Arincare (อรินแคร์) แคร์ระบบสาธารณสุขของประเทศไทย พวกเขาเป็นสตาร์ทอัพด้านสาธารณสุข (Health Tech) ที่ทำหน้าที่เสมือนเพื่อนคู่คิดของร้านขายยา และมีฤทธิ์ช่วยคลายอาการปวดหัวให้เภสัชกรเจ้าของร้านทั่วประเทศ

“ร้านขายยาเป็นหน่วยหนึ่งในสาธารณสุขที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนในชุมชน จากข้อมูลที่เราเก็บ เวลาคนป่วย สิ่งแรกที่คนมักทำคือไปร้านขายยา แต่พอพวกเขาไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ คนที่เข้ามาแก้ปัญหาทางสาธารณสุขก็มักมองข้ามไป” ชายหนุ่มตรงหน้าเริ่มเล่า

“แล้วร้านขายยามีปัญหาอะไร” เราสงสัย เพราะนอกจากเดินเข้าไปซื้อยาเป็นครั้งคราวยามเจ็บป่วย เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเบื้องหลังการสร้างธุรกิจร้านขายยาเลย

Arincare สตาร์ทอัพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ราคา 0 บาทให้เภสัชกร เพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทย

นั่นเป็นเหตุผลที่เรานัดหมาย เอ็ม-ธีระ กนกกาญจนรัตน์ อดีตนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปัจจุบันผันตัวเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ นำทีม Arincare กว่า 10 ชีวิตเข้าสู่ปีที่ 4 และช่วยเหลือร้านขายยาให้ทำงานได้ดีขึ้นรวมมากกว่า 3,000 ราย ผ่านซอฟต์แวร์ที่พวกเขาพัฒนา

ซอฟต์แวร์ของ Arincare ถือว่าแก้ปัญหาการบริหารร้านขายยาได้อย่างครบเครื่อง เพราะทำให้เภสัชกรดูแลการสั่งซื้อ เก็บข้อมูล จัดการคลังยา และบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยมีราคาค่าใช้จ่ายเพียง 0 บาท 

Arincare สตาร์ทอัพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ราคา 0 บาทให้เภสัชกร เพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทย

หากคุณเป็นเภสัชกรเจ้าของร้านขายยาที่ยืนยันตัวตนถูกต้องตามกระบวนการ รับซอฟต์แวร์นี้ไปใช้งานได้ฟรีๆ เลย

คุณอาจสงสัยบ้างแล้วว่า Arincare แก้ปัญหาให้ร้านขายยา เภสัชกร และระบบสาธารณสุขของประเทศได้อย่างไรอีกบ้าง แล้วสร้างรายได้ทางไหนเมื่อขายซอฟต์แวร์ราคา 0 บาท รวมถึงอะไรทำให้เอ็มตัดสินใจสร้างธุรกิจด้านสาธารณสุข ทั้งที่ไม่ได้ทำงานสายการแพทย์เหมือนผู้ประกอบการคนอื่นๆ อีกจำนวนมากในวงการนี้

หากสงสัยเหมือนกัน เราขอลองรับบทเภสัชกร จ่ายยาเป็นบทความนี้เพื่อบรรเทาอาการสงสัยให้คุณ

วิธีใช้ : อ่านบนอุปกรณ์สื่อสารที่สะดวก เวลาใดก็ได้

คำเตือน : ควรอ่านให้จบในรวดเดียว

01

จุดเริ่มต้นในวงการสาธารณสุข

แม้ไม่ได้ทำงานสายการแพทย์โดยตรง แต่เอ็มพอรู้ว่าศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่เขามีจะเป็นประโยชน์ต่อวงการสาธารณสุข เพราะเขาเคยทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้โรงพยาบาลในประเทศแคนาดาอยู่พักใหญ่

“ตอนทำงานที่แคนาดา เราได้พบแพทย์ที่ใช้ระบบของเราจริงๆ ในห้องผ่าตัดรักษาคนไข้ ทำให้รู้สึกว่างานที่ทำด้านนี้มีคุณค่า ช่วยคนหรือแก้ไขปัญหาสังคมได้ ความคิดที่อยากเริ่มทำด้านสาธารณสุขคงเกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น” เอ็มเล่า เขาเข้าใจดีว่าเทคโนโลยีกับการแพทย์ผสานกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้

หลังเดินทางกลับไทย เอ็มคิดนำรูปแบบซอฟต์แวร์ที่แคนาดามาปรับใช้ แต่เจอความจริงว่าโครงสร้างสาธารณสุขแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ทั้งในแง่กฎหมายและสังคม

เอ็มจึงต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าเขาพอแก้ไขอะไรได้อีก ด้วยเทคโนโลยีและประสบการณ์ที่มี จนเจอปัญหาน่าสนใจที่แทบยังไม่มีธุรกิจไหนเข้ามาทำ อย่างการพัฒนาร้านขายยา

หลังค้นคว้าด้วยการลงพื้นที่พูดคุยกับเภสัชกรตามร้านขายยา และคำนวณตัวเลขทางธุรกิจต่างๆ เอ็มในวัย 32 ปีมองเห็นความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหา จนตัดสินใจก่อตั้งสตาร์ทอัพขึ้นมา

เอ็ม-ธีระ กนกกาญจนรัตน์
เอ็ม-ธีระ กนกกาญจนรัตน์

02

ปัญหาจุดจ่ายยา

20,000 คือตัวเลขที่เอ็มค้นพบในช่วงแรก

เป็นตัวเลขจำนวนสาขาของร้านขายยาทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งมากกว่าจำนวนร้านสะดวกซื้อชื่อดังทั้งหมดรวมกันเสียอีก และมีประชาชนเดินเข้าไปจับจ่ายยามากถึงวันละ 2 ล้านคน

