ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เสียงเด็กๆ หัวเราะเล่นกันอย่างสนุกสนานดังแว่วมา และเมื่อเดินไปตามทางเดินที่ประดับประดาไปด้วยชิ้นงานศิลปะทรงคุณค่า เราก็พบเด็กน้อยสองคนยืนยิ้มร่าต้อนรับอยู่อย่างอารมณ์ดี ที่นี่คือทำเนียบเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร

Pride Month ประจำปีนี้ The Cloud ได้รับเกียรตินั่งลงพูดคุยกับท่านทูต ไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย และ สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ถึงเรื่องราวแสนเรียบง่ายของชายสองคน ที่ตกหลุมรัก แต่งงาน และร่วมกันก่อร่างสร้างครอบครัว รวมถึงบทบาทการเป็นคุณพ่อของลูกๆ 3 คน ที่ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาท่ามกลางวัฒนธรรมไทย 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ท่านทูตไบรอันและคุณสก็อตต์เข้าพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ สถานกงสุลใหญ่แห่งเมืองเซี่ยงไฮ้​ ประเทศจีน เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจมีลูกผ่านการอุ้มบุญ และย้ายมาทำงานที่ประเทศไทย คุณสก็อตต์ทำงานภาคประชาสังคมอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด โดยตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หรือ FREC Bangkok 

ในโลกที่ความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศกำลังเบ่งบาน แม้ครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่นครอบครัวนี้จะไม่ใช่ครอบครัวของคู่รักเกย์คู่แรกที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ด้วยบทบาทในการทำงานของทั้งคู่ ทำให้ชีวิตครอบครัวของท่านทูตไบรอันและคุณสก็อตต์ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วไป

ตลอดเวลา 4 ปีในฐานะเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ท่านทูตไบรอันสนับสนุนและตั้งใจหยิบยกประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ ที่สะท้อนถึงสิทธิและความเท่าเทียมของผู้คน ควบคู่ไปกับงานทางการทูตด้านอื่นๆ อยู่เสมอ และครอบครัวของท่านเองก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชน LGBTQI​ ในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง

และนี่คือบทสนทนาเรื่องแนวคิด LGBTQI ชีวิตคู่และครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของลูกๆ วัยกำลังซน ที่วิ่งเล่นอย่างมีความสุขไปทั่วทำเนียบแห่งนี้

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ชีวิตวัยเด็กของคุณที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเป็นอย่างไร

คุณสก็อตต์ : ตั้งแต่เด็ก ผมใช้ชีวิตในหลากหลากพื้นที่ วันก่อนผมยังนั่งคิดเล่นๆ อยู่เลยว่า ผมไม่เคยอยู่ที่ไหนในโลกเกินหกปีเลย (ยิ้ม) ผมเกิดที่ประเทศไต้หวัน จากนั้นย้ายมายังประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐแคนซัส ตอนกลางของทวีปอเมริกาเหนือ พอโตขึ้นมาหน่อยก็ย้ายมาที่รัฐแคลิฟอร์เนีย 

ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เบิร์กลีย์ หลังเรียนจบผมเข้าทำงานที่องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGO) แห่งหนึ่งที่เมืองซานฟรานซิสโก เราทำงานกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ร่วมกับหน่วยงานใหญ่ๆ ตอนนั้นไอเดียเรื่อง CSR ยังเป็นสิ่งที่ใหม่มาก และผมเห็นด้วยว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีเงินทุนและอำนาจ ที่จะต้องสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคม ตอนนั้นงานของผมโฟกัสไปที่ประเด็นสิทธิแรงงานที่สื่อเรียกกันว่าโรงงานนรก (Sweatshops) ซึ่งแรงงานถูกขูดรีดเอาเปรียบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่ได้ค่าแรงต่ำเตี้ย

แทนที่จะประท้วงการกระทำของเหล่าโรงงานนรก เราเข้าไปทำงานกับบริษัทและแบรนด์ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโรงงานเหล่านั้นในการผลิตอีกที โดยเรียกร้องให้พวกเขาสร้างข้อกำหนดในการว่าจ้างผลิต เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานที่ทำงานในโรงงาน

ตอนนั้นตอนใต้ของจีนคือแหล่งผลิตแห่งใหญ่ของโลก องค์กรของผมได้รับเงินทุนในการไปสร้างศูนย์ทำงานที่เมืองกวางโจว ปรากฏว่าในบุคลากรกว่าห้าสิบคน ผมเป็นคนเดียวที่พูดภาษาจีนกลางได้บ้าง ผมจึงอาสาเดินทางไปทำงานที่ประเทศจีน เรียกได้ว่าเป็นคนบุกเบิกเลย ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ประมาณหกสัปดาห์ ทำไปทำมา ผมทำงานเรื่องสิทธิแรงงานที่นั่นอยู่ถึงสิบสองปี จากนั้นย้ายไปทำงานที่กรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ 

และนั่นคือตอนที่ผมได้พบไบรอัน

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ท่านทูตไบรอัน : ชีวิตวัยเด็กของผมแตกต่างจากสก็อตต์อย่างสิ้นเชิงเลยครับ ผมโตมาทางตอนเหนือของไอร์แลนด์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรอยู่แค่หมื่นกว่าคน ที่นั่นมีความอนุรักษ์นิยมมาก ผมอยู่บ้านหลังเดิม เรียนโรงเรียนเดิมจนอายุสิบแปดปี ทุกวันนี้ผมยังสนิทกับเพื่อนสมัยประถมอยู่เลย (หัวเราะ)

ผมทำงานกับกระทรวงต่างประเทศทันทีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และจากนั้นผมก็ไม่เคยหยุดเดินทางอีกเลย แม้จะเรียนจบมาด้านกฎหมาย แต่ผมสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมได้รู้จักนักการทูตหลายๆ คนที่เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ได้ศึกษาความสัมพันธ์ทางการทูตรูปแบบต่างๆ ผมคิดว่ามันน่าสนใจมาก เลยตัดสินใจทำงานนี้

ในฐานะนักการทูต ที่ผ่านมา ผมทำงานในทวีปเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ผมถูกส่งไปทำงานที่ประเทศจีนหลายครั้ง จากนั้นได้ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียและลิทัวเนีย ก่อนจะกลับมาเป็นกงสุลประจำนครกวางโจวในปี 2006 เอาจริงๆ ระยะเวลาที่ผมทำงานในจีนนั้น ยาวนานกว่าระยะเวลาที่ผมทำงานในประเทศบ้านเกิดผมเสียอีก 

ที่จีนผมได้พบสก็อตต์ เราเดตกันอยู่หลายปี จากนั้นจึงแต่งงานกัน และช่วงที่เราตัดสินใจจะมีลูกคนแรกกันนั้น ผมก็ได้รับการเสนอให้มาเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ในช่วงที่เติบโตขึ้นมา สังคมรอบตัวคุณมีการพูดถึงความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวางหรือยัง

