Losers (2019)

A Netflix Original Documentary Series
Genre: Sport Documentaries
Country: US
Director: Mickey Duzyj
Duration: 1 season, 8 episodes ( ความยาวแต่ละตอนโดยประมาณ 20-30 นาที)

 

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

Losers Netflix

“You know what a loser is?”

“A real loser is somebody that’s so afraid of not winning, they don’t even try.”

ใน Little Miss Sunshine (2006) หนังโร้ดทริปฉบับครัวเรือน เรื่องราววุ่นๆ ของครอบครัวหนึ่งระหว่างปฏิบัติภารกิจพาสาวน้อยไปยื่นใบสมัคร Little Miss Sunshine ที่ต่างเมืองให้ทันเวลา ระหว่างที่หลานสาวตัวน้อยยอมแพ้แล้วหากเธอจะพลาดการแข่งขัน เป็นคนขี้แพ้อย่างที่ใครเขาบอกกัน ปู่ของเธอก็บอกว่า แม้วันนี้เธอจะแพ้ แต่เธอก็ยังได้ลงแข่ง คนขี้แพ้ที่แท้จริงคือคนที่กลัวแพ้เลยไม่ยอมแข่งขันตั้งแต่แรกต่างหาก

ในสังคมที่ผู้ใหญ่พร่ำสอน (และทำให้ดู) ถึงการเอาชัยชนะอย่างหน้ามืดตามัว ไม่สนว่าจะถูกต้องขาวสะอาดหรือไม่ ตราบใดที่ผู้เล่นเป็นคนดี เกมนั้นยุติธรรมเสมอ และไม่ใช่ว่าแพ้แล้วพาล เราอยากให้คุณรู้จักภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับผู้แพ้ที่สนุกมาก ถ้าพิสูจน์อักษรไม่ว่าจะใส่ ก ไก่ ยาวไปถึงเทือกเขาอัลไต

Losers Netflix

Losers เป็นภาพยนตร์สารคดีชุดของ Netflix ผลงานของ Mickey Duzyj ผู้กำกับและแอนิเมเตอร์ เล่าเรื่องคนแพ้ผ่านเกมกีฬาต่างๆ เช่น ชกมวย ฟุตบอล สเกต ลีลา ไปจนถึงกีฬาที่ไม่คุ้นสำหรับคนทั่วไปแต่ฮิตสุดๆ ในท้องถิ่น เล่นกันจริงจังระดับประเทศอย่างเคอร์ลิง หรือการแข่งขันสุนัขลากรถเลื่อน การแข่งขันมาราธอนในทะเลทรายซาฮารา 5 วันเต็ม เป็นต้น

ต่อให้ไม่ได้ดูหรือรู้จักเกมกีฬามาก่อน เชื่อเถอะว่าคุณจะตามทันและหลงรักกีฬานั้นๆ ไปเลย เช่นเดียวกับผู้เขียน อดีตนักกีฬาแอโรบิกในจังหวะเพลงฮิปฮอปที่อยากลองวิ่งมาราธอนสักครั้ง

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีคำถามว่า สิ่งที่คุณพยายามทำนั้นมากพอเกินไปแล้วหรือยัง หรือกังวลว่าสิ่งที่อยู่เหมาะสมหรือมาถูกทางแล้วหรือไม่ ลองฟังเรื่องราวของพวกเขาดู

Losers Netflix

ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาลของแชมป์โลกผู้แพ้น็อกจนหมอห้ามให้ลงแข่งขันอีก จนเจอกับพรสวรรค์ใหม่ของตัวเองตั้งแต่เขียนบทความวิเคราะห์กีฬาในนิตยสาร ไปจนถึงเป็นนักแสดงภาพยนตร์ เป็นที่ปรึกษาการแสดงด้านการชกมวย เป็นผู้กำกับละครเวที

เรื่องของทีมฟุตบอลเล็กๆ ที่ถือครองตำแหน่งรั้งท้ายของตารางอยู่เสมอ ในปีที่มีกติกาปรับตกอัตโนมัติหากทำผลงานรั้งท้ายตาราง ทีมที่แพ้ตลอดจะอยู่รอดในฟุตบอลเกมนั้นอย่างไร ตัวอย่างของทีมแพ้ที่โชคไม่เคยเข้าข้างเลยจนกระทั่งการแข่งขันนัดสุดท้ายที่เปลี่ยนชะตากรรมของสโมสรและคนทั้งเมืองไปตลอดกาล

เรื่องของนักสเกตผิวสีจากฝรั่งเศสที่ฝีมือระดับแชมป์โลกแต่ไม่เคยได้เหรียญทองจากกีฬาแข่งขัน เพียงเพราะเธอไม่อยู่ในขนบหรือเป็นที่ถูกใจของคณะกรรมการ ใครที่เคยดูภาพยนตร์ I,Tonya (2017) มาก่อนต้องชอบตอนนี้มากแน่ๆ ทำให้เห็นว่าภายใต้ภาพเจ้าหญิงน้ำแข็งมีการฝึกซ้อมและการแข่งขันที่ดุเดือดมากแค่ไหน

Losers Netflix

ในมุมผู้ชมที่อยากได้ความบันเทิงช่วงวันหยุดยาวด้วย ได้สาระด้วย ภาพยนตร์สารคดีชุดเรื่องนี้ตอบโจทย์ ขอหมายเหตุไว้เพียงนิดเดียวว่า การดูรวดเดียวจบอาจจะทำให้ไฟในตัวคุณพุ่งแรงเกินเบอร์ ผู้เขียนขอแนะนำให้ให้ค่อยๆ จุดไฟนักสู้ ค่อยๆ ดูไปวันละตอน จะได้รับอรรถรสเต็มๆ

