มกราคม 2563 – หลังเทศกาลปีใหม่ พวกเราเริ่มได้ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จากประเทศจีน ไม่กี่สัปดาห์ต่อมามีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศไทย ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ

กุมภาพันธ์ 2563 – จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ความกังวลของผู้คนเริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดวิตก ทุกครั้งที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เราเห็นคลื่นความตื่นตระหนกของสังคมบนโซเชียลมีเดีย

มีนาคม 2563 – สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลข่าวสารมากมายล้นโซเชียลมีเดีย บ้างเป็นข่าวจริง บ้างเป็นแค่ข่าวลือแพร่สะพัดที่ทำให้สังคมยิ่งโกลาหล

12 มีนาคม 2563 – COVID Tracker แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 แบบเรียลไทม์ พร้อมบอกพิกัดและรายละเอียดของผู้ติดเชื้อ เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย 

COVID Tracker, COVID-19, โควิด-19

COVID Tracker นับเป็นแพลตฟอร์มจัดระเบียบและแสดงข้อมูลที่มาช่วยแก้ Pain Point ของสังคมได้อย่างทันท่วงที ทำให้จนถึงวันนี้ มีผู้คนแวะเวียนเข้าไปดูข้อมูลแสนเป็นประโยชน์บนแพลตฟอร์มนี้แล้วกว่า 5 ล้านคน 

คอลัมน์ Little Big People พาคุณไปทำความรู้จักคนกลุ่มเล็กผู้อยู่เบื้องหลัง COVID Tracker อย่าง 5Lab บริษัทให้บริการเทคโนโลยีสัญชาติไทย ที่ลุกขึ้นมาสร้างแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ให้สังคมด้วยการทำสิ่งที่ถนัด จากความตั้งใจแรกที่อยากทำไว้แค่แชร์กันในหมู่เพื่อนฝูง สู่การแชร์ต่อไปในวงกว้างนับแสนครั้ง

The Hackathon

5Lab คือบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงซอฟแวร์ต่างๆ ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือจะทำให้เทคโนโลยีมีความเป็นมนุษย์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ก่อตั้งโดย Co-Founders 3 คน คือ โบว์-พัชรินทร์ ตันชัยเอกกุล, ใหม่-อาพร พลานุเวช และ โน้ต-นิธิ ประสานพานิช

covid tracker

โบว์เริ่มเล่าว่า “วันที่เราคุยกันว่าจะทำ COVID Tracker คือวันที่มีการพบผู้ติดเชื้อที่สีลม ซึ่งมันใกล้ตัวมาก เพราะออฟฟิศเราอยู่สาทร น้องคนหนึ่งในทีมก็พูดขึ้นว่า ‘ทำไมในไทยไม่มีใครทำ Tracker บอกตำแหน่งผู้ติดเชื้อสักที แล้วเราจะไประวังตัวกันได้ยังไง เราทำกันดีไหม’ เราก็ตัดสินใจกันตอนนั้นเลยว่าเอาดิ งั้นมาเริ่มทำ Hackathon กันเลย”

Hackathon คือรูปแบบการทำงานที่ทุกคนในทีมจะโยนไอเดียและระดมสมองกัน เพื่อทำให้งานชิ้นนั้นๆ สำเร็จลุล่วงโดยไม่หยุดหรือเลิกไประหว่างทาง 

“จะเรียกว่าทำแบบมาราธอนก็ได้ เพราะไม่เสร็จห้ามหยุด ดังนั้นการทำงานรูปแบบนี้ อะไรไม่จำเป็นเราจะไม่ทำ เพราะกลัวไม่ได้นอน (หัวเราะ) 

COVID Tracker, COVID-19, โควิด-19

“เราทำ Hackathon กันตั้งแต่ตอนเย็นๆ ระดมทีมกันหาข้อมูล เขียนโปรแกรม ทำต้นแบบ และออกแบบการใช้งานสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป User Experience (UX) และ User Interface (UI) โดยจุดมุ่งหมายในการออกแบบ คือเราพยายามทำให้มันเรียบง่ายที่สุด พยายามให้ข้อมูลทั้งหมดมีไม่เกินหนึ่งหน้า คือเปิดมาปุ๊บเห็นข้อมูลทั้งหมดเข้าใจภาพรวม เท่านั้นพอ

