จะดีแค่ไหน

ถ้าท่าฉลอม จะมีแหล่งแฮงก์เอาต์ที่ได้ลุง ๆ ป้า ๆ ชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ถ้าหอเก็บน้ำที่ถูกทิ้งร้าง จะเป็นได้มากกว่าอนุสรณ์สถาน

ถ้าลูกหลานชาวท่าฉลอม จะได้รู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากกว่าที่เคย

ถ้าผู้ผ่านมาเยือน จะมีโอกาสได้สัมผัสความพิเศษของเมืองนี้

ถ้าอย่างนั้น

เราต้องเริ่มเล่ากันด้วยที่มาของโครงการสนุก ๆ นี้ นั่นก็คือการที่เมืองเก่าอันเต็มไปด้วยเรื่องราวอย่าง ‘ท่าฉลอม’ ขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO พื้นที่สาธารณะเพื่อการทำกิจกรรมทางกายต่าง ๆ ที่พึงจะมี คือ 9 ตารางเมตรต่อคน แต่สำหรับประเทศไทย น่าเศร้าที่เฉลี่ยแล้วเรามีกันเพียงแค่ 3.3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้คงไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเราต่างทราบกันดีว่า เมื่อก้าวเท้าออกมาจากบ้าน เราก็ไม่รู้จะพาตัวเองไปอยู่ตรงไหนได้ ถ้าไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า

‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ เป็นโครงการของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ที่เคยทำมาแล้ว แต่ถูกนำมาต่อยอดอีกครั้ง ด้วยการจับมือกับหน่วยงานท้องถิ่นใน 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 2 พื้นที่ ซึ่งท่าฉลอมก็เป็น 1 ใน 8 พื้นที่ที่ได้รับเลือกมาพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้มีมากเพียงพอ ตรงกับความต้องการของผู้คน และที่สำคัญ ใช้งานได้อย่าง ‘มีประสิทธิภาพ’ จริง ๆ

เรือที่ไม่ได้แล่น

ในวันนี้เราได้มีโอกาสมาฟัง แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์ และ ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สองสถาปนิกชุมชนจากสถาบันอาศรมศิลป์ ผู้รับหน้าที่ออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เมืองท่าฉลอม เล่าเรื่องผลงานที่พวกเขาภาคภูมิใจ

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

“อาชีพประมงเคยรุ่งเรืองที่ท่าฉลอมมาก” 

แอนเปิดเรื่องประมงขึ้นมาเป็นประเด็นแรกในการเล่า เธอเองก็เป็นชาวสมุทรสาคร จึงรู้จักท่าฉลอมตั้งแต่เด็ก

‘ท่าฉลอม’ เป็นตำบลใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาคร เดิมทีชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของพื้นที่ ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก ด้วยความที่เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีทะเล มีสัตว์น้ำ การประมงที่นี่จึงรุ่งเรือง มีตลาดสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยน มีกิจการอู่ต่อเรือเรียงราย มากไปกว่านั้น การประมงยังทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่เศรษฐกิจดี และรุ่มรวยทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

อีกอย่างที่สำคัญสำหรับตำบล คือการเป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งได้มาจากการที่ชาวบ้านร่วมลงขันกันปรับปรุงพื้นที่ให้น่าอยู่ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 หอเก็บน้ำที่บริหารจัดการโดยสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของประเทศไทย จึงเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของชาวท่าฉลอมที่ได้มาจากความสามัคคีครั้งนั้น

เวลาต่อมา ที่นี่ก็เปลี่ยนไป การประมงเริ่มทำได้ยาก เพราะกฎหมายควบคุมเรือเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านออกทะเลไม่ได้ถ้าไม่มีทะเบียนเรือและใบอนุญาตการทำประมง อีกทั้งยังมีประเด็นการใช้แรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายด้วย

“ชาวบ้านมีเรือแต่ออกเรือไม่ได้ เราเห็นเรือประมงถูกจอดทิ้งอยู่ริมคลองมหาชัย ลำใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลยนะ” แอนพูดถึงวิกฤตที่ชาวบ้านต้องเผชิญ “จะขายเรือต่อก็ขายไม่ได้เพราะราคาตก ไม่มีใครซื้อแล้ว”

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

จากเมืองประมง ท่าฉลอมกลายมาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม สัดส่วนประชากรแฝงซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติมากกว่าคนในพื้นที่ ส่วนคนในพื้นที่ที่เป็นวัยทำงาน ก็ทยอยออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น เหลือไว้เพียงผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกเรืออย่างเคย และเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักบ้านของตัวเองเท่าไหร่นัก

แล้วการกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตามมาด้วยพื้นที่สีเขียวที่น้อยลงไป พื้นที่สาธารณะที่เคยมีก็หดหาย รู้ตัวอีกที ที่นี่ก็เปลี่ยนไปมากอย่างนึกไม่ถึง