ในมุมคนทำงานนักเล่าเรื่อง แต่ละตอนของภาพยนตร์สารคดีชุดนี้คือตัวอย่างของการเล่าเรื่องในอุดมคติ ทั้งพลังของเรื่องจากการเลือกคนต้นเรื่องซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่เรื่องราวของเขาหรือเธอกินใจ วิธีการเล่าเรื่องในอดีตที่แสนกระชับ ที่มาพร้อมกับแอนิเมชันลายเส้นเข้าใจง่ายซึ่งเป็นงานถนัดของผู้กำกับ ตัดสลับฟุตเทจเก่าและบทสัมภาษณ์ของทั้งนักกีฬาต้นเรื่อง เพื่อนร่วมทีม โค้ช นักข่าว นักวิจารณ์กีฬาในยุคนั้น ในเวลา 30 นาที โดยไม่ลืมหมัดเด็ดๆ ในแต่ละตอนที่จะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผู้แพ้ในพจนานุกรมของเราไปตลอดกาล

“…แน่นอน ถ้ามันเป็นเกมอะไรสักเกม ก็ต้องมีคนเสียใจ

แต่การแพ้ เพราะไม่เคยได้ลงแข่ง น่าเสียดาย น่าเสียดาย…”

ในโลกที่เขามองเห็นกันแต่ผู้ชนะ ได้ยินเนื้อเพลงท่อนนี้ทีไรใจมันจะออกวิ่งไปเอาชนะให้ได้เลยคุณ แต่วันนี้ไม่แล้ว แพ้บ้างก็ไม่เลว บางทีอาจจะไปได้ดีกว่า ทำได้ดีกว่า มันต้องมีสักเกมที่เป็นเกมของเรา ที่เราจะชนะบ้างแหละ

Losers Netflix

 

เพราะแพ้จึงได้พบพรสวรรค์ใหม่

Losers Netflix

ในตอน ‘แชมเปี้ยนผิดสังเวียน’ (Episode 1: The Miscast Champion) เป็นเรื่องราวของ ไมเคิล เบนท์ นักชกแชมป์โลกดับเบิลยูบีโอ รุ่นเฮฟวี่เวต ผู้ภาวนาก่อนขึ้นชกทุกครั้งว่า ขอให้ไฟทั้งเมืองดับหรือไม่ก็ขอให้ทอร์นาโดถล่มเมือง เพราะเขาไม่เคยอยากขึ้นชกจริงๆ เลยสักครั้ง

ไมเคิลเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อเป็นแฟนตัวยงของ มูฮัมหมัด อาลี และอยากให้ลูกชายของเขาเป็นนักชกแชมป์โลก สำหรับไมเคิล มวยไม่ใช่กีฬา แต่คือการแสดงเพื่อเอาชีวิตรอด แม้จะไม่เคยชอบชกมวยเลย แต่ไมเคิลก็ทำได้ดี เป็นแชมเปี้ยนทุกเวทีหลายสมัยติดต่อกัน ก่อนจะขึ้นสู่สังเวียนนักชกมืออาชีพในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าอับอายที่สุดของนักมวยอาชีพคือ การโดนน็อกเอาต์ต่อหน้าผู้ชม

และไมเคิลผู้ทรนงก็แพ้น็อกเอาต์ตั้งแต่ยกแรกในสังเวียนแรก จนคนทั้งโลกเรียกเขาว่าไอ้ขี้แพ้ เขากลับนิวยอร์กไปเยียวยาตัวเองด้วยการเป็นคู่ซ้อมให้แชมป์โลก ก่อนจะกลับมาฮึดสู้อีกครั้งหลังจากครูฝึกของแชมป์คนนั้นบอกว่า ขนาดดูซ้อมยังจริงมากจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นแชมป์โลกกันแน่ ความมั่นใจทำให้ไมเคิลเอาชนะคู่ต่อสู้ 10 ไฟต์รวด ไปจนถึงเอาชนะ ทอมมี่ มอร์ริสัน หรือฉายา ไมค์ ไทสัน เวอร์ชันคนขาว จนได้แชมป์โลกมาครอบครอง

Losers Netflix

แต่แล้วไมเคิลก็แพ้น็อกเอาต์เมื่อขึ้นสู้กับ เฮอร์บี ไฮด์ และตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงในโรงพยาบาลหลังจากการแข่งขันจบลงไปแล้ว 3 วัน หมอบอกว่าเขาไม่ควรจะขึ้นชกอีกต่อไปหากไม่อยากกลับมาสมองบวมอีก

และปฏิกิริยาแรกของไมเคิลคือท่าทีโล่งอก จนบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต

เส้นทางชีวิตของนักมวยผู้แขวนนวมส่วนใหญ่ถ้าไม่ลงเอยที่ปั้มน้ำมัน ก็ลงเอยที่ร้านแมคโดนัลด์ เพราะนอกจากใช้แรงแล้วพวกเขาไม่เก่งอะไรเลย แต่ไม่ใช่กับไมเคิล เบนท์ คนนี้

2 ปีต่อมาหลังจากการชกครั้งนี้ ไมเคิลผู้เก็บตัวอยู่ในบ้านกลางป่าที่เพนซิลเวเนีย ใช้เวลาว่างสมัครเรียนวิชาการเขียน ก่อนจะต่อมาบังเอิญพบ เบิร์ต ซูการ์ นักเขียนข่าวในตำนาน ที่งานแถลงข่าวงานหนึ่ง ซึ่งชวนให้ไมเคิลเขียนบทความเกี่ยวกับผลกระทบทางอารมณ์หลังโดนน็อกเอาต์ลงนิตยสาร ไมเคิลทุ่มเทเวลาทั้งสามวันถ่ายทอดเรื่องราวออกมาจนกลายเป็นบทความที่มีพลังมาก จนนำพาให้ไปพบทีมผู้สร้างภาพยนตร์และได้รับบทนักมวยคนสำคัญในหนังเรื่อง Ali (2001) เหนือสิ่งอื่นใด ไมเคิลค้นพบแล้วว่าอะไรทำให้เขาอยากตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน

