สารภาพกันตามตรง ทันทีที่รู้ว่าจะได้ไปสัมภาษณ์ ซงจุงกิ หัวใจติ่งอย่างฉันก็เต้นผิดจังหวะไปหมด ตื่นเต้นถึงขนาดที่ว่านอนไม่หลับไปหลายคืน

หลังห่างหายไปจากวงการกว่า 3 ปี ตั้งแต่ซีรีส์เรื่อง Descendants of the Sun เขาก็มารับบทใหม่ พลิกบทบาทกัปตันหนุ่มชุ่มหัวใจ มาเป็นหนุ่มชาวเผ่าเลือดร้อน ผู้ต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์ของตัวเองในเรื่อง Arthdal Chronicles (อาธดัล สงครามสยบบัลลังก์)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

แค่ซงจุงกิคนเดียวยังทำใจลำบาก งานนี้ Netflix ยังชวน The Cloud ไปคุยกับ จางดงกอน คิมจีวอน และ คิมอ๊กบิน อีก 3 นักแสดงนำในเรื่อง Arthdal Chronicles นี้ด้วย

แทบไม่ได้นอนไปจนวันเดินทางกันพอดี!

เล่าก่อน เรื่อง Arthdal Chronicles เป็นซีรีส์แนวดราม่า-แฟนตาซี เกี่ยวกับการกำเนิดของอารยธรรมและรัฐชาติในยุคโบราณที่เกิดก่อนกาล ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความขัดแย้ง และการต่อสู้ของวีรบุรุษในตำนาน ณ เมืองอาธ (Arth) อาณาจักรโบราณ ซึ่งกำกับโดย คิมวอนซอก (จาก Sungkyunkwan Scandal, Misaeng, Signal และ My Mister) และเขียนบทโดย คิมยองฮยอน, ปาร์คซังยอน (จาก Deep Rooted Tree, Six Flying Dragons, Queen Seondeok)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

2 นักเขียนผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียนบทซีรีส์ประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดในเกาหลี

“มันไม่เคยมีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่เล่าถึงยุคโบราณเลย สิ่งเดียวเกี่ยวกับยุคโบราณที่ผู้คนจะหยิบมาสร้างเป็นแก่นของเรื่องราวต่างๆ ก็คือ ปกรณัมกรีกและโรมันจากฝั่งโลกตะวันตก ซึ่งโลกยุคโบราณไม่ได้มีเพียงชาวคอร์เคเชียนเท่านั้น เราจึงคิดว่า Arthdal Chronicles จะเป็นโปรเจกต์ที่มีความหมายในการนำเสนอตำนานเกี่ยวกับวีรบุรุษที่มีหน้าตาเหมือนกับพวกเรา” เขาว่าอย่างนั้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรื่องราวใน Arthdal Chronicles ดำเนินเรื่องผ่านบทบาทของ ‘อึนซอม’ (ซงจุงกิ) ชายหนุ่มผู้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเผ่าของตนเอง แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูใสซื่อ แต่สัญชาตญาณแห่งการปกป้องของเขานั้นกลับแข็งแกร่ง และเกิดมาพร้อมกับพลังจากดาวหางสีฟ้า ทำให้เขาไม่เคยลังเลที่ต่อสู้กับใครหน้าไหน

‘ทากน’ (จางดงกอน) บุตรแห่งซานุง หัวหน้าเผ่าแซนยอก ผู้มีรูปโฉมงดงามและเปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ วีรบุรุษผู้มีรอยยิ้ม (เลือดเย็น) เปื้อนใบหน้าอยู่เสมอ ทว่าทากนกลับอันตรายนัก เขามักเก็บงำความรู้สึกไว้ โดยที่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าเขาจะระเบิดโทสะออกมาเมื่อไหร่

‘ทันยา’ (คิมจีวอน) เธอเป็นทายาทแห่งมารดาของเผ่าวาฮัน ผู้ระลึกได้ว่าชะตาของเธอมีไว้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์และโอบอุ้มประชาชนของเธอจากเผ่าอื่นๆ

และ ‘แทอารา’ (คิมอ๊กบิน) บุตรีแห่งผู้นำเผ่าแฮ หญิงงดงามที่สุดแห่งอาธดัลซึ่งกลับกระหายซึ่งอำนาจ แทอาราเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญเพลงดาบตั้งแต่อายุยังน้อย เธอมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สูงสุดในฐานะสมาชิกของเผ่าแฮ และเป็นผู้นำเทคโนโลยีทองแดงจากโลกตะวันตกเข้ามา

