The Cloud x Museum Siam

สะพานข้ามคลองคือหนึ่งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหา ไม่ต่างจากอาคารเก่าแก่หรือป้อมปราการที่หลงเหลืออยู่ในพระนคร

ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ การขนส่งและทัศนาจรนิยมใช้ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ เมื่อต้องขยายอาณาเขตเมืองพระนครให้กว้างขึ้น จึงต้องขุดคลองโดยรอบเพิ่มตามไปด้วย เมื่อคลองแบ่งเป็น 2 ฝั่ง การจะเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม การค้าได้ ย่อมต้องมีสะพานพาดผ่าน ในเกาะรัตนโกสินทร์แห่งนี้เต็มไปด้วยสะพานที่เคยมีไว้ให้เกวียนข้าม ม้าเดิน ช้างผ่าน จวบจนคนเดินและพาหนะเดินทางผ่านไปมาในปัจจุบัน

สภาพของสะพานอาจจะดูเอี่ยมอ่องจากสีที่เพิ่งแต่งแต้ม การปรับเพิ่มโครงสร้างให้สะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้นทำให้ผู้คนที่วนเวียนเดินผ่านไปมาประจำเคยชินราวกับเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับมีเรื่องราวที่น่าค้นหา มีความเป็นมาที่เก่าแก่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดการออกแบบ และรอให้คุณทำความรู้จักอยู่

สะพานเจริญรัช 31 

สะพานแรกในสะพานชุดที่ชื่อขึ้นต้นว่า ‘เจริญ’

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

ใครเคยมาเดินซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดน่าจะพอคุ้นหน้าคุ้นตาสะพานโค้งครึ่งวงกลม ที่มีลูกกรงเป็นปูนปั้นรูปเสือป่าถือดาบหันข้างอยู่บ้าง

สะพานเจริญรัช 31 เป็นสะพานชุดเจริญแรกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อฉลองพระชนพรรษาครบ 31 ปี ซึ่งเป็นปีที่พระองค์ทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังยังมีการสร้างสะพานเพื่อฉลองการครองราชสมบัติเพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยใช้ชื่อนำว่า เจริญ อีกหลายแห่ง ได้แก่ สะพานเจริญราษฏร์ 32 ข้ามคลองมหานาค สะพานเจริญพาศน์ 33 ข้ามคลองบางกอกใหญ่ สะพานเจริญศรี 34 ข้ามคลองคูเมืองเดิม

กิจการเสือป่าที่ทรงสถาปนาคือที่มาของการใช้เสือป่าเป็นสัญลักษณ์ที่กึ่งกลางสะพานเป็นรูป คล้ายโล่จารึกนามสะพาน ล้อมด้วยลายใบไม้แบบยุโรป เหนือราวสะพานมีพระปรมาภิไธยย่อว่า ว.ป.ร. ประดิษฐานอยู่ตรงกลางรัศมี ปลายราวสะพานทั้งสองฝั่งมีแป้นกลมจารึกเลข 31 ซึ่งหมายถึงพระชนพรรษานั่นเอง

ที่อยู่ : หน้าสถานีตำรวจพระบรมมหาราชวัง ถนนจักรเพชร ตัดกับถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง

สะพานฮงอุทิศ 

สะพานของผู้ก่อตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

ช้อนคู่กับส้อมฉันใด ป่อเต็กตึ๊งก็คู่กับเหตุด่วนเหตุร้ายฉันนั้น แต่ที่สะพานแห่งนี้ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรให้ต้องตื่นตกใจ เราเพียงอยากแนะนำให้รู้จักว่าสะพานปูนขนาดเล็กสีเหลืองนวล มีลูกกรงเหล็กดัดรูปดอกบัวสีเขียวเรียบง่าย ที่พาดผ่านคลองบางลำพู เป็นสะพานที่สร้างโดย พระอนุวัตน์ราชนิยม หรือที่รู้จักกันในนาม ยี่กอฮง นายอากรหวยคนสุดท้ายในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยเรามาเนิ่นนาน

เมื่อมาเยือนสะพานแห่งนี้ เราสัมผัสกลิ่นอายของวิถีชีวิตริมคลองเช่นเดียวกับในอดีตได้ ทิวทัศน์สองฝั่งคลองยังคงความเป็นชุมชนดั้งเดิมไว้ น้ำคลองก็สะอาด หรือจะลองนั่งเรือท่องเที่ยวเส้นทางประตูน้ำ-บางลำพูที่อยู่บริเวณตีนสะพานก็น่าสนใจเหมือนกัน

ที่อยู่ : ซอยสามเสน 1 แขวงวัดสามพระยา

สะพานช้างโรงสี 

สะพานช้างข้ามรูปสุนัข

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์
แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

