“โลกมีวิวัฒนาการอยู่เสมอ แต่เรากำลังไปในทิศทางที่ควรจะเป็นรึเปล่า” 

เสียงพากย์ในสารคดีวาฬไทยของ แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ ตั้งคำถาม เขาขออนุญาตเปิดหนังดูเพื่อตรวจเช็กสีก่อนให้สัมภาษณ์ 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ภาพหลายสิบชีวิตพยายามกู้ชีวิตวาฬนำร่องครีบสั้นอย่างสุดความสามารถ พ่ายแพ้ และผ่าท้องชันสูตรศพ เพื่อจะพบถุงพลาสติก 80 ใบ น้ำหนักรวม 8 กิโลกรัม ในท้องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแห่งท้องทะเลไทย สร้างความสะเทือนใจตั้งแต่เปิดฉากสนทนา

หลายปีก่อนหน้านี้เราเคยคุยกันหลายครั้ง แดงเป็นชายที่สวมหมวกหลายใบ บางหนเราสนทนาเรื่องงานถ่ายโฆษณาและหนังโรง ในฐานะที่เขาเป็น Director of Photography ของโปรดักชันเฮาส์ชื่อ Film Factory มาสามสิบกว่าปี และเป็นตากล้องคู่ใจของเป็นเอก รัตนเรือง 

บางคราเราคุยกันเรื่องอนุรักษ์วาฬและสัตว์ในท้องทะเลใน ในฐานะที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มวาฬไทย กลุ่มบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสื่อและศิลปวิทยาการหลายแขนง ซึ่งจัดทำเว็บไซต์ www.thaiwhales.org ให้ความรู้เรื่องวาฬไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2011 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

นอกจากนี้ ชาญกิจยังเป็นนักอนุรักษ์ที่ผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจัง เป็นนักดำน้ำ เป็นช่างภาพใต้น้ำ และล่าสุดกำลังจะเป็นนักออกแบบนิทรรศการในอควาเรียม

ในวาระที่โลกหยุดพัก มนุษยชาติกักตัว ฝูงสัตว์กลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างน่าประหลาดใจ เราตัดสินใจคุยกับแดงเรื่องชีวิตและการทำงาน เส้นแบ่งระหว่างงานช่างภาพและงานอนุรักษ์พร่าเลือน ทั้งยังต่อยอดต่อไปอย่างไร้ขอบเขต

ไม่แน่ใจ โลกวิวัฒน์ไปในทางที่ถูกที่ควรหรือเปล่า แต่การปรับตัวและตามหาความหมายของงานสำหรับชายคนนี้ คือวิวัฒนาการของการลงมือทำ

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ช่วงนี้วงการถ่ายหนังโฆษณาเป็นยังไงบ้าง

สับสน ไม่รู้จะเอาไงกับชีวิตนี้ ที่ผ่านมาผมหยุดมาแล้วเดือนครึ่ง เป็นการหยุดนานที่สุด มีคนพยายามจะถ่ายทำกันเล็กๆ น้อยๆ ในสตูดิโอกับกรีนสกรีนแก้ขัด แต่ก็ไม่ใช่หนังจริงๆ จังๆ ผมไม่มีเฟซบุ๊ก แต่เขาก็บอกกันว่าพอใกล้ๆ วันถ่าย หลายคนก็ล้มเลิก แยกย้าย ออกไปถ่ายข้างนอกก็เจอคนประนามแน่ รัฐบาลออกกฎให้เรา ขณะเดียวกันสังคมก็กดดันด้วย โดยเฉพาะช่วงแรกๆ 

แต่ตอนนี้กระแสชักจะตีกลับ ไม่ไหวแล้ว อยากออกมาทำงาน รถมันแน่นขึ้น เดือนที่แล้วโล่งเชียว ตอนนี้เกือบจะเหมือนเดิมแล้วนะ โดยเฉพาะคนระดับกลางๆ อย่างเราที่ไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือใดๆ เลย ก็ต้องดิ้นรนใช่ไหม ผมให้ความร่วมมือแต่ก็ต้องทำมาหากิน อีกเดี๋ยวคุณก็มาไล่ภาษีกับผมแล้ว และเวลาผมเสียภาษีไม่ได้ก็เดือดร้อนแน่ๆ 

ถ้าไม่ติดสถานการณ์ไวรัสระบาด ตอนนี้คุณน่าจะอยู่ที่ไหน

เพชรบุรีหรือไม่ก็ภูเก็ต นี่เป็นช่วงที่ผมไม่ได้ออกเรือนานที่สุดในรอบสิบปี ปกติออกอย่างน้อยเดือนละสองครั้ง ตอนนี้ผมอยากออกเรือมากเลย ใจพุ่งไปแล้ว ห้าหกวันก็ยังดีวะ หรืออย่างน้อยถ้าได้ไปกักตัวที่ศูนย์ฯ ก็ยังดี ถึงอยู่ในพื้นที่จำกัด เราก็พอทำงานได้ ผมพลาดหลุมเต่ามะเฟืองที่ภูเก็ตไปตั้งสามหลุม ทั้งที่เก็บฟุตเทจมาตลอด

