ให้เวลา 10 วินาที ลองนึกชื่อเพื่อนบ้านหรือเพื่อนข้างห้อง และคนที่ถัดจากนั้นไปอีกจนครบทั้งหมู่บ้านหรือทั้งชั้น หลายคนอาจไล่ชื่อได้ไม่ครบ บางคนเจอกันข้างนอกยังนึกไม่ออกเลยว่าเราอยู่คอนโดฯ เดียวกัน แต่เมืองแห่งนี้ที่เราบินลัดจอพาไปชม จะทำให้คุณจำเพื่อนบ้านได้จนครบทั้งหมู่บ้าน เพราะ Haveforeningen Harekær เมืองบรอนด์บี้ (Brøndby) ประเทศเดนมาร์ก หรือที่ใครๆ เรียกกันติดปากว่า ‘Brondby Garden City’ ที่สร้างจากแนวคิดยูโทเปีย ซึ่งหลายคนยังไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แต่สร้างมาแล้วเกือบ 60 ปี

จึงไม่แปลกใจที่โคเปนเฮเกนจะได้รับการประกาศโดย UNESCO ให้เป็น World Capital of Architecture ใน ค.ศ. 2023 

แล้วทำไมที่นี่ถึงวางผังเมืองล้ำไม่ซ้ำใคร โดยแบ่งเป็นบ้านในวงกลมเหมือนตัดพิซซ่าออกเป็นชิ้นๆ และการออกแบบเช่นนี้ ช่วยให้ผู้อยู่เปี่ยมสุขภาพกายใจ พร้อมทำให้สิ่งแวดล้อมของเมืองดีอย่างยั่งยืนได้อย่างไร เราจะพาย้อนกลับไปฟังเรื่องราวเบื้องหลังหมู่บ้านสีเขียวนอกเมืองพร้อมกัน

01 ทำไมต้องเป็นวงกลม

พูดถึงเดนมาร์ก นอกจากความหนาวหรือโคนม นี่เป็นประเทศที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเมืองมาเป็นอันดับแรกๆ และเราเชื่อเหลือเกินว่า Urbanism ที่พวกเขาให้ความสำคัญนักคือหัวใจหลักของการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนได้ 

หรือนี่จะเป็นสาเหตุของการสร้างหมู่บ้านเป็นวงกลม ?

จากแนวคิดเดิมของหมู่บ้านในศตวรรษที่ 18 ที่ชาวเมืองมักสร้างบ่อน้ำและพื้นที่รวมพลตรงกลางไว้ให้ชุมชนได้บอกเล่าเก้าสิบ สังสรรค์และแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของสังคมเพื่อนบ้านในละแวก 

รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเมืองแห่งสวนอย่าง เอเบเนเซอร์ ฮาวเวิร์ด (Ebenezer Howard) เจ้าพ่อแนวคิดยูโทเปียหรือเมืองในอุดมคติ 

Brøndby Garden City หมู่บ้านวงกลมที่อยากเชื่อมสัมพันธ์จากเมืองถึงคนและพื้นที่สีเขียว
ภาพ : Ebenezer Howard

เอเบเนเซอร์ คือผู้เขียนเรื่อง The Three Magnets Diagram ไดอะแกรมแม่เหล็ก 3 อัน สรุปเรื่องเมืองเอาไว้ในหนังสือ Garden Cities of Tomorrow ว่าด้วยทฤษฎีการวางผังเมืองจำลอง บอกเล่าข้อดี-ข้อเสียของการวางผังแบบเมืองและชนบท ก่อนนำไปใช้กับเมืองในสวนว่า เรานำข้อดีและมีเมืองที่อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลทั้งแบบชุมชนเมืองและเกษตรกรรม จนสร้างความเป็นอยู่ที่ดีทุกด้านผ่านการวางผังเมืองในฝันเช่นนี้ได้ ขนาด ลูอิส มัมฟอร์ด (Lewis Mumford) นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมชื่อดังชาวอเมริกันยังกล่าวเอาไว้ว่า สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 มี 2 อย่าง คือเครื่องบินและ Garden City นี่แหละ 

แนวคิดนี้กลายเป็นต้นแบบแลนด์มาร์กที่ล้ำสุดๆ ในยุคนั้น เลยเป็นแนวคิดสร้างหมู่บ้านลักษณะวงกลม-วงรีกันยกใหญ่ จน Oval Community Garden หมู่บ้านสวนวงกลม นำไปใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดสังคมแบบชนบทในเมืองหลวง คือทุกคนในบริเวณรั้วชิดจะได้สนิทกัน

Brøndby Garden City หมู่บ้านวงกลมที่อยากเชื่อมสัมพันธ์จากเมืองถึงคนและพื้นที่สีเขียว
ภาพ : Nicolas Cosedis

