28 กันยายน 2562
3 K

จอแก้วขนาดกะทัดรัดกำลังฉายภาพลูกจิงโจ้โผล่จากกระเป๋าหน้าท้องในสารคดีสัตว์โลก เรานั่งเคลิ้มไปกับความน่ารัก แล้วท่องจำในใจว่า ถ้าพูดถึงออสเตรเลียจะนึกถึงจิงโจ้ พอเริ่มรู้ประสาก็ขอเพิ่มซิดนีย์และเมลเบิร์นเข้าไปในลิสต์ ‘พูดถึงออสเตรเลียนึกถึงอะไร’ ด้วย แต่มีอีกเมืองน่าสนใจไม่แพ้กัน ท้าดา! บริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนแลนด์ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย เดินทางง่าย แถมสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรง ราคาสุดกันเอง 

ยิ่งช่วงลดราคา แทบอยากนั่งเฝ้าหน้าจอ เล็งวันและเวลาแล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง แต่ไม่เคยทันสักที

หยอกล้อพอหอมปากหอมคอ ขอชวนลัดฟ้าไปเดินเที่ยวบริสเบน ท่ามกลางสายฝน (กรุงเทพฯ) แม้เมืองจะติดอันดับเก่าแก่ของประเทศ แต่บอกเลย ครบเครื่องมาก ใจกลางเมืองมีทั้งพื้นที่สาธารณะเลียบแม่น้ำ ข้างเคียงเป็นโรงละครโอเปร่าและพิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟมีเพียบจนนับนิ้วไม่ถ้วน ถัดจากตัวเมืองไปหน่อยก็สัมผัสธรรมชาติและสัตว์โลกน่ารักได้

อีกอย่างที่ชอบและอินมากในบริสเบนคือความใส่ใจ ทั้งใส่ใจคน ใส่ใจสัตว์ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เวลาเดินเราชอบสังเกต เลยเห็นสิ่งละพันอันน้อยอย่างถังขยะแยกประเภทที่เสริมฐานกลมไว้สำหรับเขี่ยก้นบุหรี่ของสิงห์พ่นควัน จุด Emergency Security ที่กระจายตัวรอบสวนสาธารณะ แม้กระทั่งสถานที่บริการน้ำดื่มพร้อมชามสำหรับน้องหมาแสนรักก็มี (ถุงเก็บอึมีแจกด้วย) อ้อ เจ้าโคอาล่าตัวกลมเขาก็รักเสมือนลูกน้อยในอ้อมแขน 

มีอีกหลายเรื่องประทับใจอยากเล่าให้คุณฟัง เราอาสาพาไปสถานที่ห้ามพลาดเมื่อคุณต้องไปเยือนบริสเบนสักครั้งในชีวิต (อาจมีครั้งที่ 2 และ 3 ตามมา) สวมเสื้อตัวหนาให้ร่างกายอบอุ่น เตรียมร่มสำหรับวันฝนพรำ แล้วมาฟังด้วยกัน 

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ให้อาหารโลมาด้วยปลาถึงปากโลมาที่ Tangalooma Island Resort บนเกาะมอร์ตัน

เราตื่นเช้าตรู่เดินทางไปท่าเรือ Holt st. Whart เพื่อนั่งเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ไป ทังกาลูมา รีสอร์ท ด้วยความตื่นตาตื่นใจเราขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือดูวิวสองข้างทาง มองเห็นมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มไกลสุดลูกหูลูกตา ขนาบข้างด้วยตึกอาคารผสมปนเปไปกับโรงงานอุตสาหกรรม เพียงอึดใจเราก็ถึง Tangalooma Island Resort ในสภาพหัวเหนียวจากลมทะเล

ระหว่างเดินลงจากเรือหน้าเราปะทะกับแดดจ้า อากาศแบบนี้เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นที่สุด

ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการนั่งเรือล่องไปกลางมหาสมุทร ดูปลานานาชนิดดำผุดดำว่าย น้ำใสจนมองเห็นพื้นทรายสีขาว แล่นเรือไปสักพักจะเห็นซากเรืออับปางขนาดใหญ่ยักษ์นอนขึ้นสนิมจมอยู่ใต้ท้องทะเล 12 ลำ กลายเป็นแหล่งฟื้นฟูปะการัง จนมีแนวปะการังที่สวยที่สุดอย่าง Great Barrier Reef หากใคร่ทอดสมอจอดเรือดำน้ำดูปะการังก็ย่อมได้ 