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

 ปีที่แล้วมีเต่ามะเฟืองมาออกไข่จำนวนเยอะมาก สิบสามหลุม พีกอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อสองสามวันที่แล้วก็มาไข่อีกหลุม ซึ่งจริงๆ เลยฤดูกาลไปแล้ว เพราะไม่งั้นจะร้อนเกินไป มันมาไข่ที่หาดไม้ขาวซึ่งเคยเป็นแหล่งวางไข่ แต่ไม่มีมาเป็นสิบๆ ปีตั้งแต่สนามบินภูเก็ตสร้าง เหมือนที่ หงา-สุรชัย จันทิมาธร เคยร้องเพลง ขอหาดไม้ขาวให้เต่ามะเฟือง พอปิดหาด คนไม่มา เต่ามะเฟืองก็กลับมา แสดงว่ามันพร้อมจะกลับมาอยู่แล้ว แต่กิจกรรมของคนเราเยอะมากจนมันไม่กล้า ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่เลย 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ความเปลี่ยนแปลงของ ThaiWhales ในรอบ 9 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งมาคืออะไร

มีคนแหย่ว่ามันต้องเป็น Thai Whales and Friends แล้วล่ะ เว็บไซต์ก็คงจะเปลี่ยนเหมือนกัน มีการเพิ่มตามที่เขาพูดมา อย่างปีที่แล้วทำเรื่องมาเรียม ก็มีความสุข ตอนนี้กำลังทำเรื่องเต่ามะเฟือง ผมมองว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างวาฬ โลมา พะยูน และเต่าทะเล 

ตอนนี้ผมเป็นห่วงว่ามนุษย์ไม่ค่อยมี สัตว์ก็กลับมา แล้วพวกมันก็เริ่มชิน คุณลองคิดดูสิ ในวันที่ปลดล็อกดาวน์ สัตว์เขาไม่ได้รู้ไปกับเรา ผมห่วงว่าต้องมีโลมาที่โดนเรือชน มีกวางที่โดนรถชน เขาใหญ่ปิด ถนนก็มีลิงเต็มไปหมด ช่วงนี้มีแต่เจ้าหน้าที่เท่านั้นซึ่งก็น้อยมาก วันที่นักท่องเที่ยวกลับเข้าไปเป็นแบบเดิมอะไรจะเกิดขึ้น มนุษย์เราไม่เปลี่ยน 

การระบาดนี้เกิดในโลกสมัยใหม่ จริงๆ เราจัดการมันได้รวดเร็วมากนะ ถ้าสมัยก่อนคนต้องแย่กว่านี้เยอะมาก มนุษย์จะมีบาดแผลรุนแรง แต่ไม่ทันไรตอนนี้เราก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมแล้ว ซึ่งผมไม่ได้ว่านะ ผมก็อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมเหมือนกัน

 ตอนนี้คนดีใจที่ธรรมชาติกลับมาดี แต่แล้วไงต่อ เรามีมาตรการอะไรสำหรับธรรมชาติต่อไหม เพราะในที่สุดเศรษฐกิจของมนุษย์ต้องมาก่อน ความเป็นอยู่ปากท้องเราต้องมาก่อน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับทบทวนว่าเรือจะวิ่งอย่างไร จะควบคุมมลพิษทางเสียงในทะเลอย่างไร เราพูดกันแต่ว่าเมื่อไหร่จะคลายล็อกดาวน์เพื่อที่เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ก็น่าสงสารสำหรับสัตว์ แต่คงดีสำหรับคน รวมทั้งตัวผมด้วย 

เวลาออกเรือ คุณออกไปทำอะไรบ้าง

ดูวาฬ ถ่ายภาพ ช่วยทำบันทึกให้ชัดเจน แล้วก็เผยแพร่เรื่องนี้บน ThaiWhales และเพจในเฟซบุ๊ก โจทย์ผมตอนแรกคือคนไทยไม่รู้จักวาฬเลยว่ะ น่าสงสาร ไม่มีใครรู้จักได้ไงวะ มันเป็นสัตว์ที่ใหญ่อันดับโลกเลยนะ และมันอยู่ในเมืองไทยมาสองสามร้อยปีแล้ว วาฬฝูงนี้เกิด เติบโต และตายที่นี่ การที่เราไม่รู้ว่ามันมีอยู่ สำหรับผมมันเป็นเรื่องใหญ่ เขามีผลต่อนิเวศวิทยาบางอย่างกับทะเลไทย อาจไม่ใช่ว่าถ้าวาฬสูญสิ้นไปจากเมืองไทย คนจะอยู่ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ แต่จะปล่อยให้เขาหายไปจากโลกนี้เหรอ

 ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ผมน่าจะเป็นหนึ่งในคนไทยที่ออกไปดูวาฬมากที่สุด ดูจากเว็บไซต์ผมได้ ทั้งหมดที่อยู่ในไทม์ไลน์ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ผมต้องอยู่ด้วย 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

การที่เราตามถ่ายอัตลักษณ์วาฬ ทำให้เรารู้ว่าประชากรวาฬที่แท้จริงว่ามีกี่ตัว สมมติบางคนออกเรือบอกว่าเจอสิบสามตัว แต่ถ้าเรารู้จักอัตลักษณ์จะบอกได้ว่า ไม่ คุณเจอแค่เจ็ดตัว ที่เห็นคือซ้ำกัน 

สมัยก่อนผมพูดได้ว่ามีวาฬในไทยประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบตัว แต่ตอนนี้ไม่กล้าบอก เพราะบางตัวตาย ไม่พบนานแล้ว และมีตัวที่เราไม่รู้จักเยอะเหมือนกัน ยิ่งพอเราไม่ได้ตามถ่ายอัตลักษณ์ติดๆ จะเริ่มไม่ค่อยรู้ น่าเสียดาย การที่เรารู้จักมันดีกว่า คนก็ผูกพัน มีชื่อคือมีตัวตน เราไม่ได้เรียกว่าแค่วาฬ แต่เป็นแม่นั่นแม่นี่ 