สะพานช้างโรงสีมีรูปปั้นหน้าสุนัขที่เสาหัวโค้งต้นสะพาน อยู่บริเวณถนนบำรุงเมือง เยื้องๆ กระทรวงกลาโหม ที่มาของชื่อสะพานมาจากสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สะพานตั้งอยู่ใกล้กับโรงสีข้าวหลวงในขณะนั้น และถูกสร้างเพื่อใช้เป็นทางให้ช้างสัญจรขนของ จึงถูกเรียกว่าสะพานช้างโรงสี

ส่วนรูปปั้นหน้าสุนัขมาจากการแปลงสะพานไม้ซุงที่วางบนตอม่อก่ออิฐกลายเป็นคอนกรีต ใน พ.ศ. 2453 โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดฯ ให้สร้างใหม่ เมื่อสร้างเสร็จก็ปั้นรูปสุนัขไว้เพื่อแสดงปีนักษัตรที่สร้างเสร็จนั้น และจะเป็นปีอะไรไปไม่ได้เลยนอกเสียจากปีจอนั่นเอง

ที่อยู่ : ริมคลองหลอด หลังกระทรวงกลาโหม แขวงพระบรมมหาราชวัง

สะพานปีกุน 

สะพานหมูแสนสง่า

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

สะพานนี้ไม่มีชื่อ เพราะเป็นเพียงสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กเล็กๆ จึงไม่ได้รับพระราชทานชื่อ แต่ได้ชื่อมาเพียงเพราะอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์หมูตรงเชิงสะพาน จึงถูกเรียกสะพานหมูหรือสะพานปีกุนไปโดยปริยาย และสะพานก็ถูกสร้างขึ้นในปีกุนพอดิบพอดี

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานนี้ขึ้นในโอกาสเจริญพระชนมายุ 4 รอบ การออกแบบในอดีตนั้นเน้นรายละเอียดได้ดี เพราะเชิงสะพานมีเสาคอนกรีตเซาะร่องทั้งสองฝั่ง รวม 4 ต้น ซึ่งหมายถึงเทียนประทีปพระชันษา หัวเสาสลักรูปถ้วยประดับช่อมาลา มีวงรูปไข่ 4 วงทุกเสา หมายถึงรอบปี ซ่อนความหมายของผู้สร้างได้อย่างดี 

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

ใครผ่านไปมาก็แวะเข้าวัดทำบุญโดยใช้สะพานปีกุนนี้เป็นทางเชื่อมไปมาหาสู่ระหว่างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามได้

ที่อยู่ : ริมคลองหลอด หลังวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ถนนราชินี แขวงพระบรมมหาราชวัง

สะพานหก  

สะพานยกแบบฮอลันดา

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

หก หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเทลง หรือเอียงลง สะพานหกจึงมีชื่ออย่างตรงไปตรงมา จากการเป็นสะพานที่สร้างให้มีฟังก์ชันยกหกขึ้นหกลงให้เรือที่แล่นในลำคลองผ่านได้ และยังถูกสร้างถึง 6 สะพาน ทั้งในฝั่งธนบุรีและพระนคร

บ้างรู้จักกันในชื่อ สะพานหกแบบวิลันดา เพราะมีรูปแบบการสร้างตามอย่างสะพานฮอลันดา นิยมกันมากในปลายสมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บัดนี้สะพานเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากสะพานไม้เก่าเพื่อให้เรือแล่นผ่าน ได้ถูกเสริมเหล็กเพื่อเดินรถราง และค่อยๆ ถูกรื้อฟื้นสร้างขึ้นใหม่อยู่หลายครั้งหลายคราโดยพยายามคงรูปเดิมไว้ จนกระทั่งให้คนเดินในปัจจุบัน

ที่อยู่ : ริมคลองหลอด ใกล้สวนสราญรมย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง

สะพานสมมตอมรมารค 

สะพานนี้อ่านว่าอะไร

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

หากผ่านไปแถวแยกสำราญราษฎร์ย่านประตูผี จะมีสะพานข้ามคลองที่อยากชวนคุณไปดู เชื่อเถอะว่าคุณอาจต้องหยุดเดิน ขยี้ตาสักสองสามที และพยายามอ่านชื่อสะพานนั้นซ้ำๆ อีกครั้ง

สพานสมมตอมรมารค ตามจารึกบนพนักสะพาน อ่านว่า สะ-พาน-สม-มด-อะ-มอน-มาก ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ แรกเริ่มเดิมทีสะพานแห่งนี้เคยเป็นสะพานไม้เก่า โครงล่างเป็นเหล็กแบบเลื่อนให้เรือสัญจรไปมาได้ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกกันว่าสะพานเหล็กประตูผี แต่พอทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จึงสร้างขึ้นใหม่เป็นสะพานคอนกรีตแทน พร้อมลวดลายปูนปั้นประดับที่ตัวสะพานและลูกกรงที่จำลองเสาแบบไอโอนิกกั้นช่อง ถือเป็นหนึ่งในสะพานรอบกรุงที่น่าไปเดินข้าม และสนุกไปกับเปล่งเสียงอ่านชื่อให้ถูก

