ทันทีที่เครื่องมือนำทางพาเรามาถึงจุดหมาย เจ้าบ้านก็ต้อนรับเราด้วยน้ำมะพร้าวหอมๆ พร้อมบทบรรยายละลายพฤติกรรมว่าด้วยเรื่องวิชาสังเกตลูกมะพร้าวและวิธีกินน้ำมะพร้าวให้อร่อย 101

อาทิ การเจาะรูเพื่อกินน้ำมะพร้าว หากสังเกตกะลามะพร้าวให้ดี จะพบการแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนไม่เท่ากัน ส่วนที่ใหญ่สุดเป็นส่วนเดียวที่มีรูเจาะได้ หากรู้ ก็จะสามารถใช้หลอดเจาะกินน้ำมะพร้าวด้านในโดยไม่ต้องใช้มีดเปิดฝากะลา 

สีเขียวอ่อนกำลังดีของผิวมะพร้าวลูกโตตรงหน้าบอกเราว่า นี่คือมะพร้าวทึนทึก แก่ ดูเหมือนมีตำหนิ แต่ความจริงน้ำหวาน เนื้อเหนียวแต่อร่อย และเหมือนใครจะรู้ว่าเราอินกับเรื่องราวๆ นี้เป็นพิเศษจึงส่งกลิ่นปลาทูทอดมาตัดความสนใจ

มีคนเคยบอกว่า ปลาทูแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ที่อร่อยแท้ ต้องหน้างอ คอหัก

นอกจากปลาทูขึ้นชื่อ วันนี้ที่สมุทรสงครามยังมีน้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่กินแล้วหน้ายิ้ม ไม่มีงอ

อันที่จริง เรายิ้มตั้งแต่ได้ยินชื่อแล้ว

เพียรหยดตาล เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำน้ำตาลร่วมกับชาวสวนมะพร้าวด้วยภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม ก่อตั้งโดย เก๋-ศิริวรรณ ประวัติร้อย เจ้าของสวนสุวรรณออร์แกนิกและหัวหน้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และ เอก-อัครชัย ยัสพันธุ์ เจ้าของสวนมะพร้าวอินทรีย์ในจังหวัดราชบุรี ร่วมกันจุดประกายให้กลุ่มเกษตรกรคิดถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ ด้วยการปลุกเตาตาลอายุกว่า 30 ปีที่กำลังหลับใหลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

อุปกรณ์ชื่อประหลาดที่ใช้ในกระบวนการทำน้ำตาลจึงถูกเช็ดล้างเป็นการใหญ่เพื่อเตรียมนำกลับมาใช้

และดูเหมือนว่าคุณลุงคุณป้าผู้มีอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยพลัง ฝีมือ ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ที่หาได้ลดลงตามวันเวลา จะว่าไปทั้งคนและอุปกรณ์ดูจะมีชีวิตชีวามากกว่าครั้งก่อน

กระบวนการและความเพียรที่ส่งผ่านทุกรายละเอียดทำให้เราไม่แปลกใจว่าทำไมเพียรหยดตาลจึงกำลังเป็นที่นิยมในหมู่เชฟและคนที่ตามหารสชาติดั้งเดิมของน้ำตาลมะพร้าว เช่น ร้านราบของเชฟแวน เฉลิมพล ที่ท่าพระอาทิตย์ ร้านกาแฟ ROOTS และร้านไอศกรีม Guss Damn Good

ก่อนจะพูดคุยกับเก๋และเอกเรื่องวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล หมู่ 1 ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม กันแบบยาวๆ คุณลุงคุณป้าเจ้าของถิ่นก็ชวนให้เราตามชาวคณะไปดูการทำน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิมก่อน

ผูกเชือกรองเท้าให้พร้อม สวมหมวกกันแสงแดดให้มั่น แล้วเดินตามมาเลยค่ะ

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 1

คบคนเพียร เพียรพาไปหาวัตถุดิบ

“ปีนเลยๆ” เสียงคุณป้าต๋อยร้องบอกเราเมื่อเห็นว่ากำลังชะเง้อมองเพื่อนคนที่ตัวสูงกว่าเอื้อมมือแตะชิมน้ำหวานจากงวงตาล

เพื่อรับรู้ความรู้สึกของการ ‘ขึ้นตาล’ อย่างชาวบ้าน เราจึงไม่รอช้าให้เสียแรงเชียร์จากป้าต๋อย

เพียรหยดตาล

วิธีการขึ้นสู่ต้นมะพร้าวนั้นง่ายดายด้วย ‘พะอง’ ไม้ไผ่ลำยาวที่มีตาของไผ่ยาวออกมาประมาณ 3 – 5 นิ้ว ใช้เป็นบันไดเพื่อพาดปีนขึ้นต้นมะพร้าวพันธุ์เตี้ยซึ่งชาวบ้านเรียกเหมารวมว่า ‘ตาล’ ชื่อเรียกแทนน้ำที่ได้จากพืชตระกูลปาล์ม อย่างต้นมะพร้าว ต้นตาล ต้นจาก

ก่อนจะไปถึงวิธีการทำน้ำตาลมะพร้าว เรามาทำความรู้จักการ ‘ขึ้นตาล’ หรือการเก็บน้ำตาลแบบดั้งเดิมกันก่อน ในแต่ละวันชาวบ้านจะขึ้นตาลทั้งหมด 2 รอบ ห่างกันรอบละ 8 ชั่วโมง ความแตกต่างระหว่างสวนมะพร้าวอินทรีย์กับสวนมะพร้าวทั่วไปคือระบบนิเวศที่รายรอบในพื้นที่ รวมถึงบรรดาผึ้งนานาพันธุ์ที่บินกินน้ำผึ้งอย่างขันแข็ง

เพียรหยดตาล

เมื่อชาวบ้านปีนพะองขึ้นไปถึงตำแหน่งของ ‘จั่น’ หรือช่อดอกของต้นมะพร้าว ผู้ขึ้นตาลจะใช้มีดปาดจั่นบางๆ จนเกิดหยดน้ำตาลค่อยๆ ไหลสู่กระบอกที่เตรียมไว้ ก่อนจะใส่ ‘ไม้พะยอม’ สับ มีสรรพคุณเป็นสารกันบูดแบบธรรมชาติ แต่ต้องระวังไม่ให้ใส่มากเกิน เพราะจะทำให้น้ำตาลที่ได้มีรสฝาด

