“โลกมีวิวัฒนาการอยู่เสมอ แต่เรากำลังไปในทิศทางที่ควรจะเป็นรึเปล่า” 

เสียงพากย์ในสารคดีวาฬไทยของ แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ ตั้งคำถาม เขาขออนุญาตเปิดหนังดูเพื่อตรวจเช็กสีก่อนให้สัมภาษณ์ 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ภาพหลายสิบชีวิตพยายามกู้ชีวิตวาฬนำร่องครีบสั้นอย่างสุดความสามารถ พ่ายแพ้ และผ่าท้องชันสูตรศพ เพื่อจะพบถุงพลาสติก 80 ใบ น้ำหนักรวม 8 กิโลกรัม ในท้องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแห่งท้องทะเลไทย สร้างความสะเทือนใจตั้งแต่เปิดฉากสนทนา

หลายปีก่อนหน้านี้เราเคยคุยกันหลายครั้ง แดงเป็นชายที่สวมหมวกหลายใบ บางหนเราสนทนาเรื่องงานถ่ายโฆษณาและหนังโรง ในฐานะที่เขาเป็น Director of Photography ของโปรดักชันเฮาส์ชื่อ Film Factory มาสามสิบกว่าปี และเป็นตากล้องคู่ใจของเป็นเอก รัตนเรือง 

บางคราเราคุยกันเรื่องอนุรักษ์วาฬและสัตว์ในท้องทะเลใน ในฐานะที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มวาฬไทย กลุ่มบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสื่อและศิลปวิทยาการหลายแขนง ซึ่งจัดทำเว็บไซต์ www.thaiwhales.org ให้ความรู้เรื่องวาฬไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2011 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

นอกจากนี้ ชาญกิจยังเป็นนักอนุรักษ์ที่ผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจัง เป็นนักดำน้ำ เป็นช่างภาพใต้น้ำ และล่าสุดกำลังจะเป็นนักออกแบบนิทรรศการในอควาเรียม

ในวาระที่โลกหยุดพัก มนุษยชาติกักตัว ฝูงสัตว์กลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างน่าประหลาดใจ เราตัดสินใจคุยกับแดงเรื่องชีวิตและการทำงาน เส้นแบ่งระหว่างงานช่างภาพและงานอนุรักษ์พร่าเลือน ทั้งยังต่อยอดต่อไปอย่างไร้ขอบเขต

ไม่แน่ใจ โลกวิวัฒน์ไปในทางที่ถูกที่ควรหรือเปล่า แต่การปรับตัวและตามหาความหมายของงานสำหรับชายคนนี้ คือวิวัฒนาการของการลงมือทำ

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ช่วงนี้วงการถ่ายหนังโฆษณาเป็นยังไงบ้าง

สับสน ไม่รู้จะเอาไงกับชีวิตนี้ ที่ผ่านมาผมหยุดมาแล้วเดือนครึ่ง เป็นการหยุดนานที่สุด มีคนพยายามจะถ่ายทำกันเล็กๆ น้อยๆ ในสตูดิโอกับกรีนสกรีนแก้ขัด แต่ก็ไม่ใช่หนังจริงๆ จังๆ ผมไม่มีเฟซบุ๊ก แต่เขาก็บอกกันว่าพอใกล้ๆ วันถ่าย หลายคนก็ล้มเลิก แยกย้าย ออกไปถ่ายข้างนอกก็เจอคนประนามแน่ รัฐบาลออกกฎให้เรา ขณะเดียวกันสังคมก็กดดันด้วย โดยเฉพาะช่วงแรกๆ 

แต่ตอนนี้กระแสชักจะตีกลับ ไม่ไหวแล้ว อยากออกมาทำงาน รถมันแน่นขึ้น เดือนที่แล้วโล่งเชียว ตอนนี้เกือบจะเหมือนเดิมแล้วนะ โดยเฉพาะคนระดับกลางๆ อย่างเราที่ไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือใดๆ เลย ก็ต้องดิ้นรนใช่ไหม ผมให้ความร่วมมือแต่ก็ต้องทำมาหากิน อีกเดี๋ยวคุณก็มาไล่ภาษีกับผมแล้ว และเวลาผมเสียภาษีไม่ได้ก็เดือดร้อนแน่ๆ 

ถ้าไม่ติดสถานการณ์ไวรัสระบาด ตอนนี้คุณน่าจะอยู่ที่ไหน

เพชรบุรีหรือไม่ก็ภูเก็ต นี่เป็นช่วงที่ผมไม่ได้ออกเรือนานที่สุดในรอบสิบปี ปกติออกอย่างน้อยเดือนละสองครั้ง ตอนนี้ผมอยากออกเรือมากเลย ใจพุ่งไปแล้ว ห้าหกวันก็ยังดีวะ หรืออย่างน้อยถ้าได้ไปกักตัวที่ศูนย์ฯ ก็ยังดี ถึงอยู่ในพื้นที่จำกัด เราก็พอทำงานได้ ผมพลาดหลุมเต่ามะเฟืองที่ภูเก็ตไปตั้งสามหลุม ทั้งที่เก็บฟุตเทจมาตลอด