“จนถึงประมาณเที่ยงคืน COVID Tracker ก็เสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาใช้งานได้”

Old Ways Won’t Open New Door

5Lab เปิดทำการมาแล้ว 3 ปี มีทีมงานทั้งสิ้น 7 คน

“ทุกวันนี้ในประเทศไทยมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเยอะมาก พอเจนเนอเรชันของคนทำงานเปลี่ยน วัฒนธรรมการทำงานก็เปลี่ยนตามไปด้วย เราทำงานกันแบบสบายๆ คำว่าสบายในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าทำงานง่าย แต่หมายถึงรีแลกซ์” โบว์อธิบาย

covid tracker

“เทคโนโลยีทำให้เราทำงานได้สะดวก โดยไม่ต้องมาเจอหน้ากัน ไม่จำเป็นต้องมานั่งประชุมกันทั้งวัน จริงๆ ออฟฟิศใหม่ๆ ยุคนี้ มีนโยบาย Work from home กันมาตั้งนานแล้ว ก่อนจะมีเรื่องโรคระบาดอีก (ยิ้ม) 5Lab ก็ให้ทุกคนในทีม Work from home ทุกวันศุกร์ คุณจะทำงานจากที่ไหนก็ได้ตราบใดที่ประสิทธิภาพของคุณไม่ลดลง” 

โบว์เล่าว่าทุกเช้าก่อนเริ่มงานจะมี Stand Up Meeting ให้ทีมแต่ละคนอัปเดตสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบแบบเร็วๆ 1 – 2 นาที จากนั้นแยกย้ายกันทำงานเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

“Stand Up Meeting เป็นวัฒนธรรมการทำงานของฝรั่งเจเนอเรชันใหม่ๆ ที่จะไม่นั่งประชุมกันนาน และด้วยความที่องค์กรเราเล็ก การสื่อสารระหว่างกันก็ง่าย สะดวก เร็ว ทุกคนในทีมไม่ว่าจะรุ่นไหน เด็กกว่า แก่กว่า ก็โยนไอเดียใส่กันได้หมด

COVID Tracker, COVID-19, โควิด-19

“โดยไอเดียอะไรก็ตามที่ถูกหยิบขึ้นมา ถ้าคุยกันแล้วทุกคนเห็นพ้องต้องกัน มันก็เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง COVID Tracker ก็เช่นกัน ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าทำคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้จะ Launch ให้เพื่อนๆ พ่อแม่ในกรุ๊ปไลน์ครอบครัวสวัสดีวันจันทร์เท่านั้น ไม่ได้คิดว่ามันจะไปไกลขนาดนี้

“ไกลขนาดที่ว่า มีเพื่อนส่งลิงก์ COVID Tracker มาให้ บอกว่าเพื่อนที่ออสเตรเลียส่งมา โดยที่เขาไม่รู้ว่าโบเป็นคนทำเอง คือมันวนกลับมาถึงเราอีกลูปหนึ่ง” (ยิ้ม)

A Better Version

1 สัปดาห์นับจากการเปิดให้คนเข้าใช้งานเป็นครั้งแรก 5Lab พัฒนา COVID Tracker ไปแล้ว 1 เวอร์ชัน จากที่มีแค่ภาษาไทย เพิ่มมาอีก 4 ภาษา คืออังกฤษ ญี่ปุ่น จีนกวางตุ้ง และจีนกลาง โดยรับนักแปลอาสาสมัครที่อยากใช้ทักษะของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ในช่วงที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันคนละไม้คนละมือแบบนี้

“นอกจากข้อมูลของผู้ติดเชื้อที่แสดงบนแผนที่ เราเพิ่มเรื่องของโรงพยาบาลเข้ามาด้วย ว่ามีโรงพยาบาลไหนรับตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสตัวนี้บ้าง สิบแปดโรงพยาบาลที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าตรวจฟรี จริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนเข้าไปตรวจฟรีได้ คุณต้องมีอาการเข้าเกณฑ์จึงจะได้รับการตรวจฟรี ข้อมูลที่ใส่เพิ่มเติมเข้าไปพวกนี้เราหาเองและมีแหล่งอ้างอิงข้อมูลชัดเจน”