คุณสก็อตต์: สหรัฐอเมริกาช่วงปลายยุค 80 ถึงต้นยุค 90 นั้นเริ่มเปิดกว้างและหลากหลาย ผมเติบโตมากับการเห็นฮิปปี้ (Hippie) นักกิจกรรม (Activist) รวมถึงกลุ่มผู้ชุมชนประท้วง (Protestor) ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้าน ถกเถียงและต่อสู้เพื่อประเด็นต่างๆ มานานแล้ว เพื่อนผมคนหนึ่งเคยพยายามขังตัวเองใส่กรง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้สัตว์ที่โดนทรมานด้วยฝีมือมนุษย์ และ LGBTQI ก็เป็นหนึ่งในประเด็นเหล่านั้น 

ที่เมืองซานฟรานซิสโก โดยเฉพาะบริเวณ Bay Area เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและมีความหลากหลายทางเพศมากหากเทียบกับที่อื่นๆ LGBTQI ที่นี่ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยและไม่ใช่เรื่อง Big Deal เลย

แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่นะครับที่จะเปิดกว้างแบบนี้ อย่างเมืองเล็กๆ ที่ผมเติบโตมาในวัยเด็ก แม้จะอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียเหมือนกัน แต่ที่นั่นมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมกว่ามาก การย้ายมาที่ซานฟรานซิสโกสร้างสีสันให้ชีวิตและทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

ท่านทูตไบรอัน : สมัยที่ผมยังเด็ก ทั้งตอนเหนือและใต้ของไอร์แลนด์ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ทุกวันนี้อะไรๆ เปลี่ยนไปเยอะ ทางใต้มีแนวคิดความเป็นเสรีนิยมขึ้นมาก ในขณะที่ทางเหนือยังมีประเด็นทางสังคมอีกหลายๆ ประเด็น ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่ใช่แค่ LGBTQI แต่ยังมีประเด็นศาสนาไปจนถึงการทำแท้ง ที่ไม่ใช่ประเด็นร้อนในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของสหราชอาณาจักรมานานพอสมควรแล้ว

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

คุณพบรักกันที่ประเทศจีน พวกคุณถือเป็นคู่รักเกย์คู่แรกๆ ในแวดวงการทำงานนี้ที่แต่งงานกันหรือเปล่า

ท่านทูตไบรอัน : ถ้าเป็นในวงการนักการทูต เราก็ถือเป็นคู่รักเกย์คู่แรกๆ เลยครับที่แต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมายอังกฤษ โดยเราเข้าพิธีสมรสกันที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอังกฤษในกรุงปักกิ่งตอนปี 2014 ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วครับ ทั่วโลกมีนักการทูตมากมายที่เป็น LGBTQI 

คุณสก็อตต์ : เราเจอกันครั้งแรกตั้งแต่ปี 2005 คบหาดูใจกัน โดยตั้งใจรอจนกว่าการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย 

ท่านทูตไบรอัน : การสมรสของคนเพศเดียวกันผ่านร่างกฎหมายประมาณปลายปี 2013 แต่เราต้องรออีกหกเดือนจึงจะเข้าพิธีสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสถานทูตอังกฤษ ณ ประเทศต่างๆ ภายใต้การได้รับอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ

ตอนที่คุณเข้าพิธีแต่งงานกัน ประเด็น LGBTQI ในประเทศจีนน่าจะยังไม่ถูกพูดถึงในวงกว้างนัก ตอนนั้นปฏิกิริยาของสังคมโดยรอบเป็นอย่างไร

ท่านทูตไบรอัน : ตอนนั้นเราเชิญเพื่อนๆ ชาวจีนกลุ่มใหญ่มาร่วมพิธีแต่งงานของพวกเราด้วย เราไม่อยากปิดบังเหมือนต้องการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะภายใต้บริบทของสหราชอาณาจักร สิ่งที่เราทำนั้นไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เราก็แค่คู่รักที่พร้อมเริ่มต้นชีวิตด้วยกันคู่หนึ่ง 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

และคิดว่าเพื่อนชาวจีนกลุ่มนี้แหละที่จะนำเรื่องราวของเราออกไปบอกชาว LGBTQI ว่า ตอนนี้โลกกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนมีชีวิตอย่างที่ต้องการ แต่งงานได้อย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใดก็ตาม หลังพิธีแต่งงาน พวกเขาก็มาบอกว่า เราควรเขียนเรื่องงานวันนี้ลงโซเชียลเน็ตเวิร์กนะ ผมเลยโพสต์รูปงานแต่งงานของผมและสก็อตต์ลงบน Weibo หนึ่งรูปว่า ผมภูมิใจในกฎหมายสหราชอาณาจักรที่ให้ความเคารพต่อทุกคน 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ปรากฏว่ารูปรูปนั้นถูกแชร์ออกไปเป็นสิบล้านครั้ง คอมเมนต์มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของชาวจีนต่างให้การสนับสนุนและเป็นไปในทางบวก 

หลังแต่งงานไม่นาน คุณไบรอันก็มารับตำแหน่งที่ประเทศไทย เรียกได้ว่าฉีกทุกภาพจำของเอกอัครราชทูตเลยไหม

ท่านทูตไบรอัน : คงเป็นการท้าทายภาพจำแบบเดิมในหลายๆ มิติ การเป็นเกย์อย่างเปิดเผย แต่งงานและมีลูก ผมมองว่านี่คือเรื่องปกติ นี่คือครอบครัวที่ผมกับสามีกำลังร่วมกันสร้างขึ้น มากไปกว่าแค่ว่ามุมมองต่อเอกอัครราชทูตควรเป็นอย่างไร จะต้องรวมไปถึงว่าครอบครัวของทูตคนนั้นเป็นอย่างไรด้วย เพราะนี่เป็นการสะท้อนแนวคิดของสหราชอาณาจักร ในเรื่องการเปิดโอกาสอย่างเสรี ค่านิยม และทัศนคติ ที่เป็นอิสระของผู้คน

ก่อนหน้าที่คุณสองคนจะได้มาพบและรักกัน คุณเคยคิดถึงการได้แต่งงานกับใครสักคนไหม

ท่านทูตไบรอัน : เราโชคดีที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ย้อนกลับไปแค่ไม่กี่สิบปีที่แล้ว การใช้ชีวิตของคู่รักเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องยากมาก การแต่งงานเป็นคู่สมรสหรือแม้แต่มีลูกกันนั้นไม่ต้องแม้แต่จะฝันถึง

คุณสก็อต : สมัยยังวัยรุ่น ตอนที่ผมตระหนักว่าตัวเองเป็นเกย์ ไอเดียของการได้แต่งงานมีครอบครัว สำหรับผมตอนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณเป็นคู่รักต่างเพศ (Heterosexual Relationship) แน่นอนว่าพอถึงจุดหนึ่งคุณจะพูดเรื่องแต่งงาน มีลูกขึ้นมา แต่สำหรับคู่รักเพศเดียวกัน (Homosexual Relationship) ย้อนกลับไปตอนนั้น เราไม่มีทางเลือก ไม่มีอะไรให้คิดไปถึงได้เลย