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

 ปีที่แล้วมีเต่ามะเฟืองมาออกไข่จำนวนเยอะมาก สิบสามหลุม พีกอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อสองสามวันที่แล้วก็มาไข่อีกหลุม ซึ่งจริงๆ เลยฤดูกาลไปแล้ว เพราะไม่งั้นจะร้อนเกินไป มันมาไข่ที่หาดไม้ขาวซึ่งเคยเป็นแหล่งวางไข่ แต่ไม่มีมาเป็นสิบๆ ปีตั้งแต่สนามบินภูเก็ตสร้าง เหมือนที่ หงา-สุรชัย จันทิมาธร เคยร้องเพลง ขอหาดไม้ขาวให้เต่ามะเฟือง พอปิดหาด คนไม่มา เต่ามะเฟืองก็กลับมา แสดงว่ามันพร้อมจะกลับมาอยู่แล้ว แต่กิจกรรมของคนเราเยอะมากจนมันไม่กล้า ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่เลย 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ความเปลี่ยนแปลงของ ThaiWhales ในรอบ 9 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งมาคืออะไร

มีคนแหย่ว่ามันต้องเป็น Thai Whales and Friends แล้วล่ะ เว็บไซต์ก็คงจะเปลี่ยนเหมือนกัน มีการเพิ่มตามที่เขาพูดมา อย่างปีที่แล้วทำเรื่องมาเรียม ก็มีความสุข ตอนนี้กำลังทำเรื่องเต่ามะเฟือง ผมมองว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างวาฬ โลมา พะยูน และเต่าทะเล 

ตอนนี้ผมเป็นห่วงว่ามนุษย์ไม่ค่อยมี สัตว์ก็กลับมา แล้วพวกมันก็เริ่มชิน คุณลองคิดดูสิ ในวันที่ปลดล็อกดาวน์ สัตว์เขาไม่ได้รู้ไปกับเรา ผมห่วงว่าต้องมีโลมาที่โดนเรือชน มีกวางที่โดนรถชน เขาใหญ่ปิด ถนนก็มีลิงเต็มไปหมด ช่วงนี้มีแต่เจ้าหน้าที่เท่านั้นซึ่งก็น้อยมาก วันที่นักท่องเที่ยวกลับเข้าไปเป็นแบบเดิมอะไรจะเกิดขึ้น มนุษย์เราไม่เปลี่ยน 

การระบาดนี้เกิดในโลกสมัยใหม่ จริงๆ เราจัดการมันได้รวดเร็วมากนะ ถ้าสมัยก่อนคนต้องแย่กว่านี้เยอะมาก มนุษย์จะมีบาดแผลรุนแรง แต่ไม่ทันไรตอนนี้เราก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมแล้ว ซึ่งผมไม่ได้ว่านะ ผมก็อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมเหมือนกัน

 ตอนนี้คนดีใจที่ธรรมชาติกลับมาดี แต่แล้วไงต่อ เรามีมาตรการอะไรสำหรับธรรมชาติต่อไหม เพราะในที่สุดเศรษฐกิจของมนุษย์ต้องมาก่อน ความเป็นอยู่ปากท้องเราต้องมาก่อน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับทบทวนว่าเรือจะวิ่งอย่างไร จะควบคุมมลพิษทางเสียงในทะเลอย่างไร เราพูดกันแต่ว่าเมื่อไหร่จะคลายล็อกดาวน์เพื่อที่เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ก็น่าสงสารสำหรับสัตว์ แต่คงดีสำหรับคน รวมทั้งตัวผมด้วย 

เวลาออกเรือ คุณออกไปทำอะไรบ้าง

ดูวาฬ ถ่ายภาพ ช่วยทำบันทึกให้ชัดเจน แล้วก็เผยแพร่เรื่องนี้บน ThaiWhales และเพจในเฟซบุ๊ก โจทย์ผมตอนแรกคือคนไทยไม่รู้จักวาฬเลยว่ะ น่าสงสาร ไม่มีใครรู้จักได้ไงวะ มันเป็นสัตว์ที่ใหญ่อันดับโลกเลยนะ และมันอยู่ในเมืองไทยมาสองสามร้อยปีแล้ว วาฬฝูงนี้เกิด เติบโต และตายที่นี่ การที่เราไม่รู้ว่ามันมีอยู่ สำหรับผมมันเป็นเรื่องใหญ่ เขามีผลต่อนิเวศวิทยาบางอย่างกับทะเลไทย อาจไม่ใช่ว่าถ้าวาฬสูญสิ้นไปจากเมืองไทย คนจะอยู่ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ แต่จะปล่อยให้เขาหายไปจากโลกนี้เหรอ

 ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ผมน่าจะเป็นหนึ่งในคนไทยที่ออกไปดูวาฬมากที่สุด ดูจากเว็บไซต์ผมได้ ทั้งหมดที่อยู่ในไทม์ไลน์ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ผมต้องอยู่ด้วย 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

การที่เราตามถ่ายอัตลักษณ์วาฬ ทำให้เรารู้ว่าประชากรวาฬที่แท้จริงว่ามีกี่ตัว สมมติบางคนออกเรือบอกว่าเจอสิบสามตัว แต่ถ้าเรารู้จักอัตลักษณ์จะบอกได้ว่า ไม่ คุณเจอแค่เจ็ดตัว ที่เห็นคือซ้ำกัน 

สมัยก่อนผมพูดได้ว่ามีวาฬในไทยประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบตัว แต่ตอนนี้ไม่กล้าบอก เพราะบางตัวตาย ไม่พบนานแล้ว และมีตัวที่เราไม่รู้จักเยอะเหมือนกัน ยิ่งพอเราไม่ได้ตามถ่ายอัตลักษณ์ติดๆ จะเริ่มไม่ค่อยรู้ น่าเสียดาย การที่เรารู้จักมันดีกว่า คนก็ผูกพัน มีชื่อคือมีตัวตน เราไม่ได้เรียกว่าแค่วาฬ แต่เป็นแม่นั่นแม่นี่ 