ที่อยู่ : ข้ามคลองบางลำพู ถนนมหาไชย แขวงบ้านบาตร

สะพานมหาดไทยอุทิศ 

เจ้าของฉายาสะพานร้องไห้ 

สะพานมหาดไทยอุทิศ
สะพานมหาดไทยอุทิศ

จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงหมายมั่นมีพระราชประสงค์จะสร้างสะพานเชื่อมถนนฝั่งวัดสระเกศราชวรมหาวิหารกับถนนฝั่งราชดำเนิน เพื่อเป็นเส้นทางให้ประชาชนได้สัญจรไปมาอย่างสะดวก แต่สวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงร่วมกับกระทรวงมหาดไทยสร้างสะพานจนสำเร็จ เป็นสะพานคอนกรีตที่มีกลิ่นอายสถาปัตยกรรมตะวันตกชัดเจน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 5

ที่มาที่ไปของฉายาสะพานร้องไห้มาจากปูนปั้นกลางสะพานซึ่งเป็นประติมากรรมนูนต่ำรูปชายยืนจับไหล่เด็กและหญิงอุ้มเด็กด้วยท่าทางเศร้าหมอง ขณะที่ด้านบนมีสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 5 ประดับอยู่ เพื่อสื่อถึงความโศกเศร้าของประชาชนที่เคารพและอาลัยแด่กษัตริย์ผู้จากไปผ่านประติมากรรมนี้  

สะพานนี้มีอายุมากกว่า 100 ปี เป็นมรดกอันล้ำค่าที่ผ่านการบูรณะ ซ่อมแซม ปรับปรุง อยู่หลายครั้งตามโครงสร้างเดิม ที่เด่นชัดคือการปั้นกางเกงในเด็กชายขึ้นใหม่ หากผ่านไปย่านผ่านฟ้า ป้อมมหากาฬ ก็ลองไปเดินสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้

ที่อยู่ : ข้ามคลองมหานาค ถนนบริพัตร แขวงคลองมหานาค 

สะพานเฉลิมวันชาติ 

สะพานในย่านค้าธง

สะพานเฉลิมวันชาติ

รอยต่อข้ามคลองบางลำพูจากฝั่งถนนดินสอสู่ถนนประชาธิปไตย สะพานแห่งนี้เป็นแหล่งขึ้นชื่อเรื่องขายธงชาติในพระนคร เพราะมีร้านธงบรรณการ ร้านค้าธงแห่งแรกของไทย อยู่ในย่านนี้ เป็นร้านที่บุกเบิกการทำธงจนมีร้านค้าธงเกิดขึ้นตามมามากมาย พอพูดถึงสะพานเฉลิมวันชาติ ผู้คนในเมืองเก่าก็คงนึกภาพร้านธงตามมาในทันที สะพานสีครีมอ่อนรูปทรงเรียบง่ายพาดยาวข้ามคลอง อำนวยความสะดวกให้การสัญจรไปมาทั้งทางรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน ไปจนถึงผู้คน อีกทั้งใกล้ๆ กันนั้นยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์บางส่วนของป้อมปราการยุคนธรให้ได้เดินแวะไปชมด้วย

สะพานถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2483 ในรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม และที่มาของชื่อนั้นก็เพื่อเฉลิมฉลองการประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติไทย นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังมีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้น รวมถึงการแทนที่คำว่า สยาม ด้วยคำว่า ไทย อีกด้วย

ที่อยู่ : ข้ามคลองบางลำพู ถนนประชาธิปไตย แขวงวัดบวรนิเวศ

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ 

สะพานออกจากชั้นในไปชั้นนอก

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ

เดิมสะพานมีเพียงโครงเหล็ก แต่เมื่อเริ่มสร้างถนนราชดำเนินขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้เกิดสะพานเชื่อมต่อถนนราชดำเนินในกับราชดำเนินนอกขึ้นเช่นกัน เป็นสะพานระยะสั้นที่อยู่ใกล้หนึ่งในกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่อย่างป้อมมหากาฬ

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ

สะพานที่ผสมผสานทั้งเหล็กและหินอ่อนเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงผสมผสานศิลปะไทยให้เข้ากับยุโรป โดยมีเชิงสะพานเป็นเสาหินอ่อนสูงประดับรูปหัวแกะไว้ แถมที่ตัวเสายังมีสีดำของสำริดเป็นลวดลายเรือไวกิ้งสุดประณีตอยู่ด้วย หัวเสาเป็นสำริดรูปหล่อพวงมาลา พื้นของสะพานจะเป็นหินอ่อนโค้งลาดลงสู่ถนนซึ่งต่างจากที่อื่นๆ ที่มักเป็นคอนกรีตเสียมากกว่า ส่วนราวสะพานนั้นกลับเป็นลูกกรงที่สลักลวดลายดอกทานตะวันและใบไม้

