“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ในวงการกีฬาไทยนอกเหนือจากการคว้าแชมป์ฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพของทัพช้างศึก คงหนีไม่พ้นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของสองนักแบดมินตันอย่าง ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ ที่จับคู่ทะยานขึ้นมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทคู่ผสม ทั้งยังกลายเป็นคู่ผสมคู่แรกของไทยที่ชนะเลิศการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลกได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นแชมป์ที่ 8 ของทั้งคู่ในปีปฏิทินเดียว

อย่างไรก็ดี ก่อนที่ปอป้อ ทรัพย์สิรี ในวัย 29 จะก้าวขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกเคียงคู่กับบาส ชีวิตของเธอต้องผ่านทั้งแดด ลม และฝน ซึ่งใช้ความอดทนมหาศาลในการฝ่าฟัน

ย้อนกลับไป 2 ทศวรรษ สามีภรรยาตระกูลแต้รัตนชัย อดีตนักกีฬาแบดมินตันตัวแทนมหาวิทยาลัยส่งเด็กหญิงทรัพย์สิรีในวัย 9 ขวบประเดิมสนามเป็นครั้งแรก และนั่นอาจเป็นการแข่งขันที่สั้นที่สุดในชีวิตของเธอ 

ปอป้อแพ้รวด 2 เซ็ตด้วยคะแนน 11 – 0 และ 11 – 1 ปิดฉากการแข่งขันในเวลาเพียงไม่กี่นาที

แทนที่จะจมอยู่กับความผิดหวัง ว่าที่ยอดฝีมือลูกขนไก่เปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นพลังในการฝึกซ้อม 

6 ปีต่อมา เธอติดทีมชาติครั้งแรกในวัยเพียง 15 ปี ก่อนจะพัฒนาฝืมือจนคว้าแชมป์กีฬาโอลิมปิกเยาวชนมาครองได้สำเร็จ

ขณะมองเห็นสายรุ้งอยู่รำไร ก็เป็นอีกครั้งที่มรสุมใหญ่เข้ามาเยือน ปอป้อประสบอุบัติเหตุเอ็นไขว้หน้าขาดจนต้องพักรักษาตัวนานถึง 8 เดือน 

นักกีฬาบางคนคงถอดใจ แต่เธอไม่ นักแบดบางคนอาจไม่กลับมาเก่งเหมือนเก่า แต่สาวนักสู้กลับมาเก่งและแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ทรัพย์สิรีกลายเป็นนักกีฬาคนแรกของโลกที่ชนะเลิศการแข่งขันแบดมินตันระดับกรังด์ปรีซ์ โกลด์ครบทุกประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม 

ในประเภทหญิงเดี่ยว เธอเคยก้าวไปถึงมือ 14 ของโลก ขณะที่ประเภทหญิงคู่ก็บินสูงถึงอันดับ 9 และในวันที่เปลี่ยนมาเล่นคู่ผสมเต็มตัว เธอก็ประสบความสำเร็จถึงขั้นได้เป็นมือวางอันดับ 1 ของโลก

นอกจากการเป็นนักกีฬา ปอป้อมีสถานะเป็นทายาทร้านทอง ห้างเพชรทองชัยเฉลิม ตราดาว ในจังหวัดอุดรธานี เมื่อใดที่มีเวลาว่าง เธอก็ยังหาโอกาสไปช่วยกิจการของครอบครัวอยู่เสมอ

มากไปกว่านั้น เธอยังเป็นยูทูบเบอร์ป้ายแดง ถ่ายทอดเรื่องราวน่ารัก ๆ ของนักกีฬาแบดมินตันช่วงที่ไม่ได้ฝ่าฟันอยู่ในคอร์ท ตั้งแต่การเลือกอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต แวะแซวนักแบดต่างชาติ ดื่มด่ำบรรยากาศในประเทศที่เธอเดินทางไปแข่งขัน ตลอดจนสารพันเรื่องราวที่ใครเห็นเป็นต้องอมยิ้ม

และคงจะด้วยความสามารถที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร บวกกับบุคลิกที่สดใสเป็นกันเอง นักกีฬาคนเก่งจึงมีผู้ติดตามบนอินสตาแกรมมากถึง 1.4 ล้านคน ดังนั้น หากจะเรียกเธอว่าอินฟลูเอนเซอร์ก็คงไม่เกินจริงแม้แต่น้อย

The Cloud คงไม่ปล่อยให้ทุกคนคอยนาน เรารีบต่อสายตรงเพื่อชวนปอป้อมาคุยกันที่ออฟฟิศ ก่อนแวะไปถามตอบอีกสักนิดในพื้นที่ที่เธอคุ้นเคยอย่างคอร์ทแบดมินตัน

นักกีฬาเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ และต่อจากนี้ไปคือการแข่งขัน 3 เซ็ตแห่งชีวิตของปอป้อ ทรัพย์สิรี ตั้งแต่วันที่แพ้เกมแรก ถึงวันที่ชนะจนได้แชมป์โลก

วอร์มอัป
“เรารักสิ่งนี้และเลือกสิ่งนี้เป็นอาชีพ”

คุณกับแบดมินตันรู้จักกันได้ยังไง

จริง ๆ ตอนเด็กเคยลองหลายกีฬานะ เคยว่ายน้ำด้วย แต่ก็ไม่ชอบ และคงเพราะพ่อกับแม่ชอบเล่นแบดพอดี เราก็เลยได้คลุกคลีกับแบดมาตั้งแต่เด็ก เริ่มจากการไปแข่งก่อนเลย ตอนนั้นอายุแค่ 9 ขวบ จำได้เลยว่าแพ้เละ ได้ 0 แต้ม หลังจากนั้นเลยเริ่มเข้าคอร์สฝึกซ้อมแบบจริงจังตามที่เขาวางโปรแกรมมาให้

ปอป้อ ทรัพย์สิรี นักแบดคู่ผสมที่ยังอยากพัฒนา เพราะเชื่อว่าเป็นมือ 1 ของโลกก็แพ้ได้

การแพ้ตั้งแต่เด็กอาจทำให้หลายคนเสียกำลังใจ ทำไมคุณจึงไม่ใช่หนึ่งในนั้น

พอฝึกซ้อมมาเรื่อย ๆ จนอายุ 14 เราได้ข้ามไปตีรุ่นอายุ 15 แล้วดันได้แชมป์ พอเรา 15 ก็ข้ามไปได้แชมป์รุ่นอายุ 18 ในใจเลยคิดว่า เออ เราน่าจะเอาดีทางนี้ได้ ที่สำคัญ เราติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 15 ด้วย ก็ยิ่งรู้สึกมีเป้าหมาย แต่ว่าตอนนั้นป้อยังเล่นเดี่ยวอยู่นะ 

การเป็นทายาทร้านทองในจังหวัดอุดรธานีน่าจะทำให้มีทางเลือกมากมายในชีวิต เพราะอะไรคุณจึงเลือกเป็นนักกีฬาที่ต้องซ้อมหนักสัปดาห์ละ 6 วัน

ร้านทองเป็นธุรกิจของครอบครัวก็จริง ทุกวันนี้ก็มีแวะไปช่วยบ้าง แต่ความชอบของเราอยู่ที่กีฬาแบดมินตัน ในเมื่อรักสิ่งนี้และเลือกสิ่งนี้เป็นอาชีพ เราก็ต้องทำตามเป้าหมาย อยากจะประสบความสำเร็จให้ได้อย่างที่ตั้งใจ

อาทิตย์ที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่ของคุณเพิ่งคว้าแชมป์แบดมินตันจากการแข่งขันกีฬาอาวุโส รุ่นอายุ 60 ปีขึ้นไป คุณแอบไปซ้อมให้รึเปล่า

ไม่เลย ความจริงทั้งสองคนเล่นแบดกันทุกวันอยู่แล้ว หยุดพักเฉพาะวันอาทิตย์ ก็คือเปิดร้านปิดร้านเสร็จก็จะไปออกกำลังกายกันประจำ

แล้วตอนเด็ก ๆ พ่อกับแม่ได้ซ้อมให้คุณบ้างรึเปล่า

อันนี้ก็ไม่ค่ะ (หัวเราะ) ตอนเด็ก ๆ เขาก็ไม่ได้สอนเรา ส่วนมากเขาแค่อยากพาเราไปออกกำลังกาย วันไหนเราขี้เกียจเขาอาจจะต้องบังคับนิด ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องแบดมินตัน คนแรกที่สอนเราจริง ๆ คือโค้ชที่อุดรฯ ค่ะ

ทุกครอบครัวอาจจะอยากให้ลูกออกกำลังกาย แต่ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่สนับสนุนให้ลูกเป็นนักกีฬาอาชีพ พ่อแม่ของคุณมองเรื่องนี้ยังไง ให้กำลังใจกันยังไง

แม่เคยพูดว่า เขาเห็นเราเล่นกีฬาแล้วมีความสุข ก็เลยอยากสนับสนุนเต็มที่เลย แต่วิธีให้กำลังใจอาจจะแปลก ๆ หน่อย เวลาเราแพ้ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไร เกมหน้าเอาใหม่นะ แต่แม่จะให้เราหาสาเหตุว่าแพ้เพราะอะไร หรือบางทีเขาก็จะเล่าให้ฟังว่า ตอนเราตีมีข้อเสียอะไรบ้าง ควรแก้ยังไง คอยชี้ให้เห็นว่าจุดไหนที่เรายังดีไม่พอ