ตัวเลขถัดไปคือ 90 เปอร์เซ็นต์ 

หมายถึงจำนวนร้านที่ดำเนินการโดยเภสัชกรรายย่อยในชุมชน ซึ่งถือว่าเยอะมาก ต่างกับประเทศใกล้เคียงอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ส่วนใหญ่ร้านขายยาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรรายใหญ่ รายล้อมด้วยทรัพยากรเพียบพร้อม

ปัญหาที่ร้านรายย่อยเหล่านี้พบ คือขาดระบบจัดการภายในร้านที่มีประสิทธิภาพ

“เราลองเดินเข้าไปสำรวจร้านขายยาเพื่อเข้าใจปัญหาเจ็ดในสิบจะบอกว่าระบบการจัดการทุกอย่างต้องใช้มือมนุษย์หมดเลย ไม่มีการบันทึกข้อมูลซื้อขายที่เป็นระบบ พอไม่มี ก็ต้องจดทุกอย่างลงบนกระดาษ” เอ็มเล่าพร้อมเสริมข้อมูล

เมื่อข้อมูลไม่ถูกจัดเก็บเป็นระเบียบ เภสัชกรจึงคาดการณ์ปริมาณยาที่ต้องมีในคลังหรือสั่งซื้อไม่ถูก เพราะขาดข้อมูลที่เที่ยงตรง เสียเวลานานกับการจัดทำข้อมูลรายงานการขายยาเพื่อส่งให้หน่วยงานต่างๆ ตามกฎหมาย หรือมีความเสี่ยงในการจ่ายยาให้ผู้ป่วยซ้ำซ้อนหรือผิดพลาด เพราะไม่มีบันทึกประวัติการรับยาของผู้ป่วย

นอกจากกระทบการบริหารธุรกิจให้อยู่รอดยั่งยืนแล้ว ยังส่งผลลบกับประสบการณ์การซื้อยาของผู้ป่วย
แต่ให้ทำอย่างไรเล่า ซอฟต์แวร์ดีๆ ทันสมัยที่ช่วยได้ตามท้องตลาดก็มักมีราคาแพง และไม่ค่อยมีฟังก์ชันตอบโจทย์ร้านขายยา
Arincare เห็นช่องว่างตรงนี้ จึงพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มบริหารร้านขายยาโดยเฉพาะ หรือที่เอ็มเรียกว่า ‘Digital Pharmacy Solution’ ให้เภสัชกรนำไปใช้งานได้ฟรีๆ เพื่อยกระดับร้านขายยาให้ทันสมัย

03

ซอฟต์แวร์มากศักยภาพเพื่อเภสัชกร

เมื่อเภสัชกรติดตั้ง Arincare เรียบร้อย นั่นเท่ากับประหยัดเวลาการทำงานในอนาคตไปได้นับหลายร้อยชั่วโมง

เพราะ Arincare มีฐานข้อมูลยาเพียบพร้อมกว่า 10,000 รายการอยู่ในระบบ ทำให้เภสัชกรดูข้อมูลยา ปรับราคาและจำนวนสำหรับการขายแต่ละครั้งได้สะดวก เมื่อลูกค้าชำระเงิน ข้อมูลการซื้อขายก็ถูกเก็บเข้าระบบโดยอัตโนมัติ 

เภสัชกรจะดูข้อมูลการซื้อยาแยกตามวัน เวลา และประเภทยา มองเห็นยอดขายและกำไรทั้งเป็นตัวเลขและกราฟสรุปให้เข้าใจได้ภายในไม่กี่วินาที พร้อมดูยอดจำนวนยาแต่ละประเภทที่มีในคลังได้ สะดวกต่อการสั่งซื้อยาใหม่ ในเวลาและปริมาณที่พอเหมาะ พร้อมสรุปข้อมูลบัญชีไว้เป็นเอกสารส่งหน่วยงานต่างๆ 

นอกจากบันทึกข้อมูลยา ระบบยังบันทึกประวัติคนไข้และการซื้อยา ช่วยให้ร้านขายยาที่มีระบบ Arincare ดูแลลูกค้าได้ดีปลอดภัยหายห่วง รู้ว่าควรจ่ายยาตัวไหนที่เหมาะสม และด้วยข้อมูลที่เชื่อมต่อทางออนไลน์ผ่านระบบคลาวด์ ไม่ต้องกลัวเลยว่าข้อมูลจะหล่นหายไปไหนเหมือนตอนจดบนกระดาษ

ซอฟต์แวร์ตัวเดียว แต่แก้ปัญหาได้หลายจุด
ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร้านขายยา เภสัชกรตัดสินใจทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และลูกค้าซื้อยาได้อย่างรวดเร็วปลอดภัย

Arincare สตาร์ทอัพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ราคา 0 บาทให้เภสัชกร เพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทย
เอ็ม-ธีระ กนกกาญจนรัตน์

04

เข้าใจผู้ใช้งาน จนคนหลงรักและช่วยเสนอวิธีการสร้างรายได้

การพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นเรื่องยาก แต่ที่ยากไม่แพ้กันสำหรับสตาร์ทอัพน้องใหม่ คือการทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จัก และว่าที่ลูกค้าไว้วางใจจนตกลงใช้งาน
ช่วงแรก เอ็มตั้งราคาให้ซอฟต์แวร์ของตน แต่ไม่มีใครซื้อ เพราะต่างกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและความน่าเชื่อถือของซอฟต์แวร์ไทย