ไมเคิลกลายเป็นผู้ฝึกสอนการแสดง เป็นที่ปรึกษาด้านการชกมวย เป็นผู้กำกับละครเวที

ในตอนจบของเรื่องโค้ชคนสำคัญของไมเคิลบอกเราว่า นักมวยคือคนที่กล้าหาญที่สุดในโลก ถ้าเขาอยากชกคุณ เขาต้องเสี่ยงจะโดนชกด้วย ดังนั้น คุณจะไม่ไปถึงไหนเลย ถ้าไม่เสี่ยงที่จะไปไหน

Losers Netflix

 

เพราะแพ้มาตลอด จึงรู้คุณค่าของชัยชนะเล็กๆ

ในตอน ‘กรามแห่งชัยชนะ’ (Episode 2: The Jaws of Victory) เป็นเรื่องของกีฬาที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนทั้งโลกอย่างฟุตบอล

Losers Netflix

ทอร์คีย์ยูไนเต็ด (Torquay United) ไม่ใช่สโมสรโด่งดังอะไร ก็แค่สโมสรอายุกว่าร้อยปีของเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลของอังกฤษ แม้ไม่รู้เรื่องฟุตบอลอังกฤษมากนัก แต่เราก็พอจะเข้าใจเรื่องการขึ้น-ลง อันดับในตารางว่าสำคัญเพียงใด

“สิ่งหนึ่งที่ทอร์คีย์ยูไนเต็ดจะไม่ทำเด็ดขาด คือการอยู่กลางตาราง” แฟนบอลคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ไว้

ปี 1987 เป็นปีแรกที่มีการเพิ่มกติกาเรื่อง การตกชั้นอัตโนมัติ โดยปีก่อนหน้าทอร์คีย์ยูไนเต็ดทำผลงานไว้ที่ตำแหน่งรั้งท้ายของตาราง ซึ่งหากผลงานปีนั้นรั้งท้ายในตารางอีก คงเป็นอันต้องปิดสโมสรของเมือง นั่นแปลว่า กิจกรรมดูบอลในบ่ายวันอาทิตย์ที่เป็นประเพณีของชาวเมืองจะหายไปด้วย

ที่น่าสนใจคือ เกิดอะไรขึ้นกับทอร์คีย์ยูไนเต็ด ผู้แพ้ที่ไม่ยอมแพ้

Losers Netflix Losers Netflix

ตามแบบฉบับของผู้แพ้ โชคไม่เคยเข้าข้างพวกเขา เช่นกัน ความทุลักทุเลเป็นเพื่อนสนิทของชาวทอร์คีย์ยูไนเต็ด ตั้งแต่รถตู้ประจำทีมที่สภาพเหมือนรถพยาบาลมากกว่ารถที่ใช้พาออกเดินสายท้าแข้ง พวกเขาต้องเบียดเสียดกันกว่า 6 ชั่วโมงจนผู้จัดการทีมต้องใช้วีธีจอดรถไกลจากสนามเพื่อให้นักเตะเดินวอร์มเท้าก่อน 20 นาที ทุกคนต่างรู้ดีว่าทีมไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น การพ่ายแพ้ติดต่อกันจนกลายเป็นนิสัยทำให้ไม่มีใครกล้าหวังกับชัยชนะใดๆ ขณะเดียวกันทีมในขนาดที่เท่าๆ กับทอร์คีย์ยูไนเต็ดต่างปิดตัวและออกจากวงการกันหมดแล้ว ด้วยปัญหาทางการเงินและอื่นๆ ไม่มีใครกล้าคิดว่าทอร์คีย์ยูไนเต็ดจะอยู่รอดหรือไม่

แล้วเกมการแข่งขันนัดชี้เป็นชี้ตายก็มาถึง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่บรรยากาศโดยรอบระอุไปทั่วๆ กันทั้งในและนอกสนาม เพราะนี่อาจจะเป็นเกมสุดท้ายของนักเตะและกองเชียร์ทุกคน โดยเฉพาะกองเชียร์ที่เริ่มพังรั้ว ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พร้อมสุนัขคู่ใจจึงเตรียมประจำการอยู่รอบสนามเผื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไม่คาดฝัน และแล้วลูกบอลกลมกลิ้งก็วิ่งไปใกล้ตำรวจและสุนัขริมสนาม ไม่ทันที่ จิม แมคนิโคล กองหน้าคนสำคัญจะเข้าถึงลูกบอล เขาก็ถูกสุนัขกัดที่ต้นขาล้มลง จิมใช้เวลาไม่นานลุกขึ้นลงสนามอีกครั้งทั้งที่ยังมีรอยเขี้ยวฝังอยู่ที่ต้นขาด้านขวา

Losers Netflix

โชคยังดีทอร์คีย์ยูไนเต็ดได้ต่อเกมจากการทดเวลาบาดเจ็บ 4 นาที และพวกเขาต้องการอีกเพียง 1 ประตูเท่านั้น ยังไม่ทันจะตะโกนร้องบอก “ไม่สู้ก็ตาย” เพื่อสร้างความฮึกเฮิม ลูกบอลก็วิ่งเข้าประตูสวยงาม

ใช่ ความรู้สึกของการฉลองที่ไม่ได้เป็นที่โหล่ของลีกนั้นแตกต่างจากการฉลองชนะลีกหรือได้ถ้วยมาก และฮีโร่ของเรื่องนี้ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นบริน สุนัขตำรวจตัวนั้น

“เราอาจไม่เคยชนะอะไรเลยจริงๆ เราไม่เคยชนะถ้วยหรือแชมเปี้ยนชิป แต่พวกเขารู้สึกเหมือนชนะแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพฟุตบอลของผมที่ได้รู้ว่าเรารอด และเวลาที่คุณรอดมันจะมีโอกาสทำให้ดีขึ้นในปีหน้าเสมอ” ผู้จัดการทีมทอร์คีย์ยูไนเต็ดให้สัมภาษณ์ทิ้งท้าย

 

