โรงพยาบาลนมะรักษ์ อ่านว่า นะ-มะ-รัก เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยศาสตร์มะเร็งขนาดเล็ก 

ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีคิดวิธีบริหารโรงพยาบาลเอกชน อย่าง รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ ทั้งสามเชื่อในเรื่องเดียวกันแม้แตกต่างกันโดยหน้าที่ 

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

คนหนึ่งเป็นหมอผ่าตัดที่ฝันอยากเป็นผู้ประกอบการ คนหนึ่งเป็นสูตินารีแพทย์ที่ฝันอยากทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน อีกคนเป็นเภสัชกรที่ถนัดงานทรัพยากรบุคคล ดึงดูดคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามาทำงานด้วยกัน 

สองคุณหมอและหนึ่งเภสัชกร ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพในวัย 50 ปี วัยที่สังคมบอกให้พวกเขาเตรียมตัวสร้างความมั่งคั่งเพื่อการเกษียณ แต่พวกเขามองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตผู้ประกอบการในฝัน 

โรงพยาบาลนมะรักษ์เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่เชี่ยวชาญการตรวจรักษามะเร็งเต้านม เพิ่งเปิดทำการเพียง 8 เดือน เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กที่มีวิธีคิดทำโรงพยาบาลแบบคราฟต์สุดๆ 

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

ตั้งแต่สร้างโรงพยาบาลกันเอง คุณหมอเป็นทั้งวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักออกแบบภายใน ออกแบบประสบการณ์คิดแทนความรู้สึกที่คนไข้จะได้รับ มีจุดขายที่ High Touch มากกว่า High Technology อย่างโรงพยาบาลทั่วไป 

ตั้งใจส่งมอบบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ จนคนไข้บอกให้ขึ้นราคาเพราะอยากให้โรงพยาบาลอยู่รอดต่อไปนานๆ แต่ชาวนมะรักษ์ก็ยังยืนยันจะรักษาราคาที่ตั้งไว้ เพราะเป็นความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นธุรกิจ

‘นมะ’ ในภาษาไทยแปลว่า การไหว้ การเคารพ การนอบน้อม

ไม่เพียงให้ความหมายตรงกับการบริการด้วยใจ เคารพบทบาทซึ่งกันและกัน คำว่า ‘นมะ’ ยังให้ความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับทรวงอก อันเป็นความเชี่ยวชาญหลักของโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยศาสตร์มะเร็งขนาดเล็กแห่งนี้

คุณหมอนุช หรือ รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน รีบเล่าความหมายของชื่อพร้อมชี้ชวนให้ดูโลโก้และเครื่องแบบพนักงาน เป็นเสื้อโปโลสีชมพูในแบบเดียวกันไม่แบ่งแยก ซึ่งชาวนมะรักษ์ภูมิใจ

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

ก่อนจะนั่งลงเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการคิดทำธุรกิจโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งนี้ ยอมรับว่ามีหลายทีที่เผลอคิดว่ากำลังนั่งคุยกับคุณหมอที่บ้านมากกว่าที่โรงพยาบาลที่คุ้นเคย

20s

“ก่อนเรียนหมอเราอยากเรียนคณะพาณิชย์ฯ นะ อยากเป็นนักธุรกิจ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” คุณหมอนุชเล่าความฝันในวัยเด็ก 

30s

20 ปีที่แล้วเธอฝึกหัดวิชาการเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเองผ่านธุรกิจร้านอาหาร บริการโลจิสติกส์ขนส่งแผ่นซีดีให้แบรนด์ดัง และทำแบรนด์ปุ๋ยอินทรีย์ ไปพร้อมๆ กับเป็นแพทย์ในสาขาที่เชี่ยวชาญ

“กับเรื่องธุรกิจ เราคิดเองว่าอ่านหนังสือก็คงรู้วิธีบริหารจัดการได้ ตอนนั้นห้าว ใครว่าอะไรทำแล้วดีเราก็ลงทุนทำกับเขาโดยไม่ถนัด ตอนแรกคิดเข้าข้างตัวเองว่าที่ไม่สำเร็จเพราะไม่ให้เวลามากพอ ความจริงเราขาดความรู้ที่สำคัญ” คุณหมอนุชในวัย 38 ปี จึงตัดสินใจใช้เวลาว่างจากการเป็นอาจารย์แพทย์ดูแลเรื่องเต้านมที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กลับเข้าห้องเรียน MBA ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นงานอดิเรก

40s

คุณหมอนุชในวัย 40 ยอมรับว่าตัวเองมองกว้างขึ้น คิดเป็นระบบมากขึ้น แต่ใช่ว่าเธอกล้าพอที่จะกลับไปเป็นผู้ประกอบการ จนเมื่อได้รับโอกาสจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ทำงานเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายคุณภาพ ก่อนย้ายมาทำฝ่ายสื่อสารองค์กร ตามด้วยการเป็นรองคณบดีฝ่ายบริหารกิจการพิเศษ ส่วนงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง จัดหาเครื่องมือ ดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล และได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการผู้จัดการ บริหารบริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด (Ramathibodi Facilities Services : RFS) ซึ่งเป็นส่วนงานธุรกิจที่ดูแลนอกเหลือจากงานรักษาพยาบาล จนเธอมั่นใจขึ้น 

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

50s

หลังจากบ่มเพาะความฝันที่อยากสร้างโรงพยาบาลเป็นของตัวเองมานาน เธอก็ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจอีกครั้งในวัย 50 ปี ก่อนจะเริ่มชวนหุ้นส่วนที่แม้จะต่างสาขาความเชี่ยวชาญแต่เชื่อเหมือนกัน มองภาพเดียวกัน เมื่อ 10 ปีแล้ว พวกเขาเคยคุยกันว่าอยากทำคลินิกหรือศูนย์รักษาพยาบาลสำหรับผู้หญิง มีส่วนที่ทำเล็บทำผมพร้อมกับตรวจสุขภาพ เวลาผ่านไปความคิดที่จะทำคลินิกก็กลายเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง

“คุณหมอเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน” เราถาม

คุณหมอนุชตอบทันทีว่าประสบการณ์ทำงานทำให้เธอรู้ว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเยอะแค่ไหน ยังไม่รวมผู้ป่วยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นมะเร็ง หรือผู้หญิงอายุ 35 – 40 ปีที่มีโอกาสเป็นผู้ป่วยจึงต้องคัดกรอง

