5 Nov 2018
6 PAGES
2 K

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 พิพิธภัณฑ์ในเครือของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บนชั้น 2 อาคารชีววิทยา 1 ซึ่งประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา (ห้องนิทรรศการหลักพิพิธภัณฑ์เต่าและตะพาบ พิพิธภัณฑ์แมลง พิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และพิพิธภัณฑ์หอยทากของไทย แม้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ .. 2530 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และฉลองการครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ความจริงตัวพิพิธภัณฑ์อยู่มานานกว่านั้นนัก เราสามารถสังเกตได้จากของจัดแสดงเก่าแก่บางชิ้นในคอลเลกชัน อาทิ ตู้จากพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ใบนี้เป็นต้น

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ตู้จากพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

คาดกันว่าตู้ไม้ทรงคลาสสิกนี้ได้รับตกทอดมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงริเริ่มการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมถึงข้าวของแปลกๆ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอาไว้ให้ราชอาคันตุกะชาวต่างประเทศได้เข้าชม (บางคนถือว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์’ ในเมืองไทยเลยทีเดียว) ด้วยความที่ทรงสนพระราชหฤทัยในการสะสมและจัดแสดงเช่นนี้ ทำให้มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของต่างๆ อยู่เสมอ อย่างแอนทิโลปจากแอฟริกาใต้ หรือตัวสลอธจากทวีปอเมริกา ที่เห็นได้ในตู้นี้เป็นต้น

ถึงแม้ข้อมูลที่มีจารึกไว้ในตู้จะมีจำกัดเพียงน้อยนิด แต่ที่มาอันไกลโพ้นของสัตว์เหล่านี้ (ที่ย่อมถูกมองว่าแปลกพิสดารในอดีต) สามารถสะท้อนให้เห็นความสนใจในสิ่งมีชีวิตและโลกต่างถิ่นในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

โครงกระดูกสุนัข

คุณกฤษฎา คทาวุธพูนพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปพิพิธภัณฑ์คณะวิทยาศาสตร์ได้บอกเล่ากับเราว่า คอลเลกชันของที่นี่มีจุดประสงค์หลักๆ เพื่อการเรียนการสอนของนิสิตในคณะวิทยาศาสตร์ โดยแทบทุกวิชาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจะต้องพามาเรียนที่นี่

แถมบางวิชาก็ยังมีโจทย์ให้ไป ‘หา’ สรรพสัตว์มาเพิ่มใส่ในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย!

บริเวณชั้นลอยจะมีมุมผลงานนักศึกษาจาก ‘โครงการติดตั้งโครงกระดูก’ ที่นิสิตจะต้องเรียนรู้โครงสร้างของสัตว์แต่ละประเภทโดยการต่อโครงกระดูกเหล่านั้นขึ้นมาเอง แล้วจำแนกชื่อเรียกกระดูกส่วนต่างๆ ให้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งความยากง่ายของสัตว์แต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป เช่น หากจับสลากได้งู (สัตว์เลื้อยคลาน) ความยากจะอยู่ที่การเลาะและต่อประกอบกระดูกงูซึ่งเล็กและถี่มาก (แน่นอนว่าห้ามทำกระดูกหาย!) ส่วนสุนัขตัวนี้ นิสิตในกลุ่มงานได้ขอบริจาคมาจากนิสิตปริญญาเอกท่านหนึ่งตอนที่สุนัขตาย เนื่องจากเป็นสุนัขขนาดใหญ่ ความยากจึงอยู่ที่การเลาะเนื้อหนังออกจนเหลือแต่กระดูก ทราบมาว่านิสิตกลุ่มนี้ใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจะทำงานชิ้นนี้สำเร็จ

