“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud X PONY

เคยได้ยินมาบ้าง ว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน มีตั้งแต่หัวเราะเขินแบบหนังรอมคอม ไปจนถึงอารมณ์ขันที่ตลกไม่ออก มหานครที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่มีภารกิจและความฝันใส่กระเป๋ามาเต็มใบ ก่อนจะตกตะกอนเป็นวัตถุดิบชั้นดีบางอย่างของชีวิต

และเพราะว่าเป็นนิวยอร์ก ดังนั้นต่อให้หยิบมาเล่าซ้ำเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อที่จะฟังสักครั้ง

บ่ายวันหนึ่ง ที่สภาพอากาศและฟ้าฝนเปลี่ยนสีท้องฟ้าให้เข้มขึ้น 2 – 3 เฉด เรามีนัดกับ เบ๊น-ธนชาติ ศิริภัทราชัย ผู้กำกับไฟแรงจาก Salmon House พูดคุยเรื่องราวอีกมุมของนิวยอร์กที่มีส่วนช่วยสร้างเสริมสายตาล้ำๆ และอารมณ์ขันประหลาดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

ที่ผ่านมา เราและใครหลายคนคงเคยติดตามนิวยอร์กของธนชาติผ่านหนังสือ New York 1st Time ก่อนที่จะตามมาผลงานเขียน งานภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเสมอมา คืองานที่มีอารมณ์ขันบางอย่างที่จริงใจ เพราะธนชาติรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกของผู้คนที่หลากหลาย

ธนชาติอาจจะเล่าเรื่องนิวยอร์กจนเบื่อแล้วก็ได้ เราคิดในใจ

ก่อนจะเข้าสู่บทสนทนา เราถามธนชาติว่า ถ้าให้นิยามว่าเขาเป็น…จากนิวยอร์ก คำตอบในช่องว่างนั้นคืออะไร

“คนกวน*** จากนิวยอร์ก” โอเค เข้าใจทุกอย่าง

CHAPTER 01

หลังจากดำรงตำแหน่งอยู่ในทีมผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์ ลุงบุญมีระลึกชาติ ของพี่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ธนชาติก็ตอบตัวเองได้ว่าเขาอยากทำงานเขียนบทและกำกับงานรูปแบบแปลกๆ มากกว่า พี่เจ้ยจึงแนะนำให้เรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศ และหมุดหมายปลายทางก็ไม่ใช่ที่ไหน มหานครนิวยอร์กนั่นเอง เอาชนะผู้ท้าชิงอย่างลอนดอน ด้วยเหตุผลข้อหนึ่ง ลุงของธนชาติอยู่ที่นี่ และข้อสอง นิวยอร์กมีอะไรน่าสนใจมากมายเต็มไปหมด

“เรารู้สึกว่าไปเรียนทั้งทีมันไม่ใช่แค่เรียนมหาวิทยาลัยอย่างเดียว เพราะสัปดาห์หนึ่งเรียนแค่ 15 ชั่วโมง ดังนั้นเวลาที่เหลือเราก็ควรออกไปพบเจอสิ่งที่เราไม่คุ้น นิวยอร์กมีมิวเซียม มีงานศิลปะ มีร้านหนังสือทำมือ” ธนชาติเล่าเหตุผลที่ทำให้นิวยอร์กชนะขาดลอยอย่างไม่ต้องสงสัย

หลักสูตรของธนชาติที่ School of Visual Arts (SVA) ไม่ใช่การเรียนเพื่อเป็น Filmmaker แต่เน้นความเป็น Lens-Based Art หรือแนวภาพเคลื่อนไหวในวงการศิลปะ ทำหนังทดลอง วิดีโออาร์ตทำ art installation ทำ performance เพราะรู้ตัวว่าสุดท้ายเขาก็คงต้องกลับมาทำงาน commercial อยู่แล้ว กับเรื่องโปรดักชั่น พวกใช้ไฟอะไร ถ่ายเลนส์เท่าไหร่ และจุดยืนบล็อกกิ้งนักแสดงต่างๆ เขาจึงเก็บไว้เรียนรู้ตอนกลับมาทำงานที่กรุงเทพ

“ตอนนี้ขอออกไปเจอเรื่องที่ไม่คุ้น อาร์ตจัดไปเลย เราจะได้หาอะไรใหม่ๆ” เมื่อธนชาติขอมา นิวยอร์กก็จัดให้

