แคคตัส เธอมีหนามที่ทิ่มเจ็บมาก

แต่หลายคนไม่รู้ ตอนแรกเธอไม่ได้มีหนามไว้เพื่อทิ่มแทงคนอื่นหรอก

ย้อนกลับไปไกลพอ เธอเคยมีใบ

เธอกางใบบอบบางเหล่านั้นออกมารับแดดอุ่น

สายน้ำและผองพืชคอยหล่อเลี้ยงเธอด้วยความชุ่มชื้น

แต่เมื่อโลกแห้งแล้ง ใบของเธอก็ถูกทำร้าย

นานวัน ใบของเธอค่อย ๆ หด และเปลี่ยนเป็นหนาม

ความแกร่งของหนาม ทำให้ถูกแดดเผาก็ไม่เป็นไร

ตอนแรกหนามของเธอไม่ได้มีไว้ทำร้ายใคร แต่มีไว้เพื่อปกป้องความบอบบางของตัวเอง

แต่ก็ไม่ใช่แคคตัสทุกชนิดที่มีหนาม

แคคตัสหลายชนิดมีขนสีขาวสวย ปุกปุย นุ่มนิ่ม

ห่อหุ้มเนื้อในไว้อย่างมิดชิด

ขนพวกนี้ช่วยปกป้องเธอจากแสงแดด

แต่ที่สำคัญคือใครผ่านมาพบเห็นก็บอกว่าเธอน่ารัก อยากจะรับเธอไปเลี้ยง อยากชื่นชมเธอ อยากใกล้ชิด

เธอปลอดภัยในอ้อมกอดของคนที่หมั่นมาดูแล เธอดีใจที่มีคนมาชื่นชมและชื่นชอบ

แต่เธอกลัว

สักวันหนึ่งถ้าขนสวยหายไปจะเป็นยังไง

ไม่เคยมีใครได้เห็นเนื้ออ่อนสีเขียวน่าเกลียดของเธอที่อยู่ภายใต้ขนเหล่านั้นเลย

ถ้าพวกเขาได้เห็น พวกเขาคงไม่ชอบเธอเหมือนเดิม

ถ้าไม่มีขนสวยแล้ว พวกเขาคงหนีเธอไป

เธอหมั่นดูแลขนให้สวยสะอาดทุกวัน

เธอเหนื่อย

และโดดเดี่ยวเหลือเกิน

ยังมีแคคตัสอีกประเภท

เธอเองก็เคยยื่นใบออกมารับความชุ่มฉ่ำ และอ้อมกอดของแสงแดดเหมือนกัน

แต่เมื่อวันหนึ่งเธอโดนแผดเผา เป็นแผลเจ็บปวดมาก

อีกทั้งมีสัตว์ที่หิวกระหายมากมายมารุมซ้ำเติม

ซากที่เหลืออยู่ของเธอจึงมุดลงดิน

ฝุ่นสะสมปกคลุมใบหน้าของเธอ

เธอปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น

ไม่เอาแล้ว ไม่อยากกางใบอีกแล้ว

เธอกลายเป็นก้อนหินที่ไม่มีใครสนใจ

เหมือนไร้ชีวิต ไม่มีใครสังเกตเห็น อย่างนี้ดีแล้ว

เธอรู้สึกปลอดภัย

ในป่าดงดิบที่อยู่ถัดไป

ทำไมพืชพันธุ์ที่นั่นถึงได้ชูช่อใบกันสลอนจัง

แน่สิ ที่นั่นเขามีฝนตก มีร่มเงา มีน้ำหล่อเลี้ยง

เธอเติบโตมาในที่ที่ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย

หนาม ขนขาว และดินแข็ง เป็นเกราะที่ปกป้องเธอให้อยู่รอดที่นี่ แต่ก็กลายเป็นกรงขัง กักเธอไว้ในทะเลทรายตลอดกาล

เธอผ่านฤดูแล้งมาได้ยาวนาน แต่ก็ค่อย ๆ ย่อยสลายไป

ความชื้นเพียงน้อยนิดที่อยู่ในร่างของเธอตอนนี้คงพอส่งต่อไปให้ชีวิตอื่นได้บ้าง

เธอพร้อมจะอำลาแล้ว แต่ก่อนนั้น เธอก็ได้รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายส่งเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังออกไป

เมล็ดน้อย ๆ ไม่กี่เมล็ด ล่องลอยไปตามลม

เธอบรรจุบทเรียนความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ในนั้น เผื่อว่ามันจะมีคุณค่ากับแคคตัสรุ่นถัดไปได้บ้าง หรือไม่มันก็คงจะถูกแดดเผาแห้งไปไม่ต่างจากใบของเธอ

ช่างมันแล้ว เธอทำดีที่สุดแล้ว

ได้เวลาพักผ่อนแล้ว

ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของแคคตัสอีกประเภท

นานมาแล้ว เมล็ดพันธุ์ของพวกเขาบังเอิญได้กลับไปตกใกล้ป่า

ได้กลับไปเจอร่มเงา ความชุ่มชื้น

สรรพสัตว์ที่นั่นก็ไม่ได้หิวกระหายจ้องจะกัดกินพวกเขาตลอดเวลา

แสงแดดที่นั่นก็อบอุ่นกำลังดี

นานวัน หนามของพวกเขาก็ค่อย ๆ หดหายไป

ใบอ่อนของพวกเขาค่อย ๆ ผลิกลับคืนมาอีกครั้ง

พวกเขากลับกลายเป็นแคคตัสที่มีใบ

เธอเอง

ถ้าได้อยู่ในป่าที่ชุ่มชื้นนานพอ

ใบที่งดงามของเธอก็น่าจะผลิกลับคืนมานะ

ฉันหวังว่าอย่างนั้น

ฉันเองก็จะพยายามปีนขึ้นจากดินด้วย

แล้วเมื่อถึงวันนั้น

เราจะยื่นใบมาแตะกัน

หมายเหตุเชิงวิชาการ

บทนี้จริง ๆ เขียนแบบเน้นอารมณ์ แต่ว่าเผื่อใครอยากรู้เรื่องแคคตัสที่เล่าแต่ละประเภทว่ามีจริงมั้ย หน้าตาเป็นยังไง ก็เลยเอาตัวอย่างมาให้ดูด้วยครับ

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม

1. แบบแรก แคคตัสที่ปกคลุมไปด้วยหนามแหลม

อันนี้คงคุ้นเคยดีกันอยู่แล้ว แนะนำว่าอย่าไปนั่งทับ หน้าที่ในธรรมชาติของหนามแน่นอนว่าช่วยปกป้องจากสัตว์ที่จะมากินด้วย แต่ดั้งเดิมทีเดียวนั้น หนามถือกำเนิดขึ้นจากใบที่หดเล็กและแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม

2. แคคตัสที่ไม่มีหนามหรือมีน้อยมาก แต่ปกคลุมด้วยขนสีขาว ๆ

ในตลาดเรียกกลุ่มนี้ว่าแมมมิลาเรียชนิดต่าง ๆ (Mammillaria) ซึ่งก็มีทั้งแมมขนแมว แมมขนแกะ แมมขนนก ฯลฯ แล้วแต่รูปทรงและความปุยของขน เคยเขียนถึงพวกนี้ในตอนแรกสุดของคอลัมน์เมฆนมด้วย

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม
ภาพ : tpwd.texas.gov

3. แคคตัสที่มุดลงดินแล้วพรางตัวให้กลมกลืนไปกับพื้น

เช่น Astrophytum asterias พวกนี้เวลาคนเอามาเลี้ยงแบบเหนือดินจะแลดูสะอาดสดใสมาก แต่ในธรรมชาติจริง ๆ มันหลบอยู่กับพื้นแบบนี้แหละ

ความมหัศจรรย์ของแคคตัสที่วิวัฒนาการใบให้กลายเป็นอะไรมากมากมาย ไม่ใช่แค่หนาม

4. แคคตัสที่พอไปอยู่ที่ชื้น แล้ววิวัฒนาการกลับมามีใบใหม่อีกรอบนั้นมีจริง ๆ

เรียกว่ากลุ่ม Tropical Cactus หรือ Epiphytic Cactus มักจะขึ้นแบบเกาะเกี่ยวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ในป่าของอเมริกาใต้ ทุกวันนี้หลายชนิดกลายเป็นไม้ประดับที่มีขายทั่วไป เรามักจะเจอขายอยู่ตามร้านที่ขายเฟิร์นห้อย ๆ เพราะลักษณะใบคล้ายกัน ถ้าไปถามแม่ค้า แม่ค้าก็จะบอกว่านี่เรียก เฟิร์นซิกแซก แต่จริง ๆ แล้วน้องคือแคคตัส 

