สารภาพกันตามตรง ทันทีที่รู้ว่าจะได้ไปสัมภาษณ์ ซงจุงกิ หัวใจติ่งอย่างฉันก็เต้นผิดจังหวะไปหมด ตื่นเต้นถึงขนาดที่ว่านอนไม่หลับไปหลายคืน

หลังห่างหายไปจากวงการกว่า 3 ปี ตั้งแต่ซีรีส์เรื่อง Descendants of the Sun เขาก็มารับบทใหม่ พลิกบทบาทกัปตันหนุ่มชุ่มหัวใจ มาเป็นหนุ่มชาวเผ่าเลือดร้อน ผู้ต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์ของตัวเองในเรื่อง Arthdal Chronicles (อาธดัล สงครามสยบบัลลังก์)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

แค่ซงจุงกิคนเดียวยังทำใจลำบาก งานนี้ Netflix ยังชวน The Cloud ไปคุยกับ จางดงกอน คิมจีวอน และ คิมอ๊กบิน อีก 3 นักแสดงนำในเรื่อง Arthdal Chronicles นี้ด้วย

แทบไม่ได้นอนไปจนวันเดินทางกันพอดี!

เล่าก่อน เรื่อง Arthdal Chronicles เป็นซีรีส์แนวดราม่า-แฟนตาซี เกี่ยวกับการกำเนิดของอารยธรรมและรัฐชาติในยุคโบราณที่เกิดก่อนกาล ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความขัดแย้ง และการต่อสู้ของวีรบุรุษในตำนาน ณ เมืองอาธ (Arth) อาณาจักรโบราณ ซึ่งกำกับโดย คิมวอนซอก (จาก Sungkyunkwan Scandal, Misaeng, Signal และ My Mister) และเขียนบทโดย คิมยองฮยอน, ปาร์คซังยอน (จาก Deep Rooted Tree, Six Flying Dragons, Queen Seondeok)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

2 นักเขียนผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียนบทซีรีส์ประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดในเกาหลี

“มันไม่เคยมีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่เล่าถึงยุคโบราณเลย สิ่งเดียวเกี่ยวกับยุคโบราณที่ผู้คนจะหยิบมาสร้างเป็นแก่นของเรื่องราวต่างๆ ก็คือ ปกรณัมกรีกและโรมันจากฝั่งโลกตะวันตก ซึ่งโลกยุคโบราณไม่ได้มีเพียงชาวคอร์เคเชียนเท่านั้น เราจึงคิดว่า Arthdal Chronicles จะเป็นโปรเจกต์ที่มีความหมายในการนำเสนอตำนานเกี่ยวกับวีรบุรุษที่มีหน้าตาเหมือนกับพวกเรา” เขาว่าอย่างนั้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรื่องราวใน Arthdal Chronicles ดำเนินเรื่องผ่านบทบาทของ ‘อึนซอม’ (ซงจุงกิ) ชายหนุ่มผู้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเผ่าของตนเอง แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูใสซื่อ แต่สัญชาตญาณแห่งการปกป้องของเขานั้นกลับแข็งแกร่ง และเกิดมาพร้อมกับพลังจากดาวหางสีฟ้า ทำให้เขาไม่เคยลังเลที่ต่อสู้กับใครหน้าไหน

‘ทากน’ (จางดงกอน) บุตรแห่งซานุง หัวหน้าเผ่าแซนยอก ผู้มีรูปโฉมงดงามและเปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ วีรบุรุษผู้มีรอยยิ้ม (เลือดเย็น) เปื้อนใบหน้าอยู่เสมอ ทว่าทากนกลับอันตรายนัก เขามักเก็บงำความรู้สึกไว้ โดยที่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าเขาจะระเบิดโทสะออกมาเมื่อไหร่

‘ทันยา’ (คิมจีวอน) เธอเป็นทายาทแห่งมารดาของเผ่าวาฮัน ผู้ระลึกได้ว่าชะตาของเธอมีไว้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์และโอบอุ้มประชาชนของเธอจากเผ่าอื่นๆ

และ ‘แทอารา’ (คิมอ๊กบิน) บุตรีแห่งผู้นำเผ่าแฮ หญิงงดงามที่สุดแห่งอาธดัลซึ่งกลับกระหายซึ่งอำนาจ แทอาราเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญเพลงดาบตั้งแต่อายุยังน้อย เธอมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สูงสุดในฐานะสมาชิกของเผ่าแฮ และเป็นผู้นำเทคโนโลยีทองแดงจากโลกตะวันตกเข้ามา

ขอสปอยล์เพียงเท่านี้…

Arthdal Chronicles กำลังจะฉายพร้อมกันทั่วโลกกว่า 190 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ใน Netflix สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มชื่อดัง

ก่อนตามไปชมเรื่องนี้ The Cloud ขอพาไปคุยกับ 4 นักแสดงนำถึงการทำงานในบทบาทที่ได้รับและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งพิสูจน์ความสามารถในการแสดงออกมาอย่างเต็มเปี่ยม สมกับที่ทีมผู้สร้างเอ่ยปากว่า พวกเขาเป็นตัวละครในซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่เล่าเรื่องราวยุคโบราณของเกาหลีและถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์ Arthdal Chronicles หลังจากที่ได้อ่านบท

ซงจุงกิ : ผมมีความเคารพนับถือในตัวนักเขียนบทและผู้กำกับอย่างมาก ทั้งเป็นการส่วนตัวและในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ดังนั้น ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากนี้ ตอนที่ผมได้อ่านบทครั้งแรกผมก็รู้สึกประทับใจมากในมิติและความลุ่มลึกของเนื้อเรื่อง ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นรู้สึกทึ่งกับจินตนาการของนักเขียนบทมากๆ

จางดงกอน : อย่างแรกเลยคือ ผมเป็นแฟนคลับตัวยงของนักเขียนบทคิมยังฮยอนและนักเขียนบทพัคซังยอน ผมสนใจคอนเซปต์การสร้างโลกก่อนยุคประวัติศาสตร์มาก และสมาชิกในทีมนักแสดงทุกคนก็เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม และเป็นคนที่ผมอยากร่วมงานด้วย มันเลยเป็นอีกตัวแปรสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผมถูกดึงดูดโดย ‘ทากน’ ตัวละครที่ผมแสดง ผู้ยืนอยู่อย่างหมิ่นเหม่ระหว่างความดีและความชั่ว ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละครตัวนี้ ซึ่งนับว่าเป็นตัวละครที่ดีที่นักแสดงคนไหนก็ต้องอยากเล่น

คิมจีวอน : ตอนที่ฉันอ่านบทเรื่องนี้ครั้งแรกฉันคิดกับตัวเองว่าเรื่องนี้สามารถผลิตเป็นซีรีส์เกาหลีได้จริงๆ เหรอ และฉันยังคิดต่อไปว่าถ้ามันทำได้จริงๆ มันน่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นมากๆ แน่นอน ฉันหลงสเน่ห์คาแรกเตอร์ของทันยาตั้งแต่ได้อ่านบท และฉันชอบผลงานชิ้นก่อนๆ ของนักเขียนบททั้งสองท่าน และที่สำคัญที่สุดคือ พอรู้ว่าผู้กำกับคิมวอนซอกจะรับหน้าที่กำกับซีรีส์เรื่องนี้ มันทำให้ความตื่นเต้นของฉันทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก

