17 มิถุนายน 2563
9 K

17 มีนาคม ค.ศ. 2020 ประตูของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอน (The Natural History Museum) ได้ปิดลงอีกครั้งอย่างไม่มีกำหนดจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 หลังจากที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ปิดไม่ให้เข้าชมจากเหตุสุดวิสัยครั้งล่าสุดคือสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

75 ปี มาแล้วนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1945 เป็นสงครามที่สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ในภาวะสงครามทำให้พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในยุโรปปิดให้บริการ มีการขนย้ายวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ไปซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย ไม่เพียงแต่พิพิธภัณฑ์ในยุโรปเท่านั้น ความวุ่นวายนี้ยังส่งผลถึงพิพิธภัณฑ์ในอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกรุกรานโดยกองทัพญี่ปุ่นอีกด้วย 

แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอน

ที่สุดท้ายคือจุดเริ่มต้น

“PENINSULAR SIAM, NAKHON SRI TAMARAT, KHAO LUANG” 

ข้อความที่ปรากฏบนกระดาษแผ่นน้อยระบุที่มาของตัวอย่างผึ้งหึ่ง (Bumblebee) จำนวนหนึ่งที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอน ข้อความนี้ทำให้นักศึกษาปริญญาเอกที่พิพิธภัณฑ์และเป็นลูกหลานชาวสยามที่กำลังศึกษาวิจัยผึ้งกลุ่มนี้ใจเต้นอย่างประหลาด สงสัยว่าตัวอย่างนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองคอน สยามประเทศ มาสู่มหานครลอนดอนได้อย่างไร 

ตัวอย่างผึ้งนี้คงต้องเรียกว่าคุณทวด วันที่เก็บนั้นระบุไว้ว่าในช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1922 หรือเกือบ 100 ปีมาแล้ว ผู้เก็บ คือ H. M. Pendlebury คนนี้เขาคือใครกัน เป็นอีกคำถามที่ต้องหาคำตอบ คำใบ้คือกระดาษแผ่นน้อยอีกใบที่ระบุว่าผึ้งตัวนี้เคยเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สหพันธรัฐมลายู (The Federated Malay States (F.M.S.) Museums) และข้อสังเกตสุดท้ายอีกหนึ่งอย่างคือเลขแรกเข้า (Accession Number) ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอน

โดยปกติแล้วตัวอย่างแมลง จะมีกระดาษแผ่นเล็กๆ (Label) ซึ่งระบุข้อมูลทั้งที่มา วันที่เก็บ ชื่อคนเก็บ หรือข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนชื่อชนิดของตัวอย่างนั้น กระดาษเล็กๆ เหล่านี้จึงสำคัญมากต่อการศึกษา การวิจัยทางด้านอนุกรมวิธาน ธรรมชาติวิทยา รวมถึงทางประวัติศาสตร์อีกด้วย 

ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอนจะเพิ่มกระดาษที่ระบุเลขแรกเข้า นั่นคือเลข BM หรือ Brit. Mus. ซึ่งย่อมาจาก The British Museum หรือพิพิธภัณฑ์บริติช (พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอนเคยเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์บริติช ก่อนแยกตัวออกมา ใน ค.ศ. 1963) เลขแรกเข้านี้เองที่ระบุ ค.ศ. ที่มีการเข้ามาเก็บในพิพิธภัณฑ์ เช่น “BM 1937-XX” หมายความว่าตัวอย่างนี้เข้ามาในมิวเซียมตอน ค.ศ. 1937 ส่วน XX จะแตกต่างกันไปตามการตามสำรวจหรือตัวอย่างที่เข้ามาพร้อมกัน ซึ่งใช้เลขตัวเดียวกันหมด 

ในปัจจุบันเนื่องจากตัวอย่างมีมากขึ้นและระบบจัดเก็บข้อมูลที่ดีขึ้น มีเทคโนโลยีและฐานข้อมูล ทำให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอนมีการให้ตัวเลขใหม่ เรียกกว่า เลข NHMUK เป็นตัวเลข 9 หลัก พร้อมด้วยคิวอาร์โค้ด ซึ่งสะดวกต่อการเก็บข้อมูลในอนาคต หนึ่งตัวอย่างจะมีเลขเฉพาะเพียงหมายเลขเดียว 