เบื่อบ้างไหม ทำกิจวัตรซ้ำๆ แบบนี้มาเป็นสิบปีแล้ว 

ถามตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่เบื่อ แค่เหงาๆ ช่วงปีสองปีหลังผมไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่ เพราะมันมีแต่คำว่า ว่างเปล่า ว่างเปล่า 

เรือวิ่งออกไปทางสมุทรสงครามตามเส้นทางที่เราเคยเจอวาฬ แต่ปีหลังๆ นี้น้อยลงมาก บางวันไม่เจออะไรเลย ส่วนใหญ่ผมนั่งตากแดดบนหลังคา มีแต่น้ำ นกก็ไม่มี ปลาที่กระโดดข้างๆ ก็ไม่มี ทั้งวันหมดไปกับอะไรแบบนี้ ก็แปลก ผมก็ยังอยู่ไปได้ อาทิตย์หนึ่งพอว่างก็ออกไปอีก มองไปข้างหน้าได้ทั้งวัน ขอให้ได้ถ่างตาดูเถอะ 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ทำไมถึงพบวาฬน้อยลง

นั่นสิ ผมถามตัวเองเสมอว่าเราทำน้อยไปหรือเปล่าวะ มันไม่มีหวังเลย เพราะอะไร ต้องทำมากกว่านี้ไหมเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าวาฬหายไปไหน แล้วจะได้ช่วยได้ ก็เลยไม่เบื่อมั้ง ทุกครั้งผมลุ้นว่าได้เจอบ้างเถอะ จะได้เห็นอะไรที่ได้สังเคราะห์วิเคราะห์หน่อย หรืออย่างน้อยก็บอกคนอื่นได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ละมั้งประโยชน์ของเรา คงไม่ใช่นักอนุรักษ์ NGO อะไรขนาดนั้น

ผลงานล่าสุดของ ThaiWhales คืออะไร

สารคดีชุด ‘วาฬบอกที’ มาจากฟุตเทจที่เราเก็บมาแปดเก้าปี ตอนผมออกไปถ่ายวาฬครั้งแรก สัญชาติญาณบอกว่าขอเก็บฟุตเทจไว้ก่อน เป็นนิสัยของช่างภาพ และคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง เราเป็นคนทำหนัง วันหนึ่งเราก็จะได้เล่ามันเป็นหนัง ผมได้ทุนจากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ใน พ.ศ. 2561 แล้วพึ่งมาทำเสร็จใน พ.ศ. 2563 ใกล้จะได้เผยแพร่แล้ว

สารคดีประมาณครึ่งชั่วโมงมีทั้งหมดสามเรื่อง คือ ชื่อนั้นสำคัญไฉน, จับให้ได้ไล่ให้ทัน และ วิกฤตวาฬไทย เป็นสารคดีที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับวาฬของไทยเรา โดยหลักๆ คือวาฬบรูด้าที่พบเห็นในอ่าวไทยตอนบน กรรมการบอกว่าเป็นชุดสารคดีที่ดีและเห็นควรสนับสนุนต่อยอดโครงการ เพราะเขารู้สึกว่าน่าจะขยายเป็นภาคภาษาอังกฤษ เป็นสารคดีที่ผมมั่นใจว่าไม่มีใครทำได้จริงๆ เพราะที่ผ่านมาสารคดีในประเทศไทยเป็นสารคดีสั้นๆ เฉพาะหน้า น้อยมากที่จะมีคนรวบรวมฟุตเทจหลายๆ ปี 

ตอนแรกที่ทำผมเห็นว่าสื่อมีเต็มไปหมด ไม่ลงทีวีก็เอาไปสอนเด็กได้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนเรารู้จักเทคโนโลยีมากกว่าคนอื่น ภาคราชการยังไม่มีกล้องไฮสปีด ถ่ายไปก็ได้ใช้ได้ดู กลายเป็นงานวิจัยได้อีก

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ดูเหมือนว่าตอนนี้งานถ่ายภาพกับงาน ThaiWhales เข้ามาบรรจบกัน

มันเป็นอย่างนั้น ตอนแรกเป็นแค่การกบฏงานของตัวเองว่า กูไม่ต้องไปนั่งถ่ายโฆษณา ไม่มีคนมาบอกกูว่าเอาแบบมาวางตรงนี้ ในที่สุดคงเป็นเพราะเราชอบสิ่งนี้ ดังนั้นเราก็เล่าเรื่องนี้ให้คนฟังไปเรื่อยๆ แต่ก่อนการเล่าคือถ่ายๆ เอาฟุตเทจมาตัด แล้วก็ฉายหนังไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว สื่ออยู่กับตัวเราตลอดเวลา

ThaiWhales พางานสะท้อนกลับเข้ามา กลายเป็นว่างานผมเริ่มเป็นงานสารคดีมากขึ้น งานโฆษณาน้อยลงไปเพราะผมไปโฟกัสงานด้านโน้น มันตอบสนองเรา ทำให้ได้รู้ได้เห็นอะไรเยอะขึ้น 

มีการพบโครงกระดูกวาฬใต้น้ำที่ภูเก็ต เขามาคุยกับผมว่าจะจัดแสดงอย่างไรให้แตกต่าง เราจะทำนิทรรศการใต้น้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน ที่สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ตแถวแหลมพันวา ซึ่งผมไม่เคยทำแบบนี้เลยนะ 