แพ้เพราะไม่ถูกใจกรรมการ

ในตอน ‘การตัดสิน’ (Episode 3: Judgement) เล่าถึงเรื่องของ เซอร์ยา โบนาลี นักสเกตน้ำแข็งผิวสี แชมป์โลกจากฝรั่งเศสผู้เติบโตอย่างอบอุ่นในครอบครัวคนผิวขาว ซึ่งให้ทั้งการศึกษาดีกีฬาเด่น ไม่ว่าจะเป็นบัลเลต์ สเกตลีลา กระโดดน้ำ ยิมนาสติก แชมป์โลกตีลังกาเยาวชนคนนี้ไม่เคยทำให้แม่เธอผิดหวัง เป็นแชมป์สเกตลีลาระดับประเทศที่หาตัวจับยาก แต่เมื่อเธอเข้าสู่โลกของการแข่งขันนานาชาติเธอกลับไม่เป็นที่ต้อนรับของคณะกรรมการ ผู้ยึดมั่นในขนบประเพณี ภาพลักษณ์ และท่วงท่าอย่างราชินีน้ำแข็ง เชื้อชาติเป็นส่วนหนึ่งปัญหานั้น ต่อให้ฝึกซ้อมทักษะที่แม่นยำและสร้างสรรค์แค่ไหน คุณจะไม่มีที่ยืนเลยในวงการนี้

Losers Netflix

“ทุกปีที่ฉันแข่ง ฉันจะแสดงท่าใหม่เสมอ มันยากมากและฉันมักจะคิดเสมอว่าคราวนี้จะถูกใจกรรมการหรือเปล่านะ เราจะพลาดอีกไหม มันดีหรือเปล่า เรามาถูกทางหรือยัง” ในหัวของเซอร์ยาเต็มไปด้วยความคิดเหล่านี้

ในการแข่งขันเวิลด์แชมเปี้ยนชิปที่ชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ปี 1994 การแสดงที่ไร้ที่ติตีคู่สูสีมากับนักกีฬาเจ้าถิ่น แทนที่จะเป็นเหรียญทอง เซอร์ยาจำต้องรับรางวัลเหรียญเงินอย่างเสียไม่ได้ เมื่อรู้ว่าต่อให้ทำตัวน่ารักแค่ไหน จำนวนรอบหมุนมากกว่านักกีฬาคนใดเธอก็ไม่อาจได้ใจกรรมการ สิ่งที่เธอเลือกทำคือ ฝึกซ้อมจนทำได้ไร้ที่ติให้มากขึ้นและหนักขึ้นในทุกวัน “ไม่ใช่แค่ 60 หรือ 80 แต่ต้องเต็ม 100 หรือมากกว่าเท่านั้น” ในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งสุดท้าย เซอร์ยาตัดสินใจทำท่าที่ผิดกติกามากที่สุดแต่สร้างการจดจำแก่เธอมากที่สุด เธอตีลังกากลับหลังระหว่างสเกตซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎจนถึงขึ้นห้ามลงแข่งขันอีก แต่เธอไม่สน

Losers Netflix Losers Netflix

หลังการแข่งขันจบลงเซอร์ยาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ในเส้นทางสายนักสเกตอาชีพ และเป็นโค้ชสเกต

“คุณเคยรู้สึกท้อแท้หรือบอกตัวเองว่า ‘ฉันไม่อยากทำอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าฉันยังอยากทำอย่างนี้ต่อไปอีกหรือเปล่า’” เด็กๆ ถามเธอ

“บางครั้งมันก็ยาก หลายครั้งฉันก็อยากร้องไห้บนลานน้ำแข็งนั้นเลย แต่การแข่งขันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต เธอไม่ต้องรอให้เหรียญมาเปลี่ยนชีวิตเธอ มันไม่จริงแท้ ถ้าเธอเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วและรู้ว่าไม่มีทางอื่น เธอทำดีที่สุดแล้ว จงรู้สึกดีกับมัน จงคิดบวกและก้าวต่อไป แล้วการแข่งขันครั้งต่อไปมันจะดีขึ้นเอง ดังนั้น พยายามเป็นคนที่ดี นักกีฬาที่ดี หรือนักเรียนที่ดี โดยไม่ต้องพยายามคว้าเหรียญ เพราะบางครั้งมันจะทำร้ายเธอและทำให้เธอผิดหวังมาก” เซอร์ยาทิ้งท้าย

 

รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

นอกจาก 3 เรื่องที่นำมาเล่าแล้วยังมีเรื่องของผู้แพ้หัวใจนักกีฬาอีก 5 ตอนที่สนุกไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬาเคอร์ลิงของคนแคนาดาที่เหนือไปจากเกมกีฬาที่ชิงไหวชิงพริบคือ #นักกีฬาหล่อบอกต่อด้วย หรือนักวิ่งมาราธอนโอลิมปิกที่ทิ้งครอบครัวไปวิ่งมาราธอนกลางทะเลทรายจนหลงทางหลายวันเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ไม่เข็ดยังกลับไปวิ่งที่งานนั้นอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา เป็นต้น

Losers Netflix Losers Netflix

เพื่อการตัดสินใจลองดูตัวอย่าง Losers ก่อน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

หนึ่งในโปรเจกต์ที่กระแสดีตั้งแต่ประกาศสร้างจนถึงช่วงซีรีส์พรีเมียร์คือ Cabinet of Curiosities ซีรีส์แนวลึกลับสยองขวัญ 8 เอพิโซด 8 เรื่องสั้นของ Netflix ที่สรรสร้างและคัดสรรโดยผู้สร้าง Guillermo del Toro จาก Shape of Water และ Hellboy ด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องราวภายในตู้ลับกับผู้ถ่ายทอดเรื่องราวหรือผู้กำกับแต่ละเรื่อง