ทีนี้เรากลับมาดูตัวอย่างผึ้งหึ่งจากนครศรีธรรมราชที่เก็บมาช่วงเวลาเดียวกัน พบว่ามีเลขแรกเข้าที่แตกต่างกัน นั่นคือ BM 1926 และ BM 1955 แสดงว่าตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้มาถึงพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอนในครั้งเดียว แล้วมันมาได้อย่างไร

แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
ตัวอย่างผึ้งหึ่งจากประเทศไทย

จากป่าฝนบนคาบสมุทรสยามสู่มาเลย์

บ่ายวัน 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1922 ขบวนรถไฟขบวนหนึ่งจากปาดังเบซาร์ข้ามชายแดนสยามมุ่งหน้าสู่หาดใหญ่ รถไฟขบวนนั้นบรรทุกคณะนักสำรวจจากพิพิธภัณฑ์สหพันธรัฐมลายูและพิพิธภัณฑ์แรฟเฟิลส์ (The Raffles Museum) สิงคโปร์ ที่วางแผนมาสำรวจธรรมชาติบนคาบสมุทรแห่งนี้ 

หนึ่งในคณะนี้คือ เฮนรี่ มัวริซ เพนเดลเบอรี่ (Henry Maurice Pendlebury) นักกีฏวิทยาหนุ่มวัย 30 ชาวอังกฤษ ที่ถูกส่งมาประจำพิพิธภัณฑ์สหพันธรัฐมลายูผู้สนใจผีเสื้อ และเป็นทหารยศร้อยเอก (Captain) ผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 คณะสำรวจได้พักที่หาดใหญ่ก่อน และวันรุ่งขึ้นจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังสถานที่ในการสำรวจครั้งนี้ ‘ทิวเขานครศรีธรรมราช’ 

เพนเดลเบอรี่และคณะสำรวจใช้เวลาในช่วงแรกของการสำรวจตลอดวันที่เหลือของเดือนกุมภาพันธ์ในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทางกายภาพ ตัวอย่างแมลงและสิ่งมีชีวิต ในบริเวณอำเภอร่อนพิบูลย์ ร่วมกับคณะสำรวจก่อนหน้าจากกรุงเทพฯ นำโดย ดร.มัลคอล์ม สมิธ (Dr.Malcolm Smith) ผู้มาสำรวจสัตว์เลื้อยคลานในบริเวณนี้เช่นเดียวกัน 

เรือเป็นพาหนะหลักที่พาเพนเดลเบอรี่ล่องตามคลอง และเขาได้จดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นตลอดริมฝั่งคลอง ช่วงปลายเดือน คณะของ ดร.สมิธ ได้เดินทางกลับไปยังกรุงเทพฯ พร้อมด้วยคณะนักสำรวจจากพิพิธภัณฑ์แรฟเฟิลส์ จึงทำให้คณะที่เหลืออยู่มีขนาดเล็กลง

เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม เพนเดลเบอรี่ตัดสินใจไปสำรวจบริเวณเขาหลวง ซึ่งถือได้ว่าเป็นยอดเขาสูงที่สุดของคาบสมุทรสยามแห่งนี้ ทางที่เหมาะสมที่สุดคือทางขึ้นวัดคีรีวง จุดเริ่มต้นของเขาอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช โดยเขาได้บันทึกไว้ว่า

“…ตัวเมืองประกอบไปด้วยถนนที่ยาวจากทิศเหนือลงมาทิศใต้ โดยทางทิศใต้จะผ่านวัดใหญ่หรือวัดพระธาตุ…” 

เพนเดลเบอรี่ได้เดินชมกำแพงเมืองเก่าริมแม่น้ำ ในมุมนั้นเองเขาจึงสังเกตเห็นเขาหลวงเด่นตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมือง

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม ในวันที่ 10 มีนาคม เพนเดลเบอรี่ออกเดินทางจากตัวเมืองไปยังเส้นทางสู่วัดคีรีวง จุดเริ่มต้นของการเดินขึ้นเขาหลวง ตลอดทางขึ้นเขาเพนเดลเบอรี่พบทากดูดเลือดเป็นจำนวนมาก ด้วยหนทางที่ลำบากในการขึ้นถึงยอด จึงจำเป็นต้องค้างแรมเป็นระยะๆ พร้อมหยุดในแต่ละจุดพัก เพื่อเก็บตัวอย่างและจดบันทึกธรรมชาติที่ซับซ้อนของป่าฝนเขตร้อน

 วันที่ 16 มีนาคม เพนเดลเบอรี่และคณะได้ขึ้นถึงยอดของเขาหลวง สภาพอากาศไม่ค่อยเป็นใจมากนักเพราะมีฝนตกหนัก ยากต่อการเดินทาง พวกเขาเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขาซึ่งปกคลุมด้วยหมอก เมื่อยืนอยู่บนที่สูงกว่า 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทันใดนั้นเอง เพนเดลเบอรี่ได้พบผึ้งหึ่งสีดำจำนวนหนึ่ง

เพนเดลเบอรี่เดินทางลงจากเขาหลวงในวันที่ 3 เมษายน เขาใช้เวลาสำรวจบนเขาหลวงทั้งหมดเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ขึ้นลงตามระดับความสูงต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มแมลงผีเสื้อที่เขาสนใจเป็นพิเศษ เพนเดลเบอรี่กลับถึงตัวเมืองนครฯ ในวันที่ 5 เมษายน และ 2 วันถัดมาจึงเดินทางออกจากเมืองพร้อมด้วยตัวอย่างที่เขาเก็บมาครั้งนี้ส่งกลับไปยังกัวลาลัมเปอร์ โดยที่เพนเดลเบอรี่ยังไม่รู้เลยว่าตัวอย่างผึ้งหึ่งที่เขาเก็บมาเป็นชนิดไหนกันแน่

แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
แผนที่การสำรวจของเพนเดลเบอรี่
ภาพ : Library and Archives, The Natural History Museum, London
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
ทิวเขานครศรีธรรมราชและสภาพป่าดิบเขาที่ปกคลุม
ภาพ : จิรัฐิ สัตถาพร

จากพิพิธภัณฑ์ที่สลังงอร์สู่พิพิธภัณฑ์ที่เคนซิงตัน

เพนเดลเบอรี่กลับมาทำงานที่พิพิธภัณฑ์สหพันธรัฐมลายูหรือพิพิธภัณฑ์สลังงอร์ (The Selangor Museum) กัวลาลัมเปอร์ (ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1887) เมื่อตรวจผึ้งหึ่งที่เก็บมา เขาพบว่าผึ้งหึ่งตัวนี้น่าจะยังไม่ได้ตั้งชื่อ ใน ค.ศ. 1923 เขาจึงตีพิมพ์การค้นพบตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ผึ้งหึ่งตัวนี้ว่า Bombus discrepans หมายถึงผึ้งหึ่งที่มีลักษณะเด่นและแตกต่าง โดยตัวอย่างผึ้งหึ่งที่เขาเก็บมานั้นเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ 

ค.ศ. 1926 พิพิธภัณฑ์สหพันธรัฐมลายูเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ โดยจัดส่งตัวอย่างที่สำคัญเช่นตัวอย่างต้นแบบ (Types) ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์บริติช เพื่อการค้นคว้าวิจัยและง่ายต่อการเก็บรักษา จากนโยบายนี้ ตัวอย่างต้นแบบของผึ้งหึ่งที่เพนเดลเบอรี่ตั้งชื่อส่วนหนึ่งจึงข้ามน้ำข้ามทะเลมายังลอนดอนเป็นส่วนแรก

เวลาล่วงเลยไป เพนเดลเบอรี่ได้ออกสำรวจอีกหลายครั้ง เช่นที่เขาคินาบาลู (Mount Kinabalu) บนเกาะบอร์เนียว เป็นต้น และมีผลงานตีพิมพ์มากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับผีเสื้อบนคาบสมุทรมาเลย์ จากประสบการณ์ทำงานทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เมื่อ ค.ศ. 1938 ในวัย 45 ปี โดยเขาไม่รู้เลยว่าอีก 1 ปีต่อมา โลกได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม และเขาคือผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คนสุดท้าย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นใน ค.ศ. 1939 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกคุกคามโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ฝ่ายอักษะ สิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ฝ่ายสัมพันธมิตรในขณะนั้นย่อมตกเป็นที่เพ่งเล็งของญี่ปุ่นแน่นอน เพนเดลเบอรี่ในฐานะผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ต้องการรักษาตัวอย่างอันทรงคุณค่าเหล่านี้ ไม่ให้สูญสลายไปด้วยไฟและดินปืนของระเบิด 

