‘เบื้องหน้าที่ให้เห็น อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น’

บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ในวัยเลข 3 ทำให้เราต้องมองเขาใหม่

จากอดีตมือกีตาร์วงดนตรีป๊อปอย่าง Better Weather เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บาสหันหลังให้วงการบันเทิงมาทำสิ่งที่รักอย่างการเดินทางรอบโลก

เขาสร้างชื่อในฐานะนักเดินทางผู้เล่าประสบการณ์สนุกบนเพจ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ที่มีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคน

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

และในห้วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ บาสกำลังซุ่มทำ #saveการท่องเที่ยวไทย แคมเปญช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพื่อช่วยโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงโรงแรมหรูในราคาย่อมเยาเมื่อสถานการณ์ไวรัสคลี่คลาย นั่นทำให้เรารีบนัดหมายเพื่อคุยกับเขาทันที 

เมื่อได้คุยแล้ว เรากลับค้นพบว่าตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันแรกที่บาสเปิดเพจของตัวเอง จนใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘บาส Go Went Go’ นั้น น้อยคนจะรู้ว่าบาสมีอีกหนึ่งบทบาทที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เขาเป็นทั้งผู้ประกอบการหนุ่มเจ้าของร้าน 20Something Bar มานานนับสิบปี เคยเปิดตลาดนัดกลางคืน 20Space และเป็นผู้ก่อตั้ง 20TV ช่องรายการไลฟ์สไตล์บนโลกออนไลน์ ที่มีทั้ง Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว, Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง, แชร์โลมาเดะ และ อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ อยู่ในนั้น

เหตุผลที่บาสจริงจังกับการทำธุรกิจพอๆ กับความฝันที่ได้ออกเดินทางรอบโลกก็คือ เขาเติบโตมาจากการหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก หลังเข้าวงการบันเทิง เขาลองผิดลองถูก เปลี่ยนความชอบเป็นธุรกิจจนพบสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

เขาบอกว่า หากทุกเช้าที่ตื่นได้วางแผน สร้างเป้าหมายใหม่ๆ ให้กับชีวิตและสิ่งที่ทำ คำว่ากลัวล้ม กลัวเจ็บ จะไม่มีวันอยู่ในพจนานุกรมของเขาแน่นอน 

และตอนนี้บาสได้โจทย์สมการที่ยั่งยืนต่อเส้นทางสายนี้แล้ว

ทำสิ่งที่ชอบ + ทำแล้วต้องได้เงิน = ธุรกิจที่มีความสุข

นี่แหละสมการของเขา

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

#Saveการท่องเที่ยวไทย

ตลอดการสนทนานี้เป็นบทสนทนาผ่านโทรศัพท์ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าช่วงนี้คนไทยทุกคนต้องเลี่ยงการออกจากบ้าน เพื่อป้องกันตัวเองจาก COVID-19 ซึ่งบาสและเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้อง Work from home

ก่อนที่ไวรัสจะระบาดหนัก บาสเปิดตัวแคมเปญ #Saveการท่องเที่ยวไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้คนไทยออกไปเที่ยวกันอีกครั้งด้วยการโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับการมอบส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงได้ง่าย แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดในตอนนี้ทำให้แคมเปญของเขาต้องเลื่อนไป แต่แน่นอนว่าอุดมการณ์ที่อยากให้คนไทยเที่ยวในราคาถูกลงไม่ได้หายไปไหน เพราะหลังโรคระบาดคลี่คลาย สิ่งที่เขาตั้งใจไว้จะหวนกลับมาช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“เพราะการท่องเที่ยวไทยคืออู่ข้าวอู่น้ำ และเป็นผู้มีพระคุณ”

นี่คือนิยามที่บาสบอกเราว่าแคมเปญนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

“ผมทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและมีรายได้หลักจากตรงนี้ ฉะนั้น การท่องเที่ยวจึงมีบุญคุณ ในวันที่การท่องเที่ยวลำบาก ผมจึงอยากช่วยเหลือให้กลับมาหายใจคล่องอีกครั้ง และเข้าใจผู้ประกอบการที่ต้องเจอภาวะวิกฤตที่ขัดสนโดยไม่ทันตั้งตัว ยิ่งถ้ามองลึกเข้าไปอีก การช่วยผู้ประกอบการจะส่งผลต่อพนักงานให้เขามีงานทำ มีรายได้ พอมีรายได้ เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอย เงินหมุนเวียนในประเทศ เหมือนต้นน้ำ ปลายน้ำ ที่ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมันไม่เงียบ พอไม่เงียบ ก็จะกลับมาสู่ตัวเราและธุรกิจของเราเองในทางอ้อม”

แม้บาสมีโรงแรมที่พร้อมโปรโมตในมือกว่า 300 แห่ง แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกักตัวอยู่บ้าน ได้แต่รอวันที่สถานการณ์ดีขึ้น เขาไม่ได้ล้มเลิกการทำแคมเปญลดราคา เพียงขยับให้คนที่สนใจคอยเก็บส่วนลดไปใช้หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้น

ถึงตอนนั้นบาสเชื่อว่าคนคงจะเก็บกดจากการอยากออกไปเที่ยวและคงพูดกันระนาวว่า

“ไม่ไหวละโว้ยยย ต้องออกไปเที่ยวแล้ว” อย่างแน่นอน

“ผมมองว่า COVID-19 คือบทเรียนที่ดีของทุกองค์กร การที่ธุรกิจซบเซาด้วยโรคระบาด เป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัว บางโรงแรมไม่ได้สร้างแคมเปญขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคนไทย แต่ทำเพื่อชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ปัญหาเลยอยู่ที่ว่าคนไทยจะมองว่าแพง ทั้งที่ยังไม่เคยไปนอนด้วยซ้ำ หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่คิดจะไปเลย ทำให้มีรายได้จากชาวต่างชาติช่องทางเดียว

“ผู้ประกอบการควรเริ่มทบทวนตัวเองด้วยการมีโปรโมชันให้คนไทยในอนาคต เพราะสถานการณ์ตอนนี้กระทบภาพรวมจนอาจทำให้เขารู้สึกว่าควรจะมีกลุ่มเป้าหมายรองเอาไว้ เพราะวันหนึ่งเคยรับคนจีนเป็นหลัก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่คนจีนไม่สามารถเข้าประเทศไทย ผู้ประกอบการรายนั้นจะไม่เหลือลูกค้าสักคน กลับกันถ้านำบทเรียนจากเหตุการณ์ COVID-19 มาต่อยอดเพื่อรักษาฐานลูกค้าในประเทศบ้าง ก็ถือเป็นการมองการณ์ไกลที่ไม่เลว” บาสเล่า

ชีวิตลิขิตเอง

น้อยคนจะรู้ว่าบาสสนใจเรื่องธุรกิจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเดินทางสะสมประสบการณ์

บาสในวัยเด็กมีความฝันว่าอยากผจญภัยรอบโลก จินตนาการถึงความสนุกในต่างประเทศ บาสจึงบอกเราอย่างติดตลกว่า เด็กชายบาสคิดอยากรวยมากแค่ไหน เพราะคิดว่าเงินคือปัจจัยสำหรับต่อยอดความฝันครั้งนี้ได้ดีที่สุด 

เมื่อโตขึ้นทันรู้เรื่องบ้านเมือง พ.ศ. 2540 หรือยุคฟองสบู่แตก ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ‘เงินคือคำตอบ’ ความฝันของบาสเลือนลาง เพราะธุรกิจที่บ้านมีปัญหา จากครอบครัวชนชั้นกลางที่พอกินพอใช้กลายเป็นไม่มีเงิน มิหนำซ้ำพ่อกับแม่ยังแยกทางกันไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้บาสต้องออกมาอยู่คนเดียว เริ่มทำงานหาเงินจ่ายค่าหอพักและเลี้ยงตัวเอง ทั้งไปเป็นเด็กเสิร์ฟ เล่นดนตรีตามร้านอาหาร รวมไปถึงการเป็นแบ็กสเตจตามงานต่างๆ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนจบ เขาได้รับโอกาสที่ดีจากผู้ใหญ่ จึงเข้าสู่วงการบันเทิงในฐานะนักแสดง พิธีกร วีเจ และศิลปิน เรียกได้ว่าเขาทำงานแทบทุกสายในวงการบันเทิง