เพราะเป็นสะพานที่ใช้มีการสัญจรผ่านไปมา และเป็นทางแยกตัดผ่านของถนนหลายสาย จึงถูกปรับขยายผิวสะพานให้กว้างขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังคงความงามของศิลปกรรมสมัยโบราณไว้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่อยู่ : ใกล้ป้อมมหากาฬ แขวงวัดบวรนิเวศ 

สะพานผ่านพิภพลีลา 

สะพานที่ไม่เหมือนสะพาน

สะพานผ่านพิภพลีลา

หากขับรถผ่านโดยไม่สังเกตให้ดีจะไม่ทราบเลยว่าขับผ่านสะพานแห่งนี้ เหตุเพราะสะพานแทบไม่มีความโค้งชัน แบนราบเรียบไปกับถนน และเหลือฝั่งคลองคูเมืองเดิมให้เห็นเพียงด้านเดียว เพราะเมืองที่พัฒนาขึ้นทำให้เกิดการสร้างถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้ามาทับถมคลองอีกด้าน 

เดิมตัวสะพานใช้วัสดุทำจากโครงเหล็ก แต่เพื่อให้รับกับถนนราชดำเนินที่สร้างขยายใหม่ใน พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานขึ้นใหม่ แข็งแรงและกว้างขวางกว่าเดิมเพื่อความสะดวกในการสัญจร ซึ่งสะพานนี้เปรียบเสมือนทางเข้าออกระหว่างราชดำเนินชั้นในและกลางด้วย

ที่อยู่ : เชื่อมระหว่างถนนราชดำเนินในและถนนราชดำเนินกลาง แขวงวัดบวรนิเวศ 

สะพานเจริญศรี 34 

สะพานหมายเลข 4 

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

เดินต่อลงมาทางใต้เลียบคลองคูเมืองเดิมตามเส้นถนนอัษฎางค์ จะพบอีกหนึ่งสะพานสีขาวตั้งอยู่เยื้องกับวัดบุรณศิริมาตยารามและศาลฎีกา

สะพานแห่งนี้เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก เสริมแต่งด้วยปูนปั้นตรงลูกกรง และเชิงสะพานเป็นเสาปูนหล่อ 4 เสา ลักษณะเป็นรูปพาน มีเฟื่องอุบะแบบตะวันตก ซึ่งแท่นเสาจะมีเลข 4 หมายถึงปีที่ 4 แห่งการครองราชย์ และเป็นสะพานลำดับที่ 4 ในชุดสะพานเจริญ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระชนมพรรษา 34 พรรษา เป็นการเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเงินเพื่อสร้างสะพานชุด ‘เฉลิม’ ทั้ง 16 สะพาน แทนการพระราชทานเงินแก่คนยากจนตามประเพณีเดิม

ที่อยู่ : ถนนบุญศิริ แขวงพระบรมมหาราชวัง

สะพานอุบลรัตน์

สะพานหัวจระเข้

แกะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน 12 สะพานข้ามคลองโบราณทั่ว เกาะรัตนโกสินทร์

สะพานข้ามคลองที่ในอดีตรู้จักกันในชื่อ สะพานหัวจระเข้ สันนิษฐานว่าอาจมาจากราวสะพานที่เดิมทำเป็นรูปจระเข้ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กโค้งครึ่งวงกลมสวยงาม ประกอบด้วยลูกกรงลวดลายสลักแบบไทยๆ หากลองสังเกตดีๆ กลางสะพานมีลายดอกบัวในกรอบสี่เหลี่ยมประดับอยู่ด้วย  

ที่อยู่ : ถนนพระพิพิธ ข้ามริมคลองหลอด แขวงพระบรมมหาราชวัง


อ่านเรื่องราวของ 200 ที่เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์เพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

18 มิถุนายน 2565
14.03 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“ศูนย์กลางไชนาทาวน์กรุงเทพฯ อยู่ที่ไหน”

คนยุคนี้คงตอบว่า ‘เยาวราช’ ด้วยความชินชาต่อภาพความพลุกพล่านของท้องถนนอันลานตาไปด้วยรถรา การค้าขาย ผู้คนสัญจรขวักไขว่ใต้ป้ายไฟภาษาจีน

แต่ถ้าเป็นคนยุคเก่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มาตั้งแต่รุ่นอาเตี่ย อาม้า คำตอบของเขาอาจเป็น ‘สำเพ็ง’ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ซอยวานิช 1’ ถนนสายแคบที่ทอดขนานแนวลำน้ำเจ้าพระยา เป็นที่ตั้งของธุรกิจการค้าและบ้านช่องของชาวจีน มาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ ซึ่งหมายความว่ามีมาก่อนถนนเยาวราชที่เริ่มตัดใน พ.ศ. 2435 นานถึง 110 ปี