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

จากนั้นนำน้ำตาลที่ได้ไปต้มที่ ‘เตาตาล’ มีลักษณะพิเศษคือเป็นเตาหลุมซึ่งก่อไฟให้ความร้อนพร้อมกันจากจุดเดียว

ขั้นตอนนี้หากตั้งไฟต้มไม่นาน คุณจะได้น้ำตาลสดรสหวานอร่อยกินกับน้ำแข็งเย็นชื่นใจ แต่หากตั้งไฟต้มนานกว่านี้สักพักคุณก็จะได้น้ำตาลมะพร้าวอร่อยๆ ไว้ปรุงอาหารคาวหวานต่อไป

ค่อยๆ กวนน้ำตาลด้วย ‘โพง’ หม้อตักที่ต่อด้าม ระหว่างที่ต้มน้ำตาลจะเกิดฟองจำนวนมาก ขั้นตอนนี้ชาวบ้านจะนำ ‘โค’ ไม้ไผ่สานทรงกระบอกขนาดเล็กกว่ากระทะต้มตาลเล็กน้อยมาครอบ เพื่อให้ฟองลอยสูงขึ้นไม่ล้นออกนอกกระทะ วิธีแก้ตามภูมิปัญญาชาวบ้านคือ ใช้ทางมะพร้าวแตะเบาๆ ที่ปากโค น้ำมันจากใบมะพร้าวจะทำให้ฟองยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เคี่ยวต่อจนน้ำตาลในกระทะข้นระดับหนึ่ง ให้สังเกตความเข้มข้นและสีของน้ำตาลที่ค่อยๆ เข้มงวดขึ้น แสดงว่าได้ที่แล้ว จากนั้นยกออกจากเตาไปกรองตะกอนออกด้วยผ้าขาวบาง และนำมากระทุ้งด้วยไม้กระทุ้งให้อากาศค่อยๆ เข้าแทรกตัวจนเนื้อน้ำตาลเหนียวได้ที่ ก่อนเทใส่แบบเป็นอันเสร็จ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

ระหว่างที่สังเกตการณ์ท่าทีของคุณลุงคุณป้าชาวบ้านที่ผลัดกันรับส่งไม้กระทุ้งน้ำตาลให้ทีมงานดู เราพบว่า แม้ใครจะบอกว่าท่าทางที่ต่างกันไปจะไม่ส่งผลต่อรสชาติ แต่อย่างน้อยความหวานที่เกิดขึ้นต้องมีผลมาจากความร่วมมือทีละเล็กละน้อยเป็นสำคัญ

ขณะที่ทุกคนกำลังตักน้ำตาลอุ่นใส่ถ้วยคนละไม้คนละมืออยู่นั้น เราไม่อาจละสายตาจากน้ำตาลติดกระทะที่ค่อยๆ แข็งตัวเป็นตังเมอุ่นๆ หอมๆ ได้เลย ร้อนถึงลุงเล็ก เจ้าของเตาตาลแห่งนี้ ต้องหาก้านไม้เล็กๆ พันตังเมให้พวกเราลิ้มลอง

“ขั้นตอนไม่มีอะไรซับซ้อน มันคือการรอ” เอกสรุปขั้นตอนการทำน้ำตาลทั้งหมด โดยทั้งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความแรงของไฟและปริมาณน้ำตาลที่ใส่

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 2

คนเจ้าน้ำตาล

เคล็ดลับน้ำตาลจากชาวหมู่ 1

ทำน้ำตาลไม่มีตำรา: คุณลุงวิชัยบอกว่า บางคนขึ้นมะพร้าว 10 ต้น ได้น้ำตาล 20 ลิตร บางคนได้น้ำตาล 5 ลิตร และในบางครัวเรือนสูตรที่ใช้ทำน้ำตาลก็แตกต่างกันระหว่างสามีและภรรยา

ทำน้ำตาลต้องรู้ใจน้ำตาล: รู้จักต้นมะพร้าวในสวน รู้จักความอ่อนความแก่ของช่อดอกหรือ ‘จั่น’ ชื่อเรียกของแหล่งกำเนิดหยดน้ำตาลก่อนโน้มงวงตาล ส่งผลต่อแรงที่ใช้โน้มงวงตาล และหยดน้ำตาลมะพร้าวที่จะได้

มีหยดน้ำตาก่อนหยดน้ำตาล: หากตื่นคุณตื่นเช้าทันตามคุณลุงวิชัย ใส่หมวกไฟฉายไปปีนต้นมะพร้าวขึ้นตาลตั้งแต่ตีสี่ โปรดระวังแมงป่องบนต้นมะพร้าวที่พิษมีฤทธิ์ทำให้แสบร้อนจนน้ำตาลไหล เอ้ย น้ำตาไหล คุณลุงวิชัยบอกว่า คนทำตาลมีแผลทุกคน ลำพังหากจะใส่ถุงมือป้องกันก็คงทำให้ปีนต้นไม้ไม่สะดวก

ตาลเช้า (ช่วงตี 4 – 6โมงเช้า) ให้น้ำตาลสดที่หอมหวานกว่าตาลเที่ยง (บ่าย 4 โมงเป็นต้นไป)

น้ำตาลมาจากพืชอะไรก็ได้ในตระกูลปาล์ม ชาวสมุทรสงครามนิยมใช้มะพร้าว ขณะที่ชาวเพชรบุรีนิยมใช้ตาลโตนด

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 3

เพียรกระซิบบอก

“เราทิ้งไม่ได้ นี่คือสิ่งเรารู้สึก” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนบ้านและสวนมะพร้าวออร์แกนิกของเธอให้เป็นศูนย์รวมใจชุมชน ทั้งศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล

ผลผลิตจากสวนสุวรรณออร์แกนิกไม่ได้มีแค่พืชท้องถิ่นที่หากินได้เฉพาะที่สมุทรสงคราม เช่น ชะคราม หนามแมงดอหรือหนามพุงดอ เป็นต้น มะพร้าว ชีวภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดูแลสวนด้วยวิถีอินทรีย์ แต่ที่นั้นมีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรของพ่ออยู่

จากน้ำตาลปี๊บขนาด 30 กิโลกรัมของพ่อในอดีต มาวันนี้ น้ำตาลตรงหน้าถูกแบ่งเป็นน้ำตาลปึกก้อนละ 1 กิโลกรัม ก้อนละครึ่งกิโลกรัม

“คนใช้น้ำตาลยังเยอะอยู่นะ แต่เป็นเพราะคนทำน้ำตาลจริงๆ ต่างหากที่มีจำนวนลดน้อยถอยลงไป” เก๋เล่าสถานการณ์น้ำตาลในพื้นที่