สุดท้ายนี้ แม้มันจะเป็นแคคตัสที่กลับมามี ‘ใบ’ ใหม่อีกรอบ แต่ใบของมันก็ไม่เชิงเป็นใบแบบดั้งเดิมเสียทีเดียว มันเป็นลำต้นสีเขียวที่แผ่แบนออกมาจนมีรูปร่างคล้ายใบมากกว่า หรือพูดอีกอย่าง มันลืมวิธีสร้างใบแบบปกติไปแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์ประยุกต์สร้างใบขึ้นมาใหม่จากลำต้นของมันได้ ชีวิตนี่น่าทึ่งจริง ๆ

ความมหัศจรรย์ของแคคตัสที่วิวัฒนาการใบให้กลายเป็นอะไรมากมากมาย ไม่ใช่แค่หนาม

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

สืบเนื่องจากบทความตอนที่แล้ว

เมื่อกล่าวถึงสัตว์โลกในชีวิตจริงที่มีอาวุธร้ายคล้ายตัวละครในหนัง (ตอนที่แล้วพูดถึงอัลปาก้า ซึ่งหน้าตานั่ลลั๊กกกก แต่พ่นน้ำกรดได้ยังกะเอเลี่ยน) ตอนนี้ก็เลยนึกถึงสัตว์ที่ป้องกันตัวได้เจ๋งมากอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือกบวูล์ฟเวอรีน

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ปกติกบจะเนื้อตัวอ่อนหยุ่นปราศจากเขี้ยวเล็บใด ๆ แต่กบแอฟริกาชนิดนี้ เมื่อตกอยู่ภายใต้อันตรายจะเข้าสู่โหมดเกรี้ยวกราดอย่างน่าสะพรึงมาก ขั้นแรกมันจะเกร็งกล้ามเนื้อจนกระดูกที่นิ้วหัก เป๊าะ จากนั้นมันก็จะบังคับปลายแหลมของกระดูกที่หักนั้น แทงทะลุนิ้วตัวเองออกมา! แล้วใช้เป็นกรงเล็บข่วนศัตรู ควับ ควับ คว้าง!

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ
น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ลองนึกภาพแมวอารมณ์ไม่ดีที่กางเล็บจกตาเฮียนิก ฟิวรี่ กรณีนั้นเล็บก็คือเล็บ แถมหดเก็บได้อย่างไม่ดราม่า แต่กรณีกบนี่ผมว่าโหดกว่า เพราะมันคือกระดูกที่แทงทะลุเนื้อออกมาเลย มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะเฟ้ย ถ้าเป็นคนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว แต่นี่เจ้ากบหดกรงเล็บกระดูกกลับเข้าที่ แล้วใช้ความสามารถสมานแผลอย่างรวดเร็ว เหมือนกับตัวละครวูล์ฟเวอรีนในหนังไม่มีผิด เพราะฉะนั้นจึงสมกับที่ได้สมยานี้แล้ว

โอเค กบอาจจะไม่ได้สมานเร็วเท่าในหนังซึ่งแค่ 3 วินาทีก็หาย ของจริงต้องใช้เวลานานแค่ไหน นักวิจัยยังศึกษากันอยู่ แต่ที่แน่ ๆ พวกสัตว์กลุ่มสะเทินน้ำสะเทินบก หรือ Amphibian นั้นขึ้นชื่อเรื่องการงอกแขนขาใหม่อยู่แล้ว และเป็นหนึ่งในความหวังที่วงการแพทย์ฝากไว้ ว่าถ้าเข้าใจกระบวนการของพวกมันเมื่อไหร่ จะสามารถลอกเลียนมาใช้กับมนุษย์ได้บ้าง