หลังจากหาคำตอบอยู่สักพัก เอ็มก็เกิดประกายความคิดขึ้นมา

“ตอนแรกเราคิดว่าตัวเองต้องขายซอฟต์แวร์เหมือนบริษัทอื่นๆ แต่พอการขายด้วยราคาที่ถูกกว่าไม่ใช่คำตอบสำหรับวงการนี้ เราลองมองโมเดลแบบเฟซบุ๊กหรือกูเกิลที่ให้คนใช้งานได้ฟรี แต่มีวิธีหารายได้ทางอื่น” เอ็มอธิบาย ในตอนแรกเขายังไม่พบคำตอบว่าจะหารายได้อย่างไร แต่ลองทดสอบด้วยการปรับให้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ได้ฟรี อย่างน้อยจะได้เข้าใจตลาดก่อน
เอ็มเชื่อว่า หากมีคนรักผลิตภัณฑ์ของเขาเพราะคุณค่าที่ได้รับ จะมีวิธีการสร้างรายได้ตามมาภายหลัง

ส่วนเรื่องความน่าเชื่อถือ นอกจากประกวดสตาร์ทอัพจนได้รับรางวัลภูมิภาคมาบ้างแล้ว ในช่วงแรกเอ็มและทีมงานใช้การลงพื้นที่ไปพูดคุย สอนวิธีใช้งานซอฟต์แวร์ให้ถึงที่

ความพยายามเหล่านี้ไม่สูญเปล่าแต่อย่างใด เภสัชกรเริ่มตัดสินใจใช้งาน Arincare มากขึ้น บางรายพอได้ลองใช้ ก็หลงรักความครบเครื่องจนอยากให้เก็บเงินค่าซอฟต์แวร์

แล้วรายได้แรกก็เกิดขึ้น จากความต้องการใหม่ของลูกค้าที่เสนอวิธีเข้ามา

“รายได้แรกของ Arincare มาจากการขายคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ฉลากยา เพราะเภสัชกรไม่สะดวกไปซื้อเอง เขาก็ขอให้เราช่วย เราเลยไปตกลงซื้อกับผู้ผลิตและนำมาบริการให้พร้อม” เอ็มอธิบายถึงวิธีสร้างรายได้ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่หลังจากนั้นวิธีอื่นก็ค่อยๆ ตามมา เช่น ลูกค้าต้องการให้ทีมงานสอนวิธีใช้งานและนำข้อมูลสินค้าเข้าระบบให้เรียบร้อย โดยยินดีจ่ายค่าบริการเสริม

เมื่อรับฟังลูกค้าหรือผู้ใช้งานอย่างตั้งใจ จนเกิดความสัมพันธ์อันดีและมีผู้ใช้งานมากขึ้น Arincare ยิ่งได้รับความคิดเห็นที่นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กว่าเดิม

และเอ็มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นนี้มาก

“เราพยายามสื่อสารความคิดเห็นต่างๆ ให้คนในทีมรู้ว่าสิ่งที่เขาทำส่งผลอย่างไรต่อผู้คน เวลาออกไปต่างจังหวัดหาลูกค้า ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งอะไร เราจะให้สลับกันไปเจอลูกค้า เพื่อเห็นหน้างานว่าเขาทำงานกันอย่างไร มีปัญหาอะไรที่เราช่วยแก้ได้บ้าง ทีมงานจะได้เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำ แม้เล็กน้อยก็สำคัญ 

“ฟังก์ชันหลายอย่างที่เรามีตอนนี้ก็มาจากผู้ใช้งานว่าเขาอยากได้อะไร เรายังเคยส่งแบบร่างไปให้เภสัชกรช่วยดูเลยว่าโอเคหรือเปล่า พอมีเสียงตอบรับกลับมา มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้มาผิดทาง” เอ็มเล่า

เขาเชื่อว่าการได้ผลตอบรับทั้งด้านดีและไม่ดีเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจ
เพราะแปลว่าอย่างน้อย ยังมีคนแคร์ในสิ่งที่เราทำ

05

ตลาดยาออนไลน์ที่ลอกเลียนได้ยาก

Arincare ยังมีฟังก์ชันอื่นที่คิดค้นขึ้นจากการสังเกตร้านขายยา ซึ่งองค์กรอื่นทำตามได้ยากมากๆ อย่างตลาดยาออนไลน์ 

“บางทีเภสัชกรมีปัญหาการสั่งซื้อยา ติดต่อบริษัทยาลำบาก ต้องรอผู้แทนยาเข้ามาเก็บข้อมูลการสั่งซื้อ จะสั่งออนไลน์ก็ไม่ง่าย เพราะกฎหมายกำกับไว้ ร้านสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่เปิดเสรีให้ซื้อขายสินค้าแทบทุกประเภทไม่ได้ เนื่องด้วยเหตุผลทางความปลอดภัย” 

“แต่ Arincare ทำได้ เพราะผู้ใช้งานเราเป็นเภสัชกรและร้านขายยาที่ต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยเอกสารทั้งหมด” เอ็มอธิบายข้อได้เปรียบของ Arincare ที่เป็นเหมือนชุมชนเภสัชกร ซึ่งมีขนาดใหญ่พอเป็นตลาดตัวกลางที่ถูกกฎหมาย

