“โรงพยาบ้าน มาจากที่เราทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน มีความอบอุ่น เป็นมิตร น่าอยู่” 

คอลัมน์ Pubilc Space คราวนี้ แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์ สถาปนิกชุมชนจากอาศรมศิลป์กลับมาพูดคุยกับเราอีกครั้ง พร้อมกับพา เกรส-วิลาสินี ยมสาร หนึ่งในทีมออกแบบ นำโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ที่ทุกคนตั้งใจปั้นกันร่วมปีมาเล่าให้เราฟัง

โปรเจกต์นี้ไม่ใช่การรีโนเวตที่เราเคยเห็นโดยทั่วไป หากเป็นการ ‘เชื่อมประสาน’ ระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนรายรอบ

ทั้งทางกายภาพ – ทั้งความสัมพันธ์ทางใจ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ศูนย์ฟื้นฟูชุมชน

“เป้าหมายของจังหวัดนนทบุรี คืออยากให้โรงพยาบาลนี้รองรับการเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด มีแผนว่าจะทำ Master Plan ใหม่ วางแผนพัฒนาพื้นที่โรงพยาบาล ปรับพื้นที่ ทางเข้าออก และขยายให้รองรับได้ถึง 200 เตียง จากเดิมที่มี 30 เตียง” แอนเริ่มเล่าด้วยการย้อนไปถึงที่มาตอนเริ่มต้น 

เมื่อทราบเป้าหมายของจังหวัด ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 จึงยกเรื่องนี้ไปปรึกษากับทาง สสส. ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะ ซึ่ง สสส. ก็ได้ชักชวนทีมอาศรมศิลป์ที่คุ้นเคยกันจากโปรเจกต์อื่น เข้ามาร่วมเป็นทีมออกแบบให้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ทันที

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

“ไซต์ของโรงพยาบาลอยู่ใกล้กับชุมชนมาก มีทั้งชุมชนเก่าและชุมชนใหม่เลยค่ะ” เกรสอธิบายบริบทของโรงพยาบาลให้เข้าใจตรงกัน “คาดการณ์ว่าในอนาคตชุมชนจะโตขึ้น แล้วโรงพยาบาลก็จะเป็นพื้นที่รองรับผู้คนที่มาใช้งาน”

ภาพตรงหน้า แสดงให้เห็นถึงแผนผังแสดงพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล ซึ่งสองสถาปนิกพยายามขีดให้เราดูตำแหน่งของชุมชนที่รายล้อม

เช่นเดียวกับภาพรวมของประเทศไทย ตอนนี้นนทบุรีและพื้นที่ใกล้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 เรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยในละแวกนั้น ทว่าไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสมให้คุณตาคุณยายเหล่านี้ไปใช้งาน มีเพียงพื้นที่ในหมู่บ้านจัดสรรหรือโรงเรียนที่ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าไปได้ ชาวบ้านบางส่วนจึงเข้ามาออกกำลังกายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ที่คนแถวนี้รับการรักษาอยู่เป็นประจำ

ทั้ง สสส. และอาศรมศิลป์ จึงคิดตรงกันว่า นอกจากต้องการขยายขนาดเป็น 200 เตียง หรือปรับให้เป็นโรงพยาบาลที่เน้นเรื่องการฟื้นฟูสุขภาพแล้ว ยังอยากให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อกิจกรรมของชุมชนโดยรอบ และทำให้โรงพยาบาลเป็นศูนย์รองรับการดูแลผู้สูงอายุด้วย

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

คุยคุ้ยปัญหา

หลังจากผ่านการสำรวจเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจพื้นที่โครงการและผู้ใช้งานมาแล้วประมาณหนึ่ง ‘กระบวนการออกแบบ’ ตามสไตล์ของอาศรมศิลป์ก็เริ่มต้นขึ้น

ทางทีมได้เข้าไปพูดคุยเรื่องแนวคิดการทำให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งผู้บริหารก็รับฟัง และยินดีติดต่อบุคลากรแผนกต่าง ๆ รวมถึงชาวบ้านในชุมชนรอบ ๆ เพื่อมาร่วมให้ข้อมูลตามคำขอของทีมออกแบบ โดยกระบวนการนี้จะเริ่มด้วยการเข้าไปพูดคุยกับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก

“โรงพยาบาลมี 10 กว่าแผนก เราก็เข้าไปคุยกับบุคลากรทีละแผนก” เกรสอธิบาย ทีมอาศรมศิลป์ให้ทุกฝ่ายในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ สะท้อนปัญหาการใช้งานที่ประสบมา เพื่อนำไปใช้ในการทำแบบรีโนเวต

แม้ว่าบุคลากรในโรงพยาบาลจะงง ๆ บ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ได้งบประมาณมาจากไหน แต่เมื่อทีมออกแบบเล่าให้ฟังถึงเจตนาของโปรเจกต์ ทุก ๆ คนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ห้องพักแพทย์ไม่พอ ห้องพักเจ้าหน้าที่ก็ไม่พอ” เพราะบรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเอง เหล่าบุคลากรจึงรู้สึกสบาย ๆ กับการออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทางลาดเข้าอาคารชันเกินไป ใช้ไม่ได้จริง เรื่องการไม่มีที่พักคอยของคนป่วย ต้องยืนออกันที่โถงด้านหน้า เรื่องห้องน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือเรื่องอากาศในโรงพยาบาลไม่ถ่ายเท

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 สร้างมาจากแปลนโรงพยาบาล 30 เตียงที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน แปลนนี้อาจจะเหมาะกับบางพื้นที่ แต่สำหรับที่นี่ ได้มีการต่อเติมตามการใช้งานไปไม่น้อย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น อากาศไม่ถ่ายเท ก็มาจากการต่อเติมอาคารที่ว่า

“สำหรับภายนอกอาคาร ปัญหาหลัก ๆ คือความเปลี่ยว แสงสว่างไม่เพียงพอ” นอกจากภายในแล้ว ด้านนอกก็มีปัญหาของตัวเองเช่นกัน 

ทั้งหมดนี้ ทีมออกแบบก็ได้ตั้งใจเก็บข้อมูลไปใช้ต่ออย่างเต็มที่

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ไอเดียชาวบ้าน

จากนั้นก็ถึงคราวลงพื้นที่ไปคุยกับชุมชน ซึ่งหมู่ 7 และหมู่ 8 เป็นสองชุมชนแรกที่อาศรมศิลป์ได้สัมผัส

“ชาวบ้านเน้นพูดถึงการบริการเป็นส่วนใหญ่” เกรสเล่ายิ้ม ๆ

“รีโนเวตโรงพยาบาลเขาก็คิดว่าสำคัญนะ แต่เขาจะโฟกัสเรื่องให้ปรับปรุงการบริการมากกว่า เราเลยเห็นว่าควรเข้าไปสร้างทัศนคติที่ดีต่อกัน” แอนเสริมขึ้นมา แม้แต่หมู่ 8 เองซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล และมีชาวบ้านเข้าไปใช้พื้นที่มากที่สุด ทุกคนก็ยังไม่ได้สนิทสนมกับโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก

พอมานั่งทบทวนการจัดกระบวนการที่ได้ทำมา ทางอาศรมศิลป์สรุปได้ว่า จริง ๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาพื้นที่ แต่พวกเขารู้สึกว่าให้ข้อมูลไปก็เท่านั้น เพราะโครงการอาจไม่เกิดขึ้นจริง

“เราต้องคุยให้เขาเห็นภาพชัดเจนว่าเขาจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้ยังไง แล้วโครงการนี้จะดีต่อเขายังไง” อาศรมศิลป์พยายามสรุปทิศทางการทำงานต่อ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

‘เล่าเคสตัวอย่างให้ฟัง’ เป็นวิธีที่ทีมออกแบบเลือกใช้ในการเข้าไปคุยกับชุมชนถัด ๆ ไป อย่างหมู่ 5 และหมู่ 6

เคสแรก คือโรงพยาบาลราชพฤกษ์ ตัวอย่างที่ดีของการออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมให้อบอุ่น เหมือนเดินเข้าไปในบ้าน

เคสถัดมา คือการปรับปรุงพื้นที่อนามัยท่าฉลอม ที่ทำให้เห็นว่าแม้พื้นที่จะมีขนาดเล็ก แต่ชาวบ้านก็มีส่วนร่วมในการออกแบบ ทำให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมของชุมชนได้