เพนเดลเบอรี่จึงตัดสินใจขนย้ายหนังสือและตัวอย่างทางธรรมชาติวิทยาของพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญบางส่วน โดยเฉพาะตัวอย่างแมลงที่มีความเปราะบาง รวมถึงตัวอย่างผึ้งหึ่งส่วนที่เหลืออยู่กลับไปยังกระทรวงเกษตรของอังกฤษในกรุงลอนดอน (ก่อนที่ตัวอย่างจะโอนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์บริติช เมื่อเปิดทำการหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) 

เดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 เพนเดลเบอรี่ได้หนีออกมาจากมาเลเซียแต่ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับที่ได้ที่สิงคโปร์ เขาตกเป็นเชลยสงครามร่วม 3 ปี เมื่อสงครามจบลง เพนเดลเบอรี่ไม่ได้กลับสู่มาตุภูมิ เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่บังกาลอร์ อินเดีย ระหว่างทางที่เขากลับสู่อังกฤษด้วยวัย 52 ปี หนึ่งสัปดาห์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ในเดือนกันยายน ค.ศ.1945

อย่างที่เพนเดลเบอรี่กังวลเอาไว้ อาคารเก่าของพิพิธภัณฑ์ถูกทำลายลง จากความวุ่นวายในช่วงสงครามเนื่องด้วยปีกหนึ่งของอาคารเสียหายจากระเบิดที่ผิดพลาดจากทางฝั่งอเมริกา อาคารพิพิธภัณฑ์คล้ายกับอาคารหนึ่งที่กองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นฐานบัญชาการทำให้เกิดความเข้าใจผิด ระเบิดในครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับวัตถุบางส่วนในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นวัตถุที่เหลือทั้งหมดที่ไม่เสียหายจึงถูกย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์เปรัก (The Perak Museum) เมืองไทปิง พิพิธภัณฑ์ในเครือของพิพิธภัณฑ์สหพันธรัฐมลายู เมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐบาลมาเลเซียได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (The Muzium Negara) ขึ้น และเปิดทำการใน ค.ศ. 1963 จนมาถึงปัจจุบัน

แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
ตัวอย่างต้นแบบของผึ้งหึ่ง Bombus discrepans
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเลเซีย

บ้านหลังสุดท้าย

นักศึกษาปริญญาเอกละสายตาลง จากการอ่านประวัติของเพนเดลเบอรี่ จากไฟล์เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ห้องสมุดของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอนส่งมาให้ทางอีเมล เอกสารเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาเกือบทุกมุมโลกเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดแห่งนี้ ตัวอย่างผึ้งหึ่งที่เขาได้ส่องใต้กล้องวันก่อนมีประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ รอคอยคนที่จะมาค้นหาและปะติดปะต่อเรื่องราวขึ้น 

ประวัติศาสตร์ที่แลกมาด้วยความกล้าหาญและเลือดของผู้ที่สูญเสียจากความรุนแรง ความขัดแย้ง จากสงคราม การเดินทางต่างกรรมต่างวาระของตัวอย่างชุดนี้ สุดท้ายก็กลับมาอยู่รวมกันที่นี่ บ้านหลังสุดท้ายของผึ้งหึ่งจากคาบสมุทรสยาม พิพิธภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งอันทรงคุณค่าไม่ให้สูญสลาย เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของนักธรรมชาติวิทยาอย่างเพนเดลเบอรี่ ให้คงอยู่ไม่หายไปกับร่างของเขาและกาลเวลา 