“หมอทำแผนผังขึ้นมาว่าในกระบวนการรักษามีส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายบ้าง มียาอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร หรือต้องเกี่ยวกับหมอแผนกอื่นอย่างไรบ้าง รวมแล้วใช้เงินไม่ต่ำกว่าล้าน เราก็ทำให้เขาเห็นว่าถ้ายอมจ่ายค่าตรวจปีละสามถึงสี่พันบาท แล้วตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ซึ่งการรักษาคือผ่าตัด จากเดิมต้องเสียเงินเป็นล้านๆ ก็จ่ายเพียงค่าผ่าตัดสองแสนบาท”

คุณหมอผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในวัย 50

หากชีวิตคนเรายืนยาวถึง 70 ปี นั่นหมายความว่า ประสบการณ์ของคนอายุ 50 ปี ยังทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีกตั้ง 20 ปี 

หลายครั้งที่พูดถึงสังคมสูงวัย ทำไมคนต้องคิดถึงการออมเงินเพื่อเกษียณ ทำไมต้องส่งเสริมให้อยู่บ้านเลี้ยงหลานหรือออกเดินทางท่องเที่ยว แต่ทำไมไม่เตรียมสังคมที่เป็นสังคมจริงๆ 

“แทนที่จะคิดว่ารัฐบาลจะเลี้ยงเราไหม เราต้องเก็บเงินเลี้ยงตัวเองเท่าไหร่ถึงจะพอ

ทำไมไม่คิดสร้างคุณค่าตัวเองที่เลี้ยงคนอื่นได้ด้วย” เราพยักหน้าเห็นตามด้วยทุกอย่าง

“สองปีก่อนเริ่มทำโรงพยาบาล มีคนเตือนว่าอย่าทำโรงพยาบาลเลยเศรษฐกิจไม่ดี เราก็บอกว่าไม่เชื่อ ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะไม่ดีไปตลอด ไม่งั้นประเทศชาติคงล่มสลายไปแล้ว เพราะเราเห็นมาทั้งชีวิต เราผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ผ่านช่วงลดค่าเงินบาท ผ่านช่วงที่ประเทศชาติโชติช่วง เห็นมาทุกอย่าง เริ่มตอนนี้แหละเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว พอเศรษฐกิจดีขึ้นทุกคนก็พร้อมใช้จ่าย” คุณหมอนุชเล่า

ธุรกิจสตาร์ทอัพของคนรุ่นใหม่อาจจะหวือหวาและสดใหม่ เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สังคมไม่ได้ต้องการความใหม่เพียงอย่างเดียว เราต้องการธุรกิจที่มั่นคงและกลมกล่อม 

คุณหมอนุชเล่าข้อดีของธุรกิจจากสตาร์ทอัพวัย 50 ปี ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิต เข้าใจโจทย์ที่ตลาดต้องการอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีสร้างแพลตฟอร์ม ซึ่งหลายครั้งไม่ได้ตอบโจทย์ตลาด 

นอกจากนี้ ยังพร้อมไปด้วยทุน ความรู้ ประสบการณ์ มีโอกาสสร้างเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศเช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ ขอเพียงลุกขึ้นมาทำในส่วนที่ถนัดไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหน

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

โรงพยาบาลเฉพาะทางขนาดเล็กที่อยากสร้างอำนาจต่อรองในสังคม

สถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นปัญหาของธุรกิจรักษาพยาบาล ได้แก่ 

หนึ่ง ความไม่สมดุลระหว่างความต้องการของผู้ป่วยและบริการที่โรงพยาบาลมอบให้ และ

สอง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครื่องมือและการรักษาที่มีคุณภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษและบุคลากรบางสาขา นั่นทำให้การไปโรงพยาบาลรัฐของคนส่วนใหญ่ต้องลางานไปตรวจ ก่อนนัดคิวทำอัลตราซาวนด์ตามด้วยวินิจฉัยโรค จากนั้นถึงนัดฟังผล แล้วทำนัดเพื่อเจาะชิ้นเนื้อ จากนั้นนัดตรวจอีกครั้ง แล้วจึงนัดฟังผล 

ยังไม่ทันเริ่มรักษาก็ต้องไปโรงพยาบาล 5 – 6 ครั้ง ใช้เวลาร่วมหลายเดือน

หากอยากเข้ารักษากับแพทย์เชี่ยวชาญพิเศษในโรงพยาบาลรัฐ ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาและความสะดวกสบายบางอย่าง แต่ถ้าอยากได้บริการชั้นดีและความสะดวกพร้อมกันก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ที่ผ่านมา มีโรงเรียนแพทย์หลายแห่งทำคลินิกพิเศษเพื่อตอบสนองกลุ่มที่ต้องการการรักษาที่มีคุณภาพ มีความสะดวก ตรวจนอกเวลาได้ ที่สำคัญ ราคาเข้าถึง แต่นั่นก็ไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ดี

โรงพยาบาลนมะรักษ์ จึงก่อตั้งมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งของโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านเต้านม โดยคุณหมอและเภสัชกรผู้ก่อตั้งทั้งสามเห็นร่วมกันว่า เป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจนี้ไม่ใช่การหากำไรสูงสุด ไม่คาดหวังการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาตั้งใจทำโรงพยาบาลเฉพาะทางเล็กๆ ที่อยากสร้างอำนาจต่อรองในสังคม เปลี่ยนระบบบางอย่างของโรงพยาบาลที่มีมาช้านาน

คุณหมอนักวิศวกร สถาปนิก และอินทีเรีย ผู้ดูแลการสร้างโรงพยาบาลด้วยตัวเอง

คุณหมอนุชเล่าว่า ในการสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทาง หมายความว่าเราไม่ได้ทำทุกเรื่อง “อะไรคือแก่นของธุรกิจของเรา บางเรื่องต้องใช้พาร์ตเนอร์ เช่น บางครั้งต้องจ้างหมออายุรกรรมมาตรวจเตรียมความพร้อมสำหรับคนไข้ที่มีโรคประจำตัว หรือส่งไปตรวจกับโรงพยาบาลใหญ่ที่พร้อมกว่าแทนการจ้างหมอมา หรือใช้เครื่องมือที่ราคาสูงแต่ไม่ได้ใช้บ่อย” 