เคสสุดท้าย โครงการลานกีฬาพัฒน์ ซึ่งใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ให้ชุมชนมุสลิมมาร่วมกันปรับปรุงและบริหารจัดการพื้นที่

สมความตั้งใจ การเล่าเคส (โดยเฉพาะสองเคสหลัง) ทำให้ชาวบ้านทั้งสองหมู่ ‘เก็ต’ ขึ้นมา ว่าพวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพื้นที่ด้วยการเสนอไอเดีย รวมถึงเมื่อพื้นที่นั้นสร้างเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ได้ด้วย

“พอเขาเก็ต ไอเดียก็เริ่มไหลออกมาเยอะแยะ” เกรสว่า

ชุมชนเกษตรกรรมเสนอจะเข้าไปช่วยปลูกต้นไม้ให้บรรยากาศร่มรื่น บ้างก็เสนอสวนผักสมุนไพร ปลูกไว้ให้โรงพยาบาลใช้ แล้วก็มีตลาดนัดเกษตรกรรม ขายพืชผักปลอดภัย ประเด็นที่ชาวบ้านเห็นว่าโรงพยาบาลขาดแคลนร้านอาหาร ญาติมาเยี่ยมแล้วไม่มีอะไรกิน ชาวบ้านก็ปิ๊งไอเดียว่าให้เปิดโซนร้านค้าชุมชน ประเด็นที่เด็ก ๆ ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ก็มีการเสนอให้สร้างสนามเด็กเล่น และสุดท้ายที่สำคัญ คือพื้นที่ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่าชุมชนโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยคุณตาคุณยาย

“ที่ผ่านมากายภาพเองก็มีผล เวลาเข้าโรงพยาบาลไปแล้วมันอุดอู้ ไม่มีที่พักคอย ร้อน ก็ทำให้บรรยากาศพูดคุย การบริการไม่ค่อยดี ตอนแรกที่เราเข้าไป ชาวบ้านเลยยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงโรงพยาบาลได้แค่ไหน”

สถาปนิก ผู้ถือได้ว่าเป็นตัวกลางระหว่างสองฝ่าย ได้สะท้อนความความตั้งใจของผู้บริหารโรงพยาบาลไปว่า ทางโรงพยาบาลเห็นความสำคัญของชุมชน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของทั้งชาวบ้านและบุคลากร เมื่อได้รู้เช่นนั้น ชาวบ้านก็คลายความไม่แน่ใจ และร่วมกันออกไอเดียอย่างเป็นธรรมชาติ

“กระบวนการมีส่วนร่วม เหมือนเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี โดยใช้เครื่องมือเป็นการออกแบบ มาชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน” 

จากครั้งนี้ ทางอาศรมศิลป์ก็ได้วิธีการเล่าเคสตัวอย่างและการสื่อสารความตั้งใจจริง ไปเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ดี ที่จะนำไปใช้คุยกับชุมชนต่อ ๆ ไปได้ในอนาคต

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ภาพฝันร่วมกัน

เริ่มด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สู่การรับฟังความเห็นจากบุคลากรในโรงพยาบาล การสนทนากับชาวบ้าน แล้วก็วนกลับมาที่การพูดคุยกับผู้บริหารอีกครั้ง

อาศรมศิลป์ได้แสดง Site Analysis หรือแผนที่พร้อมบทวิเคราะห์ที่ตั้งโรงพยาบาล ชี้แจงความสำคัญของพื้นที่โรงพยาบาลต่อชุมชนโดยรอบให้ผู้บริหารเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงนำข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับผู้ใช้งานพื้นที่อย่างบุคลากรและชาวบ้านมาเล่าด้วย

“เราเล่าว่าชุมชนมีข้อเสนออะไร อยากจะให้โรงพยาบาลปรับปรุงอะไรบ้าง แล้วเขาอยากจะมีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยพัฒนาอะไรบ้าง” แอนกล่าวถึงการเป็นตัวกลาง ทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดจากชาวบ้านสู่ผู้บริหารโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อเหล่าผู้บริหารได้ฟัง ก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะพิจารณาข้อเสนอของชาวบ้าน