เบื่อบ้างไหม ทำกิจวัตรซ้ำๆ แบบนี้มาเป็นสิบปีแล้ว 

ถามตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่เบื่อ แค่เหงาๆ ช่วงปีสองปีหลังผมไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่ เพราะมันมีแต่คำว่า ว่างเปล่า ว่างเปล่า 

เรือวิ่งออกไปทางสมุทรสงครามตามเส้นทางที่เราเคยเจอวาฬ แต่ปีหลังๆ นี้น้อยลงมาก บางวันไม่เจออะไรเลย ส่วนใหญ่ผมนั่งตากแดดบนหลังคา มีแต่น้ำ นกก็ไม่มี ปลาที่กระโดดข้างๆ ก็ไม่มี ทั้งวันหมดไปกับอะไรแบบนี้ ก็แปลก ผมก็ยังอยู่ไปได้ อาทิตย์หนึ่งพอว่างก็ออกไปอีก มองไปข้างหน้าได้ทั้งวัน ขอให้ได้ถ่างตาดูเถอะ 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ทำไมถึงพบวาฬน้อยลง

นั่นสิ ผมถามตัวเองเสมอว่าเราทำน้อยไปหรือเปล่าวะ มันไม่มีหวังเลย เพราะอะไร ต้องทำมากกว่านี้ไหมเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าวาฬหายไปไหน แล้วจะได้ช่วยได้ ก็เลยไม่เบื่อมั้ง ทุกครั้งผมลุ้นว่าได้เจอบ้างเถอะ จะได้เห็นอะไรที่ได้สังเคราะห์วิเคราะห์หน่อย หรืออย่างน้อยก็บอกคนอื่นได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ละมั้งประโยชน์ของเรา คงไม่ใช่นักอนุรักษ์ NGO อะไรขนาดนั้น

ผลงานล่าสุดของ ThaiWhales คืออะไร

สารคดีชุด ‘วาฬบอกที’ มาจากฟุตเทจที่เราเก็บมาแปดเก้าปี ตอนผมออกไปถ่ายวาฬครั้งแรก สัญชาติญาณบอกว่าขอเก็บฟุตเทจไว้ก่อน เป็นนิสัยของช่างภาพ และคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง เราเป็นคนทำหนัง วันหนึ่งเราก็จะได้เล่ามันเป็นหนัง ผมได้ทุนจากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ใน พ.ศ. 2561 แล้วพึ่งมาทำเสร็จใน พ.ศ. 2563 ใกล้จะได้เผยแพร่แล้ว

สารคดีประมาณครึ่งชั่วโมงมีทั้งหมดสามเรื่อง คือ ชื่อนั้นสำคัญไฉน, จับให้ได้ไล่ให้ทัน และ วิกฤตวาฬไทย เป็นสารคดีที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับวาฬของไทยเรา โดยหลักๆ คือวาฬบรูด้าที่พบเห็นในอ่าวไทยตอนบน กรรมการบอกว่าเป็นชุดสารคดีที่ดีและเห็นควรสนับสนุนต่อยอดโครงการ เพราะเขารู้สึกว่าน่าจะขยายเป็นภาคภาษาอังกฤษ เป็นสารคดีที่ผมมั่นใจว่าไม่มีใครทำได้จริงๆ เพราะที่ผ่านมาสารคดีในประเทศไทยเป็นสารคดีสั้นๆ เฉพาะหน้า น้อยมากที่จะมีคนรวบรวมฟุตเทจหลายๆ ปี 

ตอนแรกที่ทำผมเห็นว่าสื่อมีเต็มไปหมด ไม่ลงทีวีก็เอาไปสอนเด็กได้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนเรารู้จักเทคโนโลยีมากกว่าคนอื่น ภาคราชการยังไม่มีกล้องไฮสปีด ถ่ายไปก็ได้ใช้ได้ดู กลายเป็นงานวิจัยได้อีก

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

ดูเหมือนว่าตอนนี้งานถ่ายภาพกับงาน ThaiWhales เข้ามาบรรจบกัน

มันเป็นอย่างนั้น ตอนแรกเป็นแค่การกบฏงานของตัวเองว่า กูไม่ต้องไปนั่งถ่ายโฆษณา ไม่มีคนมาบอกกูว่าเอาแบบมาวางตรงนี้ ในที่สุดคงเป็นเพราะเราชอบสิ่งนี้ ดังนั้นเราก็เล่าเรื่องนี้ให้คนฟังไปเรื่อยๆ แต่ก่อนการเล่าคือถ่ายๆ เอาฟุตเทจมาตัด แล้วก็ฉายหนังไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว สื่ออยู่กับตัวเราตลอดเวลา

ThaiWhales พางานสะท้อนกลับเข้ามา กลายเป็นว่างานผมเริ่มเป็นงานสารคดีมากขึ้น งานโฆษณาน้อยลงไปเพราะผมไปโฟกัสงานด้านโน้น มันตอบสนองเรา ทำให้ได้รู้ได้เห็นอะไรเยอะขึ้น 

มีการพบโครงกระดูกวาฬใต้น้ำที่ภูเก็ต เขามาคุยกับผมว่าจะจัดแสดงอย่างไรให้แตกต่าง เราจะทำนิทรรศการใต้น้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน ที่สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ตแถวแหลมพันวา ซึ่งผมไม่เคยทำแบบนี้เลยนะ 