5Lab, COVID Tracker, COVID-19, โควิด-19

โบว์บอกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนจำนวนมากช่วยรายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเข้ามาให้ 5Lab แต่ทางทีมไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาแสดงบนแพลตฟอร์ม COVID Tracker เพราะจำเป็นต้องใช้เฉพาะข้อมูลที่มีประกาศหรือยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น โดยเฉพาะตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมที่ต้องตรงกันตลอด ผิดพลาดไม่ได้เลย

“เราได้รับฟีดแบ็กดีๆ มากมายที่ช่วยไกด์ให้เรารู้ว่าควรพัฒนา ปรับปรุง หรือแก้ไขตรงไหนต่อ เพื่อให้แพลตฟอร์มมีประสิทธิภาพต่อการใช้งานที่สุด และได้รับการติดต่อจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่อยากเข้ามาช่วย

“แต่การช่วยก็มีหลายระดับ บางแห่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เราเข้าใจระบบการทำงานขององค์กรระดับนี้นะ ว่าต้องไปเข้าร่วมประชุมหารือต่างๆ อีกหลายครั้ง ถ้าจะทำงานร่วมกัน เราจึงแจ้งไปว่าทีมงานเรามีน้อย แถมยังมีงานประจำที่ต้องทำอยู่ เราขอเป็นข้อมูลที่ครบถ้วนซึ่งเราใช้ได้โดยตรง ส่งมาเลย น่าจะรวดเร็วและคล่องตัวกว่า” โบกล่าวยิ้มๆ

covid tracker

Is Phase 3 Coming?

COVID Tracker เป็นแพลตฟอร์มแบบ Location Base ที่ระบุพิกัดของผู้ติดเชื้อ เพื่อให้คนรู้ว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และจะได้เลี่ยงไปในพื้นที่นั้นๆ 

ใหม่อธิบายว่า “ปัจจุบันที่เราอยู่ในเฟสสองจุดเก้า ยังไม่เข้าเฟสสามของการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อมีมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขออกมายืนยันตัวเลขผู้ติดเชื้อ แต่ไม่ระบุตำแหน่งว่าผู้ติดเชื้อแต่ละรายอยู่พื้นที่ไหนบ้าง ทำให้การทำงานยากขึ้น เพราะเราก็ไม่มีข้อมูล ทำให้ชี้พิกัดลงไปบน COVID Tracker ไม่ได้ คนที่เข้ามาดูก็ไม่ได้รับข้อมูลไปด้วย”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ 5Lab ได้วางแผนดำเนินการแพลตฟอร์ม COVID Tracker สำหรับการเข้าสู่เฟสที่ 3 ของการระบาดแล้ว 

covid tracker

“นิยามของเฟสสามตามที่เราเข้าใจ คือ คนติดเชื้อไวรัสตัวนี้กันทั่วไป จนไม่สามารถหาต้นตอว่าแต่ละคนได้รับเชื้อมามาจากไหน และคงมีคนที่ติดเชื้อแบบไม่รู้ตัวจำนวนหนึ่งในสังคม บางคนแสดงอาการ บางคนไม่แสดงอาการแต่ก็เป็นพาหะได้ 

“พอถึงจุดนั้น ข้อมูลผู้ติดเชื้อที่เราใส่ลงไปใน COVID Tracker คงไม่น่าจะสำคัญอีกแล้ว เพราะที่ไหนๆ ก็ไม่ปลอดภัยและมีสิทธิ์ได้รับเชื้อทั้งนั้น เราก็จะเปลี่ยนแพลตฟอร์ม จากที่ให้ข้อมูลเรื่องผู้ติดเชื้อ ไปเป็นให้ข้อมูลความช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ แทน เช่น สถานพยาบาลที่คนจะมุ่งหน้าไป

“ตอนนี้เรากำลังทำงานร่วมกับกลุ่ม NGO ที่กำลังรวบรวมข้อมูลสถานพยาบาล แต่ละแห่งมีเตียงที่รองรับผู้ติดเชื้อได้กี่คน มีเครื่องมือทางการแพทย์อยู่มากน้อยแค่ไหน คนควรจะรู้ว่าต้องไปที่ไหนที่มันปลอดภัย สถานพยาบาลไหนที่ยังมีเตียงเหลือ” โน๊ตเสริม

covid tracker

โบว์เล่าต่อถึงการประสานงานกับกระทรวงอุตสาหกรรม “เรากำลังประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลเรื่องผู้ประกอบการ เพื่อใส่ข้อมูลสถานที่ที่คนไปหาซื้ออาหารและข้าวของเครื่องใช้ได้ ที่ไหนขาด ที่ไหนเหลือ ที่ไหนขายเท่าไหร่ อันนี้ก็สำคัญ 

“คนจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกไปซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ตกัน เพราะยังมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ อีก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรกิน ซึ่งจะไม่ได้ช่วยแค่ประชาชน แต่ถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการรายย่อยด้วย เพราะตอนนี้ทุกคนก็โดนผลกระทบกันหมด”

Keep Calm and Wash Your Hands

“หลายคนก็ถามนะว่ากดดันหรือเปล่า ต้องบอกว่าโชคดีที่ทีมเราไม่ได้วางแผนกันเยอะ (หัวเราะ) คือเราไม่ได้ตั้งเป้าอะไรกันไว้มากมาย เราทำไปเรื่อยๆ ตามที่สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลง ทำให้เราไม่ได้กดดันอะไร ที่สำคัญคือเราสนุกที่ได้ทำสิ่งนี้ รู้สึกท้าทายที่จะเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำ มันสร้างอะไรบางอย่างให้สังคม

“พวกเรามีพี่ตูน บอดี้สแลม เป็นแรงบันดาลใจ เขาพูดเสมอตอนวิ่งโครงการก้าวคนละก้าวว่า ‘ผมทำเพราะผมสนุก แล้วมันทำให้เกิดผลลัพธ์ต่อสังคม’ เอาจริงๆ ว่าทีมเราคงรู้สึกฟินสุดๆ ถ้าพี่ตูนช่วยแชร์ COVID Tracker ด้วย” โบว์กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

5Lab, COVID Tracker, COVID-19, โควิด-19

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เสียงฉึบฉับสลับกับเสียงพูดคุยยิ้มหัว ฝักเขียวลูกอวบถูกจัดแจงปอกเปลือกและหั่นท่อนโยนลงตะกร้าล้างผักสีฉูดฉาด เบื้องหลังพ่อครัว แม่ครัว และลูกมืออาสา เป็นชั้นวางของที่มีขบวนฝักเขียวปนมะละกอ นอนเรียงซ้อนยึดครองช่องว่างทั่วทั้งชั้น

เหล่านี้คือผักผลไม้บางส่วนซึ่งเดินทางมาถึงร้านสนิมทุนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองพะเนินบนท้ายกระบะคันแกร่งส่งตรงจากท้องไร่หมุนเวียนของเกษรกรหมู่บ้านแม่หมีและแม่ต๋อม จังหวัดลำปาง ชุมชนที่มีผลิตผลเพียงพอเอื้อเฟื้อแบ่งปัน อีกส่วนมาจากชุมชนกะเบอะดิน จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กอปรกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้จำต้องปิดหมู่บ้าน ทุกคนจึงยินดีแลกเปลี่ยนสินทรัพย์บนผืนดินทำกินกับเกลือ เครื่องปรุงรส ที่ต้องการมากสุดในยามนี้

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

แม้พืชผลที่หอบหิ้วมาจนเต็ม 2 คันรถอาจไม่ได้มีมูลค่ามากมายเท่าใดนักในมุมของผู้ให้ แต่สำหรับ ‘ปั๋นอิ่ม’ นี่คือสิ่งมีค่าและความหมาย ซึ่งกำลังจะกลายไปเป็นอาหารช่วยเหลือหลายชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากจากโควิด-19 ในเมืองเชียงใหม่

มองผิวเผิน ภารกิจของอาสาสมัครเล็กๆ กลุ่มนี้ อาจดูคล้ายกับผู้คนอีกมากมายที่ลุกขึ้นมาแจกอาหารปันน้ำใจในช่วงเกิดภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างคือ แนวทางการหยิบยื่นอันเน้นย้ำเรื่อง การไม่แจกฟรีและไม่ขอรับบริจาค 

ทว่าให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนแบ่งปันอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างกลไกระบบหมุนเวียนอาหารสำหรับรับมือภาวะวิกฤต พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคบนพื้นฐานของความเข้าใจ โดยมีปลายทางคือความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ปั๋นหา