ในแพลตฟอร์มนี้ บริษัทยาจะตั้งร้านในระบบ และร้านขายยาเข้าไปกดสั่งซื้อออนไลน์ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลารอผู้แทนยามาจดการสั่งซื้อยาที่ร้าน ให้ผู้แทนนำเวลาไปใส่ใจกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากขึ้น
ส่วน Arincare ก็มีข้อมูลมหาศาล ดูได้ว่ายาตัวไหนขายดีในพื้นที่ใดบ้าง นำไปวิเคราะห์อาการเจ็บป่วยทางสาธารณสุขในระดับสังคมต่อได้ กลายเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

Arincare จึงเป็นเหมือนตัวกลางร้านขายยาแห่งใหญ่ที่มีขุมทรัพย์ข้อมูลมากประโยชน์ โดยไม่ต้องมีหน้าร้านเป็นของตัวเองสักแห่ง

เอ็ม-ธีระ กนกกาญจนรัตน์

06

มากกว่าร้านขายยา

อีกหนึ่งบริการใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วในจังหวัดนำร่องอย่างปราจีนบุรี โดยร่วมมือกับ QueQ คือระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Prescription) ที่ขยับขยายไปทำงานร่วมกับโรงพยาบาล ตอบรับโครงการรับยาใกล้บ้าน

ผู้ป่วยจะไม่ต้องเสียเวลารอรับยาอีกต่อไป หากรักษากับโรงพยาบาลที่มีระบบ Arincare เพราะระบบนี้ทำให้ข้อมูลใบสั่งยาของคุณอยู่บนระบบออนไลน์ ไม่เป็นกระดาษที่แพทย์เขียนแล้วหายหรือถูกใช้ซ้ำปลอมแปลงได้เหมือนเคย

จากนั้น คุณสามารถตรวจสอบร้านขายยาใกล้บ้านที่มี Arincare และมียาที่คุณต้องการ เดินทางไปรับยาที่นั่นได้เลย รวดเร็วสำหรับคุณ และปลอดภัยสำหรับเภสัชกรที่จ่ายยา แน่ใจได้ว่าเป็นการจ่ายยาที่ถูกต้อง แม้ปัจจุบันยังใช้ได้กับแค่ยาบางประเภทและในบางจังหวัดเท่านั้น แต่ในปีนี้พวกเขาจะพัฒนาให้เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับธนาคาร เพื่อทำระบบการจ่ายเงินออนไลน์และประกันภัยอีกด้วย

Arincare เริ่มมองภาพไกลกว่าการพัฒนาร้านขายยาเพียงอย่างเดียว แต่มองถึงการพัฒนาระบบบริการด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์คนมากขึ้น

“เรามองว่าตัวเองเป็นองค์กรด้านสาธารณสุขมากกว่าสตาร์ทอัพที่ทำเฉพาะเรื่อง คือดูว่าระบบสาธารณสุขมีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง แล้วเราช่วยตรงไหนได้จากสิ่งที่เราทำ”
หากใครมองเห็นโอกาสในการร่วมงานที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจทั้ง 2 ฝ่าย และช่วยผลักดันวงการสาธารณสุขไปข้างหน้า Arincare กำลังรอร่วมมือกับคุณด้วยความยินดี

เอ็ม-ธีระ กนกกาญจนรัตน์

07

Change is the only constant

“เชื่อว่าไม่มีอะไรมาแทนความอุ่นใจระหว่างมนุษย์ได้” เอ็มตอบอย่างมั่นใจ เมื่อเราถามว่ากังวลกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับวงการสาธารณสุขบ้างหรือเปล่า และอนาคตของร้านขายยาจะเป็นอย่างไร

“คนส่วนใหญ่ยังคงต้องการคำแนะนำจากมนุษย์ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เรากินเข้าร่างกายไปมันดีนะ เพราะถ้าไม่ดีหรือเป็นของปลอมขึ้นมา คุณพังเลย และต่อไปมีเรื่องสมุนไพรและสินค้าออร์แกนิกเข้ามาด้วย คนจะตามหามากกว่าแค่ยาทั่วไปที่ร้านขายยา ซึ่งเภสัชกรยังให้ข้อมูลและจัดยาที่ถูกต้องได้” 

เอ็มมองว่าอุตสาหกรรมด้านสุขภาพจะค่อยๆ เติบโตขึ้น แม้ไม่หวือหวา แต่ไม่มีตกลง เพราะคนยังคงต้องการบริการทางสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่ายและคุณภาพดี เพียงแต่ต้องยอมปรับให้เท่าทันยุคสมัยและเครื่องมือที่เปลี่ยนไป

และ Arincare พร้อมเป็นคำตอบสำหรับคนหรือองค์กรที่พร้อมปรับตัว

“โลกเปลี่ยนไปตลอด ไม่มีใครหนีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีพ้น แต่ตอนนี้หลายคนยังพยายามต้านทานการเปลี่ยนแปลงอยู่ บางคนก็ยังไม่คุ้นเคยการทำงานกับสตาร์ทอัพ และกลัวว่าเราจะมาทำให้เสียกระบวนการเดิม เช่นภาครัฐที่ระบบในเชิงปฏิบัติยังตามการเปลี่ยนไม่ค่อยทัน แต่ไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งก็ต้องเปลี่ยน และเราเป็นคนที่พร้อมช่วยคุณเปลี่ยน นี่เป็นโอกาสที่เรามองเห็น”

08

สิ่งที่ควรค่าแก่ความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวง

คำว่า Arin ที่จริงแล้ว เป็นชื่อของหลานเอ็ม 

“เราเคยคุยกันเล่นๆ ในทีมว่าชื่อนี้จะเป็นสิ่งเตือนใจให้เราทำสิ่งที่ดีที่สุดออกมา เพื่อไม่ให้เสียชื่อหลาน ชื่อนี้จะเตือนให้เราแคร์และทำเพื่อคนที่เรารักและคนรุ่นต่อไป” เอ็มตอบหนึ่งในคำถามที่มีคนถามบ่อยครั้ง พร้อมฝากให้คนที่วาดฝันอยากริเริ่มสตาร์ทอัพ ค้นหาสิ่งสำคัญที่ควรค่าแก่ความเหน็ดเหนื่อยที่จะเกิดขึ้นตลอดทางด้วยเช่นกัน