แต่กับเรื่องที่เป็นแก่นของธุรกิจ คุณหมอบอกว่าเครื่องมือที่เกี่ยวต้องคุณภาพดีกว่าที่อื่นๆ

ปรัชญาของโรงพยาบาลไม่ได้มุ่งหากำไรสูงสุด แต่ก็ยังต้องการกำไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

ข้อดีของการทำสิ่งที่ถนัด คือจะทำให้เราเข้าใจทางเดินของคนไข้ ตั้งแต่ก่อนเข้ามาใช้บริการจนหายดี พวกเขาจะเจอกับอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนมีมูลค่าเท่าไหร่ ลูกค้าเป็นใครกลุ่มไหน สิ่งที่ตั้งใจจะทำเป็นไปได้ไหม เพื่อออกแบบเชิงโครงสร้างโรงพยาบาล

“โดยทั่วไปหมอจะไม่รู้เรื่องโรงพยาบาลที่อยู่นอกเหนือกับการรักษามาก่อน เช่น ระบบวิศวะอาคาร ระบบเครื่องมือแพทย์ ดินน้ำลมไฟ ความปลอดภัย ซึ่งในเชิงธุรกิจเรื่องเหล่านี้ใช้เงินเยอะมาก หรือมีเครื่องมือแพทย์เครื่องหนึ่ง จะดูแลรักษาอย่างไร จะบำรุงรักษาอย่างไร”

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

ประสบการณ์ในส่วนงานดูแลการสร้างและออกแบบอาคารโรงพยาบาลรัฐ ทำให้คุณหมอนุชคุ้นเคยกับงานโครงสร้างและการออกแบบเป็นอย่างดี 

“พอได้มาทำอาคารโรงพยาบาลของตัวเอง อะไรที่เคยทำไม่ได้หรือมีข้อจำกัด เราก็ขุดมาทำทั้งหมด และเมื่อเรารู้ว่าเรามีทุนน้อยดังนั้นการก่อสร้างจึงต้องเร็ว” 

ปกติทำงานโครงสร้างให้เสร็จก่อนจากนั้นตามด้วยงานสถาปัตย์และอินทีเรียใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 13 เดือนตั้งแต่ตอกเสาเข็มจนโรงพยาบาลเสร็จ

คุณหมอนุชคุมงานโครงสร้าง งานออกแบบ และตกแต่ง ด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งแบ่งโซนการทำงานด้วยโลจิสติกส์บันไดหน้าและหลัง ใช้เทคโนโลยีขึ้นโมเดลห้องผ่าตัดที่อิตาลีก่อนขนส่งชิ้นส่วนมาติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ขณะที่การก่อสร้างห้องเอกซเรย์ทั่วไปต้องก่อผนังอิฐหนามีแผ่นตะกั่วด้านใน คุณหมอนุชก็ศึกษาจนพบวัสดุคุณภาพสูงมาใช้ทดแทน แถมยังมีโครงสร้างน้ำหนักเบาปรับเปลี่ยนผังได้เร็วหากมีแผนขยับขยายพื้นที่ใช้สอยในอนาคต ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วและจริงจัง

โรงพยาบาลที่เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนมากกว่ามาหาหมอ

ในขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งใช้ความ High Technology เป็นจุดขาย ที่นมะรักษ์จุดขายคือ High Touch

เพราะทุกปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นต่อการรักษาพยาบาลมากๆ 

“ในการรักษาหมอมีความเชื่อว่า หมอช่วยเขาได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือตัวผู้ป่วยเอง จากสภาพจิตใจที่ยอมรับ เชื่อมั่น และศรัทธา ที่จะปรับเปลี่ยนชีวิต ส่งผลต่อระบบร่างกายและภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ในการพัฒนาโรงพยาบาลยุคหลัง เราพูดถึงเทคโนโลยีมากเกินไปจนลืมว่าเวลาที่เรารักษา เรารักษาคนที่เป็นโรค ไม่ได้รักษาโรค อย่ามองแค่ว่าเราจะจัดการก้อนมะเร็งนี้ยังไง แต่มองหาว่าใจคนป่วยนั้นเป็นยังไง ไลฟ์สไตล์เขาเป็นยังไง เพื่อให้เขาหายดีกลับเข้าไปอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพดังเดิม”

เป็นเหตุผลว่าทำไมที่โรงพยาบาลนมะรักษ์ ให้ความรู้สึกสบายใจ อบอุ่นเหมือนบ้าน

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

มองด้วยสายตาแล้ว เราพบว่าที่นี่ฉีกทุกกรอบของการออกแบบพื้นที่ ถ้านักวิเคราะห์มาเจอต้องเห็นตรงกันว่าที่นี่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

ที่นมะรักษ์ ผู้ก่อตั้งให้โจทย์นักออกแบบว่า พวกเขาอยากได้โรงพยาบาลที่ดูไม่เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป ไม่เป็นอาคารสูง อยากให้คนไข้เข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกเหมือนมารีสอร์ต มีพื้นที่สำหรับพนักงาน และมีสวนซึ่งชาวนมะรักษ์ทุกคนร่วมออกแบบเอง

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

“ตอนแรกสถาปนิกแนะนำให้ทำอาคารห้าชั้น เพื่อการใช้พื้นที่ทุกตารางอย่างคุ้มค่า แต่เราคิดว่า ห้าชั้นให้ความรู้สึกเป็นอาคารสูง เดิมเราอยากได้แค่อาคารสองชั้นด้วย แต่นั่นทำให้ไม่มีพื้นที่ของพนักงาน ขณะเดียวกันความเป็นโรงพยาบาล ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายและระบบความปลอดภัยก็ยังต้องมีอยู่” คุณหมอนุชเล่าที่มาของพื้นที่อาคาร 3 ชั้น 

พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องตรวจ มีพื้นที่ส่วนกลางเป็นโต๊ะทำงานพร้อมปลั๊กไฟและอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกคนใช้ เหมือน Co-working Space มากกว่าพื้นที่รอพบแพทย์

พื้นที่ชั้นสองเป็นห้องพัก ซึ่งแตกต่างจากห้องพักผู้ป่วยในทั่วไป ที่ห้องจะอยู่ลึกและห่างไกลพยาบาล แต่ที่นี่ไม่ว่าจะอยู่ห้องไหน คุณจะเปิดประตูมาเจอเคาน์เตอร์พยาบาลตรงกลางเสมอ