จนต่อมามีกฎหมายคู่ชีวิต (Civil Partnership) ออกมาสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน สิ่งนี้เหมือนจะดี แต่การเป็นคู่ชีวิต ก็ยังไม่เหมือนการเป็นคู่สมรสที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่ดี 

พิธีแต่งงานมีความหมายในเชิงจิตใจอย่างมาก เพราะการที่คุณได้นำสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนพ้องมาพร้อมหน้ากัน เพื่อบอกพวกเขาว่า ชายคนนี้ตรงหน้าพวกคุณคือคนสำคัญที่ฉันรัก โปรดอวยพรให้ความรักของพวกเรา คือสิ่งที่ทำให้พิธีแต่งงานนั้นทรงพลังและน่าอิ่มเอมใจ

เมื่อเวลาผ่านไป ความเท่าเทียมทางเพศก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นๆ จนถึงวันนี้ 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง
ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

การเป็นคู่รักเพศเดียวกันที่สนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่ม LGBTQI ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในภารกิจทางการทูตของคุณหรือเปล่า

ท่านทูตไบรอัน : ภาพจำของคนไทยส่วนใหญ่หรือแม้แต่คนทั่วโลกต่อสหราชอาณาจักร มักเป็นภาพดั้งเดิม ราชวงศ์เก่าแก่ วัฒนธรรมแบบอังกฤษ ไปจนถึงธรรมเนียมปฏิบัติอันเข้มงวด แต่นอกเหนือจากภาพจำเหล่านั้น ความจริงก็คือ เราเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมทันสมัย เราโอบรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และพยายามผลักดันเรื่องความเท่าเทียม อย่างการยอมรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนแนวคิดของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในเรื่องนี้ 

และแน่นอนครับว่าผมอยากทำงานเพื่อสนับสนุนชุมชน LGBTQI ในประเทศไทย เพราะภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตนั้นครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม และงานภาคประชาสังคม รวมถึง LGBTQI ก็เป็นหนึ่งในนั้น เราต้องการสนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ LGBTQI ในสังคมได้รับสิทธิต่างๆ อย่างเท่าเทียม 

เรายินดีทำงานกับหน่วยงานในประเทศไทยเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ กว่าที่สหราชอาณาจักรจะมาถึงทุกวันนี้ เราพัฒนากฎหมายคู่สมรสของคนเพศเดียวกันอย่างไร และตอนนี้เรากำลังปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเพศสภาพ เพื่อให้ครอบคลุมถึงประเด็น LGBTQI อื่นๆ อย่างคนข้ามเพศ (Transgender) จุดยืนของเราคือการสนับสนุนผู้ที่กำลังผลักดันวาระนี้ 

มันคือสิทธิตามกฎหมายที่ควรได้รับ อย่างการเป็นคู่สมรส ในฐานะคนที่แต่งงานกันไม่ว่าจะต่างเพศหรือเพศเดียวกันก็ตาม เช่น สิทธิในการตัดสินใจแทนเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเมื่ออยู่ในคราววิกฤต เป็นต้น นี่คือกระบวนการทำให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมที่ควรได้รับการสนับสนุน 

ซึ่งจริงๆ ในประเด็นเรื่องความหลากหลาย ประเทศไทยมีความล้ำหน้ากว่าหลายๆ ประเทศทั่วโลก เราก็เรียนรู้อะไรมากมายจากชุมชน LGBTQI ที่นี่เช่นกัน มันคือการแบ่งปันวัฒนธรรม องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจทางการทูตอยู่แล้ว

จริงๆ ผมกับสก็อตต์ตั้งใจใช้ชีวิตครอบครัวอย่างเรียบง่ายที่สุด แต่การที่ผมออกมาบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัว การเดินทางของครอบครัวเรามาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่านี่คือเรื่องธรรมดา และนี่คือหนทางข้างหน้า

มองให้แคบลงจากนโยบายระดับประเทศ ในระดับองค์กรหรือบุคคล คุณคิดว่า คนคนหนึ่งจะสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศได้อย่างไรบ้าง

ความหลากหลายและความเท่าเทียมจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าขาดการยอมรับอย่างเต็มใจและเข้าใจ มนุษย์ทุกคนแตกต่างกัน ศาสนา วัฒนธรรม พื้นเพความเป็นมา ไปจนถึงเพศวิถี ทุกคนล้วนมีทักษะเฉพาะด้านของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือ LGBTQI 

ถ้าเรามองว่าความแตกต่างด้านไหนที่จะส่งเสริมความแตกต่างอีกด้านของอีกคนได้ ให้ทุกคนดึงศักยภาพที่ตัวเองมี นำความแตกต่างที่แต่ละคนมี มาสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ เราน่าจะสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ทุกคนมีความคิดเห็นที่หลากหลาย จากมุมมองที่แตกต่างกันและทุกคนจะมีความสุขมากขึ้น ทุกองค์กรควรตรวจสอบการบริหารงานเชิงทรัพยากรบุคคลของตัวเองว่า ได้ลดศักยภาพใครบางคนในองค์กรด้วยการขีดกั้นเขาออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจหรือเปล่า 

ในองค์กร ทุกคนควรได้รับสิทธิทุกอย่างๆ เท่าเทียมกัน อย่างผมเองแม้จะเป็นลูกจากการอุ้มบุญ แต่เมื่อเขาลืมตาดูโลกผมก็ต้องดูแลอย่างเต็มที่ในฐานะพ่อ ป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม ผมจึงได้วันลาคลอดตามกฎหมายสามเดือนเช่นกัน

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณคิดว่าพร้อมแล้วสำหรับการมีลูก

ท่านทูตไบรอัน : ถ้าคุณตั้งใจมีลูกเมื่อพร้อม คุณจะไม่มีวันพร้อม (หัวเราะ) ก่อนแต่งงานกันเราสองคนคุยเรื่องมีลูกกันบ้าง แต่ก็ไม่เคยอยู่ในจุดเดียวกันสักที พอคนหนึ่งบอกว่ามีลูกกันเถอะ อีกคนก็จะแย้งว่าเราจะรับมือเด็กๆ ไหวไหม ไปจนถึงเราแก่กันเกินไปหรือเปล่า สลับกันแบบนี้อยู่พักใหญ่ จนถึงจุดหนึ่งเราก็ตกลงกันได้ว่า ถ้าเราอยากจะมีลูกจริงๆ ก็เลิกกังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แล้วเริ่มต้นกันเลย 

