“A kiss on the hand may be quite continental, but diamonds are a girl’s best friend.”

มาริลีน มอนโร ยักย้ายส่ายสะโพกในชุดราตรีสีชมพูยาวขณะครวญเพลง Diamond are girl’s best friend ในหนังคลาสสิกเรื่อง Gentlemen Prefer Blondes (1949) รอบคอและข้อมือของเธอวิบวับด้วยเพชรพลอยอลังการ เพลงของเธอยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าสิ่งใดจะทำให้สุขใจกว่าเพชรพลอยเงินทองนั้นเป็นไม่มี

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

ฟังดูวัตถุนิยมจ๋าจัดเสียเหลือเกิน แต่เมื่อได้รับบัตรเชิญไปนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดของ Cartier ณ พระราชวังต้องห้าม หรือพิพิธภัณฑ์พระราชวัง (The Palace Museum) ใจกลางกรุงปักกิ่ง เราตระหนักได้ว่าเครื่องประดับมีคุณค่าลึกซึ้งกว่าแง่วัตถุมากนัก ยิ่งเวลาผ่านไป ของสวยงามที่ชายหนุ่มมอบให้หญิงสาวในวันสำคัญในครั้งกระโน้น เครื่องประดับที่บุคคลสำคัญใส่ในครั้งกระนั้น วันหนึ่งทุกอย่างจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 

นี่เป็นเหตุผลที่แบรนด์เครื่องประดับจากฝรั่งเศสอายุ 170 กว่าปี ประมูลเครื่องประดับโบราณของตัวเองกลับมาอยู่ในคอลเลกชันของคาร์เทียร์ เพราะประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมในอัญมณีเหล่านั้นประเมินค่าไม่ได้ บางครั้งคาร์เทียร์อนุญาตให้พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกหยิบยืมไปจัดแสดง และบางครั้งก็จัดแสดงนิทรรศการด้วยตัวเอง 

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

ปี 2019 นี้ คาร์เทียร์ร่วมมือกับพระราชวังกู้กงเพื่อจัดนิทรรศการ ‘ก้าวข้ามขอบเขต : หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง’ (Beyond Boundaries: Cartier and the Palace Museum Craftsmanship and Restoration Exhibition) ในหอศิลป์ประตูอู่เหมิน (Meridian Gate Gallery) ทิศใต้ของพระราชวังใจกลางปักกิ่ง ขนาดนิทรรศการนี้ใหญ่กว่านิทรรศการ Cartier Treasures ที่จัดที่นี่เมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 3 เท่า 

การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน จัดแสดงของมีค่ารวมกว่า 830 ชิ้น จากช่วงราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 – 1644) จวบจนถึงปัจจุบัน ข้าวของเหล่านี้มาจากทั้งคอลเลกชันของคาร์เทียร์ หอจดหมายเหตุของคาร์เทียร์ คอลเลกชันวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์พระราชวังและสถาบันต่างๆ ของภาครัฐ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน (Metropolitan Museum of Art) นิวยอร์ก หอศิลป์แห่งชาติออสเตรเลีย (National Gallery of Australia) สำนักงานพิพิธภัณฑ์กาตาร์ (Qatar Museums) และพิพิธภัณฑ์นาฬิกานานาชาติ ณ เมืองลาโช-เดอ-ฟง (Musée international de l’horlogerie de La Chaux-de-Fonds) ตลอดจนคอลเลกชันส่วนตัวและราชวงศ์ต่างๆ 

นิทรรศการส่วนแรกเล่าเรื่องแรงบันดาลใจจากประเทศจีนในการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับ กลิ่นอายจากตะวันออกเป็นแฟชั่นสุดเก๋ในศตวรรษที่ 20 ส่วนต่อมาเล่าเรื่องอัญมณีที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ คือพวกมงกุฎ เครื่องเพชรอะร้าอร่ามทั้งหลาย และส่วนสุดท้ายคือนาฬิกาที่นอกจากสวยหรู ยังมีกลไกอัศจรรย์สารพัด มีตั้งแต่ต้านแรงโน้มถ่วง ไร้เข็ม ไปจนถึงประวัติศาสตร์นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลก

ขอยกตัวอย่างเครื่องประดับที่น่าสนใจ ดังนี้ 

สร้อยแห่งปาเตียลา

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

สร้อยพระศอเพชรของมหาราชาจากเมืองปาเตียลา เมืองใหญ่ในอินเดีย เป็นสร้อยเพชรขนาดใหญ่ที่สุดที่เราเห็นในชีวิต เนื่องจากมหาราชา Sir Bhupinder Singh รวยมาก และมีเพชรพลอยของตัวเอง พระองค์จึงไม่ได้แค่สั่งให้คาร์เทียร์ทำเครื่องประดับให้เฉยๆ แต่ส่งวัตถุดิบเป็นอัญมณีให้ด้วย สร้อยนี้มีเพชร 2,930 เม็ด เม็ดเบิ้มตรงกลางคือ De Beers เพชรเม็ดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ขนาด 234 กะรัต เนื่องจากสร้อยนี้เคยถูกขโมยไปจากกรุสมบัติหลวงของปาเตียลาเมื่อหลายปีก่อน อัญมณีของจริงเลยหายไปหลายเม็ด รวมถึงเม็ดกลางด้วย ต่อมาคาร์เทียร์จึงประมูลกลับมาเพื่อซ่อมแซมประกอบใหม่ 

ภาพที่เห็นคือ Sir Yadavindra Singh มหาราชาผู้เป็นพระโอรสทรงสร้อยพระศอเส้นนี้

สร้อยพระศอของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

คาร์เทียร์เป็นแบรนด์เครื่องประดับหลวงประจำหลายราชวงศ์ทั่วโลก รวมถึงราชวงศ์ไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ ไปทรงซื้อเครื่องประดับในร้านคาร์เทียร์ที่กรุงปารีสเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป เพื่อมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์ สร้อยเส้นนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความนิยมเครื่องเพชรตะวันตกในประเทศตะวันออก และยังเป็นการแสดงพระราชอำนาจว่าเป็นประเทศอารยะทัดเทียมชาติเจริญแล้วทั้งหลาย

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

เทียร่าของเจ้าหญิง Grace Kelly

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

เกรซ เคลลี่ นักแสดงสาวชาวอเมริกันที่งดงามเสมือนเจ้าหญิงได้กลายเป็นเจ้าหญิงจริงๆ เมื่อเสกสมรสกับเจ้าชาย Rainier III แห่งโมนาโก พระองค์พระราชทานเครื่องประดับให้เธอเป็นของขวัญการเสกสมรส คาร์เทียร์ทำเทียร่าที่ปรับเป็นสร้อยคอได้นี้ใน ค.ศ. 1955 และเทียร่าแห่งราชวงศ์กรีมัลดีได้รับการจำลองขึ้นใหม่โดยคาร์เทียอีกครั้ง เพื่อให้ นิโคล คิดแมน ใส่เล่นในภาพยนตร์เรื่อง Grace of Monaco (2014)

เปิดกรุนิทรรศการเครื่องเพชรวินเทจของ Cartier ใน พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง

สำหรับคนชอบเครื่องประดับคงมีความสุขมากที่ได้มาเห็นเพชรพลอยสารพัดละลานตา เรียกได้ว่ามานิทรรศการนี้งานเดียวได้เห็นดีไซน์ของเครื่องประดับชั้นสูงจากทั่วโลก ตั้งแต่เข็มกลัดอันจิ๋ว สร้อยข้อมือบางๆ ไปจนถึงสร้อยเพชรใหญ่เบิ้ม มงกุฎสุดหรูหรา และนาฬิกางดงาม แต่เบื้องหลังความสวยงามข้ามกาลเวลาเหล่านั้น คือประวัติศาสตร์การออกแบบจิวเวลรี่ การแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหว่างเมืองจีนกับยุโรป และความเป็นมนุษย์ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องราวของชนชั้นสูง

นิทรรศการก้าวข้ามขอบเขต : หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2562 ในวันอังคาร-อาทิตย์ (ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดประจำชาติ) เวลา 08.30 – 17.00 น. โดยเปิดให้เข้าชมได้รอบสุดท้าย เวลา 16.00 น. และผู้เข้าร่วมงานสามารถซื้อตั๋วสำหรับเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระราชวังในราคา 60 หยวน หรือประมาณ 270 บาท (สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเสียครึ่งราคา และเด็กส่วนสูงต่ำกว่า 120 ซม. ไม่เสียค่าเข้า)

ขอขอบคุณ Cartier

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load