จากเริ่มถ่ายภาพวาฬ กลายเป็นมาจัดนิทรรศการได้ยังไง

คงเพราะผมทำเรื่องวาฬแต่ผสมสื่อลงไป งานพิพิธภัณฑ์สมัยนี้ก็เป็นงานสื่อ ไม่ใช่เก็บของชิ้นหนึ่งไว้แล้วแปะป้ายประวัติรอคนไปดู เดี๋ยวนี้พิพิธภัณฑ์ไม่ทำแบบนั้นกันแล้ว ทำสื่อผสมแทบทั้งนั้น ต้องถ่ายภาพ ใช้แสง ใช้โปรเจกเตอร์ ใช้การแมปปิ้ง ใช้มีเดียหลายๆ แบบ เป็นงานมัลติมีเดียจริงๆ ผมแอบรู้สึกสนุกนิดๆ เพราะว่ามันผสมหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เอากระดูกมาวางก็จบ ตอนนี้พอจะทำนิทรรศการ ผมคิดถึงเรื่องเสียง เราอยากให้มันมีเสียงให้คนฟัง คงเพราะอยู่กับงานโฆษณา ต้อมก็เป็นผู้กำกับที่กำกับด้วยการฟังเสียง

งานผมออกไปจากทีวี แต่ก็ยังเป็นงานโฆษณาเหมือนเดิม แค่ฟอร์เมตมันเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ถ่ายโฆษณาบางทีต้องถ่ายสองเวอร์ชัน ถ่ายเฟรม 16 กับ 9 แนวนอนเสร็จแล้วต้องเผื่อ 4 ต่อ 3 เพื่อจะดูในมือถือ 

การเป็นช่างภาพปัจจุบันนี้มันง่ายขึ้น ใครๆ ก็เป็นได้ ผมเลยต้องยิ่งเลยตรงนั้นไปแล้ว เราทุกคนถูกบังคับให้เลยตรงนั้นไปหมด

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย
แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

เลยตรงนั้นไปเป็นอะไร

ไปเป็นสิ่งที่คุณชอบ ไปเป็นสิ่งที่คุณแม่งอยากทำ เพราะคุณไม่มีทางเลือก เดี๋ยวนี้งานถ่ายภาพเปลี่ยนไป ตากล้องรุ่นเล็กๆ หลังผมมีมากมาย โลกที่วิวัฒน์ต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องปรับตัว ผมก็วิวัฒน์ตัวเองไปเหมือนกัน ผมเป็นช่างภาพตั้งแต่เรียนจบมาเป็นผู้ช่วยตากล้อง จนเป็นตากล้อง หลอมรวมมาเป็นคนแบบนี้

สมัยก่อนช่างภาพคือคนที่ถ่ายภาพแล้วเอาฟิล์มไปล้างในแล็บ ใช้ซิลเวอร์ไนเตรตอะไรก็ว่าไป แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนเป็นช่างภาพกันหมด อุปกรณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นทักษะที่ทุกคนมี มีเหมือนทุกคนมีชื่อนามสกุล เกิดมาแป๊บเดียว เอามือถือไปก็ถ่ายภาพเป็น หลานผมสองขวบก็ถ่ายเป็นแล้ว 

ผมเลยรู้สึกว่ามันตลกดี อาชีพเราเหมือนหายไป แต่ก็ไม่ได้หาย มันหลอมรวมไปกับสังคม กลายเป็นว่าช่างภาพรุ่นเก่าต้องวิวัฒนาการตัวเองไปประกอบกับความรู้หลายๆ อย่าง เราไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ แค่หาให้ได้ว่าเราชอบอะไร แล้วก็ไปทำด้วยทักษะที่มีอยู่ 

คติในใจผมลึกๆ คือทำสิ่งที่เราชอบ แต่อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมาก ทำอย่างจริงใจ โดยไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเราเป็นหลัก ลึกๆ เรารู้อยู่แล้วว่าถ้าเราตั้งใจทำให้ดี ในที่สุดมันก็จะต้องวนกลับมาที่เราแหละครับ ก็เหมือนเราทำบ้าน ถ้าเราทำให้ดีตั้งแต่แรก คนที่อยู่ในบ้านก็มีความสุข 

คุณเคยบอกว่าไม่อยากเป็นผู้กำกับ เป็นช่างภาพสบายดีแล้ว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นผู้กำกับเสียเอง

ถูกครับ ไม่อยากมายืนตรงนี้เลย ต้องทำเพราะตกกระไดพลอยโจนหลายอย่าง เรื่องงบ เรื่องเวลา ในที่สุดผมก็ขยับไป มีเพื่อนเป็นผู้กำกับก็ปรึกษาเขา 

เพื่อนบอกว่าไง

“Good Luck นะพี่ แม่งปวดหัวแน่” (หัวเราะ) พอถึงจุดที่ต้องตัดสินใจทำ มันเป็นงานที่ผมรัก ก็ง่ายหน่อย ผมรู้สึกว่าผมพอทำได้ สารคดียึดความเป็นจริงเป็นหลัก พอดีผมใช้เวลาอยู่กับมัน ออกไปเจอมันมาก ถ้าให้ผมไปกำกับอย่างอื่นก็ไม่ทำนะ 