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

พื้นที่ชั้นสามเป็นพื้นที่ใช้สอยของพนักงาน มีพื้นที่ออกกำลังกาย มีห้องประชุมหลากหลายขนาด สำหรับการจัดอบรมและเตรียมเป็นพื้นที่สำหรับเรียนในอนาคต

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

แทนที่จะกลุ้มใจกับสงครามราคา ชาวนมะรักษ์ถือว่านี่คือสัญญาณที่ดีของภารกิจ

นมะรักษ์เป็นโรงพยาบาลที่ไม่ประชาสัมพันธ์และทำการตลาดใดๆ อาศัยการบอกปากต่อปาก เพราะคนไข้สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและอยากช่วยให้ธุรกิจไปต่อ หลายครั้งจึงได้รับการสนับสนุน มีคนไข้ช่วยทำป้ายชี้ทางเข้าโรงพยาบาล หรือประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ 

การเกิดขึ้นของโรงพยาบาลนมะรักษ์อาจไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้โรงพยาบาลรายใหญ่ๆ หันมาลดราคาค่าตรวจแมมโมแกรมถึงครึ่งหนึ่งในรอบหลายปี ซึ่งแม้จะมีหลายคนเป็นห่วงว่าสงครามราคาจะตัดโอกาสทางธุรกิจของโรงพยาบาลเฉพาะทางน้องใหม่แห่งนี้ แต่คุณหมอนุชก็ยืนยันว่านี่เป็นภาพที่เธออยากเห็นมาตลอด

“แทนที่จะกลุ้มใจว่าเขาลดราคามาสู้ เรารู้สึกว่าภารกิจเราสำเร็จนะ เราอยากให้คนเข้าถึงการตรวจรักษาในราคาที่พวกเขาจ่ายได้” คุณหมอนุชยิ้ม

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

Lesson Learnt

ถ้ามีแพทย์รุ่นใหม่เดินเข้ามาบอกว่าอยากเป็นแบบคุณหมอนุชบ้าง คุณหมอจะตอบว่าอะไร เราถาม

คุณหมอรีบตอบทันทีว่า ธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพในยุคนี้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรักษาเพื่อความงาม ถ้าคุณอยากทำธุรกิจจริงๆ คุณหมออยากให้คุณกลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือความสุขของคุณ

“ความสุขอยู่ที่การเห็นเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น หรือความสุขอยู่ที่การได้ทำสิ่งที่อยากทำ มีคนรับบริการจากเราแล้วเขาหายดี เขายิ้ม และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ ถ้าความสุขเขาอยู่ตรงนี้ จงทำเถิด แต่ถ้าความสุขอยู่ที่การเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น จงอย่าเข้ามา เพราะธุรกิจนี้การแข่งสูงมาก ไม่ใช่แค่การแย่งชิงคนไข้ แต่ยังมีบุคลากร แพทย์ พยาบาล ที่สำคัญ” คุณหมอนุชย้ำซ้ำๆ ว่าถ้าเราอยากทำสิ่งดีๆ มีความสุขที่เห็นคนไข้หายดี มีความสุขที่เห็นทีมงานยิ้มแย้ม ก็ไม่ต้องกลัวอะไรเพราะเหล่านี้จะดึงดูดคนที่คิดแบบเดียวกันเข้ามา

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ธงบอกสภาพอากาศ หน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว กล่องรองเท้าติดป้ายชื่อ เครื่องเล่นฝึกประสาทสัมผัส ผักสวนครัวรอบสนาม สติกเกอร์รอยเท้าสัตว์บนทางเดิน ชุดนักเรียนที่ออกแบบให้ส่งเสริมพัฒนาการ ไปจนสมุดพกที่ไม่ได้รายงานว่าวันนี้เรียนอะไร แต่เขียนถึงสุขภาพใจกายของเด็ก

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird (Hummingbird International Kindergarten : HBIS) ที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กเป็นที่สุด โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ หรือ Early Years Foundation Stage (EYFS) เน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และพัฒนาผ่านการเล่น สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 18 เดือนจนถึง 5 ขวบ หรือระดับ Pre-school

แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนนี้แตกต่างคือ การนำแนวคิดและเทคนิควินัยเชิงบวกมาใช้เพื่อฝึก EF หรือ Executive Functions ทักษะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ มาปรับใช้เพื่อจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Hummingbird มองว่าโรงเรียนกับผู้ปกครองเหมือนคู่แต่งงานที่ต้องสื่อสาร เอาใจใส่ และร่วมมือกัน ในการสร้างพัฒนาการของเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเหตุผลที่ครูหมั่นคุยกับผู้ปกครองทุกเช้า-เย็น เอกสารหรือโพสต์บนเฟสบุ๊กของโรงเรียนมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีการจัดเวิร์กชอปให้ความรู้ โดยต้อนรับผู้ใหญ่ทุกคนในครอบครัวที่มีส่วนช่วยดูแลเด็กๆ

โรงเรียนนี้ทำให้ใครที่มีลูกเล็กอยากส่งลูกไปเรียน ใครที่ยังไม่มีลูกก็น่าจะอยากมี เราขอพาผู้อ่านไปฟังเรื่องราวจากปากผู้ก่อตั้งทั้งสาม ว่าอะไรทำให้คนที่ไม่มีแบกกราวด์ทางด้านการศึกษา ลุกขึ้นมาสร้างโรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่มีเป้าหมายใหญ่ คือสร้างเด็กๆ ให้พร้อมเติบโตไปเป็นพลเมืองของโลก (Global Citizen)

ชื่อโรงเรียนมาจากนก Hummingbird ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่กลับปราดเปรียวและสามารถบินถอยหลังได้ เปรียบเสมือนเด็กเล็กที่แม้จะตัวเล็ก ก็มีความสามารถซ่อนอยู่ข้างใน

ถ้าพร้อมแล้วเดินตามรอยเท้าสัตว์ เข้าห้องเรียนกันเลย

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 1 : Start from Scratch

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird เกิดจากเพื่อน 3 คน

เก-เกศินี วัฒนะวีระชัย สถาปนิกและภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์การทำงานในเมลเบิร์น เคยมีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบ Educational Institution โดยเฉพาะ Early Learning Centre และ Primary School เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก ซึ่งยังไม่มีให้เห็นในเมืองไทยมาก 