ต่อมา เอริก ไมกินด์ (Erik Mygind) ภูมิสถาปนิก เลยหยิบเอาแนวคิดนี้มาพัฒนาต่อยังเมืองบรอนด์บี้ กลายเป็นหมู่บ้านลักษณะเฉพาะตัว และ ค.ศ.1964 ก็ได้รับการอนุมัติจากเทศบาลเมืองให้จัดสรรพื้นที่นี้ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนและชุมชน เป็นหูเป็นตาให้กัน และรู้จักมักจี่เพื่อนบ้านทุกคนจนกลายเป็นสังคมเอื้อเฟื้อในอุดมคติขึ้นจริง

ด้วยหน้าตาแปลกประหลาด จินตนาการของผู้คนก็มองเจ้าหมู่บ้านในสวนหลากหลายมาก ทั้งเหมือนพวงองุ่นบ้าง ล้อรถบ้าง คนก็ว่านี่คืออารยธรรมจากนอกโลก 

แต่หลังจากโครงสร้างเสร็จไม่นาน ก็มีหลายบ้านเริ่มถูกจับจอง ปัจจุบันหมู่บ้านมีวงกลมทั้งหมด 24 วง ซึ่งแต่ละวงประกอบด้วยบ้านหลาย 10 หลังในพื้นที่ประมาณ 100 ตารางวา 

Brøndby Garden City หมู่บ้านวงกลมที่อยากเชื่อมสัมพันธ์จากเมืองถึงคนและพื้นที่สีเขียว

02 ทำไมถึงอยากอยู่เมืองนี้

ในระยะแรก การออกแบบเริ่มจากวงกลม 12 หน่วย ประกอบด้วยที่ดินจำนวน 284 ยูนิต ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นแปลงรูปลิ่ม หรือที่ใครหลายคนมองเหมือนชิ้นพิซซ่า แบ่งตามการจัดสรรของสมาชิกแต่ละกลุ่ม ทำให้ได้ออกมาเป็นพื้นที่อาคารสำหรับสร้างบ้านประมาณ 50 ตารางเมตร และอนุญาตให้ถือครองได้นานถึง 30 ปี 

จากนั้นเมื่อเกิดการประชุมผู้อยู่อาศัยหรือ ‘Folkets Hus’ ก็ลงความเห็นกันว่า ควรมีสวนเพิ่มเติม ขยายไปอีกฟากถนน เกิดเป็นหมู่บ้านวงกลมขบาบสองฟากฝั่ง แถมความน่ารักคือเขาแจกจ่ายอุปกรณ์เพาะปลูกเริ่มต้นและต้นไม้ให้ช่วยกันปลูกเป็นแนวรั้วและล้อมรอบพื้นที่ต่างๆ ส่วนที่ว่างก็ตกเป็นของชุมชนให้แวะเวียนมาทำกิจกรรมร่วมกันได้

Brøndby Garden City หมู่บ้านวงกลมที่อยากเชื่อมสัมพันธ์จากเมืองถึงคนและพื้นที่สีเขียว

ความน่าอยู่แรกคือ หมู่บ้านแห่งนี้ออกห่างจากตัวเมืองที่เสียงดังและแสนวุ่นวาย แถมยังมีสวนหน้าบ้านคอยลดเสียงรบกวนจากการทำกิจกรรม บรรยากาศรอบข้างก็สีเชียวเต็มที่ คนที่อยากดื่มด่ำกับธรรมชาติก็มาสูดอากาศได้เต็มปอด

สำรวจบ้านในวงกลมตามฉบับดินแดนอุดมคติของเดนมาร์ก เพื่อบ้านหลังที่สองของคนเมืองให้ปลูกต้นไม้และได้รู้จักบ้านข้างๆ

ข้อสองคือ แม้พื้นที่ค่อนข้างเล็ก แต่ที่นี่กลับมีความเป็นส่วนตัวและสร้างสัมพันธ์ได้ แม้มีกำแพงต้นไม้ที่กั้นแบ่งพื้นที่สำหรับบ้าน 16 – 24 หลังต่อหนึ่งโซนวงกลม ไม่ให้รบกวนกัน แต่สุดท้ายต้องใช้ทางออก รวมถึงลาดจอดรถหน้าบ้านร่วมกันอยู่ดี และมีลานกิจกรรมใช้จัดปาร์ตี้และแสดงดนตรีสด เพื่อกระชับมิตรฉันเพื่อนบ้านให้แนบแน่น