ขอสปอยล์เพียงเท่านี้…

Arthdal Chronicles กำลังจะฉายพร้อมกันทั่วโลกกว่า 190 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ใน Netflix สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มชื่อดัง

ก่อนตามไปชมเรื่องนี้ The Cloud ขอพาไปคุยกับ 4 นักแสดงนำถึงการทำงานในบทบาทที่ได้รับและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งพิสูจน์ความสามารถในการแสดงออกมาอย่างเต็มเปี่ยม สมกับที่ทีมผู้สร้างเอ่ยปากว่า พวกเขาเป็นตัวละครในซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่เล่าเรื่องราวยุคโบราณของเกาหลีและถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์ Arthdal Chronicles หลังจากที่ได้อ่านบท

ซงจุงกิ : ผมมีความเคารพนับถือในตัวนักเขียนบทและผู้กำกับอย่างมาก ทั้งเป็นการส่วนตัวและในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ดังนั้น ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากนี้ ตอนที่ผมได้อ่านบทครั้งแรกผมก็รู้สึกประทับใจมากในมิติและความลุ่มลึกของเนื้อเรื่อง ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นรู้สึกทึ่งกับจินตนาการของนักเขียนบทมากๆ

จางดงกอน : อย่างแรกเลยคือ ผมเป็นแฟนคลับตัวยงของนักเขียนบทคิมยังฮยอนและนักเขียนบทพัคซังยอน ผมสนใจคอนเซปต์การสร้างโลกก่อนยุคประวัติศาสตร์มาก และสมาชิกในทีมนักแสดงทุกคนก็เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม และเป็นคนที่ผมอยากร่วมงานด้วย มันเลยเป็นอีกตัวแปรสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผมถูกดึงดูดโดย ‘ทากน’ ตัวละครที่ผมแสดง ผู้ยืนอยู่อย่างหมิ่นเหม่ระหว่างความดีและความชั่ว ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละครตัวนี้ ซึ่งนับว่าเป็นตัวละครที่ดีที่นักแสดงคนไหนก็ต้องอยากเล่น

คิมจีวอน : ตอนที่ฉันอ่านบทเรื่องนี้ครั้งแรกฉันคิดกับตัวเองว่าเรื่องนี้สามารถผลิตเป็นซีรีส์เกาหลีได้จริงๆ เหรอ และฉันยังคิดต่อไปว่าถ้ามันทำได้จริงๆ มันน่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นมากๆ แน่นอน ฉันหลงสเน่ห์คาแรกเตอร์ของทันยาตั้งแต่ได้อ่านบท และฉันชอบผลงานชิ้นก่อนๆ ของนักเขียนบททั้งสองท่าน และที่สำคัญที่สุดคือ พอรู้ว่าผู้กำกับคิมวอนซอกจะรับหน้าที่กำกับซีรีส์เรื่องนี้ มันทำให้ความตื่นเต้นของฉันทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก

คิมอ๊กบิน : ฉันหยุดตื่นเต้นไม่ได้เลยหลังจากที่ได้อ่านบท มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างและพัฒนาเรื่องราวแบบนี้ และฉันก็รักตัวละครในเรื่องด้วย มันมีเผ่าพันธ์ุมากมายในเรื่อง และทุกๆ เผ่าพันธุ์มีความแตกต่างกัน

ทุกตัวละครในเรื่องมีเป้าหมายและความต้องการเป็นของตัวเอง มันน่าสนใจมากที่ได้อ่านว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อความต้องการเหล่านั้นซ้อนทับกัน บทดึงฉันไว้ให้คอยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถัดไป ฉันคิดว่าตัวเองคงโง่มากถ้าไม่ตกลงรับเล่นเรื่องนี้

ที่ผ่านมาคุณรับบทบาทเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ เป็นผู้นำ ทำเพื่อคนอื่น คิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ คาแรกเตอร์เหล่านี้เหมือนหรือต่างกับตัวตนจริงๆ ของคุณอย่างไร