“ทุกวันนี้ประเทศเรามีปัญหาหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เลือกสักเรื่องที่สำคัญแล้วแก้อย่างจริงจัง ไม่ต้องรีบเริ่มก็ได้ แต่คิดกับประเด็นนั้นให้ลึก ความหลงใหลอย่างเดียวไม่พอนะ ต้องค้นหาข้อมูล ลงมือทำ เข้าใจว่าปัญหาคืออะไร”

“ถ้าเจอเรื่องนั้นแล้ว นี่คือโอกาสของคุณ” เอ็มกล่าวปิดท้าย ก่อนมุ่งกลับไปทำงานต่อ

เอ็ม-ธีระ กนกกาญจนรัตน์

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นตอนกำลังนั่งรถไปแคมป์ปิ้ง เลยทำให้อินเป็นพิเศษ

ลองมองย้อนกลับไปในชีวิตที่เคยแคมป์ปิ้งมาบ้าง 

เห็นภาพตัวเองรีบตื่นเช้า รีบออกเดินทางให้ไปถึงลานกางเต็นท์ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้จุดกางเต็นท์ดี ๆ วิวสวย ๆ ครั้งหนึ่งแวะระหว่างทางจนไปสาย ก็ต้องยอมกางเต็นท์บนเนิน นอนตัวเกร็งทั้งคืนไม่ให้ตัวไหลไปด้านล่าง

ยิ่งเป็นลานกางเต็นท์ฮอตฮิตอย่างอุทยานแห่งชาติ ที่แน่นอนเรื่องความอุดมสมบูรณ์และวิวแบบพาโนราม่า ก็มักจะมีระบบการจองท้าทายความทุ่มเทของคนไป แบบที่ต้องเตรียมการล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ

เช่นเดียวกับ อีฟ-อติชา ยิ่งศิริอำนวย ผู้ก่อตั้ง Campa แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกในประเทศไทย ซึ่งเคยเจอปัญหาเหล่านี้กับตัวเองเช่นกัน 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

อีฟเริ่มท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติจากการเดินป่า แล้วค่อยขยับมาตั้งแคมป์อย่างจริงจัง ตระเวนเดินทางไปจุดต่าง ๆ ในประเทศ ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก ที่ที่เธอใช้วันหยุดส่วนใหญ่ไปกับการตั้งแคมป์นอกเมือง (บางครั้งก็นอกรัฐ) ได้เห็นระบบการจอดลานกางเต็นท์ที่ไม่มีในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สำหรับอุทยานของภาครัฐ และลานกางเต็นท์อิสระของภาคเอกชน ระบบจ่ายเงินที่เสร็จสมบูรณ์บนหน้าจอ การจองจุดกางเต็นท์ที่เราเลือกได้เองแบบไม่ต้องรอลุ้นหน้างาน บางที่นำนวัตกรรมมาใช้จนไม่ต้องมีพนักงานเฝ้าลานเลยสักคน

Campa จึงเริ่มต้นจากคำถามว่า ‘ทำไมถึงไม่มีระบบการจองลานกางเต็นท์ในประเทศไทย’

ส่วนชื่อแบรนด์ ถ้าอ่านเสียงภาษาอังกฤษก็ฟังรื่นหู 

ถ้าอ่านเสียงภาษาไทยคือ แคมป์ปะ? แบบเวลาเราโทรชวนเพื่อนไปตั้งแคมป์นั่นแหละ

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

01

สหรัฐอเมริกาคือที่ในฝันของคนสายแคมป์ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย รวมไปถึงเว็บไซต์หลายเจ้ารองรับอุปสงค์ของคนทั่วประเทศ บนเว็บไซต์อำนวยความสะดวกด้วยข้อมูลต่าง ๆ มีวิธีการจองและการจ่ายเงินที่ชัดเจน จนการแคมป์ปิ้งกลายเป็นวัฒนธรรมปกติ แบบที่ถ้าถามเพื่อนว่าเสาร์อาทิตย์นี้มีแผนไปเที่ยวไหน การตอบว่าแคมป์ปิ้งก็ไม่ต่างอะไรจากการไปห้างสรรพสินค้าหรือดูหนัง

หลังเรียนจบ อีฟวางแผนไป Road Trip ที่ Yellowstone แต่การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องยกเลิกทุกอย่าง 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

“เป็นช่วงตัดสินใจว่าจะกลับไทยหรือต่อวีซ่าทำงานอีกปีที่โน่น พอไม่ได้ไปทริปนั้นเลยนั่งไล่ดูเว็บไซต์ต่าง ๆ อยากไปจังเลยแต่ไม่ได้ไป สุดท้ายคิดขึ้นได้ว่า ทำไมที่ไทยไม่มีแบบนี้ ประเทศไทยก็ที่สวย ๆ เยอะแยะ แต่กลับไม่มีแพลตฟอร์มการจองที่เป็นระบบ คิดเสร็จก็โทรไปเล่าให้เพื่อนสนิท (ตั๊ก-ปวีณา คล้ายสุบรรณ) ฟัง แล้วก็ชวนมาทำด้วยกันเลย” 

เธอบินไปซิลิคอนวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย ซื้อกระดานไวท์บอร์ดมาหนึ่งแผ่น และเริ่มไล่เรียงเขียนแผนธุรกิจทั้งหมดในอพาร์ตเมนต์ของตั๊ก

 02

“ผีสตาร์ทอัพเข้าสิง” อีฟหัวเราะ

แม้การไปแคมป์จะไม่สะดวกสบายเท่าการนอนโรงแรม การจะไปแต่ละครั้งก็ไม่ควรต้องลำบาก โดยเฉพาะในเรื่องที่จัดการได้ล่วงหน้า เช่น การจอง การจ่ายเงิน การหาข้อมูลของลานกางเต็นท์ ความเบียดเสียด ความไม่แน่นอน หรือการตั้งตารอทริปหนึ่ง เพื่อพบว่าสิ่งที่เราคาดหวังไม่ได้เป็นอย่างนั้น

การไปแคมป์มันควรจะง่ายกว่านี้

จากความตั้งใจแรกเริ่มที่แค่อยากสร้างแพลตฟอร์มและระบบจองลานกางเต็นท์ในประเทศไทย อีฟพบว่านี่คือแนวคิดแบบสตาร์ทอัพที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยี

ปัญหาที่ว่ามีทั้งหมด 4 ข้อใหญ่ ๆ

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป
  1. คนไม่รู้ว่าจะไปแคมป์ปิ้งที่ไหน 

บางที่ต้องหาดูจากเพจ บางที่บอกกันปากต่อปาก การหาลานจองเต็นท์สวย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่หัดแคมป์ อีฟตั้งใจให้แพลตฟอร์มเป็นศูนย์รวมลานกางเต็นท์ทั่วประเทศไทย และมีระบบที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่มือสมัครเล่นจนถึงมืออาชีพ แค่เสิร์ชชื่อจังหวัดก็มีขึ้นมาให้เลือกเหมือนแพลตฟอร์มจองโรงแรมที่คุ้นเคยกันดี พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับลานกางเต็นท์และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องส่งข้อความหรือโทรไปสอบถามโฮสต์หรือลานกางเต็นท์อีกครั้ง

  1. การจ่ายเงินที่แตกต่างกันไปแต่ละลาน 

บางลานให้โอนล่วงหน้า บางลานเดินเก็บตามเต็นท์ หากมีระบบการจ่ายเงินที่ง่ายและเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ตอนจอง โฮสต์ก็ไม่ต้องจ้างคนมาคอยเก็บเงิน ส่วนลูกค้าก็ไม่ต้องเตรียมเงินไปจ่ายหน้างานให้ยุ่งยาก

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป
  1. ระบบ First come, First served ที่จริง ๆ แล้วอาจไม่ตอบโจทย์

ข้อนี้เราอินเป็นพิเศษ เพราะประสบการณ์น้อยนิดที่ผ่านมา ไม่เคยไปถึงลานกางเต็นท์ทันจุดที่อยากกางเลยสักครั้ง ต้องแก้ปัญหาด้วยระบบที่ไม่ได้แค่จองแค่พื้นที่ แต่จองจุดกางเต็นท์ได้เลยตั้งแต่แรก ลูกค้าก็ไม่ต้องรีบตื่นรีบไป ใครอยากแวะเที่ยว แวะดื่มกาแฟก่อน แล้วค่อยไปถึงแคมป์ตอนเย็น ๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเจอประสบการณ์แบบ ‘ไม่ตรงปก’ ไม่ได้วิวที่เราตั้งใจไปดูจริง ๆ

  1. ความเป็นส่วนตัวที่หลายคนมองหา

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว แม้เราไปถึงก่อนใครและได้กางเต็นท์ในจุดที่ต้องการแล้ว ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะไม่มีเต็นท์หลังอื่นมากางอยู่ข้างหน้า ในช่วงไฮซีซั่น โฮสต์บางลานรับคนแน่นมากจนเต็นท์อยู่ติด ๆ กันแบบที่อีฟบอกว่า ‘เชือกจะเกี่ยวกันอยู่แล้ว’ ลานกางเต็นท์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มนี้ จึงต้องแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ระบุจำนวนคนสูงสุดต่อพื้นที่ ถ้าคนมากหน่อยก็ต้องเช่าพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ต้องกังวลว่าเสียงของเต็นท์ข้าง ๆ จะรบกวน ไม่ต้องกลัวว่าสมอบกเต็นท์จะไปโดนเต็นท์ใคร และมีความเป็นส่วนตัวในบรรยากาศเอาต์ดอร์สบาย ๆ ได้เต็มที่

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

03

อีฟเลือกไม่ต่อวีซ่าทำงานที่อเมริกาแต่กลับเมืองไทยเพื่อจัดตั้งบริษัท สิ่งที่เขียนกับตั๊กบนกระดานไวท์บอร์ดในอพาร์ตเมนต์ที่ซิลิคอนวัลเลย์ คือความเป็นไปได้ที่ทำให้เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่โดยไม่ลังเล

สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนธุรกิจมาตั้งแต่เริ่ม ทั้งคู่เริ่มจากการคิดตาม Pitch Deck หรือไฟล์นำเสนอของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีโมเดลใกล้เคียงกันอย่าง Airbnb

“เราดูตามไปทีละจุดว่าต้องมีตัวเลขอะไรบ้าง แล้วเอาหัวข้อนั้นมาจดบนกระดาน”