ตอนนี้ผมเขียนสคริปต์หนังเรื่องวาฬขึ้นมา ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเสมอ เขาบอกว่าพี่ลองเขียนสิ่งที่พี่ชอบสิ เล่าให้เขาฟังแล้วเขาก็ถามว่าพี่ไม่คิดจะกำกับเองเหรอ ไม่มีทาง ผมยังหาคนกำกับอยู่ ยังไม่มีคนรับ พอทำไปมากๆ ก็กลัวว่าต้องกำกับเอง ไม่อยากทำเลย แต่เมืองนอกเขาก็มีทำร่วมกันนะ Director of Photography ควบคุมทุกอย่าง คนกำกับแค่กำกับการแสดง หนังหลายเรื่องของ DP เก่งๆ เขา เป็นคนจัดการทุกอย่างว่าต้องถ่ายยังไง ลึกๆ ผมอาจตั้งเป้าไว้เป็นแบบนั้น 

งานที่ผมทำทั้งหมดมันผ่านเรื่องการเป็นช่างภาพ แต่ผมยังไม่รู้จะหานิยามของคำว่าช่างภาพยังไง มันเหมือนทั้งมีความหมายและไม่มีความหมาย งานที่ทำทั้งหมดมันก็ผ่านเรื่องภาพนั่นแหละ แล้วมันก็ผ่านกระบวนการสร้างตัวผมขึ้นมาเหมือนกัน เป็นทั้งช่างภาพด้วย เป็นคนเล่าเรื่องด้วย เป็นคนที่รู้จักสื่อที่นำมาใช้ประโยชน์ การทำงานโฆษณาก็มีส่วนดี มันทำให้ผมเข้าใจการประกอบจากคนเก่งหลายๆ คน 

ตั้งแต่ก่อตั้ง ThaiWhales อะไรคือผลตอบรับที่ทำให้คุณชื่นใจมากที่สุด 

จริงๆ ก่อนหน้า COVID-19 นี้น่าดีใจมาก คลิปของเจ้าวาฬนำร่องครีบสั้นตัวนั้นได้ผลมาก หลังจากนั้นก็มีสเปิร์มเวลส์ติดเข้ามา ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 สำนักข่าวขอรูปกันไปหมดทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แล้วเราก็ให้ไป จริงๆ ถ้าขายฟุตเทจผมรวยไปแล้ว คลิปนี้แหละที่ดันทุกอย่างให้เกิดขึ้น ยิ่งพอมาเจอมาเรียมอีก ปีที่แล้วเรื่องขยะใต้น้ำดังมาก ในที่สุดร้านสะดวกซื้อก็หยุดให้ถุงพลาสติกสักที ก่อน COVID-19 จะพามันกลับมาอีกครั้ง จบเรื่องนี้คงต้องมารณรงค์กันใหม่

เราไม่ได้เป็นหัวหอก แต่ถือว่ามีส่วนร่วมแล้วกัน ในที่สุดสิ่งที่เราทำก็มีประโยชน์ เราไม่ต้องเป็นหลัก แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งก็ยังดี ถือว่าผลลัพธ์จากสิบปีที่ผ่านมาได้ไปทำหน้าที่ของมัน

ตอนยื่น Proposal ทำสารคดี กรรมการบอกว่าฟุตเทจเราละเอียดมาก เป็นภาพที่ไม่มีใครเคยเห็น เราค่อยๆ ทำและสะสมไป ไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่แต่ตอบโจทย์ แค่คำพูดพวกนี้ผมก็ดีใจ ล่าสุดญี่ปุ่นส่งหนังสือเรื่องสิ่งแวดล้อมมาให้ เขาซีเรียสมาก ห่อมาอย่างดี เขียนโน้ตขอบคุณเป็นเรื่องเป็นราวอย่างเรียบร้อย บอกว่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ว่าขอบคุณจริงๆ ที่ส่งภาพวาฬตัวนี้ไปให้ น่ารักดี รู้สึกดี เห็นความบรรจงตั้งใจแล้วรับรู้ได้ ไม่ต้องให้รางวัลอะไรผม แค่นี้ก็ดีพอๆ กับประกาศนียบัตรสมาคมโฆษณาและรางวัลสุพรรณหงส์แล้ว รูปนั้นมันก็ Pay It Forward ของมันไป นั่นคือความภูมิใจของผม 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

อาชีพสุดท้ายก่อนมาเป็น DP ที่ Film Factory คุณเคยเป็นโปรดิวเซอร์มาก่อน

ใช่ ผมรู้จักคุณหนัง (พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู – ผู้กำกับผู้ก่อตั้ง Film Factory Thailand) ตอนเป็นโปรดิวเซอร์ที่ J. Walter Thompson ก่อนหน้านั้นผมเป็นผู้ช่วยกล้องอยู่หกเจ็ดปีที่ Salon Film เป็นบริษัทเล็ก คนทำงานไม่เยอะ ยิ่งเวลามีหนังต่างประเทศมาถ่าย ก็เหลือทีมงานทำหนังโฆษณาไทยไม่กี่คน ดังนั้นผู้ช่วยกล้องนี่ทำทุกอย่างเลยครับ ขับรถ ไปประชุมกับลูกค้า กลับมาคุยกับผู้กำกับ นั่งทำใบเสนอราคา พิมพ์ดีดยังพิมพ์เองเลยครับ พิมพ์เสร็จใส่ซอง ไม่มีคนส่งผมก็ไปส่งเอง 