ให้ท่าฉลอมได้ฝัน

“ตอนเริ่มต้น เราได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มสมุทรสาครพัฒนาเมือง พอเขาได้ฟังเรื่องโครงการ เขาก็สนใจกันมาก” กลุ่มที่ปุ๊กว่าเป็นองค์กรเอกชนของคนในจังหวัด ซึ่งสนใจทำเรื่องการพัฒนาพื้นที่ และฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวมาแต่ไหนแต่ไร

“ท่าฉลอมมีศูนย์บริการสาธารณสุข หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสถานีอนามัย เป็นพื้นที่ส่วนกลางเล็ก ๆ ของชุมชน ขนาดแค่ 2 ไร่” เธอเล่าถึงพื้นที่ที่ทางเทศบาลเสนอให้พัฒนาต่อ พื้นที่นี้อยู่ใจกลางท่าฉลอม เชื่อมกับทั้งถนนพระราม 2 ที่เป็นถนนหลัก และถนนถวายที่เป็นถนนเดิม

ที่สำคัญ พื้นที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของหอเก็บน้ำที่เรากล่าวถึงในตอนแรก

“คนในชุมชนใช้อนามัยในการรับเบี้ยผู้สูงอายุ ล้างแผล รับยาโรคประจำตัว” แอนชี้แจงฟังก์ชันหลักของอนามัย ก่อนจะอธิบายถึงการใช้พื้นที่ตามเวลาต่าง ๆ ของวัน “ตอนเช้าตรู่มีแรงงานต่างชาติมาใช้งาน ส่วนตอนเย็นก็จะเห็นผู้สูงอายุมานั่งคุยเล่นกันที่โขดหิน พื้นที่ตรงนี้มีคนมาใช้ตลอดเวลา”

เมื่อได้รู้จักท่าฉลอมและพื้นที่ส่วนกลางที่จะใช้พอประมาณแล้ว ทางอาศรมศิลป์ก็จัดเวิร์กชอประดมความเห็นจากคนในชุมชน ซึ่งมีทั้งป้า ๆ จิตอาสา กลุ่มกิจกรรม กลุ่มเด็ก ๆ ไปจนถึงคนในท้องถิ่น รวมแล้ว 40 – 50 คน โดยมีการตั้งคำถามง่าย ๆ ให้ทุกคนคิดว่า อยากให้พัฒนาพื้นที่นี่ไปในทางไหนบ้าง

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

“เป็นพื้นที่ส่วนกลางในการทำกิจกรรมของชาวบ้าน”

“เป็นพื้นที่ออกกำลังกาย”

“มีลู่วิ่งสำหรับเด็กด้วย”

“มีห้องสมุด”

“เป็นจุดรับนักท่องเที่ยว”

“ต้องสะท้อนความเป็นท่าฉลอมด้วยนะ”

ด้วยพื้นที่ขนาดเล็กเพียง 2 ไร่ แต่ฟังก์ชันที่ชาวบ้านต้องการจัดลงในไซต์มีมากมาย นักออกแบบจึงหันไปสนใจหอเก็บน้ำเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมานาน แล้วตัดสินใจร่วมกับชาวชุมชนว่า จะรวมห้องสมุดที่อยากสร้างให้เด็ก ๆ ไว้บนหอเก็บน้ำ แทนที่จะสร้างอาคารเพิ่มอีกหลังให้เสียพื้นที่โล่งสำหรับทำกิจกรรมเอาต์ดอร์

‘ห้องสมุดลอยฟ้า’ จึงเป็นการบ้านที่ทีมออกแบบจะต้องกลับไปคิดต่อ ฟังดูเป็นโครงการที่น่าตื่นเต้นขึ้นมาทันที

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ไต้ก๋งพาขึ้นเก๋ง

“ไม่ได้ ๆ แบบนี้ไม่ใช่ท่าฉลอม” 

‘พ่อปอง’ จากกลุ่มอาสาพัฒนาเมือง อดีตไต้ก๋งหรือนายท้ายเรือจับปลาแย้งขึ้นมาเมื่อเห็นแบบร่างแรกของห้องสมุดลอยฟ้าตรงหน้า พ่อปองเห็นด้วยกับการมีห้องสมุด แต่กล่องโมเดิร์นเรียบหรูที่ทีมออกแบบทำมานั้น ไม่ใช่ท่าฉลอมที่พ่อปองรู้จัก

แล้วต้องเป็นแบบไหนล่ะ

“ท่าฉลอมต้องมีเรือ ทำเป็นห้องสมุดเก๋งเรือไปเลยสิ” ไม่ปล่อยให้ทุกคนมึนกันนาน พ่อปองเสนอไอเดียฉับไว ดูท่าทางจะมีภาพอยู่ในหัวชัดเจน ‘เก๋งเรือ’ ที่พ่อปองว่า คือห้องควบคุมการเดินเรือประมง

พอได้โจทย์ที่แคบลงมา ทางอาศรมศิลป์จึงกลับออฟฟิศไปรังสรรค์แบบกันใหม่อีกครั้ง ทว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ออกมาเป็นเก๋งเรือที่ถูกใจคนพื้นที่ พ่อปอง ไต้ก๋งผู้มีเรือเป็นชีวิต จึงรับบทไกด์พาเข้าไปชมในเก๋งเรือของจริงถึงที่ ทำให้ทีมออกแบบได้โอกาสศึกษาสเปซ สัดส่วน ช่องเจาะ และองค์ประกอบต่าง ๆ ของเก๋งเรืออย่างจริงจังสมใจ