ผมมาถึงร้านสนิมทุนตามนัดหมายในเวลาบ่ายคล้อย ที่นี่คือพื้นที่ที่กลุ่มปั๋นอิ่มปักหมุดเป็นจุดรวบรวมวัตถุดิบจากชุมชน ครัวกลางสำหรับแปรรูปอาหาร เปิดแผงจำหน่ายพืชผักราคาถูก และก่อนนั้น เอ็น-นันทชาติ หนูศรีแก้ว เจ้าที่หน้ามูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หนึ่งในโต้โผหลักของกลุ่มเล่าว่า ยังเคยอาศัยใช้เป็นสถานผลิตอาหารแจกจ่ายพี่น้องคนไร้บ้านเชียงใหม่ บริเวณกาดหลวง ช้างเผือก และท่าแพ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์กิจการร้านค้า ซึ่งพลอยให้ขาดรายได้และเข้าถึงอาหารยากลำบาก ปรากฏว่าไม่ได้มีแค่คนไร้บ้าน ทว่ายังมีบรรดาแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้อยู่อาศัยในห้องเช่าราคาถูกและชุมชนแออัด มารับบริการด้วย

จุดนี้เองเป็นเสมือนการเริ่มตั้งไข่ปั๋นอิ่ม โดยการลงขันความคิดของคนหลากสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักพัฒนาสังคม นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการ อาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งอาสาสมัครรุ่นใหม่ ผู้ตระหนักถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต ซึ่งขยับขยายใหญ่และใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น

“เมื่อก่อนเวลาพูดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เราจะนึกถึงการเข้าถึงอาหารที่ดี ปลอดภัย ในราคาเป็นธรรม แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะคนเริ่มไม่มีจะกินกันแล้ว ความหมายของความมั่นคงจึงหมายถึงการมีกินในแต่ละวันจริงๆ” อู๊ด-ชวิศา อุตตะมัง นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่นและแม่ครัวปั๋นอิ่ม ขยายมุมมองด้านความมั่นคงทางอาหารยุคโควิด-19

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ประจวบเหมาะกับทางมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งทำงานกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่สูง กำลังมีแผนช่วยเหลือปัญหาปากท้องของคนในเมือง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันสร้างสรรค์ ‘กลไกระบบหมุนเวียนอาหาร’ โดยทางกลุ่มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสาน แลกวัตถุดิบ และส่งต่ออาหาร ระหว่างเกษตรกรที่อยากแบ่งปันหรือได้รับผลกระทบจากกรณีผลิตผลล้นตลาด กับผู้บริโภคในเมืองที่ขาดแคลนอาหาร 

ควบคู่กับพยายามสร้างกลไกเชื่อมโยงทั้งสองฝ่าย ให้แลกเปลี่ยนความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้โดยตรง เพื่อจุดประกายโมเดลความร่วมมือสำหรับเตรียมพร้อมรับวิกฤตการณ์วันข้างหน้า ตลอดจนต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การไม่แจกและไม่ขอรับบริจาคเช่นผ่านมา

“แนวคิดของปั๋นอิ่มคือการแลกเปลี่ยน โอเค โควิด-19 รอบแรกเราอาจจะเห็นว่าคนยังพอมี สามารถบริจาคได้ แต่ถึงตอนนี้ คนที่พอจะช่วยบริจาคก็ลำบากไปตามๆ กัน เห็นได้ชัดเลยว่าจำนวนการบริจาคลดลง เพราะมันไม่ใช่แค่วิกฤตโควิด แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ สาเหตุที่เราไม่มองไปที่การให้เปล่า เนื่องจากเราพยายามทลายการสังคมสงเคราะห์ เพราะมันไปต่อไม่ได้ เช่น พอเกิดวิกฤตทีหนึ่งก็ระดมกันทีหนึ่งแล้วจบไป ดังนั้น เราจึงเลือกการแลกเปลี่ยน มีเยอะ มีน้อย หรือไม่มี ก็ใช้อย่างอื่นแลกเปลี่ยนได้ เพื่อให้เกิดเป็นกลไกที่ยั่งยืน” โจ้-อนุชา ตาดี ทีมสื่อปั๋นอิ่ม อธิบายแนวทางของกลุ่มอย่างชัดถ้อยชัดคำ

พลัน อาจารย์ฮาย-อาจารย์ ดร.ปิยะมาศ ใจไฝ่ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับบทบาทแม่ครัวปั๋นอิ่มนอกชั่วโมงสอน ช่วยเพิ่มเติมว่า “อีกอย่าง การแจกมันไม่ตอบโจทย์ที่เราต้องการ คือเราอยากให้ทุกคนเข้าถึงอาหารอย่างมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจด้วย”