จากที่เช่าหอเดือนละพันกว่าบาท พอเริ่มมีเงินมากขึ้น บาสค่อยๆ ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่ดีขึ้น ขยับขยายไปเรื่อยๆ ตามความสามารถในการหารายได้จนซื้อคอนโดฯ เป็นของตัวเอง

ระหว่างทำงานในวงการ บาสเริ่มอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเขามองว่ามันเป็นด่านการทดลองว่าเขาจะเหมาะกับเส้นทางธุรกิจหรือเปล่า เขาเริ่มจากความชอบดื่ม มาเปิดเป็นร้านนั่งดื่มเล็กๆ เป็นของตัวเอง 

ตอนนั้นเขาคิดว่าทำเล่นๆ เอาไว้นั่งกินกับเพื่อน แต่ร้านก็เติบโตจนเข้าปีที่ 10!

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

Live and Learn

2 ปีแรกของการเปิดร้าน 20Something Bar บาสบอกว่าเป็นช่วงเวลาของการลองผิดลองถูก ไม่เคยต้องศึกษาอะไรจริงจัง แต่เลือกเข้าร้านหนังสือหาข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์มาอ่าน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีความรู้ที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต จึงใช้วิธีครูพักลักจำ

“ไม่คิดถึงคำว่ากำไร ไม่รู้จักคำว่าขาดทุน”

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

หากพื้นฐานของการทำธุรกิจคือการคิดกำไรขาดทุน แต่สำหรับบาสในตอนนั้น เขาไม่มีทั้งสองอย่าง เมื่อไม่ได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นกิจจะลักษณะ จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธุรกิจตัวเองคว้าน้ำเหลวหรือเปล่า คิดแค่ว่าถ้ายังมีเงินเหลือใช้ ไม่เดือดร้อน ก็ไม่น่ามีอะไรเสียหาย ซึ่งยังโชคดีที่บาสมีรายได้จากงานในวงการบันเทิง

เมื่อบาสอายุครบ 26 ปี เขาเริ่มหันมองธุรกิจที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง และคิดว่าหากทำทั้งทีทำไมไม่ทำให้ดีไปเลย จึงตัดสินใจลงสนามเดินสายธุรกิจอย่างเต็มตัวด้วยการออกจากวงการบันเทิงที่ทำมา 5 ปี เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับร้านเล็กๆ ที่อยากพัฒนาเป็นช่องทางหารายได้อย่างจริงจัง

บาสต่อยอดจากหนังสือที่อ่านและเริ่มกับการเรียนเพิ่มเติม โดยเลือกผู้สอนที่มีประสบการณ์ด้านนั้นจริงๆ

“เราไม่รู้หรอกว่าใครเก่ง ใครไม่เก่ง แต่เราจะรู้ได้ทันทีว่าเขาเชี่ยวชาญจริงก็ต่อเมื่อเขามีผลลัพธ์ เช่น บางคนเป็นโค้ชแต่ไม่เคยทำสิ่งนั้นสำเร็จเลย บางคนสอนทำยูทูป แต่ไม่ได้มีช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการเรียนธุรกิจการตลาด” บาสย้ำวิธีอาจารย์สอนทำธุรกิจ

เมื่อเปิดใจเรียน บาสก็กลายเป็นคนที่รู้เรื่องบัญชี ทำงบค่าใช้จ่าย และรู้จักคำว่ากำไร ขาดทุน อย่างถ่องแท้ 

เขาบอกว่า ในโลกของการทำธุรกิจ ไม่ได้มีแค่ว่าเงินเข้ามาเท่าไหร่ เงินออกไปเท่าไหร่ แต่ยังมีปัจจัยของค่าเสื่อมของทรัพย์สินในร้านที่ต้องหัก ซึ่งเมื่อมาลองคิดจริงๆ แล้ว เมื่อก่อนเขาอาจจะขาดทุนไปเยอะแล้วก็ได้

และจากที่หาเลี้ยงตัวเองมาโดยตลอด เมื่อเริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจัง เขาก็มีรายได้เพียงพอส่งกลับให้ครอบครัว