ถ้าเล่าคร่าว ๆ พวกเขาเริ่มจากการสำรวจตลาดเพื่อหา Market Validation ว่าในประเทศไทยมีตลาดคนแคมป์ปิ้งอยู่จริงไหม และมากแค่ไหน ตามด้วย Traction ว่าโมเดลธุรกิจของ Campa จะดึงดูดลูกค้าได้หรือไม่ ก่อนวิเคราะห์ SWOT ว่ามีข้อได้เปรียบ ข้อด้อย อุปสรรค และโอกาสอะไรบ้าง 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

Campa จึงออกมาเป็นแพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์ ระบบคล้าย ๆ กับแพลตฟอร์มจองโรงแรมต่าง ๆ เป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้บริโภค รายได้หลักมาจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมในการจองแต่ละครั้ง โดยทีมงานจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่เข้าร่วม ให้คำปรึกษาเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องมี วัดพื้นที่จริงเพื่อกั้นล็อกกางเต็นท์ให้แยกเป็นสัดส่วน และถ่ายรูป 360 องศาของแต่ละล็อกให้เห็นวิวจริง ก่อนจะนำขึ้นเว็บให้ลูกค้าได้เลือกดู

อีฟบอกว่า จุดขายหลักของแพลตฟอร์มคือการจองล่วงหน้า ที่ดูยังไงก็เข้าท่าและคนน่าจะต้องการ และยังเป็นเหตุผลที่ทำให้อีฟกลับไทยเพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจนี้สุดตัว ทำเป็นงานหลัก ไม่ใช่ Side Project 

เธอหาข้อมูลอย่างหนัก คุยกับผู้มีประสบการณ์มากมาย ทั้งยังได้ที่ปรึกษาเป็นร้าน ThailandOutdoor Shop ผู้จำหน่ายอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง 

นักแคมป์ปิ้งผู้คร่ำหวอดในวงการบางคนติดเรื่องราคาของลานกางเต็นท์เอกชน ที่อาจไม่ย่อมเยาเหมือนลานกางเต็นท์ในอุทยานแห่งชาติ

แต่หลายคนกลับมองว่าแพลตฟอร์มนี้จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์แคมป์ปิ้ง และเชียร์สุดใจให้ทำต่อ 

“เขาบอกว่ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว อุปกรณ์ตั้งแคมป์มีแทบทุกอย่าง แม้แต่แอร์ในเต็นท์ยังมีแล้ว ทำไมระบบการจองจุดกางเต็นท์ถึงยังไม่พัฒนา ถ้าเราไม่ทำ วันหนึ่งก็ต้องมีคนทำแน่นอน”

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

04

ฟังแค่นี้เหมือน Campa จะช่วยผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ แต่อีฟบอกว่าแพลตฟอร์มไม่ได้แก้แค่ปัญหาฝั่งผู้ใช้ เพราะจะเข้ามาแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน

“ปกติเวลาคนคนหนึ่งจะไปแคมป์ปิ้ง เขาจะมีคำถามมากมาย เช่น วันเสาร์ที่ 20 ว่างไหมคะ แล้ววันหนึ่งไม่ได้มีคนถามแค่คนเดียว ยังไม่นับคำถามอื่น ๆ อย่างมีน้ำอุ่นไหม มี Wi-Fi ไหม เจ้าของลานต้องตอบกี่คำถามในหนึ่งวัน”

ณ วันนี้มีลานกางเต็นท์บนแพลตฟอร์มกว่า 20 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นลานที่ทีมงานเดินไปหา อีกส่วนเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาก่อน แต่จำนวนโฮสต์ก็เป็นอีกเรื่องที่เหนือความคาดหมาย

“เรามองโลกไว้ในแง่ดีมาก ระบบมันเวิร์กขนาดนี้ ต่างประเทศเขาก็มีกัน และไม่ใช่แค่อเมริกา ที่ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรปก็มีด้วย แล้วเราเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย คิดว่ายังไงโฮสต์ต้องอยากมาร่วมกับเราแน่นอน 

“แต่เอาเข้าจริง การหาโฮสต์นั้นเหนื่อยสุด ๆ บางอาทิตย์เพิ่มมาแค่ 2 ที่ ตอนแรกเราคิดว่านี่จะเป็นเว็บไซต์ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนแคมป์ สุดท้ายต้องยอมรับว่า มันเปลี่ยนพฤติกรรมโฮสต์มากกว่า”

โฮสต์บางคนตกลงเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มทันทีเพราะเฝ้ารอระบบแบบนี้มานานแล้ว แต่บางคนยังไม่สนใจเพราะ 2 เหตุผลที่เข้าใจได้

หนึ่ง แพลตฟอร์มของอีฟเป็นสิ่งใหม่ การจะขอพื้นที่ของเขามาอยู่บนนี้จึงต้องอาศัยความไว้ใจหรือตัวอย่างให้เห็นว่าจะประสบความสำเร็จ

สอง โฮสต์หลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ปัญหา การหาแอดมินให้ข้อมูลหรือคนเก็บเงินก็เป็นสิ่งที่เขายินดีทำอยู่แล้ว รายได้ในแต่ละเดือนก็เพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้ใครเพื่อสร้างระบบขึ้นมา

ทุกการจองจะมีค่าธรรมเนียม 18 – 25 เปอร์เซ็นต์เข้าแพลตฟอร์ม ขึ้นอยู่กับราคาตั้งต้นที่โฮสต์เป็นคนกำหนด แต่ Campa จะแนะนำให้โดยเปรียบเทียบราคาของลานที่อยู่โซนใกล้เคียงกัน บรรยากาศใกล้เคียงกัน พร้อมส่งรายงานข้อมูลการจองให้ทุกวัน สัปดาห์ไหนยอดการจองลดลงจนผิดสังเกต ขณะที่ลานเพื่อนบ้านยอดขายดีเหมือนเดิม ก็จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องโปรโมชัน การสื่อสารทางการตลาด หรือการปรับลดราคา