ปั๋นคัว

สัปดาห์ละครั้งที่ครัวปั๋นอิ่มจะได้รับพืชผักผลไม้นานาชนิด ซึ่งเก็บเกี่ยวจากท้องไร่ของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนภารกิจอันถือว่ามีความสำคัญลำดับต้นๆ นี้ เรียกว่า ‘ทีมต้นน้ำ’

เมย์-เมษยา เสมอเชื้อ สมาชิกทีมต้นน้ำเล่าว่า ด้วยความที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หน่วยงานที่เธอสังกัดอยู่ทำงานร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกร 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เธอจึงอาสารับประสานงานกับชุมชนที่พร้อมแบ่งปันผลผลิต และเข้าใจในแนวคิดของกลุ่มปั๋นอิ่ม ต่อมาทางทีมจะสำรวจความต้องการของเกษตรกร ก่อนออกเดินทางนำข้าวของนั้นๆ ไปแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบ โดย ณ วันนี้ พวกเขาทำสำเร็จลุล่วงไปแล้วกว่า 17 ชุมชน ภายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และตาก

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

“ที่ผ่านมาเราเอาแมสก์ เอาเจลแอลกอฮอล์ขึ้นไปแลก แต่ก็มีบางชุมชนต้องการเกลือมากกว่า เพราะเขาปิดหมู่บ้านอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงเรื่องโควิด-19 เท่าไหร่ ซึ่งทางเราก็จะประสานกับเครือข่ายที่ผลิตเกลือทางภาคใต้ เพื่อซื้อหาไปให้ตามตกลง หรือล่าสุดเราขนมุ้งจำนวนสองร้อยยี่สิบสองหลัง ไปแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบของชุมชนในอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะทราบมาว่า ช่วงนี้ไข้เลือดออกระบาดหนัก และมุ้งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วน

บางที่แลกเกลือ บางที่ก็แลกมุ้ง แล้วเรากำหนดยังไงให้การแลกเปลี่ยนมันคุ้มค่า-ผมสงสัย

“พวกเรามองว่าความจำเป็นคือคุณค่าที่เขาควรได้รับ และเราจะพยายามหามาให้ได้มากที่สุด เพราะผลผลิตที่ทางชุมชนให้มาก็จำเป็นสำหรับเราเช่นกัน ซึ่งเขาไม่ได้คิดมูลค่าด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดว่าจะต้องแลกกับวัตถุดิบอะไร ปริมาณเท่าไหร่ เราให้เขาจัดสรรตามต้นทุนที่มีเลย” อาจารย์ฮาย ตอบ

“ทีมต้นน้ำของเราไปกันถึงอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มันไกลก็จริงนะ แต่เราไม่ได้คิดเรื่องมูลค่า เพราะมองเรื่องคุณค่าของการไปได้เยี่ยมเยียนกัน ที่นี่เราก็เอามุ้งไปแลกข้าวสาร หน่อไม้ กับมะละกอ แล้วได้มาเยอะมาก จนสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าปั๋นอิ่มเจอแต่เมนูแกงส้มมะละกอ ทอดมะละกอ ผัดมะละกอ” อู๊ดปล่อยหัวเราะ

“ถ้านึ่งขายได้นี่นึ่งขายไปแล้ว” โจ้ฉวยจังหวะแซวเล่นเอาทุกคนหัวร่องอหาย ก่อนเอ็นจะกล่าวสรุปความตั้งใจของกลุ่มว่า เหนือกว่ามูลค่า คือการได้เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ปั๋นอิ่ม

“วันนี้รับอาหารไหม” เสียงใครบางคนทักทายลูกค้าอย่างสนิทสนม

“มีอะไรกินบ้างนี่” ไม่ทันรอฟังคำตอบ ชายหนุ่มผิวเข้มก็สัพยอกเมื่อแลเห็นของที่พูนกองอยู่เต็มตะกร้า “ฟักอีกแล้ว โธ่ กินจนหน้าจะเป็นฟักอยู่แล้ว” ฉับพลันบรรยากาศขะมักเขม้นก็แปรเปลี่ยนเป็นครื้นเครงด้วยมุกขำขันของลูกค้า