แล้วคุณเห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อแม่บอกมั้ย

เห็นด้วยนะ เขาก็พูดตรงอยู่ค่ะ (ยิ้ม)

ปอป้อ ทรัพย์สิรี นักแบดคู่ผสมที่ยังอยากพัฒนา เพราะเชื่อว่าเป็นมือ 1 ของโลกก็แพ้ได้

เซ็ตที่ 1
จมอยู่กับอดีตไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น”

ในหนึ่งวันนักกีฬาแบดมินตันอย่างคุณต้องทำอะไรบ้าง

เราซ้อมกันสัปดาห์ละ 6 วัน มีพักแค่บ่ายวันอาทิตย์กับวันจันทร์เต็มวัน เริ่มจากตื่นนอน 7 โมง ซ้อม 8 โมงครึ่งถึง 11 โมงครึ่ง บ่าย 2 ครึ่งถึง 4 โมง จะมีประชุมวันเว้นวันเพื่อให้ความรู้ แลกเปลี่ยนเทคนิคการซ้อมต่าง ๆ หลังจากนั้น 4 โมงถึง 6 โมงครึ่งก็ซ้อมอีกรอบ ทำแบบนี้เป็นกิจวัตร 

นักแบดมินตันต้องคุมอาหารด้วยรึเปล่า

ก็มีบ้าง เช่นช่วงแข่งก็ต้องกินคาร์โบไฮเดรตเยอะ ๆ จะมีคนคอยแนะนำอยู่แล้วว่าต้องกินยังไง แต่ก็ไม่ได้เคร่งขนาดนั้นนะ เพราะกีฬาแบดไม่ได้ใช้น้ำหนัก ไม่ต้องทำน้ำหนักให้เข้าเป้าเพื่อลงแข่ง เรียกว่ากินเพื่อดูแลตัวเองมากกว่า เพราะฉะนั้นก็ยังกินอย่างแฮปปี้อยู่ (หัวเราะ)

คุณต้องฝึกซ้อมเป็นปีเพื่อลงแข่งแค่ไม่กี่นาที เคยรู้สึกเหนื่อย เบื่อ ไม่อยากซ้อมแล้วบ้างรึเปล่า

ก็มีบ้าง เพราะชีวิตแต่ละวันต้องทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำ ๆ มีอยู่แล้วแหละ วันที่งอแงขี้เกียจซ้อม บางทีแพ้กลับมาก็ท้อเป็นธรรมดา แต่แบดเป็นกีฬาที่มีแข่งทั้งปี เราจะมาจมอยู่กับอดีตไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น ที่สำคัญเวลาแพ้ เราไม่ได้แพ้คนเดียว แต่แพ้กันเป็นทีม ก็จะกลับมาช่วยกันดูว่าต้องแก้ตรงไหน ให้กำลังใจกัน คอยช่วยกัน

การซ้อมแบดมินตันทำให้คุณแทบไม่มีเวลาให้ตัวเองหรือคนอื่นเลย เสียดายชีวิตส่วนตัวบ้างมั้ย

เราไม่คิดว่าเสียนะ โอเค อาจจะต้องเสียสละเวลาไปบ้างก็จริง แต่ในอนาคต ที่เที่ยวก็ไม่ได้หายไปไหน มันก็ยังอยู่ที่เดิม เพื่อนก็ไม่เคยหายไปไหน วันหนึ่งที่เลิกเล่นค่อยไปเที่ยวกันก็ยังทันอยู่

แต่เที่ยวกับเพื่อนตอนเด็กกับตอนโตก็ไม่เหมือนกันนะ

ก็จริงค่ะ อย่างตอนที่เรียนที่นิเทศ จุฬาฯ เนี่ย พอเรียนเสร็จปุ๊บ เพื่อนจะโบกมือบ๊ายบายเราก่อนเลย แรก ๆ เราเป็นฝ่ายบอกลาเพื่อนนะ แต่หลัง ๆ คือเพื่อนชินแล้ว เพื่อนรู้แล้วว่าเราต้องไปซ้อม เราหยุดซ้อมไม่ได้จริง ๆ ถ้าไม่ไป เขาก็โทรตาม แต่เราโอเคนะ ก็ยังชอบเส้นทางนี้ แต่ถ้าวันไหนเราว่าง ก็จะบอกเพื่อนไว้ว่าวันนี้ไปได้ ก็หาเวลาไปเที่ยวกัน