แม้ว่าในปัจจุบันชื่อผึ้งหึ่งที่เพนเดลเบอรี่ตั้งขึ้นจะเป็นชื่อซ้ำกับผึ้งหึ่งชนิดเดียวกับที่พบมาก่อนหน้านี้ ที่ชื่อว่า Bombus eximius ผึ้งหึ่งขาส้ม ที่พบทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะบนยอดดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ ก็ตาม แต่ตัวอย่างของเขาเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่บอกว่าผึ้งชนิดนี้ก็อาศัยอยู่บนภูเขาสูงในภาคใต้ของประเทศไทยได้เช่นกัน นักศึกษาปริญญาเอกคนนี้หวังว่า เมื่อจบปริญญาเอกแล้วจะได้ตามรอยสำรวจของเพนเดลเบอรี่ ซึ่งจะครบ 100 ปี ในอีก 2 ปีข้างหน้า 

แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
หนังสือในห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอน 
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอน
แกะรอย Bumblebee ผึ้งสีดำ ในมิวเซียมลอนดอน ที่มาจากนครศรีธรรมราชเมื่อเกือบร้อยปีก่อน, The Natural History Museum
ผึ้งหึ่งบนดอยอินทนนท์ เชียงใหม่

ข้อมูลอ้างอิง

  • Carpenter, G. D. H. (1946) The President’s remarks. Proceedings of the Royal Entomological Society, London (C). 10, 51 – 57.
  • Pendlebury, H. M. (1923) An expedition to some hills in Nakon Sri Tamarat, Peninsular Siam. Journal of the Federated Malay States Museums. 11, 1 – 20.
  • Pendlebury, H. M. (1923) Four new species of Bombus from the Malay Peninsula. Journal of the Federated Malay States Museums. 11, 64 – 67.
  • Williams, P. H. (1998) An annotated checklist of bumble bees with an analysis of patterns of description (Hymenoptera: Apidae, Bombini). Bulletin of The Natural History Museum (Entomology). 67, 79 – 152. 
  • Low, M. E. Y. et al. (2019) 200 : points in Singapore’s natural history . Singapore: Lee Kong Chian Natural History Museum.
  • Tan, K. (2015) Of whales and dinosaurs : the story of Singapore’s Natural History Museum. Singapore: NUS Press.
  • www.nhm.ac.uk
  • www.bumblebeeconservation.org

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชวธัช ธนูสิงห์

นักศึกษาปริญญาเอกผึ้งหึ่ง ผู้ชื่นชอบพิพิธภัณฑ์และประวัติศาสตร์ พบได้บ่อยที่ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาลอนดอน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ผมเห็นภาพถ่ายใบหนึ่งในเว็บท่องเที่ยว เป็นภาพคนสองคนยืนบนสะพานแขวน ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ ผมเกิดคำถามว่าที่นี่คือที่ไหนบนโลกใบนี้กันนะ นั่นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ค้นหาสถานที่ในภาพ จนในที่สุด ผมก็พาคนที่ผมรักทั้งสามคนมายืนในมุมที่เคยเห็นจากภาพ ผมยืนยิ้มให้กับตัวเองและกดชัตเตอร์บันทึกภาพแห่งความสุขไว้

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

เดือนเมษายน 2015 ผมและครอบครัวมีโอกาสเดินทางมายังประเทศนิวซีแลนด์ 

เราเลือกมาเที่ยวกันที่เกาะใต้เพียงเกาะเดียว ไม่ได้เดินทางไปที่เกาะเหนือ หนึ่งในจุดหมายของการเดินทางทริปนี้คือ Mount Cook เพื่อจะตามหามุมถ่ายภาพที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น วันที่เราเดินทางมาถึง Mount Cook เป็นช่วงเวลาบ่ายคล้อย ขับรถกันมาจากเมืองควีนส์ทาวน์ แวะโน่น แวะนี่มาตามทาง พอเลี้ยวขวาตรงทางแยกเพื่อเข้ามา Mount Cook ได้ไม่นานก็เจอกับภาพทะเลสาบสีเทอร์คอยส์สวยเหมือนภาพวาด นั่นคือทะเลสาบ Pukaki อันเลื่องชื่อนั่นเอง 

ส่วนตัวผมเองขอยกให้ทะเลสาบ Pukaki เป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในทริปนิวซีแลนด์ทริปนี้เลย ภาพทะเลสาบสีฟ้าที่มี Mount Cook เป็นฉากหลังประกอบ กับถนนคดเคี้ยวที่ลัดเลาะเรียบทะเลสาบยังประทับใจจนทุกวันนี้ 