โบ-อารยา ทองใบ ทายาทธุรกิจโรงแรมผู้รักการบริการและเชื่อเรื่องการพัฒนาคน เธอเจอเหตุการณ์หนึ่งสมัยเรียนต่างประเทศ อาจารย์เปิดให้ถามคำถามแล้วไม่มีนักศึกษาเอเชียคนไหนถามเลย จึงกลับมาตั้งคำถามกับการศึกษาบ้านเรามากขึ้น 

ชิน-ทศพล ชัยชนะวิชชกิจ คุณพ่อลูกสามที่ยอมรับว่าตัวเองคือแพตเทิร์นเด็กไทยแท้ๆ เลือกเรียนตามที่ผู้ใหญ่เห็นชอบ จนกระทั่งได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วเกิดคำถามกับระบบการศึกษาของบ้านเรา

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“เราเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาได้เสมอ” โบเล่า “อย่างครอบครัวเราทำธุรกิจโรงแรม เป็นเรื่องปกติที่พนักงานอยู่กับเราแล้วเดี๋ยวก็ไป แต่สุดท้ายถ้าเราฝึกเขาได้ดี เขาก็จะไปพัฒนาที่อื่นต่อ เช่นเดียวกันกับเด็ก ถ้าเราสร้างให้เขาดี ประเทศเราก็จะดี อาจดูเป็นเป้าที่ใหญ่มากสำหรับโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แต่มันคือจุดเริ่มต้น”

โรงเรียนไทยแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ระบบ คือ ระบบวิชาการไทย โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนทางเลือก ชินเลือกโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกคนโต เพราะเห็นถึงความสำคัญของหลักสูตรและโอกาสของลูกจากทักษะการใช้ภาษา แต่ก็พบว่าลูกยังขาดทักษะบางอย่างที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งเขาเชื่อว่าประสบการณ์คือสิ่งที่ยิ่งมีเยอะ เราจะยิ่งตัดสินใจทำอะไรได้ง่ายขึ้น จนได้มาเจอกับทักษะ EF และวินัยเชิงบวก จุดเริ่มต้นของ Hummingbird ที่ได้เปลี่ยนความคิดพวกเขาเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กไปตลอดกาล 

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 2 : EF + Positive Discipline

“เราอยากพัฒนาประเทศ โดยการหยิบจับเรื่องเด็กและครอบครัวขึ้นมา ตอนที่จะทำ มีคนถามเราเยอะว่า ‘โรงเรียนมีเยอะแล้ว ทำไมต้องทำอีก’ ผมตอบว่า โรงเรียนมีเยอะแล้ว เพิ่มโรงเรียนดีๆ อีกสักที่ไม่ดีเหรอ เราทำเรื่องที่ดี ไม่เห็นต้องไปคิดว่ามันมีเยอะหรือไม่เยอะ” ชินเล่าให้ฟัง

แม้จะมีเกที่เคยทำงานออกแบบโรงเรียนและสถานศึกษาที่เมืองนอกมาก่อน แต่ทั้งสามคนไม่เคยทำโรงเรียนมาก่อน พวกเขาใช้วิธีเข้าไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร, ครูหม่อม-ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร, คุณติ่ง-สุภาวดี หาญเมธี ประธานกรรมการบริหารสถาบันรักลูกกรุ๊ป (RLG) และ ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) จนเห็นภาพว่าอยากให้ Hummingbird เป็นโรงเรียนแบบไหน 

ทักษะ EF และวินัยเชิงบวก (Positive Discipline) คือสิ่งที่ผู้ก่อตั้งเลือกมาใช้ประกอบกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ (EYFS) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

EF หรือ Executive Functions คือการฝึกทักษะสมองส่วนหน้า โดยสมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนสัญชาตญาณที่เราใช้หายใจ กะพริบตา รวมถึงกระบวนอัตโนมัติต่างๆ ของร่างกาย และจะโตเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด

ส่วนที่สองคืออารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเจอใครแล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาโดยไม่มีเหตุผล เติบโต 80 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรกเกิด และสุดท้าย สมองส่วนหน้า หรือที่เรียกกันว่า EF คือความอดทน รอคอย คิด วิเคราะห์ สมองส่วนนี้โตเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“EF จะทำงานเมื่ออีกสองส่วนปิด ถ้าตอนนั้นกลัวอยู่ หิวอยู่ ง่วงอยู่ งอแงอยู่ สมองส่วนนี้จะไม่ทำงาน ไม่มีสติ ไม่ใช้เหตุผล สมองส่วนนี้ทำให้เราเป็นมนุษย์และแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ซึ่งกว่าเด็กจะเปลี่ยนจากการใช้อารมณ์มาเป็น EF ได้ต้องใช้เวลา”

ส่วนวินัยเชิงบวก คือ การจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์ เช่น ถ้าลูกวิ่งการบอกว่า ‘หยุด อย่าวิ่ง’ คือวินัยเชิงลบ เพราะเป็นการออกคำสั่งให้ทำโดยไม่อธิบายเหตุผลและไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกคิด ที่นี่ใช้วินัยเชิงบวกโดยบอกสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เช่น เดินนะคะ หรือ ถ้ามีโอกาสก็สอนเด็กให้คิดตามได้ว่าวิ่งแล้วอันตราย ถ้าล้มแล้วจะเจ็บตัว

การใช้คำพูดที่เปิดโอกาสให้เด็กคิด รู้จักรับผิดชอบตัวเองจะค่อยๆ หล่อหลอมให้เขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ โดยเริ่มจากดูแลตัวเองไปถึงการดูแลคนอื่น

“สมมติถามว่า ถ้าไม่มีตำรวจแล้ว เราจะขับฝ่าไฟแดงไหม คำตอบในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ถ้าถามเด็ก Hummingbird จะตอบเหมือนกันว่าไม่ทำ เพราะมันไม่ถูกต้อง เกิดฝ่าไฟแดงแล้วเราและผู้อื่นได้รับอุบัติเหตุจะทำยังไง ของแบบนี้เราต้องปลูกฝังและสร้างโอกาสให้เขาฝึกฝน ให้เขามีจิตสำนึกต่อส่วนรวม”

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 3 : Communication is the Key