Cabinet of Curiosities เป็นอีกหนึ่งแพสชันโปรเจกต์ของผู้กำกับคนนี้ที่รอคอยมาตลอดเลยครับ ความคลั่งไคล้เรื่องสยองขวัญของผู้กำกับชื่อดัง ทำให้เขาหาอ่านหาดูทั้งเรื่องสั้น หนัง ซีรีส์ จนได้ค้นพบว่ามีเรื่องราวดี ๆ มากมายรอให้ดัดแปลงเป็นฉบับคนแสดงอยู่ และในขณะเดียวกันยุคสมัยใหม่นี้ ผู้กำกับหลายคนมีของและน่าดึงตัวมาให้พวกเขาได้ปล่อยของสักหน่อย 

เรื่องนี้จึงเป็นซีรีส์ที่โชว์ทั้งเรื่องสยองหลากหลายรสชาติและเนื้อหา และยังเป็นเวทีปล่อยของของผู้กำกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Guillermo Navarro ผู้กำกับซีรีส์ Narcos, Vincenzo Natali ผู้กำกับ Cube กับ Splice, Jennifer Kent ผู้กำกับ The Babadook และอีกมากหน้าหลายตา ด้วยการดัดแปลงเรื่องราวที่มีตั้งแต่คลาสสิกปี 1900 เรื่องสั้นของกีเยร์โม เดล โตโร เอง ไปจนถึงเรื่องราวของปรมจารย์สยองขวัญ H.P. Lovecraft ส่วนนักแสดงก็มีตั้งแต่สุดคุ้นหน้าไปจนถึงหน้าไม่คุ้น

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของซีรีส์**

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

Cabinet of Curiosities เป็นชื่อเรียกตู้สะสมสิ่งของและวัตถุที่มีเรื่องราว มีที่มาหลากหลาย ตั้งแต่ของสะสมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ของสะสมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือประวัติศาสตร์ ของสะสมประเภทงานศิลปะ จนถึงของสะสมที่มีประวัติอันน่าสนใจ ประหลาด น่าทึ่ง บิดเบี้ยว ไปจนถึงสยองขวัญ (เสิร์ชคำนี้ในกูเกิล ก็จะพบว่ากูเกิลเองก็เป็น Cabinet of Curiosities รูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน) และมันยังเป็นชื่อหนังสือที่ เดล โตโร เขียนเกี่ยวกับของสะสมและความชื่นชอบส่วนตัวของตัวเอง รวมถึงเป็นคำจำกัดความบ้านที่เต็มไปด้วยของสะสมเหล่านี้จำนวนมากอีกด้วยครับ

รายการหนึ่งของ Nerdist ทำคลิปพาไปดูบ้านกีเยร์โม เดล โตโร ที่ L.A. นอกจากจะพบว่าบ้านทั้งหลังของเขาคือตู้ลับสุดหลอนอันฟุ้งไปด้วยกลิ่นของความโกธิกและพิศวงแล้ว บ้านหลังนี้ยังมีรูปปั้นของ H.P. Lovecraft ตั้งอยู่ ซึ่งพอจะบอกได้ว่าเขาเป็น FC ตัวยงงานของ Lovecraft แค่ไหน

ก่อนหน้าที่จะเป็น Cabinet of Curiosities เดล โตโร เคยต้องการสร้างหนังที่คล้ายคลึงกับซีรีส์เรื่องนี้ ชื่อว่า At The Mountains of Madness ดัดแปลงจากนิยายสั้นของ H.P. Lovecraft แต่ด้วยเนื้อหาและคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างสยอง เลือดสาด แถมยังเรต R อีก ทำให้โปรเจกต์หนังเรื่องนี้ย้ายบ้านอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายไม่ได้สร้าง 

จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่ Cabinet of Curiosities อุดมไปด้วยเรื่องราวที่มีทั้งความ Lovecraftian Horror และเต็มไปด้วยเรื่องราวสยองขวัญลึกลับแนว Gothic ตามสไตล์ถนัดของกีเยร์โม ผสมแนว Grand Guignol (อ่านว่า แกรนด์ กีญอล) หรือแนวที่บอกเล่าเรื่องราวเทา ๆ ของตัวละครที่ทำไม่ถูกศีลธรรม และมีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น โดยเรื่องราวเหล่านี้ใช้อิสระและทุนสร้างมหาศาลจาก Netflix บอกเล่าในรูปแบบเรต R ถ่ายทอดความบ้าคลั่งสุดขีดเหนือจินตนาการในแบบที่กีเยร์โม เดล โตโร เคยต้องการบอกเล่าในหนังที่ไม่ได้สร้าง

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

รูปแบบการนำเสนอของ Cabinet of Curiosities คือแนว Anthology เป็นเรื่องราวจบในตอน โดยแต่ละเอพิโซด กีเยร์โมรับหน้าที่เป็นโฮสต์เดินออกมาเปิดตู้แนะนำให้คนดู ว่าเรื่องราวที่เรากำลังจะได้รับชมเกี่ยวกับอะไร ใครกำกับ พร้อมกับวางสิ่งที่หยิบออกมาจากตู้พร้อมรูปปั้นผู้กำกับอีพีนั้น ๆ หรือเรียกได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างมีสไตล์คล้ายคลึงกับ The Alfred Hitchcock Hour หรือ The Twilight Zone ประมาณหนึ่งเลยครับ 

แต่ถึงอย่างนั้น ลายเซ็นของผู้สร้างคนนี้ก็ยังชัด (แม้ใช้ผู้กำกับต่างกันถึง 8 คน ทั้งยังปล่อยให้ทุกคนมีอิสระในการเป็นตัวเองให้มากที่สุด อยากเล่าแบบไหนเล่า อยากทำแบบไหนทำ) ตรงที่ทุกเรื่องมีความพิศวงอันมืดมิด ทำให้สองจิตสองใจว่าควรเดินเข้าไปหรือถอยห่างออกมาดี จึงกลายเป็นคนดูขอยืนดูในโซนริมประตูอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไปก่อนแล้วกัน รู้ตัวอีกทีก็โดนดึงเข้าไปสู่ความมืดมิดนั่นแล้ว