ซงจุงกิ : มีทั้งเหมือนและไม่เหมือน ที่เหมือนชีวิตจริงของผมคือ คิดถึงคนอื่นก่อน และชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เรื่องความเป็นผู้นำผมไม่รู้ว่าทำได้ดีหรือเปล่า คนที่เหมาะกับคำว่าผู้นำน่าจะเป็นจางดงกอนมากกว่า เพราะเขาได้รับบทบาทและมีตัวตนจริงๆ ที่น่าจะตรงกับคำว่าผู้นำ ส่วนคาแรกเตอร์อื่นๆ ก็เหมือนตัวตนของผมครึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนครึ่งหนึ่ง ที่เหมือนที่สุดคือขี้เล่น ขี้แกล้ง ผมชอบแกล้งคนอื่น แล้วจางดงกอนก็รับมุกได้ดี ยิ่งทำให้ผมแกล้งคนอื่นได้มากกว่าเดิม

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรารู้มาว่าคุณเชี่ยวชาญการขี่ม้าอยู่แล้ว แต่การขี่ม้าในการถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ต่างกันไหม

ซงจุงกิ : นับจากครั้งล่าสุดที่ผมซ้อมขี่ม้า ผมต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อที่จะกลับมาคุ้นเคยกับมัน ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้ม้าที่อึนซอมขี่ชื่อว่า ‘โดอึล’ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่นั้นไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มนุษย์ควบคุมสัตว์ แต่พวกเขาคือเพื่อนที่เท่าเทียมกัน ผมต้องฝึกฝนทักษะเพิ่มเพื่อที่จะแสดงจังหวะการเคลื่อนไหวให้เป็นธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาเยอะมากเพื่อฝึกฝน แม้กระทั่งในช่วงพักเบรกผมก็ยังอยู่บนหลังม้าเพื่อใช้เวลากับม้าให้มากขึ้น

พูดกันตรงๆ ผมชอบที่จะอยู่ใกล้กับม้า เพราะว่าเสื้อผ้าของอึนซอมนั้นบางมาก การอยู่บนหลังม้าจึงช่วยให้ร่างกายผมอบอุ่น (หัวเราะ) เรามีประสบการณ์สนุกๆ ระหว่างถ่ายทำซีนมอนทาจ (Montage) ในเชจู ตอนที่อึนซอมบอกกับโดอึลว่า

“ขอข้าปีนขึ้นไปบนหลังเจ้าได้ไหม ได้โปรดให้ข้าขึ้นไปเถิด” แล้วโดอึลก็ผลักให้อึนซอมล้มลงบนพื้น ผู้กำกับคิมตัดสินใจปล่อยให้การถ่ายทำดำเนินต่อไปโดยไม่สั่งคัต ทำให้ผมต้องด้นสด หลังจากนั้นม้าก็ค่อนข้างเป็นมิตรกับผมมากขึ้น ผมนั่งหมอบอยู่บนพื้นเหมือนสัตว์และเงยหน้าขึ้นมองม้า ทันทีที่เราสบตากันม้าก็ทิ้งตัวลงกลิ้งบนพื้น ผู้กำกับจับภาพนั้นไว้ได้ และคุณก็คงจะได้ชมฉากนั้นในตอนใดตอนหนึ่งของซีรีส์ หลังจากที่เราถ่ายทำฉากนั้นเสร็จ ทีมงานทุกคนต่างปรบมือให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ที่มีช่วงเวลาย้อนไปในอดีตที่เก่าแก่มากๆ ข้อมูลที่คุณใช้ศึกษาอ้างอิงต้องหายากมากแน่ๆ คุณทำอย่างไรบ้างเพื่อสวมบทบาทนี้

ซงจุงกิ : ผมคิดว่าคำถามนี้มีคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว ด้วยตัวเรื่องที่ย้อนกลับไปในอดีตที่ไกลมาก ตอนที่ถ่ายทำผมเลยไม่ได้เข้าถึงบทบาทในฐานะซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ส่วนมากผมเลือกใช้การผสมผสานเทคนิคแอคติ้ง บุคลิก การพูด และท่าทาง ทั้งจากซีรีส์แนวย้อนยุคร่วมกับซีรีส์แนวสมัยใหม่ด้วย ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องจำกัดแนวทางของซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ แทนที่จะเปลี่ยนไปใช้เทคนิคแอคติ้งแบบอื่นเพียงเพราะว่านี่เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ในทางกลับกัน ผมเลือกที่จะละทิ้งองค์ประกอบบางอย่างที่เรามักจะพบเห็นในซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ไป