  เรือแล่นกลับฝั่ง เราล้างทรายออกก่อนเตรียมตัวนั่งรถ 4 WD ทะลุผ่านป่าและพุ่มไม้ยูคาลิปตัส รถโยกย้ายซ้ายทีขวาที ขึ้นบ้างลงบ้าง ราวกับเกิดแผ่นดินไหว ลุ้นระทึกมาก ไม่นานก็ถึงเนินทรายเนื้อละเอียดกว้างใหญ่ไพศาล สำหรับเล่นเลื่อนทราย มีอุปกรณ์เพียงแผ่นกระดานไม้อันยาวกับแว่นตาว่ายน้ำใส่กันทราย เดินขึ้นไปจุดสูงสุดอยู่ในท่าเตรียมที่ถูกต้อง กลั้นใจแล้วไถลลงมาเลย รอบแรกบังคับทิศทางยากหน่อย เล่นรอบสอง รอบสาม จะสนุกขึ้นมาก มาทั้งทีต้องลอง! 

ตอนรู้ว่าจะได้ให้อาหารโลมา แอบคิดในใจว่าจะเหมือนซื้อขนมปังแถวแล้วโยนให้พี่สวายหรือเปล่า แต่ฉุกคิดได้ว่าโลมาบ้านเขาไม่น่าโปรดขนมปังแถวเหมือนปลาบ้านเรา พอตกเย็นถึงได้รู้ว่าอาหารที่ให้โลมาเป็นปลาท้องถิ่นตัวเล็ก โลมาที่มากินปลาท้องถิ่นตัวเล็ก เป็นโลมาจากธรรมชาติ ทาง Tangalooma Island Resort ไม่ได้เลี้ยง แต่ครอบครัวโลมาชวนกันว่ายมาเอง อาหารให้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารที่โลมาต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าโลมายังคงหาอาหารได้เอง

แต่ไม่ใช่ว่าจะเดินดุ่มไปให้อาหารได้เองนะ เขามีเจ้าหน้าที่ใจดีคอยช่วยอยู่เคียงข้าง เราห้ามสัมผัสตัวโลมา เพราะผิวหนังเขาบอบบางมากและบางตัวไม่ได้ชอบคนเสียเท่าไหร่ เผลอไปสัมผัสหรือโดนแสงแฟลชวาบจากกล้องอาจทำให้โลมาเกิดความเครียดและเป็นอันตรายต่อดวงตา การแสดงความรับผิดชอบต่อสัตว์และธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ยืนแข็งเป็นต้นไม้แล้วอุ้มโคอาล่าในอุ้งมือที่ Lone Pine Koala Sanctuary

สารภาพว่ายืนแข็งเพราะเกร็ง เป็นครั้งแรกที่ต้องอุ้มโคอาล่าพร้อมยิ้มหวานให้กล้อง แต่ความจริงเจ้าหน้าที่ประจำ Lone Pine Koala Sanctuary บอกว่า การยืนตัวตรงแข็งทื่อเป็นต้นไม้จะทำให้โคอาล่าคิดว่าเราเป็นต้นไม้ไปด้วย แบบนี้ก็ได้! หลายคนคิดว่าเป็นการใช้แรงงานโคอาล่าเกิดกว่าเหตุหรือเปล่า ได้ค่าแรงเป็นใบยูคาลิปตัสก็จริง แต่ต้องถูกถ่ายภาพร่วมกับคนราวพระเอกดังช่องน้อยสี บอกกันตรงนี้เลยว่า เจ้าหน้าที่จะคัดเลือกหนุ่มสาวโคอาล่าที่สมัครใจอยากเป็นดาราหน้ากล้องเท่านั้น ถ้าอุ้มตัวไหนมาแล้วมีท่าทางหันซ้ายหันขวา กล้องก็ไม่มอง คนก็ไม่มอง เป็นอันรู้กันว่าต้องพากลับไปเกาะต้นยูคาลิปตัสให้หายเป็นพ่อแง่แม่งอนก่อน และเจ้าหน้าที่จะหมุนเวียนน้องโคอาล่ามาถ่ายภาพตลอดเวลา 