“กินอะไรก็ได้ เราสั่งเพราะแนวคิดคุณมันโอเค” มีลูกค้ารายหนึ่งเคยกล่าวกับโจ้ไว้เช่นนี้ และคงจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ชายผิวเข้มหิ้วเมนูจากวัตถุดิบเดิมๆ กลับไปกินอยู่เป็นประจำ

เที่ยงวันจันทร์ผมแวะมาสนิมทุนอีกครั้ง อาจารย์ฮายประจำการอยู่หน้าโต๊ะตัวที่เราล้อมวงคุยกันวันก่อน ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนเป็นมุมทำงานของทีมครัว หลังจากทักทายกัน เธอก็หันกลับไปเร่งมือตระเตรียมวัตถุดิบ ก่อนต้องปลีกตัวไปสอนออนไลน์ต่อในเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง อีกมุมหนึ่ง อู๊ดกำลังสาละวนอยู่กับการเคี่ยวหัวกะทิกับเครื่องแกง เพื่อนำมารังสรรค์เมนูเด็ดประจำวัน อย่างแกงกะทิฟักเขียวไก่ ฟักเขียวผัดไข่น้ำมันหอย และต้มจืดหน่อไม้ซี่โครงหมู

ทันทีที่รับวัตถุดิบจากทีมต้นน้ำ ก็ถึงคิวบรรเลงของทีมครัว เริ่มจากการแบ่งสันปันส่วนสำหรับแจกจ่ายในรูปแบบของวัตถุดิบสด คัดวางขายในราคา 5 – 10 บาท และเก็บไว้ทำอาหาร จากนั้นทุกคนจะช่วยกันออกแบบวิธีการแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ 

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

โดยใน 1 สัปดาห์ ปั๋นอิ่มจะเปิดครัวปรุงอาหารกันทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เฉลี่ยวันละ 150 ชุด ซึ่ง 50 ชุดแรกจับจองได้ในราคาชุดละ 25 บาท ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่มี บี-กุศล ยี่จันทร์ สมาชิกทีมครัวควบตำแหน่งประชาสัมพันธ์มากฝีมือ คอยอัปเดตความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ถ่ายทอดแนวคิด ที่มาของอาหาร และแจ้งรายละเอียดเมนูให้ทราบกันตั้งแต่ยามสาย กระทั่งประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ก็จะทยอยนำส่งอาหารตามออเดอร์ โดยไม่คิดค่าบริการเฉพาะรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนอาหารอีก 100 ชุดที่เหลือจะจัดสรรเป็น 2 ชุด สำหรับจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและคนไร้บ้านในราคา 5 บาท และกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กลุ่มห้องเช่าราคาถูก รวมถึงกลุ่มชุมชนแออัด ในราคา 15 บาท ซึ่งอาจารย์ฮายอธิบายให้ฟังว่า เกณฑ์การตั้งราคานี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของคนแต่ละกลุ่ม เกี่ยวกับราคาอาหารที่พอจ่ายไหวในแต่ละมื้อ ประกอบกับเป็นมูลค่าที่คำนวณแล้วว่า สามารถหมุนเวียนมาเป็นต้นทุนแลกวัตถุดิบและการผลิตได้พอดี นอกจากนี้ ยังมีระบบแลกคูปองสำหรับคนขัดสนรายได้ เช่น จัดกิจกรรมชวนพี่น้องคนไร้บ้านทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ เพื่อแลกคูปองรับอาหาร หรือใครจะนำขยะรีไซเคิลมาแลกเปลี่ยนก็ทำได้เช่นกัน

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ถัดมาทีมพื้นที่จะรับไม้ต่อ นำอาหาร 100 ชุดหลังตระเวนไปส่งตามจุดที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้าน โดยอิงตำแหน่งจากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทำงานคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้มายาวนาน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ทางปั๋นอิ่มได้ข้อมูลมาจากการลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารในช่วงแรก