นอกจากนี้ อึนซอมยังเป็นตัวละครที่ไม่อยู่นิ่ง ผมไม่ได้แสดงบทนี้โดยการยืนอยู่กับที่ในขณะที่ถ่ายทำ อึนซอมเคลื่อนไหวไปทั่ว ทั้งขี่ม้า วิ่งไปรอบๆ ว่ายน้ำ กระโดดหน้าผา กระโจนลงจากหลังม้า หรือแม้แต่ปีนหน้าผา เขาเป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้น ผมจึงใช้เวลาครุ่นคิดถึงวิธีการที่ผมจะนำเสนอการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ซึ่งในบรรดาทั้งหมดแล้ว การขี่ม้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาส่วนมากไปกับการฝึกขี่ม้า แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็จับจังหวะเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นกัน

จางดงกอน : ซีรีส์นี้เกิดขึ้นในยุคสำริด สาเหตุที่อาธดัลมีความก้าวหน้าและเป็นเมืองศิวิไลซ์เมื่อเทียบกับชนเผ่าอื่นๆ นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีลับของพวกเขาซึ่งใช้สำริดเป็นเครื่องมือ แต่แน่นอนว่าคุณจะไม่ได้เห็นภาพของมนุษย์ยุคบรรพกาลวิ่งไปมาและส่งเสียงแทนการพูดภาษาคนหรอกนะ (หัวเราะ) เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกสมมติซึ่งสร้างขึ้นมาจากจินตนาการทั้งสิ้น ดังนั้น ตัวละครจึงมีปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในยุคหลัง ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครจึงคล้ายคลึงกับสิ่งที่เรารู้สึกในทุกวันนี้มากๆ ผมจึงไม่คิดว่ามันจะเป็นอะไรที่ยากเป็นพิเศษในการแสดงความรู้สึกทั่วไป อย่างความสุขหรือความเศร้าของตัวละครของผม

เนื่องจากทากนเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาธดัลและเป็นตัวละครที่มีสเน่ห์มาก ผมคิดว่ามันจะดูสมจริงขึ้นหากตัวละครนี้มีร่างกายใหญ่โตกว่าคนอื่นๆ ผมจึงออกกำลังกายหนักมาก เหมือนจะหนักที่สุดในชีวิตเท่าที่ผมเคยทำเลยด้วยซ้ำ ผมตั้งใจจะเพิ่มน้ำหนักตัวให้ได้ 10 กิโลกรัม แต่ผมทำได้แค่ 8 กิโลกรัมเท่านั้นครับ

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงช่วงชีวิตตลอด 20 ปี เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของพลังในตัวเขา ดังนั้น ผมจึงตั้งใจถ่ายทอดเสียงและบุคลิกของทากนให้ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ กระทั่งกลายเป็นชายหนุ่มที่น่าเชื่อถือในที่สุด

คิมจีวอน : เพราะมันเป็นยุคที่เก่ามาก ฉันไม่สามารถจินตนาการภาพออกมาได้ด้วยตัวเองเลย ต้องอาศัยศึกษาเอาจากหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่หลังจากที่เริ่มถ่ายทำและเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันก็เข้าใจขึ้นมาว่า ‘อ๋อ บทมันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อแบบนี้นี่เอง’

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การได้ลองสวมบทบาทใหม่ๆ ทำให้นักแสดงแต่ละท่านได้เรียนรู้อะไรบ้าง โดยเฉพาะกับบทบาทในเรื่องนี้

ซงจุงกิ : อย่างแรกเลยผมอิจฉาอึนซอมในเรื่องนี้มาก เพราะถ้าเราทุกคนมีชีวิตและความคิดแบบอึนซอมในเรื่องคงจะไม่มีความเครียด ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องสงสัยใคร ไม่ต้องกลัวใครหักหลัง มีความบริสุทธิ์ในตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ได้คงจะมีความสุขน่าดู

