‘เบื้องหน้าที่ให้เห็น อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น’

บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ในวัยเลข 3 ทำให้เราต้องมองเขาใหม่

จากอดีตมือกีตาร์วงดนตรีป๊อปอย่าง Better Weather เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บาสหันหลังให้วงการบันเทิงมาทำสิ่งที่รักอย่างการเดินทางรอบโลก

เขาสร้างชื่อในฐานะนักเดินทางผู้เล่าประสบการณ์สนุกบนเพจ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ที่มีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคน

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

และในห้วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ บาสกำลังซุ่มทำ #saveการท่องเที่ยวไทย แคมเปญช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพื่อช่วยโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงโรงแรมหรูในราคาย่อมเยาเมื่อสถานการณ์ไวรัสคลี่คลาย นั่นทำให้เรารีบนัดหมายเพื่อคุยกับเขาทันที 

เมื่อได้คุยแล้ว เรากลับค้นพบว่าตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันแรกที่บาสเปิดเพจของตัวเอง จนใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘บาส Go Went Go’ นั้น น้อยคนจะรู้ว่าบาสมีอีกหนึ่งบทบาทที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เขาเป็นทั้งผู้ประกอบการหนุ่มเจ้าของร้าน 20Something Bar มานานนับสิบปี เคยเปิดตลาดนัดกลางคืน 20Space และเป็นผู้ก่อตั้ง 20TV ช่องรายการไลฟ์สไตล์บนโลกออนไลน์ ที่มีทั้ง Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว, Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง, แชร์โลมาเดะ และ อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ อยู่ในนั้น

เหตุผลที่บาสจริงจังกับการทำธุรกิจพอๆ กับความฝันที่ได้ออกเดินทางรอบโลกก็คือ เขาเติบโตมาจากการหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก หลังเข้าวงการบันเทิง เขาลองผิดลองถูก เปลี่ยนความชอบเป็นธุรกิจจนพบสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

เขาบอกว่า หากทุกเช้าที่ตื่นได้วางแผน สร้างเป้าหมายใหม่ๆ ให้กับชีวิตและสิ่งที่ทำ คำว่ากลัวล้ม กลัวเจ็บ จะไม่มีวันอยู่ในพจนานุกรมของเขาแน่นอน 

และตอนนี้บาสได้โจทย์สมการที่ยั่งยืนต่อเส้นทางสายนี้แล้ว

ทำสิ่งที่ชอบ + ทำแล้วต้องได้เงิน = ธุรกิจที่มีความสุข

นี่แหละสมการของเขา

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

#Saveการท่องเที่ยวไทย

ตลอดการสนทนานี้เป็นบทสนทนาผ่านโทรศัพท์ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าช่วงนี้คนไทยทุกคนต้องเลี่ยงการออกจากบ้าน เพื่อป้องกันตัวเองจาก COVID-19 ซึ่งบาสและเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้อง Work from home

ก่อนที่ไวรัสจะระบาดหนัก บาสเปิดตัวแคมเปญ #Saveการท่องเที่ยวไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้คนไทยออกไปเที่ยวกันอีกครั้งด้วยการโปรโมตโรงแรมให้ฟรี แลกกับการมอบส่วนลดให้คนไทยเข้าถึงได้ง่าย แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดในตอนนี้ทำให้แคมเปญของเขาต้องเลื่อนไป แต่แน่นอนว่าอุดมการณ์ที่อยากให้คนไทยเที่ยวในราคาถูกลงไม่ได้หายไปไหน เพราะหลังโรคระบาดคลี่คลาย สิ่งที่เขาตั้งใจไว้จะหวนกลับมาช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“เพราะการท่องเที่ยวไทยคืออู่ข้าวอู่น้ำ และเป็นผู้มีพระคุณ”

นี่คือนิยามที่บาสบอกเราว่าแคมเปญนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

“ผมทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและมีรายได้หลักจากตรงนี้ ฉะนั้น การท่องเที่ยวจึงมีบุญคุณ ในวันที่การท่องเที่ยวลำบาก ผมจึงอยากช่วยเหลือให้กลับมาหายใจคล่องอีกครั้ง และเข้าใจผู้ประกอบการที่ต้องเจอภาวะวิกฤตที่ขัดสนโดยไม่ทันตั้งตัว ยิ่งถ้ามองลึกเข้าไปอีก การช่วยผู้ประกอบการจะส่งผลต่อพนักงานให้เขามีงานทำ มีรายได้ พอมีรายได้ เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอย เงินหมุนเวียนในประเทศ เหมือนต้นน้ำ ปลายน้ำ ที่ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมันไม่เงียบ พอไม่เงียบ ก็จะกลับมาสู่ตัวเราและธุรกิจของเราเองในทางอ้อม”

แม้บาสมีโรงแรมที่พร้อมโปรโมตในมือกว่า 300 แห่ง แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกักตัวอยู่บ้าน ได้แต่รอวันที่สถานการณ์ดีขึ้น เขาไม่ได้ล้มเลิกการทำแคมเปญลดราคา เพียงขยับให้คนที่สนใจคอยเก็บส่วนลดไปใช้หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้น

ถึงตอนนั้นบาสเชื่อว่าคนคงจะเก็บกดจากการอยากออกไปเที่ยวและคงพูดกันระนาวว่า

“ไม่ไหวละโว้ยยย ต้องออกไปเที่ยวแล้ว” อย่างแน่นอน

“ผมมองว่า COVID-19 คือบทเรียนที่ดีของทุกองค์กร การที่ธุรกิจซบเซาด้วยโรคระบาด เป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัว บางโรงแรมไม่ได้สร้างแคมเปญขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคนไทย แต่ทำเพื่อชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ปัญหาเลยอยู่ที่ว่าคนไทยจะมองว่าแพง ทั้งที่ยังไม่เคยไปนอนด้วยซ้ำ หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่คิดจะไปเลย ทำให้มีรายได้จากชาวต่างชาติช่องทางเดียว

“ผู้ประกอบการควรเริ่มทบทวนตัวเองด้วยการมีโปรโมชันให้คนไทยในอนาคต เพราะสถานการณ์ตอนนี้กระทบภาพรวมจนอาจทำให้เขารู้สึกว่าควรจะมีกลุ่มเป้าหมายรองเอาไว้ เพราะวันหนึ่งเคยรับคนจีนเป็นหลัก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่คนจีนไม่สามารถเข้าประเทศไทย ผู้ประกอบการรายนั้นจะไม่เหลือลูกค้าสักคน กลับกันถ้านำบทเรียนจากเหตุการณ์ COVID-19 มาต่อยอดเพื่อรักษาฐานลูกค้าในประเทศบ้าง ก็ถือเป็นการมองการณ์ไกลที่ไม่เลว” บาสเล่า

ชีวิตลิขิตเอง

น้อยคนจะรู้ว่าบาสสนใจเรื่องธุรกิจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเดินทางสะสมประสบการณ์

บาสในวัยเด็กมีความฝันว่าอยากผจญภัยรอบโลก จินตนาการถึงความสนุกในต่างประเทศ บาสจึงบอกเราอย่างติดตลกว่า เด็กชายบาสคิดอยากรวยมากแค่ไหน เพราะคิดว่าเงินคือปัจจัยสำหรับต่อยอดความฝันครั้งนี้ได้ดีที่สุด 

เมื่อโตขึ้นทันรู้เรื่องบ้านเมือง พ.ศ. 2540 หรือยุคฟองสบู่แตก ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ‘เงินคือคำตอบ’ ความฝันของบาสเลือนลาง เพราะธุรกิจที่บ้านมีปัญหา จากครอบครัวชนชั้นกลางที่พอกินพอใช้กลายเป็นไม่มีเงิน มิหนำซ้ำพ่อกับแม่ยังแยกทางกันไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้บาสต้องออกมาอยู่คนเดียว เริ่มทำงานหาเงินจ่ายค่าหอพักและเลี้ยงตัวเอง ทั้งไปเป็นเด็กเสิร์ฟ เล่นดนตรีตามร้านอาหาร รวมไปถึงการเป็นแบ็กสเตจตามงานต่างๆ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนจบ เขาได้รับโอกาสที่ดีจากผู้ใหญ่ จึงเข้าสู่วงการบันเทิงในฐานะนักแสดง พิธีกร วีเจ และศิลปิน เรียกได้ว่าเขาทำงานแทบทุกสายในวงการบันเทิง

