แคคตัส เธอมีหนามที่ทิ่มเจ็บมาก

แต่หลายคนไม่รู้ ตอนแรกเธอไม่ได้มีหนามไว้เพื่อทิ่มแทงคนอื่นหรอก

ย้อนกลับไปไกลพอ เธอเคยมีใบ

เธอกางใบบอบบางเหล่านั้นออกมารับแดดอุ่น

สายน้ำและผองพืชคอยหล่อเลี้ยงเธอด้วยความชุ่มชื้น

แต่เมื่อโลกแห้งแล้ง ใบของเธอก็ถูกทำร้าย

นานวัน ใบของเธอค่อย ๆ หด และเปลี่ยนเป็นหนาม

ความแกร่งของหนาม ทำให้ถูกแดดเผาก็ไม่เป็นไร

ตอนแรกหนามของเธอไม่ได้มีไว้ทำร้ายใคร แต่มีไว้เพื่อปกป้องความบอบบางของตัวเอง

แต่ก็ไม่ใช่แคคตัสทุกชนิดที่มีหนาม

แคคตัสหลายชนิดมีขนสีขาวสวย ปุกปุย นุ่มนิ่ม

ห่อหุ้มเนื้อในไว้อย่างมิดชิด

ขนพวกนี้ช่วยปกป้องเธอจากแสงแดด

แต่ที่สำคัญคือใครผ่านมาพบเห็นก็บอกว่าเธอน่ารัก อยากจะรับเธอไปเลี้ยง อยากชื่นชมเธอ อยากใกล้ชิด

เธอปลอดภัยในอ้อมกอดของคนที่หมั่นมาดูแล เธอดีใจที่มีคนมาชื่นชมและชื่นชอบ

แต่เธอกลัว

สักวันหนึ่งถ้าขนสวยหายไปจะเป็นยังไง

ไม่เคยมีใครได้เห็นเนื้ออ่อนสีเขียวน่าเกลียดของเธอที่อยู่ภายใต้ขนเหล่านั้นเลย

ถ้าพวกเขาได้เห็น พวกเขาคงไม่ชอบเธอเหมือนเดิม

ถ้าไม่มีขนสวยแล้ว พวกเขาคงหนีเธอไป

เธอหมั่นดูแลขนให้สวยสะอาดทุกวัน

เธอเหนื่อย

และโดดเดี่ยวเหลือเกิน

ยังมีแคคตัสอีกประเภท

เธอเองก็เคยยื่นใบออกมารับความชุ่มฉ่ำ และอ้อมกอดของแสงแดดเหมือนกัน

แต่เมื่อวันหนึ่งเธอโดนแผดเผา เป็นแผลเจ็บปวดมาก

อีกทั้งมีสัตว์ที่หิวกระหายมากมายมารุมซ้ำเติม

ซากที่เหลืออยู่ของเธอจึงมุดลงดิน

ฝุ่นสะสมปกคลุมใบหน้าของเธอ

เธอปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น

ไม่เอาแล้ว ไม่อยากกางใบอีกแล้ว

เธอกลายเป็นก้อนหินที่ไม่มีใครสนใจ

เหมือนไร้ชีวิต ไม่มีใครสังเกตเห็น อย่างนี้ดีแล้ว

เธอรู้สึกปลอดภัย

ในป่าดงดิบที่อยู่ถัดไป

ทำไมพืชพันธุ์ที่นั่นถึงได้ชูช่อใบกันสลอนจัง

แน่สิ ที่นั่นเขามีฝนตก มีร่มเงา มีน้ำหล่อเลี้ยง

เธอเติบโตมาในที่ที่ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย

หนาม ขนขาว และดินแข็ง เป็นเกราะที่ปกป้องเธอให้อยู่รอดที่นี่ แต่ก็กลายเป็นกรงขัง กักเธอไว้ในทะเลทรายตลอดกาล

เธอผ่านฤดูแล้งมาได้ยาวนาน แต่ก็ค่อย ๆ ย่อยสลายไป

ความชื้นเพียงน้อยนิดที่อยู่ในร่างของเธอตอนนี้คงพอส่งต่อไปให้ชีวิตอื่นได้บ้าง

เธอพร้อมจะอำลาแล้ว แต่ก่อนนั้น เธอก็ได้รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายส่งเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังออกไป

เมล็ดน้อย ๆ ไม่กี่เมล็ด ล่องลอยไปตามลม

เธอบรรจุบทเรียนความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ในนั้น เผื่อว่ามันจะมีคุณค่ากับแคคตัสรุ่นถัดไปได้บ้าง หรือไม่มันก็คงจะถูกแดดเผาแห้งไปไม่ต่างจากใบของเธอ

ช่างมันแล้ว เธอทำดีที่สุดแล้ว

ได้เวลาพักผ่อนแล้ว

ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของแคคตัสอีกประเภท

นานมาแล้ว เมล็ดพันธุ์ของพวกเขาบังเอิญได้กลับไปตกใกล้ป่า

ได้กลับไปเจอร่มเงา ความชุ่มชื้น

สรรพสัตว์ที่นั่นก็ไม่ได้หิวกระหายจ้องจะกัดกินพวกเขาตลอดเวลา

แสงแดดที่นั่นก็อบอุ่นกำลังดี

นานวัน หนามของพวกเขาก็ค่อย ๆ หดหายไป

ใบอ่อนของพวกเขาค่อย ๆ ผลิกลับคืนมาอีกครั้ง

พวกเขากลับกลายเป็นแคคตัสที่มีใบ

เธอเอง

ถ้าได้อยู่ในป่าที่ชุ่มชื้นนานพอ

ใบที่งดงามของเธอก็น่าจะผลิกลับคืนมานะ

ฉันหวังว่าอย่างนั้น

ฉันเองก็จะพยายามปีนขึ้นจากดินด้วย

แล้วเมื่อถึงวันนั้น

เราจะยื่นใบมาแตะกัน

หมายเหตุเชิงวิชาการ

บทนี้จริง ๆ เขียนแบบเน้นอารมณ์ แต่ว่าเผื่อใครอยากรู้เรื่องแคคตัสที่เล่าแต่ละประเภทว่ามีจริงมั้ย หน้าตาเป็นยังไง ก็เลยเอาตัวอย่างมาให้ดูด้วยครับ

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม

1. แบบแรก แคคตัสที่ปกคลุมไปด้วยหนามแหลม

อันนี้คงคุ้นเคยดีกันอยู่แล้ว แนะนำว่าอย่าไปนั่งทับ หน้าที่ในธรรมชาติของหนามแน่นอนว่าช่วยปกป้องจากสัตว์ที่จะมากินด้วย แต่ดั้งเดิมทีเดียวนั้น หนามถือกำเนิดขึ้นจากใบที่หดเล็กและแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม

2. แคคตัสที่ไม่มีหนามหรือมีน้อยมาก แต่ปกคลุมด้วยขนสีขาว ๆ

ในตลาดเรียกกลุ่มนี้ว่าแมมมิลาเรียชนิดต่าง ๆ (Mammillaria) ซึ่งก็มีทั้งแมมขนแมว แมมขนแกะ แมมขนนก ฯลฯ แล้วแต่รูปทรงและความปุยของขน เคยเขียนถึงพวกนี้ในตอนแรกสุดของคอลัมน์เมฆนมด้วย

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม
ภาพ : tpwd.texas.gov

3. แคคตัสที่มุดลงดินแล้วพรางตัวให้กลมกลืนไปกับพื้น

เช่น Astrophytum asterias พวกนี้เวลาคนเอามาเลี้ยงแบบเหนือดินจะแลดูสะอาดสดใสมาก แต่ในธรรมชาติจริง ๆ มันหลบอยู่กับพื้นแบบนี้แหละ

ความมหัศจรรย์ของแคคตัสที่วิวัฒนาการใบให้กลายเป็นอะไรมากมากมาย ไม่ใช่แค่หนาม

4. แคคตัสที่พอไปอยู่ที่ชื้น แล้ววิวัฒนาการกลับมามีใบใหม่อีกรอบนั้นมีจริง ๆ

เรียกว่ากลุ่ม Tropical Cactus หรือ Epiphytic Cactus มักจะขึ้นแบบเกาะเกี่ยวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ในป่าของอเมริกาใต้ ทุกวันนี้หลายชนิดกลายเป็นไม้ประดับที่มีขายทั่วไป เรามักจะเจอขายอยู่ตามร้านที่ขายเฟิร์นห้อย ๆ เพราะลักษณะใบคล้ายกัน ถ้าไปถามแม่ค้า แม่ค้าก็จะบอกว่านี่เรียก เฟิร์นซิกแซก แต่จริง ๆ แล้วน้องคือแคคตัส 