ยังไงก็ตาม สำหรับกบพันธุ์นี้ ผมให้คะแนนพิเศษในแง่ความเหมือนวูล์ฟเวอรีนอีกอย่าง คือการที่ข้างลำตัวมันมีขนอุยดกฟูมาก (ชื่อดั้งเดิมของมันคือ Hairy Frog) ในสายตาผม นี่มันทรงจอนที่ชี้ออกข้างของ คุณฮิว แจ็กแมน ในบทวูล์ฟเวอรีนชัด ๆ เพราะฉะนั้นเอาคะแนนคอสเพลย์ส่วนนี้ไปชดเชยได้ ส่วนคำอธิบายเชิงชีววิทยาว่าขนพวกนี้เอาไว้ทำอะไร เดี๋ยวจะมาเฉลยอีกที โปรดติดตามอ่านต่อไปก่อน

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

นอกจากกบที่ป้องกันตัวด้วยกระดูกแล้ว ยังมีญาติสายซาลาแมนเดอร์ของมันอีกตัว ที่เผลอ ๆ อาจจะโหดยิ่งกว่าอีก เจ้า Ribbed Newt หรือแปลไทยอาจจะเรียกกะท่างซี่โครงหนาม เมื่อเจอภัยมันจะกางซี่โครงออกจนปลายแหลมของซี่โครงแต่ละซี่ทิ่มทะลุเนื้อออกมา กลายเป็นหนามเรียงเป็นแถวข้างตัวเหมือนแปลงร่างเป็นกระบองเพชร เท่านั้นไม่พอ ผิวหนังมันยังมีต่อมพิษคอยขับเมือกขาว ๆ ออกมาชะโลมหนามเหล่านั้นด้วย ผู้ล่าที่เผลอโดนเกี่ยวโดนตำเข้าไปจะเจ็บปวดคันคะเยอ และอาจถึงตายได้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ
น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ในแง่ตัวละครในหนังที่ใช้ความสามารถนี้ ผมยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเป็นในการ์ตูนญี่ปุ่น จะมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อ คิมิมาโร่ เป็นตัวร้ายในเรื่อง นารูโตะ นินจาจอมคาถา ซึ่งใช้วิชางอกกระดูกออกมาจากตัวแล้วดึงมาใช้เป็นอาวุธได้ไม่จำกัด ถ้าดูดีไซน์ตัวละครจะเห็นว่ามีปลายซี่โครงแหลม ๆ ทิ่มทะลุหน้าอกออกมาเป็นหนามเหมือนกัน ซึ่งคิดว่าน่าจะใกล้เคียงสุดแล้วกับความสามารถป้องกันตัวของซาลาแมนเดอร์ชนิดนี้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ตัวอย่างที่เหลือที่จะเล่าต่อไป อาจไม่ตรงกับตัวละครในจินตนาการตัวใดตัวหนึ่งเสียทีเดียว แต่อยากขยายความให้คนทั่วไปได้ร่วมตระหนักว่า สัตว์กลุ่มกบ คางคก ซาลาแมนเดอร์ นี่มันป้องกันตัวได้เจ๋งและหลากหลายจริง ๆ นะ

อาจจะด้วยความบอบบางและอ่อนแอโดยทุนเดิมของพวกมันอย่างที่บอกไปแล้ว ผิวหนังยังไงก็ต้องอ่อนหยุ่นไว้ก่อน ต้องรักษาความชุ่มชื้นไว้ก่อน เพราะวงจรชีวิตยังคงผูกพันกับน้ำ ตอนเด็กที่เป็นลูกอ๊อดก็แทบจะเป็นปลาไปครึ่งชีวิตแล้ว ถ้าจับกบเคโระสักตัวมาเทียบกับสัตว์เลื้อยคลาน เช่น เหี้ยสักตัวเดินมา (อย่าเพิ่งไปถึงจระเข้) เต่าสักตัวคลานมา งูสักตัวเลื้อยมา ไหนจะทั้งเกล็ด เขี้ยว เล็บ กระดอง ความน่าเกรงขามกับแต้ม Defense มันเทียบกันไม่ติด