จากที่เช่าหอเดือนละพันกว่าบาท พอเริ่มมีเงินมากขึ้น บาสค่อยๆ ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่ดีขึ้น ขยับขยายไปเรื่อยๆ ตามความสามารถในการหารายได้จนซื้อคอนโดฯ เป็นของตัวเอง

ระหว่างทำงานในวงการ บาสเริ่มอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเขามองว่ามันเป็นด่านการทดลองว่าเขาจะเหมาะกับเส้นทางธุรกิจหรือเปล่า เขาเริ่มจากความชอบดื่ม มาเปิดเป็นร้านนั่งดื่มเล็กๆ เป็นของตัวเอง 

ตอนนั้นเขาคิดว่าทำเล่นๆ เอาไว้นั่งกินกับเพื่อน แต่ร้านก็เติบโตจนเข้าปีที่ 10!

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

Live and Learn

2 ปีแรกของการเปิดร้าน 20Something Bar บาสบอกว่าเป็นช่วงเวลาของการลองผิดลองถูก ไม่เคยต้องศึกษาอะไรจริงจัง แต่เลือกเข้าร้านหนังสือหาข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์มาอ่าน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีความรู้ที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต จึงใช้วิธีครูพักลักจำ

“ไม่คิดถึงคำว่ากำไร ไม่รู้จักคำว่าขาดทุน”

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

หากพื้นฐานของการทำธุรกิจคือการคิดกำไรขาดทุน แต่สำหรับบาสในตอนนั้น เขาไม่มีทั้งสองอย่าง เมื่อไม่ได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นกิจจะลักษณะ จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธุรกิจตัวเองคว้าน้ำเหลวหรือเปล่า คิดแค่ว่าถ้ายังมีเงินเหลือใช้ ไม่เดือดร้อน ก็ไม่น่ามีอะไรเสียหาย ซึ่งยังโชคดีที่บาสมีรายได้จากงานในวงการบันเทิง

เมื่อบาสอายุครบ 26 ปี เขาเริ่มหันมองธุรกิจที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง และคิดว่าหากทำทั้งทีทำไมไม่ทำให้ดีไปเลย จึงตัดสินใจลงสนามเดินสายธุรกิจอย่างเต็มตัวด้วยการออกจากวงการบันเทิงที่ทำมา 5 ปี เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับร้านเล็กๆ ที่อยากพัฒนาเป็นช่องทางหารายได้อย่างจริงจัง

บาสต่อยอดจากหนังสือที่อ่านและเริ่มกับการเรียนเพิ่มเติม โดยเลือกผู้สอนที่มีประสบการณ์ด้านนั้นจริงๆ

“เราไม่รู้หรอกว่าใครเก่ง ใครไม่เก่ง แต่เราจะรู้ได้ทันทีว่าเขาเชี่ยวชาญจริงก็ต่อเมื่อเขามีผลลัพธ์ เช่น บางคนเป็นโค้ชแต่ไม่เคยทำสิ่งนั้นสำเร็จเลย บางคนสอนทำยูทูป แต่ไม่ได้มีช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการเรียนธุรกิจการตลาด” บาสย้ำวิธีอาจารย์สอนทำธุรกิจ

เมื่อเปิดใจเรียน บาสก็กลายเป็นคนที่รู้เรื่องบัญชี ทำงบค่าใช้จ่าย และรู้จักคำว่ากำไร ขาดทุน อย่างถ่องแท้ 

เขาบอกว่า ในโลกของการทำธุรกิจ ไม่ได้มีแค่ว่าเงินเข้ามาเท่าไหร่ เงินออกไปเท่าไหร่ แต่ยังมีปัจจัยของค่าเสื่อมของทรัพย์สินในร้านที่ต้องหัก ซึ่งเมื่อมาลองคิดจริงๆ แล้ว เมื่อก่อนเขาอาจจะขาดทุนไปเยอะแล้วก็ได้

และจากที่หาเลี้ยงตัวเองมาโดยตลอด เมื่อเริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจัง เขาก็มีรายได้เพียงพอส่งกลับให้ครอบครัว