จากเริ่มถ่ายภาพวาฬ กลายเป็นมาจัดนิทรรศการได้ยังไง

คงเพราะผมทำเรื่องวาฬแต่ผสมสื่อลงไป งานพิพิธภัณฑ์สมัยนี้ก็เป็นงานสื่อ ไม่ใช่เก็บของชิ้นหนึ่งไว้แล้วแปะป้ายประวัติรอคนไปดู เดี๋ยวนี้พิพิธภัณฑ์ไม่ทำแบบนั้นกันแล้ว ทำสื่อผสมแทบทั้งนั้น ต้องถ่ายภาพ ใช้แสง ใช้โปรเจกเตอร์ ใช้การแมปปิ้ง ใช้มีเดียหลายๆ แบบ เป็นงานมัลติมีเดียจริงๆ ผมแอบรู้สึกสนุกนิดๆ เพราะว่ามันผสมหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เอากระดูกมาวางก็จบ ตอนนี้พอจะทำนิทรรศการ ผมคิดถึงเรื่องเสียง เราอยากให้มันมีเสียงให้คนฟัง คงเพราะอยู่กับงานโฆษณา ต้อมก็เป็นผู้กำกับที่กำกับด้วยการฟังเสียง

งานผมออกไปจากทีวี แต่ก็ยังเป็นงานโฆษณาเหมือนเดิม แค่ฟอร์เมตมันเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ถ่ายโฆษณาบางทีต้องถ่ายสองเวอร์ชัน ถ่ายเฟรม 16 กับ 9 แนวนอนเสร็จแล้วต้องเผื่อ 4 ต่อ 3 เพื่อจะดูในมือถือ 

การเป็นช่างภาพปัจจุบันนี้มันง่ายขึ้น ใครๆ ก็เป็นได้ ผมเลยต้องยิ่งเลยตรงนั้นไปแล้ว เราทุกคนถูกบังคับให้เลยตรงนั้นไปหมด

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

เลยตรงนั้นไปเป็นอะไร

ไปเป็นสิ่งที่คุณชอบ ไปเป็นสิ่งที่คุณแม่งอยากทำ เพราะคุณไม่มีทางเลือก เดี๋ยวนี้งานถ่ายภาพเปลี่ยนไป ตากล้องรุ่นเล็กๆ หลังผมมีมากมาย โลกที่วิวัฒน์ต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องปรับตัว ผมก็วิวัฒน์ตัวเองไปเหมือนกัน ผมเป็นช่างภาพตั้งแต่เรียนจบมาเป็นผู้ช่วยตากล้อง จนเป็นตากล้อง หลอมรวมมาเป็นคนแบบนี้

สมัยก่อนช่างภาพคือคนที่ถ่ายภาพแล้วเอาฟิล์มไปล้างในแล็บ ใช้ซิลเวอร์ไนเตรตอะไรก็ว่าไป แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนเป็นช่างภาพกันหมด อุปกรณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นทักษะที่ทุกคนมี มีเหมือนทุกคนมีชื่อนามสกุล เกิดมาแป๊บเดียว เอามือถือไปก็ถ่ายภาพเป็น หลานผมสองขวบก็ถ่ายเป็นแล้ว 

ผมเลยรู้สึกว่ามันตลกดี อาชีพเราเหมือนหายไป แต่ก็ไม่ได้หาย มันหลอมรวมไปกับสังคม กลายเป็นว่าช่างภาพรุ่นเก่าต้องวิวัฒนาการตัวเองไปประกอบกับความรู้หลายๆ อย่าง เราไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ แค่หาให้ได้ว่าเราชอบอะไร แล้วก็ไปทำด้วยทักษะที่มีอยู่ 

คติในใจผมลึกๆ คือทำสิ่งที่เราชอบ แต่อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมาก ทำอย่างจริงใจ โดยไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเราเป็นหลัก ลึกๆ เรารู้อยู่แล้วว่าถ้าเราตั้งใจทำให้ดี ในที่สุดมันก็จะต้องวนกลับมาที่เราแหละครับ ก็เหมือนเราทำบ้าน ถ้าเราทำให้ดีตั้งแต่แรก คนที่อยู่ในบ้านก็มีความสุข 

คุณเคยบอกว่าไม่อยากเป็นผู้กำกับ เป็นช่างภาพสบายดีแล้ว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นผู้กำกับเสียเอง

ถูกครับ ไม่อยากมายืนตรงนี้เลย ต้องทำเพราะตกกระไดพลอยโจนหลายอย่าง เรื่องงบ เรื่องเวลา ในที่สุดผมก็ขยับไป มีเพื่อนเป็นผู้กำกับก็ปรึกษาเขา 

เพื่อนบอกว่าไง

“Good Luck นะพี่ แม่งปวดหัวแน่” (หัวเราะ) พอถึงจุดที่ต้องตัดสินใจทำ มันเป็นงานที่ผมรัก ก็ง่ายหน่อย ผมรู้สึกว่าผมพอทำได้ สารคดียึดความเป็นจริงเป็นหลัก พอดีผมใช้เวลาอยู่กับมัน ออกไปเจอมันมาก ถ้าให้ผมไปกำกับอย่างอื่นก็ไม่ทำนะ 