ในช่วงอายุ 130 ปีของเยาวราช กับ 240 ปี ของสำเพ็ง ร้านรวงมากมายเริ่มเปิดกิจการขึ้นในย่านนี้ บางกิจการล้มหายตายจากไปพร้อมกับชีวิตเจ้าของ บางแห่งโยกย้ายไปยังทำเลที่ตั้งใหม่ บ้างปรับเปลี่ยนสินค้าหรือวิธีดำเนินธุรกิจตามความนิยมของสังคมซึ่งแปรผันไป ขณะที่อีกหลายร้านยังตั้งมั่นอยู่ที่เก่า ค้าขายสินค้าดั้งเดิมเพื่อสานต่อตำนานชื่อร้านของปู่ย่าตายายจวบจนวันนี้

คอลัมน์ Take Me Out พาผู้อ่านทุกเพศทุกวัยเจาะเวลาหาอดีตอันเรืองรองของไชนาทาวน์กรุงเทพฯ จากร้านค้าเก่าแก่ทั้ง 7 แห่ง ตามลายแทงของพ่อค้าเชือกผู้เรียกสำเพ็ง-เยาวราชว่า ‘บ้าน’ มาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

01
ใจ่หลี

ห้องแถวแคบสุดในสำเพ็งที่ไม่น่าเชื่อว่าขายอุปกรณ์การเกษตรเพียบ

ใจ่หลี ห้องแถวแคบสุดในสำเพ็งที่ไม่น่าเชื่อว่าขายอุปกรณ์การเกษตรเพียบ

‘แคบ’ คือคำคุณศัพท์คำแรกที่ทุกคนน่าจะนึกเหมือนกันยามเห็นร้านนี้เป็นครั้งแรก

ด้านกว้างซึ่งมีเนื้อที่เพียงให้ผู้ใหญ่เดินผ่านได้ทีละคน หากเดินสวนกันต้องมีฝ่ายหนึ่งเอี้ยวตัวหลบ ทำให้ห้องแถวคูหานี้ครองรางวัลห้องแถวที่แคบที่สุดในย่านสำเพ็งได้อย่างปราศจากคู่ท้าชิง

ใจ่หลี ห้องแถวแคบสุดในสำเพ็งที่ไม่น่าเชื่อว่าขายอุปกรณ์การเกษตรเพียบ

หากมองผ่าน ๆ ตา ห้องแถวชั้นเดียวตรงนี้ดูเหมือนทางเดินระหว่างซอกตึก ซึ่งพบได้ตามย่านตึกแถวทั่วไป แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลังประตูไม้บานเล็กคู่นี้ถูกใช้เป็นร้านขายด้ามจอบ พลั่ว เสียม อุปกรณ์การเกษตรและก่อสร้างอีกสารพัดชนิด ภายใต้ป้าย ‘ใจ่หลี 再利’ ที่ อากงเซียะโพ่ว แซ่บุ๊ง และ อาม่าฉุ่งฮ้อ แซ่ตั๊ง พากันมาเปิดตั้งแต่ 50 – 60 ปีก่อน

ใครกำลังมองหาจอบ เสียม หรืออุปกรณ์การเกษตรอื่นใด อย่าเพิ่งสบประมาทว่าร้านแคบแค่นี้จะมีของที่คุณต้องการขายหรือ เพราะแม้ด้านหน้าจะดูแคบ แต่ด้านในกลับลึกจนมีพื้นที่จุสินค้าได้เหลือเฟือ 

ดูจากปริมาณสินค้าที่รถส่งของนำมาลงแต่ละเที่ยว ก็การันตีความจิ๋วแต่แจ๋วของร้านนี้ได้ดียิ่งกว่าคำโฆษณาใด ๆ แล้ว

ใจ่หลี

ที่ตั้ง : 625/1 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ไม่แน่นอนเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

โทรศัพท์ : 0 2222 2438, 08 7806 6732

02
บ้วนฮวด

กว้างกว่าใจ่หลีนิดหน่อย ขายตะกาวที่ใช้แบกกระสอบ

บ้วนฮวด กว้างกว่าใจ่หลีนิดหน่อย ขายตะกาวที่ใช้แบกกระสอบ

ไม่กี่ช่วงก้าวจากร้านแคบเป็นอันดับหนึ่ง ก็มาถึงร้านแคบเป็นอันดับสอง

‘บ้วนฮวด 萬發’ คือชื่อที่ปรากฏตามป้ายหน้าร้านนี้ อีกหนึ่งร้านห้องแถวที่สร้างขึ้นจากที่ว่างซอกตึก เช่นเดียวกับห้องแถวอีกหลายแห่งในสำเพ็ง-เยาวราช ซึ่งพื้นที่ทุกตารางเมตรมีใช้สอยอย่างจำกัด

บ้วนฮวด กว้างกว่าใจ่หลีนิดหน่อย ขายตะกาวที่ใช้แบกกระสอบ

ข้าวของที่ร้านนี้จำหน่าย ประกอบด้วยอุปกรณ์จำพวกตะกาวหรือตะขอที่มีด้ามจับ มีไว้ใช้เกี่ยวและแบกกระสอบ เป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นในย่านนี้ ด้วยเหตุที่ในอดีตริมถนนทรงวาดซึ่งอยู่ถัดไปจากสำเพ็ง มีท่าน้ำที่ใช้ลำเลียงกระสอบข้าว ร้านค้าบนถนนแถวนี้จึงขายพืชผลทางการเกษตรมากมาย 