หลังพิธีแต่งงาน เราไปฮันนีมูนที่ตลอดทั้งทริปขะมักเขม้นอยู่กับการหาข้อมูลเรื่องการมีลูก โดยเราพาเพื่อนสนิทซึ่งเป็นผู้บริจาคไข่ไปทริปด้วย ตอนแรกเราตั้งใจจะเก็บไข่ไว้ก่อน แล้วค่อยทำการปฏิสนธิไข่เมื่อหาผู้อุ้มบุญได้ แต่ด้วยโชคชะตาบางอย่าง มีคนแนะนำเอเจนซี่ที่น่ารักมาก ซึ่งช่วยหาผู้อุ้มบุญซึ่งเหมือนเป็น Perfect Match ของเรา

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

การอุ้มบุญใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะสำเร็จ

คุณสก็อตต์ : ตอนแรกเอเจนซี่บอกเราว่าน่าจะใช้เวลาสามถึงหกเดือน ในการหาหญิงสาวสักคนที่พร้อมจะมาอุ้มบุญให้ และจะนานกว่านั้นถ้าเราต้องการคนที่เล่นโยคะหรือเป็นมังสวิรัติ (ยิ้ม) แต่ปรากฏว่าเราได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบเล่นโยคะและเป็นมังสวิรัติจริงๆ จากลิสต์รายชื่อของเอเจนซี่ โดยเธอมีตัวเลือกคู่รักที่อยากให้เธออุ้มบุญให้ถึงสามสี่คู่ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะอุ้มบุญเอเลียต (Elliot) ลูกชายคนแรกของเรา 

ท่านทูตไบรอัน : ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จากที่ยังไม่มีแผนอะไร ภายในสามอาทิตย์ทุกอย่างก็จัดการเรียบร้อย แม้จะเป็นชาวอเมริกัน แต่ผู้อุ้มบุญของเราเกิดที่ประเทศจาเมกา ซึ่งเป็นที่ที่ผมเกิดเช่นกัน และน่าทึ่งไปกว่านั้นคือเราเกิดที่โรงพยาบาลเดียวกันด้วย

คุณสก็อตต์ : หลังเอเลียตเกิด ผมก็เพิ่งค้นพบว่า แม่ของผมเคยทำงานที่โรงพยาบาลในประเทศจาเมกาแห่งนั้นด้วย ทั้งหมดนี้คือโชคชะตาจริงๆ

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ในทางกฎหมาย เมื่อการอุ้มบุญเสร็จสิ้น คุณถือเป็นผู้ปกครองเด็กโดยสมบูรณ์เลยใช่ไหม

ท่านทูตไบรอัน : กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิการเป็นผู้ปกครองเด็ก (Parental Rights) ของสหราชอาณาจักรยังค่อนข้างคลุมเครือในจุดนี้ คือผู้อุ้มบุญจะยังถือเป็นผู้ปกครอง (Guardian) ของเด็กอยู่ แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับเด็กที่อุ้มบุญมาก็ตาม ดังนั้น เมื่อลูกๆ ของเราถือกำเนิดขึ้นจากการอุ้มบุญ เราจึงต้องแจ้งเกิดและทำเรื่องสิทธิ์การเป็นผู้ปกครองให้ถูกต้องตามกระบวนการศาล 

คุณสก็อตต์ : เราต้องเตรียมเอกสารเพื่อนำไปยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ปกครองของเด็กจริงๆ กระบวนการคล้ายๆ กับขั้นตอนการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม

จากคนที่หนึ่ง​ ต่อมาที่คนที่สอง​ และสาม ​ตอนนี้คุณมีลูกๆ ที่น่ารักและอยู่ในวัยกำลังซนถึง 3 คน 

ท่านทูตไบรอัน : แม้ว่าเราจะหาผู้อุ้มบุญเอเลียตได้ไว แต่เราไม่คิดว่าลูกคนที่สอง เราจะโชคดีอย่างนั้น ขั้นตอนการหาผู้อุ้มบุญอาจต้องใช้เวลานับปีกว่าจะเจอคนที่เราเลือกเขาและเขาเลือกเรา ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ลูกๆ อายุห่างกันไม่เกินสองปี เราต้องเริ่มหาผู้อุ้มบุญให้เร็วที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม โชคชะตาเข้าข้างเราอีกครั้ง เราหาผู้อุ้มบุญได้แทบจะทันที

เอเลียตและเอสเม (Esmae) ลูกสาวคนที่สองของเราจึงอายุห่างกันประมาณสิบห้าเดือน สำหรับลูกชายคนสุดท้องเอริค (Eric) ค่อนข้างท้าทาย เพราะสก็อตต์ลังเลที่จะมีลูกคนที่สาม ผมใช้เวลาหว่านล้อมเขาถึงหกเดือน กว่าเขาจะยอมใจอ่อนและดูสิ ตอนนี้เรามีลูกๆ ที่น่ารักสามคนเติบโตไปพร้อมกับเรา

คุณสก็อตต์ : คุณเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music ไหม ไบรอันอยากมีลูกเจ็ดคนแบบในภาพยนตร์ และให้ลูกๆ ร้องเพลง (หัวเราะ)

ท่านทูตไบรอัน : เราจะไม่มีลูกถึงเจ็ดคนแน่นอน (หัวเราะ) ตอนนี้ผมว่าสามคนกำลังเหมาะ ความท้าทายที่สุดคงเป็นตอนที่เราจะมีลูกคนแรกนั่นแหละครับ เพราะชีวิตแทบจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย พอคนที่สอง คนที่สาม เรารู้แล้วว่าจะต้องรับมือกับพวกเขายังไง เราเก็บเสื้อผ้าและของเล่นของลูกคนโตไว้และได้ใช้กับลูกคนต่อๆ มา

ใครคือบอสของบ้านนี้

คุณสก็อตต์ : เอสเมคนนี้เลย (มองไปที่ลูกสาว)

ท่านทูตไบรอัน : เราเป็นคู่รักเพศเดียวกัน ก็เลยไม่มี Stereotype ว่าใครควรทำอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าเราแต่ละคนทำอะไรอยู่ ใครยุ่งกว่ากัน ลูกๆ ชอบใครมากกว่าในสัปดาห์นี้ ซึ่งเปลี่ยนตลอด อย่างช่วงก่อน COVID-19 งานของสก็อตต์ส่วนใหญ่ทำจากที่บ้านได้ ในขณะที่ผมจะอยู่ที่ออฟฟิศ

แต่พอมาช่วง COVID-19 ผมกลับมาทำงานที่บ้านแทน ในขณะที่สก็อตต์ต้องออกไปทำโปรเจกต์ COVID Relief เขาออกจากบ้านตอนแปดโมงเช้า กลับบ้านมาประมาณหนึ่งทุ่ม มาอาบน้ำให้ลูก อ่านนิทาน ดูการ์ตูนเป็นเพื่อนก่อนนอน อย่างน้อยคือต้องเราคนใดคนหนึ่งต้องอยู่กับลูก แปลว่าถ้าต้องไปทริปไกลๆ เราจะเลือกไม่ไปพร้อมกัน

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

การเลี้ยงลูกๆ ยากและท้าทายสำหรับคุณแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ ต้องเรียนรู้ถึง 4 วัฒนธรรม คืออเมริกัน อังกฤษ จีน และไทย