อีกสิ่งที่มีความเป็น The Twilight Zone คือต่อให้บอกเรื่องย่อแล้ว ทุกเอพิโซดก็ยังน่าพิศวงและเป็นเรื่องราวที่หลากหลายตั้งแต่ติดดินจนถึงหลุดโลกครับ นั่นเลยทำให้หนึ่งในโปรดิวเซอร์มั่นใจว่า นี่จะเป็นซีรีส์สำหรับทุกคน และการเป็นเรื่องสั้นจบในตอนเช่นนี้ คนดูน่าจะเจอเรื่องราวที่ถูกจริตตัวเองบ้างล่ะ 

ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของวัตถุดิบ ไดอะล็อก นักแสดง ฉาก เรื่องราว วิสัยทัศน์ผู้กำกับ หรือความน่ากลัวที่แตกต่างระดับกันออกไป ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่นอกจากจะคละรสชาติแล้ว ยังคละคุณภาพอีกด้วย การจะถูกใจซีรีส์เรื่องนี้จึงมีตั้งแต่องค์ประกอบในแต่ละอีพี จนถึงชอบทั้งอีพีในบรรดาทั้งหมด 8 อีพี

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

แม้ Cabinet of Curiosities ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ H.P. Lovecraft เพียงแค่ 2 เรื่อง คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House แต่หลาย ๆ อีพีมีความ Lovecraftian สูง ชนิดที่ถ้าไม่บอกว่าใครเป็นคนเขียนเรื่องต้นฉบับ เราจะนึกว่าทั้ง Lot 36, The Viewing โดยเฉพาะอีพี The Autopsy 

ฉะนั้นคงต้องบอกว่านี่คงเป็นซีรีส์ที่น่าจะถูกอกถูกใจหรือทำให้แฟน ๆ ผลงาน Lovecraft หันขวับมาสนใจได้ไม่น้อยเลยครับ 

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาว หนวดปลาหมึก ความกลัวจนถึงก้นบึ้งของจิตใจ จนถึงความกลัวที่ทำตัวละครไม่ตายก็สติแตกเป็นบ้าต้องควักลูกตา กับตอนจบที่ไม่สวยหรู แต่ดูแล้วจดจำความสยองเหล่านั้นได้ไม่ลืม 

พอดูจบ ถึงแม้ Cabinet of Curiosities จะไม่ได้ทำออกมาได้ดีทุกอีพี หรือที่จริงต้องใช้คำว่าอีพีที่ทำภาพรวมออกมาได้ขั้นยอดเยี่ยมจะมีไม่มากเท่าไหร่นัก อย่างน้อย ๆ ก็ถูกจัดอยู่ในลิสต์ ‘ผลงานที่อยากแนะนำให้คุณดู หากชอบงาน Lovecraft’ ไปโดยอัตโนมัติไปแล้ว 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ซีรีส์เรื่องนี้ผสมผสานไปด้วยเอฟเฟกต์ทำมืออย่าง Animatronic หุ่นหนูยักษ์ กับมนุษย์ครีมทาผิว และทั้งใช้ Visual Effects หรือ CGI ซึ่งถึงแม้จะมีจุดขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ก็เป็นการ Pay Tribute ให้กับเรื่องเล่าคลาสสิกที่ถูกเอามาตีความอีกทอดด้วยการทำหนังสยองขวัญแบบคลาสสิก ตามสไตล์ของผู้สร้างหรือผู้กำกับคนนี้

ส่วนสาเหตุที่มีความเป็นกีเยร์โม เดล โตโร เช่นนี้ แม้ใช้ระบบผู้กำกับหลายคน ก็เพราะ Chet Hirsch ผู้กำกับศิลป์ซีรีส์ Cabinet of Curiosities เล่าว่าเขากับเดล โตโร อ่านเรื่องสั้นและนิยายแนว ๆ เดียวกันครับ ทั้งสองคนจึงค่อนข้างเห็นภาพตรงกัน เรื่องการสร้างสรรค์งานอาร์ตเลยแทบไม่ต้องพูดกันเยอะ 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ว่าด้วยเรื่องของทั้ง 8 อีพี แต่ละเรื่องนับว่ามีความน่าสนใจในแบบของตัวเอง 

ขอเริ่มจากอีพีที่ถูกใจที่สุดอย่าง The Autopsy (อีพีที่ดูจบแล้วงงว่า นี่ไม่ใช่งานของ Lovecraft หรอกเหรอ) เล่าเรื่องราวของเอเลี่ยนผู้บุกยืดร่างมนุษย์ปะทะหมอผ่าตัดชันสูตร นอกจากมีทุกองค์ประกอบที่กล่าวไป ยังเป็นอีพีที่ทั้งมีความ Lovecraftian ทั้งหลายแหล่ ผสม Reverse-Lovecraftian ในตัว ตรงที่ตัวเอกเผชิญกับความกลัว แต่กลับเลือกหาทางออกอย่างฮีโร่และจบชีวิตแบบเท่ ๆ

สิ่งที่น่าสนใจในอีพีนี้นอกจากเป็นบทสรุปแล้ว คือการดำเนินเรื่องที่สร้างความกลัวจากทั้งสองฝั่งด้วยบทสนทนาอย่างชาญฉลาด ลุ้นระทึก น่าจดจำ เป็นอีพีที่ใช้สถานที่เดียว (ห้องเก็บศพ) ในการเล่าเรื่องที่มีเดิมพันสูง และเกี่ยวข้องกับสเกลที่ใหญ่กว่านั้นได้อย่างเห็นภาพ และการมอบความสยองให้คนดูด้วยภาพก็ทำได้ดีมีชั้นเชิงไม่แพ้กัน ทั้งบรรยากาศเงียบสงัด การเมคอัพศพ และการที่ตัวละครต้องนอนนิ่งก็เป็นเหมือนการมัดคนดูให้รู้สึกกลัวและขยับไม่ได้ตามไปด้วย