ตะกาวที่ร้านบ้วนฮวดขายมีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน หากใช้เกี่ยวกระสอบข้าวสารที่มีขนาดใหญ่และหนัก ก็ต้องใช้ตะกาวไซส์ใหญ่แต่สั้น หรือหากจะใช้เกี่ยวกระสอบที่เบาลงมา ก็ต้องใช้ตะกาวยาวที่เหมาะสมกับของที่ใช้ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เป็นต้น

บ้วนฮวด

ที่ตั้ง : 641 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ไม่แน่นอนเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

โทรศัพท์ : 0 2225 1526

03
ร้านขายยาไทย ฮกสูนตึ๊ง ตรากระต่ายคู่

ร้านคนจีนขายยาไทย

ร้านขายยาไทย ฮกสูนติ้ง ตรากระต่ายคู่ ร้านคนจีนขายยาไทย

ประมาณ 50 ปีก่อน สำเพ็งในสมัยนั้นเป็นย่านที่ใครพูดภาษาไทยจะกลายเป็นต่างด้าวในความรู้สึกของคนในพื้นที่ไปทันตา ถึงอย่างนั้นซอยวานิช 1 ก็ยังมีร้านขายยาไทย (แต่ชื่อจีน) อยู่ 1 แห่ง คือร้าน ‘ฮกสูนตึ๊ง ตรากระต่ายคู่’ ที่ขายทั้งสมุนไพรไทยและจีนในร้านเดียว

ร้านขายยาไทย ฮกสูนติ้ง ตรากระต่ายคู่ ร้านคนจีนขายยาไทย

นอกจากยาไทยแล้ว ห้องแถว 2 ห้องนี้ยังขายเครื่องแกงและเครื่องเทศที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างผักชี ยี่หร่า และขมิ้นชัน เรียกว่าเป็นร้านค้าเก่าแก่เพียงไม่กี่ร้านที่ชาวสำเพ็งในอดีตจะซื้อหายารักษาโรค สมุนไพร และเครื่องเทศเครื่องแกงอย่างคนไทยได้ โดยไม่ต้องย่างกรายไปนอกละแวกบ้านของพวกตน

ร้านขายยาไทย ฮกสูนตึ๊ง ตรากระต่ายคู่

ที่ตั้ง : 531-533 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ปิดทุกวันอาทิตย์

โทรศัพท์ : 0 2221 2426

04
ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง)

ร้านยาจีนที่คงสภาพเดิมไว้เหมือนตอนเปิดกิจการ

ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง) ร้านยาจีนที่คงสภาพเดิมไว้เหมือนตอนเปิดกิจการ

ห้างร้านที่พบได้มากที่สุดในสำเพ็งยุคเก่า ได้แก่ ร้านขายยาจีนและร้านโพยก๊วน กิจการทั้งสองอย่างนี้ สะท้อนสิ่งที่ชาวจีนโพ้นทะเลในไทยให้ความสำคัญได้เป็นอย่างดี กล่าวคือร้านยามีไว้รักษาทุกอาการเจ็บป่วย ขณะที่ร้านโพยก๊วนมีไว้ใช้บริการโอนเงินกลับบ้านเกิดที่เมืองจีน

ตัวอย่าง ‘ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง)’ ร้านยาจีนที่จดทะเบียนนิติบุคคลมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดย อากงฮุยจั๊ว แซ่อั๊ง อดีตลูกจ้างร้านไต้อันตึ๊ง ร้านขายยารุ่นเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัย ดร.ซุน ยัตเซ็น เดินทางเยือนสยามประเทศเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง) ร้านยาจีนที่คงสภาพเดิมไว้เหมือนตอนเปิดกิจการ

ปัจจุบันร้านศิริภัณฑ์โอสถได้รับการสานต่อโดย เภสัชกรหญิงมุกดา หงไพศาล หลานสาวผู้ก่อตั้ง วันเวลาที่ล่วงเลยมานานกว่า 60 ปี นับตั้งแต่วันเริ่มกิจการแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพร้านจากเดิมเลย เพราะที่นี่ยังมีตู้ยาจีนแบบดั้งเดิม ตาชั่งยา รวมถึงยาจีนนานาชนิด ทั้งยาบำรุงและยาต้ม แม้แต่ชื่อยานำเข้าที่ไม่คุ้นหูสำหรับเด็กรุ่นใหม่อย่าง ‘ชวนป๋วยปี่แป่กอ’ และ ‘ชวนป๋วยปี่แป่โหล่ว’ ก็ยังเป็นสินค้าสำคัญประจำร้านที่มีพร้อมให้ลูกค้าซื้อไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ทุกเมื่อ

ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง)

ที่ตั้ง : 466 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.00 – 16.30 น. ปิดทุกวันอาทิตย์

โทรศัพท์ : 0 2222 2502

05
เชี่ยงปู่

ร้านผลไม้ผู้บุกเบิกการนำเข้าเกาลัดสู่แผ่นดินไทย

เชี่ยงปู่ ร้านผลไม้ผู้บุกเบิกการนำเข้าเกาลัดสู่แผ่นดินไทย

ทะลุซอกซอยจากสำเพ็งมาถึงถนนเยาวราชที่ควันไฟคลุ้งโขมงตลอดสองฝั่งทาง คล้ายจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คืออาณาเขตของรถเข็นและแผงลอยขายเกาลัด

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเกาลัดที่เดี๋ยวนี้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าพากันคั่วขายเป็นล่ำเป็นสัน มีต้นตอมาจากร้าน ‘เชี่ยงปู่’ แผงขายผลไม้อันมีพืชผลนำเข้าอวดโฉมแน่นขนัดที่ปากทางเข้าตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

ธนกฤติ อังสุปาลี เจ้าของร้านคนรุ่นใหม่เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ร้านนี้เปิดมานานกว่า 80 ปีแล้ว โดยการร่วมทุนกันของ 2 หุ้นส่วน ชื่อ เชี่ยงจั๊ว และ หย่งปู่ จึงนำชื่อของทั้งคู่มาผสมคำกันเป็น ‘เชี่ยงปู่ (长富)’ มีความหมายว่า มั่งคั่งยืนยง

แรกเริ่มเดิมที ร้านเชี่ยงปู่เน้นขายแค่ผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ลิ้นจี่และแอปเปิล ถือเป็นของขวัญราคาแพงสำหรับคนจีน กระทั่งอากงเชี่ยงจั๊วหัวใส ได้ความคิดว่าจะนำเกาลัดเข้ามาขาย เพื่อให้คนละทิ้งแผ่นดินใหญ่ได้คลายความคิดถึงบ้านเกิด ต่อแต่นั้นมาร้านนี้ก็ได้เป็นผู้นำเทรนด์นำเข้าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเกาลัด ทั้งเมล็ดเกาลัด เครื่องคั่ว ที่แกะ และนวัตกรรมที่ช่วยถนอมอายุเกาลัดให้มีกินได้ตลอดทั้งปี แทนที่จะออกผลแค่เดือนตุลาคม และเก็บได้แค่ราว 4 เดือนตามธรรมชาติของเกาลัด

เชี่ยงปู่

ที่ตั้ง : 293/1 ถนนเยาวราช ปากซอยเยาวราช 6 (อิสรานุภาพ) แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

โทรศัพท์ : 0 2222 2219, 08 9445 4544

06
ลิ่มงี่เฮียง

ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

ลิ่มงี่เฮียง ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

ตึกแถว 3 ห้องริมถนนเยาวราช จุดที่คึกคักตลอดวัน เป็นที่ตั้งของร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อหมูแปรรูปที่มีอายุกว่า 100 ปี ‘ลิ่มงี่เฮียง 林宜香’ ซึ่งขนานนามตามชื่อของ อากงงี่เฮียง แซ่ลิ้ม ผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ วาสนา ธนาสุนทรารัตน์ ทายาทรุ่นสามที่ยังเดินหน้าสืบสานตำนานร้านต่อไป

ถ้าหากคุณถวิลหารสชาติอันโอชะของหมูแผ่นบางกรอบ อย่าได้ลังเลที่จะมาเยี่ยมเยือนร้านนี้สักครั้ง เพราะนี่คือร้านแรกที่ริเริ่มทำหมูแผ่นทอดกรอบขายในเมืองไทย ยืนยันได้จากสโลแกนที่มักห้อยท้ายชื่อร้านว่า ‘ลิ่มงี่เฮียง หมูแผ่นแห่งแรกในประเทศไทย’

ลิ่มงี่เฮียง ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

บรรจุภัณฑ์ของร้านสวยงามมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะฝากล่องพิมพ์รูปวาด ‘สุพรรณหงส์หน้าพระปรางค์วัดอรุณฯ’ บอกถิ่นที่ตั้งร้าน ในอดีตเคยเป็นของฝากยอดฮิตที่ดังไกลถึงต่างแดน ชนิดที่ชาวต่างชาติ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จำเป็นต้องซื้อเพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาได้เหยียบย่างมาถึงไชนาทาวน์กรุงเทพฯ แล้ว

ในร้านที่หมูหย็อง หมูแผ่น กุนเชียง หมูเส้นกรอบ หมูพริกไทยดำ หมูหวาน หมูทุบ และอีกหลายหมูดูละลานตาจนยากจะไล่เรียงได้หมด สิ่งที่ดึงดูดสายตาลูกค้าผู้มาเยือนร้านลิ่มงี่เฮียงไม่แพ้สินค้าที่ขาย คือความโอ่อ่าของงานตกแต่งที่ฝังตัวอยู่ทั่วทุกมุมห้อง ตั้งแต่เคาน์เตอร์ ตู้โชว์เครื่องลายคราม จนถึงผนังแต่ละด้าน ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในจวนขุนนางจีนโบราณมากกว่าอยู่ในร้านขายของ