ส่วนรูปแบบการอยู่บนแพลตฟอร์มมี 2 แบบ คือ เข้าร่วมทั้งหมดหรือเข้าร่วมแค่บางส่วนของพื้นที่ก็ได้เช่นกัน 

ลานกางเต็นท์บนเว็บไซต์ได้ผ่านการตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อย (Verified) และ Campa ตกลงว่าจะช่วยด้านการตลาดให้อีกแรง เช่น เชิญคนมารีวิวพื้นที่ หรือทำวิดีโอโปรโมตกิจกรรมและทิวทัศน์

พื้นที่ที่มองหาไม่จำเป็นต้องเป็นลานกางเต็นท์อยู่แล้ว และอาจจะไม่ต้องมีวิวพันล้าน เพราะทุกที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป

อีฟเล่าให้ฟังว่า มีที่หนึ่ง วิวไม่ใช่จุดเด่นที่สุด เพราะจุดขายคืออากาศหนาวตลอดปี ส่วนอีกที่เป็นสวนผลไม้ที่ลูกค้าชอบมาก เพราะเขาอนุญาตให้เก็บผลผลิตจากต้นมาประกอบอาหารได้ฟรี แถมย้ำว่าใครมีพื้นที่และอยากเข้าร่วมกับ Campa ก็ติดต่อมาได้เลย

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

05

แพลตฟอร์ม Campa เปิดตัวในรูปแบบเว็บไซต์ตอนเที่ยงคืนวันที่ 1 เดือนตุลาคม ปี 2021 และมีคนเข้าจองทันที

แผนธุรกิจ 3 ปีแรกคือ รวบรวมลานกางเต็นท์ในทุกจังหวัดของประเทศไทยให้ได้เยอะที่สุด ขยายตลาดไปในส่วนของ Gamping ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะต้องแข็งขันใน Red Ocean จัดอีเวนต์หรือเวิร์กชอปเกี่ยวกับกิจกรรมเอาต์ดอร์ เปิดตัวแอปพลิเคชันเพื่อเข้าถึงการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้คือ การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ให้บริการเช่าอุปกรณ์ตั้งแคมป์ เพื่อเสริมให้ธุรกิจครบวงจร และตอบโจทย์ความตั้งใจตามสโลแกน ‘The Infinite Outdoor Experience’

Campa ประกอบไปด้วยหุ้นส่วนที่มีจุดแข็งของตัวเอง ได้แก่

อีฟ ผู้ก่อตั้ง CEO และ Chief Marketing Officer

ตั๊ก ผู้ร่วมก่อตั้งและ Chief Design Officer

ต้า-จักรพันธ์ คล้ายสุบรรณ Chief Technology Officer 

ฟ้า-กนธิชา พุทธรักษา Chief Operation Officer และ Finance Manager

เต้-ศรุติ ยั่งเจริญ Chief Communication Officer

โจ้-กิตติธัช ธนพรรพี Chief Sales Officer

ต้า-วัฒนพล คำนวณศิลป์ Lead Developer

และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดใครคนใดคนหนึ่ง 

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

แม้จะออกตัวตลอดการสนทนาว่าไม่ใช่นักธุรกิจ และไม่มีหัวทางด้านนี้โดยตรง เธอกลับแนะนำบทเรียนธุรกิจข้อแรกที่ทุกคนควรถามตัวเองก่อนเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม

“ความชอบเป็นเรื่องสำคัญ”

เราพยักหน้าเห็นด้วยเต็มร้อย

“ทำอะไรที่ตัวเองชอบแล้วเราจะอิน เราจะอยากลุยกับมัน แต่สุดท้ายต้องอย่าเข้าข้างตัวเองจนลืมความเป็นไปได้ของตลาด อุปสรรคมันเยอะอยู่แล้ว แต่ต้องมองมันเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไปทีละปม อย่าใจร้อนหรือเครียดกับมันมาก มองภาพไกล ๆ แล้วเดินไปให้ได้ ”

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Campa และบริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ ส่วนใหญ่คือ เงินทุน 

“สายป่านเราไม่ได้ยาวพอ จากผลประกอบการในสามสี่เดือนที่ผ่านมา เราเห็นตลาด มันมีอุปสงค์ แต่สุดท้ายธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน ตอนนี้เราเริ่มมีพนักงานประจำแล้ว มีพนักงานขาย 2 คน พนักงานบัญชี 1 คน และแอดมินอีก 1 คน มีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เราคุยกันตลอดว่าถ้าถึงจุดที่ต้องรัดเข็มขัด จะรับมือกับมันยังไง จะไปยื่นขอทุนที่ไหนได้บ้าง ถ้าไม่ได้จะทำยังไง”

ทีมงานยังแก้ปมในการทำธุรกิจอยู่ทุกวัน และพยายามพัฒนาแพลตฟอร์มและการบริการให้ง่าย สะดวก และดียิ่งขึ้น ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบการ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งแคมป์ปิ้งจะกลายเป็นการท่องเที่ยวเหมือนกับที่คนไปเที่ยวทะเล เป็นกิจกรรมที่ใครก็ทำได้ อยากให้คนที่ไม่เคยลองทำได้มีประสบการณ์ดี ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนแรก จนกลายเป็นคนที่ชื่นชอบการไปแคมป์ในที่สุด 

ให้แคมป์ปิ้งไม่ใช่แค่เทรนด์ที่เข้ามาแล้วก็ผ่านไป

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load