การส่งลูกมาโรงเรียนก็เหมือนการแต่งงานระหว่างผู้ปกครองกับครู โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุระหว่าง 0 – 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วง Golden Period ที่สำคัญที่สุดในชีวิต และพัฒนาการของวัยนี้ไม่สามารถแบ่งแยกที่บ้านหรือโรงเรียนได้ 

Hummingbird นำแนวคิด EF และวินัยเชิงบวกมาปรับใช้ พยายามออกแบบทุกอย่างในโรงเรียน ตั้งแต่อาคารเรียน บทเรียน ชุดนักเรียน สมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ ไปจนถึงการย่อตัวให้สายตาของครูอยู่ในระดับเดียวกันกับนักเรียนทุกครั้งที่พูดคุย ให้ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็กได้มากที่สุด ที่สำคัญ ผู้ปกครองเองก็ต้องเข้าใจธรรมชาติในการพัฒนาของเด็กตามช่วงวัยอย่างแท้จริง 

แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องมีการสื่อสารระหว่างกันที่ดีก่อน

ชินเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่เขาเจอจากโรงเรียนอื่นคือ ผู้ปกครองกับครูเป็นคนละส่วนกัน ทำให้การเข้าถึงโรงเรียนเป็นเรื่องยาก การขอนัดคุยกับครูดูจะเป็นปัญหามากกว่าเรื่องดี Hummingbird อยากแก้ไขข้อจำกัดตรงนั้น เลยสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการหารือระหว่างผู้ปกครองกับครู ทั้งช่วงเช้า ก่อนเข้าโรงเรียน หรือหลังเลิกเรียน อย่างน้อยๆ ครูต้องถาม 3 คำถาม คือ เด็กนอนกี่โมง เด็กนอนพอไหม และทานข้าวเช้าหรือยัง

หลังเลิกเรียน มีสมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ โดยครูจะนำสมุดพกนี้มาพูดคุยกับผู้ปกครอง เป็นบันทึกเรื่องราวประสบการณ์รายวันของเด็กแต่ละคน ให้ผู้ปกครองรู้ว่าลูกของพวกเขาเรียนรู้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ทานอะไร นอนพักพอไหม มีสภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างไร

นอกจากนี้ การสื่อสารทั้งหมดของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โพสต์เฟซบุ๊ก หรือครูประจำแต่ละห้อง ต้องมี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ สำหรับผู้ปกครองที่ไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ หรือคุณปู่คุณย่าที่ดูแลหลานเป็นหลัก Hummingbird มอบความเอาใจใส่ไปถึงที่บ้าน เพราะรู้ว่าพัฒนาการเด็กไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงกลางวันที่โรงเรียน

“จะมีคำถามคลาสสิก ‘ทำไมอยู่โรงเรียนทำได้ อยู่บ้านทำไม่ได้’ เราเลยสร้างโรงเรียนที่ไม่ได้สร้างพัฒนาการของเด็กแค่ในโรงเรียน เราต้องการให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพัฒนาการตามวัยด้วย เราจะบอกผู้ปกครองเสมอว่า เด็กเติบโตตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะบางคนคิดว่า ส่งลูกเข้าโรงเรียนพ้นรั้วปุ๊บ ก็เป็นหน้าที่ของโรงเรียนแล้ว แต่ในความเป็นจริง เด็กโตตลอดเวลา ตอนเขาหายใจ ตอนกินข้าว แม้กระทั่งตอนนอน เราก็ต้องใส่ใจเขา

“กลับมาที่การสื่อสาร ครูโดยปกติจะไม่ค่อยอยากคุยกับผู้ปกครอง เพราะเดี๋ยวคุยแล้วมีปัญหา แต่ถ้าให้เด็กเป็นที่ตั้ง เขาจะอยากคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ และมันจะเป็นประโยชน์ทั้งหมด เช่น มีผู้ปกครองมาบอกว่าลูกดื้อ ไม่ยอมทำตามเหมือนเมื่อก่อน บางวันเขาไม่ยอมเรียน เราก็จะบอกเลยว่าการปฏิเสธของเด็กคือพัฒนาการของเขา เราตัดสินใจกันไปเองว่าพัฒนาการต้องเป็นเรื่องดีเสมอ พัฒนาการมีหลายแบบ ทั้งการรู้คิดและการมีตัวตน

“การที่ลูกสามารถพูดได้ว่า ‘ไม่อยากเรียน’ แสดงว่าเขาคิดอะไรบางอย่างได้ ซึ่งถือเป็นการโชว์พัฒนาการ การสื่อสาร และความคิดเห็นของตัวเด็ก หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและรับมือตรงนี้ด้วย”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 4 : Caring on Details Design

เพราะมีหุ้นส่วนเป็นนักออกแบบ ทุกอย่างใน Hummingbird จึงดีไซน์จากการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายง่ายๆ คือ พื้นที่ที่ให้เด็กได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของคนที่เข้าใจเรื่องพัฒนาการเด็ก ทุกตารางเมตรในโรงเรียนแห่งนี้จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ไม่รู้จบ

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

บริเวณทางเข้ามีพื้นที่สำหรับผู้ปกครองให้ได้เจอกับครู ด้านหน้ามีหน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว ให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และการวางแผน ที่สำคัญ เกิดเป็นความภาคภูมิใจเมื่อทำได้จริง รอบๆ สนามเด็กเล่นแทนที่จะเป็นต้นไม้สวยงามดูแลง่าย ก็เลือกเป็นผักสวนครัว เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวและนำมาต่อยอดกับกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ของห้องเรียน Cooking Class ในหลักสูตรได้ เกิดเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ของเขา ในสนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นฝึกการทำงานร่วมกันระหว่างมือกับตา (Eye-Hand Coordination)

ชุดนักเรียนก็สำคัญมากสำหรับพัฒนาการ เมื่อโรงเรียนต้องการฝึกให้เด็กช่วยตัวเองได้ จึงต้องออกแบบชุดนักเรียนให้ใส่ง่าย ถอดง่าย กระดุมต้องเม็ดใหญ่พอเหมาะสำหรับมือเล็กๆ กระเป๋าถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ตรงกับสรีระของเด็กวัยนี้มากที่สุด ตะเข็บต้องอยู่ตรงไหน ยางยืดต้องหนาเท่าไหร่ กระโปรงผู้หญิงเปลี่ยนเป็นกระเปรงให้ใช้ งานได้สะดวกสบาย ชุดพละต้องมีหมวกที่ปิดคอเผื่ออยู่กลางแจ้ง มีชุดกันเปื้อน และชุดนอนที่ทำจากเนื้อผ้า Egyptian Cotton