สำรวจบ้านในวงกลมตามฉบับดินแดนอุดมคติของเดนมาร์ก เพื่อบ้านหลังที่สองของคนเมืองให้ปลูกต้นไม้และได้รู้จักบ้านข้างๆ
สำรวจบ้านในวงกลมตามฉบับดินแดนอุดมคติของเดนมาร์ก เพื่อบ้านหลังที่สองของคนเมืองให้ปลูกต้นไม้และได้รู้จักบ้านข้างๆ
ภาพ : kolonihave.nu
สำรวจบ้านในวงกลมตามฉบับดินแดนอุดมคติของเดนมาร์ก เพื่อบ้านหลังที่สองของคนเมืองให้ปลูกต้นไม้และได้รู้จักบ้านข้างๆ
ภาพ : Per Asbjørn Thanning

ข้อสาม บ้านใน Brøndby Garden City มีระบบน้ำประปา-ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ครบ พร้อมการออกแบบที่คำนวณองศาการเอียงมาเรียบร้อย ว่าส่วนที่แคบที่สุดของพื้นที่จะรับแสงที่เพียงพอ รวมถึงพุ่มไม้ที่ไล่ระดับเพื่อรับแสงให้สังเคราะห์อย่างเต็มอิ่ม แถมถ้าผู้อยู่อาศัยอยากใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างเป็นความร้อนหรือไฟฟ้าก็ต่อเติมเองได้ พร้อมมีแปลงสวนจำนวน 284 แปลงให้ทำการเกษตรอีกด้วย 

ถ้าหลังจากฟัง 3 ข้อนี้ แล้วอยากบินไปซื้อบ้านอยู่บ้าง เราต้องแสดงความเสียใจล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ เพราะเขาเปิดให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในรัศมี 20 กิโลเมตรเท่านั้นถึงมีสิทธิ์จับจองแบบถาวรได้ แต่ไม่ได้ให้อยู่ทั้งปี!

Brøndby Garden City หมู่บ้านวงกลมที่อยากเชื่อมสัมพันธ์จากเมืองถึงคนและพื้นที่สีเขียว
ภาพ : Google Earth

แม้จะจับจองเป็นเจ้าของบ้านแล้ว ก็อยู่ได้แค่ช่วงเดือนเมษายน-ปลายเดือนกันยายนเท่านั้น เพราะตามกฎหมายท้องถิ่น จะป้องกันไม่ให้ใครก็ตามเข้าครอบครองทรัพย์สินนานกว่า 6 เดือนในแต่ละปี ดังนั้น ชาวเมืองที่ซื้อบ้านหลังที่สองเอาไว้ที่นี่ มักแวะมาแค่ช่วงหน้าร้อนเพื่อพักผ่อนหรือเพาะปลูก หลังจากนั้นจะกลับบ้านไปในช่วงฤดูหนาว ส่วนถ้าอยากได้สวนก็ต้องเช่าเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกคนได้เวียนกันมาใช้ได้

03 ทำไมอนาคตถึงควรมีเมืองในสวน

เห็นแบบนี้แล้ว ก็มีความคิดหลากหลายเกิดขึ้น บางคนอาจไม่ชอบใจเพราะผังเมืองที่แตกต่างจากบริเวณโดยรอบเหลือเกิน หรือเพราะมีข้อจำจัดบางอย่าง แต่หากลองมองอีกแง่มุม ทางทีมผู้สร้างเองก็พยายามเสนอวิธีการแก้ปัญหา โดยหยิบเอาทฤษฎีการวางผังเมืองในตำรามาบูรณาการชีวิตแบบในเมืองและพื้นที่สีเขียวเข้าไว้ด้วยกัน 

สำรวจบ้านในวงกลมตามฉบับดินแดนอุดมคติของเดนมาร์ก เพื่อบ้านหลังที่สองของคนเมืองให้ปลูกต้นไม้และได้รู้จักบ้านข้างๆ
ภาพ : Per Asbjørn Thanning

และที่สำคัญ หลังจากสืบค้นไปมาก็พบว่ามีหมู่บ้านวงกลมแบบไทยๆ เกิดขึ้นแล้ว ที่ ‘หมู่บ้านทัพไทย’ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ซึ่งจัดสรรพื้นที่ให้ชาวบ้านที่ไร้ที่ทำกินตามแนวเขตชายแดนได้มีพื้นที่ทำกิน รวมถึงช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่ร่วมกัน 

Brøndby Garden City หมู่บ้านวงกลมที่อยากเชื่อมสัมพันธ์จากเมืองถึงคนและพื้นที่สีเขียว
ภาพ : Google Earth

ไม่แน่นะว่าวิธีนี้จะทำให้เราอยู่ในชุมชนที่รู้จักกันทั่วถึงและเห็นกันได้ตามแนวรั้ว และสังคมแบบยูโทเปียที่คนรักใคร่แบ่งปันอาจเกิดขึ้นจริงได้ในสักวันหนึ่ง

ข้อมูลอ้างอิง

www.archdaily.com https://haveforeningen-harekaer.dk

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load