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

เหี้ยสตัฟฟ์

ตู้จัดแสดงเหี้ย 4 สายพันธุ์นี้เกิดจากงานวิจัยของนิสิตปริญญาเอกท่านหนึ่ง ซึ่งเหี้ยทั่วโลกทั้งหมดมีอยู่ 5 สายพันธุ์ โดยประเทศไทยพบได้ถึง 4 สายพันธุ์ นับว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ไล่ตั้งแต่ขนาดเล็กไปใหญ่ ได้แก่ ตุ๊ดตู่ เห่าช้าง ตะกวด และเหี้ย ส่วนตัวที่ไม่พบในประเทศไทยคือมังกรโคโมโด ซึ่งพบได้ที่อินโดนีเซีย ที่จริงการแบ่งแยกชนิดตามขนาดก็อาจไม่แม่นยำนัก เช่นหากพบลูกเหี้ยก็อาจเข้าใจไปว่าเป็นตะกวดได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าให้สังเกตลายที่ผิวหนัง ตะกวดจะมีลายสีเหลืองเป็นจุดๆ กระจายตัวเหมือนเมฆ ในขณะที่เหี้ยจะมีลายกลมๆ เหมือนลายดอก  ต้องยอมรับว่าตู้จัดแสดงนี้ช่วยให้เราสามารถพิจารณาความเหมือนและต่างของแต่ละสายพันธุ์ได้ในระยะประชิด เพราะในชีวิตจริงแค่เห็นไกลๆ เราก็คงชิงวิ่งหนีพวกเขาเสียแล้ว

ป.ล. เหี้ย แต่เดิมไม่ได้เป็นคำหยาบแต่อย่างใด บางทฤษฎีก็อธิบายว่าเพราะเหี้ยมีนิสัยที่น่ารังเกียจ มักมาขโมยไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยงไปกิน ผู้คนจึงนำไปเรียกเป็นคำด่าในเวลาต่อมา

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

โครงกระดูกศาสตราจารย์หลวงศรีสมรรถวิชากิจ

นอกจากกระดูกของสัตว์แล้ว ที่นี่ก็ยังมีกระดูกมนุษย์จัดแสดงด้วย! เนื่องจากว่าคอลเลกชันของที่นี่นอกจากจะมาจากตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยแล้ว หลายๆ ชิ้นก็ได้มาจากการบริจาค จากหลากหลายช่องทาง อาทิ โครงกระดูกมนุษย์ที่อยู่บริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์นี้เป็นของ ศาสตราจารย์หลวงศรีสมรรถวิชากิจ (สิริ หัพนานนท์) โดยท่านผู้นี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เคยเป็นอาจารย์สอนภาควิชาพฤษศาสตร์ที่คณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้นี่เอง ซึ่งทางสตาฟฟ์ของพิพิธภัณฑ์บอกเราว่า ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสอนนิสิตไปตลอดแม้กระทั้งหลังท่านเสียชีวิตไปแล้ว จึงได้บริจาคโครงกระดูกร่างกายตนเองให้กับพิพิธภัณฑ์ฯ ด้านหลังโครงกระดูกของอาจารย์สลักบทกลอนจากกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ อันสะท้อนถึงเจตนารมณ์นั้นได้เป็นอย่างดี

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ผีเสื้อในวรรณคดี

จะกล่าวถึงกลอนแล้วไม่พูดถึงของจัดแสดงอีกชิ้นหนึ่งคงไม่ได้ นั่นก็คือ ‘ตู้ผีเสื้อในวรรณคดี’ ที่ทำให้เราเห็นว่า แม้ที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ขาดซึ่งความสุนทรีย์ โดยในตู้นี้มีการจัดเรียงผีเสื้อนานับชนิดอย่างวิจิตรตามชื่อพันธุ์ต่างๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง เงาะป่า ทั้งยังจัดแสดงบนแผ่นอะคริลิกใส ทำให้สามารถมองเห็นผีเสื้อได้จากทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย

นอกจากนี้ แฟนวรรณคดีไทยยังสามารถหาชมปลาชนิดต่างๆ ที่จัดแสดงตามกาพย์เห่เรือ และแมลงที่จัดตามสัตวาภิธานได้ที่พิพิธภัณฑ์นี้อีกด้วย