จางดงกอน : การได้รับบทบาทใหม่ๆ เหมือนการได้รับประสบการณ์ใหม่เรื่อยๆ เพราะชีวิตจริงของผมคงเป็นเหมือนบทบาทที่แสดงไม่ได้ สำหรับบททากน ตอนแรกคนดูคงอธิบายไม่ได้ว่าคนนี้เป็นคนดีหรือคนร้าย เพราะคนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกเป็นใคร เขาก็จะมองว่าคนนี้ต้องเป็นตัวร้ายแน่เลย แต่มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป มันมีมุมที่เขาเป็นคนดีด้วย เขาทำเพื่อเผ่าพันธุ์ของเขา การตีบทนี้ให้แตกจึงยากพอสมควร ผมต้องเรียนรู้วิธีคิดของตัวละคร มันเป็นเหมือนผลงานชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งของผม ผมเล่นบทร้ายมาหลายเรื่อง เล่นหนังฟอร์มใหญ่มาหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ค่อนข้างยาก เป็นความท้าทายมาก

คิมจีวอน : ฉันได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น ในบทพูดถึงชีวิตของคนหลายเผ่าพันธุ์ เวลาแสดงจะไม่ค่อยมีบทบาทที่เน้นตัวละครคนเดียวหรือ 2 คน ไม่ได้มีซีนแสดงอารมณ์คนเดียวมากนัก เวลาเล่นต้องรู้บทคนอื่นที่ถ่ายร่วมกันด้วย นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มากที่สุด ละครเรื่องอื่นฉันไม่ได้แสดงร่วมกับนักแสดงคนอื่นเยอะขนาดนี้ เป็นประสบการณ์ใหม่ของฉัน

คิมอ๊กบิน : ฉันได้มิตรภาพใหม่ๆ จากการถ่ายทำครั้งนี้ เนื่องจากมีทั้งรุ่นพี่และคุณจีวอนมีของกินให้ฉันตลอดเวลา การถ่ายทำร่วมกันใช้เวลานาน แต่ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เข้ากันได้ดี ตลอดการถ่ายทำจึงไม่น่าเบื่อ ถึงเหนื่อยก็ยิ้มได้ เพราะทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็สู้ไปด้วยกัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

บทบาทของผู้หญิงในเรื่องต่างจากผู้หญิงในยุคปัจจุบันอย่างไร

ซงจุงกิ : ที่ผมรู้สึกได้คือ ยุคสมัยในเรื่องปกครองโดยผู้หญิง หัวหน้าเผ่าก็เป็นผู้หญิง เวลาส่งตำแหน่งต่อก็ส่งให้ผู้หญิง

คิมอ๊กบิน : ในซีรีส์สมัยโชซอนเราจะเห็นคาแรกเตอร์ของผู้หญิงที่น่าอึดอัด ซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้หญิง แต่สมัยนั้นมองว่าผู้หญิงต้องมีสถานะแค่นี้ ต้องไม่มีปากมีเสียง ต้องทำตามสิ่งที่ผู้ชายบอก แต่ในเรื่องนี้เผ่าของจีวอนก็มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าเผ่า แต่เผ่าของฉันไม่แบ่งหญิงชาย ผู้นำเป็นใครก็ได้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีความเป็นผู้นำ ปกครองคนได้ แต่การจะรับตำแหน่งต่อได้ต้องตามสายเลือดเท่านั้น ในเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลังผู้ชาย ทุกคนมีสิทธิ์ มีหน้าที่ เหมือนกัน แค่พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรามองตัวละครผู้หญิงในเรื่องในมุมเฟมินิสม์ได้ไหม

คิมจีวอน : สมัยนั้นคนยังไม่คิดว่าผู้ปกครองต้องเป็นหญิงหรือชาย แค่พิสูจน์ได้ว่าฉันมีความสามารถพอจะปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ก็พอ เนื่องจากบทบาทของทันยาคือรับอำนาจมาทางสายเลือด เขาก็คิดแค่เขาต้องเป็นผู้นำอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะฉะนั้น ไม่น่ามีความคิดว่าต้องแบ่งแยกเรื่องหญิงชาย ฉันปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ ฉันก็จะได้รับการยอมรับจากคนอื่นให้ดำรงตำแหน่งนี้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การต่อสู้ของตัวละครหญิงในเรื่องเป็นการต่อสู้ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง หรือการต่อสู้เพื่อบ้านเมือง

คิมอ๊กบิน : บทของฉันไม่ได้บอกว่าต่อสู้ในฐานะผู้หญิงหรือหัวหน้า แต่ในเรื่องนี้เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะทันยา เขาเลยต้องสู้เพื่ออำนาจสูงสุด