พอปีหลังๆ ทาง J. Walter Thompson เขาขาดโปรดิวเซอร์ ตอนเขาโทรมาชวนไปทำงาน ผมนึกว่าเขาจะเปิดแผนกถ่ายภาพ แต่เขาชวนไปเป็นโปรดิวเซอร์ ผมตอบไปว่าไม่เคยทำ แต่เขาบอกว่าก็ทำไอ้ที่แกทำนั่นแหละ มันต้องเข้าใจงานถึงจะเป็นโปรดิวเซอร์ได้ ผมเป็นผู้ช่วยกล้องแท้ๆ แต่คนที่รู้จักผมต่างรู้ว่าไอ้นี่มันรู้ไปหมด อาจรู้ไม่จริงก็ได้ แต่รู้หมด ทำได้หมด ผมก็เลยลองไปทำดู 

เป็นอยู่นานไหม

สองปีครับ จริงๆ ไม่ได้ชอบ ตอนนั้นทุกข์อยู่สองอย่าง หนึ่งคือบริษัทไม่ค่อยมีงานโฆษณามาก เขาโฟกัสที่การทำหนังต่างประเทศ ยุคนั้นพวกหนังฮ่องกงชอบมาถ่าย บางทีเราอยากถ่ายงานทีมงานก็ไม่อยู่ สองคือเราสงสัยว่าเวลาคนจะได้งาน มันได้ยังไง ผมทำใบเสนอราคาเอง รู้อยู่แล้วว่าเราถูกกว่า แต่ทำไมเราไม่ได้งาน แสดงว่ามันมากกว่าเรื่องเงิน 

คิดว่าเพราะเอเจนซี่รู้จักกับโปรดักชันเฮาส์ ไม่ได้หมายความว่าเขามีนอกมีในกัน แต่เขารู้งาน มีความเข้าใจ รับรู้สไตล์กัน เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด วันที่เขาโทรศัพท์มาชวน เป็นวันที่ผมคิดอยู่เลยว่าเราขาดอะไร ผมเลยรู้สึกว่าคงถึงเวลาแล้วที่เราต้องออกไปดูว่าโลกมันเป็นยังไง 

ตอนสัมภาษณ์งาน นายฝรั่งถามว่ายูคิดว่าทำงานนี้ได้มั้ย ผมตอบไปว่าไอมั่นใจว่าทำได้ ไอไม่เคยทำมาก่อน แต่จะพยายามทำอย่างดี คำถามที่สอง ยูจะอยู่นานไหม อ๋อ ไม่นาน ไออยู่แค่ปีเดียว เขายังบอกเลยว่ากล้าพูด เขายังย้อนกลับมาเลยว่ายูอาจจะอยู่กับไอไม่ถึงปีก็ได้ (หัวเราะ) ผมบอกเขาไปตรงๆ เลยว่าไม่ได้ชอบงานนี้ ผมชอบงานถ่ายภาพ คิดว่ามาทำงานนี้เพื่อจะได้เข้าใจการถ่ายภาพ อยากรู้การตีความ การจัดการเงิน การประชุมบอร์ด การทำตัวให้เป็นที่ไว้ใจ 

งานของโปรดิวเซอร์ใกล้เคียงกับงานผู้กำกับมากกว่าหรือเปล่า

เป็นงานที่อยู่ข้างหลัง แต่ต้องการความเข้าใจในระดับเดียวกัน ผมคิดว่าผู้กำกับเป็นโปรดิวเซอร์ไม่ได้หรอก มีบ้างแต่น้อย เพราะผู้กำกับเป็นคนที่ละเอียดกับความรู้สึกของคน แต่โปรดิวเซอร์ต้องเป็นคนใจร้าย เป็นคนชี้เป็นชี้ตายว่าใครควรจะได้งานไหน คนนั้นเหมาะกับงานนั้น คนนั้นไม่เหมาะกับงานนี้ หรือไม่มีงานก็สร้างงานขึ้นมา ผมก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับผม แต่ผมต้องการรู้ลึก โปรดิวเซอร์ไม่ใช่แค่ทำเรื่องเงิน ไม่ใช่แค่เลือกคนที่ทำงานถูกกว่า ผมรับรู้ว่าสิ่งที่เราทำมันตื้น มันต้องลึกกว่านี้ว่ะ ต้องมองภาพให้ไกล และนี่คือโอกาสที่ดี

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

บอกว่าไม่ชอบ แต่คุณก็ทำงานนี้ตั้งสองปี

ตรงนี้ขอคุยนิดหนึ่ง ตอนนั้น Probation มีหกเดือน พอเดือนที่สองเขาก็ให้ผมผ่านแล้วขึ้นเงินเดือนให้ทันที ทำงานหัวไม่วางหางไม่เว้น แปดเดือนแรกเห็นผมตลอดเวลา เท่าที่ผมจำได้ก็เป็นที่รักของคนที่นั่น พอจะครบปีเขาก็ไม่ให้ออก ทำไปก็มีความสุข ได้ความรู้ และก็รักที่นั่น เพื่อนร่วมงานดีทุกคน ผมคิดว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดของ JWT ก็ว่าได้ ผมชอบสิ่งแวดล้อมที่นั่นมาก แต่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร และทุกคนก็เข้าใจ 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณลาออก แล้วย้ายไปฮ่องกงคืออะไร

คุณหนังเลยครับ เขามาชวนไปเป็นตากล้อง ผมเห็นศักยภาพของคุณหนัง เขาเป็นคนมีศักยภาพสูงมาก ผมรู้อยู่แล้วว่าผมต้องมาทางนี้ การเป็นโปรดิวเซอร์เป็นแค่สะพานที่ทำให้ผมเข้าใจมัน แล้วก็โชคดีที่ได้สะพานที่ดี 