ท่านทูตไบรอัน : เรามีพี่เลี้ยงชาวไทยมาช่วยดูแลเด็กๆ พวกเขาจึงเรียนรู้ที่จะพูดภาษาไทยไปพร้อมๆ กับภาษาอังกฤษ อีกอย่างพี่ชายของผมแต่งงานกับคนไทย และผมมีหลานๆ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษสามคนที่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ดังนั้น แทบทุกสุดสัปดาห์เราจะให้เด็กๆ ได้มาเจอกันเสมอ แต่จริงๆ ในแง่การเลี้ยงเด็ก แม้จะมีหลากหลายวัฒนธรรมผสมผสานกันอยู่รอบตัว แต่มันไม่ได้ยากเลยครับที่เด็กๆ จะปรับตัว เรียนรู้ และใช้ชีวิตได้อย่างลื่นไหล

คุณสก็อตต์ : เด็กๆ เป็นที่รักใคร่ที่นี่ คือเวลาเราพาลูกๆ ไปร้านอาหารในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร ผมรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรผิดอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) แม้เด็กๆ จะไม่ได้ร้องไห้โยเย แต่อารมณ์ของคนในร้านมักไม่สู้ดีนักเมื่อเห็นเด็กน้อย เหมือนเขาอยากจะพูดว่า “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเด็ก พวกคุณพาเด็กเสียงดังน่ารำคาญมาทำไม”

แต่ในไทย ทุกครั้งที่เราไปร้านอาหาร แม้แต่ตอนที่ลูกๆ ยังแบเบาะ บริกรในร้านจะเข้ามาทักทายและเล่นกับเด็กๆ อย่างเป็นมิตรมาก สำหรับเราสองคน เมืองไทยเลยเป็นที่ที่ง่ายต่อการเลี้ยงเด็กจริงๆ

ท่านทูตไบรอัน : แต่เคยมีเหตุการณ์ประทับใจในร้านอาหารที่สหราชอาณาจักรครั้งหนึ่งเหมือนกัน เพราะแม้แต่ที่ยุโรป การเห็นคู่รักเพศเดียวกันกับลูกๆ ก็ไม่ใช่ภาพที่พบเห็นได้บ่อย วันนั้นหลังอาหารมื้อค่ำ ใครบางคนในร้านอาหารเดินมาหาแล้วพูดว่า “มันน่ารักแค่ไหนที่ได้เห็นเรากับเด็กๆ” 

ประโยคสั้นๆ เสมือนการเบ่งบานของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง นี่คือสิ่งที่ผู้คนที่เราพบโดยบังเอิญตั้งใจกระทำ เพื่อแสดงออกแม้จะในมุมที่เล็กที่สุดว่าพวกเราสนับสนุน LGBTQI 

คุณสก็อตต์ : ผมคิดว่าการมีลูกมีส่วนทำให้มุมมองของผู้คนต่อ LGBTQI เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย ภาพคู่รักเกย์สองคนเดินจับมือและจูบกันบนท้องถนน กับภาพเกย์สองคนที่พยายามเล่นสนุกหยอกล้อกับลูกๆ ทั้งสาม อย่างหลังน่าจะทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงและยอมรับได้ง่ายกว่า

คุณอาจจะเคยได้ยินวลี ‘คนไทยรักเด็ก’ 

ท่านทูตไบรอัน : (ยิ้ม) ผมคิดว่าคนไทยเปิดใจและใจกว้างกับเด็กๆ ด้วยรูปแบบวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกันและสุภาพอ่อนน้อม 

ลูกๆ ของเรา แม้ว่าจะอยู่ในวัยกำลังซนมาก อยากรู้อยากเห็นและวิ่งเล่นตลอดเวลา แต่เขาเรียนรู้ที่จะยกมือไหว้ แสดงความเคารพผู้ที่อาวุโสกว่าอย่างสตาฟในสถานทูตที่แก่กว่าพวกเขา นี่เป็นสภาพแวดล้อมที่น่ารักมาก หรือในที่สาธารณะอย่างที่สก็อตต์เล่าไป คนที่นี่ใจกว้างกับเด็กๆ กว่าที่สหราชอาณาจักรหรือสหรัฐอเมริกามากครับ

พ่อแม่บางคนมักรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอในแง่การเลี้ยงลูก คุณเคยมีความรู้สึกแบบนั้นบ้างไหม 

ท่านทูตไบรอัน : สำหรับผมมันคือความวิตกกังวล เมื่อเลี้ยงดูลูกไปเรื่อยๆ คุณจะเริ่มมีความกังวลว่า นี่ฉันทำอะไรผิดพลาดไปไหม หรือลูกๆ มีความสุขกันอยู่หรือเปล่า และใช่ครับ สิ่งที่เรากังวลมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องเวลาจริงๆ เราทั้งคู่ทำงานเต็มเวลา และเราก็เหมือนคู่รักธรรมดาทั่วๆ ไปที่พยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างงานและครอบครัว 

โชคดีที่เรามีคนช่วยดูแลเด็กๆ ช่วงวันธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงสุดสัปดาห์เราต้องดูแลพวกเขาเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเสาร์-อาทิตย์คือวันของครอบครัว ดังนั้น สตาฟของสถานทูตก็ต้องไปอยู่กับครอบครัวด้วยเช่นกัน ช่วงนี้อาจจะท้าทายกว่าปกติ เพราะสก็อตต้องดูแลโปรเจกต์ COVID Relief ทำให้ต้องทำงานวันเสาร์ตลอดทั้งวัน ผมจึงต้องรับมือกับลูกๆ วัยกำลังซนทั้งสามคนด้วยตัวเอง

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง
ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ในฐานะคุณพ่อของลูกๆ ที่ทำงานเต็มเวลาแถมยุ่งสุดๆ คุณจัดสรรเวลาให้การทำงานและครอบครัวอย่างไร

ท่านทูตไบรอัน : สมัยที่เรายังทำงานที่ประเทศจีน เดตกัน และยังไม่มีลูก ทุกอย่างมันง่ายกว่านี้เยอะเลยครับ (หัวเราะ) พอมีลูกคุณจะตระหนักได้ว่าตัวเองมีเวลาว่างมากมายแค่ไหนก่อนหน้านี้ เมื่อสิบห้าปีที่แล้วตอนที่เริ่มออกเดตกัน เราทำงานกันคนละเมือง ผมอยู่เมืองกวางโจว ในขณะที่สก็อตต์อยู่กรุงปักกิ่ง แม้จะยุ่งแค่ไหน แต่เราก็พยายามจัดสรรเวลาเพื่อมาเจอกันทุกสองสามอาทิตย์