เหตุผลที่น้ำตาลมะพร้าวแบบที่เราคุ้นเคยนั้นแข็งจัดจนต้องใช้มีดหั่นเพราะผสมน้ำตาลทรายเข้าไป

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ภายใต้ป้ายเขียนที่บอกว่าน้ำตาลแท้ๆ นั้นมีน้ำตาลปนอยู่ในน้ำตาล

“น้ำตาลแท้ คือน้ำตาลที่นิ่มๆ นั่นแหละ เพราะมันไม่ได้ผสมอะไร” คำตอบนี้ของเก๋ทำให้เราหันมามองน้ำตาลใหม่อีกครั้ง

เก๋บอกว่า เนื่องจากความเข้าใจของคนในปัจจุบันที่ยอมรับน้ำตาลรูปทรงสวยมากกว่าน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ ที่อ่อนตัวตามอุณหภูมิ ไม่แข็งตัวตลอดเวลา จนคิดว่าเป็นของเสียหรือไม่มีคุณภาพ จึงทำให้กระบวนการผลิตน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ เหล่านี้ค่อยๆ หายไป

กับวัตถุดิบและอาหารการกินอื่นๆ ก็เช่นกัน เราจึงจะเห็นว่าความหลากหลายของสิ่งที่เรากินทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการคัดสรรของผู้จำหน่ายเพื่อความพอใจของผู้บริโภค

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 4

เพื่อนพึ่งเพียรยามยาก

จากความสนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ เอกจึงตัดสินใจมาเรียนรู้จากเก๋ ผู้เชี่ยวชาญและทำสวนมะพร้าวอินทรีย์มากว่า 10 ปีที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อหวังความรู้กลับไปทำสวนมะพร้าวอินทรีย์ของตัวเองที่จังหวัดราชบุรี นอกจากความรู้และการแบ่งปันปัจจัยการผลิต เช่น การผลิตแตนเบียนบราคอน แมลงกำจัดหนอนหัวดำ ศัตรูพืชเบอร์หนึ่งของมะพร้าว เป็นการเพิ่มห่วงโซ่ในระบบนิเวศทดแทนความไม่สมดุลที่เกิดจากการใช้สารเคมี

แม้ไม่ได้เติบโตในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม หนุ่มราชบุรีอย่างเอกบอกว่า เขาหลงเสน่ห์ขั้นตอนการทำน้ำตาล ที่ไม่ต่างจากงานฝีมือแสนประณีต

มีรายละเอียดอีกมากมายที่เอกบอกว่าตามดูไม่เคยหมด ตั้งแต่เลือกไม้พะอง การโน้มจั่นตาลก่อนกรีด 7 วัน การตัดแต่งทางน้ำเมื่อฝนตกไม่ให้น้ำฝนลงมาในกระบอกเก็บตาล ทุกครั้งที่คุยกับชาวบ้านก็จะได้ศัพท์แปลกและความรู้ใหม่ทุกครั้ง

“ธรรมชาติของคนในวงการเกษตรอินทรีย์ค่อยๆ ขัดเกลาความคิดเราจากที่เคยสนใจแต่กระบวนการ ทำให้เรามองภาพที่กว้างกว่านั้น มิติของคน สังคม สิ่งแวดล้อม ยิ่งได้เห็นกระบวนการทำน้ำตาลของคนที่นี่ เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มาก ยิ่งรู้ว่าหายากและกำลังจะหายไปในปัจุบัน เรายิ่งอยากสื่อสารออกไปให้คนรับรู้กระบวนการขั้นตอน” เอกเล่าถึงความตั้งใจสร้างการรับรู้ผ่านผลผลิตของกลุ่ม และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ที่นี่ จึงชวนเก๋และชุมชนหมู่ 1 ร่วมจดทะเบียนก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาลขึ้นมา

“จุดเริ่มต้นเราไม่ได้มองว่าเรื่องใดเป็นปัญหาและเราอยากแก้ไข แต่เราทำเพราะเราชอบ เราอยากให้คนรับรู้ และถ้าสุดท้ายสิ่งนี้ทำให้คนสนใจกลับมาทำน้ำตาลมากขึ้นก็คงจะดี” แม้เอกจะบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำก็ใช่ว่าจะสูญเปล่า เพราะทุกกระบวนการเกิดขึ้นในชุมชนอยู่แล้ว เขาเพียงทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภค

เอกมองเห็นศักยภาพของกลุ่มจากพื้นฐานของสมาชิกกลุ่มที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังอยู่แล้ว เมื่อรวมกับองค์ความรู้จากคุณลุงในกลุ่ม เขาพบว่าแทนที่จะให้ลุงปีนต้นมะพร้าวเก็บน้ำตาล ก็เปลี่ยนให้ลุงเป็นผู้ให้ความรู้ จึงเกิดเป็นโมเดลของกลุ่มที่มีเรื่องการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย

“กลุ่มมันเหนียวแน่นมากตั้งแต่เป็นกลุ่มเลี้ยงแตนเบียนบราคอนในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน” เอกเล่า พร้อมชี้ชวนให้รู้ดูที่เพาะแตนเบียนบราคอน

แตนเบียนบราคอนเป็นแมลงที่กินหนอนหัวดำศัตรูหมายเลขหนึ่งของต้นมะพร้าว เพื่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทางกลุ่มจึงเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนแตนเบียนบราคอนทดแทนการสูญหายจากการใช้สารเคมีของสวนใกล้เคียง นอกจากแลกเปลี่ยนความรู้การเพาะพันธุ์แล้วทางกลุ่มยังมอบแตนเบียนบราคอนเพื่อปล่อยในเส้นทางสาธารณะและสวนมะพร้าวทิ้งร้างด้วย เป็นอีกหนึ่งความเข้มแข็งของชาวหมู่ 1 ที่ทำเกษตรมะพร้าวอินทรีย์อย่างยั่งยืน เพราะมีทั้งกระบวนการพึ่งพาตัวเองและการสร้างความร่วมมือตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายทาง

“เราคนเดียวเราไม่สามารถหล่อเลี้ยงและขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนได้ แต่ถ้าชุมชนเข้มแข็ง มีเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนร่วมมือเข้ามาช่วยกันเราก็สามารถทำได้” เก๋เสริม

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 5

เพราะธรรมดาจึงพิเศษ

เอกบอกว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการสื่อสารความพิเศษของน้ำตาลจากกลุ่ม เพราะทั้งหมดคือความธรรมดา