คุณหนังเขาก็สุกงอมจากการเป็น Art Director ของเขาแล้ว เขาออกไปฝึกงานกำกับที่ Film Factory Hong Kong ก่อน แล้วผมก็ตามไปทีหลัง ไปฝึกงานใหม่ที่กับ คุณหลุยส์ อึง (Louis Ng) (ผู้กำกับ ผู้ก่อตั้ง Film Factory Hong Kong) เป็นโรงเรียนระยะสั้นที่ได้ประโยชน์มาก ทำให้เห็นเลยว่าภาพยนตร์โฆษณาไม่ใช่แค่บอร์ดเขียนมาแล้วทำตาม มันลึกกว่านั้น เห็นคุณหลุยส์ทำงานและกำกับช่างภาพ รู้เลยว่าเรายังห่างไกลอีกเยอะ

ตอนที่อยู่เมืองไทยเราเป็นแค่ช่างที่ทำตามทฤษฎี ถึงจะเป็นโปรดิวเซอร์ก็ตามที เรารู้ว่ากล้อง 35 มม. ใช้แบบนี้ วางมุมแบบนี้ ทิลต์แบบนี้ แพนแบบนั้น แต่พอไปเรียนรู้จากคุณหลุยส์ เราไปเรียนรู้ด้านศิลปะ มันคือการเรียนรู้ด้านที่เราไม่รู้ ซึ่งลึกกว่าจริงๆ 

เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เทคนิคถ่ายภาพของฮ่องกงเหนือกว่าเมืองไทยมากไหม

ถ้าถามผม ผมว่ามากกว่า เขาทำงานที่เป็นอิสระกว่า เนื่องจากตอนนั้นฮ่องกงเป็นทางออกของจีนและเป็นเมืองของอังกฤษ ดังนั้นเขาทำงานระดับนานาชาติมากกว่าเรา ความคิดสร้างสรรค์เราก็มีนะ คนไทยเป็นผู้กำกับ เป็นช่างภาพ ขึ้นไปรับรางวัลคานส์กันเยอะแยะ แต่ก็เป็นแค่คนกลุ่มเดียว ทั้งประเทศไม่ได้เป็นแบบนั้น ฮ่องกงเป็นที่เล็ก เป็นแหล่งรวมความสร้างสรรค์และอิสรภาพของคนจีน ขณะที่ตอนนั้นเรายังเตาะแตะ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เราเข้าใจ ปรับปรุงได้ แต่เมื่อสามสิบสองปีก่อน ของเขามันเกินกว่านั้นไปแล้ว 

ผมเรียนกับทุกคน ทั้งคุณหลุยส์ และตากล้องด้วยกันที่เป็นอาจารย์ของผม คือคุณ Lester และคุณ Oceanic สองคนนี้เป็นคนละเอียดเรื่องการจัดวางและอารมณ์ คุณ Oceanic เก่งเรื่องการถ่าย Packshot มาก ตอนผมเป็นโปรดิวเซอร์ ผมจำได้ว่าเราถ่ายโฆษณาสบู่ Lux ที่สยามสตูดิโอ ตอนนั้นคนเข้าไปมุงเต็มไปหมด อยากรู้ว่าทีมฮ่องกงทำงานยังไง 

เขาใช้ไฟสองดวง ขยับหลักๆ แค่ดวงเดียว ใครไปช่วยเขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ขอทำเอง นั่งขยับไฟไปมา ขึ้นลงๆ ซ้ายๆ ขวาๆ จัดกิ่งไม้ใบไม้ไปมา วางสบู่เอง วางดอกไม้เอง ขยับอยู่เกินครึ่งวัน ช่างไฟทุกคน พ่ายแพ้ออกไปนั่งรอข้างนอก เชื่อไหมครับ ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครถ่ายได้เหมือนเลย พอเราเห็น Outcome ผมถึงบอกตัวเองว่า มิน่าล่ะ กูถึงไม่เก่งเท่าเขา มันต่างจริงๆ ครับ

อะไรคือจุดอ่อนของช่างภาพที่ชื่อชาญกิจ

ไม่อดทนมั้ง

แต่คุณก็ไปนั่งส่องวาฬบนหลังคาเรือได้ครึ่งค่อนวัน

คงไม่อดทนกับเรื่องที่เราไม่ชอบ ตอนนั่งดูวาฬหัวมันก็วิ่งไปเรื่อย แต่มันไม่เกิดขึ้นเวลาที่ผมเจอเรื่องที่ผมไม่ค่อยสนใจ หรือสรุปไปแล้วว่ามันควรเป็นแบบไหน หนังโฆษณาสมัยนี้บางครั้งมันก็เป็นประชาธิปไตยเกินไป เฟรมนี้เฟรมเดียว มีคนตัดสินใจตั้งห้าสิบคน ก็ตลกไปหน่อย 

ข้อเสียของผมคงมีความละเอียดน้อยไป ถ้าผมละเอียดมากกว่านี้อีกนิด คงได้ดีกว่านี้ ผมไม่ใช่คนสนใจรายละเอียดเล็กๆ การกำกับภาพยนตร์แบบต้อม ผมเข้าไม่ถึง เขาเป็นคนช่างสังเกต ละเอียดเรื่องอารมณ์คน ทำหนังพูดกันทั้งเรื่องยากกว่าหนังแอคชั่นอีกนะ 