ตอนนี้ผมเขียนสคริปต์หนังเรื่องวาฬขึ้นมา ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเสมอ เขาบอกว่าพี่ลองเขียนสิ่งที่พี่ชอบสิ เล่าให้เขาฟังแล้วเขาก็ถามว่าพี่ไม่คิดจะกำกับเองเหรอ ไม่มีทาง ผมยังหาคนกำกับอยู่ ยังไม่มีคนรับ พอทำไปมากๆ ก็กลัวว่าต้องกำกับเอง ไม่อยากทำเลย แต่เมืองนอกเขาก็มีทำร่วมกันนะ Director of Photography ควบคุมทุกอย่าง คนกำกับแค่กำกับการแสดง หนังหลายเรื่องของ DP เก่งๆ เขา เป็นคนจัดการทุกอย่างว่าต้องถ่ายยังไง ลึกๆ ผมอาจตั้งเป้าไว้เป็นแบบนั้น 

งานที่ผมทำทั้งหมดมันผ่านเรื่องการเป็นช่างภาพ แต่ผมยังไม่รู้จะหานิยามของคำว่าช่างภาพยังไง มันเหมือนทั้งมีความหมายและไม่มีความหมาย งานที่ทำทั้งหมดมันก็ผ่านเรื่องภาพนั่นแหละ แล้วมันก็ผ่านกระบวนการสร้างตัวผมขึ้นมาเหมือนกัน เป็นทั้งช่างภาพด้วย เป็นคนเล่าเรื่องด้วย เป็นคนที่รู้จักสื่อที่นำมาใช้ประโยชน์ การทำงานโฆษณาก็มีส่วนดี มันทำให้ผมเข้าใจการประกอบจากคนเก่งหลายๆ คน 

ตั้งแต่ก่อตั้ง ThaiWhales อะไรคือผลตอบรับที่ทำให้คุณชื่นใจมากที่สุด 

จริงๆ ก่อนหน้า COVID-19 นี้น่าดีใจมาก คลิปของเจ้าวาฬนำร่องครีบสั้นตัวนั้นได้ผลมาก หลังจากนั้นก็มีสเปิร์มเวลส์ติดเข้ามา ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 สำนักข่าวขอรูปกันไปหมดทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แล้วเราก็ให้ไป จริงๆ ถ้าขายฟุตเทจผมรวยไปแล้ว คลิปนี้แหละที่ดันทุกอย่างให้เกิดขึ้น ยิ่งพอมาเจอมาเรียมอีก ปีที่แล้วเรื่องขยะใต้น้ำดังมาก ในที่สุดร้านสะดวกซื้อก็หยุดให้ถุงพลาสติกสักที ก่อน COVID-19 จะพามันกลับมาอีกครั้ง จบเรื่องนี้คงต้องมารณรงค์กันใหม่

เราไม่ได้เป็นหัวหอก แต่ถือว่ามีส่วนร่วมแล้วกัน ในที่สุดสิ่งที่เราทำก็มีประโยชน์ เราไม่ต้องเป็นหลัก แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งก็ยังดี ถือว่าผลลัพธ์จากสิบปีที่ผ่านมาได้ไปทำหน้าที่ของมัน

ตอนยื่น Proposal ทำสารคดี กรรมการบอกว่าฟุตเทจเราละเอียดมาก เป็นภาพที่ไม่มีใครเคยเห็น เราค่อยๆ ทำและสะสมไป ไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่แต่ตอบโจทย์ แค่คำพูดพวกนี้ผมก็ดีใจ ล่าสุดญี่ปุ่นส่งหนังสือเรื่องสิ่งแวดล้อมมาให้ เขาซีเรียสมาก ห่อมาอย่างดี เขียนโน้ตขอบคุณเป็นเรื่องเป็นราวอย่างเรียบร้อย บอกว่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ว่าขอบคุณจริงๆ ที่ส่งภาพวาฬตัวนี้ไปให้ น่ารักดี รู้สึกดี เห็นความบรรจงตั้งใจแล้วรับรู้ได้ ไม่ต้องให้รางวัลอะไรผม แค่นี้ก็ดีพอๆ กับประกาศนียบัตรสมาคมโฆษณาและรางวัลสุพรรณหงส์แล้ว รูปนั้นมันก็ Pay It Forward ของมันไป นั่นคือความภูมิใจของผม 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

อาชีพสุดท้ายก่อนมาเป็น DP ที่ Film Factory คุณเคยเป็นโปรดิวเซอร์มาก่อน

ใช่ ผมรู้จักคุณหนัง (พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู – ผู้กำกับผู้ก่อตั้ง Film Factory Thailand) ตอนเป็นโปรดิวเซอร์ที่ J. Walter Thompson ก่อนหน้านั้นผมเป็นผู้ช่วยกล้องอยู่หกเจ็ดปีที่ Salon Film เป็นบริษัทเล็ก คนทำงานไม่เยอะ ยิ่งเวลามีหนังต่างประเทศมาถ่าย ก็เหลือทีมงานทำหนังโฆษณาไทยไม่กี่คน ดังนั้นผู้ช่วยกล้องนี่ทำทุกอย่างเลยครับ ขับรถ ไปประชุมกับลูกค้า กลับมาคุยกับผู้กำกับ นั่งทำใบเสนอราคา พิมพ์ดีดยังพิมพ์เองเลยครับ พิมพ์เสร็จใส่ซอง ไม่มีคนส่งผมก็ไปส่งเอง 