ปอป้อ ทรัพย์สิรี นักแบดคู่ผสมที่ยังอยากพัฒนา เพราะเชื่อว่าเป็นมือ 1 ของโลกก็แพ้ได้

เซ็ตที่ 2
“ถ้าคู่ชอบตบ เราก็อาจะเน้นรับมากขึ้น”

คุณบอกว่าเริ่มต้นจากการเล่นเดี่ยว แล้วหันมาเล่นคู่ผสมได้ยังไง

ทีแรกก็เล่นเดี่ยวมาตลอด แต่หลังจากได้แชมป์โอลิมปิกเยาวชน (Youth Olympic Games) สักปีสองปีก็เริ่มหันมาเล่นเดี่ยวสลับกับคู่ แต่ตอนนั้นยังเป็นหญิงคู่นะ จนสุดท้ายก็เปลี่ยนมาเล่นหญิงคู่กับคู่ผสม แล้วเลิกเล่นเดี่ยวไป รู้สึกว่าตัวเองชอบเล่นคู่มากกว่า แล้วเราก็ทำผลงานตอนเล่นคู่ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โค้ชเองก็คงเห็นศักยภาพว่าเราน่าจะไปทางนี้ได้

การเล่นกีฬาประเภทคู่ผสมมีความท้าทายต่างจากกีฬาที่เล่นคนเดียวยังไงบ้าง

ยากคนละแบบ เล่นเดี่ยวลูกจะเคลื่อนที่ช้ากว่า บางทีเราก็เบื่อ รู้สึกไม่สนุกขนาดนั้น แต่เล่นคู่ ลูกจะเร็ว ได้บู๊มากกว่า พลิกแพลงได้มากกว่า ความท้าทายน่าจะเป็นการที่ทั้งสองคนต้องทำความเข้าใจกันในสนาม ต้องเรียนรู้ว่าคนนี้ถนัดอะไร คู่เราชอบแบบไหน ก็ต้องหาทางปรับให้แต่ละคนได้ทำในสิ่งที่ถนัด เช่น ถ้าบาสชอบตบ ตบได้ดี เราก็อาจจะเน้นรับมากขึ้น หาทางวางเกมให้เขาได้ตบเพื่อทำแต้ม 

คู่ผสมมือวางอันดับหนึ่งของโลกอย่าง ‘บาส-ปอป้อ’ มาตีคู่กันได้ยังไง

โค้ชโอม (เทศนา พันธ์วิศวาส) คงเห็นอะไรบางอย่างในตัวคู่เรา ก็เลยลองให้ลงแข่งคู่กันทันที ตอนนั้นเป็นรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งก็แพ้ (หัวเราะ) แต่อาจจะเพราะคู่เราตีสนุก ดูพัฒนาได้ โค้ชก็เลยให้เรากับบาสมาซ้อมด้วยกัน คือก่อนหน้านั้นต่างคนต่างเล่น เราตีหญิงคู่ เขาตีชายคู่ ตอนแข่งด้วยกันครั้งแรกเลยไม่รู้ว่าต้องทำยังไง พอซ้อมไปสักพักก็ได้ไปแข่งต่างประเทศ คราวนี้ได้รองแชมป์เลย เอาล่ะ ดูเป็นสัญญาณที่ดีนะ แล้วผลงานก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ชนะรัว ๆ ก็เลยกลายเป็นคู่ผสมในที่สุด 

พูดได้มั้ยว่า ถ้าไม่มีโค้ชโอม คุณกับบาสอาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากขนาดนี้

ก็คงได้นะ ต้องบอกว่าโค้ช อาจารย์ และทีมงานทุกคนมีส่วนสำคัญกับป้อมาก ๆ รู้สึกขอบคุณทุกคน แต่ถ้าพูดถึงโค้ชที่อยู่ในวันที่เราประสบความสำเร็จ อยู่กับเราตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาเล่นทีมชาติก็ต้องเป็นโค้ชโอม เขาเป็นโค้ชที่มีวิธีการสอนไม่เหมือนคนอื่น เขาสอนให้เราได้คิดเอง ไม่ได้ให้ทำตามคำสั่งเหมือนเราเป็นหุ่นยนต์

ให้เราคิดเองหมายความว่ายังไง

เขาจะชอบถามหรือตั้งโจทย์อะไรบางอย่าง แต่ก่อนจะเฉลย เขาจะให้เราคิดเอง ลงมือแก้ไขเองก่อน สุดท้ายถ้าคิดไม่ออกจริง ๆ เขาถึงจะเฉลยออกมา แล้วเขาก็ชอบสอนวิธีคิดด้วย

