Losers (2019)

A Netflix Original Documentary Series
Genre: Sport Documentaries
Country: US
Director: Mickey Duzyj
Duration: 1 season, 8 episodes ( ความยาวแต่ละตอนโดยประมาณ 20-30 นาที)

 

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

Losers Netflix

“You know what a loser is?”

“A real loser is somebody that’s so afraid of not winning, they don’t even try.”

ใน Little Miss Sunshine (2006) หนังโร้ดทริปฉบับครัวเรือน เรื่องราววุ่นๆ ของครอบครัวหนึ่งระหว่างปฏิบัติภารกิจพาสาวน้อยไปยื่นใบสมัคร Little Miss Sunshine ที่ต่างเมืองให้ทันเวลา ระหว่างที่หลานสาวตัวน้อยยอมแพ้แล้วหากเธอจะพลาดการแข่งขัน เป็นคนขี้แพ้อย่างที่ใครเขาบอกกัน ปู่ของเธอก็บอกว่า แม้วันนี้เธอจะแพ้ แต่เธอก็ยังได้ลงแข่ง คนขี้แพ้ที่แท้จริงคือคนที่กลัวแพ้เลยไม่ยอมแข่งขันตั้งแต่แรกต่างหาก

ในสังคมที่ผู้ใหญ่พร่ำสอน (และทำให้ดู) ถึงการเอาชัยชนะอย่างหน้ามืดตามัว ไม่สนว่าจะถูกต้องขาวสะอาดหรือไม่ ตราบใดที่ผู้เล่นเป็นคนดี เกมนั้นยุติธรรมเสมอ และไม่ใช่ว่าแพ้แล้วพาล เราอยากให้คุณรู้จักภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับผู้แพ้ที่สนุกมาก ถ้าพิสูจน์อักษรไม่ว่าจะใส่ ก ไก่ ยาวไปถึงเทือกเขาอัลไต

Losers Netflix

Losers เป็นภาพยนตร์สารคดีชุดของ Netflix ผลงานของ Mickey Duzyj ผู้กำกับและแอนิเมเตอร์ เล่าเรื่องคนแพ้ผ่านเกมกีฬาต่างๆ เช่น ชกมวย ฟุตบอล สเกต ลีลา ไปจนถึงกีฬาที่ไม่คุ้นสำหรับคนทั่วไปแต่ฮิตสุดๆ ในท้องถิ่น เล่นกันจริงจังระดับประเทศอย่างเคอร์ลิง หรือการแข่งขันสุนัขลากรถเลื่อน การแข่งขันมาราธอนในทะเลทรายซาฮารา 5 วันเต็ม เป็นต้น

ต่อให้ไม่ได้ดูหรือรู้จักเกมกีฬามาก่อน เชื่อเถอะว่าคุณจะตามทันและหลงรักกีฬานั้นๆ ไปเลย เช่นเดียวกับผู้เขียน อดีตนักกีฬาแอโรบิกในจังหวะเพลงฮิปฮอปที่อยากลองวิ่งมาราธอนสักครั้ง

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีคำถามว่า สิ่งที่คุณพยายามทำนั้นมากพอเกินไปแล้วหรือยัง หรือกังวลว่าสิ่งที่อยู่เหมาะสมหรือมาถูกทางแล้วหรือไม่ ลองฟังเรื่องราวของพวกเขาดู

Losers Netflix

ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาลของแชมป์โลกผู้แพ้น็อกจนหมอห้ามให้ลงแข่งขันอีก จนเจอกับพรสวรรค์ใหม่ของตัวเองตั้งแต่เขียนบทความวิเคราะห์กีฬาในนิตยสาร ไปจนถึงเป็นนักแสดงภาพยนตร์ เป็นที่ปรึกษาการแสดงด้านการชกมวย เป็นผู้กำกับละครเวที

เรื่องของทีมฟุตบอลเล็กๆ ที่ถือครองตำแหน่งรั้งท้ายของตารางอยู่เสมอ ในปีที่มีกติกาปรับตกอัตโนมัติหากทำผลงานรั้งท้ายตาราง ทีมที่แพ้ตลอดจะอยู่รอดในฟุตบอลเกมนั้นอย่างไร ตัวอย่างของทีมแพ้ที่โชคไม่เคยเข้าข้างเลยจนกระทั่งการแข่งขันนัดสุดท้ายที่เปลี่ยนชะตากรรมของสโมสรและคนทั้งเมืองไปตลอดกาล