ถ้าคุณคือแทอารา จะเลือกอะไรระหว่างอำนาจและความรัก

คิมอ๊กบิน : ฉันคิดว่าฉันก็คงจะเลือกอำนาจเหมือนกัน ความรู้สึกมันเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา แต่อำนาจสิยั่งยืน แต่เดี๋ยว… อำนาจก็ถูกยึดไปจากคุณได้เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

ความท้าทายในการรับบทบาทในเรื่องนี้

จางดงกอน : เป็นความยากเรื่องการแสดง เพราะตัวละครตัวนี้ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่บอกใคร การเก็บอารมณ์มันก็ยาก ผู้กำกับเลยบอกให้คิดตามความเป็นจริง คือไม่ต้องเก็บอารมณ์นั้นเอาไว้ และให้เรารู้สึกแบบเดียวกับทากน แล้วถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมา นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่ต้องสื่อออกมาให้ได้เหมือนที่ผู้กำกับต้องการ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

คิมจีวอน : ตอนแรกมันยากนิดหน่อยในการจินตนาการถึงบุคลิกและมารยาทในการพูดของตัวละคร แต่พอฉันให้เวลากับการอ่านบทมากขึ้น ฉันก็ตระหนักได้ว่าผู้คนจะมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยสัตว์หรือโรคภัย และฉันคิดว่ามนุษย์ที่แข็งแรงกว่า แกร่งกว่า และว่องไวกว่า หรือคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น ที่จะอยู่รอด ทำให้ฉันคิดไปถึงว่าเผ่าวาฮัน ทันยา หรืออึนซอม จะต้องเฉลียวฉลาด สามารถตอบสนองต่อภยันตรายได้อย่างรวดเร็ว และจะต้องระแวดระวังความเสี่ยงอยู่เสมอ

พูดอีกอย่างก็คือ ฉันสร้างตัวละครขึ้นมาตามที่ฉันจินตนาการ ในขณะเดียวกัน ฉันก็คิดว่าถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เล่าอยู่ในช่วงยุคก่อน แต่การเป็นอยู่ของผู้คนและความต้องการต่างๆ ก็ไม่ได้ต่างไปจากทุกวันนี้เสียเท่าไหร่

คิมอ๊กบิน : ตัวละครในเรื่อง Arthdal Chronicles ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง แต่แทอาราเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เธอถูกใช้เป็นวิธีในการสร้างอำนาจ  มันเลยขับเคลื่อนความกระหายของเธอ สร้างอำนาจเพื่อออกมาจากจุดนั้น คำพูดของเธอสามารถทิ่มแทงผู้คนได้เหมือนเหล็กใน และเธอก็เยือกเย็นและแหลมคมได้ราวกับดาบ ซึ่งฉันมองว่านั่นเป็นความน่าสนใจของตัวละครนี้ เธอปิดบังความเจ็บปวดทรมานของเธอในตอนที่เธอไร้อำนาจไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเกิดความเห็นใจเธอ

และกับคนที่เธอแคร์จริงๆ เธอจะรักพวกเขามาก แต่ในฐานะที่เธอเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เธอสามารถก้าวผ่านและกลายเป็นคนเยือกเย็น แม้แต่ตอนที่เธอเข้าใจทุกสิ่งในหัว เธอกลับพบว่ามันยากที่จะยอมรับสิ่งนั้นด้วยหัวใจของเธอ มันเลยทำให้เธอทำสิ่งที่ไม่คาดคิดลงไป นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจสำหรับตัวละครนี้ และฉันพยายามที่จะเน้นย้ำมัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้มีความเป็นสากลแค่ไหน จะเข้าถึงคนทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ได้ไหม เหมือนอย่างที่มีคนบอกว่าเรื่องนี้จะเป็น Game of Thrones ยุคใหม่

ซงจุงกิ : คงเทียบกับ Game of Thrones ไม่ได้ เพราะผมยังไม่ได้ดู เลยไม่รู้ว่าจะเหมือนแค่ไหน เรื่องนี้พระเอกเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะมีส่วนคล้ายกับชีวิตผู้ชม เรื่องความรัก ความโลภ ความหลงต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหนก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน พื้นที่ไหน ก็เหมือนกัน ตัวเนื้อเรื่องน่าจะทำให้ทุกคนสนุกได้ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การที่ซีรีส์เรื่องนี้จะเผยแพร่บน Netflix กว่า 190 ประเทศ และมีผู้ชมมากถึง 148 ล้านคน คุณรู้สึกยังไงบ้าง