สุดท้ายนี้ แม้มันจะเป็นแคคตัสที่กลับมามี ‘ใบ’ ใหม่อีกรอบ แต่ใบของมันก็ไม่เชิงเป็นใบแบบดั้งเดิมเสียทีเดียว มันเป็นลำต้นสีเขียวที่แผ่แบนออกมาจนมีรูปร่างคล้ายใบมากกว่า หรือพูดอีกอย่าง มันลืมวิธีสร้างใบแบบปกติไปแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์ประยุกต์สร้างใบขึ้นมาใหม่จากลำต้นของมันได้ ชีวิตนี่น่าทึ่งจริง ๆ

ความมหัศจรรย์ของแคคตัสที่วิวัฒนาการใบให้กลายเป็นอะไรมากมากมาย ไม่ใช่แค่หนาม

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

เอาล่ะ เรามาจัดอันดับ Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนังกันเถอะ!

อันดับที่ 5 สัตว์ที่พ่นน้ำลายเป็นกรด

แน่นอน ถ้าพูดถึงสัตว์ประหลาดในหนังที่สามารถพ่นน้ำลายเป็นน้ำกรดสีเขียว ๆ ได้ ท่านอาจจะนึกถึงตัวเอเลียน หรือ Xenomorph จากภาพยนตร์เรื่อง Alien ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งถ้าท่านคิดแบบนั้น ท่านจำผิดเหมือนกับผม

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

เอเลี่ยนมันมีเลือดเป็นกรดต่างหากเล่าเฟ่ย! เออว่ะ ตอนแรกที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ ผมก็ดันเอาฉากน้ำลายเยิ้มย้อยของมัน ไปจำผสมกับฉากที่มีของเหลวสีเขียวพุ่งจากแผล แล้วไม่ว่าของเหลวนั้นจะพุ่งกระฉูดไปโดนอะไร มันก็จะกัดรุนแรงมาก ถ้าโดนหน้าก็หน้าเละละลาย ขนาดโดนเหล็ก เหล็กยังควันขึ้นฟู่แล้วกลายเป็นรูโบ๋เลย

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

สรุปแล้ว เอเลียนไม่ได้พ่นน้ำลายเป็นกรด แค่มีเลือดเป็นกรด ซึ่งสัตวแพทย์เสนอแนะว่าให้มันกินน้ำด่างเยอะ ๆ เพื่อช่วยรักษาสมดุลร่างกายไม่ให้เป็นมะเร็ง จะอย่างไรก็ตาม สัตว์อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือเจ้าไดโนเสาร์แผงคอในเรื่อง Jurassic Park ซึ่งชื่อของมันคือไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus) ในชีวิตจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามันมีพฤติกรรมยังไง แต่ในหนังจินตนาการไว้ว่ามันจะจู่โจมด้วยการพ่นน้ำกรดเหนียว ๆ ใส่หน้าคนที่เข้าใกล้

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

ใครจะไปคิดว่าสัตว์ที่ทำใกล้เคียงกับแบบนี้ในชีวิตจริงคือ อัลปาก้า

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

น้อนอัลปาก้าที่หน้าตาน่ารักใสซื่อนี่แหละ มีพฤติกรรมป้องกันตัวโดยการถุยน้ำลายใส่ศัตรู ซึ่งบ่อยครั้งน้ำลายนี้จะไม่ใช่น้ำใส ๆ ธรรมดา แต่จะมีการขย้อนหญ้าที่ย่อยแล้วออกมาปนด้วย ทำให้มีลักษณะเป็นเมือกสีเขียว และก็เนื่องจากเป็นของเหลวที่ขย้อนออกมาจากกระเพาะ เลยทำให้มีกรดปนออกมาด้วยเต็ม ๆ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
สภาพแขนคนที่โดนอัลปาก้าพ่นใส่
ภาพ : aubreyoaksalpacas.com

สรุปสัตว์ที่พ่นน้ำกรดสีเขียวใส่ศัตรูไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นอัลปาก้า

ให้ตายเถอะ… ข้อมูลเพิ่มเติมบอกด้วยว่าพวกเครือญาติของมันเช่นอูฐหรือลามะก็มีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกัน (ลามะที่เป็นสัตว์นะ ไม่ใช่ลามะธิเบต) คือชอบขากถุยใส่หน้าคนที่เข้ามาชมว่ามันนั่ลล๊าคคค ในยูทูบมีคลิปทำนองนี้ให้ชมเพื่อความบันเทิงอยู่มากมาย ลองเสิร์ชดูได้