เรื่องของนักสเกตผิวสีจากฝรั่งเศสที่ฝีมือระดับแชมป์โลกแต่ไม่เคยได้เหรียญทองจากกีฬาแข่งขัน เพียงเพราะเธอไม่อยู่ในขนบหรือเป็นที่ถูกใจของคณะกรรมการ ใครที่เคยดูภาพยนตร์ I,Tonya (2017) มาก่อนต้องชอบตอนนี้มากแน่ๆ ทำให้เห็นว่าภายใต้ภาพเจ้าหญิงน้ำแข็งมีการฝึกซ้อมและการแข่งขันที่ดุเดือดมากแค่ไหน

Losers Netflix

ในมุมผู้ชมที่อยากได้ความบันเทิงช่วงวันหยุดยาวด้วย ได้สาระด้วย ภาพยนตร์สารคดีชุดเรื่องนี้ตอบโจทย์ ขอหมายเหตุไว้เพียงนิดเดียวว่า การดูรวดเดียวจบอาจจะทำให้ไฟในตัวคุณพุ่งแรงเกินเบอร์ ผู้เขียนขอแนะนำให้ให้ค่อยๆ จุดไฟนักสู้ ค่อยๆ ดูไปวันละตอน จะได้รับอรรถรสเต็มๆ

ในมุมคนทำงานนักเล่าเรื่อง แต่ละตอนของภาพยนตร์สารคดีชุดนี้คือตัวอย่างของการเล่าเรื่องในอุดมคติ ทั้งพลังของเรื่องจากการเลือกคนต้นเรื่องซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่เรื่องราวของเขาหรือเธอกินใจ วิธีการเล่าเรื่องในอดีตที่แสนกระชับ ที่มาพร้อมกับแอนิเมชันลายเส้นเข้าใจง่ายซึ่งเป็นงานถนัดของผู้กำกับ ตัดสลับฟุตเทจเก่าและบทสัมภาษณ์ของทั้งนักกีฬาต้นเรื่อง เพื่อนร่วมทีม โค้ช นักข่าว นักวิจารณ์กีฬาในยุคนั้น ในเวลา 30 นาที โดยไม่ลืมหมัดเด็ดๆ ในแต่ละตอนที่จะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผู้แพ้ในพจนานุกรมของเราไปตลอดกาล

“…แน่นอน ถ้ามันเป็นเกมอะไรสักเกม ก็ต้องมีคนเสียใจ

แต่การแพ้ เพราะไม่เคยได้ลงแข่ง น่าเสียดาย น่าเสียดาย…”

ในโลกที่เขามองเห็นกันแต่ผู้ชนะ ได้ยินเนื้อเพลงท่อนนี้ทีไรใจมันจะออกวิ่งไปเอาชนะให้ได้เลยคุณ แต่วันนี้ไม่แล้ว แพ้บ้างก็ไม่เลว บางทีอาจจะไปได้ดีกว่า ทำได้ดีกว่า มันต้องมีสักเกมที่เป็นเกมของเรา ที่เราจะชนะบ้างแหละ

Losers Netflix

 

เพราะแพ้จึงได้พบพรสวรรค์ใหม่

Losers Netflix

ในตอน ‘แชมเปี้ยนผิดสังเวียน’ (Episode 1: The Miscast Champion) เป็นเรื่องราวของ ไมเคิล เบนท์ นักชกแชมป์โลกดับเบิลยูบีโอ รุ่นเฮฟวี่เวต ผู้ภาวนาก่อนขึ้นชกทุกครั้งว่า ขอให้ไฟทั้งเมืองดับหรือไม่ก็ขอให้ทอร์นาโดถล่มเมือง เพราะเขาไม่เคยอยากขึ้นชกจริงๆ เลยสักครั้ง

ไมเคิลเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อเป็นแฟนตัวยงของ มูฮัมหมัด อาลี และอยากให้ลูกชายของเขาเป็นนักชกแชมป์โลก สำหรับไมเคิล มวยไม่ใช่กีฬา แต่คือการแสดงเพื่อเอาชีวิตรอด แม้จะไม่เคยชอบชกมวยเลย แต่ไมเคิลก็ทำได้ดี เป็นแชมเปี้ยนทุกเวทีหลายสมัยติดต่อกัน ก่อนจะขึ้นสู่สังเวียนนักชกมืออาชีพในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าอับอายที่สุดของนักมวยอาชีพคือ การโดนน็อกเอาต์ต่อหน้าผู้ชม