หลังจากที่ได้รู้ความต้องการของแต่ละฝ่ายแล้ว อาศรมศิลป์ก็ทำการออกแบบทั้งหมด 3 ส่วน

ส่วนแรก ปรับปรุงตัวอาคารเดิมที่เป็นอาคารผู้ป่วยนอก ให้เป็นโรงพยาบาลที่อบอุ่น แม้กายป่วยใจไม่ป่วย

ส่วนที่สอง ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงพยาบาล เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายของชุมชน

  และส่วนที่สาม ทำผังแม่บท เพื่อวางแผนรองรับการพัฒนาเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของโรงพยาบาล พร้อมออกแบบอาคารใหม่เพิ่มมาให้รองรับได้ 200 เตียง

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“พอเราออกแบบแล้วนำกลับไปเสนอบุคลากร เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาเขาเลยนะ” เกรสเล่าถึงบรรยากาศการฉายภาพฝันในรูปแบบ Perspective และ Master Plan ให้ทุกคนดู

“จากที่เขาคิดว่ามันดูเป็นไปไม่ได้ ก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นมา แล้วเสนอไอเดียต่อยอดจากแบบที่เราทำได้ อย่างเรื่องพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาล เขาก็มีความเห็นในวิธีออกแบบเพื่อความปลอดภัยของคนไข้”

จากที่บุคลากรจะนิ่งเงียบ เมื่อพูดถึงพื้นที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับแผนกของตัวเอง ในที่สุดก็ถึงบรรยากาศที่ทุกคนร่วมระดมความคิด จนได้สโกแกนน่าภูมิใจอย่าง ‘โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 โรงพยาบาลกลางธรรมชาติ กลางใจเราทุกคน’ และ คืนสวน คืนสุข สู่ชุมชน  

“ตอนเราเสนอโซนนิ่งให้ส่วนของชุมชนอยู่ด้านหน้า ส่วนรักษาอยู่ตรงกลาง บุคลากรก็บอกกันว่าให้ชุมชนเข้ามาทำกิจกรรมตรงกลางด้วยได้นะ ทำให้เห็นว่าบุคลากรยอมรับแล้วก็จัดสรรพื้นที่ให้ชุมชนมาใช้ในโรงพยาบาลมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก” แอนกล่าว “มันสะท้อนจากโซนนิ่ง”

ไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมออกไอเดีย บุคลากรในโรงพยาบาลเองก็เช่นกัน อาศรมศิลป์ได้เข้าไปพูดคุย และให้ความสำคัญกับความเห็นของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะตำแหน่งเล็ก ใหญ่ หรือว่าทำงานมานานแค่ไหน

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

แบบสุดท้ายของโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ได้แก้ปัญหาที่เคยเป็น อย่างเรื่องทางลาดที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องห้องพัก-ห้องน้ำไม่เพียงพอ หรือเรื่องอากาศไม่ถ่ายเท ส่วนประเด็นการไม่มีพื้นที่พักคอยซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวบ้านทุกคนพูดถึง สถาปนิกก็ได้ออกแบบชานที่เหมาะสมและมีพื้นที่สีเขียวให้ 2 อาคารโรงพยาบาลใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการแยกทางเข้าให้โรคอุบัติใหม่ด้วย

สำหรับพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาลนั้น ด้านนอกสุดจะเป็นลานกิจกรรมชุมชน ใช้ออกกำลังกาย พักผ่อน หรือจัดงานเทศกาล ส่วนด้านในก็จะเป็นสเปซเอาต์ดอร์บรรยากาศดี ๆ ให้คนไข้และชาวบ้านใช้ร่วมกัน โดยมีพื้นที่สวนสมุนไพร-ผักสวนครัวที่ทางชุมชนเสนอจะปลูกให้โรงพยาบาลใช้ทำอาหารอยู่ในบริเวณนั้น

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“มีเจ้าหน้าที่เอกซเรย์คนหนึ่งชื่อป้าจวน เดินขึ้นมาจับมือ แล้วบอกว่าอีก 3 – 4 ปีเขาจะเกษียณแล้วนะ เขาเห็นแบบแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริง” เกรสเล่าความประทับใจปิดท้าย