ทำงานเป็นทำงาน แต่เที่ยวเว้นเที่ยว

“ถ้าเราคาดหวังอยู่กับการหารายได้ในช่องทางเดียว วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรร้ายแรงจนกระทบเรา เราจะรู้สึกเครียด แต่ถ้าเรามีธุรกิจอื่นๆ อีก เราจะมีรายได้กับช่องทางนั้นด้วย ความเครียดก็จะไม่มาหาเรา พอมันไม่มา เราก็กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ” 

เถ้าแก่บาสในวัย 30 ปี วางแผนกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อธุรกิจของเขา สำหรับการทำร้านนั่งดื่มหรือ Pub and Restaurant นั้นถือว่ามีความเสี่ยงเยอะ เช่น การโดนสั่งปิดจากเหตุการณ์ที่ทางร้านไม่อาจควบคุมได้ ระหว่างนั้นบาสจึงหยิบความฝันมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

การเที่ยวรอบโลกที่เขายังทำไม่สำเร็จ บาสศึกษาการทำช่องยูทูบเป็นของตัวเองจริงจัง ทั้งอ่านหนังสือ ศึกษาจากช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เรียนรู้การทำเพจในเฟซบุ๊กและการทำเว็บไซต์ เพื่อหวังต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ทำให้เขาพบกับยุคการเรียนรู้ที่มีข้อมูลน่าสนใจมากมายและยังได้มาฟรีๆ ใช้ทำมาหากินสร้างรายได้มาจนถึงทุกวันนี้

บาสใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สร้างเพจท่องเที่ยวของตัวเองขึ้นมา และนำเงินก้อนที่เก็บสะสมมาตลอดการทำงานไปซื้ออุปกรณ์การถ่ายทำ จนเกิดทริปแรกของ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ณ ประเทศเกาหลีใต้ เพราะเป็นประเทศที่ไปไม่ยาก บวกกับยุคนั้นฐานคนดูยูทูบในเป็นเด็กเจเนอเรชันใหม่ๆ ที่ชื่นชอบประเทศเกาหลีใต้ จึงเก็บประเทศนี้มาวิเคราะห์ และสรุปได้ว่ากระแสเกาหลีกำลังมาแรงที่สุด!

ด้วยความที่ไม่ชอบทำอะไรคนเดียว ปีต่อมาเขาจึงชวนเพื่อนมาร่วมเป็นหุ้นส่วนเปิดช่อง 20TV เพราะรู้สึกว่าการทำอะไรคนเดียวจะได้ผลลัพธ์แค่ประมาณหนึ่ง แต่ถ้ามีคนอื่นที่เก่งในด้านอื่นๆ มาร่วมมือกัน ผลลัพธ์อาจเป็นอะไรที่ได้มากกว่าที่คิด 

จนตอนนี้ช่อง 20TV มีรายการเพิ่มขึ้นจาก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว 3 รายการ ได้แก่ Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง รายการท่องเที่ยวที่ต่างจาก Go Went Go ตรงที่ Go Went Go พาเที่ยวในต่างประเทศที่เป็น Dream Destination แต่ Walker Talker เป็น Mass Destination หรือสถานที่ที่คนส่วนใหญ่จับต้องได้ เช่น เที่ยวในประเทศ ประเทศที่คนไทยไปเยอะๆ หรือประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาขยายฐานจากกลุ่มเป้าหมายที่พลาดหรือเข้าไม่ถึง Go Went Go และยังมี แชร์โลมาเดะ รายการชวนชิมอาหารจากร้านเด็ดตามโลเคชันต่างๆ รายการทำอาหารกินเองที่บ้านอย่าง อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ และเร็วๆ นี้เขากำลังวางแผนทำรายการใหม่ที่ผุดขึ้นจากความชอบและความสนุกรอให้ติดตามเพิ่มอีก

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

เลือกได้ไหม

แนวคิดกระจายความเสี่ยงของบาสในตอนนั้นส่งผลถึงวิกฤตในตอนนี้ ขณะที่ COVID-19 ระบาด ร้านของเขาต้องปิดชั่วคราว แต่เขายังพอมีรายได้อีกทางจากการทำยูทูปและทำเพจอยู่บ้าง และเพราะรู้ว่าคนต้องการดูอะไรที่สนุกๆ ทำให้ตอนนี้รายการต่างๆ ในช่องของเขามีคนดูมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด เราถาม