“ถ้าพ่อแม่ไม่รู้ก็จะไม่ยอมให้ลูกนอนกลางวัน เพราะเดี๋ยวกลางคืนไม่ยอมนอน การนอนเหมือนการเอาข้อมูลใส่ลิ้นชัก ถ้าเด็กๆ ได้นอนกลางวันเต็มอิ่ม ก็เปรียบเหมือนลิ้นชักที่มีการแยกและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ทำให้เขาเป็นคนละเอียดและคิดวิเคราะห์ได้ดีไปด้วย เราเลยอยากให้ชุดนอนของนักเรียนสบายที่สุด เตียงนอนก็ต้องเบา เพราะเด็กต้องปูเอง เก็บเอง มีชื่อของใครของมัน เพราะเรากำลังสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อของของตัวเอง (Belonging)”

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ของ Hummingbird ไม่ได้ดูที่ความสวยงามเป็นหลัก ทั้งสามชี้ให้ดูที่เก็บรองเท้าซึ่งเป็นกล่องๆ ติดชื่อเด็กแต่ละคน ไม่สวยเรียบเป็นตู้ปิดสนิทเหมือนที่อื่นๆ แต่มันมีเหตุผล 

“อย่างกระเป๋า ถ้าเป็นตู้เก็บยากๆ ถามว่าใครเก็บ ก็ต้องเป็นพ่อแม่ไม่ก็ครู แล้วถามต่อว่า ตั้งแต่เดินเข้าโรงเรียนจะให้ลูกสะพายกระเป๋าไหม ถ้ารู้ว่าสุดท้ายคุณก็ต้องเก็บใส่ตู้ให้เขาอยู่ดี ผู้ปกครองแปดสิบเปอร์เซ็นต์จะถือมาให้จากที่รถเลย โดยไม่ได้มองว่านี่จะเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึก

“กระเป๋าต้องมีไซส์ที่พอเหมาะ น้ำหนักเบา เด็กสามารถถือได้ด้วยตัวเอง ชื่อหน้ากล่องรองเท้า เขาอาจจะยังอ่านไม่ออก แต่จำได้ว่าลักษณะชื่อตัวเองเป็นแบบนี้ เป็นตัว R มี R หลายกล่อง แต่ของฉันเป็น R สีเขียว เพราะฉันชอบสีเขียว 

“วัตถุประสงค์ของเราคือ เด็กควรรู้ว่าความรับผิดชอบของตัวเองคือการเก็บรองเท้า ดูแลตัวเองและของของตัวเองได้ จะสวยไม่สวย จะนานไม่นาน ไม่เป็นไร ขณะเดียวกัน เด็กที่เก็บได้แล้ว บางวันเก็บได้ บางวันเก็บไม่ได้ อาจจะไม่พร้อม เราเคยไหมครับ บางวันกลับบ้านเหนื่อย ทิ้งตัวไม่เก็บอะไร ครูก็จะรู้แล้ว โอเค วันนี้อารมณ์ไม่ดี ดังนั้น ก่อนเข้าห้องไปเสริมทักษะให้เขา ก็ต้องช่วยปรับระดับอารมณ์เขาก่อน”

ห้องธุรการอยู่ด้านหน้าและถูกออกแบบให้มองเห็นคนเข้าออกได้ดี เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าถึงได้ และถ้าสังเกตดีๆ จะมีธงสีต่างๆ ติดหน้าโรงเรียนและตามจุดต่างๆ ด้านใน ซึ่งเป็นเครื่องมือบอกสภาพอากาศประจำโรงเรียน เหมือนที่ผู้ใหญ่อย่างเราเช็กค่า PM 2.5 ในแอปพลิเคชันนั่นแหละ

“นักเรียน Hummingbird ใส่หน้ากากมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 นะ” เกยิ้ม “เราอยู่เมลเบิร์นมาก่อนเห็นฟ้าเป็นสีฟ้า กลับมาฟ้าสีขุ่น ถ้าจะเป็นสถาปนิกที่ดีได้ ต้องรู้จักประเมินสิ่งเหล่านี้

“ซึ่งคุณภาพอากาศที่ดีสำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กๆ โรงเรียนเราเลยออกแบบให้มีพัดลมระบายอากาศ มีเครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซด์ มีเครื่องฟอกอากาศ ทีนี้กลับมาโจทย์ยาก จะสื่อสารกับเด็กยังไง ถ้าบอกเป็นค่า AQI (Air Quality Index) ด้วยวัยเขายังไม่เข้าใจหรอก เราเลยแปลออกมาง่ายๆ เป็นสีเขียว เหลือง ส้ม แดง แล้วเปลี่ยนมลภาวะอากาศ แล้วสอนเขาก่อนว่า แต่ละสีหมายถึงอะไร การที่เขาทำหรือไม่ทำ มันมีประโยชน์หรือโทษต่อเขายังไง และใส่หน้ากากก็มีระยะเวลาของมันอยู่

“ก่อนลงจากรถหรือออกจากห้อง เขาจะเช็กก่อนเลยว่าธงสีอะไร ถ้าสีเหลือง วิ่งเล่นใส่หน้ากากได้ แต่มีเวลาจำกัด จากสิ่งที่เราสอนก็กลายเป็นหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบไปโดยปริยาย”

Lesson 5 : Find the Right People

ห้องเรียนของ Hummingbird จัดครูเป็นทีม ในทีมประกอบด้วย Lead Teacher เป็นครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) พร้อมด้วย Co-Teacher และ Teaching Assistant ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วนคุณครู 1 คนต่อนักเรียน 3 คน สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล 1-2 และคุณครู 1 คน ต่อนักเรียน 4 คน สำหรับชั้นอนุบาล 1-3

ครูทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กเล็ก ได้ผ่านการเข้าอบรมเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก อีกทั้งมี ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสมองและศักยภาพเด็กด้วยวินัยเชิงบวก วันโอวัน เอ๊ดดูแคร์ เซ็นเตอร์ (101 Educare Center) เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบหลักสูตรอีกด้วย