“เขาคิดว่าถ้ามันปรับแล้ว โรงพยาบาลก็จะมีสภาพแวดล้อมที่ดี ดีต่อใจเจ้าหน้าที่ด้วย ดีต่อชาวบ้านด้วย กลายเป็นโรงพยาบาลของชุมชนที่ทุกส่วนมาใช้งานร่วมกันได้จริง ๆ”

ปัจจุบันโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 อยู่ในขั้นตอนของบประมาณก่อสร้าง และจะค่อย ๆ ดำเนินการไปทีละส่วน ท่ามกลางการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของบุคลากรในโรงพยาบาลและชาวบ้าน

‘โรงพยาบ้าน’ ของชาวนนทบุรี กำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2

ที่ตั้ง : เลขที่ 8/88  หมู่ที่ 8 ถนนเลียบคลองตาชม ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 (แผนที่)

เปิดทำการ 24 ชั่วโมง

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

สารภาพตามตรงเสียเนิ่น ๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำการบ้านเรื่อง Englischer Garten หรือ English Garden ก่อนเดินทางไปมิวนิก และไม่คิดว่าจะเขียนอะไรทั้งสิ้นระหว่างการเดินทางไปพักร้อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เยอรมนี แต่เจ้าสวนเขียวใจกลางเมืองนี้มันงดงามตราตรึงใจนัก ลองนึกภาพอากาศปลอดโปร่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง เป็ดเตาะแตะข้างลำธาร หนุ่มสาวออกมาปิกนิก ครอบครัวจูงลูกเล็กเด็กแดงและสุนัขมาเที่ยวเล่นหย่อนใจ มองไปทางไหนก็มีชีวิตชีวา พูดได้เต็มปากว่าชีพจรของเมืองเต้นตุบ ๆ อยู่ที่นี่

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย ผู้เขียนไปเดินเล่นที่ Englischer Garten ทุกวี่วัน พลังงานของพื้นที่สีเขียวดีงามเหลือล้นจนอดใจไม่ไหว คันไม้คันมือ ขอกลั่นเรื่องสวนอังกฤษแห่งมิวนิกมาเล่าสู่กันฟัง

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

สวนอังกฤษ

Englischer Garten ได้ชื่อ ‘สวนอังกฤษ’ จากสไตล์การออกแบบภูมิทัศน์ของสวน ตามแบบที่นิยมในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 และกลายเป็นแฟชั่นไปทั่วยุโรป

ตัวสวนมีขนาด 3.73 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก กว้างใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก หรือ Hyde Park ในลอนดอนเสียอีก Englischer Garten เชื่อมต่อเมืองเก่ากับแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ด้วยอาณาเขตตั้งแต่กลางเมืองไปจรดทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมิวนิก เส้นทางในสวนทั้งถนน ทางม้า และทางเท้า ความยาวรวมกันกว่า 78 กิโลเมตร มีลำธารใสไหลเย็นเชี่ยวยาว 15 กิโลเมตรตัดผ่าน และมีสะพานกว่า 100 แห่ง เล่าให้เห็นภาพคือใหญ่กว่าสวนลุมพินีมากกว่า 7 เท่า 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

การปันพื้นที่ในเมืองใหญ่มาสร้างพื้นที่สีเขียวเบิ้ม ๆ ขนาดนี้คงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เจ้าสวนอังกฤษนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1789 ปีเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเยอรมนียังไม่ได้มีขอบเขตประเทศเช่นทุกวันนี้ เวลานั้นแคว้นบาวาเรียปกครองโดยเจ้านครรัฐผู้คัดเลือก (Prince-elector) ชื่อ Charles Theodore ผู้รับชาวอังกฤษ Sir Benjamin Thompson มาเป็นเสนาธิการ (aide-de-camp) ของตน ท่านเซอร์ธอมป์สันอยู่บาวาเรีย 11 ปี ได้ทำนุบำรุงการทหารและบ้านเมืองหลายอย่าง จนภายหลังได้เลื่อนยศกลายเป็น Imperial Count Rumford หนึ่งในผลงานสำคัญของขุนนางชาวอังกฤษคนนี้คือการสร้าง Englischer Garten ถวายเจ้าชายผู้ปกครองเมือง 