The Autopsy จึงเป็นอีพีที่สอบผ่านทุก ๆ ด้าน ใช้เวลาราว ๆ 1 ชั่วโมงได้อย่างคุ้มค่า ถือเป็นตัวชูโรงของซีรีส์ Cabinet of Curiosities เลยก็ว่าได้ครับ

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

มาที่ Lot 36, Graveyard Rats กับ The Viewing เป็นกลุ่มของ 3 อีพีที่ขายความน่ากลัวได้อย่างตราตรึง และเป็น 3 เรื่องที่เน้นความสยองแบบสั้นได้ใจความ เล่นกับอารมณ์คนดูระหว่างทางอย่างได้ผล ด้วยสถานที่แคบและใช้สถานที่ไม่มาก ว่าด้วยเรื่องของการเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ค้นพบและไปปลุกความสยดสยองให้ตื่นขึ้นมา ทั้งปลุกปีศาจ ปลุกสิ่งมีชีวิตต่างดาว และนำตัวเองไปเผชิญหน้ากับหนูยักษ์ในโลกคนตาย แม้ตัวเองเป็นคนเป็น

พูดง่าย ๆ คือเป็น 3 เรื่องราวของการ ‘รนหาที่’ เราติดตามตัวละครเอกสีเทาที่พาตัวเองไปสะบักสะบอมจนเสียชีวิต เพราะไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรเข้า และยังเป็น 3 อีพีที่ใจหนึ่งเราเชียร์ตัวเอง แต่ใจหนึ่งก็ได้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของคน ความดิ้นรนมีชีวิตที่นำไปสู่การจบชีวิต กับความละโมบโลภมาก แสวงหาอะไรที่เกินตัว ผ่านตัวเอกที่รับซื้อของเก่า ตัวเอกที่ปล้นศพ และกลุ่มตัวละครที่อยากรู้อยากเห็นจนได้เรื่อง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ซึ่งพูดถึงการทำอะไร ‘เกินตัว’ ก็ถือโอกาสโยงไปถึงอีกหนึ่งอีพีที่ตัวเอกมีตัวเลือกเช่นกันว่า จะเดินไปสู่หนทางมืดมิดหรือไม่ แต่ดูมี Safe Zone และทางเลือกมากกว่าตอนอื่น ๆ คืออีพี ‘The Outside’

The Outside พูดถึงการมีชีวิตอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตในสังคมและระบบทุนนิยมได้อย่างน่าสนใจ แม้สไตล์การนำเสนอจะประหลาดพิลึก ด้วยการแสดงที่ผิดเพี้ยน กับการใช้เลนส์ที่ทำให้ภาพมีสัดส่วนผิดปกติ และบางฉากที่มีความเหนือจริง อย่างฉากทีวีพูดกับตัวเอก หรือฉากตัวเอกลอยได้ ทั้งหมดราวกับต้องการนำเสนอความบิดเบี้ยวของสังคมนี้ในเชิงสัญญะ และแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตามกระแสไปกับสังคมที่นิยมความสวยงามและให้ค่าที่เปลือกนอก 

ความรู้สึกดูไปอึดอัดไปจากทั้งการแสดง จังหวะการเคลื่อนไหว และบทสนทนา เชื่อว่าเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการขับเน้นใจความของเอพิโซดนี้

The Outside ยังเป็นอีพีที่ตั้งคำถามถึงความปกติกับผิดปกติอย่างน่าสนใจผ่าน 2 อย่าง คือทีวีพูดกับคนดูได้ ซึ่งมีความคลุมเครือระหว่างเป็นเรื่องจริงกับเรื่องหลอนไปเอง คิดไปเอง เหมือนที่ไม่มีใครต่อว่าหรือด้อยค่าตัวเองนอกจากตัวเอง จนกระทั่งสุดท้ายตัวเอกที่เอาตัวเองไปเจ็บจากการทาครีมจนผิวแสบได้หลอมรวมกับมนุษย์ครีมจนเธอดูดีขึ้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก และสภาพที่เปลี่ยนไปยังเป็นสิ่งที่ต่อให้ไม่มีครีม ก็ดูแลตัวเองจนดูดีขึ้นเองได้อย่างดัดฟัน แต่งหน้า ทำผม แต่งตัว 

สุดท้ายแล้วแทนที่จะดูแลตัวเองและพอใจกับสามีหรือคนในบ้าน (ตัวแทนของ Inside) ที่รักเธอในแบบที่เธอเป็น เธอกลับพึงพอใจที่จะใช้ชีวิตแบบด้านนอก เพื่อคนข้างนอก ด้วยเปลือกนอก (Outside) และชีวิตเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้แก่นสาร นี่เป็นอีพีที่ถึงแม้ความบันเทิงและสยองจะสู้อีพีอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ก็นำเสนออย่างจิกกัดด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไป รวมถึงมีทั้งสีสันสดใสเกินจริงและมีเลือดสาดในเวลาเดียวกันครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ขยับมาอีกหน่อย คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House เป็น 2 อีพีที่เล่นกับความน่ากลัวก้นบึ้งจิตใจได้ดี แม้ก่อนหน้านี้จะบอกว่าแยกไม่ออกว่าเรื่องไหน H.P. Lovecraft เป็นผู้ประพันธ์หรือไม่ แต่การจับคู่ 2 เรื่องนี้ที่มาจากความบังเอิญ ก็พอจะบอกได้แล้วว่าแก่นความน่ากลัวสไตล์​ Lovecraft มีอิทธิพลชัดเจนขนาดไหน