คิมอ๊กบิน : ฉันหยุดตื่นเต้นไม่ได้เลยหลังจากที่ได้อ่านบท มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างและพัฒนาเรื่องราวแบบนี้ และฉันก็รักตัวละครในเรื่องด้วย มันมีเผ่าพันธ์ุมากมายในเรื่อง และทุกๆ เผ่าพันธุ์มีความแตกต่างกัน

ทุกตัวละครในเรื่องมีเป้าหมายและความต้องการเป็นของตัวเอง มันน่าสนใจมากที่ได้อ่านว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อความต้องการเหล่านั้นซ้อนทับกัน บทดึงฉันไว้ให้คอยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถัดไป ฉันคิดว่าตัวเองคงโง่มากถ้าไม่ตกลงรับเล่นเรื่องนี้

ที่ผ่านมาคุณรับบทบาทเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ เป็นผู้นำ ทำเพื่อคนอื่น คิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ คาแรกเตอร์เหล่านี้เหมือนหรือต่างกับตัวตนจริงๆ ของคุณอย่างไร

ซงจุงกิ : มีทั้งเหมือนและไม่เหมือน ที่เหมือนชีวิตจริงของผมคือ คิดถึงคนอื่นก่อน และชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เรื่องความเป็นผู้นำผมไม่รู้ว่าทำได้ดีหรือเปล่า คนที่เหมาะกับคำว่าผู้นำน่าจะเป็นจางดงกอนมากกว่า เพราะเขาได้รับบทบาทและมีตัวตนจริงๆ ที่น่าจะตรงกับคำว่าผู้นำ ส่วนคาแรกเตอร์อื่นๆ ก็เหมือนตัวตนของผมครึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนครึ่งหนึ่ง ที่เหมือนที่สุดคือขี้เล่น ขี้แกล้ง ผมชอบแกล้งคนอื่น แล้วจางดงกอนก็รับมุกได้ดี ยิ่งทำให้ผมแกล้งคนอื่นได้มากกว่าเดิม

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรารู้มาว่าคุณเชี่ยวชาญการขี่ม้าอยู่แล้ว แต่การขี่ม้าในการถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ต่างกันไหม

ซงจุงกิ : นับจากครั้งล่าสุดที่ผมซ้อมขี่ม้า ผมต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อที่จะกลับมาคุ้นเคยกับมัน ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้ม้าที่อึนซอมขี่ชื่อว่า ‘โดอึล’ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่นั้นไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มนุษย์ควบคุมสัตว์ แต่พวกเขาคือเพื่อนที่เท่าเทียมกัน ผมต้องฝึกฝนทักษะเพิ่มเพื่อที่จะแสดงจังหวะการเคลื่อนไหวให้เป็นธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาเยอะมากเพื่อฝึกฝน แม้กระทั่งในช่วงพักเบรกผมก็ยังอยู่บนหลังม้าเพื่อใช้เวลากับม้าให้มากขึ้น

พูดกันตรงๆ ผมชอบที่จะอยู่ใกล้กับม้า เพราะว่าเสื้อผ้าของอึนซอมนั้นบางมาก การอยู่บนหลังม้าจึงช่วยให้ร่างกายผมอบอุ่น (หัวเราะ) เรามีประสบการณ์สนุกๆ ระหว่างถ่ายทำซีนมอนทาจ (Montage) ในเชจู ตอนที่อึนซอมบอกกับโดอึลว่า

“ขอข้าปีนขึ้นไปบนหลังเจ้าได้ไหม ได้โปรดให้ข้าขึ้นไปเถิด” แล้วโดอึลก็ผลักให้อึนซอมล้มลงบนพื้น ผู้กำกับคิมตัดสินใจปล่อยให้การถ่ายทำดำเนินต่อไปโดยไม่สั่งคัต ทำให้ผมต้องด้นสด หลังจากนั้นม้าก็ค่อนข้างเป็นมิตรกับผมมากขึ้น ผมนั่งหมอบอยู่บนพื้นเหมือนสัตว์และเงยหน้าขึ้นมองม้า ทันทีที่เราสบตากันม้าก็ทิ้งตัวลงกลิ้งบนพื้น ผู้กำกับจับภาพนั้นไว้ได้ และคุณก็คงจะได้ชมฉากนั้นในตอนใดตอนหนึ่งของซีรีส์ หลังจากที่เราถ่ายทำฉากนั้นเสร็จ ทีมงานทุกคนต่างปรบมือให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ที่มีช่วงเวลาย้อนไปในอดีตที่เก่าแก่มากๆ ข้อมูลที่คุณใช้ศึกษาอ้างอิงต้องหายากมากแน่ๆ คุณทำอย่างไรบ้างเพื่อสวมบทบาทนี้

ซงจุงกิ : ผมคิดว่าคำถามนี้มีคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว ด้วยตัวเรื่องที่ย้อนกลับไปในอดีตที่ไกลมาก ตอนที่ถ่ายทำผมเลยไม่ได้เข้าถึงบทบาทในฐานะซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ส่วนมากผมเลือกใช้การผสมผสานเทคนิคแอคติ้ง บุคลิก การพูด และท่าทาง ทั้งจากซีรีส์แนวย้อนยุคร่วมกับซีรีส์แนวสมัยใหม่ด้วย ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องจำกัดแนวทางของซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ แทนที่จะเปลี่ยนไปใช้เทคนิคแอคติ้งแบบอื่นเพียงเพราะว่านี่เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ในทางกลับกัน ผมเลือกที่จะละทิ้งองค์ประกอบบางอย่างที่เรามักจะพบเห็นในซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ไป

นอกจากนี้ อึนซอมยังเป็นตัวละครที่ไม่อยู่นิ่ง ผมไม่ได้แสดงบทนี้โดยการยืนอยู่กับที่ในขณะที่ถ่ายทำ อึนซอมเคลื่อนไหวไปทั่ว ทั้งขี่ม้า วิ่งไปรอบๆ ว่ายน้ำ กระโดดหน้าผา กระโจนลงจากหลังม้า หรือแม้แต่ปีนหน้าผา เขาเป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้น ผมจึงใช้เวลาครุ่นคิดถึงวิธีการที่ผมจะนำเสนอการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ซึ่งในบรรดาทั้งหมดแล้ว การขี่ม้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาส่วนมากไปกับการฝึกขี่ม้า แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็จับจังหวะเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นกัน