สวนนี้ได้รับการออกแบบบนแนวคิดว่า เป็นสวนของชาวเมืองทั้งหมด ไม่ใช่ของสงวนสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชากรชาวมิวนิก ซึ่งในเวลานั้นมีจำนวนกว่า 40,000 คน พื้นที่กว้างมหาศาลได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วน่าทึ่ง มีการตัดเส้นทาง สร้างสะพาน ปลูกต้นไม้สารพัด รวมถึงมีทำนบรองรับน้ำท่วมด้วย เป็นไปได้ว่าไอเดียพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนอาจจะอยู่ในความสนใจของสังคม เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสมีกระแสความไม่พอใจระบอบชนชั้นสูงรุนแรง และส่งผลกระเพื่อมไปทั่วยุโรป 

สวนที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ 

ผู้รับช่วงดูแลโครงการคนต่อ ๆ มา ได้แก่ Reinhard von Werneck และ Friedrich Ludwig von Sckell ได้ปรับปรุงและขยายพื้นที่สวนจนสวยงามใหญ่โต จากสิ่งก่อสร้างช่วงในปี 1790 ที่มีแค่ Chinese Tower และ Rumford Hall บารอน Reinhard von Werneck ขยายพื้นที่สวนไปอีก 100 เฮกตาร์ เพิ่มพื้นที่ทำการเกษตร และขุดทะเลสาบ Kleinhesseloher See สุดขอบทางตอนเหนือของสวน ล้อมรอบด้วยอาคารสำหรับพักผ่อนหย่อนใจบริเวณทางเข้า มีบริการเบียร์ นม และอาหาร ตามแบบฉบับ Beer Garden ให้คนงานในสวนและคนผ่านไปผ่านมา แถมมีฟลอร์เต้นรำเสียด้วย ท่านบารอนทุ่มเทให้กับการพัฒนาสวนนี้มาก ๆ แต่เนื่องจากปัญหางบประมาณที่แพงระยับ ในที่สุดขุนนางท่านนี้จำใจต้องวางมือจากสวนนี้ไป

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

ต่อมาบิดาแห่งสวนอังกฤษในเยอรมนี Friedrich Ludwig von Sckell ซึ่งช่วยดูแลโครงการนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เข้ามาดูแลสวนอังกฤษเต็มตัว และปรับปรุงรูปแบบสวนใหม่ ทั้งพัฒนาทางเดิน เพิ่มการปลูกพืชพรรณไม้ ขยายขนาดทะเลสาบ 1.5 เท่า และจัดการเส้นทางน้ำให้เสร็จสมบูรณ์ มีการสร้างน้ำตก จน Englischer Garten กลายเป็นหนึ่งในสวนที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการทำการเกษตร แต่เป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองอย่างแท้จริง 

หลังจากนั้นสวนยังได้รับการดูแลปรับปรุงดีไซน์ไปเรื่อย ๆ Carl August Sckell หลานชายของ Friedrich Ludwig von Sckell เติมเนินเขา และ Monopteros Temple หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญและจุดชมวิวบนยอดเนิน เป็นผลงานของสถาปนิก Leo von Klenze ในปี 1837 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

แม้พื้นที่สวนและสิ่งก่อสร้างบางส่วนจะถูกทำลายด้วยระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูดูแลขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้สวนอังกฤษยังต่อสู้กับภัยธรรมชาติหลายครั้ง ทั้งพายุโหมกระหน่ำทำลายพืชพรรณ และโรคพืช Dutch elm ที่ทำลายต้นเอล์มในสวน ในวาระครบรอบ 200 ปี Englischer Garten จึงปลูกต้นไม้ใหม่ 1500 ต้นโดยเน้นต้นเอล์มเป็นหลัก 

ปัจจุบันบาวาเรียใช้งบประมาณราว 2.5 ล้านยูโรต่อปี ในการดูแลสวนนี้ การให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว และการทำนุบำรุงโครงการอย่างสม่ำเสมอทุกยุคทุกสมัย เป็นหัวใจความสำเร็จของสวนใจกลางเมือง ซึ่งยืนหยัดสร้างความร่มรื่นและคุณภาพชีวิตแก่ชาวมิวนิกมา 200 กว่าปี 