ซงจุงกิ : ผมอยากรู้ว่าผู้ชมจะมีความเห็นอย่างไรต่อซีรีส์เรื่องนี้ ผมหวังว่าผู้ชมจะรู้สึกบันเทิงไปกับเรื่องราว แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมหวังว่าผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างและความเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์เรื่องนี้ อยากให้ผู้ชมรับรู้ว่าคุณสามารถมองหาซีรีส์ที่มีคุณภาพน่าจับตามองได้ในประเทศเกาหลี อย่างที่หลายคนคงทราบว่าคุณภาพของซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับดีมาก แต่เนื่องจากว่าซีรีส์ของเราจะถูกเผยแพร่ในหลายประเทศ ผมจึงอยากที่จะเห็นกระแสตอบรับจากผู้ชมที่อยู่ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม ช่วยแชร์ความเห็นกับผมด้วยนะครับ ผมอยากรู้มากๆ

จางดงกอน : โดยปกติแล้วเมื่อภาพยนตร์หรือซีรีส์เรื่องหนึ่งถูกผลิตขึ้นมา กลุ่มผู้ชมหลักที่เราสนใจก็คือคนเกาหลี แต่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ Netflix เปิดโอกาสให้พวกเราสามารถผลิตซีรีส์ที่มีกลุ่มผู้ชมหลักจากทั่วโลก นั่นทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหม่าอยู่นิดๆ ด้วย

อย่างแรกสุดเลย ผมอยากขอบคุณผู้ชมจากทั่วโลกที่รอชม Arthdal Chronicles อยู่ การถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้คือการเดินทางอันแสนยาวนานที่ใช้เวลาไปกว่า 9 เดือน นักแสดงและทีมงานทุกคนต่างก็ทำงานกันอย่างหนักเพื่อโปรเจกต์นี้ ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจที่จะบอกว่า พวกเรามีซีรีส์ที่ดีเยี่ยมจะนำเสนอให้คุณได้รับชม

คิมจีวอน : การที่ได้ยินและคิดว่า Arthdal Chronicles จะมีผู้ชมที่มากมายขนาดนั้นผ่าน Netflix ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าเลย ฉันยังไม่ได้เห็นผลงานหลังจากที่ใส่เสียง VFX และผ่านการตัดต่อทั้งหมดจนเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น ฉันคิดว่าฉันเองก็คงจะได้สนุกไปพร้อมๆ กับผู้ชมท่านอื่นนั่นแหละ พวกเราทุกคนตั้งใจทำงานกันอย่างหนักเพื่อซีรีส์เรื่องนี้ ฉันคาดหวังว่าคนดูจะสนุกและคิดว่า ว้าว สิ่งนี้มันสุดยอดไปเลย ฉันไม่เคยคิดถึงภาพประวัติศาสตร์แบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย

คิมอ๊กบิน : ฉันเองก็เป็นแฟนตัวยงของ Netflix ดังนั้น นี่เลยเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นและตื้นตันมาก ฉันหวังว่าจะมีผู้ชมมากมาย

และเพราะนี่เป็นซีรีส์ที่พูดถึงจุดแรกเริ่มของเกาหลี ฉันคิดว่าคงจะได้ผลตอบรับที่แตกต่างไปจากซีรีส์เกาหลีย้อนยุคเรื่องอื่นๆ พวกเราพยายามอย่างหนักในการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นมา ฉันเลยตื่นเต้นว่าเราจะได้รับผลตอบรับแบบไหน แฟนพันธ์ุแท้หนังย้อนยุคจะต้องชอบเรื่องนี้แน่ๆ มันเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ความขัดแย้ง ฉากต่อสู้ และฉากที่น่าตกตะลึงมากมาย

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรคือเหตุผล 3 ข้อที่เราต้องดูเรื่องนี้

ซงจุงกิ : หนึ่ง มีซงจุงกิ สอง มีจางดงกอน สาม มันสนุก

คิมจีวอน : บรรยากาศธรรมชาติในเรื่องไม่เหมือนในซีรีส์เรื่องไหน มีความลี้ลับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วฉันชอบ และอยากให้ผู้ชมได้เห็นบรรยากาศที่เป็นฉากของเรื่องที่สมจริง

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load