*คำเตือน โปรดระวังโคอาโล่ทำธุระใส่มือ แต่มั่นใจได้ว่ากลิ่นดี เพราะน้องทานแต่ใบยูคาลิปตัสเป็นอาหาร

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

นอกจากสัตว์กว่า 100 ชนิด ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Lone Pine Koala Sanctuary เป็นการให้อาหารเม็ดกับจิงโจ้ ดูในจอแก้วก็น่ารักอยู่หรอก พอเจอตัวจริงไม่คิดว่าจิงโจ้กล้ามล่ำเป็นมัด เห็นแล้วก็แอบหวั่นในใจ

พอลองใจกล้า เทอาหารใส่มือแล้วยื่นออกไป จิงโจ้ส่งลิ้นยาวมาทักทายแล้วตวัดอาหารเข้าปาก พลางมือเราก็ขอลองลูบขนหน่อยเถอะ ตอนแรกติดว่าขนต้องแข็งกระด้าง แต่นุ่มมาก ละมุนมือ เปิดประสบการณ์สัตว์โลกของเรามาก

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

เรื่องน่ารักก่อนกลับ เพื่อนร่วมเดินทางหลายคนแวะซื้อของฝากเป็นขนมรูปโคอาล่าสอดไส้ บางคนกล่องเดียว บางคนเกือบเหมา มีบางคนตาดีพลิกกล่องไปพลิกกล่องมา อ้าว Made in Thailand นี่นา / จบ.

นอนอาบแดด ปิ้งบาบีคิว และเดินป่าฝนที่ South Bank Parklands

ขอชวนกลับเข้าเมืองไปเปิดหูเปิดตากับพื้นที่สาธารณะกลางเมือง South Bank Parklands 1 ใน 7 สวนสาธารณะของออสเตรเลียที่ได้รับรางวัล Green Flag Award (ปี 2559) ว่าด้วยความเป็นเลิศเรื่องพื้นที่สีเขียว มีเส้นทางเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และท่าเรือเลียบไปกับแม่น้ำบริสเบนที่ไหลผ่านกลางเมือง คล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

เขยิบเข้าไปอีกนิดเป็นพื้นที่หย่อนใจสำหรับทุกคนในครอบครัว มีพื้นที่ปิกนิกและบาร์บีคิว มี Streets Beach ยกชายหาดจำลองมาไว้กลางเมืองกันไปเลย จะนอนอาบแดด เล่นก่อปราสาททรายก็เหมาะ เพราะเหมือนชายหาดจริงจนเราสับสน ระหว่างทางมีป่าฝน แค่เดินผ่านก็รู้สึกชุ่มฉ่ำ ราวกับได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ส่วน The Arbor อุโมงค์เสาเหล็กหุ้มด้วยดอกเฟื่องฟ้าสีม่วงแดงคอยให้ร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง ดันสวยงามจนหลายคนต้องหยุดถ่ายภาพ แถมการันตีด้วยรางวัลด้านสถาปัตยกรรมหลายรางวัล ความดีงามของพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองยังไม่หมด มีต่อ!

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ก่อนทางเข้าป่าฝน มีเจดีย์เนปาลสูง 3 ชั้นตั้งสง่าท่ามกลางธรรมชาติ ทำจากไม้แกะสลักด้วยมือ นับเป็น 1 ใน 3 เจย์ดีแห่งสันติภาพที่ตั้งอยู่นอกประเทศเนปาล เป็นการสนับสนุนจากอาณาจักรเนปาลในงาน World Expo 88 ปี 2531

มีอีกสิ่งชอบมากและอยากให้บ้านเรามีด้วย The Epicurioud Garden มาเดินแล้วต้องแวะ เหล่าฟู้ดดี้ต้องหลงรัก เป็นแปลงผักสวนครัวในสวนสาธารณะ ชวนมาเด็ดและชวนมาดมกลิ่นหอมของผักสดใหม่ หรือจะพูดคุยกับเหล่าคนสวนที่เป็นอาสาสมัครด้วยใจ พร้อมเรียนรู้การปลูกผักสวนครัวทานเองสำหรับคนเมือง มีสูตรอาหารอร่อยแจกด้วยนะ 