เนื่องจากผิวบาง ๆ ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนั้นโมดิฟายเป็นอะไรมากไม่ได้เท่ากับสัตว์เลื้อยคลานที่กร้านโลกจัด ความครีเอทีฟในการป้องกันตัวของพวกมันจึงต้องไปโผล่ทางอื่น ซึ่งหลาย ๆ อย่างเป็นวิวัฒนาการที่น่าทึ่งมาก อาวุธกระดูกที่เล่าไปนั้นก็คือพีกแบบหาในสัตว์กลุ่มอื่นไม่ได้อีกแล้ว แต่รองลงมาที่ทุกคนอาจจะคุ้นกว่าหน่อยก็คือการมีพิษสารพัด ไม่ว่าจะกบพิษ คางคกพิษ เหล่านี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี แต่ที่คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก คือกระบวนท่าโยคะไล่ศัตรูของสำนักสะเทินบกสะเทินน้ำ

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

รวมกระบวนท่าโยคะป้องกันตัวของกบ จากงานวิจัย Behavioral Defense of Anurans

กบ คางคก และซาลาแมนเดอร์หลากหลายชนิด มีท่าโยคะไล่ศัตรูอันเป็นท่าประจำตระกูลของมัน บ้างเมื่อเจอภัยจะเหยียดขาหลังตรง แล้วพับเป็นตัว V หักกลับมาข้างหน้า (รูป F) บ้างนอนหงายแล้วแลบลิ้น (รูป B) บ้างโก่งตูด บ้างเอียงตัว บ้างพับขาไขว้กันแบบประหลาดมาก 

แต่หนึ่งในท่าที่ฮิตสุดชื่อว่า Unken Reflex ศัตรูมาปุ๊บ มันจะเอาพุงนอนแปะกับพื้น แล้วแอ่นหัวเชิดขึ้น จากนั้นค่อย ๆ ยกทั้งขาหน้าและขาหลังแอ่นลอยขึ้นจากพื้นพร้อม ๆ กัน เป็นท่าที่ดูยากมากสำหรับมนุษย์ หากให้เปรียบคงเปรียบได้กับท่าบินของซูเปอร์แมนที่ดูแอ่นมากจนเหมือนผสมรำไทยเข้าไปด้วย ถ้าเป็นซาลาแมนเดอร์ทำก็ยิ่งอ่อนช้อยเข้าไปใหญ่ เพราะมีการยกหางม้วนเป็นเกลียวได้อีกต่างหาก น่าพิศวงมากว่าทำแบบนี้แล้วช่วยไล่ศัตรูได้อย่างไร เท่าที่อ่านมา นักวิทย์ซึ่งศึกษาหัวข้อนี้สันนิษฐานว่า ‘ท่าแอ่นอุงเค่น’ อาจจะเป็นการเผยให้เห็นสีสันฉูดฉาดช่วงท้องกับใต้คาง ซึ่งผู้ล่าที่มีประสบการณ์จะจดจำได้ว่านี่มันสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษนี่หว่า งั้นไม่กินแล้ว เช่นนี้ก็เป็นไปได้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

อีกหนึ่งท่าป้องกันตัวที่น่ารักจัด คือกบบางชนิดจะอยู่เฉย ๆ แล้วยกมือขึ้นปิดตา ประมาณว่าไม่อยากเห็นความสยดสยองระหว่างตัวเองถูกกินรึเปล่า หรือใช้ความน่ารักทำให้ศัตรูสงสารจนกินไม่ลงหรือเปล่า ก็ไม่น่าใช่ จริงๆ คือระหว่างที่ปิดตาอยู่นั้นมันได้ขับพิษออกมาเตรียมชะโลมผิวหนังไว้แล้ว และเตรียมพร้อมถูกกลืนเต็มที่ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าหลังจากถูกกลืนลงไปไม่นานพิษก็จะออกฤทธิ์และทำให้ผู้ล่าอ้วกหรือแหวะมันออกมาเอง ซึ่งมือที่ปิดไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำย่อยทำความเสียหายแก่ลูกกะตาในช่วงระหว่างที่รออยู่ในกระเพาะนั่นเอง

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

แน่นอน อีกกระบวนท่าที่น่าสนใจมากของสำนักนินจากบ ก็คือวิชาพองตัว ในบ้านเรากบที่พองตัวได้มักจะเรียกอึ่งอ่าง สูดลมเข้าไป พองออก ๆ ทำให้ตัวดูใหญ่น่าเกรงขามสำหรับผู้ล่าอะไรก็ตามที่จะคิดจะมาอมมัน (ไม่ได้ผลกับหมาไซบีเรียน) 

แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ หน้าที่ของการพองตัวที่นักวิทยาศาสตร์เคยบันทึกไว้ อาจจะมีอย่างอื่นได้อีก เช่น เคยเจอกรณีที่เต่าจะมากินอึ่งอ่างในน้ำ แต่พองับได้แล้วอึ่งอ่างพองลมจนปรากฏว่าเต่าดึงมันลงไปกินใต้น้ำไม่ได้ เหมือนเราพยายามจะกดลูกบอลให้จมในสระ มันทำไม่ได้ง่าย ๆ เลย เพราะฉะนั้นหากศัตรูอยู่ในน้ำ การพองตัวก็อาจช่วยแง่นี้ได้ อีกกรณีคือเป็นกระบวนท่าที่เอาไว้ใช้คู่กับการมุดรู พอมุดเข้าไปในหลืบหรือรูอะไรบางอย่างแล้วพองตัวขึ้น ร่างกายมันจะติดแน่นอยู่ในนั้น คราวนี้ผู้ล่าพยายามจะดึงออกก็ลำบากละ ในที่สุดก็อาจจะถอดใจไปเอง

การป้องกันตัวพิลึกพิลั่นของสัตว์กลุ่มญาติกบยังมีรูปแบบอื่น ๆ อีกเยอะ ตั้งแต่แกล้งตาย ขี้แตก ส่งเสียงกรีดร้อง กัด (กบบางชนิดมีเขี้ยว) โชว์ตาปลอมที่ตูด พรางตัวแบบกลมกลืนไปกับใบไม้ พรางตัวแบบใสจนเหมือนล่องหนได้ แปลงเป็นหินแล้วกลิ้งลงเนิน ฯลฯ แต่ที่จะแนะนำเป็นตัวอย่างสุดท้ายสำหรับตอนนี้ขอเป็น ‘คางคกหนวดหนาม’ ก็แล้วกัน

ตัดฉากไปที่เสฉวน ภูเขายามเช้า ริมลำธาร ป่าไพร หมอกเยอะ ๆ น้ำเย็น ๆ บรรยากาศแบบถ้าจะมีจอมยุทธฝึกวิชาอยู่สักคนก็คงไม่แปลก ที่นี่ ‘คางคกหนวดเอ๋อเหมย์’ หรือ ‘คางคกหนามเต้าซือ’ กำลังกระดึ๊บ ๆ ลงจากเขาเพื่อมาชุมนุมกันที่ลำธาร ถ้าจอมยุทธช่างสังเกต จอมยุทธจะได้ดูมหกรรมการผสมพันธุ์คางคกซึ่งหนึ่งปีมีครั้งเดียว

ในไม่กี่สัปดาห์นี้ การแข่งขันหาคู่ ผสมพันธุ์ และวางไข่ จะดุเดือดเข้มข้นมาก เพราะคางคกตัวผู้ทั้งภูเขาต่างก็จะลงมาพร้อม ๆ กัน และจะชิงกันหาร่องหาหลืบใต้น้ำ เพื่อจับจองทำเป็นรังรอรับตัวเมียที่จะตามมาวางไข่ คราวนี้ศัตรูของคางคกไม่ใช่ผู้ล่าแล้ว แต่เป็นตัวผู้ด้วยกันที่จะมาแย่งทำเลทำรังนี่แหละ

ตัวผู้ที่ทยอยมาถึงแหล่งน้ำในฤดูนี้จะมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของร่างกาย จู่ ๆ กล้ามแขนมันก็จะล่ำขึ้นจนกลายเป็นอาร์โนลด์ เอาไว้เตรียมกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับคู่อริ อีกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วพิสดารจนกลายเป็นที่มาของชื่อมัน ก็คือการที่อยู่ดี ๆ มีหนวดงอกขึ้นมาเหนือริมฝีปาก

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

วัยรุ่นชายที่ฮอร์โมนพุ่งพล่านแล้วหนวดงอก ผมว่าไม่แปลก แต่คางคกหื่นหนวดงอกนี่ผมว่าแปลก แถมหนวดของมันไม่ใช่หนวดเป็นเส้น ๆ แบบเฟรดดี้ เมอคิวรี่ แต่เป็นหนวดที่มีลักษณะเหมือนเขาหรือนอเล็ก ๆ เรียงกันเป็นแถวมากกว่า วัสดุก็ทำด้วยเคราตินแข็ง ๆ แบบเดียวกับเล็บแมว แต่ที่เรียกหนวดก็เพราะมันดันชี้ขึ้นมาเหนือปากพอดี อย่างไรก็ตาม หนวดนี่ก็ทำให้เกิดเป็นลุคของคางคกที่ดูพังก์ร็อกมาก