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

ที่อุทยานแห่งชาติ Mount Cook เราเลือกพักกันที่ Auraki Court นับว่าเป็นบ้านพักที่สะดวกสบายและสะอาดมาก มีห้องครัวและเครื่องครัวสำหรับทำอาหารครบครัน เราทำอาหารมื้อเย็นง่ายๆ ทานกันเองที่บ้าน มีแซลมอนที่ซื้อมาจากฟาร์มที่ขับรถผ่านระหว่างทางมาที่นี่ อิ่มท้องแล้วก็นอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำแสนสบาย แล้วก็แยกย้ายกันซุกตัวใต้ผ้าห่มบนเตียงนุ่มๆ เก็บแรงเพื่อภารกิจ Adventure ในวันพรุ่งนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือ ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจอยู่บนที่นอนได้สักพัก ก็ต้องลุกไปอาบน้ำและรีบทานมื้อเช้า เสร็จแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถ และเช็กเอาต์ออกจากที่พักเพื่อออกเดินทาง  เพราะวันนี้เรามีภารกิจที่ท้าทายคือการเดิน Hiking บนเส้นทาง Hooker Valley Track โดยจะเริ่มต้นจากปลายถนนฮุกเกอร์  ซึ่งเป็นถนนแยกจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ Mount Cook ใช้เวลาขับรถเข้าไปประมาณ 10 นาที จะมีที่จอดรถลงเดินเท้ากับเส้นทางเดินป่าธรรมชาติไปสิ้นสุดที่ธารน้ำแข็งฮุกเกอร์ (Hooker Glacier)

พวกเราขับรถมาถึงจุดจอดรถก็ 9 โมงกว่าๆ แล้ว แยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เพราะไม่แน่ใจว่าระหว่างทางที่เดินนั้นจะมีห้องน้ำให้เข้าอีกหรือเปล่า กลับมาที่รถหยิบกล้องถ่ายรูปและน้ำดื่มพกใส่เป้สะพายหลังได้เราก็เริ่มออกเดินทางกันทันที ออกเดินเท้าได้ไม่นานก็ถึงจุดชมวิวที่มองเห็นสะพานแขวนทอดยาวข้ามลำธารที่ไหลผ่านแนวก้อนหินก้อนกลมๆ ใหญ่น้อย ต้องเป็นเจ้าสะพานแขวนแห่งนี้แน่ๆ ที่เราเห็นในรูป จนทำให้เราค้นหาข้อมูลและตัดสินใจเดินทางมายังที่แห่งนี้

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

ชื่นชมความงามและบันทึกภาพจากมุมสูงตรงนี้เป็นที่เรียบร้อย เราทั้งสี่คนก็ก้าวเดินลงเนินเขาจากจุดชมวิวนี้ลงไปด้านล่าง เพื่อเดินต่อไปยังสะพานแขวนที่เห็น เช้าวันนี้อากาศเย็นกำลังดี ทำให้การเดินเท้า Hiking ของเราในวันนี้เริ่มต้นด้วยดี เมื่อมาถึงสะพานแขวน ผมก็เดินแยกตัวลงไปด้านล่างตรงข้างๆ ลำธาร ให้ภรรยาและลูกชายทั้งสองเดินต่อขึ้นไปยืนบนสะพานแขวน ยกกล้องขึ้นมาซูมภาพไปที่คนสามคนบนสะพาน และบันทึกภาพที่ตั้งใจไว้ก่อนการเดินทาง

เราหยุดชื่นชมสายน้ำที่ไหลเย็นผ่านใต้สะพานแขวน สายน้ำที่นี่ไม่ใสเหมือนลำธารที่อื่น แต่เป็นสีออกฟ้าขุ่นๆ เนื่องจากเป็นสายน้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งที่ต้นน้ำ ประกอบไปด้วยแร่ธาตุบางอย่าง จึงทำให้น้ำเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