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าเป็นในธรรมชาติ อัลปาก้าหรือลามะตัวเมียมักจะถุยน้ำลายใส่ตัวผู้ที่เข้ามาตื๊อเยอะเกินแล้วมันไม่ชอบ ส่วนถ้าเป็นในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับ Sexual Harassment ทั้งสองเพศก็มักจะถ่มถุยใส่กันเวลาทะเลาะวิวาททั่วไป เช่น แย่งอาหาร เหม็นขี้หน้า ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือก่อนจะถุยมันมักจะมีท่าเตือนก่อน คือเชิดหน้าขึ้น แล้วทำหูลู่ไปข้างหลัง เห็นอย่างนี้คือมันเริ่มไม่พอใจแล้ว หลบได้หลบก่อน แต่ต้องหลบให้ไกลพอสมควรด้วยนะ เพราะว่ากันว่ามันถุยได้ไกลเป็น 10 ฟุต แถมแม่นด้วย โชคดีอยู่อย่างตรงที่มันโหลดกระสุนช้า ไม่สามารถยิงรัว และเจ้าตัวเองก็ไม่อยากใช้อาวุธนี้บ่อยด้วย เพราะขย้อนน้ำย่อยออกมาแต่ละทีก็เหมือนกับคนสำรอกกรดไหลย้อน ทั้งแสบคอ ทั้งรสชาติไม่พึงประสงค์ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

แหม่ พอพูดถึงพฤติกรรมพ่น ๆ เลยนึกถึงสัตว์อื่นได้อีกเยอะเลย งั้นไม่จัดอันดับ Top 5 ต่อแล้ว เปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้แทนดีกว่า

เมื่อพูดถึงสัตว์พ่นน้ำ อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือปลาเสือพ่นน้ำ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพ : Kim Taylor / naturepl.com

สมัยเด็ก ผมมีความทรงจำที่ดีกับมันมาก ในวัยมัธยมต้น พ่อสอนให้ผมหัดเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมเริ่มหลงใหลในธรรมชาติและเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์

ตอนนั้น หนึ่งในปลาที่พ่อเลือกให้เลี้ยงแล้วผมชอบมากก็คือปลาเสือพ่นน้ำ พ่อบอกว่าสมัยพ่อเด็ก ๆ เห็นเยอะแยะตามป่าชายเลนที่อยู่รอบบ้านพ่อ ผมรู้สึกมหัศจรรย์มากกับการที่มันล่าแมลงซึ่งเกาะอยู่ตามรากไม้กิ่งไม้บนบกได้ โดยอาศัยวิธีพ่นน้ำใส่ราวกับสไนเปอร์ที่เล็งยิงมาจากต่างมิติ ครั้งหนึ่งผมอยากเห็นพฤติกรรมนี้กับตาบ้าง เลยไปจับแมลงวันมาปล่อยเข้าไปในตู้ของตัวที่เลี้ยงไว้ ปรากฏว่าน้องเสือพ่นน้ำใส่แมลงวันจริงๆ ! แต่ช็อตที่ตามมาก็คือมันกระโดดพุ่งขึ้นมาจะฮุบแมลงวันที่กำลังร่วง แล้วปรากฏว่าฝาตู้ปลามันเตี้ยไปนิด น้องเสือเลยหัวโขกเข้าจัง ๆ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เล่นแบบนั้นกับมันอีก

ด้วยพฤติกรรมพ่นน้ำของมัน ปลาเสือเลยเป็นที่นิยมในหมู่นักวิจัย มีบางคนฝึกให้มันพ่นน้ำใส่เฉพาะวัตถุที่มีรูปทรงบางอย่าง บ้างศึกษาความแม่นยำของมันในการยิงเป้าเคลื่อนที่ บ้างดูว่ามันจะเรียนรู้และปรับปรุงทักษะจากการดูเพื่อนยิงได้ไหม แต่ที่เด็ดสุดผมว่าน่าจะเป็นงานวิจัยที่ฝึกให้มันจดจำใบหน้ามนุษย์ แล้วพ่นน้ำใส่เฉพาะหน้าบางคนเท่านั้น