จางดงกอน : ซีรีส์นี้เกิดขึ้นในยุคสำริด สาเหตุที่อาธดัลมีความก้าวหน้าและเป็นเมืองศิวิไลซ์เมื่อเทียบกับชนเผ่าอื่นๆ นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีลับของพวกเขาซึ่งใช้สำริดเป็นเครื่องมือ แต่แน่นอนว่าคุณจะไม่ได้เห็นภาพของมนุษย์ยุคบรรพกาลวิ่งไปมาและส่งเสียงแทนการพูดภาษาคนหรอกนะ (หัวเราะ) เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกสมมติซึ่งสร้างขึ้นมาจากจินตนาการทั้งสิ้น ดังนั้น ตัวละครจึงมีปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในยุคหลัง ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครจึงคล้ายคลึงกับสิ่งที่เรารู้สึกในทุกวันนี้มากๆ ผมจึงไม่คิดว่ามันจะเป็นอะไรที่ยากเป็นพิเศษในการแสดงความรู้สึกทั่วไป อย่างความสุขหรือความเศร้าของตัวละครของผม

เนื่องจากทากนเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาธดัลและเป็นตัวละครที่มีสเน่ห์มาก ผมคิดว่ามันจะดูสมจริงขึ้นหากตัวละครนี้มีร่างกายใหญ่โตกว่าคนอื่นๆ ผมจึงออกกำลังกายหนักมาก เหมือนจะหนักที่สุดในชีวิตเท่าที่ผมเคยทำเลยด้วยซ้ำ ผมตั้งใจจะเพิ่มน้ำหนักตัวให้ได้ 10 กิโลกรัม แต่ผมทำได้แค่ 8 กิโลกรัมเท่านั้นครับ

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงช่วงชีวิตตลอด 20 ปี เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของพลังในตัวเขา ดังนั้น ผมจึงตั้งใจถ่ายทอดเสียงและบุคลิกของทากนให้ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ กระทั่งกลายเป็นชายหนุ่มที่น่าเชื่อถือในที่สุด

คิมจีวอน : เพราะมันเป็นยุคที่เก่ามาก ฉันไม่สามารถจินตนาการภาพออกมาได้ด้วยตัวเองเลย ต้องอาศัยศึกษาเอาจากหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่หลังจากที่เริ่มถ่ายทำและเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันก็เข้าใจขึ้นมาว่า ‘อ๋อ บทมันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อแบบนี้นี่เอง’

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การได้ลองสวมบทบาทใหม่ๆ ทำให้นักแสดงแต่ละท่านได้เรียนรู้อะไรบ้าง โดยเฉพาะกับบทบาทในเรื่องนี้

ซงจุงกิ : อย่างแรกเลยผมอิจฉาอึนซอมในเรื่องนี้มาก เพราะถ้าเราทุกคนมีชีวิตและความคิดแบบอึนซอมในเรื่องคงจะไม่มีความเครียด ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องสงสัยใคร ไม่ต้องกลัวใครหักหลัง มีความบริสุทธิ์ในตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ได้คงจะมีความสุขน่าดู

จางดงกอน : การได้รับบทบาทใหม่ๆ เหมือนการได้รับประสบการณ์ใหม่เรื่อยๆ เพราะชีวิตจริงของผมคงเป็นเหมือนบทบาทที่แสดงไม่ได้ สำหรับบททากน ตอนแรกคนดูคงอธิบายไม่ได้ว่าคนนี้เป็นคนดีหรือคนร้าย เพราะคนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกเป็นใคร เขาก็จะมองว่าคนนี้ต้องเป็นตัวร้ายแน่เลย แต่มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป มันมีมุมที่เขาเป็นคนดีด้วย เขาทำเพื่อเผ่าพันธุ์ของเขา การตีบทนี้ให้แตกจึงยากพอสมควร ผมต้องเรียนรู้วิธีคิดของตัวละคร มันเป็นเหมือนผลงานชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งของผม ผมเล่นบทร้ายมาหลายเรื่อง เล่นหนังฟอร์มใหญ่มาหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ค่อนข้างยาก เป็นความท้าทายมาก

คิมจีวอน : ฉันได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น ในบทพูดถึงชีวิตของคนหลายเผ่าพันธุ์ เวลาแสดงจะไม่ค่อยมีบทบาทที่เน้นตัวละครคนเดียวหรือ 2 คน ไม่ได้มีซีนแสดงอารมณ์คนเดียวมากนัก เวลาเล่นต้องรู้บทคนอื่นที่ถ่ายร่วมกันด้วย นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มากที่สุด ละครเรื่องอื่นฉันไม่ได้แสดงร่วมกับนักแสดงคนอื่นเยอะขนาดนี้ เป็นประสบการณ์ใหม่ของฉัน

คิมอ๊กบิน : ฉันได้มิตรภาพใหม่ๆ จากการถ่ายทำครั้งนี้ เนื่องจากมีทั้งรุ่นพี่และคุณจีวอนมีของกินให้ฉันตลอดเวลา การถ่ายทำร่วมกันใช้เวลานาน แต่ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เข้ากันได้ดี ตลอดการถ่ายทำจึงไม่น่าเบื่อ ถึงเหนื่อยก็ยิ้มได้ เพราะทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็สู้ไปด้วยกัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

บทบาทของผู้หญิงในเรื่องต่างจากผู้หญิงในยุคปัจจุบันอย่างไร

ซงจุงกิ : ที่ผมรู้สึกได้คือ ยุคสมัยในเรื่องปกครองโดยผู้หญิง หัวหน้าเผ่าก็เป็นผู้หญิง เวลาส่งตำแหน่งต่อก็ส่งให้ผู้หญิง

คิมอ๊กบิน : ในซีรีส์สมัยโชซอนเราจะเห็นคาแรกเตอร์ของผู้หญิงที่น่าอึดอัด ซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้หญิง แต่สมัยนั้นมองว่าผู้หญิงต้องมีสถานะแค่นี้ ต้องไม่มีปากมีเสียง ต้องทำตามสิ่งที่ผู้ชายบอก แต่ในเรื่องนี้เผ่าของจีวอนก็มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าเผ่า แต่เผ่าของฉันไม่แบ่งหญิงชาย ผู้นำเป็นใครก็ได้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีความเป็นผู้นำ ปกครองคนได้ แต่การจะรับตำแหน่งต่อได้ต้องตามสายเลือดเท่านั้น ในเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลังผู้ชาย ทุกคนมีสิทธิ์ มีหน้าที่ เหมือนกัน แค่พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรามองตัวละครผู้หญิงในเรื่องในมุมเฟมินิสม์ได้ไหม

คิมจีวอน : สมัยนั้นคนยังไม่คิดว่าผู้ปกครองต้องเป็นหญิงหรือชาย แค่พิสูจน์ได้ว่าฉันมีความสามารถพอจะปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ก็พอ เนื่องจากบทบาทของทันยาคือรับอำนาจมาทางสายเลือด เขาก็คิดแค่เขาต้องเป็นผู้นำอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะฉะนั้น ไม่น่ามีความคิดว่าต้องแบ่งแยกเรื่องหญิงชาย ฉันปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ ฉันก็จะได้รับการยอมรับจากคนอื่นให้ดำรงตำแหน่งนี้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การต่อสู้ของตัวละครหญิงในเรื่องเป็นการต่อสู้ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง หรือการต่อสู้เพื่อบ้านเมือง

คิมอ๊กบิน : บทของฉันไม่ได้บอกว่าต่อสู้ในฐานะผู้หญิงหรือหัวหน้า แต่ในเรื่องนี้เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะทันยา เขาเลยต้องสู้เพื่ออำนาจสูงสุด