“ผมไม่อยากให้บรรจุภัณฑ์ที่ใส่รบกวนคุณค่าที่แท้จริงของน้ำตาล เพราะเมื่อใดที่มีบรรจุภัณฑ์ดีไซน์สวยงามมันก็เหมือนการขายของฝากมากกว่าคุณค่าที่อยู่ด้านใน” เอกเล่าที่มาของการให้ความสำคัญกับคุณค่าน้ำตาล แทนที่จะเริ่มจากความสวยงามของบรรจุภัณฑ์อย่างวิสาหกิจชุมชนทั่วไป

ปัจจุบันผลผลิตจากเพียรหยดตาลมีขนาด 500 กรัม และ 1 กิโลกรัม ในจำนวนที่จำกัดตามกำลังผลิตที่มี มีลูกค้าประจำเป็นเชฟจากร้านอาหารและลูกค้าปลีกทั่วไปที่สนใจ โดยมีช่องทางจัดจำหน่ายทางออนไลน์และโทรศัพท์

“หากชุมชนอื่นหรือคนรุ่นใหม่สนใจอยากเริ่มต้นรวมตัวกันเพื่อรักษาหรือต่อยอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เขาควรเริ่มต้นหรือความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษ” เราถาม

“ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของคนที่นั่น ในกรณีของเราที่ไม่เติบโตที่นี่ วิถีหรือกระบวนคิดจึงแตกต่างกัน บางเรื่องที่เราคิดว่าจริงจัง ชาวบ้านไม่ได้คิดว่าจริงจัง เหตุผลที่เราไม่ทำเพียรหยดตาลแบบรีบโต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราพยายามทำความเข้าใจกัน การเติบโตของกลุ่มจึงจะเป็นไปอย่างธรรมชาติตามความคิดที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่ได้เกิดจากตัวเรากำหนดให้เป็น วัยที่ต่างกันก็ทำให้มีความคาดหวังต่างกัน อย่างลุงจิตอาจจะไม่ได้มองที่รายได้ เพราะทำเพื่อความสนุก ผมอาจจะมองว่าสิ่งนี้ต้องสร้างรายได้ด้วย

“แต่ถึงคิดเห็นไม่ตรงกันก็ไม่ใช่ปัญหานะ เพียงแต่เรามองหาสิ่งที่สอดคล้องกัน แรกๆ เราก็แอบเครียดเหมือนกันว่าทำไมไม่เป็นไปตามอุดมคติในใจ แต่วันนี้พบแล้วว่าต้องค่อยๆ เข้าใจและเพียรสื่อสาร” ถ้าคุณได้มีโอกาสมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนเราว่า คำตอบสุดท้ายของเอกทำให้ขนมต้มน้ำตาลในมือเราหวานขึ้นอีก 3 ระดับ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาลFacbookเพียรหยดตาล

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ร่มแดงหนึ่งคัน หม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งลูก กับหญิงสาวผู้ตั้งหน้าตั้งตาต้มสีย้อมผ้าที่ริมน้ำหลังตลาด

น้อยหน่า-ปนัดดา โพธิ นักออกแบบสิ่งทอ (Textile Designer) ผู้หันหลังจากเมืองที่ไม่เคยหลับใหล แล้วปล่อยให้ความคิดถึงพาเธอหวนคืนสู่อ้อมกอดบ้านเกิดท่ามกลางผืนไพร ณ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นวล สตูดิโอ’ สตูดิย้อมผ้าเล็ก ๆ ของน้อยหน่าเริ่มต้นด้วยการกางร่มแดง แล้วนั่งต้มสีย้อมผ้าจากต้นไม้ที่หาได้แถวบ้าน ท่ามกลางแดดฝนที่โรงเก็บของหลังตลาดของแม่ จนกลายมาเป็นโรงย้อมผ้าเต็มตัวท่ามกลางหุบเขาที่บรรจงสร้าง Pantone สีธรรมชาติของปากช่อง ผ่านเส้นใยและผืนผ้าด้วยสีนวล ๆ สบายตาหลายเฉดสีจากพืชพรรณบนหุบเขา

“ธรรมชาติคือห้องสมุดที่ใหญ่มาก เป็นที่ที่รอให้เราอ่านเจอ เพราะวันพรุ่งนี้เราก็จะเปิดเจอหน้าใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ”

หญิงสาวผู้มาพร้อมร่มแดงจึงอยากพาพวกเราไปเปิดใจรู้จักกับสีย้อมผ้า Pantone ของปากช่อง เมืองแห่งผ้าไหมและสิ่งทอ ด้วยการเปิดหน้าหนังสือท่ามกลางห้องสมุดธรรมชาติทีละหน้าสองหน้าไปด้วยกัน ตั้งแต่การดั้นด้นค้นพบสีธรรมชาติ การเลือกเส้นใยที่ไม่ซ้ำใคร จนถึงการส่งมอบสีนวล ๆ ที่เต็มไปด้วยมวลของความสุข

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 1 หญิงสาวผู้มากับร่มสีแดง

หนังสือหน้าแรกเปิดประตูสู่ปากช่อง เมืองแห่งภูมิปัญญาการทอและเป็นขึ้นชื่อเรื่องผ้าไหม ย่ำกรายไปบ้านไหน ก็มักเห็นกี่ทอผ้าและอุปกรณ์ทำเส้นไหมตั้งอยู่สักมุมของตัวบ้าน บ้านยายของน้อยหน่าก็เช่นเดียวกัน แม้แต่เดิมบ้านยายของเธอตั้งอยู่ที่อำเภอใกล้เคียง แต่ก็ยังไม่วายมีกี่ทอผ้าและเหล่าเครือไหมที่ใช้ทำเส้นใยเพื่อทอผ้าผืน 

“สมัยเด็ก ยายเป็นคนทำผ้าไหม เรามีความชอบแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เลยไม่ค่อยได้เล่นแบบเด็ก ๆ ทั่วไป เพราะคอยจับเครือไหมให้ยายตลอด ตอนเรายังเด็ก ป้า ๆ ยาย ๆ เขาเคยทำ แต่กว่าเราจะโต กว่าจะเรียนจบ ป้า ๆ ยาย ๆ ก็ไปทำอาชีพอื่นแล้ว ทุกบ้านเลยมีอุปกรณ์ทอผ้าปล่อยทิ้งร้างไว้” หญิงสาวเล่าการเปลี่ยนผ่านของอาชีพช่างทอ