สก็อตต์ทำงานภาคประชาสังคมที่งานหนักและเข้มข้น ในขณะที่ผมเองในฐานะนักการทูต งานและชีวิตส่วนตัวนั้นหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกันในฐานะผู้แทนประเทศ ออฟฟิศเลิกเวลาหกโมงเย็นก็จริง แต่งานของเราไม่เคยจบในออฟฟิศ เรามีกิจกรรมต่างช่วงค่ำเสมอ อย่างวันนี้หลังจบการสัมภาษณ์กับ The Cloud เราก็มีเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูต

นอกจากเวลาให้ลูกๆ แล้ว เราก็ต้องหาเวลาสำหรับกันและกันด้วย

คุณสก็อตต์ : อย่างเมื่อวานเป็นวันเกิดผม ผมทำงานทั้งวันเพราะต้องแพ็กถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้เพียงพอในชุมชน หลังงานเสร็จผมคิดว่า โอเค เดี๋ยวเราจะกินมื้อค่ำดีๆ เป็นช่วงเวลาดีๆ ของครอบครัวกัน แต่พอกลับถึงบ้าน ปรากฏว่าลูกชายคนโตไข้ขึ้นสูงและปวดท้องมาก เราจึงต้องพาลูกชายไปโรงพยาบาล กว่าจะกลับมาถึงบ้านอีกครั้งก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว

หลังส่งลูกชายคนโตเข้านอน ผมและไบรอันนั่งลงดื่มจิน กินพิซซ่าแช่แข็งเป็นอาหารค่ำ มีลูกอีกสองคนวิ่งอยู่รอบๆ และนั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ที่มีคุณค่าเพียงพอแล้ว

ท่านทูตไบรอัน : หลายส่วนในงานของผมนั้นแสนแฟนซี ทั้งดินเนอร์หรูหราและอาหารราคาแพง เมื่องานเลี้ยงและการทำงานสิ้นสุดลง สิ่งที่ผมจะทำคือล้มตัวลงบนโซฟาแล้วดูรายการทีวีตลกๆ สักรายการหนึ่งกับครอบครัว มีลูกๆ นอนพาดแขนพาดขาอยู่ข้างๆ (ยิ้ม)

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

Writers

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นาทีนี้นอกจากชื่อเสียงเรื่องร้านกาแฟ เชียงใหม่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสวรรค์ของคนรักวีแกนและมังสวิรัติ 

ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๆ 1 ชั่วโมง ในอำเภอแม่แตง จำเนียร เอี่ยมเจริญ หรือผู้ใหญ่ใจดีที่ชาวไทยเรียก ‘ป้าตา’ ส่วนชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘โอบะซัง’ เชฟอาหารมังสวิรัติวัย 66 ปี ผู้ที่ NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เธอชวนเรามาร่วมชิมอาหารมังสวิรัติสำหรับถวายพระ ณ วัดสวนสุขใจ วัดแสนสงบที่แวดล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี ซึ่งเธอถวายที่ดินของตัวเอง 7 ไร่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสร้างวัดแห่งนี้ให้เกิดเป็นสาธารณประโยชน์แก่ชุมชน

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“เราอยากคืนสมบัติให้กับโลก อยากให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ถ้าป้าเก็บที่ดินไว้ชื่นชมคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไร ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีค่าต่อเมื่อมีคนมาชื่นชมและใช้ประโยชน์” 

หลังผ่านการพูดคุยกันอย่างยาวนานที่บ้านสวนของเธอ The Cloud พบว่า นอกจากป้าตาจะเป็นแม่ครัวที่คร่ำหวอดในวงการ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ตั้งมั่นในธรรมะ เธอยังรักษ์โลก รักศิลปะ และรักการช่วยเหลือผู้คนเป็นชีวิตจิตใจ

นี่คือเรื่องราวจากกลางป่าเขาของ ป้าตา โอบะซัง ยอดเชฟอาหารมังฯ ผู้ซ่อนตัวอยู่กับธรรมชาติโดยปราศจากไฟฟ้าและน้ำประปา 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

แดนอาทิตย์อุทัย

แม้ป้าตาจะซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ โชคชะตาก็นำพาฝีมือการทำอาหารมังสวิรัติของป้าไปโด่งดังไกลถึงต่างแดน ผ่านการส่งเด็กน้อยกลับบ้านเกิด

“มีเด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ป้ารู้จักอยากกลับบ้านแต่ไม่มีเงิน ป้าก็เสนอว่าเดี๋ยวป้าจะพาไปทัวร์ญี่ปุ่น เธอมีเพื่อนอยู่ที่ญี่ปุ่นไหม เดี๋ยวป้าออกเงินให้ แล้วเราไปทัวร์ญี่ปุ่นด้วยกัน

“ป้าไปกับเพื่อน ๆ อีก 4-5 คน ช่วยกันลงขันแชร์ค่าใช้จ่าย แล้วป้าก็ได้มีโอกาสไปจัดกาดมั่วเล็ก ๆ ทำอาหารเจขายที่นั่น ป้าเอาวัตถุดิบที่เขามีอยู่แล้วมาประยุกต์ เช่น มิโซะ เราเอามาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือน้ำบูดู ทำข้าวยำบ้าง แล้วได้เงินมาก้อนหนึ่ง ไปออกงาน ลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ไปทอล์กโชว์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง มีคนญี่ปุ่นติดต่อเข้ามาหาเรื่อย ๆ”

เธอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเชฟชาวไทยชื่อดัง ขนาดที่ว่า NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาสัมภาษณ์ และเรียนทำอาหารกับป้าตาถึงที่บ้านสวนสุขใจแห่งนี้ 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“ตอน NHK มาสัมภาษณ์ ป้าสอนเขาทำอาหาร ทำลิ้นจี่ลอยแก้ว แล้วเขาเอาสูตรน้ำลิ้นจี่ของป้าไปขายให้บริษัทคิริน กลายเป็นเครื่องดื่มขายดีมาก ถึงขั้นเขาเอารูปป้าไปออกแบบเป็นโลโก้ติดข้างขวด แล้วกลับมาถ่ายทำป้าชิมน้ำลิ้นจี่นี้ด้วย เพื่อไปทำโฆษณาฉายในญี่ปุ่น หลังจากนั้นป้าก็มีชื่อเสียง เขาถึงเรียกป้ากันว่า ป้าตา โอบะซัง”

กระนั้น ฝีมือปรุงอาหารระดับเทพของป้าตาก็ไม่ได้มาง่าย ๆ เธอลับคมเสน่ห์ปลายจวักนี้ตั้งแต่เด็ก โดยมีแม่เป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

มีวันนี้เพราะแม่ให้

“แม่สอนทำอาหารมาตั้งแต่ป้าจำความได้ แม่ชอบทำบุญตักบาตร ทุกวันป้าต้องตื่นตี 5 เพื่อช่วยแม่ทำอาหาร ทั้งตำน้ำพริก หุงข้าว และป้ามีหน้าที่คอยยืนดูพระให้แม่ด้วย พอพระมาก็เรียกแม่ เป็นกิจวัตรประจำวันในวัยเด็กของป้า” เธอเล่าถึงแม่ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ 