ถ้าคุณคือแทอารา จะเลือกอะไรระหว่างอำนาจและความรัก

คิมอ๊กบิน : ฉันคิดว่าฉันก็คงจะเลือกอำนาจเหมือนกัน ความรู้สึกมันเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา แต่อำนาจสิยั่งยืน แต่เดี๋ยว… อำนาจก็ถูกยึดไปจากคุณได้เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

ความท้าทายในการรับบทบาทในเรื่องนี้

จางดงกอน : เป็นความยากเรื่องการแสดง เพราะตัวละครตัวนี้ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่บอกใคร การเก็บอารมณ์มันก็ยาก ผู้กำกับเลยบอกให้คิดตามความเป็นจริง คือไม่ต้องเก็บอารมณ์นั้นเอาไว้ และให้เรารู้สึกแบบเดียวกับทากน แล้วถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมา นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่ต้องสื่อออกมาให้ได้เหมือนที่ผู้กำกับต้องการ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

คิมจีวอน : ตอนแรกมันยากนิดหน่อยในการจินตนาการถึงบุคลิกและมารยาทในการพูดของตัวละคร แต่พอฉันให้เวลากับการอ่านบทมากขึ้น ฉันก็ตระหนักได้ว่าผู้คนจะมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยสัตว์หรือโรคภัย และฉันคิดว่ามนุษย์ที่แข็งแรงกว่า แกร่งกว่า และว่องไวกว่า หรือคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น ที่จะอยู่รอด ทำให้ฉันคิดไปถึงว่าเผ่าวาฮัน ทันยา หรืออึนซอม จะต้องเฉลียวฉลาด สามารถตอบสนองต่อภยันตรายได้อย่างรวดเร็ว และจะต้องระแวดระวังความเสี่ยงอยู่เสมอ

พูดอีกอย่างก็คือ ฉันสร้างตัวละครขึ้นมาตามที่ฉันจินตนาการ ในขณะเดียวกัน ฉันก็คิดว่าถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เล่าอยู่ในช่วงยุคก่อน แต่การเป็นอยู่ของผู้คนและความต้องการต่างๆ ก็ไม่ได้ต่างไปจากทุกวันนี้เสียเท่าไหร่

คิมอ๊กบิน : ตัวละครในเรื่อง Arthdal Chronicles ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง แต่แทอาราเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เธอถูกใช้เป็นวิธีในการสร้างอำนาจ  มันเลยขับเคลื่อนความกระหายของเธอ สร้างอำนาจเพื่อออกมาจากจุดนั้น คำพูดของเธอสามารถทิ่มแทงผู้คนได้เหมือนเหล็กใน และเธอก็เยือกเย็นและแหลมคมได้ราวกับดาบ ซึ่งฉันมองว่านั่นเป็นความน่าสนใจของตัวละครนี้ เธอปิดบังความเจ็บปวดทรมานของเธอในตอนที่เธอไร้อำนาจไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเกิดความเห็นใจเธอ

และกับคนที่เธอแคร์จริงๆ เธอจะรักพวกเขามาก แต่ในฐานะที่เธอเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เธอสามารถก้าวผ่านและกลายเป็นคนเยือกเย็น แม้แต่ตอนที่เธอเข้าใจทุกสิ่งในหัว เธอกลับพบว่ามันยากที่จะยอมรับสิ่งนั้นด้วยหัวใจของเธอ มันเลยทำให้เธอทำสิ่งที่ไม่คาดคิดลงไป นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจสำหรับตัวละครนี้ และฉันพยายามที่จะเน้นย้ำมัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้มีความเป็นสากลแค่ไหน จะเข้าถึงคนทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ได้ไหม เหมือนอย่างที่มีคนบอกว่าเรื่องนี้จะเป็น Game of Thrones ยุคใหม่

ซงจุงกิ : คงเทียบกับ Game of Thrones ไม่ได้ เพราะผมยังไม่ได้ดู เลยไม่รู้ว่าจะเหมือนแค่ไหน เรื่องนี้พระเอกเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะมีส่วนคล้ายกับชีวิตผู้ชม เรื่องความรัก ความโลภ ความหลงต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหนก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน พื้นที่ไหน ก็เหมือนกัน ตัวเนื้อเรื่องน่าจะทำให้ทุกคนสนุกได้ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การที่ซีรีส์เรื่องนี้จะเผยแพร่บน Netflix กว่า 190 ประเทศ และมีผู้ชมมากถึง 148 ล้านคน คุณรู้สึกยังไงบ้าง

ซงจุงกิ : ผมอยากรู้ว่าผู้ชมจะมีความเห็นอย่างไรต่อซีรีส์เรื่องนี้ ผมหวังว่าผู้ชมจะรู้สึกบันเทิงไปกับเรื่องราว แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมหวังว่าผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างและความเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์เรื่องนี้ อยากให้ผู้ชมรับรู้ว่าคุณสามารถมองหาซีรีส์ที่มีคุณภาพน่าจับตามองได้ในประเทศเกาหลี อย่างที่หลายคนคงทราบว่าคุณภาพของซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับดีมาก แต่เนื่องจากว่าซีรีส์ของเราจะถูกเผยแพร่ในหลายประเทศ ผมจึงอยากที่จะเห็นกระแสตอบรับจากผู้ชมที่อยู่ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม ช่วยแชร์ความเห็นกับผมด้วยนะครับ ผมอยากรู้มากๆ

จางดงกอน : โดยปกติแล้วเมื่อภาพยนตร์หรือซีรีส์เรื่องหนึ่งถูกผลิตขึ้นมา กลุ่มผู้ชมหลักที่เราสนใจก็คือคนเกาหลี แต่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ Netflix เปิดโอกาสให้พวกเราสามารถผลิตซีรีส์ที่มีกลุ่มผู้ชมหลักจากทั่วโลก นั่นทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหม่าอยู่นิดๆ ด้วย

อย่างแรกสุดเลย ผมอยากขอบคุณผู้ชมจากทั่วโลกที่รอชม Arthdal Chronicles อยู่ การถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้คือการเดินทางอันแสนยาวนานที่ใช้เวลาไปกว่า 9 เดือน นักแสดงและทีมงานทุกคนต่างก็ทำงานกันอย่างหนักเพื่อโปรเจกต์นี้ ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจที่จะบอกว่า พวกเรามีซีรีส์ที่ดีเยี่ยมจะนำเสนอให้คุณได้รับชม

คิมจีวอน : การที่ได้ยินและคิดว่า Arthdal Chronicles จะมีผู้ชมที่มากมายขนาดนั้นผ่าน Netflix ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าเลย ฉันยังไม่ได้เห็นผลงานหลังจากที่ใส่เสียง VFX และผ่านการตัดต่อทั้งหมดจนเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น ฉันคิดว่าฉันเองก็คงจะได้สนุกไปพร้อมๆ กับผู้ชมท่านอื่นนั่นแหละ พวกเราทุกคนตั้งใจทำงานกันอย่างหนักเพื่อซีรีส์เรื่องนี้ ฉันคาดหวังว่าคนดูจะสนุกและคิดว่า ว้าว สิ่งนี้มันสุดยอดไปเลย ฉันไม่เคยคิดถึงภาพประวัติศาสตร์แบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย

คิมอ๊กบิน : ฉันเองก็เป็นแฟนตัวยงของ Netflix ดังนั้น นี่เลยเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นและตื้นตันมาก ฉันหวังว่าจะมีผู้ชมมากมาย

และเพราะนี่เป็นซีรีส์ที่พูดถึงจุดแรกเริ่มของเกาหลี ฉันคิดว่าคงจะได้ผลตอบรับที่แตกต่างไปจากซีรีส์เกาหลีย้อนยุคเรื่องอื่นๆ พวกเราพยายามอย่างหนักในการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นมา ฉันเลยตื่นเต้นว่าเราจะได้รับผลตอบรับแบบไหน แฟนพันธ์ุแท้หนังย้อนยุคจะต้องชอบเรื่องนี้แน่ๆ มันเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ความขัดแย้ง ฉากต่อสู้ และฉากที่น่าตกตะลึงมากมาย

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรคือเหตุผล 3 ข้อที่เราต้องดูเรื่องนี้

ซงจุงกิ : หนึ่ง มีซงจุงกิ สอง มีจางดงกอน สาม มันสนุก

คิมจีวอน : บรรยากาศธรรมชาติในเรื่องไม่เหมือนในซีรีส์เรื่องไหน มีความลี้ลับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วฉันชอบ และอยากให้ผู้ชมได้เห็นบรรยากาศที่เป็นฉากของเรื่องที่สมจริง

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นาทีนี้จะมีอะไร ‘แส้บ’ ไปกว่าการปรากฏตัวของยัยพริ้นส์ แห่ง WEBTOON ‘ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม’ ทุกคืนวันอาทิตย์

หลังจากที่ ‘พริ้นส์’ นักแสดงชื่อดังประสบความสำเร็จในฐานะ LGBTQIA+ ของวงการบันเทิงได้ไม่นาน เขาก็ตื่นขึ้นในร่างของท่านขุนยุคกรุงธนบุรีอย่าง ‘ขุนวรเดช’ ที่ ‘รักผู้ชาย’ เช่นเดียวกันกับเขา

การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่ขายจิ้น ขายแฟนตาซีของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายที่ไม่มีอยู่จริง แต่นักเขียนยังมาพร้อมกับความตั้งใจจะสื่อสารเรื่องสิทธิเท่าเทียมของเพศหลากหลาย พ่วงมาด้วยประเด็นหนัก ๆ อย่างประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง ความเป็นธรรมในสังคม ชนชั้น และเรื่องแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างเจเนอเรชัน

แม้ตอนเปิดตัวมาจะมีการสับขาหลอกว่าเป็นการ์ตูนตลกเบาสมอง แต่ยิ่งหลายตอนยิ่งดุเด็ดเผ็ดมัน จนเราเริ่มอยากรู้ว่าคนที่นั่งผลิตการ์ตูนอยู่หลังจอเป็นใคร วัน ๆ เขาเสพอะไร และมีเบื้องหลังการทำงานกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

เบนซ์-อริสรา ผาโคตร หรือ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ นักเขียนการ์ตูนเจน Z ดาวรุ่ง อยู่ตรงนี้กับเราเพื่อตอบคำถามทั้งหมด

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

วัน ๆ ของ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’

แนะนำตัวเองก่อน คุณเป็นใครกันนะ

สวัสดีค่ะ ชื่อเบนซ์ อายุ 24 ปี นามปากกาสำหรับงานเขียนการ์ตูนชื่อ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ ส่วนงานภาพประกอบจะใช้นามปากกาว่า ArisaraFANART

เพิ่งเรียนจบมา 3 ปี จากสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนด้านกราฟิก ทำภาพประกอบ เราสนใจในด้านงานวาดการ์ตูน งานสื่อภาพยนตร์ แล้วก็งานเขียนด้วย ตั้งแต่เรียนจบมาก็เริ่มศึกษาด้านงานเขียนจริงจังค่ะ

เป็นคนสนใจประวัติศาสตร์เหรอ

มันเริ่มมาจากเราสนใจพวกประเด็นการเมืองก่อนค่ะ แล้วทีนี้เราก็ไปรู้จักกับแชนแนลที่เขาพูดเกี่ยวกับประเด็นสังคมต่าง ๆ ชื่อแชนแนล พูด ในช่องเขามีการนำเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์ในอีกมุมหนึ่งมาด้วย เราว่าประวัติศาสตร์ที่เขานำเสนอดูน่าสนใจดี เพราะต่างจากที่เรารู้มา เราเลยลองศึกษาด้านนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็อยากนำเสนอประวัติศาสตร์อีกมุมให้คนทั่วไปได้รู้ด้วย

ไอเดียเริ่มต้นของเรื่องนี้คืออะไร เริ่มจากเป็นการ์ตูนการเมือง การ์ตูนย้อนยุค หรือการ์ตูนวาย

ไอเดียเริ่มต้นมาจากที่เราดูซีรีส์เกาหลีแนวตลกการเมือง เรื่อง Mr. Queen แล้วเราก็คิดว่าถ้าแนวการเมืองของไทยเป็นพีเรียดน่าจะสนุกเหมือนกัน ถ้าเล่าในมุมตลกก็น่าจะย่อยง่าย เข้าถึงง่ายด้วยค่ะ

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

ตั้งใจจะสื่อสารประเด็นอะไรในการ์ตูนเรื่องนี้บ้าง

ตั้งใจจะสื่อเกี่ยวกับ LGBTQIA+ ตามที่เสนอตัวละครหลักเป็น LGBTQIA+ เลยค่ะ รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ความต่างของเจเนอเรชัน แล้วก็นำเสนอความเชื่อแนวคิดยุคก่อนที่สามารถสะท้อนมาให้เห็นถึงยุคนี้

เราสนใจเกี่ยวกับเรื่องสังคม มนุษย์ การเมือง และความเชื่อค่ะ

ที่เขียนวายนี่เป็นสาววายรึเปล่า

ใช่ค่ะ (หัวเราะ) งานก่อน ๆ ก็มีเขียนวายด้วย สมัยมัธยมเราเสพพวกสื่อบันเทิงวายญี่ปุ่น พอโตขึ้นมาก็พบว่าโลกความจริงมีอะไรที่กว้างกว่านั้น เราได้เจองานเขียนแนวต่าง ๆ ได้เจอความเป็นจริงที่ไม่ได้สวยหรู แฟนซี เหมือนการ์ตูนวายที่เราอ่านวัยเด็ก ช่วงหลังก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแนววายแล้วค่ะ เริ่มเสพอะไรก็ได้ที่รู้สึกว่าเราสนุกและเอ็นจอยไปกับมัน

ทุกวันนี้เสพอะไรบ้าง

ปกติเสพสื่อหลายรูปแบบมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ การ์ตูน หรือแม้แต่เกมต่าง ๆ ตามประเด็นที่เราสนใจ ไม่จำกัดชาติ มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ฝรั่ง ไทย ลาว หมดทุกชาติเลยค่ะ