พอปีหลังๆ ทาง J. Walter Thompson เขาขาดโปรดิวเซอร์ ตอนเขาโทรมาชวนไปทำงาน ผมนึกว่าเขาจะเปิดแผนกถ่ายภาพ แต่เขาชวนไปเป็นโปรดิวเซอร์ ผมตอบไปว่าไม่เคยทำ แต่เขาบอกว่าก็ทำไอ้ที่แกทำนั่นแหละ มันต้องเข้าใจงานถึงจะเป็นโปรดิวเซอร์ได้ ผมเป็นผู้ช่วยกล้องแท้ๆ แต่คนที่รู้จักผมต่างรู้ว่าไอ้นี่มันรู้ไปหมด อาจรู้ไม่จริงก็ได้ แต่รู้หมด ทำได้หมด ผมก็เลยลองไปทำดู 

เป็นอยู่นานไหม

สองปีครับ จริงๆ ไม่ได้ชอบ ตอนนั้นทุกข์อยู่สองอย่าง หนึ่งคือบริษัทไม่ค่อยมีงานโฆษณามาก เขาโฟกัสที่การทำหนังต่างประเทศ ยุคนั้นพวกหนังฮ่องกงชอบมาถ่าย บางทีเราอยากถ่ายงานทีมงานก็ไม่อยู่ สองคือเราสงสัยว่าเวลาคนจะได้งาน มันได้ยังไง ผมทำใบเสนอราคาเอง รู้อยู่แล้วว่าเราถูกกว่า แต่ทำไมเราไม่ได้งาน แสดงว่ามันมากกว่าเรื่องเงิน 

คิดว่าเพราะเอเจนซี่รู้จักกับโปรดักชันเฮาส์ ไม่ได้หมายความว่าเขามีนอกมีในกัน แต่เขารู้งาน มีความเข้าใจ รับรู้สไตล์กัน เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด วันที่เขาโทรศัพท์มาชวน เป็นวันที่ผมคิดอยู่เลยว่าเราขาดอะไร ผมเลยรู้สึกว่าคงถึงเวลาแล้วที่เราต้องออกไปดูว่าโลกมันเป็นยังไง 

ตอนสัมภาษณ์งาน นายฝรั่งถามว่ายูคิดว่าทำงานนี้ได้มั้ย ผมตอบไปว่าไอมั่นใจว่าทำได้ ไอไม่เคยทำมาก่อน แต่จะพยายามทำอย่างดี คำถามที่สอง ยูจะอยู่นานไหม อ๋อ ไม่นาน ไออยู่แค่ปีเดียว เขายังบอกเลยว่ากล้าพูด เขายังย้อนกลับมาเลยว่ายูอาจจะอยู่กับไอไม่ถึงปีก็ได้ (หัวเราะ) ผมบอกเขาไปตรงๆ เลยว่าไม่ได้ชอบงานนี้ ผมชอบงานถ่ายภาพ คิดว่ามาทำงานนี้เพื่อจะได้เข้าใจการถ่ายภาพ อยากรู้การตีความ การจัดการเงิน การประชุมบอร์ด การทำตัวให้เป็นที่ไว้ใจ 

งานของโปรดิวเซอร์ใกล้เคียงกับงานผู้กำกับมากกว่าหรือเปล่า

เป็นงานที่อยู่ข้างหลัง แต่ต้องการความเข้าใจในระดับเดียวกัน ผมคิดว่าผู้กำกับเป็นโปรดิวเซอร์ไม่ได้หรอก มีบ้างแต่น้อย เพราะผู้กำกับเป็นคนที่ละเอียดกับความรู้สึกของคน แต่โปรดิวเซอร์ต้องเป็นคนใจร้าย เป็นคนชี้เป็นชี้ตายว่าใครควรจะได้งานไหน คนนั้นเหมาะกับงานนั้น คนนั้นไม่เหมาะกับงานนี้ หรือไม่มีงานก็สร้างงานขึ้นมา ผมก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับผม แต่ผมต้องการรู้ลึก โปรดิวเซอร์ไม่ใช่แค่ทำเรื่องเงิน ไม่ใช่แค่เลือกคนที่ทำงานถูกกว่า ผมรับรู้ว่าสิ่งที่เราทำมันตื้น มันต้องลึกกว่านี้ว่ะ ต้องมองภาพให้ไกล และนี่คือโอกาสที่ดี

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

บอกว่าไม่ชอบ แต่คุณก็ทำงานนี้ตั้งสองปี

ตรงนี้ขอคุยนิดหนึ่ง ตอนนั้น Probation มีหกเดือน พอเดือนที่สองเขาก็ให้ผมผ่านแล้วขึ้นเงินเดือนให้ทันที ทำงานหัวไม่วางหางไม่เว้น แปดเดือนแรกเห็นผมตลอดเวลา เท่าที่ผมจำได้ก็เป็นที่รักของคนที่นั่น พอจะครบปีเขาก็ไม่ให้ออก ทำไปก็มีความสุข ได้ความรู้ และก็รักที่นั่น เพื่อนร่วมงานดีทุกคน ผมคิดว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดของ JWT ก็ว่าได้ ผมชอบสิ่งแวดล้อมที่นั่นมาก แต่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร และทุกคนก็เข้าใจ 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณลาออก แล้วย้ายไปฮ่องกงคืออะไร

คุณหนังเลยครับ เขามาชวนไปเป็นตากล้อง ผมเห็นศักยภาพของคุณหนัง เขาเป็นคนมีศักยภาพสูงมาก ผมรู้อยู่แล้วว่าผมต้องมาทางนี้ การเป็นโปรดิวเซอร์เป็นแค่สะพานที่ทำให้ผมเข้าใจมัน แล้วก็โชคดีที่ได้สะพานที่ดี 