สวนข้างวัง vs สวนป่า

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

มิวนิกไม่ได้มีแค่สวนกลางเมืองที่เดียว ขอยกตัวอย่าง Hofgarten (Court Garden) สวนใจกลางเมืองข้างพระราชวัง Residenz ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันสวนนี้ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม เชื่อมต่อกับ Englischer Garten และให้เข้าฟรี เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเพราะบรรยากาศดี แต่ Hofgarten ซึ่งขนาดกะทัดรัด ให้ความรู้สึกเป็นสวนในเมืองจริง ๆ ต้นไม้ตัดแต่งทรงเป็นแถวตามระเบียบ มีม้านั่งมากมาย ใจกลางสวนมี Diana Temple ศาลาทรงโดม ซึ่งใช้เป็นที่จัดแสดงดนตรีหลากหลาย รวมถึงเป็นที่ฝึกเต้นรำจำพวกซัลซ่า สวิง ฯลฯ ส่วนทางเดินกว้างเลียบริม Residenz ก็เป็นที่เล่นเปตองหรือกีฬาง่าย ๆ 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

Hofgarten ชวนให้นึกถึงสวนลุมพินีที่มองไปรอบ ๆ มองเห็นกลุ่มอาคารบ้านเมือง พฤติกรรมและกิจกรรมผู้คนค่อนข้างเรียบร้อย ขณะที่เมื่อเดินถัดออกไปนิดเดียวแล้วเลี้ยวเข้า Englischer Garten ที่ลักษณะดิบกว่า ผู้คนนั่งนอนบนพื้นหญ้าสบายใจ วัยรุ่นถอดเสื้อผ้าแช่น้ำริมธาร บ้างก็จับกลุ่มเล่นดนตรีคึกคัก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกเหมือนเดินอยู่เขาใหญ่หรือนครนายก เพราะบรรยากาศออกไปทางแคมป์ปิ้ง จนลืมไปเลยว่าอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย

Friedrich Ludwig von Sckell ภูมิสถาปนิกเอกแห่งสวนอังกฤษนี้เคยกล่าวไว้ว่า

“Nature only creates a picture by accident, art does it intentionally” 

แม้ธรรมชาติใน Englischer Garten จะเกิดจากการออกแบบอย่างละเอียด แต่ก็จงใจให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ สวนนี้เป็นบ้านของนก 50 – 60 สปีชีส์ เม่น กระรอก กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก บีเวอร์ และแมลงมากมาย การเดินหลบแม่เป็ดกับลูกน้อยริมน้ำ หรือส่องนกสารพัดเป็นเรื่องสามัญในสวนอังกฤษ ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เมืองกับสวน

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในเมืองเศรษฐกิจใหญ่โต การรักษาสมดุลของการใช้งานพื้นที่เป็นเรื่องท้าทาย การสร้างถนนวงแหวน Isarring ในปี 1963 ผ่าสวนออกเป็น 2 `ส่วน 

ทางตอนเหนือเรียกว่า Hirschau เป็นพื้นที่สงบเงียบ หญ้ายาวและต้นไม้รกครึ้ม มีโรงละครกลางแจ้งเล็ก ๆ เหมาะกับการเดินเล่น เล่นโยคะ รำไท่เก๊ก วิ่งจ็อกกิ้ง ขี่จักรยาน พายเรือหรือถีบเรือในทะเลสาบ ไปจนถึงเฝ้ามองฝูงแกะที่อาจผ่านมาเล็มหญ้าในบางโอกาส และส่องม้าในโรงเรียนขี่ม้า ส่วนทางตอนใต้ของสวนพลุกพล่าน เต็มไปด้วยสนามหญ้ากว้าง ๆ ใช้เล่นกีฬาอย่างฟริสบี้ เตะฟุตบอล และนอนอาบแดด 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สวนอังกฤษมีร้านอาหารหรือ Beer Garden ทั้งหมด 4 แห่ง Aumeister และ Hirschau อยู่ทางตอนเหนือ Seehaus อยู่ริมทะเลสาบ และ Chinese Tower ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ประจำสวน มี 7,000 ที่นั่ง นับเป็นหนึ่งในเบียร์การ์เด้นที่ใหญ่ที่สุดในบาวาเรีย แม้ไปเยี่ยมในช่วงปกติที่ไม่มีเทศกาลก็เห็นได้ชัดว่าคึกคัก ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา หอคอยจีนใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงเต้นรำ Kocherlball ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งชาวเมืองจะแต่งงานชุดโบราณและออกมาเต้นรำกันสนุกสนานในลานเบียร์ และช่วงคริสต์มาส หอคอยนี้ก็จะปรับมาขายของอร่อยฤดูหนาวและสินค้าคริสต์มาส 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จำนวนแก้วเบียร์ในเย็นวันธรรมดา
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สนามเด็กเล่นข้างลานเบียร์