เวลาร่างหรือตัดเส้น เราเปิดสื่ออื่น ๆ เสพไปด้วยได้ ก็จะเปิดพวกซีรีส์หรือหนังกับผู้ช่วยดู แล้วก็วิเคราะห์โครงสร้างบทกันว่าเขาเล่าเรื่องยังไง เพื่อเอามาใช้ในงานค่ะ ล่าสุดก็ดูเรื่อง The Mist ไป แล้วชอบการนำเสนอประเด็นในเรื่องและการออกแบบโครงสร้างเรื่อง กับ Attack On Titan ที่มีการแทรกความเป็นมนุษย์ สังคม การเมือง ความเชื่อในเรื่องเหมือน The Mist ด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจด้านการเล่าเรื่องมาจากเรื่องพีเรียดเกาหลี แล้วก็มีศึกษาจาก WEBTOON เกาหลี อย่างเรื่อง ชิงชีวิตพลิกลิขิตชะตา ที่เขาเล่าประเด็นการเมืองได้สนุก และผสมความแฟนซีเข้าด้วยกันค่ะ

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน

ทำไมถึงเลือกเซ็ตติ้งเป็นธนบุรี ปกติเขาไม่ค่อยย้อนไปธนบุรีกันเท่าไหร่ เหมือนเป็นยุคสมัยที่ถูกลืม

เซ็ตติ้งเรื่องจริงอยู่ที่ประมาณยุค ร.4 ขึ้นไปค่ะ แต่เราไม่อยากเขียนทับยุครัตนโกสินทร์ ก็เลยเลี่ยงเป็นโลกคู่ขนาน สร้างโลกขึ้นมาว่าเป็นยุคธนบุรีที่ราชวงศ์ดำเนินต่อมาได้เรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้ไม่เหมือนกับของจริง มีการนำปมปัญหาการเมืองในยุคนั้นมาใช้เพื่อจุดชนวน นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เคยเกิดในยุคต่อมามารวมกันในเรื่อง ทำให้คนคาดเดาเนื้อหาจากประวัติศาสตร์จริงไม่ได้

เล่าให้ตอบโจทย์อุดมการณ์คนรุ่นใหม่?

ใช่ค่ะ อยากจะนำเสนอสื่อแนวพีเรียดที่คนรุ่นใหม่สนใจ เป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่

ได้อ้างอิงตัวละครในเรื่องมาจากใครในประวัติศาสตร์บ้างไหม

มีได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาค่ะ

‘พระไชยเชษฐ์’ เราเอามาจากสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ เป็นกษัตริย์หุ่นเชิดที่ขึ้นมาปกครองในยุคกรุงศรีอยุธยา แล้วก็ถูกสมเด็จเจ้าพระยากลาโหมชิงอำนาจไป เป็นเด็กที่โดนให้อยู่ในเกมการเมืองโดยที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ

ส่วน ‘หม่อมโกศล’ เอามาจากกรมหลวงรักษ์รณเรศค่ะ เป็นเสด็จในกรมช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถูกประหารในคดีกบฏ แล้วก็มีเรื่องเกี่ยวกับการเล่นสวาทเพราะว่าเป็น LGBTQIA+ ในยุคนั้นด้วย

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

เห็นเขียนว่ามีการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่ด้วย ยังไงบ้าง

ใช่ค่ะ เพราะวัฒนธรรมไทยแท้ มีเรื่องกินหมาก พิธีกรรมทางศาสนา หรือการใช้ราชาศัพท์ ชื่อ ตำแหน่งขุนนางในยุคนั้น เราไม่ได้เขียนรายละเอียดตรงตามแบบนั้นเป๊ะค่ะ ก็เลยเขียนกำกับไปว่ามีการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา

แล้วตอนแรกที่เริ่มเขียนต่างชาติสนใจมากเลย เราเลยรู้สึกว่าต้องดัดแปลงให้มีความเป็นสากล เข้าใจง่ายขึ้น บริบทการเมืองอะไรในเรื่อง เราก็เลยไปรีเสิร์ชการเมืองของประเทศอื่น ๆ มาอ้างอิงให้เป็นสากลขึ้นด้วยค่ะ

นอกจากบริบทเรื่องการเมืองที่เป็นสากลขึ้น ก็มีเรื่องแนวคิดตัวละคร เรื่องมุกตลก คำศัพท์ในเรื่องที่เอามาเล่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้น และเรื่องชุดที่ไม่ไทยตามแบบเป๊ะ มีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยสากลมากขึ้น ให้คนทั่วไปรวมถึงต่างชาติเห็นแล้วรู้สึกสนใจ เคยอ่านพวกโรแมนซ์แฟนซีเกาหลีที่เขาเอาชุดยุโรปมาดัดแปลงให้สวยงาม เราเลยอยากให้เป็นแบบนั้น

ก็คือมีจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

ใช่ค่ะ แต่รวม ๆ ค่อนข้างจะไม่จริง

เห็นพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนด้วย ถึงตัวเอก ‘พริ้นส์’ จะเป็นลูกอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ก็ใช่จะรู้ว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้น

ใช่ค่ะ ต้องการเล่นเรื่องประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียนของไทยที่ไม่ได้ให้เห็นแง่มุมอื่น ๆ เท่าไหร่ ยังนำเสนอแค่ในแง่มุมเดียวคือมุมของราชาชาตินิยม

เอาตามตรงเราอยากให้มีการชำระประวัติศาสตร์ คนจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในแง่มุมอื่นด้วย เกิดการคิดหลายด้าน สามารถถกเถียงกันในหลายแง่มุม เพื่อที่จะได้เรียนรู้ต่อไปด้วย

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

แล้วก็ไม่ได้ย้อนไปเฉย ๆ พริ้นส์พยายามที่จะ ‘พลิกประวัติศาสตร์’ ด้วย

ตอนแรกที่เปิดเรื่องมา เราต้องการให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าคนนั้นจะสนใจการเมืองหรือไม่ก็ตาม แล้วพอเขาตามอ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะพบว่าสอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์หรือการเมืองเข้าไป ให้ได้เห็นภาพชัดขึ้นแล้วอินไปกับตัวละครที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์นั้น ๆ 

พริ้นส์ เป็นเหมือนตัวแทนคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่องประวัติศาสตร์ในตอนต้น แล้วถูกโยนเข้าไปในปัญหานี้ ก็เลยพยายามที่จะทำอะไรสักอย่าง เพราะว่าตัวละครได้รับรู้แล้วว่าการเมืองมีผลกับตัวเอง ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างตัวเองก็จะเสียประโยชน์

ทำไมถึงให้พริ้นส์เป็นดารา และให้วรเดชเป็นลูกเจ้าพระยา ดูเป็นคนที่มีสถานะทางสังคมทั้งคู่เลย

คนที่มีพริวิเลจบางคนอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของปัญหาและมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว การที่เราโยนปัญหานี้ให้ตัวละครที่มีพริวิเลจเลยเกิดเป็นคอนฟลิกต์ในเรื่อง ทำให้เห็นว่ามันมีปัญหาอยู่นะ