เดินไปเรื่อยๆ ตามแนวทางเดินที่อุทยานจัดทำไว้เป็นอย่างดี รวมทั้งข้ามสะพานแขวนอีก 2 สะพาน เราก็มาถึงแนวทางเดินที่เป็นระแนงไม้ทอดยาวไปในทุ่งหญ้าสีทอง อาบด้วยแสงอาทิตย์ยามสายๆ เมื่อมองไปสุดสายตาจะเห็นยอด Mount Cook เจ้ายอดเขาขี้อายตั้งตระหง่านอยู่ที่ปลายทาง เราผู้เป็นพ่อเดินไปถ่ายรูปไป ผู้เป็นแม่กับลูกชายคนโตเดินอยู่ข้างหน้า ผลัดกันถ่ายรูปอย่างมีความสุข ส่วนเจ้าลูกชายคนเล็กนั้นวิ่งนำไปข้างหน้าก่อนแล้ว ด้วยว่าโดนพ่อหลอกล่อว่า ให้แข่งกันดูซิว่าใครจะถึงทะเลสาบที่ปลายทางก่อนกัน

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

ระหว่างทางเดินมีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้แวะถ่ายเต็มไปหมด มุมนั้นก็สวย มุมนี้ก็สวย Landscape ก็อยากถ่าย แต่แนว Portrait ก็ขาดไม่ได้ ไม่งั้น ผบ. ที่บ้านอาจจะไม่พอใจเอาได้ ทำให้เราใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชม. กับระยะทางแค่เพียง 5 กม. และในที่สุดเราก็มาถึงปลายทางที่ Hooker Lake เป็นทะเลสาบที่มีก้อนน้ำแข็งที่ร่อนหลุดมาจากแนว Gracier ลอยอยู่เต็มทะเลสาบ ภาพที่เห็นตรงหน้าสวยงามตระการตา ช่างคุ้มค่ากับการเดินเท้าเข้ามา 5 กม. เสียจริงๆ

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

พวกเรานั่งเหนื่อยพักชมวิวทิวทัศน์ พูดคุยกับเพื่อนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงพร้อมๆ กัน หันมองนาฬิกาอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้ว ท้องเริ่มหิวขึ้นมาทันที เสียดายที่ไม่ได้วางแผนเอาของว่างรองท้องติดมาด้วย ยิ่งเห็นกลุ่มคุณป้าที่เดินมาด้วยกันนั่งล้อมวงกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย ความหิวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จึงได้เวลาร่ำลาทะเลสาบแสนสวย เดินย้อนกลับทางที่เดินมาอีก 5 กม. เพื่อกลับไปที่จุดตั้งต้นที่พวกเราจอดรถกันเอาไว้

แม้ว่าเส้นทางที่เดินกลับจะเป็นเส้นทางเดิมกับที่เดินมา แต่ก็ได้มองเห็นภาพที่ต่างกันออกไป เราอาจจะใช้เวลาเดินน้อยลง เพราะแวะถ่ายรูปกันน้อยกว่าเดิม แต่ก็ได้ความประทับใจไม่แพ้กัน 

นี่คงเป็นอีกเส้นทาง Hiking ที่สวยงามและน่ามาเยือนกันสักครั้งถ้ามีโอกาส เป็นเส้นทางที่ไม่ได้ขึ้นเขาชันและเดินง่ายพอสมควร ผมคิดว่า Hooker Valley Track นี้เป็นอีกหนึ่งในลิสต์ที่ห้ามพลาดเลยทีเดียวสำหรับคนที่เดินทางมายังเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ขอแนะนำว่าให้มานอนพักที่ Mount Cook สักหนึ่งคืน ที่นี่เงียบสงบและดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนสวยมาก และเช้าอีกวันก็ค่อยตื่นแต่เช้าออกมาเดิน Hiking บนเส้นทางสาย Hooker Valley Track กัน

ที่สำคัญ อย่าลืมพกของว่างไปแวะทานที่ทะเลสาบ Hooker กันด้วยนะครับ

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สมโภชน์ ศิริโชติ

คุณพ่อลูกสองที่รักการเดินทาง มีความสุขกับการตามหาแสงแรกและแสงสุดท้าย ฝันอยากจะเป็นนักเขียนแต่ดันเรียนวิศวะ จึงหาช่วงพักจากงานช่าง มานั่งเล่าเรื่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load