“โรงเรียนทั่วไปจะมี Lead Teacher แล้วครูผู้ช่วยต้องทำตาม แต่เราเชื่อว่าทุกคนเป็นสิ่งแวดล้อมของเด็ก ทุกคนจึงต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องเดียวกัน ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จะสอนคืออะไร ที่นี่ไม่มี Nanny ใช้คุณครูทั้งหมด และครูทุกคนต้องเข้าใจว่า วินัยเชิงบวกในการพูดกับเด็ก ต้องพูดยังไง ถ้าเตรียมการเรียนการสอนด้วยกัน คุณก็ต้องฟังความคิดเห็นของเพื่อน เช่น น้อง A เป็นแบบนี้ ช่วงนี้ที่บ้านมีน้องใหม่ เราจะช่วยปรับยังไง เพราะฉะนั้น เวลาเตรียมบทเรียน ไม่ได้เตรียมสำหรับหนึ่งเทอมแล้วจบ ครูต้องกลับมารีวิวอยู่เรื่อยๆ เพราะเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

ครูที่ Hummingbird มองหา คือ ครูที่มีองค์ความรู้ด้าน EYFS ของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เปิดใจรับในทักษะโรงเรียนอยากเสริมเป็นพิเศษ และถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์ที่สุดได้ ครูผู้นั้นต้องมีความเข้าใจในทัศนคติที่ดีต่อเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก และต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายรอบจนกว่าจะมั่นใจว่ามีปลายทางเดียวกันคือ เด็กนักเรียน

‘เวลาเด็กดื้อ คุณลงโทษยังไง’

นั่นคือคำถามสุดหินที่ทั้งสามยกตัวอย่าง พวกเขาเว้นจังหวะให้เราตอบคำถาม

1

2

3

“แนวทางของโรงเรียนเราคือ ไม่ลงโทษ แต่ใช้วินัยเชิงบวกพูดคุยถึงเหตุผลและชี้แนะวิธีการ เด็กดื้อไม่มีอยู่จริง มีแต่พฤติกรรมที่ไม่ดี ครูของเราจะหาว่าพฤติกรรมนั้นเกิดจากอะไร แล้วให้เด็กๆ ใช้ความคิด ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะแก้อย่างไรดี เช่น โกรธแล้วปาข้าวของ เราจะบอกว่าเขาโกรธ คราวหน้าเวลาโกรธแทนที่การปา เราจะทำอะไร ใช้คำพูดดีไหม”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 6 : Survive the Crisis

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งนี้เข้าอย่างจัง ค่าเทอมลดลงกว่าครึ่ง แต่วิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลแค่สภาวะทางการเงิน บุคลากรครู และพนักงาน แต่รวมถึงสิ่งที่เรียกย้อนกลับมาไม่ได้ นั่นคือพัฒนาการของเด็กที่เติบโตขึ้นทุกวัน

“อย่างที่บอกว่าหกปีแรกสำคัญมาก โรงเรียนปิดสองปี เท่ากับว่าหายไปสองในหกแล้ว การเรียนออนไลน์ไม่ได้ผลเท่าการเรียนปกติแน่นอน แต่เราในฐานะโรงเรียน ต้องออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้เงื่อนไขนี้ เราต้องดูตั้งแต่เด็กอยู่หน้าจอได้นานแค่ไหน สร้างกิจกรรมที่ต้องเกิดการโต้ตอบทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่แค่ให้เขาดูจอเฉยๆ”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Home-based Learning ของที่นี่ต้องตอบวัตถุประสงค์ 2 ข้อ

หนึ่ง เด็กต้องได้ความรู้และเสริมสร้างพัฒนาการ แม้จะไม่เท่าการเรียนในห้อง 

สอง ต้องง่ายพอที่คนที่ไม่ใช่ครูจะทำได้ ไม่หนักเกินรับมือสำหรับผู้ปกครอง โดยแจกคู่มือทำกิจกรรมที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

การคาดหวังให้เปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน หรือเปลี่ยนผู้ปกครองเป็นครู จะทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด Hummingbird คิดไปไกลกว่านั้น เพราะเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ไม่ได้ส่งผลแค่ชีวิตเด็ก แต่กระทบชีวิตผู้ปกครองด้วยเช่นกัน และเมื่อมองว่าโรงเรียนต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครอง จึงจัดให้มี Session 1 on 1 ความยาว 20 นาทีในช่วงบ่าย ให้ผู้ปกครองจองเข้ามาโดยสามารถทำอะไรก็ได้ จะปรึกษาครูประจำชั้น ให้ลูกทำกิจกรรมกับครู หรือคุยเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองจะได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อนบ้าง

ในวันนี้ Hummingbird ยังถือเป็นน้องใหม่ในแวดวงโรงเรียนนานาชาติ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กจิ๋วแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ พวกเขาหวังว่าวันหนึ่งจะสร้าง Global Citizen ที่มีคุณภาพ โบยบินไปในโลกกว้างด้วยปีกและจิตใจที่แข็งแรง

และแล้วเสียงเพลงประจำโรงเรียน Hummingbird ก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเลิกเรียน ณ บัดนี้

Lessons Learned

  • ประสบการณ์อาจช่วยให้การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งราบรื่นขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่มีประสบการณ์ หากมีความตั้งใจแน่วแน่และเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพาร์ตเนอร์ ปลุกปั้นให้ถึงปลายทางได้เหมือนกัน
  • คิดให้รอบคอบ คิดให้ทุกด้าน ทำธุรกิจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา หาผู้ได้เปรียบและผู้เสียเปรียบจากสิ่งที่เราทำ และช่วยเขาแก้ปัญหาตรงนั้น
  • เข้าใจเป้าหมายของตัวเองอย่างดีที่สุด แล้วออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้นำไปสู่เป้าหมายนั้น
  • หาจุดเด่นของหุ้นส่วนแต่ละคนให้เจอ แล้วใช้พัฒนาธุรกิจให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ใครที่สนใจโรงเรียนอนุบาลนานาชาติสำหรับลูกน้อยช่วงอายุ 18 เดือน ถึง 5 ปี สามารถนัดหมายเยี่ยมชมโรงเรียนได้ที่ โทรศัพท์ : 095 193 2615 LINE : @hummingbird_school หรือนัดหมายเยี่ยมชมผ่านทาง Virtual School Tour (นัดหมายล่วงหน้า 1 วัน) ที่ https://bit.ly/Virtual_School_Tour
Official Website www.hummingbird.ac.th

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load