เปิดเรื่องมา พริ้นส์มองว่าตัวเองอยู่ในโลกที่ทุกคนยอมรับเพราะมีพรีวิลเลจอยู่ พอย้อนมาในอดีตก็ทำให้เห็นถึงปัญหามากขึ้น

ส่วนตัววรเดชในยุคก่อน เห็นถึงปัญหาแต่แรก เพราะต่อให้มีพริวิเลจ ก็เจอปัญหาที่กฎหมายก็บอกว่าตัวตนเขาเป็นเรื่องผิด เพราะในเรื่องเราเซ็ตให้ LGBTQIA+ มีความผิดทางกฎหมายค่ะ

เรารู้สึกว่าทั้งพริ้นส์ทั้งวรเดชก็เหมือนกัน ตรงที่มองว่าการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศด้วย เหมือนคนรุ่นใหม่ในตอนนี้ที่มองมันเป็นเรื่องเดียวกัน

ในเรื่องเราเซ็ตว่าชนชั้นปกครองใช้ความเชื่อในการปกครองคนและทำให้ชาวบ้านเชื่อตาม เลยมาผูกกับเรื่องเพศ เพราะความอคติทางเพศทั้งหลายมันก็เกิดจากความเชื่อที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น เท่าที่ดู มีหลายวัฒนธรรมในโลกนี้ที่มองว่า LGBTQIA+ เป็นเรื่องปกติ แล้วก็มีบางวัฒนธรรมที่เขาปลูกฝังคนของเขาให้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ เราว่าเรื่องนี้มันเกิดมาจากอคติที่สอนกันมารุ่นต่อรุ่นค่ะ

เลยอยากทำให้คนเริ่มรู้สึกตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมที่มีอคติต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง และลองคิดทบทวนด้วยตัวเองว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น มากกว่ายอมเชื่อตามที่เขาบอกมาไปเลย

คุณอยากเห็นอะไรในเรื่องของ LGBTQIA+

อยากเห็นการที่ LGBTQIA+ ได้รับสิทธิเท่าเทียมเหมือนเพศชายหญิงทุกอย่าง อยากให้คนมอง LGBTQIA+ เป็นเพศของมนุษย์ทั่วไป ไม่อยากให้มองว่าแปลกแยก

เมื่อเจน Z จับ (เมาส์) ปากกา

หาข้อมูลเยอะไหม

ค่อนข้างเยอะค่ะ หาข้อมูลประมาณ 1 ปี พื้นฐานเราเป็นคนไม่ได้มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ เลยต้องรีเสิร์ชตั้งแต่ประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์รอบโลกอ้างอิงบริบทในไทยยุคนั้นด้วยค่ะ

ตอนนี้รีเสิร์ชข้อมูลแล้ววางโครงสร้างเรื่องรวม ๆ เสร็จแล้วค่ะ แต่ระหว่างนี้ก็มีไปเรียนเพิ่มเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง การเขียนบท เพื่อให้งานออกมาดีมากขึ้น แล้วก็มีการศึกษาตามเพจของนักเขียนบทที่แชร์เทคนิคการเขียน ระหว่างทำงานก็ดูยูทูบเบอร์ที่ทำงานเบื้องหลังภาพยนตร์มาแชร์ทริคการเล่าเรื่องไปด้วย ก็เลยต้องมีปรับแก้งานเพิ่มระหว่างทาง เพื่อให้ให้เมสเสจที่อยากจะเล่ามันชัดขึ้น งานสนุกขึ้น คนจะได้รับสารได้ง่ายขึ้นด้วย

มีฟีดแบ็กแง่ลบบ้างรึเปล่า

ฟีดแบ็กตอนลงมีแค่ส่วนน้อยเลยค่ะ ที่เขาไม่พอใจ LGBTQIA+ อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่การ์ตูนวายจะโดนค่ะ ก็เลยทำใจ (หัวเราะ)

เรื่องประวัติศาสตร์ทั้งหลายนี่ไม่โดนทัวร์ลงเหรอ

ประวัติศาสตร์มีแค่คนมาถกเถียงประเด็นในเรื่องกัน แต่ในเรื่องก็ยังไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งที่ตัวละครทำถูกหรือผิด เขาก็เลยดีเบตกันเพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวคิดตัวเองเฉย ๆ ค่ะ ไม่ได้ติที่ตัวเรื่อง เหมือนดีเบตเพื่อแชร์ข้อมูลให้คนอ่านคนอื่น ๆ ด้วย

ที่จริงเรื่องนี้ ตอนต้นทัศนคติค่อนข้างไปทางคนรุ่นใหม่เพราะเล่าเรื่องผ่านตัวพริ้นส์ แต่ช่วงหลัง ๆ ตัวละครก็จะได้เห็นหลาย ๆ ทัศนคติของคนแต่ละกลุ่มมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าควรจะให้พื้นที่สื่อสำหรับคนที่คิดต่างจากเราในการนำเสนอแง่มุมของเขาด้วย

ระหว่างทำเรื่องนี้เราก็รีเสิร์ชข้อมูล โดยการไปคุยกับคนกลุ่มที่เขามีแนวคิดคนละอย่างกับเราตามกลุ่ม ตามเพจประวัติศาสตร์ในเฟซบุ๊กด้วย เพราะอยากรู้มุมมองของเขาบางจุดค่ะ บางทีเราก็ชอบไปดูคนแชร์แนวคิดกันตามกระทู้ บางทีก็ไปฟังสัมมนาที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยมาดีเบตกันในประเด็นประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้เห็นหลาย ๆ มุมน่าสนใจดีค่ะ

แล้วคุณก็เสนอหลาย ๆ มุม ไม่ได้เฉลยใช่ไหมว่าตัวเองมีทัศนคติอย่างไรต่อเรื่องต่าง ๆ

ใช่ค่ะ ให้คนอ่านสามารถตีความตัดสินในแบบของตัวเอง ไม่ได้ชักจูงไปทางใดทางหนึ่ง เพราะส่วนตัวเรามองว่าแนวคิด กระแสโลกมันเปลี่ยนตลอดเวลา เรื่องที่เรามั่นใจว่าคิดถูกอาจจะไม่เสมอไป และพร้อมจะรับแนวคิดใหม่ ๆ ตลอดค่ะ

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

คนอ่านเรื่องนี้เป็นใครกันบ้าง

มีบ้างที่เป็นกลุ่มที่สนใจการเมืองเข้ามาอ่าน แต่จะรองลงมาจากกลุ่มหลัก ๆ ที่เป็นกลุ่มสาววาย หรือกลุ่ม LGBTQIA+ ซึ่งยินดีนะคะที่ได้ให้ความบันเทิง แล้วได้แชร์เรื่องการเมืองหรือเมสเสจบางอย่างจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวให้เขารับรู้ไปด้วย เป็นการช่วยสื่อสารในแบบของเราค่ะ

แล้วก็มีกลุ่มวัยเด็ก ๆ ที่เข้ามาอ่านอีก อย่างหลานเราเขาก็อ่าน ทั้งที่น้องยังอยู่ประมาณประถมอยู่เลย น้องบอกไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาในเรื่อง แต่เห็นภาพสวยดีเลยเข้ามาอ่าน (หัวเราะ)