บาสเล่าถึงธุรกิจตลาดนัดกลางคืนชื่อว่า 20Space 

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“การเปิดตลาดเป็นความท้าทายของเรา เพราะมีตัวแปรเป็นตัวเอง ผู้เช่า และลูกค้าที่มาเดิน ซึ่งตัวแปรมากขึ้นทำให้เขารู้สึกต้องคิดเยอะและเริ่มไม่มีความสุข กลายเป็นเกมที่ใช้เงินทุนสูงมาก ซึ่งเรายอมรับว่าประเมินตัวเองสูงไปในวันแรก คาดการณ์ว่าสักครึ่งปีคนน่าจะเริ่มติดและคงได้เงินคืนเท่าทุน แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นตามที่หวังเลยหยุดทำ เพราะหากทำต่อก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เพิ่มเงินทุน เพิ่มทุกอย่าง และจะกลายเป็นว่ายิ่งแย่

“ข้อดีคือผมเป็นคนที่รับความผิดหวังได้ดี ซึ่งเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จะทำให้ไปต่อได้เร็ว ก่อนจะทำอะไร ผมคิดเสมอว่าในการลงทุน สมมติใช้เงินสองล้านบาท ถ้าหากขาดทุนเสียทั้งสองล้านบาทไป เรารับได้ไหม ถ้ารับได้และไม่เดือดร้อน เราจะทำ เพราะสุดท้ายถึงไม่สำเร็จ เราก็จะได้เรียนรู้อะไรมากมายแน่นอน” บาสเล่า

‘เหมือนได้ทำงานที่ไม่เหมือนทำงาน’ ซึ่งนั่นคือความสุขที่เขาต้องการ

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“ผมจะมีความสุขกับทั้งสองอย่างทุกครั้ง อย่างแรกจะเกิดเมื่อมีผลตอบรับที่ดีกลับมา ทั้งจากลูกค้าที่ร้าน หรือจากผู้ชมรายการ มันทำให้รู้สึกดี อย่างที่สองมันจะตอบแทนมาในรูปแบบของตัวเงินที่ทำให้ผมมีกินมีใช้

“ถ้าผมเลือกว่าจะเอาแต่คำชม ไม่สนเงิน มันอาจจะได้คำชมเยอะกว่านี้ แต่ถ้าผมเลือกเงินเป็นหลัก โดยไม่สนว่าจะมีคนชมเยอะแค่ไหน ก็อาจได้เงินเยอะกว่านี้เหมือนกัน ซึ่งผมดันสนทั้งสองอย่าง ก็เลยกลายเป็นคนที่ทำอะไรกลางๆ แต่เป็นกลางๆ ที่มีความสุขมากนะ” บาสทิ้งท้าย

ก่อนวางสายจากบาส ฉันถามเขาว่า ช่วงอยู่บ้านแบบนี้ทำอะไรบ้าง

บาสรีบตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น (มาก) ว่า เขารู้สึกสนุกทุกครั้งในการวางแผนชีวิตว่าแต่ละวันเขาจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ดี และมองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีอย่างหนึ่งในการพัฒนาตัวเอง

เขาอยากเก่งกว่านี้ในหลายๆ เรื่อง แต่ถ้ามีงานเยอะ เขามักจัดลำดับความสำคัญของการเรียนรู้ไว้ทีหลัง จนบางครั้งก็ลืม ฉะนั้นช่วงนี้คือนาทีทอง

หลังวางสาย เขาบอกว่าจะไปนั่งศึกษาเรื่อง SEO หรือ Search Engine Optimization ศาสตร์ที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของเขาเข้าไปอยู่ในหน้าแรกๆ ของกูเกิลและยูทูปได้ ทั้งยังกำลังทำการบ้านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ด้วยการหยิบหนังสือประวัติศาสตร์มานั่งอ่าน เพราะอยากรู้ว่าเวลาเดินทางไปในแต่ละแห่ง ที่ตรงนั้นมันเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องในฐานะนักธุรกิจที่รักในการเดินทางต่อไป

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ภาพ : ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load