สวนนี้เคยใช้เป็นที่จัดการแข่งขันยิงธนูในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1972 เพื่อเฉลิมฉลองการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลก Englischer Garten จึงสร้างโรงน้ำชาญี่ปุ่นบนพื้นที่เกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของสวน ปัจจุบัน Japanese teahouse เป็นที่จัดพิธีชงชาและเทศกาลญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอในเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ในสวนยังมีสนามกว้าง ๆ โซนที่เรียกว่า Schönfeldwiese เป็นลานอาบแดดที่มีชื่อเสียง เพราะอนุญาตให้คนเปลือยกายอาบแดดไดในโซนนี้ตั้งแต่ยุค 60 กิจกรรมนี้ทำให้สวนอังกฤษมีชื่อระบือไกลนอกมิวนิก

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบันจุดที่ผู้คนชมชอบมุงดูที่สุดคือลำธาร Eisbach ริมถนนใกล้พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Haus de Kunst เพราะเป็นแหล่งน้ำเชี่ยวที่นักเล่นเซิร์ฟมาต่อแถวโต้คลื่นระยะสั้น ๆ กันสนุกสนาน ผู้เขียนมายืนเชียร์ร่วมกับเยอรมันมุงหลายครั้ง เพราะกิจกรรมตื่นเต้นน่ามองดีแท้ นักเล่นเซิร์ฟเก่ง ๆ กระโดดลงน้ำโครมครามอย่างไม่กลัวหนาว และทุกองค์ประกอบ Instagramable มาก ๆ บอกก่อนว่าแม้การเล่นเซิร์ฟที่นี่จะได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2010 แต่บริเวณนี้ห้ามลงว่ายน้ำ เพราะว่ากระแสน้ำค่อนข้างแรง 

Englischer Garten ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ทำให้ประชากรได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒธรรม ครบครันความความบันเทิงทั้งมหรสพ ดนตรี กีฬา 

การรองรับคนมหาศาลทำให้สวนอังกฤษมีจำนวนขยะกว่า 120 ตันต่อปี ยังมีคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ เหยียบย่ำต้นไม้ใบหญ้าปลูกใหม่ ทำลายข้าวของสิ่งก่อสร้างหรือไม่เคารพกฎบางอย่าง ถึงกระนั้น ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนต่างเห็นความสำคัญของสวนใหญ่ที่มีต่อเมืองและพยายามแก้ไข ทุกครั้งที่สิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมจนต้องปรับปรุง หรือมีปัญหารบกวนสิ่งแวดล้อมในสวนอังกฤษ ประเด็นเหล่านี้อยู่ในความสนใจของสังคมตลอดมา 

Public Space ที่รักของชาวบาวาเรียผ่านอะไรต่าง ๆ มามากมาย แต่ยังคงยืนหยัดได้อย่างสง่างาม และดูจะมีอนาคตสดใสร่มเย็นอีกยาวไกล เพราะผู้คนเข้าใจดีว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า คือการใส่ใจพื้นที่สาธารณะซึ่งนำคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่ชาวเมือง

ข้อมูลจาก

en.wikipedia.org/wiki/Englischer_Garten#Surroundings

en.wikipedia.org/wiki/Hofgarten_(Munich) 

en.wikipedia.org/wiki/English_landscape_garden 

www.schloesser.bayern.de/englisch/garden/objects/mu_engl.htm www.muenchen.de/int/en/sights/parks/english-garden.html

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load