ภาพความน่ารักของ ‘มาเรียม’ และ ‘ยามีล’ น่าจะยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน

จากลูกพะยูนที่พลัดหลงกับแม่เข้ามาสู่การดูแลของกลุ่มนักอนุรักษ์และชาวบ้านบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง เกิดเป็นปรากฏการณ์ ‘ลูกสาวลูกชายของคนไทย’ ที่แจกความสดใสให้แม่ยกพ่อยกไปทั่วสังคมออนไลน์

จนวันหนึ่งที่ลูกพะยูนน้อยทั้งสองตัวไปต่อไม่รอด ด้วยพลาสติกเต็มท้องจากน้ำมือของมนุษย์มักง่าย

การสูญเสียครั้งนี้จะต้องไม่เสียเปล่า เครือข่ายนักอนุรักษ์ได้ร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นำร่างของมาเรียมและยามีลมาเก็บรักษาเป็นหุ่นสตัฟฟ์เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาวิจัย โดยมีนักวิชาการและทีมงานมือหนึ่งด้านการสตัฟฟ์สัตว์ของไทยเป็นผู้ดูแลการดำเนินงานในครั้งนี้

เชื่อว่าหลายๆ คนนึกภาพไม่ออกว่าการสตัฟฟ์สัตว์ทำยังไง ด้านในตัวสัตว์ยังคงเป็นเนื้อ หรือเป็นวัสดุอื่นที่ยัดเข้าไปแทน

นักสตัฟฟ์สัตว์มือหนึ่งของประเทศไทยพร้อมจะเล่าให้ฟังแล้ว

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

อุทิศร่างเพื่อการศึกษา

แนวคิดการสตัฟฟ์สัตว์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากในอดีตมากพอสมควร จากที่แต่เดิมสัตว์สตัฟฟ์ถูกใช้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะในการล่า มาสู่การทำเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาวิจัย การทำงานสตัฟฟ์สัตว์เพื่อการศึกษาจึงไม่ใช่การเน้นแข่งขันว่าใครมีครอบครองไว้เยอะกว่ากัน แต่เน้นความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักวิชาการ

บางครั้งสัตว์หนึ่งประเภททำสตัฟฟ์ไว้ตัวเดียวก็เพียงพอที่จะช่วยให้มนุษย์ได้เรียนรู้อะไรมากมาย รวมไปถึงกระตุ้นให้เกิดสำนึกในการอนุรักษ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย พะยูน 2 ตัวก็เช่นกัน พวกมันไม่ได้เป็นแค่สัตว์สตัฟฟ์ แต่ยังเล่าเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร และเรื่องที่คนไทยทั่วประเทศส่งกำลังใจให้พวกมัน เป็นเรื่องราวที่น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือแก้ปัญหาอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบเดียวกับพะยูนทั้งสองอีก

พบกันครั้งแรก

หลังจากผ่านการผ่าชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตแล้ว ร่างของมาเรียมและยามีลถูกส่งมาที่กรุงเทพฯ โดยเครื่องบินของกองทัพเรือ วัชระ สงวนสมบัติ ผู้อำนวยการกองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เล่าให้ฟังถึงภาพแรกเมื่อได้พบร่างพะยูนทั้งสองที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเขายอมรับว่าไม่เป็นเหมือนดังที่คิด

วัชระ สงวนสมบัติ ผู้อำนวยการกองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

“เปิดเครื่องบินมามันไม่ใช่ภาพน่ารักเลย ร่างมันยุบ เหี่ยวๆ แห้งๆ โดยเฉพาะมาเรียม รู้สึกเศร้าเพราะดูเป็นสัตว์ป่วย ผอมซูบ ไม่เหมือนตัวที่เราเคยเห็นในข่าว เราก็คิดว่าจะทำยังไงต่อ ตอนนั้นใจผมยังเชื่อมั่นว่าทำได้นะ”