ธนชาติบอกเราว่า นิวยอร์กที่ทุกคนคิดว่าไฮโซและรวยนั้น แท้จริงแล้วค่าครองชีพไม่แพงไปกว่าการใช้ชีวิตอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่ชื่อยาวที่สุดในโลกได้ ค่าใช้จ่ายส่วนมากจะอยู่กับค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งหากไม่ฟุ้งเฟ้อ Gossip Girls เป็นหนุ่มสาว The Upper East Side คุณก็อยู่อาศัยที่นี่ได้อย่างสบาย

“คนชอบคิดว่า นิวยอร์กมีแต่ตึกสูงๆ จริงๆ ก็เหมือนกับที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีแค่สีลมและสยาม และส่วนมากเราก็อยู่ย่านบางกะปิ บางแค หนองแขม ของนิวยอร์ก ความฟู่ฟ่าแบบในหนังและเอ็มวีมันแค่กระจุกหนึ่งในแมนฮัตตัน ซึ่งในขณะเดียวกันมันมีย่านอื่นที่เหมือนนิมมานเหมินท์ เหมือนข้าวสาร มีย่านบรู๊กลิน” ธนชาติชี้ช่องรวยให้เราเหล่านักล่าฝันจดชื่อย่านทดไว้ในกระดาษก่อนวางแผนถอนเงินในบัญชีฝากประจำ

ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่แข็งแกร่งของธนชาติ ทำให้เราเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เมื่อเขาบอกว่าต้นฉบับของหนังสือสร้างชื่อ New York 1st Time นั้นมีจุดเริ่มต้นจากการโหยหาประเทศไทย

“ด้วยความที่เราไม่ได้อยู่เกาะกลุ่มกับเพื่อนคนไทยที่นั่นมากนัก แต่จะอยู่กับเพื่อนคนตุรกี เกาหลี เยอรมัน มากกว่า พอนานวันเข้าก็เหงา คิดถึงบ้าน ขาดคนคุยเรื่องคล้ายๆ กัน แต่ก็เขียนไดอารี่เก็บไว้เรื่อยๆ จนวันหนึ่ง Skype กับที่บ้าน แล้วขอให้อาโกพาหมามาที่หน้าจอเพราะคิดถึงมันหลังจากที่ไม่เจอมา 2 – 3 ปี วันนั้นเราเลยตัดสินใจทำต้นฉบับจริงจังเพราะคิดถึงบ้านเกินไปแล้ว”

เรื่องราวความสนุกและวายป่วงเกี่ยวประสบการณ์ครั้งแรกต่างๆ ของธนชาติในนิวยอร์ก คุณสามารถหาอ่านได้ในหนังสือ New York 1st Time ของเขา แต่เรื่องราวที่มาของอารมณ์ขันประหลาดๆ ที่ธนชาติมักใส่ลงไปในงานเขาทุกชิ้นนั้น โปรดอ่านที่นี่ อย่าเพิ่งย้ายเปลี่ยนหน้าจอไปไหน

CHAPTER 02

“เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า คุณคิดถูกแล้วที่มานิวยอร์ก” เราตั้งใจเลือกคำถามที่ทำให้ผู้ตอบคิดหาคำพูดอยู่นาน แต่เราประเมินธนชาติต่ำเกินไป เพราะเขาตอบแทบจะทันทีที่เราออกเสียงตัวสะกดพยางค์สุดท้ายในคำถามก่อนหน้า

“เราชอบเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์มาก มีย่านชื่อเซลซีที่มี Highline มีแกลเลอรี่ให้เข้าฟรีเยอะเลย เรารู้สึกว่างานศิลปะหลายๆ งานมันต้องมาดูที่นี่จริงๆ นะ ยกให้เป็นเหมือนเมืองหลวงของศิลปะยังได้เลย ไม่ว่าจะเจออะไร ก็จะรู้สึก ‘อย่างนี้ก็มีด้วย’ ‘อย่างนี้ก็ได้ด้วยหรอ’ เคยเข้าไปดูงานของ Doug Wheeler เป็นสถาปนิกที่มาทำงานศิลปะ งานของเขาคือห้องสีขาวขนาดใหญ่ๆ เขาใช้วิธีจัดไฟไม่ให้เห็นเส้นขอบผนังหรือประตูใดๆ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าห้องนี้ไม่มีที่สิ้นสุด คนยอมเข้าแถวเป็นชั่วโมงๆ เพื่อดูสิ่งนี้” คำตอบธนชาติทำให้ระดับความอิจฉาของเราเพิ่มขึ้น 2 ขีด