และไมเคิลผู้ทรนงก็แพ้น็อกเอาต์ตั้งแต่ยกแรกในสังเวียนแรก จนคนทั้งโลกเรียกเขาว่าไอ้ขี้แพ้ เขากลับนิวยอร์กไปเยียวยาตัวเองด้วยการเป็นคู่ซ้อมให้แชมป์โลก ก่อนจะกลับมาฮึดสู้อีกครั้งหลังจากครูฝึกของแชมป์คนนั้นบอกว่า ขนาดดูซ้อมยังจริงมากจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นแชมป์โลกกันแน่ ความมั่นใจทำให้ไมเคิลเอาชนะคู่ต่อสู้ 10 ไฟต์รวด ไปจนถึงเอาชนะ ทอมมี่ มอร์ริสัน หรือฉายา ไมค์ ไทสัน เวอร์ชันคนขาว จนได้แชมป์โลกมาครอบครอง

Losers Netflix

แต่แล้วไมเคิลก็แพ้น็อกเอาต์เมื่อขึ้นสู้กับ เฮอร์บี ไฮด์ และตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงในโรงพยาบาลหลังจากการแข่งขันจบลงไปแล้ว 3 วัน หมอบอกว่าเขาไม่ควรจะขึ้นชกอีกต่อไปหากไม่อยากกลับมาสมองบวมอีก

และปฏิกิริยาแรกของไมเคิลคือท่าทีโล่งอก จนบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต

เส้นทางชีวิตของนักมวยผู้แขวนนวมส่วนใหญ่ถ้าไม่ลงเอยที่ปั้มน้ำมัน ก็ลงเอยที่ร้านแมคโดนัลด์ เพราะนอกจากใช้แรงแล้วพวกเขาไม่เก่งอะไรเลย แต่ไม่ใช่กับไมเคิล เบนท์ คนนี้

2 ปีต่อมาหลังจากการชกครั้งนี้ ไมเคิลผู้เก็บตัวอยู่ในบ้านกลางป่าที่เพนซิลเวเนีย ใช้เวลาว่างสมัครเรียนวิชาการเขียน ก่อนจะต่อมาบังเอิญพบ เบิร์ต ซูการ์ นักเขียนข่าวในตำนาน ที่งานแถลงข่าวงานหนึ่ง ซึ่งชวนให้ไมเคิลเขียนบทความเกี่ยวกับผลกระทบทางอารมณ์หลังโดนน็อกเอาต์ลงนิตยสาร ไมเคิลทุ่มเทเวลาทั้งสามวันถ่ายทอดเรื่องราวออกมาจนกลายเป็นบทความที่มีพลังมาก จนนำพาให้ไปพบทีมผู้สร้างภาพยนตร์และได้รับบทนักมวยคนสำคัญในหนังเรื่อง Ali (2001) เหนือสิ่งอื่นใด ไมเคิลค้นพบแล้วว่าอะไรทำให้เขาอยากตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน

ไมเคิลกลายเป็นผู้ฝึกสอนการแสดง เป็นที่ปรึกษาด้านการชกมวย เป็นผู้กำกับละครเวที

ในตอนจบของเรื่องโค้ชคนสำคัญของไมเคิลบอกเราว่า นักมวยคือคนที่กล้าหาญที่สุดในโลก ถ้าเขาอยากชกคุณ เขาต้องเสี่ยงจะโดนชกด้วย ดังนั้น คุณจะไม่ไปถึงไหนเลย ถ้าไม่เสี่ยงที่จะไปไหน

Losers Netflix

 

เพราะแพ้มาตลอด จึงรู้คุณค่าของชัยชนะเล็กๆ

ในตอน ‘กรามแห่งชัยชนะ’ (Episode 2: The Jaws of Victory) เป็นเรื่องของกีฬาที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนทั้งโลกอย่างฟุตบอล

Losers Netflix

ทอร์คีย์ยูไนเต็ด (Torquay United) ไม่ใช่สโมสรโด่งดังอะไร ก็แค่สโมสรอายุกว่าร้อยปีของเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลของอังกฤษ แม้ไม่รู้เรื่องฟุตบอลอังกฤษมากนัก แต่เราก็พอจะเข้าใจเรื่องการขึ้น-ลง อันดับในตารางว่าสำคัญเพียงใด

“สิ่งหนึ่งที่ทอร์คีย์ยูไนเต็ดจะไม่ทำเด็ดขาด คือการอยู่กลางตาราง” แฟนบอลคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ไว้

ปี 1987 เป็นปีแรกที่มีการเพิ่มกติกาเรื่อง การตกชั้นอัตโนมัติ โดยปีก่อนหน้าทอร์คีย์ยูไนเต็ดทำผลงานไว้ที่ตำแหน่งรั้งท้ายของตาราง ซึ่งหากผลงานปีนั้นรั้งท้ายในตารางอีก คงเป็นอันต้องปิดสโมสรของเมือง นั่นแปลว่า กิจกรรมดูบอลในบ่ายวันอาทิตย์ที่เป็นประเพณีของชาวเมืองจะหายไปด้วย

