได้ ผมได้เดินทาง แม้จะไม่ใช่การเดินทางรอบโลกเหมือนที่นักเดินทางทำก็ตาม ผมมีเพื่อนหลายประเทศ ได้ไปเที่ยว ได้ไปหาความรู้ใหม่ๆ ผมมีครบแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ปลงอะไรขนาดนั้นนะ ผมเชื่อว่าผมมีพอแล้วในสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จากนี้ไปผมคิดว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อเมือง ต่อสังคม ด้วยความสามารถทางศิลปะที่ผมมี ผมจะพยายามลงมือทำ”

วันนี้ภูพาตัวเองมาถึงจุดที่เขาพอใจในชีวิต เขาพบว่าสองมือชุ่มเหงื่อของเขานั้น นอกจากจะเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่ช่วยสร้างสรรค์งานปั้นได้ดีแล้ว ยังเป็นมือที่คอยโอบกอดคนที่เขารัก ให้เดินทางเคียงข้างกันอย่างมีความสุข และแต่ละคนก็ได้ใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เคยเป็นมา ศิลปะกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกัน 

ดังเช่นสโลแกนของ Have A Hug ที่ว่า Real Art, Real Life

Writer

ศุภชัย กองประชุม

นักเย็บสมุดที่ใช้ชีวิตรายรอบไปด้วยสมุด หนังสือ ดนตรี กาแฟ สหาย และบทสนทนา ภายใต้อ้อมกอดของยอดดอยเชียงใหม่

Photographer

ภูพิงค์ ตันเกษม

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load