เขาบอกว่าสิ่งที่นักกีฬาแสดงออกในสนามก็เหมือนกับสิ่งที่แสดงออกในชีวิตประจำวัน ในชีวิตเป็นคนยังไง ในสนามเราก็เป็นคนแบบนั้น สมมุติป้อเป็นคนเงียบ ๆ เจออะไรก็เก็บไว้ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ จะไม่ระเบิดออกมา ในสนามเราก็ทำแบบเดียวกัน เวลาเราเจอความกดดันหรือเครียด บางทีเราจะนิ่ง ๆ ชอบเก็บไว้กับตัวเอง โค้ชก็จะคอยบอกให้เราคุย ระบายออกมา ช่วงพักก็คุยกับโค้ชได้ หรือไม่ก็ลองคุยกับคู่ก็ได้

เวลาเล่นคู่แล้วตีพลาด คุณรู้สึกผิดต่อคู่รึเปล่า

เล่นมาถึงระดับนี้ มันเลยจุดนั้นมาแล้ว จะมาโทษกันว่าคนนี้ทำเสีย คนนั้นตีพลาดคงไม่มีแล้ว ส่วนมากเราให้กำลังใจกัน อันไหนที่เสียแล้ว ผ่านได้ผ่านไป เราทำปัจจุบันให้ดีมากกว่า

คุณแก่กว่าบาส 5 ปี พอได้มาเล่นคู่กัน คุณได้แนะนำอะไรเขาบ้างมั้ย

ก็มีแนะนำบ้างค่ะ ด้วยความที่เราเป็นรุ่นพี่ ผ่านประสบการณ์มามากกว่า อย่างเช่นตอนไปแข่งโอลิมปิก ก็จะมีแนะนำ เพราะเป็นการไปแข่งครั้งแรกของบาส ว่าบรรยากาศมันจะเป็นประมาณนี้นะ มีสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้เราตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจจนเสียสมาธิได้ ก็พยายามเตือนสติกันค่ะ ทุกวันนี้พวกเราซ้อมด้วยกันแทบทุกวัน มีอะไรก็คุยกันตรง ๆ ตักเตือนกันได้ ซึ่งเขาก็รับฟัง

ปอป้อ ทรัพย์สิรี นักแบดคู่ผสมที่ยังอยากพัฒนา เพราะเชื่อว่าเป็นมือ 1 ของโลกก็แพ้ได้
ปอป้อ ทรัพย์สิรี นักแบดคู่ผสมที่ยังอยากพัฒนา เพราะเชื่อว่าเป็นมือ 1 ของโลกก็แพ้ได้

ขอเวลานอก
“เคี้ยวข้าว 50 ครั้งก่อนกลืน”

ช่วงที่รู้สึกท้อที่สุดในชีวิตนักกีฬาแบดมินตันของคุณคือตอนไหน

อย่างโอลิมปิกปีก่อน เราก็คาดหวังว่าอยากจะทำให้ได้ แต่สุดท้ายทำไม่ได้ อาจจะไม่ถึงขั้นท้อ แต่เราก็ผิดหวังมาก ๆ โค้ชพยายามปลอบว่า จริง ๆ มันก็เป็นแค่แมตช์เดียว เป็นการแข่งขันธรรมดา แต่เราดันเอาสิ่งอื่นมาใส่ตัว เราคาดหวังกับมันมากเกินไป ตอนนั้นก็ต้องหาทาง ทำยังไงให้เราเดินหน้าต่อได้โดยไม่จมอยู่กับสิ่งนี้

แต่เราไม่เคยผิดหวังถึงขั้นอยากจะเลิกเล่นแบดนะ ไม่มีความคิดนั้นเลย

แล้วครั้งที่บาดเจ็บหนักตอนแข่งขันกีฬาซีเกมส์ปี 2017 ล่ะ

อ๋อ จริงด้วย ตอนนั้นก็เครียด ไม่เคยเจ็บหนักขนาดนั้นมาก่อน เรียกว่าหนักที่สุดในชีวิตแล้ว เราล้มตอนกำลังแข่งแล้วรู้สึกเจ็บมาก หมอให้ลองยืดเข่าดู พอยืดปุ๊บก็ได้ยินเสียง ‘กร๊อบ’ เราก็คิดว่า โอ้ เข้าที่แล้ว แต่ไม่ใช่ เราลุกขึ้นมาฝืนตีได้แค่ลูกสองลูก แป๊บเดียวก็ยืนไม่ไหว พอหมอมาตรวจอีกที เขาก็บอกว่าน่าจะเอ็นไขว้หน้าขาด สุดท้ายก็ขาดจริง ๆ