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

ในแง่ของหน้าที่ หนวดหนามคืออาวุธดี ๆ นี่เอง สมมติว่าคางคกตัวผู้ตัวหนึ่งจับจองพื้นที่ใต้หินสักก้อนสำหรับเตรียมทำเป็นรังได้แล้ว จากนั้นดันมีตัวผู้อีกตัวเข้ามาแย่ง มันก็จะต่อสู้กัน โดยลักษณะการสู้เหมือนซูโม่ที่ไม่ใส่ผ้าเตี่ยวสองคนพยายามโอบรัดและจับคู่ต่อสู้โยน แต่ขณะเดียวกันก็พยายามจะเอาหนวดหนามนั่นงัดทิ่มพุงอีกฝ่ายด้วย คล้าย ๆ กับคุณพ่อที่หมั่นเขี้ยวลูกแล้วแกล้งเอาหนวดถูสะดือ แต่รุนแรงกว่า กว่าจะจบฤดูกาล ตัวผู้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ มีร่องรอยแผลบาดเจ็บจากการโดนหนวดทิ่มแทง ในแง่นี้ คางคกหนวดถือว่าร้ายกว่าฮิตเลอร์ เพราะว่าฮิตเลอร์ใช้หนวดเป็นอาวุธไม่ได้

นอกจากแขนล่ำและหนวดงอกเป็นหนามแล้ว คางคกตัวผู้ในฤดูผสมพันธุ์อยู่ดี ๆ ก็จะมีผิวหนังที่ย้วย ย้อย หย่อน ยานขึ้นอย่างผิดสังเกตอีกด้วย สองอย่างแรกนี่ยังพอจินตนาการออกว่าเอาไปทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้ แต่คงไม่มียอดมนุษย์คนไหนอยากได้ความสามารถหนังย้วยย้อย มันช่างดูไม่เท่เอาเสียเลย 

แต่คิดไปคิดมาก็ไม่แน่นะ เพราะหนังย้วยย้อยช่วยเพิ่มพื้นที่แลกเปลี่ยนอากาศ ช่วยเพิ่มความอึดใต้น้ำของคางคกตัวผู้ (อย่าลืมว่าคางคกก็ต้องขึ้นมาหายใจด้วยปอดนะ แต่หายใจผ่านผิวหนังช่วยเสริมได้) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไหนจะต้องคอยอยู่ปกป้องรัง เวลาต่อสู้กันก็สู้ใต้น้ำ ใครหมดลมหายใจก่อนก็มีสิทธิ์แพ้ และพอหลังจากได้ผสมพันธุ์เสร็จแล้ว ตัวเมียก็จะวางไข่แปะเป็นแพไว้บนเพดานรัง แล้วปล่อยให้ตัวผู้อยู่ดูแลต่ออีกตั้งนานกว่าจะฟักเป็นลูกอ๊อด เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกหนังย้วยย้อยที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รับออกซิเจนใต้น้ำเป็นอันขาด

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

เฉลยเรื่องขนอุยของกบวูล์ฟเวอรีนที่เกริ่นไว้ตอนแรก นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ามันมีฟังก์ชันเดียวกับหนังย้วยย้อยนี่แหละ เพราะมีเส้นเลือดฝอยไปเลี้ยงขนเหล่านั้นมากมาย ทำให้น่าจะใช้หายใจใต้น้ำได้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นซี่เหงือกแบบเดียวกับเหงือกปลา ที่วิวัฒนาการใหม่ขึ้นมาจากผิวหนังอีกที