คุณหนังเขาก็สุกงอมจากการเป็น Art Director ของเขาแล้ว เขาออกไปฝึกงานกำกับที่ Film Factory Hong Kong ก่อน แล้วผมก็ตามไปทีหลัง ไปฝึกงานใหม่ที่กับ คุณหลุยส์ อึง (Louis Ng) (ผู้กำกับ ผู้ก่อตั้ง Film Factory Hong Kong) เป็นโรงเรียนระยะสั้นที่ได้ประโยชน์มาก ทำให้เห็นเลยว่าภาพยนตร์โฆษณาไม่ใช่แค่บอร์ดเขียนมาแล้วทำตาม มันลึกกว่านั้น เห็นคุณหลุยส์ทำงานและกำกับช่างภาพ รู้เลยว่าเรายังห่างไกลอีกเยอะ

ตอนที่อยู่เมืองไทยเราเป็นแค่ช่างที่ทำตามทฤษฎี ถึงจะเป็นโปรดิวเซอร์ก็ตามที เรารู้ว่ากล้อง 35 มม. ใช้แบบนี้ วางมุมแบบนี้ ทิลต์แบบนี้ แพนแบบนั้น แต่พอไปเรียนรู้จากคุณหลุยส์ เราไปเรียนรู้ด้านศิลปะ มันคือการเรียนรู้ด้านที่เราไม่รู้ ซึ่งลึกกว่าจริงๆ 

เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เทคนิคถ่ายภาพของฮ่องกงเหนือกว่าเมืองไทยมากไหม

ถ้าถามผม ผมว่ามากกว่า เขาทำงานที่เป็นอิสระกว่า เนื่องจากตอนนั้นฮ่องกงเป็นทางออกของจีนและเป็นเมืองของอังกฤษ ดังนั้นเขาทำงานระดับนานาชาติมากกว่าเรา ความคิดสร้างสรรค์เราก็มีนะ คนไทยเป็นผู้กำกับ เป็นช่างภาพ ขึ้นไปรับรางวัลคานส์กันเยอะแยะ แต่ก็เป็นแค่คนกลุ่มเดียว ทั้งประเทศไม่ได้เป็นแบบนั้น ฮ่องกงเป็นที่เล็ก เป็นแหล่งรวมความสร้างสรรค์และอิสรภาพของคนจีน ขณะที่ตอนนั้นเรายังเตาะแตะ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เราเข้าใจ ปรับปรุงได้ แต่เมื่อสามสิบสองปีก่อน ของเขามันเกินกว่านั้นไปแล้ว 

ผมเรียนกับทุกคน ทั้งคุณหลุยส์ และตากล้องด้วยกันที่เป็นอาจารย์ของผม คือคุณ Lester และคุณ Oceanic สองคนนี้เป็นคนละเอียดเรื่องการจัดวางและอารมณ์ คุณ Oceanic เก่งเรื่องการถ่าย Packshot มาก ตอนผมเป็นโปรดิวเซอร์ ผมจำได้ว่าเราถ่ายโฆษณาสบู่ Lux ที่สยามสตูดิโอ ตอนนั้นคนเข้าไปมุงเต็มไปหมด อยากรู้ว่าทีมฮ่องกงทำงานยังไง 

เขาใช้ไฟสองดวง ขยับหลักๆ แค่ดวงเดียว ใครไปช่วยเขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ขอทำเอง นั่งขยับไฟไปมา ขึ้นลงๆ ซ้ายๆ ขวาๆ จัดกิ่งไม้ใบไม้ไปมา วางสบู่เอง วางดอกไม้เอง ขยับอยู่เกินครึ่งวัน ช่างไฟทุกคน พ่ายแพ้ออกไปนั่งรอข้างนอก เชื่อไหมครับ ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครถ่ายได้เหมือนเลย พอเราเห็น Outcome ผมถึงบอกตัวเองว่า มิน่าล่ะ กูถึงไม่เก่งเท่าเขา มันต่างจริงๆ ครับ

อะไรคือจุดอ่อนของช่างภาพที่ชื่อชาญกิจ

ไม่อดทนมั้ง

แต่คุณก็ไปนั่งส่องวาฬบนหลังคาเรือได้ครึ่งค่อนวัน

คงไม่อดทนกับเรื่องที่เราไม่ชอบ ตอนนั่งดูวาฬหัวมันก็วิ่งไปเรื่อย แต่มันไม่เกิดขึ้นเวลาที่ผมเจอเรื่องที่ผมไม่ค่อยสนใจ หรือสรุปไปแล้วว่ามันควรเป็นแบบไหน หนังโฆษณาสมัยนี้บางครั้งมันก็เป็นประชาธิปไตยเกินไป เฟรมนี้เฟรมเดียว มีคนตัดสินใจตั้งห้าสิบคน ก็ตลกไปหน่อย 

ข้อเสียของผมคงมีความละเอียดน้อยไป ถ้าผมละเอียดมากกว่านี้อีกนิด คงได้ดีกว่านี้ ผมไม่ใช่คนสนใจรายละเอียดเล็กๆ การกำกับภาพยนตร์แบบต้อม ผมเข้าไม่ถึง เขาเป็นคนช่างสังเกต ละเอียดเรื่องอารมณ์คน ทำหนังพูดกันทั้งเรื่องยากกว่าหนังแอคชั่นอีกนะ 