แม้ที่บ้านยายของน้อยหน่าไม่มีใครทอผ้ากันแล้ว แต่เธอยังชื่นชอบสิ่งทอมาโดยตลอด กระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย เธอใช้เวลาค้นพบตัวเองถึง 2 ปี เพื่อพิสูจน์ว่ามีใจรักเรื่องผ้าและสิ่งทอแบบเต็มร้อย

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เราเคยซิ่ว 2 รอบ ตอนแรกมองข้ามและตัดสินใจไม่เรียนสายสิ่งทอเพราะใกล้ตัว ยายบอกว่าเรียนทำไม ของแบบนี้เรียนกับยายกับป้าก็ได้ เราเลยเรียนอย่างอื่น รู้สึกว่าไม่ใช่ สุดท้ายเรายังชอบผ้า พอมาเรียน Textile Design เราก็พุ่งสุดตัวเลย เพราะไม่ได้มาหาตัวเองระหว่างเรียน แต่เราหาตัวเองระหว่างซิ่ว เป็นการนับหนึ่งแบบเต็ม 100”

หลังจากเรียนจบและใช้เวลากับการเป็น Textile Designer ด้านเครื่องแต่งกายอยู่ 2 ปี น้อยหน่าก็ทยอยเก็บของแล้วลาจากกรุงเทพฯ มาตั้งรากฐานใหม่บนหุบเขาบ้านเกิด ที่ใช้คำว่าทยอยเก็บของ เป็นเพราะการตัดสินใจในครั้งนี้เกิดจากความคิดถึง ผสานกับความรักที่มีต่อธรรมชาติในอำเภอปากช่องที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

 “เราแค่กลับบ้านในวันหยุด เริ่มต้นด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ซื้อเตาหนึ่งอัน หม้อหนึ่งใบ แล้วก็มีร่มแดง เหมือนร่มตลาดนัดกางอยู่ริมแม่น้ำ เราต้มและย้อมสีผ้าตรงนั้น ช่วงแรกก็สนุก เรายังไม่ได้คิดถึงว่าตัวเองจะต้องไปยังไงต่อ 

“ฝนตกแดดออกเราก็ย้อม แต่เรารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากเลย เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องกลับกรุงเทพฯ ไปทำงาน มันก็เลยเริ่มจากตรงนั้น เราเริ่มขยับเป็นซื้อหม้อ ซื้อเตาเพิ่มอีกหนึ่งชุด” น้อยหน่าเล่าถึงวันแรกของ นวล สตูดิโอ

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง
'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

ทุกวันหยุดของน้อยหน่ามักใช้เวลาไปกับการกางร่มแดงแล้วย้อมสีที่ริมน้ำหลังตลาด กระทั่งถึงจุดที่เธอคิดว่าประสบการณ์จากการทำงานประจำนั้นอยู่ตัวแล้ว เธอจึงตัดสินใจเริ่มธุรกิจและกลับมาอยู่กับสิ่งที่รัก ณ บ้านเกิดพร้อมกันกับ อีฟ-ณัฐรวี ดีทองหลาง เพื่อนคนโคราชด้วยกันที่ลางานประจำเพื่อมาลงมือกับ นวล สตูดิโอ อย่างจริงจัง

“เราขอพื้นที่เสี้ยวเดียวในโรงเก็บของของแม่ ก็เลยตั้งชื่อว่า นวล สตูดิโอ เพราะคุณแม่ชื่อนวล เราขอโรงเก็บของตรงนั้นมา ก็ต้องให้เป็นชื่อเจ้าของ บวกกับคอนเซ็ปต์ของเราคือเน้นเรื่องสีธรรมชาติ เราฝืนธรรมชาติไม่ได้ ฉะนั้นสีก็ออกมาเป็นสีนวล ๆ ไม่เข้มมาก ทุกอย่างจะเป็นสีนวล ๆ ตามชื่อเจ้ากับโรงย้อมเลย” ลูกสาวเล่าที่มาที่ไป

ที่ตั้งเดิมของนวล สตูดิโอ เริ่มจากบริเวณริมน้ำหลังตลาด แต่เพราะเป็นที่ลุ่มน้ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากทำให้พื้นที่ตรงนี้เกิดน้ำท่วมทุกปี น้อยหน่าและอีฟจึงได้ฤกษ์ย้ายสตูดิโอหลังจากทำงานที่โรงย้อมเดิมเมื่อเข้าปีที่ 3

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“การย้ายสตูดิโอย้อมผ้า สิ่งที่ยากคือเราไม่ได้หาที่ดิน แต่ต้องหาแหล่งน้ำ เราตระเวนเก็บน้ำทั่วปากช่องมาลองย้อมดูว่าน้ำที่ไหนโอเค ปัจจัยแหล่งน้ำธรรมชาติต้องมีตลอดทั้งปี จนเจอแหล่งน้ำใกล้เขื่อนลำตะคอง เป็นบ่อน้ำผุดที่มีน้ำตลอดปี เป็นบ่อที่ถูกต่อท่อเพื่อใช้โดยน้ำไม่ลดเลยกว่า 10 หมู่บ้าน บ่อน้ำตรงนี้อยู่บนภูเขา ไม่ไกลจากที่เดิม แหล่งวัตถุดิบยังเหมือนเดิม ชาวบ้านเรียกว่าบ่อน้ำทิพย์ เพราะน้ำในบ่อไม่เคยหมด สตูดิโอใหม่ของเราเลยได้ตั้งอยู่ที่นี่”

ระยะเวลากว่า 5 ปีที่สองคู่หูชวนกันกลับบ้าน และกล้าลงมือเปลี่ยนหม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งอัน ให้กลายเป็นสตูดิโอบนภูเขาใกล้เขื่อนลำตะคอง โรงย้อมผ้าที่อยากเล่าเรื่องราวขุนเขาแห่งปากช่องผ่านสีฟุ้ง ๆ นวล ๆ จากต้นไม้ใบหญ้า

หน้าที่ 2 Natural Limited

“Natural Limited”

แก่นหลักที่น้อยหน่าให้คำจำกัดความถึงธรรมชาติในแบบของนวล สตูดิโอ

“สตูดิโอย้อมสีนวล ๆ ที่มองว่าธรรมชาติมีความพิเศษเฉพาะตัวเหมือนสินค้า Limited Edition สีธรรมชาติเป็นสีลิมิเต็ดที่เกิดขึ้นมาเฉพาะในช่วงวัน เวลา ฤดูกาล อุณหภูมิ อากาศ ณ ตอนที่เราย้อม ทำให้สีของเขาเปลี่ยนไป

