“A kiss on the hand may be quite continental, but diamonds are a girl’s best friend.”

มาริลีน มอนโร ยักย้ายส่ายสะโพกในชุดราตรีสีชมพูยาวขณะครวญเพลง Diamond are girl’s best friend ในหนังคลาสสิกเรื่อง Gentlemen Prefer Blondes (1949) รอบคอและข้อมือของเธอวิบวับด้วยเพชรพลอยอลังการ เพลงของเธอยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าสิ่งใดจะทำให้สุขใจกว่าเพชรพลอยเงินทองนั้นเป็นไม่มี

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

ฟังดูวัตถุนิยมจ๋าจัดเสียเหลือเกิน แต่เมื่อได้รับบัตรเชิญไปนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดของ Cartier ณ พระราชวังต้องห้าม หรือพิพิธภัณฑ์พระราชวัง (The Palace Museum) ใจกลางกรุงปักกิ่ง เราตระหนักได้ว่าเครื่องประดับมีคุณค่าลึกซึ้งกว่าแง่วัตถุมากนัก ยิ่งเวลาผ่านไป ของสวยงามที่ชายหนุ่มมอบให้หญิงสาวในวันสำคัญในครั้งกระโน้น เครื่องประดับที่บุคคลสำคัญใส่ในครั้งกระนั้น วันหนึ่งทุกอย่างจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 

นี่เป็นเหตุผลที่แบรนด์เครื่องประดับจากฝรั่งเศสอายุ 170 กว่าปี ประมูลเครื่องประดับโบราณของตัวเองกลับมาอยู่ในคอลเลกชันของคาร์เทียร์ เพราะประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมในอัญมณีเหล่านั้นประเมินค่าไม่ได้ บางครั้งคาร์เทียร์อนุญาตให้พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกหยิบยืมไปจัดแสดง และบางครั้งก็จัดแสดงนิทรรศการด้วยตัวเอง 

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

ปี 2019 นี้ คาร์เทียร์ร่วมมือกับพระราชวังกู้กงเพื่อจัดนิทรรศการ ‘ก้าวข้ามขอบเขต : หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง’ (Beyond Boundaries: Cartier and the Palace Museum Craftsmanship and Restoration Exhibition) ในหอศิลป์ประตูอู่เหมิน (Meridian Gate Gallery) ทิศใต้ของพระราชวังใจกลางปักกิ่ง ขนาดนิทรรศการนี้ใหญ่กว่านิทรรศการ Cartier Treasures ที่จัดที่นี่เมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 3 เท่า 

การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน จัดแสดงของมีค่ารวมกว่า 830 ชิ้น จากช่วงราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 – 1644) จวบจนถึงปัจจุบัน ข้าวของเหล่านี้มาจากทั้งคอลเลกชันของคาร์เทียร์ หอจดหมายเหตุของคาร์เทียร์ คอลเลกชันวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์พระราชวังและสถาบันต่างๆ ของภาครัฐ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน (Metropolitan Museum of Art) นิวยอร์ก หอศิลป์แห่งชาติออสเตรเลีย (National Gallery of Australia) สำนักงานพิพิธภัณฑ์กาตาร์ (Qatar Museums) และพิพิธภัณฑ์นาฬิกานานาชาติ ณ เมืองลาโช-เดอ-ฟง (Musée international de l’horlogerie de La Chaux-de-Fonds) ตลอดจนคอลเลกชันส่วนตัวและราชวงศ์ต่างๆ 

นิทรรศการส่วนแรกเล่าเรื่องแรงบันดาลใจจากประเทศจีนในการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับ กลิ่นอายจากตะวันออกเป็นแฟชั่นสุดเก๋ในศตวรรษที่ 20 ส่วนต่อมาเล่าเรื่องอัญมณีที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ คือพวกมงกุฎ เครื่องเพชรอะร้าอร่ามทั้งหลาย และส่วนสุดท้ายคือนาฬิกาที่นอกจากสวยหรู ยังมีกลไกอัศจรรย์สารพัด มีตั้งแต่ต้านแรงโน้มถ่วง ไร้เข็ม ไปจนถึงประวัติศาสตร์นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลก

ขอยกตัวอย่างเครื่องประดับที่น่าสนใจ ดังนี้ 

สร้อยแห่งปาเตียลา

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

สร้อยพระศอเพชรของมหาราชาจากเมืองปาเตียลา เมืองใหญ่ในอินเดีย เป็นสร้อยเพชรขนาดใหญ่ที่สุดที่เราเห็นในชีวิต เนื่องจากมหาราชา Sir Bhupinder Singh รวยมาก และมีเพชรพลอยของตัวเอง พระองค์จึงไม่ได้แค่สั่งให้คาร์เทียร์ทำเครื่องประดับให้เฉยๆ แต่ส่งวัตถุดิบเป็นอัญมณีให้ด้วย สร้อยนี้มีเพชร 2,930 เม็ด เม็ดเบิ้มตรงกลางคือ De Beers เพชรเม็ดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ขนาด 234 กะรัต เนื่องจากสร้อยนี้เคยถูกขโมยไปจากกรุสมบัติหลวงของปาเตียลาเมื่อหลายปีก่อน อัญมณีของจริงเลยหายไปหลายเม็ด รวมถึงเม็ดกลางด้วย ต่อมาคาร์เทียร์จึงประมูลกลับมาเพื่อซ่อมแซมประกอบใหม่ 

ภาพที่เห็นคือ Sir Yadavindra Singh มหาราชาผู้เป็นพระโอรสทรงสร้อยพระศอเส้นนี้

สร้อยพระศอของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

คาร์เทียร์เป็นแบรนด์เครื่องประดับหลวงประจำหลายราชวงศ์ทั่วโลก รวมถึงราชวงศ์ไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ ไปทรงซื้อเครื่องประดับในร้านคาร์เทียร์ที่กรุงปารีสเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป เพื่อมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์ สร้อยเส้นนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความนิยมเครื่องเพชรตะวันตกในประเทศตะวันออก และยังเป็นการแสดงพระราชอำนาจว่าเป็นประเทศอารยะทัดเทียมชาติเจริญแล้วทั้งหลาย

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

เทียร่าของเจ้าหญิง Grace Kelly

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

เกรซ เคลลี่ นักแสดงสาวชาวอเมริกันที่งดงามเสมือนเจ้าหญิงได้กลายเป็นเจ้าหญิงจริงๆ เมื่อเสกสมรสกับเจ้าชาย Rainier III แห่งโมนาโก พระองค์พระราชทานเครื่องประดับให้เธอเป็นของขวัญการเสกสมรส คาร์เทียร์ทำเทียร่าที่ปรับเป็นสร้อยคอได้นี้ใน ค.ศ. 1955 และเทียร่าแห่งราชวงศ์กรีมัลดีได้รับการจำลองขึ้นใหม่โดยคาร์เทียอีกครั้ง เพื่อให้ นิโคล คิดแมน ใส่เล่นในภาพยนตร์เรื่อง Grace of Monaco (2014)

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

สำหรับคนชอบเครื่องประดับคงมีความสุขมากที่ได้มาเห็นเพชรพลอยสารพัดละลานตา เรียกได้ว่ามานิทรรศการนี้งานเดียวได้เห็นดีไซน์ของเครื่องประดับชั้นสูงจากทั่วโลก ตั้งแต่เข็มกลัดอันจิ๋ว สร้อยข้อมือบางๆ ไปจนถึงสร้อยเพชรใหญ่เบิ้ม มงกุฎสุดหรูหรา และนาฬิกางดงาม แต่เบื้องหลังความสวยงามข้ามกาลเวลาเหล่านั้น คือประวัติศาสตร์การออกแบบจิวเวลรี่ การแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหว่างเมืองจีนกับยุโรป และความเป็นมนุษย์ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องราวของชนชั้นสูง

นิทรรศการก้าวข้ามขอบเขต : หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2562 ในวันอังคาร-อาทิตย์ (ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดประจำชาติ) เวลา 08.30 – 17.00 น. โดยเปิดให้เข้าชมได้รอบสุดท้าย เวลา 16.00 น. และผู้เข้าร่วมงานสามารถซื้อตั๋วสำหรับเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระราชวังในราคา 60 หยวน หรือประมาณ 270 บาท (สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเสียครึ่งราคา และเด็กส่วนสูงต่ำกว่า 120 ซม. ไม่เสียค่าเข้า)

ขอขอบคุณ Cartier

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load