Pickman’s Model พูดถึงความมั่นอกมั่นใจของตัวเอกที่ชื่อ Will Thurber เขามีทุกอย่าง ทั้งภรรยาสาวสวย ลูกสาวน่ารัก ผลงาน แกลเลอรี่ภาพ และบ้านหลังใหญ่โต แต่การที่ก่อนหน้านั้นเขามองภาพวาดของนาย Pickman ที่อาศัยในบ้านแคบ ๆ กลับทำให้เขาหลอนไปตลอดชีวิต และไม่ต้องการเห็นมันอีก อีพีนี้ให้น้ำหนักในเรื่อง ‘ความจริง’ และ ‘ความหลอนไปเอง’ ผ่านการวาดภาพแบบที่เห็นอะไรก็วาดไปตามนั้น 

Will เห็นสิ่งสวยงามทุกอย่างตรงหน้าอย่างชัดเจน แต่เลือกให้ความมืดมามีอิทธิพลต่อใจมากเกินไป ไม่เพียงแต่เขาที่มองเห็นมัน แต่ทุกคนเห็น และคนรอบตัวเห็นมันด้วยเช่นกัน เมื่อเขาโอบอุ้มความมืดแทนที่จะโอบกอดครอบครัว เมื่อนั้นแล้วความมืดมีตัวตนอยู่จริง ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว Pickman จะวาดมันขึ้นมาจากสัตว์ประหลาดที่มาจากมิติอื่นจริงหรือไม่

ความตลกร้ายอยู่ตรงที่ Ben Barnes นักแสดงผู้รับบทนี้เคยรับบทเป็น Logan ในซีรีส์ Westworld ที่มีเพื่อนชื่อ William (ตัวเอกของเรื่อง) ซึ่งเป็นตัวละครประมาณนี้ มีภรรยา ลูก เป็นคนที่แต่งงานกับหญิงมีชาติตระกูลเลยตกถังข้าวสาร แต่ชีวิตและครอบครัวพังเพราะความมืดในใจตัวเอง และเขายังเคยรับบทเป็น Dorian Grey ชายผู้ขายวิญญาณให้ภาพวาดอีกด้วยครับ แต่เรื่องนี้ต้องมาโดนหลอกหลอนด้วยภาพวาดซะเอง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

Dreams in the Witch House เป็นอีพีที่แม้จะเอื่อยช่วงต้น แต่ก็เพลิดเพลินและพูดถึงความกลัวอันไม่สิ้นสุด เป็นงานของ Lovecraft ที่เอ็นจอยได้ แม้ไม่ได้มีอะไรให้ตีความมากมาย และยังเป็นลายเซ็นที่ชัดแม้ไม่มีหนวดปลาหมึกยั้วเยี้ย เพราะอีพีนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบของการผจญภัย ผสมกับ Dark Fantasy และเกี่ยวข้องกับการท้าทายสิ่งเหนือความเข้าใจ โดยรวมแล้ว แม้จะไม่ใช่อีพีที่ดูแล้วชอบที่สุด แต่ก็ถือว่าสนุกไม่น้อยเลยครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

อีพีสุดท้ายที่อยากพูดถึง คือตอนสุดท้ายของซีซั่นแรก ‘The Murmuring’ ว่าด้วยสองสามีภรรยานักดูนก ซึ่งพบเรื่องสยองที่ผูกโยงกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในบ้านพักบนเกาะแห่งหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะพูดว่า The Murmuring เป็น 1 ใน 2 อีพีที่ดีที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ ควบคู่กับ The Autopsy 

The Murmuring มีสไตล์การเล่าเรื่องที่ชวนให้นึกถึงผลงานของ Mike Flanagan ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor (ที่เพิ่งจะมีผลงานกับ Netflix ล่าสุดเหมือนกันครับ คือ The Midnight Club) การถ่ายทอดความสยองชวนขนลุกขนพองด้วยผี ปรากฏการณ์ หรือความมืดก็ทำได้ดีจังหวะและการกำกับทำให้แข็งแรงแบบออกนอกหน้านอกตาอีพีอื่น ๆ การบอกเล่าสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างความสัมพันธ์ก็ทำได้เด่น บาลานซ์ทั้งความน่ากลัวและการสื่อสารได้อย่างลงตัว 

ภายใต้เปลือกแห่งความสยอง ใจความพูดถึงการเปิดใจยอมรับความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง (แม้ตอนท้าย ๆ จะรู้สึกว่าเร่งไปบ้างก็ตาม) ผ่านเรื่องของเจ้าของบ้านคนเก่า เป็นบทเรียนสำคัญว่าความสูญสลายมักทำให้เรามองข้ามความสวยงามที่มีอยู่ จนทำให้คนรักหรือสิ่งสวยงามที่เหลือเหี่ยวเฉาตายตามไปด้วย ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว และเคสนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับคู่สามีภรรยานักดูนกในทำนองเดียวกัน ถือเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ดูจบ ไม่เพียงฝากไว้ซึ่งประสบการณ์ ความบันเทิง ความหวาดผวา แต่ยังฝากอะไรให้คิดในใจไปอีกพักใหญ่เลยครับ 

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

แม้บางอีพีโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง หรือโดนมาก โดนน้อย บางคนอาจชอบทุกตอน บางคนอาจไม่ชอบเลย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่มาถูกที่ถูกเวลา ในยุคที่ Anthology กำลังบูมตั้งแต่การมาของ American Horror Story และ Black Mirror ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการนำเรื่องราวจากฟอร์มการนำเสนอผลงานที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่งอย่างหน้ากระดาษ มาดัดแปลงสู่ฟอร์มการนำเสนอผลงานที่มาแรงที่สุดอย่างสตรีมมิ่ง Netflix 

Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่ใคร ๆ ก็น่าจะอยากดู ด้วยชื่อผู้สร้างมือฉมังคนนี้ กับความน่าสนใจด้วยตัวของมันเอง หวังอย่างยิ่งครับว่าจะมีซีซั่น 2 เพราะตู้ใบนี้ดูจะมีของสุดพิศวงและมีที่มาน่าสนใจอีกมากให้ได้บอกเล่า 

ข้อมูลอ้างอิง

www.themill.com

www.theguardian.com

www.nytimes.com

mashable.com

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load