“แม่ของป้าเป็นคนขยัน ถ้าถึงฤดูมะม่วง ป้าต้องเดินเท้าจากตลาดสำเหร่ไปที่วัดกัลยาฯ สมัยนั้นเรือสำปั้นจอดเต็มท่าน้ำหน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่จะไปซื้อมะม่วงจากเรือ เลือกซื้อมะม่วงที่เป็นตำหนิเอามากวน กลับบ้านมาช่วยแม่ปอกและกวนมะม่วง เช้ามาก็ช่วยแม่ตาก พอตากแห้งเสร็จ ป้าก็ม้วนใส่กระดาษแก้ว เอาไปขายที่โรงเรียน ส่วนแม่เอาไปขายให้ชาวบ้าน

“แม่บริหารจัดการการเงินเก่งมาก ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ บางวันแม่ไปขายกล้วยเสร็จ ขากลับถ้ามีกล้วยเหลือ แม่จะหาบกลับบ้านจากวงเวียนใหญ่ถึงสำเหร่ แม่มักจะไม่กลับบ้านพร้อมหาบเปล่า ถ้าระหว่างทางเจอถุงพลาสติก กระดาษ หรือฟืน แม่จะเก็บใส่หาบกลับมา เมื่อมาถึงบ้าน ป้าจะช่วยแม่ล้างถุงพลาสติกเก่า มัดตากแห้งไว้ แล้วรัดไปชั่งกิโลขาย ส่วนวันไหนที่ได้กระดาษหรือกล่องมา แม่จะเอามาปูทับ ๆ กัน แล้วเอาไปชั่งกิโลขาย ส่วนฟืนแม่เก็บมาใช้หุงข้าว”

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

เธอเองก็ได้นิสัยนี้มาจากแม่เต็ม ๆ ที่เห็นอะไรแล้วก็เกิดประโยชน์ทั้งหมด ไม่ทิ้งของ เช่น ถ้ามีข้าวติดก้นหม้อ แม่ก็เอาน้ำแช่ไว้แล้วกรองใส่ตะแกรง ตากแห้ง เก็บเอาไปทำขนม ป้าตาจึงมักจะได้กินขนมไข่มด ข้าวตู ข้าวคั่วโรยมะพร้าวน้ำตาล

“ป้าชอบการแปรรูปของต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยเฉพาะพวกของเหลือใช้ เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีของเล่น” เธอว่าต่อ

“แม่ซื้อโจงกระเบนมาตัดเป็นผ้าถุง พอมีเศษผ้าเหลือ ป้าก็เอามาหัดเย็บใส่นุ่นทำเป็นตุ๊กตา ข้างบ้านเขาทำขนมตาลขาย ก็ขอเอาหัวตาลมาล้างทำความสะอาดจนกระทั่งเป็นสีขาว แล้วขูดให้เป็นใบหน้า เขียนรูปตา ถักเปีย ทำเป็นตุ๊กตา บางวันเดินทางไปเรียนหนังสือ ป้าเห็นกองขยะก็เข้าไปคุ้ยดูว่ามีอะไรให้เราเล่นได้บ้าง บางครั้งได้รองเท้าส้นสูง ลิปสติก ก็เอามาทาปากเล่นลิเกกัน”

หากจะเรียกป้าตาว่าเป็นนักรีไซเคิลและสาวรักษ์โลกรุ่นเก๋าก็คงไม่ผิดแปลกอะไร แต่ใครเล่าจะรู้ว่าอีกหลายสิบปีต่อมา ตุ๊กตาที่ป้าตาชื่นชอบจะนำพาหนี้หลักล้านมาให้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ IMF ที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตไปตลอดกาล

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

พืช – ล้ม – ลุก

“ชีวิตป้าผ่านอะไรมาเยอะ เรียนจบเลขา ทำงานบริษัททัวร์ อาชีพเสริมคือทำตุ๊กตาผ้า หัดจากหนังสือกุลสตรี เรียนรู้ด้วยตัวเองไปเรื่อย ๆ จนทำโรงงานตุ๊กตาส่งออกแล้วเจ๊ง ช่วงนั้นเกิดความโลภ แล้ววิกฤต IMF เข้ามาพอดี ทำให้ป้าขาดทุนหนัก กลายเป็นหนี้หลักล้าน ต้องเอาบ้านไปจำนอง เอาของไปจำนำ ชีวิตตั้งแต่สาวมามีแต่หนี้ เคยคิดว่าเมื่อไรจะพ้นหนี้สักที

“แต่การที่ป้าต้องเจอสภาวะยากลำบากแบบนั้น ทำให้ความทุกข์มันบีบคั้น ป้าจึงเริ่มศึกษาว่าชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ป้าก็ได้คิดได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง เริ่มปรับมุมมองความคิดใหม่ ถ้ารวยแล้วโง่ ขอไม่รวยดีกว่า ขออยู่อย่างมีบ้าง ไม่มีบ้าง

“ก่อนหน้านี้ตอนมีเงินเยอะ ๆ ป้าเรี่ยราดใช้หมด เป็นคนใช้เงินเละเทะ แต่เมื่อถึงเวลาไม่มี ได้เงินร้อยสองร้อยก็ดีใจมาก รู้สึกว่าชีวิตมันได้ลุ้นไปวัน ๆ มีรสชาติดี การมีเงินตลอดเวลาทำให้เราหลงระเริงเพลิดเพลินไปกับทรัพย์สมบัติ” อดีตนักธุรกิจสาวเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นการเป็นแม่ครัวแบบเต็มตัว

“การทำอาหารฝังอยู่ในสายเลือดของป้า” เธอย้ำถึงแม่ “ตุ๊กตามันกินไม่ได้ มาทำของกินขายดีกว่า”

หลังเจอพิษเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ป้าตาหันมาเปิดร้านข้าวแกงกับขนมจีนใส่หม้อดิน แน่นอนว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยรสชาติถูกปากลูกค้า แต่แล้วป้าก็ตัดสินใจล้มเลิกกิจการ หันไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมผ่านการทำอาหาร

“ลูกค้าหลายคนบ่นเสียดาย บอกว่ารวยก่อนแล้วค่อยเข้าวัดก็ได้ แต่เราบอกไม่เอา ฉันกลัวตายก่อนจะรวย ป้าก็ตัดสินใจเข้าวัดเลยดีกว่า

“พอหันไปเข้าวัดก็ได้อบรมปฏิบัติธรรมด้วยการทำอาหาร ไปเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัด ทำกับข้าวเลี้ยงคนเป็นร้อย ๆ หลังจากนั้นก็เริ่มออกมาจัดงานข้างนอกบ้าง แต่ป้าก็ยังหมั่นไปวัด ทำความดี ฝึกภาวนา ฝึกตัวเอง