ที่น่าสนใจคือ เกิดอะไรขึ้นกับทอร์คีย์ยูไนเต็ด ผู้แพ้ที่ไม่ยอมแพ้

Losers Netflix Losers Netflix

ตามแบบฉบับของผู้แพ้ โชคไม่เคยเข้าข้างพวกเขา เช่นกัน ความทุลักทุเลเป็นเพื่อนสนิทของชาวทอร์คีย์ยูไนเต็ด ตั้งแต่รถตู้ประจำทีมที่สภาพเหมือนรถพยาบาลมากกว่ารถที่ใช้พาออกเดินสายท้าแข้ง พวกเขาต้องเบียดเสียดกันกว่า 6 ชั่วโมงจนผู้จัดการทีมต้องใช้วีธีจอดรถไกลจากสนามเพื่อให้นักเตะเดินวอร์มเท้าก่อน 20 นาที ทุกคนต่างรู้ดีว่าทีมไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น การพ่ายแพ้ติดต่อกันจนกลายเป็นนิสัยทำให้ไม่มีใครกล้าหวังกับชัยชนะใดๆ ขณะเดียวกันทีมในขนาดที่เท่าๆ กับทอร์คีย์ยูไนเต็ดต่างปิดตัวและออกจากวงการกันหมดแล้ว ด้วยปัญหาทางการเงินและอื่นๆ ไม่มีใครกล้าคิดว่าทอร์คีย์ยูไนเต็ดจะอยู่รอดหรือไม่

แล้วเกมการแข่งขันนัดชี้เป็นชี้ตายก็มาถึง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่บรรยากาศโดยรอบระอุไปทั่วๆ กันทั้งในและนอกสนาม เพราะนี่อาจจะเป็นเกมสุดท้ายของนักเตะและกองเชียร์ทุกคน โดยเฉพาะกองเชียร์ที่เริ่มพังรั้ว ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พร้อมสุนัขคู่ใจจึงเตรียมประจำการอยู่รอบสนามเผื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไม่คาดฝัน และแล้วลูกบอลกลมกลิ้งก็วิ่งไปใกล้ตำรวจและสุนัขริมสนาม ไม่ทันที่ จิม แมคนิโคล กองหน้าคนสำคัญจะเข้าถึงลูกบอล เขาก็ถูกสุนัขกัดที่ต้นขาล้มลง จิมใช้เวลาไม่นานลุกขึ้นลงสนามอีกครั้งทั้งที่ยังมีรอยเขี้ยวฝังอยู่ที่ต้นขาด้านขวา

Losers Netflix

โชคยังดีทอร์คีย์ยูไนเต็ดได้ต่อเกมจากการทดเวลาบาดเจ็บ 4 นาที และพวกเขาต้องการอีกเพียง 1 ประตูเท่านั้น ยังไม่ทันจะตะโกนร้องบอก “ไม่สู้ก็ตาย” เพื่อสร้างความฮึกเฮิม ลูกบอลก็วิ่งเข้าประตูสวยงาม

ใช่ ความรู้สึกของการฉลองที่ไม่ได้เป็นที่โหล่ของลีกนั้นแตกต่างจากการฉลองชนะลีกหรือได้ถ้วยมาก และฮีโร่ของเรื่องนี้ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นบริน สุนัขตำรวจตัวนั้น

“เราอาจไม่เคยชนะอะไรเลยจริงๆ เราไม่เคยชนะถ้วยหรือแชมเปี้ยนชิป แต่พวกเขารู้สึกเหมือนชนะแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพฟุตบอลของผมที่ได้รู้ว่าเรารอด และเวลาที่คุณรอดมันจะมีโอกาสทำให้ดีขึ้นในปีหน้าเสมอ” ผู้จัดการทีมทอร์คีย์ยูไนเต็ดให้สัมภาษณ์ทิ้งท้าย

 