“บางคนมักคิดว่าสีเปลือกไม้ต้องได้จากสีธรรมชาติสีน้ำตาล แต่พอย้อมจริงแล้วไม่เป็นสีน้ำตาล เรามองว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เรารู้สึกว้าวที่เขากลายเป็นสีอื่น เพราะมันคือความพิเศษเฉพาะตัว เขาอาจจะไม่ใช่สีน้ำตาล Brown แต่เขาอาจจะเป็นน้ำตาล Butter สีจากธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันคือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

เมื่อสีธรรมชาติเปลี่ยนเฉดสีตลอดเวลาตามสภาพอากาศ สภาพดิน สภาพน้ำ รวมถึงปัจจัยวันและเวลา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของการกำหนดค่าเฉดสีของนวล สตูดิโอ การกำหนดค่าเฉดสีให้สีธรรมชาติกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป

“Code สีของเราไม่ได้บอกว่ามันเป็นสีแดงหรือสีชมพู แต่เราจะบอกว่าเป็น สีฝาง เป็นชมพูจากฝาง เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าในแต่ละครั้งที่ย้อม คุณจะได้สีชมพูจากแก่นฝาง แต่สีชมพูในแต่ละรอบของการย้อมเฉดสีจะแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยดิน น้ำ อากาศ แร่ธาตุในดิน วันและเวลาของฝางแต่ละต้น” นอกจากสีชมพูจากฝางแล้ว ยังมีชื่อเรียกสีอื่น ๆ อย่างสีม่วงจากกะหล่ำม่วง สีดำจากมะเกลือ สีครีมจากยูคาลิปตัส หรือสีผิวเด็กจากมะพร้าว

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เรากำหนดสีการย้อมแต่ละครั้งให้เหมือนเดิมไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราทำให้ใกล้เคียงได้นะ ถ้าครั้งแรกลูกค้าซื้อแล้วสีเข้มกว่านิดหนึ่ง แล้วซื้อรอบที่สองสีไม่เข้มเท่ารอบแรก เราก็ลงสีซ้ำให้อีกรอบจนได้สีที่ใกล้เคียงกัน เราแนะนำลูกค้าตลอดว่า สั่งให้พอกับความต่อเนื่องของชิ้นงาน เพราะรอบหน้าไม่การันตีเฉดสีเดิมที่ลูกค้าเคยสั่งไว้ 

“เราทำงานกับธรรมชาติ ก็ต้องคุยกับลูกค้าให้เข้าใจธรรมชาติไปด้วยกัน” น้อยหน่าเฉลยหัวใจสำคัญ

 สียืนพื้นของ นวล สตูดิโอ มีทั้งหมด 20 สี 48 เฉด เป็นสีนวล ๆ ที่น้อยหน่าและอีฟเห็นว่าเหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบหรืองานสร้างสรรค์ทุกชนิด เช่น สีดาวเรือง สีอัญชัญ สีสะเดา สีครั่ง สีขมิ้น ฯลฯ

“เราคิดกันว่าธรรมชาติทำได้เหมือนดินสอสีที่เราใช้ไหม ตอนเด็ก ๆ ดินสอสีที่เราใช้มี 12 สีก็โอเคแล้ว แต่ถ้ามี 24 สีเรายิ่งว้าว ถ้ามี 36 สีเราเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนได้เลย เลยคิดว่าสีธรรมชาติมันทำขึ้นมาอยู่บนเส้นใยโดยไม่มีขีดจำกัดได้ไหม เพราะสีเคมีไม่มีขีดจำกัด อยากได้สีไหนก็ได้ แต่เราค่อนข้างเซนซิทีฟกับสีเคมี ถ้าเปลี่ยนจากสีเคมีเป็นสีประดู่ สีมะพร้าว สีสะเดา ไปอยู่บนชิ้นงานเดียวกันจนเป็นลวดลาย มันดูน่าสนุก ไม่อันตรายกับตัวเราด้วย”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

แม้น้อยหน่าเสกสีธรรมชาติขึ้นมาได้มากกว่า 48 เฉดสี แต่เธอเลือกทำเพียงเท่านี้เพื่อสมดุลวัตถุดิบและเคารพธรรมชาติ เพราะสีที่ได้ล้วนหยิบใช้จากธรรมชาติ การคำนึงถึงวัตถุดิบไม่ให้หมดไปก็สำคัญ ดังนั้น วิธีการได้มาของสีจากเหล่าพืชพรรณจึงมีหลากหลาย เพื่อกระจายความสมดุลของวัตถุดิบให้คงมีเหลือใช้ทำสีตลอดปีและตลอดฤดูกาล

“เราเน้นวัตถุดิบในท้องที่เป็นหลัก ฉะนั้น เฉดสีที่ได้คือเฉดสีของปากช่อง” 

วัตถุดิบส่วนมากที่ นวล สตูดิโอ ใช้มักเป็นต้นไม้ยืนต้น อย่างประดู่ สะเดา และมะพร้าว โดยใช้เพียงส่วนของเปลือกนอก 20 – 30 เซนติเมตร และไม่ตัดถึงท่อน้ำเลี้ยง การได้มาซึ่งวัตถุดิบมีหลายวิธีด้วยกัน

“งานอดิเรกของเราคือการขับรถเล่น เพื่อหาดูต้นไม้หักโค่น เราพร้อมเก็บกวาดให้ ยิ่งช่วงที่เทศบาลตัดต้นไม้เพราะมันขึ้นใกล้สายไฟ เราก็จะไปเก็บช่วงที่เขาตัด ไม่ต้องให้เขาขนขึ้นรถ เราก็เอากลับบ้านมาจัดการเอง แล้วแถวนี้ก็ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นไร่เป็นสวน เราก็ไปหาซื้อเขาเอา เป็นการกระจายรายได้ส่วนเล็ก ๆ ของเราให้ชุมชน