แม้จะอยู่ในมือของทีมนักสตัฟฟ์สัตว์ที่เก่งที่สุดในประเทศแล้ว แต่ด้วยสถานะของลูกพะยูนทั้งสองตัวนี้ที่เป็นดาราขวัญใจประชาชนซึ่งใครๆ ก็จับจ้อง ทำให้ความกดดันถาโถมเข้ามาสู่ทีมทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

“มีกระแสว่าไม่อยากให้ทำ เพราะเขาเคยเห็นสัตว์สตัฟฟ์ที่ไม่สวย ทำออกมาน่าหดหู่ คนก็กลัวผิดหวัง อยากเก็บภาพดีๆ ไว้ในความทรงจำ แต่ในมุมมองของเรามันมีประโยชน์มากกว่าสัตว์ทั่วไป ถึงแม้ไม่ใช่มาเรียมหรือยามีล เราก็ควรทำเก็บไว้ เพราะในไทยมีพะยูนสตัฟฟ์เพียงไม่กี่ตัว แล้วถ้านับตัวที่สตัฟฟ์สวยๆ เท่าที่ผมนึกออกก็ยังไม่มีตัวไหนที่เป็นสุดยอดของความเหมือน เนื่องจากพะยูนเป็นสัตว์ที่ทำค่อนข้างยาก ทีมงานเราก็ต้องคุยกันว่าเราจะต้องหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อรับกระแสต่างๆ ให้ได้” คุณวัชระกล่าวด้วยความมั่นใจ

กองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

วางแผนอย่างรัดกุม

ทีมงานตัดสินใจสตัฟฟ์ยามีลก่อนเนื่องจากมีสภาพที่สมบูรณ์กว่า ผิวหนังมีรอยผ่าชันสูตรน้อยกว่า และไม่ซูบผอมเท่ามาเรียม ขั้นตอนการทำงานถูกวางแผนมาอย่างรัดกุม โดยจะต้องทำแม่พิมพ์จากตัวจริงขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นหล่อหุ่นซิลิโคนเพื่อใช้อ้างอิงสัดส่วนต่างๆ แล้วจึงค่อยทำหุ่นปูนปลาสเตอร์ให้เหมือนหุ่นซิลิโคนมากที่สุดเพื่อใช้เป็นโครงสร้างภายใน ก่อนที่จะเลาะหนังเพื่อนำมาหุ้มหุ่นปูนปลาสเตอร์อีกที

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ขั้นตอนการหุ้มหนัง สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการวางหนังให้ตรงตำแหน่งแบบพอดีเป๊ะ เพราะหากตำแหน่งหนังเคลื่อนไปเพียงนิดเดียว จะทำให้จุดอื่นๆ เคลื่อนตามไปด้วยทั้งตัว การสตัฟฟ์สัตว์สี่ขาทั่วไปใช้ความยาวขาช่วยอ้างอิงตำแหน่งและขนาดได้ แต่สัตว์รูปร่างกลมเรียวยาวเป็นทรงกระบอกอย่างพะยูน ผอ.วัชระ ยืนยันว่า การวัดขนาดทำได้ยากกว่ามาก

“จากประสบการณ์ที่ทำสตัฟฟ์สัตว์มา รูปทรงนี้คือรูปทรงที่ยากที่สุดแล้ว อย่างเราวัดเส้นรอบวงได้ห้าสิบเซนติเมตร แต่เป็นวงรีหรือวงกลมล่ะ ตอนเอาหนังมาหุ้มถ้าเหลื่อมกันนิดเดียวมันก็ค่อยๆ ขยับไปหมด เราเลยต้องหล่อแบบซิลิโคนเอาไว้ก่อนเพื่อใช้อ้างอิงขนาดที่แท้จริง ผมคิดต่อว่าเนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องเยอะ แต่ตัวจริงมีตัวเดียว เช่น หากชาวบ้านเกาะลิบงอยากได้เพราะเขาผูกพัน ก็เอาหุ่นซิลิโคนไปเป็นตัวแทนได้ เพราะเป็นแบบที่หล่อจากตัวจริงก่อนที่จะผ่า เราทำตัวแทนอีกกี่ตัวก็ได้ ตราบใดที่พิมพ์ยังไม่พัง”