แพ้เพราะไม่ถูกใจกรรมการ

ในตอน ‘การตัดสิน’ (Episode 3: Judgement) เล่าถึงเรื่องของ เซอร์ยา โบนาลี นักสเกตน้ำแข็งผิวสี แชมป์โลกจากฝรั่งเศสผู้เติบโตอย่างอบอุ่นในครอบครัวคนผิวขาว ซึ่งให้ทั้งการศึกษาดีกีฬาเด่น ไม่ว่าจะเป็นบัลเลต์ สเกตลีลา กระโดดน้ำ ยิมนาสติก แชมป์โลกตีลังกาเยาวชนคนนี้ไม่เคยทำให้แม่เธอผิดหวัง เป็นแชมป์สเกตลีลาระดับประเทศที่หาตัวจับยาก แต่เมื่อเธอเข้าสู่โลกของการแข่งขันนานาชาติเธอกลับไม่เป็นที่ต้อนรับของคณะกรรมการ ผู้ยึดมั่นในขนบประเพณี ภาพลักษณ์ และท่วงท่าอย่างราชินีน้ำแข็ง เชื้อชาติเป็นส่วนหนึ่งปัญหานั้น ต่อให้ฝึกซ้อมทักษะที่แม่นยำและสร้างสรรค์แค่ไหน คุณจะไม่มีที่ยืนเลยในวงการนี้

Losers Netflix

“ทุกปีที่ฉันแข่ง ฉันจะแสดงท่าใหม่เสมอ มันยากมากและฉันมักจะคิดเสมอว่าคราวนี้จะถูกใจกรรมการหรือเปล่านะ เราจะพลาดอีกไหม มันดีหรือเปล่า เรามาถูกทางหรือยัง” ในหัวของเซอร์ยาเต็มไปด้วยความคิดเหล่านี้

ในการแข่งขันเวิลด์แชมเปี้ยนชิปที่ชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ปี 1994 การแสดงที่ไร้ที่ติตีคู่สูสีมากับนักกีฬาเจ้าถิ่น แทนที่จะเป็นเหรียญทอง เซอร์ยาจำต้องรับรางวัลเหรียญเงินอย่างเสียไม่ได้ เมื่อรู้ว่าต่อให้ทำตัวน่ารักแค่ไหน จำนวนรอบหมุนมากกว่านักกีฬาคนใดเธอก็ไม่อาจได้ใจกรรมการ สิ่งที่เธอเลือกทำคือ ฝึกซ้อมจนทำได้ไร้ที่ติให้มากขึ้นและหนักขึ้นในทุกวัน “ไม่ใช่แค่ 60 หรือ 80 แต่ต้องเต็ม 100 หรือมากกว่าเท่านั้น” ในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งสุดท้าย เซอร์ยาตัดสินใจทำท่าที่ผิดกติกามากที่สุดแต่สร้างการจดจำแก่เธอมากที่สุด เธอตีลังกากลับหลังระหว่างสเกตซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎจนถึงขึ้นห้ามลงแข่งขันอีก แต่เธอไม่สน

Losers Netflix Losers Netflix

หลังการแข่งขันจบลงเซอร์ยาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ในเส้นทางสายนักสเกตอาชีพ และเป็นโค้ชสเกต

“คุณเคยรู้สึกท้อแท้หรือบอกตัวเองว่า ‘ฉันไม่อยากทำอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าฉันยังอยากทำอย่างนี้ต่อไปอีกหรือเปล่า’” เด็กๆ ถามเธอ

“บางครั้งมันก็ยาก หลายครั้งฉันก็อยากร้องไห้บนลานน้ำแข็งนั้นเลย แต่การแข่งขันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต เธอไม่ต้องรอให้เหรียญมาเปลี่ยนชีวิตเธอ มันไม่จริงแท้ ถ้าเธอเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วและรู้ว่าไม่มีทางอื่น เธอทำดีที่สุดแล้ว จงรู้สึกดีกับมัน จงคิดบวกและก้าวต่อไป แล้วการแข่งขันครั้งต่อไปมันจะดีขึ้นเอง ดังนั้น พยายามเป็นคนที่ดี นักกีฬาที่ดี หรือนักเรียนที่ดี โดยไม่ต้องพยายามคว้าเหรียญ เพราะบางครั้งมันจะทำร้ายเธอและทำให้เธอผิดหวังมาก” เซอร์ยาทิ้งท้าย

 

รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

นอกจาก 3 เรื่องที่นำมาเล่าแล้วยังมีเรื่องของผู้แพ้หัวใจนักกีฬาอีก 5 ตอนที่สนุกไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬาเคอร์ลิงของคนแคนาดาที่เหนือไปจากเกมกีฬาที่ชิงไหวชิงพริบคือ #นักกีฬาหล่อบอกต่อด้วย หรือนักวิ่งมาราธอนโอลิมปิกที่ทิ้งครอบครัวไปวิ่งมาราธอนกลางทะเลทรายจนหลงทางหลายวันเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ไม่เข็ดยังกลับไปวิ่งที่งานนั้นอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา เป็นต้น

Losers Netflix Losers Netflix

เพื่อการตัดสินใจลองดูตัวอย่าง Losers ก่อน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load