ส่วนผมชอบธรรมชาติ เป็นคนขี้เกียจ ชอบนั่งดูใบไม้ตกลงมา ส้มสุกคาต้นแล้วหล่นลงมา 

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

จุดเด่นจุดแข็งของชาญกิจล่ะคืออะไร

ปรับตัวง่าย ผมปรับตัวได้กับผู้กำกับแทบทุกคนทุกสไตล์ ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย บางทีไม่ค่อยมีจุดยืนของตัวเอง เข้าใจเขาไปหมด ไม่ได้คล้อยตามเพื่อเลียเขานะ แต่ผมดันไปสร้างลักษณะนิสัยของผมให้เข้าใจสิ่งที่เขาคิด ผมชอบทำความเข้าใจคนอื่น อดไม่ได้ที่จะคิดตาม ซึ่งจริงๆ ผู้กำกับบางคนเขาต้องการเอกลักษณ์ของผม หลังๆ ประสบการณ์บอกว่า บางทีผมต้องเป็นตัวของผมเองบ้าง ช่างภาพเก่งๆ หลายคนก็มีทางของตัวเอง กูไม่เอา กูจะทำแบบนี้ และผู้กำกับก็ต้องการสิ่งนั้น แต่แน่นอนผู้กำกับบางคนก็ชอบสิ่งที่ผมทำเหมือนกัน 

สี่ปีก่อนคุณเคยบอกว่าเบื่อวงการโฆษณา ตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม

(ยิ้ม) ไม่ ผมว่าโฆษณาเปลี่ยนไป มันคงไม่ได้แย่ลงหรอก โฆษณาก็ยังเป็นโฆษณา แค่วิวัฒน์ไปตามคนสมัยนี้ มีเดียสมัยนี้ หลายๆ อย่างผมก็ตามไม่ทัน มันเลยทำให้ผมเบื่อ เพราะผมตอบโจทย์เขาไม่ได้ ผมไม่เข้าใจ แล้วผมก็ไม่ค่อยสนใจ เพราะผมดันมีอย่างอื่นที่สนใจมากกว่า ผมเห็นทุกคนก็บ่นนะ เราคงมีตัวเลือกมากเกินไปมั้ง แต่คนรุ่นใหม่เขาก็ทำกันไปได้ 

ผมไม่รู้สึกเลยว่าโฆษณาในเมืองไทยเราดีขึ้น แต่พอจะบอกว่าไม่ดี ล่าสุดผมดูโฆษณาเบียร์ตัวหนึ่งของเมืองนอก ยังบอกคนที่บ้านเลยว่าทำไมกูไม่ได้ถ่ายโฆษณานี้วะ เห็นโฆษณาดีๆ ก็ยังอยากทำ ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ มีอยู่เก้าช็อตง่ายๆ ไม่พูดกันสักคำแต่เข้าใจทันที เป็นแบบที่อยากทำเลย ขณะที่เราเจองานใช้พรีเซนเตอร์กันอย่างพร่ำเพรื่อมากจนไม่ต้องคิดอะไรกันแล้ว แล้วเราก็โดนพรีเซนเตอร์หลอกกันไป เพราะเขาไม่ได้ใช้สินค้านั้นจริงๆ สักหน่อย

โฆษณาล่าสุดที่ถ่ายแล้วชอบคืองานชิ้นไหน

งานที่ถ่ายกับต้อมที่มองโกเลีย เป็นโฆษณากรุงศรีออโต้ คนกินเนื้อย่างมองโกเลียแล้วออกจากร้านไปเจอมองโกเลียจริงๆ ผมชอบเพราะไปกันน้อยมาก เดี๋ยวนี้ต้นทุนน้อยลง แต่เราต้องพยายามไปถ่ายที่จริงให้ได้ เลยต้องพาคนไปให้น้อยที่สุด ลูกค้ายังต้องมาช่วยจับขากล้อง คุณหนังไปช่วยเป็นสไตลิสต์หั่นเนื้อหั่นผัก ไปกันไม่เกิน 9 คนรวมลูกค้าด้วย ถ่ายกันง่ายๆ น้อยๆ 

ตอนที่ไปถ่ายหนังในหลวงกับต้อมที่ภาคเหนือก็ชอบ กึ่งๆ หนังสั้น ขยายความเรื่องเพลง สรรเสริญพระบารมี ไปถ่ายกันหกคน ง่ายๆ มีความสุข ใช้เวลาแค่สองวัน น่ารักดี 

ความสนุกในการทำงานต่อจากนี้คืออะไร

ได้ทำงานดีๆ สักชิ้นก็ยิ้มแล้ว ง่ายขนาดนั้นเลยนะ การได้ทำอะไรที่เรารู้สึกว่าตอบโจทย์ของเรา ไม่ว่า ThaiWhales หรือโฆษณาก็มีความสุข ยิ่งพอตอนนี้ออกไปทำงานไม่ได้ ยิ่งคิดว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ทำสิ่งที่เราชอบ และได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง จะได้ไม่ทุกข์มาก ช่วงนี้นั่งทำรูปวาฬที่ไปถ่ายมา ปกติยุ่งมากจนต้องไหว้วานคนอื่น ตอนนี้ทำเอง ทุกครั้งพยายามเลือกแค่ห้ารูป แต่จบที่ยี่สิบถึงยี่สิบห้ารูปทุกที ต้องให้คนอื่นช่วยตัดออกให้ เห็นมั้ย ไม่ละเอียดเลย

แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์, Film Factory, ThaiWhales, วาฬไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load