 วัชระ สงวนสมบัติ ผู้อำนวยการกองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

หัวใจของการสตัฟฟ์สัตว์อยู่ที่หนัง

วันชัย สุขเกษม นักวิชาการ Taxidermy ประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา คือหนึ่งในทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์สัตว์ที่ดูแลร่างของมาเรียมและยามีลมาตั้งแต่ต้น แม้จะทำงานแข่งกับเวลา แต่คุณวันชัยก็กล่าวกับเราว่างานละเอียดเช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะรีบร้อนได้

“ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มยกมาเรียมออกมาจากตู้เย็น และอยู่ในขั้นตอนถอดพิมพ์จากตัวจริง เราตั้งเดดไลน์สำหรับมาเรียมไว้ว่าภายในสามวันต้องทำพิมพ์ให้เสร็จ โดยต้องแบ่งทำทีละซีกครับ พิมพ์เสร็จก็เอาไปแช่แข็งก่อน เพราะกว่าแบบซิลิโคนจะแห้งก็ใช้เวลานาน ถ้าทำในอุณหภูมิปกติหนังจะเสียหายเร็ว ถ้าหนังไม่ดีหนังไม่สวย หนังมันเน่าไปแล้ว เราก็จะสตัฟฟ์ไม่ได้ แต่ก็รีบไม่ได้อยู่ดี เพราะทำพิมพ์ต้องใช้เวลา ความชื้นของสัตว์ที่เราสตัฟฟ์มีผลต่อซิลิโคนด้วย ต้องค่อยๆ ทำ ใจเย็นๆ”

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ทักษะสำคัญของการสตัฟฟ์สัตว์นอกจากความรู้ในเรื่องกายวิภาคแล้ว สมาธิและความใจเย็นคือสิ่งที่ทุกคนต้องมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการเลาะหนัง การขยับมือต้องแม่นยำไม่ต่างจากศัลยแพทย์ เพราะหากพลาดทำหนังขาด นั่นหมายถึงความเสียหายที่ย้อนกลับมาไม่ได้

การเลาะหนังจึงต้องใช้คนช่วยกันเลาะอย่างน้อยตัวละสองคน และจะต้องมีช่วงพักมือเป็นระยะ เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียดสะสมที่อาจนำมาสู่ความผิดพลาดได้

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ความท้าทายของสัตว์ทะเล

พะยูนเป็นสัตว์สงวน หากผู้ใดครอบครองซากต้องทำเรื่องขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงทำให้ที่ผ่านมามีการสตัฟฟ์พะยูนน้อยมาก นั่นหมายความว่าข้อมูลที่ทีมงานจะมาใช้ช่วยในการทำงานยิ่งน้อยลงไปอีก

แม้แต่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่คอยให้คำปรึกษาด้านการสตัฟฟ์สัตว์กับทางพิพิธภัณฑ์มาโดยตลอดก็ไม่มีประสบการณ์สตัฟฟ์พะยูนเช่นกัน เนื่องจากเป็นสัตว์หายากที่อาศัยอยู่ในทะเลแถบเขตร้อนเท่านั้น

เมื่อไม่มีองค์ความรู้ให้อ้างอิง ทีมงานไทยในครั้งนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนงานอย่างละเอียดและคิดแก้ปัญหาอย่างรอบคอบในทุกๆ ขั้นตอน จนน่าจะถือได้ว่าการทำงานในครั้งนี้จะกลายเป็นงานครูอีกชิ้นที่จะเป็นแนวทางให้กับการสตัฟฟ์พะยูนในครั้งต่อไปในอนาคต