ส่วนผมชอบธรรมชาติ เป็นคนขี้เกียจ ชอบนั่งดูใบไม้ตกลงมา ส้มสุกคาต้นแล้วหล่นลงมา 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

จุดเด่นจุดแข็งของชาญกิจล่ะคืออะไร

ปรับตัวง่าย ผมปรับตัวได้กับผู้กำกับแทบทุกคนทุกสไตล์ ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย บางทีไม่ค่อยมีจุดยืนของตัวเอง เข้าใจเขาไปหมด ไม่ได้คล้อยตามเพื่อเลียเขานะ แต่ผมดันไปสร้างลักษณะนิสัยของผมให้เข้าใจสิ่งที่เขาคิด ผมชอบทำความเข้าใจคนอื่น อดไม่ได้ที่จะคิดตาม ซึ่งจริงๆ ผู้กำกับบางคนเขาต้องการเอกลักษณ์ของผม หลังๆ ประสบการณ์บอกว่า บางทีผมต้องเป็นตัวของผมเองบ้าง ช่างภาพเก่งๆ หลายคนก็มีทางของตัวเอง กูไม่เอา กูจะทำแบบนี้ และผู้กำกับก็ต้องการสิ่งนั้น แต่แน่นอนผู้กำกับบางคนก็ชอบสิ่งที่ผมทำเหมือนกัน 

สี่ปีก่อนคุณเคยบอกว่าเบื่อวงการโฆษณา ตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม

(ยิ้ม) ไม่ ผมว่าโฆษณาเปลี่ยนไป มันคงไม่ได้แย่ลงหรอก โฆษณาก็ยังเป็นโฆษณา แค่วิวัฒน์ไปตามคนสมัยนี้ มีเดียสมัยนี้ หลายๆ อย่างผมก็ตามไม่ทัน มันเลยทำให้ผมเบื่อ เพราะผมตอบโจทย์เขาไม่ได้ ผมไม่เข้าใจ แล้วผมก็ไม่ค่อยสนใจ เพราะผมดันมีอย่างอื่นที่สนใจมากกว่า ผมเห็นทุกคนก็บ่นนะ เราคงมีตัวเลือกมากเกินไปมั้ง แต่คนรุ่นใหม่เขาก็ทำกันไปได้ 

ผมไม่รู้สึกเลยว่าโฆษณาในเมืองไทยเราดีขึ้น แต่พอจะบอกว่าไม่ดี ล่าสุดผมดูโฆษณาเบียร์ตัวหนึ่งของเมืองนอก ยังบอกคนที่บ้านเลยว่าทำไมกูไม่ได้ถ่ายโฆษณานี้วะ เห็นโฆษณาดีๆ ก็ยังอยากทำ ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ มีอยู่เก้าช็อตง่ายๆ ไม่พูดกันสักคำแต่เข้าใจทันที เป็นแบบที่อยากทำเลย ขณะที่เราเจองานใช้พรีเซนเตอร์กันอย่างพร่ำเพรื่อมากจนไม่ต้องคิดอะไรกันแล้ว แล้วเราก็โดนพรีเซนเตอร์หลอกกันไป เพราะเขาไม่ได้ใช้สินค้านั้นจริงๆ สักหน่อย

โฆษณาล่าสุดที่ถ่ายแล้วชอบคืองานชิ้นไหน

งานที่ถ่ายกับต้อมที่มองโกเลีย เป็นโฆษณากรุงศรีออโต้ คนกินเนื้อย่างมองโกเลียแล้วออกจากร้านไปเจอมองโกเลียจริงๆ ผมชอบเพราะไปกันน้อยมาก เดี๋ยวนี้ต้นทุนน้อยลง แต่เราต้องพยายามไปถ่ายที่จริงให้ได้ เลยต้องพาคนไปให้น้อยที่สุด ลูกค้ายังต้องมาช่วยจับขากล้อง คุณหนังไปช่วยเป็นสไตลิสต์หั่นเนื้อหั่นผัก ไปกันไม่เกิน 9 คนรวมลูกค้าด้วย ถ่ายกันง่ายๆ น้อยๆ 

ตอนที่ไปถ่ายหนังในหลวงกับต้อมที่ภาคเหนือก็ชอบ กึ่งๆ หนังสั้น ขยายความเรื่องเพลง สรรเสริญพระบารมี ไปถ่ายกันหกคน ง่ายๆ มีความสุข ใช้เวลาแค่สองวัน น่ารักดี 

ความสนุกในการทำงานต่อจากนี้คืออะไร

ได้ทำงานดีๆ สักชิ้นก็ยิ้มแล้ว ง่ายขนาดนั้นเลยนะ การได้ทำอะไรที่เรารู้สึกว่าตอบโจทย์ของเรา ไม่ว่า ThaiWhales หรือโฆษณาก็มีความสุข ยิ่งพอตอนนี้ออกไปทำงานไม่ได้ ยิ่งคิดว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ทำสิ่งที่เราชอบ และได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง จะได้ไม่ทุกข์มาก ช่วงนี้นั่งทำรูปวาฬที่ไปถ่ายมา ปกติยุ่งมากจนต้องไหว้วานคนอื่น ตอนนี้ทำเอง ทุกครั้งพยายามเลือกแค่ห้ารูป แต่จบที่ยี่สิบถึงยี่สิบห้ารูปทุกที ต้องให้คนอื่นช่วยตัดออกให้ เห็นมั้ย ไม่ละเอียดเลย

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load