เหตุผลที่ธนชาติยกนิวยอร์กให้เป็นเมืองหลวงของวงการศิลปะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายหน้างานศิลปะและแกลเลอรี่เจ้าใหญ่อยู่ที่นี่เยอะ ทั้งยังเป็นเมืองที่คนให้ความสนใจกับงานศิลปะมากกว่าเมืองอื่นๆ

“Art Fair ที่นิวยอร์กก็เยอะโคตร ศิลปินใหม่ก็ตบเท้ามุ่งหน้ามาแจ้งเกิดที่นี่ เพราะมี community เยอะ”

ด้วยความที่วงการศิลปะของที่นี่มีความเป็นธุรกิจ แตกต่างจากของเราที่เวลาบอกว่าเป็นศิลปิน คนเข้าใจว่าต้องเป็นอาจารย์รุ่นใหญ่ ต้องเข้าใจและเข้าถึงยาก ทั้งๆ ที่ศิลปินก็เหมือนคนทั่วไป ใส่เสื้อเชิ้ต ทำงาน 9 AM – 5 PM เพียงแค่ออฟฟิศเขาคือสตูดิโอ นอกจากนี้ยังมีวันที่ไปสังสรรค์ มีการเมืองภายใน มีงานที่เปิดตัวเพื่อนสร้างคอนเนกชัน

“จริงๆ ศิลปินที่นู่นพลิ้วมากเถอะ ไม่ได้ติสท์จนคุยกับใครไม่รู้เรื่อง ต้องอยู่เป็น รู้จักเข้าหาคอนเนกชัน”

ในแง่ของการทำงาน ธนชาติเล่าว่า นิวยอร์กทำให้เขากล้าสร้างสรรค์งานในทางที่ชอบมากขึ้น

“พอเห็นงานเยอะๆ เข้า เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรก็ได้นี่ ไม่ว่าจะทำอะไรมันมีตลาดของมันอยู่ เราไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง เปิดหน้าแรกเจอสีดำจัดทั้งหน้า เปิดหน้าต่อมาเทาขึ้นมาหน่อย แล้วค่อยเทาอ่อนลงๆ ไปจนถึงหน้าสุดท้ายเป็นสีขาว แค่นี้ขายได้แล้ว ชื่อหนังสือว่า Fade เฮ้ย แบบนี้ก็ขายได้”

ธนชาติย้ำว่า ไม่ว่างานจะออกมาเป็นอย่างไร ที่นี่ก็จะมีคนกลุ่มที่เปิดรับฟังสารนั้นเสมอ ขอเพียงคุณชอบและรู้สึกกับงานที่ทำจริงๆ

เหมือนที่ใครเคยบอกว่า แม้ว่าคุณจะเป็น 1 ในล้าน แต่ก็จะมีคนแบบคุณอย่างน้อย 8 คนในนิวยอร์ก

นอกจากความกล้าในการสร้างสรรค์ผลงาน นิวยอร์กยังสอนธนชาติเรื่องความกล้าที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นและแสดงความเห็นในงาน

“เวลาคนที่นี่ไม่ชอบงานไหน เขาจะให้เหตุผลประกอบ 1 2 3 4 จำได้ว่างานชิ้นแรกของเรามีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งบอกว่าเขาไม่ชอบ เพราะว่ามันดูไม่ใช่งานระดับปริญญาโท จริงๆ ก็แอบช็อก ว่าเกลียดอะไรเราหรือเปล่า แต่เขาคอมเมนต์ตรงๆ แบบนี้กับทุกคน และเมื่อออกจากห้องเรียนทุกคนก็เพื่อนกันกอดคอไปกินข้าว มันต่างจากห้องเรียนและโลกการทำงานในบ้านเมืองเรา เพราะผสมปนกันหมด ไม่แยกแยะเป็นเรื่องๆ” ธนชาติในวันที่แข็งแกร่งย้อนเล่าบทเรียนสำคัญนั้นให้ฟัง

กับเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หลั่งไหลผ่านเข้าและออกท่ามกลางกลุ่มคนเจ๋งๆ อยู่ตลอดเวลา วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือ เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจมากที่สุด ธนชาติเล่าความตั้งใจเดิมของงาน thesis ที่อยากทำงานเท่ๆ อย่างการจัดนิทรรศการ ทำเรื่อง space ทำเรื่อง installation แต่พบว่าสิ่งที่สนใจที่สุดคือเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง งาน thesis ในชื่อ The Meaningful Strangers สารคดีที่เขาเที่ยวถามศัพท์ภาษาอังกฤษยากๆ กับคนแปลกหน้าในรถไฟฟ้าใต้ดิน จนได้รับรางวัล thesis ดีเด่นประจำคณะในที่สุด