เช่นสมมติเป็นหน้านายยี หลังจากผ่านการฝึกมาแล้ว ไม่ว่าหน้านายยีจะปรากฏขึ้นพร้อมกับหน้านายยูน นายยัม หรือนายยวน หรือจะสลับตำแหน่งกันยังไง ปลาเสือก็จะเลือกพ่นใส่แต่หน้านายยีคนเดียวรัว ๆ ด้วยอัตราความถูกต้องสูงถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกครั้งที่มันเลือกถูกก็จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นอาหาร

ที่น่าทึ่งเข้าไปใหญ่คือ เมื่อมีการเปลี่ยนองศาจากหน้าตรงเป็นหน้าก้ม หน้าเงย หรือหน้าหันข้างในแบบที่มันไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อน ปลาเสือก็ยังเลือกพ่นใส่หน้านายยีได้อย่างถูกต้องอยู่ดี แสดงให้เห็นความสามารถการประมวลภาพและหมุนรูปทรง 3 มิติในหัว เทียบเคียงกับมนุษย์ ลิง และนก ทั้งที่สถาปัตยกรรมสมองของมันเป็นคนละแบบกันเลย

ไอ้งานวิจัยจำหน้านี่ ผมแอบเชียร์ให้เขาทดลองโดยการเอาอาสาสมัครที่เป็นคนจริง ๆ มายืนเรียงหน้าให้ปลาพ่นน้ำใส่ คงจะฮาไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเพียงโชว์รูปจากจอคอมพิวเตอร์ให้มันเลือกเท่านั้น ดูคลิปได้ที่นี่

จะอย่างไรก็ตาม ท่านนำผลวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เองได้ ด้วยการเอารูปหน้าเพื่อนบางคนให้ปลาเสือที่บ้านดูประกอบกับสอนให้มันพ่นน้ำใส่ หลังจากนั้นจึงเชิญเพื่อนคนนั้นมาเที่ยวชมตู้ปลาที่บ้าน แล้วสังเกตและบันทึกผลการทดลอง

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพจากงานวิจัยสอนให้ปลาเสือพ่นน้ำจำหน้าคน
ภาพ : doi.org/10.1016/j.anbehav.2018.09.002

ในวัยที่เติบโตขึ้นมาอีกหลายหน่อย นั่นคือระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโท ผมได้มีโอกาสไปเข้าค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลที่ภูเก็ต แล้วได้ประสบพบรักกับสัตว์ที่ป้องกันตัวเองโดยการพ่นอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือปลิงทะเล

ปลิงทะเลที่กำลังหากินอย่างรีแลกซ์จะอยู่ในสภาพอ่อนหยุ่น ย้วยย้อยเล็กน้อย แต่เมื่อโดนลูบคลำ มันจะเริ่มตื่นตัว และแข็งเกร็ง ความดันในตัวจะเพิ่มขึ้น สักพักเริ่มพ่นน้ำปี๊ด ๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะระเบิดเมือกเหนียวสีขาวออกมาเป็นยวงใยใหญ่โต

บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อนปีนั้น ผมชวนเพื่อนผองผู้ชายห้าหกคนไปถ่ายคลิปเพื่อการศึกษากันที่ชายหาด ให้แต่ละคนจับปลิงมาถือกันไว้คนละตัว ในระดับตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นรูดปลิงขึ้นลง ๆๆๆ จนกระทั่งมันแข็งตัวและพ่นเมือกสีขาวออกมาอย่างเร้าใจ ผมนำวิดิโอนี้ไปตัดต่อใส่เพลงสวนสยาม ตึด ตึด ตึด ตื๊น ตืน ตื่นนน… สมัยนั้นยังไม่มี TikTok ขอบคุณพระเจ้า ไม่เช่นนั้นพวกผมอาจจะกลายเป็นคนดังไปแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

สุดท้ายคลิปนั้นได้แค่ถูกถ่ายทอดลงวีซีดี แล้วส่งต่อให้น้อง ๆ ที่เข้าค่ายรุ่นถัด ๆ ไปได้เอาไว้ศึกษาดูธรรมชาติ เพื่อนที่อยู่ในคลิปนั้นทุกวันนี้ แต่ละคนก็น่าจะก้าวหน้าในอาชีพการงานจนเป็นใหญ่เป็นโตกันไปหมดแล้ว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าในฮาร์ดดิสก์ของผมยังคงมีคลิปนี้ซุกซ่อนอยู่ และสามารถเก็บไว้แบล็กเมลพวกเขาได้ทุกเมื่อ ในยามที่ค่าต้นฉบับไม่พอยาไส้