ทำงานเป็นทำงาน แต่เที่ยวเว้นเที่ยว

“ถ้าเราคาดหวังอยู่กับการหารายได้ในช่องทางเดียว วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรร้ายแรงจนกระทบเรา เราจะรู้สึกเครียด แต่ถ้าเรามีธุรกิจอื่นๆ อีก เราจะมีรายได้กับช่องทางนั้นด้วย ความเครียดก็จะไม่มาหาเรา พอมันไม่มา เราก็กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ” 

เถ้าแก่บาสในวัย 30 ปี วางแผนกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อธุรกิจของเขา สำหรับการทำร้านนั่งดื่มหรือ Pub and Restaurant นั้นถือว่ามีความเสี่ยงเยอะ เช่น การโดนสั่งปิดจากเหตุการณ์ที่ทางร้านไม่อาจควบคุมได้ ระหว่างนั้นบาสจึงหยิบความฝันมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

การเที่ยวรอบโลกที่เขายังทำไม่สำเร็จ บาสศึกษาการทำช่องยูทูบเป็นของตัวเองจริงจัง ทั้งอ่านหนังสือ ศึกษาจากช่องยูทูปที่ประสบความสำเร็จ เรียนรู้การทำเพจในเฟซบุ๊กและการทำเว็บไซต์ เพื่อหวังต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ทำให้เขาพบกับยุคการเรียนรู้ที่มีข้อมูลน่าสนใจมากมายและยังได้มาฟรีๆ ใช้ทำมาหากินสร้างรายได้มาจนถึงทุกวันนี้

บาสใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สร้างเพจท่องเที่ยวของตัวเองขึ้นมา และนำเงินก้อนที่เก็บสะสมมาตลอดการทำงานไปซื้ออุปกรณ์การถ่ายทำ จนเกิดทริปแรกของ Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว ณ ประเทศเกาหลีใต้ เพราะเป็นประเทศที่ไปไม่ยาก บวกกับยุคนั้นฐานคนดูยูทูบในเป็นเด็กเจเนอเรชันใหม่ๆ ที่ชื่นชอบประเทศเกาหลีใต้ จึงเก็บประเทศนี้มาวิเคราะห์ และสรุปได้ว่ากระแสเกาหลีกำลังมาแรงที่สุด!

ด้วยความที่ไม่ชอบทำอะไรคนเดียว ปีต่อมาเขาจึงชวนเพื่อนมาร่วมเป็นหุ้นส่วนเปิดช่อง 20TV เพราะรู้สึกว่าการทำอะไรคนเดียวจะได้ผลลัพธ์แค่ประมาณหนึ่ง แต่ถ้ามีคนอื่นที่เก่งในด้านอื่นๆ มาร่วมมือกัน ผลลัพธ์อาจเป็นอะไรที่ได้มากกว่าที่คิด 

จนตอนนี้ช่อง 20TV มีรายการเพิ่มขึ้นจาก Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว 3 รายการ ได้แก่ Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง รายการท่องเที่ยวที่ต่างจาก Go Went Go ตรงที่ Go Went Go พาเที่ยวในต่างประเทศที่เป็น Dream Destination แต่ Walker Talker เป็น Mass Destination หรือสถานที่ที่คนส่วนใหญ่จับต้องได้ เช่น เที่ยวในประเทศ ประเทศที่คนไทยไปเยอะๆ หรือประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาขยายฐานจากกลุ่มเป้าหมายที่พลาดหรือเข้าไม่ถึง Go Went Go และยังมี แชร์โลมาเดะ รายการชวนชิมอาหารจากร้านเด็ดตามโลเคชันต่างๆ รายการทำอาหารกินเองที่บ้านอย่าง อยู่บ้านไม่อดตาย by เชฟตี๋ และเร็วๆ นี้เขากำลังวางแผนทำรายการใหม่ที่ผุดขึ้นจากความชอบและความสนุกรอให้ติดตามเพิ่มอีก

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

เลือกได้ไหม

แนวคิดกระจายความเสี่ยงของบาสในตอนนั้นส่งผลถึงวิกฤตในตอนนี้ ขณะที่ COVID-19 ระบาด ร้านของเขาต้องปิดชั่วคราว แต่เขายังพอมีรายได้อีกทางจากการทำยูทูปและทำเพจอยู่บ้าง และเพราะรู้ว่าคนต้องการดูอะไรที่สนุกๆ ทำให้ตอนนี้รายการต่างๆ ในช่องของเขามีคนดูมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด เราถาม