ผักสดใหม่จากสวนแวะเวียนไปหยิบฟรีได้ทุกวันอังคาร-วันพฤหัสบดี เวลา 07.00 – 14.00 น. 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ดื่มด่ำนิทรรศการแบบไม่เสียสตางค์ที่ Queensland Museum & Science Centre

เดินบนสะพายเชื่อมจาก South Bank Parklands ไปทางซ้ายราว 10 นาที ก็ถึง Queensland Museum & Science Centre เข้าชมนิทรรศการฟรี ไม่เสียสตางค์ แต่นิทรรศการเสียสตางค์ก็มีนะ ตอนเราไปเป็นเรื่องราวของ NASA แค่ทางเข้าก็อลังการดาวล้านดวง พื้นที่ที่จัดนิทรรศการ (ไม่เสียสตางค์) ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ชั้นล่างเป็นเรื่องของไดโนเสาร์ โครงกระดูกไดโนเสาร์ตัวใหญ่เท่าตึก เรียกความสนใจเราได้พักใหญ่ ส่วนด้านบนเป็นนิทรรศการ WILD STATE เล่าเรื่องราวของสัตว์หลายสายพันธุ์ กระซิบเลยว่าบริสเบนเป็นแหล่งชีวภาพที่หลากหลายที่สุดของออสเตรเลีย มีสายพันธุ์พืชและสัตว์มากกว่า 2,500 ชนิด โดยเฉพาะประชากรเจ้าหมีโคอาโล่ก็เยอะเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนจะไปไกลขอกลับเข้าเรื่องอีกรอบ

นอกจากความหลากหลายของสายพันธุ์ตัวนิทรรศการยังสอดแทรกปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านสัตว์สตัฟฟ์อย่าง ‘นกทะเล’ ภายในท้องเต็มไปด้วยขยะพลาสติกสีสวยจากมหาสมุทร พร้อมอธิบายว่า ‘มีอนุภาคพลาสติกมากกว่า 5 ล้านอนุภาค รวมน้ำหนักกว่า 260 ล้านตัน กำลังลอยอยู่ในทะเล’ อีกอันเป็นนกกำลังทำรัง เป็นรังจากกิ่งไม้แห้ง แซมด้วยเศษพลาสติกชิ้นเล็กสีฟ้ากระจายรอบรัง แม้กระทั่งในปากก็กำลังคาบชิ้นพลาสติกเอามาทำรัง เห็นแล้วจุกไม่เบา

นิทรรศการยังเชื่อมต่อกับ Discovery Center วิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยการจัดรูปแบบของศูนย์ มีทั้งของจริงและของจำลอง มีโต๊ะลิ้นชักขนาดใหญ่บรรจุหินและแร่ให้เราคอยเปิดสังเกตทีละชิ้น มีมุมสนุกให้ลองแยกไข่แมลง ใบไม้แห้ง และแมลงออกจากกัน มีทั้งสัตว์สตัฟฟ์และสัตว์จริง ชนิดที่ว่างูเลื้อยกันสนุกสนาน (อยู่ในตู้นะ)

Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน

เดิมชมพิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าเพลิดเพลินกับ Queensland Museum จนหนำใจ ขอชวนเดินลงใต้ไปทาง South Bank Parklands จะเจอพิพิธภัณฑ์เดินเรือ เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารและภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ด้วยการจัดแสดงเป็นแกลอรี ประภาคาร โมเดลเรือ เรือรบรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มี ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์กำลังจัดนิทรรศการ  Antarctica: Endurance and Survival    

ใครเดือนทางช่วงเดือนกันยายน แวะชมนิทรรศการได้นะ ยังจัดแสดงถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นู่นเลย 

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum
พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

เราว่าบริสเบนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็รักษาความกรีนและคลีนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของชาวเมืองเอาไว้ด้วย ควรค่าแก่การลางานแล้วนั่งเฝ้าหน้าจอของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เล็งวันและเวลาบินตรงจากกรุงเทพฯ – บริสเบนที่มีให้เลือกตั้ง 3 เที่ยวต่อสัปดาห์แล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง  

 หวังว่าจะทัน (อีก) สักที

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load