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ปลาบู่มหิดล

เจ้าตู้จัดแสดงปลาชนิดนี้ตั้งเรียงอยู่ตรงขวามือจากทางเข้า ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะรอดพ้นสายตาของท่านผู้ชมไปได้ ซึ่งก็จะเป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเจ้าปลาบู่นี้ไม่ใช่ปลาบู่ธรรมดาเสียทีไหน เขาเป็นถึง ‘ปลาบู่มหิดล’ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Mahidolia mystacina) เป็นปลาบู่ที่หาพบได้เพียงที่อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เท่านั้น ค้นพบครั้งแรกเมื่อ .. 2475 โดย ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ ในฐานะที่ได้ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนสำหรับส่งนักเรียนไปศึกษาต่อด้านการประมงในต่างประเทศ และทรงได้รับถวายสมัญญานามว่า ‘พระประทีปแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทย’

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

เต่าสึนามิ

เต่าตนุขนาดใหญ่ตัวนี้โดนพัดมาตายที่ป่าเสม็ดตอนเกิดสึนามิเมื่อปี 2547 ทหารเรือเป็นผู้ไปพบเข้าและพยายามนำไปปล่อยลงทะเล แต่เต่าตัวนี้ขาดใจตายก่อน ด้วยความที่เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่มาก ทหารเรือจึงฉีดฟอร์มาลีนไว้ให้ แล้วติดต่อมายังภาควิชาชีววิทยา เพื่อให้เก็บเป็นตัวอย่างใช้ในการศึกษาต่อไป แต่พอนำกลับมาที่คณะแล้วปรากฏว่าส่งกลิ่นเหม็นมาก อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเต่าจึงนำกลับบ้านไปฉีดฟอร์มาลีนต่อให้อิ่มตัว ทราบมาว่าคืนนั้นอาจารย์เห็นชาวต่างชาติเดินไปเดินมาอยู่เต็มบ้าน คาดว่าอาจจะเป็นผู้ประสบภัยพิบัติที่นั่งรถตามมาด้วยกับเต่าตัวนี้… (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)

 

7 สิ่งพิศวงนี้ถือว่าเป็นเพียงน้ำจิ้มของความมหัศจรรย์ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ที่รอให้ทั้งนิสิตและคนที่สนใจทั้งในและนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้เข้าไปศึกษากัน บอกเลยว่าบรรยากาศของที่นี่ดูๆ ไปแล้วก็ชวนให้นึกถึง Cabinet of Curiosities ในสมัยเรเนซองส์ของยุโรป 

กล่าวคือห้องเก็บและจัดแสดงนานาสิ่งของอันชวนพิศวงเน้นสร้างจินตนาการ และหาดูได้ยากแล้วในเมืองไทยสมัยนี้ อย่างไรก็ดี ถ้าใครชอบความสมัยใหม่ ที่นี่เขาก็กำลังพัฒนาแอพชื่อ SciMuseumCU ซึ่งสามารถช่วยให้ข้อมูลสิ่งของจัดแสดงขณะเดินชมได้ผ่านการสแกน QR code ที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ แล้วจะมีข้อมูลขึ้นมาให้อ่าน ซึ่งต่อไปแอพพลิเคชันนี้จะพัฒนาฟังก์ชันให้มี Route เดินชม หรือเป็นเกมทำนองล่าขุมทรัพย์อีกด้วย

 

ภาพ มณีนุช บุญเรือง

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตึกชีววิทยา 1 ห้อง 230 ชั้นภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0 2218 5266
เว็บไซต์ museum.stkc.go.th/cu/
เวลาทำการ วันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 . ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์
ไม่เสียค่าเข้าชม

CONTRIBUTORS

Museum Minds

Museum Minds คือสองเพื่อนรักที่ทำงานอยู่ในวงการพิพิธภัณฑ์ คนแรกคือ โอ๊ต มณเฑียร เป็นศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir' อีกคนคือ บุณฑริก เขมาชีวะ นักพิพิธภัณฑ์สายฮีลลิ่ง ครูและนักแปลในบางเวลา มีโยคะ ธรรมะ และการเต้น เป็นสรณะ

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า