บาสเล่าถึงธุรกิจตลาดนัดกลางคืนชื่อว่า 20Space 

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“การเปิดตลาดเป็นความท้าทายของเรา เพราะมีตัวแปรเป็นตัวเอง ผู้เช่า และลูกค้าที่มาเดิน ซึ่งตัวแปรมากขึ้นทำให้เขารู้สึกต้องคิดเยอะและเริ่มไม่มีความสุข กลายเป็นเกมที่ใช้เงินทุนสูงมาก ซึ่งเรายอมรับว่าประเมินตัวเองสูงไปในวันแรก คาดการณ์ว่าสักครึ่งปีคนน่าจะเริ่มติดและคงได้เงินคืนเท่าทุน แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นตามที่หวังเลยหยุดทำ เพราะหากทำต่อก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เพิ่มเงินทุน เพิ่มทุกอย่าง และจะกลายเป็นว่ายิ่งแย่

“ข้อดีคือผมเป็นคนที่รับความผิดหวังได้ดี ซึ่งเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จะทำให้ไปต่อได้เร็ว ก่อนจะทำอะไร ผมคิดเสมอว่าในการลงทุน สมมติใช้เงินสองล้านบาท ถ้าหากขาดทุนเสียทั้งสองล้านบาทไป เรารับได้ไหม ถ้ารับได้และไม่เดือดร้อน เราจะทำ เพราะสุดท้ายถึงไม่สำเร็จ เราก็จะได้เรียนรู้อะไรมากมายแน่นอน” บาสเล่า

‘เหมือนได้ทำงานที่ไม่เหมือนทำงาน’ ซึ่งนั่นคือความสุขที่เขาต้องการ

บาส ภาณุภัทร์ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

“ผมจะมีความสุขกับทั้งสองอย่างทุกครั้ง อย่างแรกจะเกิดเมื่อมีผลตอบรับที่ดีกลับมา ทั้งจากลูกค้าที่ร้าน หรือจากผู้ชมรายการ มันทำให้รู้สึกดี อย่างที่สองมันจะตอบแทนมาในรูปแบบของตัวเงินที่ทำให้ผมมีกินมีใช้

“ถ้าผมเลือกว่าจะเอาแต่คำชม ไม่สนเงิน มันอาจจะได้คำชมเยอะกว่านี้ แต่ถ้าผมเลือกเงินเป็นหลัก โดยไม่สนว่าจะมีคนชมเยอะแค่ไหน ก็อาจได้เงินเยอะกว่านี้เหมือนกัน ซึ่งผมดันสนทั้งสองอย่าง ก็เลยกลายเป็นคนที่ทำอะไรกลางๆ แต่เป็นกลางๆ ที่มีความสุขมากนะ” บาสทิ้งท้าย

ก่อนวางสายจากบาส ฉันถามเขาว่า ช่วงอยู่บ้านแบบนี้ทำอะไรบ้าง

บาสรีบตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น (มาก) ว่า เขารู้สึกสนุกทุกครั้งในการวางแผนชีวิตว่าแต่ละวันเขาจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ดี และมองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีอย่างหนึ่งในการพัฒนาตัวเอง

เขาอยากเก่งกว่านี้ในหลายๆ เรื่อง แต่ถ้ามีงานเยอะ เขามักจัดลำดับความสำคัญของการเรียนรู้ไว้ทีหลัง จนบางครั้งก็ลืม ฉะนั้นช่วงนี้คือนาทีทอง

หลังวางสาย เขาบอกว่าจะไปนั่งศึกษาเรื่อง SEO หรือ Search Engine Optimization ศาสตร์ที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของเขาเข้าไปอยู่ในหน้าแรกๆ ของกูเกิลและยูทูปได้ ทั้งยังกำลังทำการบ้านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ด้วยการหยิบหนังสือประวัติศาสตร์มานั่งอ่าน เพราะอยากรู้ว่าเวลาเดินทางไปในแต่ละแห่ง ที่ตรงนั้นมันเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องในฐานะนักธุรกิจที่รักในการเดินทางต่อไป

บาส ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ เจ้าของเพจ Go Went Go ผู้ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำด้วยการทำแคมเปญ #saveการท่องเที่ยวไทย

ภาพ : ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load