“เราเริ่มฉลาดในการใช้ชีวิตมากขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร รู้จักการบริหารจัดการ ชีวิตที่ผิดพลาดมาก็เพราะเราบริหารจัดการไม่เป็น เราตามใจตัวเองด้วยอำนาจของกิเลส เมื่ออยากได้อะไร ก็ซื้อ ๆๆ จนเบื่อ พอเบื่อก็ทิ้งเป็นขยะเต็มบ้าน ตอนย้ายมาอยู่หลังบ้านนี้ ป้าแจกของให้คนอื่นไปเต็มสิบล้อ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

เล่นแร่ แปรรูป

พ.ศ. 2536 คือปีที่ป้าตาหันเข้าหาทางธรรมอย่างเต็มตัว เธอพบว่าครูบาอาจารย์ฉันมังสวิรัติเป็นปกติ จึงเริ่มกินและปรุงอาหารมังสวิรัติ

“มังสวิรัติคือการไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ทุกชนิด การแปรรูปอาหารของป้าอาจไม่เหมือนการแปรรูปอย่างโรงงานทั่วไป เราเอาเห็ดมาสับ ๆ แล้วก็ใส่พริกแกงผสมไข่บ้าง ใส่แป้งถั่วเขียว แค่นั้นเลย ป้าแปรรูปโดยไม่ผ่านกระบวนการสลับซับซ้อน ไม่ใส่ผงชูรส และคุณค่าอาหารก็ยังคงอยู่

“ป้ากินมังฯ มาหลายปีแล้ว ไม่รู้สึกอยากกินเนื้อสัตว์เลย แต่เราก็อยู่ร่วมกับทุกคนได้ เวลาไปเที่ยว ป้าก็หิ้วอาหารของป้าไป บางคนมาแย่งอาหารมังสวิรัติของป้ากินอีกต่างหาก ป้าไม่ได้รังเกียจคนที่กินเนื้อสัตว์ และไม่เคยคิดว่าคนกินเนื้อเบียดเบียนสัตว์ เรานั่งร่วมวงกับคนอื่นเขาได้ เขาอร่อยอาหารของเขา เราก็อร่อยอาหารของเรา”

หากถามถึงเคล็ดลับก้นครัวของป้าตา เธอบอกว่า “ป้าใช้ใจทำอาหารทุกอย่าง ประณีตและไม่ตระหนี่ อาหารเป็นเรื่องศิลปะ เวลาปรุงอาหาร ป้าหยิบใส่ แล้วจะออกมาอร่อยได้อย่างไร ป้ารู้ในตัวของมันเอง”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

อาหาร 0 ดาว

อาหารมังสวิรัติของป้าตาไม่เคยได้รับดาวหรือป้ายการันตีความอร่อยใด ๆ แต่ฝีมือของเธอเป็นที่ร่ำลือ และเชฟชื่อดังหลายคนให้การยอมรับ พร้อมบอกเล่าปากต่อปาก

“ป้าทำอาหารมังฯ ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแกงหรือต้ม บางคนกินอาหารของป้ายังไม่รู้เลยว่าเป็นมังสวิรัติ ส่วนใหญ่พอลองได้กินแล้วบอกอร่อยกว่าอาหารปกติอีก บางครั้งจิตใจคนเราพอรู้ว่าเป็นอาหารมังสวิรัติแล้วต่อต้าน อาจจะคิดว่าไม่อร่อย จริง ๆ เมนูเนื้อสัตว์ไม่อร่อยก็มี มันอยู่ที่ศิลปะการทำอาหารและการเลือกวัตถุดิบมาใช้มากกว่า

“ป้าไม่เคยคิดจะเข้าประกวดแข่งขันอะไร คิดแค่ว่าการทำดีไม่ต้องมีการประกวด มันเป็นเรื่องที่คนเขาศรัทธาและยอมรับกันเอง ป้าอยากทำอาหารที่คนกินไม่เสียความรู้สึก ทำด้วยความตั้งใจ คนอื่นกินแล้วสุขใจ เราก็ดีใจแล้ว”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงในการพูดคุยกับป้าตา เรามักได้ยินเธอเปรียบเทียบการใช้ชีวิตกับการทำอาหารเสมอ

“การทำอาหารมังสวิรัติก็เหมือนทุกวันที่เราได้ทำความรู้จักและเรียนรู้มนุษย์” เธอว่า “คนเรามีทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันไป แต่เราจะเลือกเอาส่วนดีมาใช้ ส่วนไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา เหมือนที่เราต้องรู้จักเอาส่วนดีของวัตถุดิบมาปรับใช้กับเมนูของเรา 

“บางอย่างมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม บางอย่างโตอยู่ใต้ดิน ถ้าเราอยากจะทำกล้วยบวชชี นิสัยของกล้วยมีความฝาดและมียาง พอสุกแล้วอาจมีรสหวานอมฝาด แล้วเราต้องทำอย่างไร ก็ต้องเอามาต้มด้วยน้ำเย็นเสียก่อน ใช้น้ำเดือดก็ไม่ได้ เราต้องหมั่นสังเกตสิ่งเหล่านี้ และต้องเรียนรู้ศิลปะการจัดการธรรมชาติ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

“เช่นเดียวกับคนเรา ถ้าเจอคนนิสัยไม่ดี เราก็ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ และเรียนรู้ว่าคนนี้มีดีหรือไม่ดี เราควรจะคบแบบห่าง ๆ หรือใกล้ ๆ หรือถ้าคนนี้เป็นบัณฑิต เราควรเข้าใกล้เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องต่าง ๆ ให้เขาถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้มาที่เรา”

ในอนาคตป้าตามีแผนจะเปิดบ้าน พร้อมปรุงและเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติฝีมือตัวเองให้คนอื่นได้ลองชิมในบรรยากาศเรียบง่ายแสนสงบสุข แต่ออกตัวก่อนเลยว่า ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็นการมาเที่ยวสวนสุขใจของเธอ

“อยากให้ทุกคนได้ลองมาเรียนรู้วิถีชีวิตที่ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ป้าจะสอนตั้งแต่การหุงข้าว การติดเตาด้วยฟืน พร้อมฝึกให้มีสติ สมาธิ ปัญญา ฝึกการแก้ไข ฝึกการสังเกต ฝึกการเคลื่อนไหว 

“นอกจากนี้ ป้าจะสอนการเดินจงกรม การปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิ เพื่อเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าป้าไม่ใช่นักบวชหรือแม่ชี แต่ป้าก็อยากถ่ายทอดในสิ่งที่ป้ามีอยู่ให้กับทุกคน เพราะในอนาคตบ้านเมืองของเรายิ่งเจริญมากขึ้น คนยิ่งมีความทุกข์มากขึ้น

“เมื่อเราฝึกสิ่งเหล่านี้ในทุกวัน ๆ จะทำให้เรามีสติ อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยของการสร้างอนาคต เราจะไม่ตกใจกลัวแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เราจะอยู่ด้วยความมั่นใจในตัวเอง” ป้าตาทิ้งท้าย

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

Writer

Avatar

นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ชอบทดลองทำหลายอาชีพ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load