อีกโปรเจกต์เกิดขึ้นระหว่างคุยเล่นกับเพื่อนว่า ประเทศของแต่ละคนได้ยินเสียงหมาเห่าว่าอะไร ขณะที่ไทยของเราได้ยินว่า โฮ่งโฮ่ง คนรัสเซียบอก กัฟกัฟ คนเกาหลีบอก ม่องม่อง ธนชาติจึงเกิดความคิดว่าในเมื่อหมาเห่าคนละเสียง เขาจึงเดินถ่ายภาพคนและเก็บสะสมเสียงหมาของแต่ละประเทศไปเรื่อยๆ ในนิวยอร์ก

ด้วยเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราสงสัยว่าอารมณ์ขันของคนในเมืองหรือประเทศในฝั่งฟากตรงข้ามกับเรา เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สาบานได้เลยว่าเราแอบเห็นประกายวิบวับในตาของธนชาติ ก่อนจะเปรียบเทียบความแตกต่างให้ฟังว่า

“คนไทยจะมีภาพการขำที่ชัดกว่า เช่น สมมติคนเดินตกท่อ ถ้าเป็นคนไทยจะขำกับภาพที่คนตกท่อให้เห็น ขณะที่คนอเมริกันจะขำกับคนตกท่อเหมือนกัน ภาพที่ออกมาไม่ใช่กับภาพคนตกลงไปในท่อตรงๆ แต่เป็นภาพน้ำจากท่อกระเด็นขึ้นมาเลอะกำแพง นั่นคือมีช่องว่างให้คิดมากกว่า” ธนชาติวาดภาพประกอบคำบรรยายจนหายสงสัย

อีกกิจกรรมโปรดของธนชาติในนิวยอร์กคือ การดู Stand up comedy ช่วยฝึกภาษาและสังเกตอารมณ์ขันของคนที่นี่

“เวที stand up เป็นเวทีศักดิ์สิทธิ์ คนขึ้นไปพูดอะไรก็ได้และจะได้รับการให้อภัยเพียงแต่คุณต้องคมให้พอ ขำให้พอนะ จะมืดหม่น จะเถื่อน แค่ไหนก็ได้ เป็นเรื่องศาสนาหรือศีลธรรมก็ได้” ธนชาติเล่าพร้อมยกตัวอย่างมุกที่ประทับใจให้ฟังว่า

“เรื่องราวประมาณว่า ‘ผมเป็นคนที่ไม่เคร่งศาสนามาก่อนในชีวิต จนกระทั้งเครื่องบินที่ผมขึ้นกำลังตกหลุมอากาศ จังหวะนั้นเองผมก็เริ่มริดรอนสิทธิของเกย์’ จบ ขำไหม”

“ไม่เข้าใจเลย” เราตอบ

ธนชาติจึงแนะนำให้เราดูและฟังเป็นภาษาอังกฤษ อย่างที่เขาบอก มันจะมีช่องว่างที่ให้คิดตาม

CHAPTER 03

ในฐานะที่นิวยอร์กเป็นเมืองแห่งโอกาส นิวยอร์กให้โอกาสอะไรธนชาติบ้าง เราถาม

“ให้โอกาสให้เราได้ดูแลตัวเอง ให้เราเรียนรู้ความไม่สนไม่แคร์กับบางเรื่องมากขึ้น ก่อนหน้านี้ เราค่อนข้างคิดมากเวลาเจออะไรเฟลๆ แล้วจะจิตตกไปทั้งวัน แรกๆ ที่มานิวยอร์ก มีวันที่เช้าสดใสวันหนึ่ง เราเดินของเราอยู่ดีๆ ก็มีคนสูบบุหรี่ใส่หน้า เราก็เลยหันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากดมควัน เขาก็พูดว่า F*** Bitch ประมาณว่า ‘ดีออก อ่อนแอนักนะมึง’ เราก็จิตตกว่าทำไมต้องมาใจร้ายใส่เรา”