“หรือมีช่วงหนึ่งที่เขาปลูกดาวเรืองส่งตลาดกัน มักมีดาวเรืองตกเกรดเหลือทิ้งเป็นภูเขา เรามองว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของสีธรรมชาติ เราไปขอซื้อ บ้างก็ขาย บ้างก็ให้เราเลย เหมือนเราจัดการขยะให้เขาไปในตัว”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบที่ได้จากตลาดปากช่องด้วย นวล สตูดิโอ ไม่ได้มีเพียงสีธรรมชาติบนผืนป่า แต่นำสีจากความเป็นเมืองชนบทมาให้เราเห็นบนผืนผ้า ไม่ว่าจะเป็นสีม่วงจากกะหล่ำบนแผงของป้าในตลาด สีจากสายบัวที่มีขายบางฤดูกาล นอกจากกะหล่ำแล้วก็ยังมีพืชที่ขายบางฤดูกาลด้วยเหมือนกัน แค่ฟังเธอเล่าก็สนุกตามไปด้วย

“ช่วง High Season ปลายพฤศจิกายนถึงต้นมีนาคม ชาวบ้านที่รู้ว่าเราย้อมสีธรรมชาติมักเอามะเกลือมาขายให้ บางฤดูกาลหาได้ไม่เยอะ ทำให้มะเกลือกลายเป็นลิมิเต็ด ถ้าไม่ซื้อฤดูกาลนี้ เดือนหน้าไม่ได้ใช้แล้วนะ ต่อให้ไม่มีแผนจะใช้ก็ต้องซื้อเก็บไว้ก่อน เพราะบางคนรอสีมะเกลือตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว กลายเป็นการสร้างคุณค่าให้มะเกลือไปในตัว เราบอกลูกค้าว่ามะพร้าว ประดู่ มีทั้งปี แต่มะเกลือหรือบางตัวต้องรอ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของเราเลย คือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 3 มนุษย์ผู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

นวล สตูดิโอ ไม่เพียงแค่สรรสร้างสีแห่งปากช่อง แต่ยังต้องการส่งต่อเส้นใยธรรมชาตินอกกระแสให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักในผ้าและสิ่งทอเหมือนกัน แต่ชุดความรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่น้อยหน่านำมาส่งต่อ ล้วนเป็นภูมิปัญญาโบราณจากรุ่นยายที่ประยุกต์เข้ากับความรู้สมัยใหม่

“เราได้ความรู้เก่าตั้งแต่ยายทอไหม แล้วก็ศึกษาเพิ่มเติมทั้งของไทยและต่างชาติ เพื่อประยุกต์เรื่องพืชและวิธีการย้อมผ้าที่ใกล้เคียงกัน ตอนเด็ก ๆ เราคุ้นชินกับการที่ยายใช้ยางมะละกอฟอกไหม เราก็ลองเอายางมะละกอมาต้มกับฝ้ายดูค่าไขมันดู องค์ความรู้พวกนี้เป็นความทรงจำในวัยเด็ก ประกอบกับที่เรามาศึกษาเพิ่มเติมตอนโตด้วย

“แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือการคลุกคลีกับธรรมชาติ ทฤษฎีเป็นพื้นฐานเพื่อแค่ให้รู้ แล้วเราก็ไปเรียนรู้กับธรรมชาติอีกที ธรรมชาติดิ้นได้ บางสีที่ทฤษฎีคนบอกว่าทำไม่ได้ แท้จริงมันผสมได้ ธรรมชาติเป็นครู เรากอดธรรมชาติ กอดขอบคุณต้นไม้ ให้ความเคารพว่าเขาเป็นครูของเราในทุก ๆ ต้นเลย”

นวล สตูดิโอ เป็นเพียงโรงย้อมสีธรรมชาติเล็ก ๆ เรื่องของการทำเส้นใยจึงจำเป็นต้องพึ่งแหล่งผลิตจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่จึงใช้วิธีทำงานร่วมกันกับชาวบ้าน โดยการหาวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเส้นใยจากเกษตรกรหลายกลุ่ม อย่างเส้นใยสับปะรดจากราชบุรีและเพชรบุรี การนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศอย่างเส้นใยกัญชงจากฝรั่งเศส รวมถึงฝ้ายออร์แกนิกจากอินเดีย

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา
การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

“คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในงานวงการสิ่งทอ จะรู้จักแค่ฝ้ายกับไหม เราอยากเปิดโลกว่า ที่จริงเส้นใยธรรมชาติบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ฝ้ายกับไหม ต้นไม้ที่มีเส้นใย นำมาถักทอเป็นผืนผ้าได้ เราก็เลยทำเส้นใยอื่น ๆ อย่างเส้นใยกัญชง ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก เป็นเส้นใยทางเลือกที่จะทดแทนเส้นใยอื่น ๆ ในอนาคต คนก็จะยังไม่เข้าถึง แต่เราก็ทำขึ้นมาก่อนเพื่อให้คนรู้และซึมซับ”

หลังจากได้เส้นใยธรรมชาติที่ต้องการแล้ว เป็นวิธีการลงมือย้อมกันเองของสองคู่หูน้อยหน่าและอีฟ Pantone จึงมักออกมาอยู่บนผลิตภัณฑ์ที่เป็นเส้นใยสำหรับงานถักทอและงานออกแบบเป็นหลัก แต่นอกจากเส้นใยเพื่องานถักทอและงานออกแบบ นวล สตูดิโอ ก็มีผ้าผืนสำหรับผู้ชื่นชอบสีแต่ไม่ถนัดงานคราฟต์ด้วย

“เรามีผ้าทอ 2 แบบ คือ ทอเครื่องกับทอมือ ทอมือก็ให้แม่ ๆ ป้า ๆ ที่บ้านยายทอ การทอมือมีขีดจำกัดเยอะ ป้า ๆ แม่ ๆ เขาทอหน้ากว้างได้แค่ 1 เมตร เพราะที่หมู่บ้านไม่ได้ใช้กี่กระตุก แต่ใช้ทอกระสวย ระยะ 1 เมตร มันสุดแรงเอื้อมของมือเขาแล้ว ส่วนทอเครื่อง มีเพื่อผ้าหน้ากว้าง งานดีไซน์อย่างการตัดชุด ตัดกระโปรง ตัดเดรส ต้องใช้หน้ากว้างเพราะไม่เปลืองผ้าเวลาตัดเฉลียง”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

แม้ นวล สตูดิโอ จะสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของน้อยหน่าและอีฟ แต่ระหว่างการเดินทางตลอด 5 ปีของพวกเธอก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันระหว่างชุมชนกับธรรมชาติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบยันขั้นตอนการผลิตออกมาเป็นเส้นใยสิ่งทอสีนวล ๆ ให้เราได้ชื่นชมกัน 

“ลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งนักออกแบบ ออกแบบแฟชั่นและตกแต่ง มัณฑนศิลป์ นักออกแบบภายใน พวกออกแบบของตกแต่งบ้าน บางคนเอาไปปัก ทำงานจิตรกรรม หลัก ๆ ก็ทำงานถักงานทอผ้า เอาไปทอสลับลายขิต ลายยกดอกกับผ้าถุงและพวกย่ามสะพาย ขายให้คนที่ทำงานอดิเรกเสียส่วนใหญ่ บางคนเริ่มจากงานอดิเรกแล้วได้ทำขายจนกลายเป็นอาชีพก็มี ลูกค้าบางคนเราอยู่กับเขาตั้งแต่เริ่มถัก จนตอนนี้ถักขายได้แล้ว”

หน้าที่ 4 ธรรมชาติคือเรา

นวล สตูดิโอ ผู้เปิดประตูสู่เรื่องราวของปากช่องด้วย Pantone ที่ร้อยเรียงหลากสีบนเส้นใยและผืนผ้า เชิญชวนให้ผู้คนเข้ามารู้จักกับความเป็นปากช่องที่ไม่ใช่แค่สีเขียวของเขาใหญ่ และไม่ใช่แค่สีน้ำตาลของผืนดินหรือสีฟ้าของผืนน้ำ แต่ยังพาให้คนที่เข้าสู่ประตูนี้ได้รู้จักค้นพบสิ่งใกล้ตัวและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบกายมากขึ้น

“เราคุยกับลูกค้าเยอะมาก เราบอกเล่าเรื่องราวของสีแต่ละฤดูกาลว่าเป็นมายังไง ใช้ต้นไม้แบบไหนบ้าง พอของไปถึงมือลูกค้า เขาก็จะบอกเราว่า ‘น้องประดู่น่ารักจังเลย สีน้องทำไมเป็นแบบนี้’ บางคนซื้อสีมะพร้าวน้ำหอมไป เขาบอกว่าอยากไปซื้อมะพร้าวน้ำหอมมากินเลย หลายคนเวลาออกไปข้างนอก เขารู้สึกว่าอยากมองหาต้นไม้นั้น ๆ บางคนบอกว่าสั่งต้นมะเกลือไม่เคยเห็นมะเกลือเลย บางคนสั่งประดู่เขาก็มาเล่าว่าวันนี้เจอต้นประดู่ พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าธรรมชาติสำคัญ ไม่ใช่รู้แค่ว่าสีธรรมชาติมันสวยหวาน

“เส้นใยที่ถึงมือลูกค้าทำให้เขาสังเกตธรรมชาติ รักธรรมชาติ และรู้สึกผูกพัน เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่แค่ในพื้นคอนกรีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เราเองพอมาทำตรงนี้เราก็มองต้นไม้ใบหญ้าอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าก็เริ่มเป็นเหมือนเรา เราไม่ได้แค่ซื้อขาย แต่เหมือนคุยและบอกเล่าเรื่องราวที่เราไปเจอกันมา”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

คงจะดีไม่น้อย หากการแบ่งปันความสุขทำได้มากกว่าการตอบแชตบนเพจเฟซบุ๊ก คิดได้เช่นนั้นน้อยหน่าและอีฟก็ริเริ่มจัดเวิร์กชอปทำสีย้อมธรรมชาติ เพื่อพบปะลูกค้าและผู้ที่สนใจเรื่องงานผ้าให้ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันใกล้เขื่อนลำตะคอง ครั้งแรกที่จัดคือปีก่อนที่จะเจอโควิด-19 หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็กลับมาจัดอีกครั้งในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

“คอนเซ็ปต์เวิร์กชอปรอบนี้คือ ย้อมผ้ากินปลาเขื่อน คือพาย้อมผ้าและปิกนิกกินปลาเขื่อน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลเปิดเขื่อนลำตะคอง ชาวบ้านจะหาปลาสดมาจากเขื่อนให้เราได้เอามาทำกับข้าว เอามาเผาให้ลูกค้ายามเย็นหลังย้อมผ้าเสร็จ ทุกคนจะได้ซึมซับความเป็นชาวเขื่อนลำตะคอง เพราะน้ำย้อมก็ใช้น้ำเขื่อนลำตะคอง โคลนที่ใช้หมักผ้าก็ใช้โคลนจากเขื่อน วัตถุดิบเราก็ใช้จากปากช่อง คุณจะเห็นเฉดสีของปากช่องที่เราสกัดออกมาได้ มีมากกว่าสีเขียวของเขาใหญ่เลยด้วยซ้ำ อยากให้คนมาสัมผัสและใกล้ชิดกับสีของธรรมชาติมากขึ้นด้วย”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

การใกล้ชิดกับธรรมชาติไม่เพียงทำให้เราได้มองสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวมากขึ้น แต่น้อยหน่าที่ค้นพบ Pantone สีของปากช่องยังได้อีกหนึ่งบทเรียนจากธรรมชาติ ซึ่งเธอเองก็พยายามส่งต่อบทเรียนนี้ให้ผู้อื่นได้รับเช่นเดียวกัน

“ช่วงแรก ๆ ที่เราทำสีย้อมแล้วอยากได้เฉดสีที่เป๊ะ มันเครียดมาก จนเรารู้สึกว่าทำไมต้องไปบังคับธรรมชาติ ทำไมไม่มองว่าสีที่มันผิดเพี้ยนจากเดิมคือความพิเศษและลิมิเต็ดไม่เหมือนใคร 

“ธรรมชาติคือความพิเศษ พอมองแบบนั้นแล้ว เรายิ่งชอบการทำสีธรรมชาติมากขึ้น 

“ธรรมชาติสอนเราว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนในธรรมชาติ อย่าลืมว่าธรรมชาติคือตัวเราด้วย อย่าไปยึดติดกับตัวเองและธรรมชาติมาก เพราะยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น ธรรมชาติสอนเราแบบนี้” 

หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ แต่ไม่ใช่กระดาษแผ่นสุดท้ายของ นวล สตูดิโอ เพราะในอนาคตคู่หูน้อยหน่าและอีฟจะยังคงค้นหาสีใหม่ ๆ ของปากช่องที่ซ่อนอยู่ในห้องสมุดแห่งขุนเขาอันกว้างใหญ่นี้ต่อไป สร้างประตูหลายบ้านให้ผู้คนเข้ามาทักทายและทำความรู้จักกับปากช่อง อันเป็นบ้านเกิดแสนรักของพวกเธอไปกับสีธรรมชาติบนเส้นใยและสิ่งทอ

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

ภาพ : นวล สตูดิโอ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load