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

“เราเป็นทีมทำสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะครับ เรายังไม่เคยทำพะยูน หนังพะยูนกับหนังสัตว์ปกติไม่เหมือนกัน ชั้นหนังจะบางกว่า แล้วในหนังอีกชั้นนึงมีไขมันแทรกอยู่ ถ้าเราเลาะบางไป พอนานๆ ไปก็เสี่ยงที่หนังจะแตกเพราะอากาศบ้านเราร้อนชื้น แต่ถ้าเราเลาะหนังไว้หนามากๆ ไขมันก็จะแทรกอยู่ในนั้น ก็จะต้องใช้ระยะเวลาการทิ้งไว้ให้แห้งนานขึ้น และอาจจะมีไขมันไหลเยิ้มออกมาตลอดเวลา

“เรื่องนี้เราได้คุยกันแล้วว่าเราจะใช้วิธีการฟอกหนังช่วยดึงไขมันในหนังสัตว์ออกมา ตอนแรกเราตีไว้สามเดือน แต่ถ้าปัญหาเรื่องไขมันยังไม่จบ เวลาการทำงานก็อาจจะยาวไปอีก เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานที่เราคุมได้ยาก แต่เราก็พยายามวางแผนกันมาเยอะพอสมควรครับ” คุณวันชัยเล่าถึงความท้าทายที่ต้องเจอหน้างาน

มีไขมันเกินไปก็ไม่ได้ แห้งเกินไปก็ไม่ดี สำหรับการแก้ปัญหาหนังแห้งแตก ทีมงานตัดสินใจเติมไขมันเทียมให้ซึมเข้าไปในหนัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ไม่ละลายไหลเยิ้มในอากาศร้อนเหมือนไขมันธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเติมพาราฟินเข้าไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้วย เป็นการรวมเทคนิคสตัฟฟ์สัตว์หลายๆ ชนิดมารวมกันในการทำงานกับพะยูนตัวเดียว

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ราวกับมีชีวิตจิตใจ

ความกังวลใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่มักจะเป็นประเด็นขึ้นมาเมื่อพูดถึงการสตัฟฟ์สัตว์ คือความสมจริง นักสตัฟฟ์สัตว์จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของกายวิภาคสัตว์ชนิดนั้นๆ รวมถึงออกแบบท่วงท่าของสัตว์ให้เหมาะสมและสื่อสารได้ถูกต้องมากที่สุด คำถามคือ สำหรับมาเรียมและยามีลที่สุขภาพร่างกายในวาระสุดท้ายของชีวิตไม่ได้สดใสสมตามวัยของมัน ทีมงานจะเลือกทำหุ่นสตัฟฟ์ของทั้งสองให้อยู่ในสถานะไหนของชีวิต

คุณวันชัยเล่าให้ฟังถึงแผนการที่วางไว้

“เราจะทำให้มาเรียมดูอ้วนนิดหนึ่ง ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมานิดหนึ่ง ไม่อยากทำให้ผอมมากจนดูไม่ดี ก็รู้สึกกดดันนะครับ แต่ว่าเรามีความภูมิใจมากกว่าที่เราได้ทำงานแบบนี้ครับ โชคดีที่มีโอกาสได้ทำ ถือเป็นโชคดีของพวกเรา”

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

การสตัฟฟ์สัตว์มี 2 แบบ ถ้าทำแบบง่ายๆ มักจะใช้วัสดุเช่นฝอยไม้มายัดไว้ภายในตัว ผลลัพธ์ที่ได้จะดูป่อง พอง และไม่มีกล้ามเนื้อ จนทำให้ใครหลายคนติดภาพว่าสัตว์สตัฟฟ์จะต้องดูแข็งทื่อน่ากลัว แต่สำหรับการปั้นหุ่นขึ้นมาใหม่หรือการทำพิมพ์ จะทำให้โครงหุ่นมีกล้ามเนื้อสมจริงมากขึ้น จัดหนังให้โค้งเว้าตามกล้ามเนื้อได้