เช่นนี้แล้ว จากความรู้เรื่องกบและคางคก อะควาแมนภาคใหม่ควรจะทำให้สมจริงขึ้นโดยการให้เจสันมีหนังย้วยย้อย และวูลฟ์เวอรีนภาคใหม่ก็น่าจะเพิ่มความสามารถดำน้ำอึดและหายใจผ่านจอนให้กับใครก็ตามที่จะเข้ามาแสดงด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมด ล้วนเป็นตัวอย่างวิวัฒนาการที่น่าทึ่งมาก พวกกบ คางคก ซาลาแมนเดอร์ทั้งหลายต้องเอาตัวรอดและต่อสู้หาคู่ผสมพันธุ์ได้สำเร็จมากี่สิบกี่ร้อยล้านปีกันหนอ จึงจะได้ความสามารถเหล่านี้มาครอบครอง แต่ที่น่าสลดมาก ๆ ก็คือกลไกการป้องกันตัวอันแสนสุดอัศจรรย์บรรเจิดทั้งหมดนั้น ไม่มีทางเอาชนะผู้ล่าสองขาหน้าใหม่ที่เพิ่งโผล่มาเมื่อไม่กี่แสนปีก่อนได้เลย

ชาวคาเมรูนที่อาศัยร่วมถิ่นกับกบวูล์ฟเวอรีนรู้ฤทธิ์ของมันดี และจะไม่เข้าไปจับกบมือเปล่าให้เสียเลือด แต่จะใช้ไม้แหลมเสียบมันจากระยะปลอดภัยแล้วค่อยเอาไปย่างกิน กรณีนี้การมีกรงเล็บกระดูกช่วยอะไรไม่ได้

แต่จริง ๆ แล้วการโดนคนจับกินก็ยังไม่เท่าไหร่ คางคกหนวดหนามเอ๋อเหมย์และอีกหลายชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ไม่ใช่เพราะโดนจับ แต่เพราะถิ่นที่อยู่มันถูกทำลาย กลายเป็นความเจริญหมด ป่าหดลำธารหาย มลพิษที่ลงน้ำแล้วซึมเข้าผิวหนังบอบบางก็เป็นต้นเหตุสำคัญในการตายจากไปอย่างเงียบ ๆ ของเผ่าพันธุ์สะเทินน้ำสะเทินบกทั่วโลก พวกมันจะต้องวิวัฒนาการอีกเท่าไหร่ ยังไงถึงจะเอาชนะภัยเหล่านี้ได้

สมัยหนุ่มผมเคยดูสารคดี Cosmos ของคุณ Carl Sagan ซึ่งมีฉากพาไปดูเรือจับปูของญี่ปุ่น พอจับได้ ‘ปูซามูไร’ คือลายบนกระดองมันบังเอิญคล้ายหน้ากากซามูไรใส่เกราะ ชาวประมงก็จะไม่ฆ่า แต่ปล่อยคืนทะเล เพราะเชื่อว่าเป็นปูศักดิ์สิทธิ์ที่มีดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ใครกินไปอาจจะประสบเคราะห์ได้ ซึ่งผลก็คือชาวประมงได้คัดเลือกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ และก่อให้เกิดวิวัฒนาการปูรุ่นถัด ๆ ไปที่มีกระดองเหมือนหน้าซามูไรมากขึ้นเรื่อย ๆ สักวันไม่แน่มันอาจจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ปูที่ไม่มีใครกล้าจับเลยก็ได้ ความศักดิ์สิทธิ์เหมือนจะเป็นกลไกการป้องกันตัวแบบหนึ่ง

ในแง่นี้สัตว์ที่อยู่เมืองไทยก็อาจจะมีหวัง เพราะระหว่างเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับอึ่งอ่าง ลิงก์แรกที่ผมเจอก็คือ ชาวบ้านพบอึ่งอ่างเผือกในคืนวันพระ ฮือฮา แห่กันไปขอหวย

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

ข้อมูลอ้างอิง 

เรื่องกบวูล์ฟเวอรีน (Trichobatrachus robustus) www.newscientist.com

เรื่องซาลาแมนเดอร์อาวุธซี่โครง (Pleurodeles waltl) www.nature.com

เรื่องท่าโยคะกบและการพองตัว จากงานวิจัย Behavioral Defense of Anurans : An Overview https://doi.org/10.1080/03949370.2010.534321

เรื่องคางคกหนวดหนาม (Leptobrachium boringii) www.wired.com/2014/02/absurd-creature-week-toad-grows-spiky-mustache-stabs-rivals-ladies และ www.beautyofscience.com/emei-moustache-toad

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load