ดีใจที่แม้คนอาจจะยังไม่เข้าใจประเด็นในเรื่อง แต่ก็เข้ามาเสพความบันเทิงในเรื่องได้ ไว้ในอนาคตถ้าเขาโตขึ้นแล้วมาอ่านอีกรอบ เขาก็อาจจะได้รับเมสเสจอื่น ๆ นอกจากความบันเทิงด้วยค่ะ เหมือนพวกการ์ตูนที่อ่านในวัยเด็ก เราอ่านตอนแรกเพื่อความบันเทิง อาจจะไม่เข้าใจเรื่องในเชิงลึก แต่พอมาอ่านตอนโตที่เห็นโลกมากขึ้น ก็จะได้รับความรู้สึกอีกแบบค่ะ

มีการ์ตูนเรื่องไหนในชีวิตคุณที่เป็นแบบนั้นเหรอ

ล่าสุดเลยที่เพิ่งดูก็คือ Attack On Titan ค่ะ ตอนออกมาแรก ๆ เราก็ยังอยู่วัยมัธยม พอมาตอนนี้มาเสพอีกที นอกจากเรื่องไททันไล่กินคนแล้วก็เห็นแง่มุมการเมือง ความเชื่อ ความเป็นมนุษย์ ที่นักเขียนใส่มา

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

ผู้บริโภคหลักของ WEBTOON คือเจน Z คุณคิดยังไงกับคนรุ่นนี้

พอเราเป็นคนเจน Z เหมือนกันเลยเข้าใจคนกลุ่มนี้ค่ะ ในอนาคตกลุ่มนี้ต้องเป็นคนที่ขับเคลื่อนประเทศ หลายคนที่อาจจะดูสุดโต่งไป เขาแค่ต้องการนำเสนอแนวคิดของตัวเองค่ะ คนเจนอื่น ๆ อาจจะไม่ชินกับการนำเสนอแนวคิดด้วยวิธีแบบนี้ แต่ว่าเจตนาก็คือต้องการให้สังคมดีขึ้นเหมือนทุกเจนค่ะ ก็เลยคิดว่าต้องลองเปิดใจฟัง ไม่ว่าจะเป็นเจน Z กับเจนอื่น หรือเจนอื่นกับเจน Z ค่ะ

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนเจน Z ต้องการจะเสพ

เท่าที่เห็นตามทวิตเตอร์ กลุ่มที่ขับเคลื่อนสังคมต้องการเสพสื่อที่บันเทิงและเชื่อมโยงกับชีวิตเขา กับสังคม กับการเมือง แล้วก็ให้แง่มุมใหม่ ๆ กับเขาได้ ทำให้เขาต่อยอดทางความคิดได้ งานของเราก็ตั้งใจให้เขาก็ถูกใจ ทั้งในแง่ความบันเทิงและในแง่อื่น ๆ ด้วยค่ะ

ถ้าเรื่องนี้ปล่อยออกมาเมื่อ 5 ปีก่อนหรือ 20 ปีก่อน กระแสจะต่างจากตอนนี้ไหม

อืม… (นิ่งคิด) ตอนนี้คนที่อ่านส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว แต่ถ้าปล่อยเมื่อ 5 ปีก่อน คนอาจจะยังไม่เข้าใจ ถ้าเข้ามาอ่านประเด็นต่าง ๆ ในเรื่องอาจรู้สึกขัดกับความเชื่อที่บางคนยังยึดถืออยู่ อาจเกิดความสงสัยและตั้งคำถามกับงานก็ได้นะคะ คิดว่าเป็นอย่างนั้น

ส่วน 20 ปีก่อนอาจจะมีดราม่าหนักค่ะ เพราะเราเห็นจากคนเขียนหนังสือเรื่องหนึ่งที่เขานำเสนอในแง่มุมที่ไม่ตรงกับความคิดของคนในสังคมส่วนใหญ่ในตอนนั้น เขาเล่าว่าเขาโดนอะไรมาบ้าง ก็ค่อนข้างน่ากลัวและรุนแรงอยู่ค่ะ

เห็นในเครดิตมีผู้ช่วยหลายคนเลย

ใช่ค่ะ มีผู้ช่วยคนหนึ่ง เป็นเลขาจัดการทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะงานแก้ฟอนต์ ช่วยอัปโหลดงาน หรือช่วยลงสี แต่งเอฟเฟกต์ หาพร็อพ วาดพร็อพให้ ปั้นโมเดล ทำทุกอย่าง ช่วยเหมือนเป็นตัวเราอีกคนหนึ่งเลยค่ะ

ส่วนผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง จะเช็กพวกตัวอักษร เนื้อหา ดูสตอรี่บอร์ด แล้วก็มีให้ช่วยลงสี เพราะว่าสเกลงานหลัง ๆ มันเริ่มเยอะขึ้น

แล้วก็มีผู้ช่วยคนอื่นที่ไม่ได้จ้างประจำค่ะ เป็นเพื่อนและรุ่นน้องที่รู้จักกันมาช่วยงาน

กระบวนการวาด ต้องมีการปั้นโมเดลด้วยเหรอ

ใช่ค่ะ เพราะว่าเราเซ็ตติ้งเป็นไทยพีเรียด ถ้าจะให้ไปวาดวังเองเลยก็เหนื่อย ก็เลยปั้นโมเดลขึ้นมาใช้ได้หลาย ๆ ฉากดีกว่า ปกติฉากทั่วไปก็มีคนปั้นโมเดลให้เราซื้อใช้อยู่แล้ว แต่พอมาทำเซ็ตติ้งไทยพีเรียดเลยต้องทำขึ้นมาเองบางส่วน บางส่วนก็ใช้จาก คุณมุ (นักเขียน วันทองไร้ใจ) ที่ทำโมเดลฉากลงขายไว้ให้อยู่

พวกวัตถุดิบต่าง ๆ ลายไทย ชุดไทย ฉากที่เราทำบางส่วน ในอนาคตที่จบเรื่องนี้แล้ว ก็จะเอามาแจกจ่ายให้คนได้เอาไปใช้กันค่ะ กลุ่มคนอยากทำพีเรียดไทยจะได้มีเครื่องทุ่นแรงเหมือนฝั่งพีเรียดยุโรป เกาหลี ที่เขามีฉาก มีพร็อพ ให้พร้อม

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

รู้สึกยังไงบ้างที่คนอ่านเรื่องนี้เยอะมาก

รู้สึกดีใจค่ะและตกใจค่ะ ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งลง ตอนแรกก็กังวลว่าจะโดนติเรื่องเนื้อหาที่ไปยกพวกประวัติศาสตร์ในมุมใหม่มามั้ย แต่พอลงแล้วทุกคนชอบก็ดีใจค่ะ

สุดท้ายนี้ อยากบอกอะไรคนอ่าน

ขอบคุณนะคะ คิดอะไรไม่ออกแล้วนอกจากขอบคุณที่ตามอ่าน (ยิ้ม)

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

 ภาพ : ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load