ในที่สุด ‘ห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม’ ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลกก็ปรากฏโฉมให้ทุกคนได้เห็น

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

หอเก็บน้ำแปลงร่าง

“เราทดลองหยิบเอาเก๋งเรือมาอยู่ตามชั้นของหอเก็บน้ำ เพื่อใช้พื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ทีมอาศรมศิลป์บรรยายถึงวิธีคิดที่ใช้ในการออกแบบห้องสมุดให้เราฟัง

ชั้นล่างสุดของหอเก็บน้ำ เรียกได้ว่าเป็นใต้ถุนของห้องสมุด เหมาะสำหรับคุณย่าคุณยายที่ชอบล้อมวงเม้ากันตอนเย็น ๆ และหากเดินไปอีกนิดก็จะเจอพื้นที่ออกกำลังกายที่อยู่ไม่ไกลจากใต้ถุน

ชั้น 2 เป็นห้องสมุด พื้นที่ให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ซึ่งถ้าเข้ามาใช้งานก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นไต้ก๋งแบบพ่อปอง กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเก๋งเรือลอยได้

ส่วนชั้น 3 เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้าน และชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิว ที่ตอนนี้ทีมออกแบบมีแผนจะนำข้อมูลเกี่ยวกับท่าฉลอมมาติด เพื่อให้ลูกหลานที่นี่และนักท่องเที่ยวได้อ่าน

ทางอาศรมศิลป์บอกกับเราว่า จริง ๆ แล้วนี่คือพื้นที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ผู้คนสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มาที่มหาชัย ต่อมาที่ท่าฉลอม จากนั้นก็ไปต่อที่อัมพวาได้ ถือว่ามีศักยภาพทางการท่องเที่ยวไม่น้อย

นอกจากส่วนห้องสมุด ยังมีส่วนสนามเด็กเล่นให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ซึ่งสนามเด็กเล่นนี้ก็มีการหยิบองค์ประกอบ สิ่งของ และวัสดุต่าง ๆ บนเรือมาใช้ในการออกแบบเช่นเดียวกับห้องสมุด เช่น เสากระโดงเรือหรือเชือกในเรือ รวมถึงยังมีบริเวณด้านหลังอาคารอนามัยเป็นพื้นที่ทำกิจกรรม และมีลู่วิ่งตามคำความต้องการของชาวบ้านด้วย

เบิร์ด-อาย-วิว

สองสถาปนิกชุมชน เล่าย้อนไปถึงวันที่ห้องสมุดเพิ่งเสร็จหมาด ๆ แล้วให้ชาวท่าฉลอมลองขึ้นไปดูเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ พูดกันใหญ่เลยว่าตัวเองเป็นคนออกไอเดียในส่วนไหนบ้าง

ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในการออกแบบ และรู้สึกเป็นเจ้าของห้องสมุดนี้ร่วมกันอย่างแท้จริง

“นี่มันท่าฉลอมของเราเหรอเนี่ย” 

คุณป้าท่านหนึ่งรำพึงอย่างตื้นตันใจ เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุดชมวิวชั้นบนสุด แล้วพบกับทิวทัศน์มุมสูงของเมืองเบื้องหน้า

“จุดชมวิวเป็นพื้นที่เรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของชุมชนและการเชื่อมต่อของเมือง” ปุ๊กกล่าวถึงจุดชมวิว ซึ่งนอกจากช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว จุดชมวิวยังทำงานกับชาวท่าฉลอมได้ดีมากด้วย 

“พอขึ้นมา คนในชุมชนก็จะรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่ รู้สึกภาคภูมิใจ อยากสืบสานความเป็นชุมชนของท่าฉลอมต่อไปค่ะ”

จากทั้งหมดที่เหล่าชาวบ้าน อาศรมศิลป์ และท้องถิ่น ร่วมมือกันทำให้ห้องสมุดสุดพิเศษนี้เสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นว่านอกจากจะได้พื้นที่สาธารณะอย่างที่ตั้งใจในตอนแรกแล้ว พวกเขายังได้ ‘ความเป็นท่าฉลอม’ กลับมาให้ลูกหลานได้สัมผัสด้วย

แล้วห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม ก็ได้รับรางวัลเหรียญเงิน สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2565 ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทความยั่งยืน ชุมชน สิ่งแวดล้อม สังคม มาครอบครอง

ห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม

ที่ตั้ง : ถนนโสมมนัสมรรคา ต.ท่าฉลอม อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร 74000 (แผนที่)

หมายเหตุ : ปัจจุบันห้องสมุดปิดชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์โควิด

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographers

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

ศรีรัฏฐ์ สมสวัสดิ์

ช่างภาพสถาปัตยกรรม เมือง ศิลปะและวัฒนธรรม www.aey.me

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load