ลิ่มงี่เฮียง ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

งานไม้แกะสลักที่ประดับไว้ในร้านไม่ใช่ของเพิ่งทำใหม่ แต่เป็นของเก่าแก่อายุราว 40 – 50 ปีโดยประมาณ ข้อความภาษาจีนทั้งหมดเขียนอย่างประณีตด้วยลายพู่กัน ไม่ใช่กลอนคู่อวยพรอย่างที่หาอ่านได้ในร้านค้าของคนจีนธรรมดา หากเป็นถ้อยคำโฆษณาสรรพคุณอันโดดเด่นของสินค้าที่ทางร้านจำหน่าย เป็นต้นว่า “ไม่มีเนื้อที่ไม่สดใหม่” หรือ “มอบให้เป็นที่ระลึกร้านขายหมูแผ่นแห่งแรกในประเทศไทย”

ลิ้มงี่เฮียง

ที่ตั้ง : 301 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2221 1389

07
ก๊ำหล่ง

ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

ก๊ำหล่ง ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

เคลื่อนขบวนจากริมถนนใหญ่มายังซอยอิสรานุภาพ (ตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย) อันเป็นที่ตั้งของตลาดเก่า ซึ่งยังคงวิถีชีวิตเก่า ๆ ของชาวไทยเชื้อสายจีนเมื่อหลายสิบปีก่อนไว้เป็นอย่างดี

กว่าครึ่งหนึ่งของตลาดนี้เคยถูกครอบครองโดยชาวจีนกวางตุ้งที่นิยมเลี้ยงชีพด้วยการขายอาหาร ก่อนที่ชาวกวางตุ้งจะทยอยย้ายร้านออกไป เปิดทางให้ชาวจีนแต้จิ๋วเข้ามาจับจองพื้นที่จนแทบไม่เหลือร้านของชาวกวางตุ้ง แต่กระนั้นมรดกสำคัญซึ่งผู้ประกอบการชาวกวางตุ้งทิ้งไว้ให้ตลาดนี้ คือรสชาติอาหารที่ค่อนข้างหวาน กลมกล่อม ไม่สู้เค็มและจืดอย่างรสมือชาวแต้จิ๋ว

ก๊ำหล่ง ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

‘ก๊ำหล่ง 金隆’ คือประวัติศาสตร์มีชีวิตที่บอกให้คนรุ่นหลังรู้ว่า ร้านอาหารกวางตุ้งในตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ยมีสภาพเป็นอย่างไร บรรพบุรุษรุ่นแรกเริ่มกิจการร้านนี้มาจากเขตซ้ามยับ (แถบเมืองกว่างโจว) ในมณฑลกวางตุ้งเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ปัจจุบันร้านนี้ได้ถูกเปลี่ยนมือเจ้าของมาจนถึงรุ่นที่ 4 แล้ว

นี่คือร้านที่ลูกจีนนักจับจ่ายหลายคนชอบนึกถึงในช่วงวันไหว้เจ้า เพราะของที่ร้านนี้จำหน่ายมีพร้อมสรรพทั้งวัตถุดิบและอาหารสำเร็จรูป อาทิ หมูย่าง หมูแดง เป็ดย่าง ไก่ย่าง กานาฉ่าย โปรตีนเกษตร อาหารเจ

เนื่องจากที่นี่เป็นร้านอาหารแห่งสุดท้ายในตลาดที่ยังต้านทานกระแสสังคม โดยการใช้เตาถ่าน ย่างฟืนแบบโบราณ ส่งผลให้กลิ่นเตาถ่านหอมตลบอบอวลอย่างไม่มีวันหาได้จากเตาไฟฟ้า

ก๊ำหล่ง ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

ถ้ากระเพาะของคุณยังมีที่ว่างเพียงพอ ขอแนะนำให้ลองชิม ‘บ๊ะจ่างกวางตุ้ง’ อันมีรูปทรงผิดแผกจากบ๊ะจ่างแต้จิ๋วในภาพจำของคนไทยส่วนใหญ่อย่างเห็นได้ชัด เพราะนี่คือสินค้าเฉพาะตัวของร้านกวางตุ้งที่หาไม่ได้ง่าย ๆ แล้ว

ก๊ำหล่ง

ที่ตั้ง : 218 ตรอกอิสรานุภาพ ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2224 4056, 09 2442 4662

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writers

สมชัย กวางทองพานิชย์

เป็นคนหลงใหลบ้านและชุมชนของตัวเอง

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

สมชัย กวางทองพานิชย์

เป็นคนหลงใหลบ้านและชุมชนของตัวเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load