ตอนแรกเราก็กังวลมากนะ ต้องพักยาว 8 เดือน ไม่รู้ว่าเราจะกลับมาเล่นได้แบบเดิมมั้ย แต่ก็ยังมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะกลับมาได้ คิดกับตัวเองว่าจะต้องกลับมาให้ได้ ซึ่งก็โชคดีที่เรามีทีมงานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ที่ดูแลเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาหรือนักโภชนาการ ทุก ๆ ฝ่ายช่วยเราดีมากด้วย เขาให้เราบริหารตั้งแต่ก่อนผ่าตัดแล้ว เราก็มีระเบียบวินัย ทำตามทุกอย่าง สุดท้ายก็กลับมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม

เวลาให้สัมภาษณ์ คุณพูดถึงความสำคัญของการทำสมาธิบ่อยมาก ทำไมสมาธิจึงสำคัญกับคุณขนาดนั้น

ตอนเด็ก แม่ชอบบังคับให้สวดมนต์ ตอนนั้นเราก็สวดไปอย่างนั้นแหละ อ่านตามที่แม่ให้ตำรามา ไม่ได้ตั้งใจอะไร แต่พอโตขึ้น มีอาจารย์ท่านหนึ่ง (อาจารย์เจริญ กระบวนรัตน์) สอนเราว่า จะทำอะไรต้องรู้สึกตัว มีสติอยู่ตลอด ตอนไปวิปัสสนา พระก็พูดว่าให้เราเคี้ยวข้าว 50 ครั้งก่อนกลืน เป็นการสอนให้มีสติ เพราะถ้าไม่มีสติ เราก็จะทำอะไรไปตามความคุ้นชิน สุดท้ายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

 เวลาอยู่ในสนามก็เหมือนกัน สมาธิช่วยให้รู้สึกตัวว่าต้องตีลูกแบบไหน ถ้าคู่ต่อสู้แก้มา เราจะตอบโต้ยังไง บางแต้มเราบังคับลูกให้ไปตกในจุดนั้น ๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีสติอยู่กับตัวเอง เราก็อาจจะเหวี่ยงไม้ไปตามที่ร่างกายคุ้นชิน แทนที่จะได้แต้มก็อาจจะเสียแต้มได้

บทสนทนาหน้าคอร์ทกับ ‘ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย’ นักสู้ ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักแบดมินตันคู่ผสมมือ 1 ของโลก

เซ็ตตัดสิน
“ตอนแพ้ก็มีคนด่า ตอนชนะก็ยังมีคนว่า”

เป็นนักแบดทีมชาติตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเปิดร้านทอง แล้วคุณมาลงเอยที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ได้ยังไง

ตอนแรกป้ออยากเรียนบัญชี เพราะเป็นคนชอบวิชาเลข แต่คิดไปคิดมา คิดว่าเราน่าจะไม่ไหว แล้วเวลาก็ไม่ค่อยมี สุดท้ายเลยเลือกเรียนนิเทศ อาจจะมีบางตัวที่ยากบ้าง แต่ก็คิดว่าเป็นคณะที่สนุก อาจจะไม่เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวเท่าไหร่ แต่ก็เป็นสิ่งที่เราชอบ เรียนไปเล่นกีฬาไปได้ ไม่ได้คิดว่าต้องเรียนดีมาก อยากเรียนให้จบมากกว่า

วันนี้คุณได้เอาความรู้จากการเรียนนิเทศมาใช้บ้างรึเปล่า

ได้ใช้นะ โดยเฉพาะเรื่องการพูด แต่ก่อนป้อพูดน้อยมาก ก็พยายามฝึกพูดมาตลอด ทุกวันนี้ก็มีทำ YouTube ด้วย เพิ่งมาย้อนคิดว่า เออ ความรู้ตอนเรียนนิเทศก็เอามาใช้ได้เหมือนกัน

เป็นนักกีฬาก็น่าจะเหนื่อยมากแล้ว ทำไมคุณยังอยากทำ YouTube ด้วย

เราอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข เรื่องแบดเราโฟกัสเต็มที่อยู่แล้ว แต่ถ้ามีแต่แบดอย่างเดียวก็อาจจะเครียดและกดดันเกินไป ตอนที่ว่างเลยอยากลองทำอะไรที่สบายใจ ผ่อนคลายบ้าง พอดีช่วงนั้นมีโควิด-19 คนไทยไปต่างประเทศกันยาก เราก็เลยอยากทำ YouTube เล่าชีวิตของตัวเองช่วงที่ไปทัวร์ต่างประเทศให้เหมือนได้พาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศด้วย แล้วก็อยากให้เขาได้เห็นว่า ชีวิตนอกสนามของนักแบดเป็นยังไง เพราะปกติเขาจะเห็นเราแค่ในคอร์ทอย่างเดียว

คุณให้สัมภาษณ์กับสื่อมาหลายครั้ง พอต้องมาพูดหน้ากล้องคนเดียวเพื่อทำ YouTube รู้สึกยังไง 