จากคำบอกเล่าของธนชาติอาจจะฟังดูแล้วรู้สึกว่านิวยอร์กเกอร์มีอารมณ์รุนแรงหน่อยๆ ไม่ใจดีเหมือนคนโตเกียว ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจก็ทำนิสัยไม่ดีใส่กัน แต่โปรดเข้าใจว่านิวยอร์กนั้นเป็นมหานครแห่งคนแปลกหน้า และทุกคนที่คุณเจอจะเป็นคนที่คุณมีสิทธิ์เจอเขาครั้งเดียวในชีวิตแล้วจะไม่เจออีกเลย

และเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมา มาแล้วก็ไปอย่างเร็ว ดังนั้นถ้าจะถือทุกอย่างไว้กับตัวก็อาจจะประสาทเสีย ปล่อยผ่านไปง่ายขึ้น

“วิธีการรับมือง่ายมาก เดินมิวเซียมจบ เดินสวนสาธารณะ จบเลย เหมือนถูกดึงไปอีกโลก” ธนชาติกล่าว

นอกจากความแข็งแกร่งที่หล่อหลอมจากนิวยอร์กเกอร์เข้าใจยาก ชีวิตกว่า 3 ปีที่นี่ของธนชาติยังสอนเขาให้รู้จักฟังความต้องการของตัวเอง กล้าที่จะบอกว่าชอบไม่ชอบ รู้จักปฏิเสธ ไม่มัวแต่กลัวว่าใครจะคิดหรือรู้สึกอะไร

“เรารู้สึกว่าคนไทยประนีประนอมมากเกินไป ถ้ามันต้องชน ในจังหวะสุดท้าย เรามักจะหักหลบไม่กล้าชน เพราะเรากลัวความขัดแย้ง กลัวที่จะต้องปะทะกัน แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างบนโลกมันพัฒนามากได้เพราะคนมันทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน ลุยแล้วคุยกันหาทางออก การไม่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ แม้จะหักหนีต่อกันแต่ความขัดแย้งในใจยังอยู่ กลายเป็นวัฒนธรรมพูดลับหลัง นินทา ตั้งเป็นพรรคเป็นพวก เพียงเพราะเราหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแค่นั้น

“เราเคยอ่านเจอประโยคหนึ่งว่า ‘Thailand is the land of smiles but they smile for many reasons’ เราไม่ได้เพราะเป็นมิตรอย่างเดียว แต่เรายิ้มเพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร ยิ้มเพราะยิ้มไว้ก่อน โคตรจริงเลย แต่เดี๋ยวก่อน นี่มันนอกเรื่องนิวยอร์กแล้วนะ” ธนชาติ ณ กรุงเทพฯ ยิ้มอ่อนให้เรา

ธนชาติยอมรับว่านิวยอร์กทำให้เขาเป็นคนกวนๆ ขึ้นจากแต่ก่อน

“ที่นี่ เราเห็นอารมณ์ขันจากทุกอย่างรอบตัว เป็นช่วงเวลาที่เราได้ input อารมณ์ขันประหลาดๆ เยอะมาก อยู่ไทยเราจะชินกับอารมณ์ขันแบบเดิมๆ อารมณ์คอเมดี้ ตลกแบบหัวเราะ 555 ซึ่งเป็นเพียงซับเซ็ตหนึ่งของอารมณ์ขันแบบ humor มีเสียดสี มีหม่นหมอง เช่น ตัวอย่างรายการ Between Two Ferns with Zach Galifianakis รายการสัมภาษณ์คนดังที่ตลกร้าย (มากๆ) เพราะในชุดคำถามของพิธีกรนั้นมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างตลก หยาบคาย และดิบเถื่อนอยู่”

ธนชาติเจออารมณ์ขันที่ ‘อะไรก็ไม่รู้’ มากขึ้น เขาบอกว่า ตอนที่ทำลุงเนลสันครั้งแรก (BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก) ธนชาติไม่รู้หรอกว่าคนจะขำกับเขาด้วยหรือเปล่า แต่เขาขำ ก็เลยทำออกมา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่านอกจากจะเข้าใจยังเกิดเป็นกระแสที่เปลี่ยนชีวิตเขาไม่น้อย

“คนไทยต้องการอารมณ์ขันหลากหลายประเทศกว่านี้ ทุกวันนี้ลูกค้าถามว่า ‘คุณเบ๊น หนังมันจะตลกไหม’ เราก็ตอบว่า ‘มันคงตลกแหละ’ จริงๆ ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นวิวัฒนาการของอารมณ์ขันบ้างแล้ว ไม่ต้องตึ่งโป๊ะแบบเดิมๆ ก็ได้”

“นี่แหละสิ่งที่เราได้จากนิวยอร์ก” ธนชาติทิ้งท้าย

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load