เอาจริง ๆ หากมีโอกาสได้เจอปลิงอีกผมคงไม่ไปเล่นกับมันแบบนั้นแล้ว เพราะสงสาร สิ่งที่มันพ่นออกมาเพื่อป้องกันตัวไม่ใช่แค่น้ำลายเหนียว ๆ น่ารัก ๆ ที่พ่นจากปาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ที่เบ่งทะลักออกมาจากรูตูด แถมเบ่งแรงจนรูตูดฉีกขาดอีกด้วย แน่นอน ทั้งหมดนี้เยียวยาได้ ไม่ใช่ความเสียหายถาวร แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าหากมันเจอภัยอันตรายระหว่างนั้น ก็อาจจะเสียท่าเพลี่ยงพล้ำได้ สู้เก็บไว้ให้มันใช้พ่นใส่ศัตรูจริง ๆ ดีกว่า ปลาหรือปูที่มาตอดปลิงอาจจะโดนใยเหนียวสีขาวนี้หนึบติดปาก หรือไม่ก็มัวแต่ไปสนใจใยที่พ่นออกมา จนตัวปลิงมีเวลาคลานหนีเอาชีวิตรอด เช่นเดียวกับคอนเซ็ปต์ของหางจิ้งจกนั่นเอง

ปลิงทะเลป้องกันตัวเองโดยการพ่นใยเหนียว ๆ สีขาว
ภาพ : Pierre Pouliquin / Flickr

เอาล่ะ สุดท้ายสำหรับวันนี้ เราจะไม่พูดถึงกิ้งก่าที่พ่นเลือดเป็นลำออกจากลูกกะตาได้ แต่เราจะจบกันด้วยพืชพ่นน้ำ

ผมลองเสิร์ชเน็ตเล่น ๆ ว่าในโลกนี้มีพืชที่ได้ชื่อว่า Spitting Plant หรือพืชถุยน้ำลายบ้างมั้ย ปรากฏว่ามีจริง ๆ วัทเดอะ! ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Anneslea fragrans และที่พีกคือมันเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แถวบ้านเรานี่เอง มีชื่อไทยด้วยเรียกว่า ‘สารภีป่า’

ตามคำบอกเล่าของนักพฤกษศาสตร์ ตรงกลางดอกของต้นสารภีป่าที่ว่าจะมีโครงสร้างลักษณะเป็นเหมือนกระเปาะอะไรสักอย่างที่มียอดเป็นท่อชี้แหลมออกมา ดอกนี้จะปล่อยกลิ่นหอมรัญจวน ล่อมวลหมู่ภมรให้มาดอมดม ซึ่งพอภมรดอมดมไปเรื่อย ๆ จนโดนตรงปลายท่อ การสัมผัสก็จะไปกระตุ้นกลไกบางอย่างภายในดอก คล้าย ๆ กับเวลาเราเอานิ้วแตะใบไมยราบ ดอกสารภีป่าจะพ่นน้ำสีเหลืองใส่หน้าภมร ปิ๊ด… ซึ่งน้ำนี้ก็คือน้ำเกสรตัวผู้นั่นเอง

รายละเอียดว่าพ่นแรงขนาดไหน เยอะขนาดไหน ภมรหน้าเยิ้มขนาดไหน ข้าพเจ้ายังหาข้อมูลไม่เจอเลย และพยายามหาวิดีโอตอนพ่นดูก็ไม่มีด้วย มีแต่ภาพนิ่งที่นักพฤกษศาสตร์สาธิตกระตุ้นให้น้ำสีเหลืองนั้นหยดแหมะใส่มือตัวเอง

ดอกสารภีป่า Anneslea fragrans กับน้ำเกสรตัวผู้ที่พ่นออกมา
ภาพ : talkingplants.blogspot.com

ในธรรมชาติคาดว่าภมรที่โดนน้ำนี้เข้าไป ก็น่าจะบินต่อไปดอมดมดอกถัดไปตามประสา แล้วก็นำเกสรตัวผู้ของดอกที่แล้วติดไปผสมกับตัวเมียของดอกใหม่ด้วยโดยปริยาย เป็นวัฏจักรให้กำเนิดชีวิตเด็กน้อยสารภีต้นเล็ก ๆ สืบต่อไป ขึ้นเพลงไลอ้อนคิง

จากสัตว์พ่นน้ำลาย สู่พืชพ่นน้ำรัก

โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะแยะ จนมิอาจจัดอันดับได้

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load