ยากมาก เราเป็นคนพูดน้อย แต่พอทำคลิปต้องพูดเยอะมาก ก็ฝึกเยอะอยู่ ดีที่มี พี่แจง (ปรียกัญญ์ เตรียมโพธิ์) ผู้จัดการ คอยแนะนำและช่วยคิดเนื้อหา กว่าจะออกมาได้คลิปหนึ่งก็ใช้เวลานานอยู่ แต่ก็สนุกดี

หลังจากช่อง POPOR SAPSIREE เปิดมาได้ประมาณ 4 เดือน เสียงตอบรับเป็นยังไงบ้าง

เท่าที่รู้ก็ดีนะ คนส่วนใหญ่บอกว่าเป็นอีกมุมของนักกีฬาที่ไม่เคยรู้มาก่อน ก็ดีใจค่ะที่มีคนชอบคอนเทนต์ที่เราทำ ยังไงก็ฝากให้ทุกคนช่วยติดตามกันด้วยนะคะ

สื่อหลายเจ้าเรียกคุณว่า ‘นักแบดสาวหล่อ ปอป้อ ทรัพย์สิรี’ คุณรู้สึกยังไงที่ถูกเรียกแบบนี้ แล้วจริง ๆ คุณอยากให้คนเรียกคุณว่ายังไง

เรียกอะไรก็ได้เลย ป้อโอเคหมด จะสวย หล่อ เท่ น่ารัก ก็ปน ๆ กันไป สุดท้ายทั้งหมดที่เรียกมาถือเป็นคำชม เราก็รับด้วยความยินดี แล้วแต่คนอยากจะเรียก ได้หมดเลยค่ะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้นักกีฬาหลายคนถูกตำหนิในโซเชียลมีเดียโดยคนที่ตัวเองไม่รู้จักด้วยซ้ำ คุณเคยเจอเข้ากับตัวเองบ้างมั้ย แล้วมีวิธีรับมือยังไง

มีอยู่แล้วคนที่บอกว่าเราตีไม่ดี ตอนแพ้ก็มีคนด่า ตอนชนะก็ยังมีคนว่า เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เราพยายามไม่เทค ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนเหล่านั้น อยากว่า ว่าไป แต่เรารู้ตัวเองดีว่าตีดีหรือพลาดตรงไหน ถ้าพลาดจริงๆ ก็ปรึกษากันในทีมอยู่แล้ว สรุปง่าย ๆ คือ เราเสพโซเชียลอย่างมีสตินั่นแหละ เลือกอ่านเฉพาะอันที่สร้างสรรค์ หลายคอมเมนต์ก็ชื่นชม ไม่ได้ด่าเราไปซะทุกอันหรอก 

บทสนทนาหน้าคอร์ทกับ ‘ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย’ นักสู้ ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักแบดมินตันคู่ผสมมือ 1 ของโลก
บทสนทนาหน้าคอร์ทกับ ‘ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย’ นักสู้ ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักแบดมินตันคู่ผสมมือ 1 ของโลก

แมตช์พอยต์
“เป็นมือหนึ่งก็แพ้ได้”

ถามจริง ๆ ตอนที่กำลังจะได้เป็นแชมป์โลกคุณรู้สึกยังไง

ด้วยความที่ปีก่อนเราได้รองแชมป์มา ก็เลยตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าครั้งนี้อยากทำให้ได้ แต่ตอนอยู่ในสนามเราพยายามไม่คิดถึงอนาคตเลยนะ แม้จะนำอยู่ แต่ก็ไม่ได้คิดเลยว่าสุดท้ายจะได้แชมป์รึเปล่า ถ้าเป็นสมัยก่อน พอท้ายเกมจะชอบคิดล่วงหน้าตลอด บางทีคิดไปถึงขั้นว่าจะดีใจท่าไหน รับรางวัลยังไงดี คิดไปคิดมากลายเป็นรู้สึกเกร็ง ตีได้ไม่ดีเฉยเลย เดี๋ยวนี้ก็เลยไม่คิด อยู่กับตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน ถ้าชนะ เดี๋ยวค่อยคิดท่าดีใจก็ได้

หลังจากชนะมานับครั้งไม่ถ้วน คุณเริ่มหมดความท้าทายในกีฬาแบดมินตันแล้วรึยัง

ไม่เลย (หัวเราะ) ถามจริง ใครจะไม่ชอบชนะล่ะ ถ้าตีแล้วชนะตลอดแฮปปี้จะตาย แต่ในความเป็นจริง ในเมื่อชนะได้ มันก็แพ้ได้เหมือนกัน ถึงวันนี้จะเป็นมือหนึ่ง เราก็แพ้ได้ เคยชนะคนนี้ในรายการนี้ พอเจอกันครั้งหน้า เขากับทีมก็ต้องพยายามแก้เกมมาชนะเราอยู่แล้ว เราก็ยังต้องเต็มที่ในทุกเกม มันยังมีความท้าทายอยู่ตลอด