“อย่างดวงตาก็เหมือนกัน สัตว์บางชนิดมันสีดำก็จริง แต่ไม่ดำสนิท ตาปัจจุบันเราใช้สองแบบ หนึ่งคือ เรซิ่นที่ทำขึ้นมาเอง สองคือ สั่งตาสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา เขาทำสีได้เหมือนจริงมาก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นตาของสัตว์ต่างประเทศที่ล่าได้แล้วก็นิยมสตัฟฟ์ ถ้าเป็นสัตว์เฉพาะบ้านเราจะไม่มี บางตัวก็ต้องซื้อตาแก้วใสๆ มาทำสีเอง”

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ส่งต่อจินตนาการและเนื้อหาสำคัญสู่ผู้ชม

ผอ.วัชระ ได้เล่าถึงข้อคิดที่อาจารย์ที่ปรึกษาชาวต่างชาติเคยฝากไว้

“อาจารย์ของผมแกบอกว่า สัตว์สตัฟฟ์เป็นสิ่งจัดแสดงที่ทำให้คนคิดเอง สมมติผมทำกวางกินหญ้า พ่อแม่ลูกสามคนมาด้วยกันแล้วก็ชี้ คนเห็นว่ากวางกินหญ้านี่ตามจุดประสงค์ของเราแล้ว แต่เด็กที่มาด้วยกันเขาอาจจะไม่ได้มองแค่กวางกินหญ้า เขาอาจจะมองว่ากวางมันรักลูกมันนะ มันเป็นการชี้ชวนกันชม งานชิ้นนั้นจะแสดงรายละเอียดได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับฝีมือคนทำ ถ้าเราให้รายละเอียดหรือข้อมูลที่เป็นจริงได้ ในการสื่อสารเราจะแทบไม่ต้องใช้คำอธิบายเลย ตัวสัตว์สตัฟฟ์จะสื่อสารด้วยตัวมันเอง”

การสตัฟฟ์มาเรียมและยามีลในครั้งนี้ ผอ.วัชระ ผู้นำทีมนักสตัฟฟ์สัตว์ก็มีความคาดหวังที่อยากจะสื่อสารไปถึงผู้ชมด้วยเช่นกัน

กองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

“แน่นอนว่ามาเรียมกับยามีลเป็นตัวแทนได้หลายมุมมอง เป็นทั้งความหวังดี ความตั้งใจ ความรัก ความทุ่มเท ของคนที่พยายามจะช่วยสัตว์ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นความโหดร้ายที่มันต้องตายโดยมนุษย์อีกกลุ่มนึง มันทำให้คนเห็นว่าทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อจะช่วยโลกใบนี้ ถ้าไม่ทำก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก บางทีเราไปสอนว่าลูกต้องหยุดใช้พลาสติกนะ มันคิดภาพไม่ออกหรอก แต่ถ้าเราบอกว่าถ้าเราใช้พลาสติกมาเรียมจะตายอีกกี่ตัวก็ไม่รู้ คนที่เขาติดตามและผูกพันกับมาเรียมมาตั้งแต่ต้น พอเห็นตัวสตัฟฟ์ก็จะตอบสนองได้ง่ายขึ้น ผมว่ามันคิดอะไรไปได้มากมาย”

ในท้ายที่สุดไม่ว่าหุ่นสตัฟฟ์มาเรียมและยามีลจะได้จัดแสดงในรูปแบบไหน แต่เราก็เชื่อว่ามันจะกลายเป็นบันทึกเรื่องราวความสูญเสียทางธรรมชาติที่ชัดเจนที่สุด เพื่อเป็นบทเรียนให้กับมนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะวางตัวกับธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“สุดท้ายแล้วทั้งมาเรียมและยามีลมันได้กลายเป็นไอคอนการเปลี่ยนแปลงตัวเองของมนุษย์ไปแล้วล่ะครับ” ผอ.วัชระ กล่าวปิดท้าย

Writer

Avatar

แก้วขวัญ เรืองเดชา

โปรดิวเซอร์สารคดีโทรทัศน์ นักเขียน และนักออกแบบนิทรรศการ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load