“ตอนที่เรายังแจกอาหารบริเวณจุดประสานงานท่าแพ แล้วพบว่ามีคนหน้าใหม่เข้ามารับบริการ ทางทีมก็เริ่มสอบถามเก็บข้อมูลจำเป็นต่างๆ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ” ยูร-วิเชียร ทาหล้า สมาชิกทีมพื้นที่จากกลุ่ม Green Ranger กล่าว “ปัจจุบันกลุ่มคนที่เราดูแล มีตั้งแต่บริเวณท่าแพซอย 3 เป็นกลุ่มห้องเช่าราคาถูก บริเวณชุมชนหัวฝาย เป็นกลุ่มคนอพยพโยกย้ายมาจากชุมชนคลองเงินที่ถูกไล่รื้อ บริเวณชุมชนขนส่งซอย 9 เป็นกลุ่มชุมชนแออัดเมือง และแคมป์แรงงานอำเภอสันกำแพง ซึ่งสภาพโดยรวมของทุกคนคือ ตกงาน ขาดรายได้ และอาหารไม่เพียงพอ แถมหลายคนยังหลุดจากระบบการช่วยเหลือของท้องถิ่น เนื่องจากเป็นเพียงประชากรแฝง รวมถึงแรงงานข้ามชาติ”

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นญา

ควบคู่ภารกิจแบ่งปันอาหาร ปั๋นอิ่มพยายามพัฒนากลไกระบบหมุนเวียนอาหาร โดยเข้าไปชักชวนชาวชุมชนคลองเงินทดลองก่อตั้งกองทุนข้าวสาร พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนบริหารจัดการแลกเปลี่ยนซื้อหาผลผลิตกับเกษตรกรพื้นที่สูงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เพื่อสร้างโมเดลการรับมือที่ยั่งยืนในภาวะวิกฤต

เหนืออื่นใด เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือ อยากผลักดันกลไกให้เชื่อมร้อยพี่น้องในเมืองกับพื้นที่สูงเข้าหากัน เพื่อสานความเข้าใจ สร้างทัศนคติใหม่ต่อภาพลักษณ์ของคนอยู่กับป่า และบ่มเพาะการร่วมมือแก้ไขปัญหาจากโครงสร้างเดียวกัน

โจ้ขยายให้ฟังว่า “ประเด็นบนดอยกับพื้นที่ในเมืองมีปัญหาบนฐานเดียวกัน คือเรื่องความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ดิน มีพี่น้องเกษตรกรที่ช่วยเหลือเราจำนวนมากอยู่ในชุมชนที่ได้รับปัญหาจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน อาทิ จากการประกาศเขตป่าสงวนทับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือจากนโยบายทวงคืนผืนป่า แถมบางชุมชนยังมีปัญหาทับซ้อน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารไม่ต่างไปจากหลายชีวิตในเมืองเวลานี้ เช่น ชุมชนกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งผลิตมะเขือเทศ ฟักทอง และกะหล่ำ ซึ่งกำลังจะถูกเล็งแปรสภาพเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ถ่านหิน ใต้ดินจะถูกขุดอุโมงค์ผันน้ำ และบนฟ้าจะรยางค์ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

“เช่นเดียวกับพี่น้องชุมชนแออัดในเมืองที่ถูกไล่รื้อ กลุ่มคนไร้บ้าน หรือกลุ่มห้องเช่าราคาถูก ล้วนมีปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยิ่งกว่านั้นคือไม่มีพื้นที่ผลิตอาหารเองด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหามันเชื่อมโยงกันมาก เราจึงพยายามหากลไกเพื่อเชื่อมคนในเมืองกับคนพื้นที่สูงให้เข้าใจตรงกันถึงประเด็นนี้ โดยเป้าสูงสุดของเราคือ อยากคุยกันไปถึงเรื่อง ‘ความมั่นคงด้านที่ดิน’ เพราะถ้าทุกคนมีที่ดิน ก็จะมีที่อยู่อาศัย มีพื้นที่การผลิต และจึงมีความมั่นคงทางอาหารตามมา”

“ใช่ เราไม่สามารถพูดได้เลยว่าพวกเขามีความมั่นคงทางอาหาร ทั้งที่ไม่มีความมั่นคงทางที่ดิน” เมย์ระบาย

“ตอนนี้เราจินตนาการเล็กๆ ว่า อยากทำปั๋นอิ่มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยปรับพัฒนากลไกให้เดินไปสู่เป้าหมาย ก็ไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จรึเปล่านะ แต่ประเด็นคือเราต้องลงมือทำก่อน ทำวันละนิด ดีกว่าคิดแต่จะทำ” อู๊ดทิ้งท้าย

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม

โทรศัพท์ : 08 2172 6053

Facebook : ปั๋นอิ่ม : Pun-Im

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load