ซึ่งตรงกับคติประจำใจของคุณที่ว่า ‘ทำทุกวันให้ดีที่สุด และไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง’

ใช่เลย ถึงจะได้แชมป์โลกแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังโฟกัสที่แบดมินตันตลอด ไม่มีวันไหนเลยที่เราคิดจะหยุดพัฒนาตัวเอง รายการที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ เราก็ยังต้องพยายามคว้าแชมป์มาให้ได้ บางรายการที่ได้แชมป์มาแล้ว เราก็ต้องพยายามรักษาแชมป์ให้ได้ อยู่ที่ว่าเราจะรักษามาตรฐานยังไงให้ดีที่สุด นานที่สุด เราเชื่อในคตินี้มากจริง ๆ

ตอนนี้ได้เป็นมือวางอันดับ 1 แล้ว มีอะไรที่คุณอยากประสบความสำเร็จในอาชีพอีกมั้ย

มี เป้าหมายตอนนี้คืออยากได้เหรียญทองเอเชียนเกมส์กับโอลิมปิก ซีเกมส์เราได้แล้ว แชมป์โลกเราได้แล้ว มี 2 สิ่งนี้แหละที่เรายังทำไม่สำเร็จ 

ถ้าวันหนึ่งได้แชมป์ 2 รายการนี้ด้วย

ก็จะรู้สึกคอมพลีตมาก ด้วยอายุเท่านี้แล้ว ถ้าทำได้ก็คงภูมิใจมากจริงๆ 

ที่บอกว่า ‘ด้วยอายุเท่านี้แล้ว’ หมายความว่ายังไง

อย่างตอนนี้ป้อเองก็อายุ 29 แล้ว มันก็ไม่น้อย จริงอยู่ที่อายุอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น มันอยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าจะรักษาสภาพร่างกายได้ดีแค่ไหน อยากเล่นไปถึงอายุเท่าไหร่ เพราะแบดมินตันไม่ใช่กีฬาที่ต้องปะทะ บางคนที่ดูแลตัวเองดีเล่นไปถึงอายุ 40 ก็มี แต่เราก็ไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้นหรอก ขอแค่จบอาชีพนักกีฬาให้สวย ๆ ก็พอ และโอลิมปิกที่จะถึงในอีก 2 ปีก็อาจจะเป็นครั้งท้าย ๆ ของเราแล้ว ก็เลยอยากรีบทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นนักกีฬาแบดมินตันคืออะไร

ความรับผิดชอบกับระเบียบวินัย 2 สิ่งนี้สำคัญจริง ๆ การเป็นนักกีฬาแบดมินตันอาจจะเทียบได้กับโควิด-19 คือพวกป้อจะเรียกโควิดว่าโรคความรับผิดชอบ เราต้องใส่หน้ากาก ล้างมือ ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและมีวินัยในตัวเองเพื่อจะได้ไม่ติดเชื้อ แบดมินตันก็เป็นแบบนั้น ต้องมีระเบียบวินัยในการซ้อม ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่และเป้าหมายของตัวเองถึงจะประสบความสำเร็จ 

ถ้าวันนี้ปอป้อ ทรัพย์สิรี ไม่ได้เป็นนักแบดมินตันทีมชาติ คุณว่าเธอน่าจะทำอะไรอยู่

(นิ่งไป 10 วินาที) อืม… ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจะทำอะไร เพราะเราก็เล่นแต่แบดมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ 9 ขวบ โลกทั้งใบของเราก็เป็นแบดมินตันแล้ว แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ เหรอ โอ๊ย… คำถามยากจัง

โอเค ถ้าไม่เป็นนักแบดก็คงจะพักเพื่อตั้งสติสักช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นก็อาจจะหุ้นกับเพื่อน ทำธุรกิจอะไรสักอย่าง หรือถ้าถามว่าวันหนึ่งเลิกเล่นแบดแล้วจะทำอะไรต่อ เราคงทำธุรกิจส่วนตัว อาจจะเปิดคอร์ทแบด เพราะเป็นสิ่งที่เรารักและทำได้ดี หรือไม่อย่างนั้นก็คงช่วยธุรกิจที่บ้านล่ะมั้ง

บทสนทนาหน้าคอร์ทกับ ‘ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย’ นักสู้ ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักแบดมินตันคู่ผสมมือ 1 ของโลก

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load