โรงพยาบาลนมะรักษ์ อ่านว่า นะ-มะ-รัก เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยศาสตร์มะเร็งขนาดเล็ก 

ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีคิดวิธีบริหารโรงพยาบาลเอกชน อย่าง รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ ทั้งสามเชื่อในเรื่องเดียวกันแม้แตกต่างกันโดยหน้าที่ 

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

คนหนึ่งเป็นหมอผ่าตัดที่ฝันอยากเป็นผู้ประกอบการ คนหนึ่งเป็นสูตินารีแพทย์ที่ฝันอยากทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน อีกคนเป็นเภสัชกรที่ถนัดงานทรัพยากรบุคคล ดึงดูดคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามาทำงานด้วยกัน 

สองคุณหมอและหนึ่งเภสัชกร ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพในวัย 50 ปี วัยที่สังคมบอกให้พวกเขาเตรียมตัวสร้างความมั่งคั่งเพื่อการเกษียณ แต่พวกเขามองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตผู้ประกอบการในฝัน 

โรงพยาบาลนมะรักษ์เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่เชี่ยวชาญการตรวจรักษามะเร็งเต้านม เพิ่งเปิดทำการเพียง 8 เดือน เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กที่มีวิธีคิดทำโรงพยาบาลแบบคราฟต์สุดๆ 

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

ตั้งแต่สร้างโรงพยาบาลกันเอง คุณหมอเป็นทั้งวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักออกแบบภายใน ออกแบบประสบการณ์คิดแทนความรู้สึกที่คนไข้จะได้รับ มีจุดขายที่ High Touch มากกว่า High Technology อย่างโรงพยาบาลทั่วไป 

ตั้งใจส่งมอบบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ จนคนไข้บอกให้ขึ้นราคาเพราะอยากให้โรงพยาบาลอยู่รอดต่อไปนานๆ แต่ชาวนมะรักษ์ก็ยังยืนยันจะรักษาราคาที่ตั้งไว้ เพราะเป็นความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นธุรกิจ

‘นมะ’ ในภาษาไทยแปลว่า การไหว้ การเคารพ การนอบน้อม

ไม่เพียงให้ความหมายตรงกับการบริการด้วยใจ เคารพบทบาทซึ่งกันและกัน คำว่า ‘นมะ’ ยังให้ความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับทรวงอก อันเป็นความเชี่ยวชาญหลักของโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยศาสตร์มะเร็งขนาดเล็กแห่งนี้

คุณหมอนุช หรือ รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน รีบเล่าความหมายของชื่อพร้อมชี้ชวนให้ดูโลโก้และเครื่องแบบพนักงาน เป็นเสื้อโปโลสีชมพูในแบบเดียวกันไม่แบ่งแยก ซึ่งชาวนมะรักษ์ภูมิใจ

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

ก่อนจะนั่งลงเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการคิดทำธุรกิจโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งนี้ ยอมรับว่ามีหลายทีที่เผลอคิดว่ากำลังนั่งคุยกับคุณหมอที่บ้านมากกว่าที่โรงพยาบาลที่คุ้นเคย

20s

“ก่อนเรียนหมอเราอยากเรียนคณะพาณิชย์ฯ นะ อยากเป็นนักธุรกิจ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” คุณหมอนุชเล่าความฝันในวัยเด็ก 

30s

20 ปีที่แล้วเธอฝึกหัดวิชาการเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเองผ่านธุรกิจร้านอาหาร บริการโลจิสติกส์ขนส่งแผ่นซีดีให้แบรนด์ดัง และทำแบรนด์ปุ๋ยอินทรีย์ ไปพร้อมๆ กับเป็นแพทย์ในสาขาที่เชี่ยวชาญ

“กับเรื่องธุรกิจ เราคิดเองว่าอ่านหนังสือก็คงรู้วิธีบริหารจัดการได้ ตอนนั้นห้าว ใครว่าอะไรทำแล้วดีเราก็ลงทุนทำกับเขาโดยไม่ถนัด ตอนแรกคิดเข้าข้างตัวเองว่าที่ไม่สำเร็จเพราะไม่ให้เวลามากพอ ความจริงเราขาดความรู้ที่สำคัญ” คุณหมอนุชในวัย 38 ปี จึงตัดสินใจใช้เวลาว่างจากการเป็นอาจารย์แพทย์ดูแลเรื่องเต้านมที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กลับเข้าห้องเรียน MBA ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นงานอดิเรก

40s

คุณหมอนุชในวัย 40 ยอมรับว่าตัวเองมองกว้างขึ้น คิดเป็นระบบมากขึ้น แต่ใช่ว่าเธอกล้าพอที่จะกลับไปเป็นผู้ประกอบการ จนเมื่อได้รับโอกาสจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ทำงานเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายคุณภาพ ก่อนย้ายมาทำฝ่ายสื่อสารองค์กร ตามด้วยการเป็นรองคณบดีฝ่ายบริหารกิจการพิเศษ ส่วนงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง จัดหาเครื่องมือ ดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล และได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการผู้จัดการ บริหารบริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด (Ramathibodi Facilities Services : RFS) ซึ่งเป็นส่วนงานธุรกิจที่ดูแลนอกเหลือจากงานรักษาพยาบาล จนเธอมั่นใจขึ้น 

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

50s

หลังจากบ่มเพาะความฝันที่อยากสร้างโรงพยาบาลเป็นของตัวเองมานาน เธอก็ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจอีกครั้งในวัย 50 ปี ก่อนจะเริ่มชวนหุ้นส่วนที่แม้จะต่างสาขาความเชี่ยวชาญแต่เชื่อเหมือนกัน มองภาพเดียวกัน เมื่อ 10 ปีแล้ว พวกเขาเคยคุยกันว่าอยากทำคลินิกหรือศูนย์รักษาพยาบาลสำหรับผู้หญิง มีส่วนที่ทำเล็บทำผมพร้อมกับตรวจสุขภาพ เวลาผ่านไปความคิดที่จะทำคลินิกก็กลายเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง

“คุณหมอเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน” เราถาม

คุณหมอนุชตอบทันทีว่าประสบการณ์ทำงานทำให้เธอรู้ว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเยอะแค่ไหน ยังไม่รวมผู้ป่วยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นมะเร็ง หรือผู้หญิงอายุ 35 – 40 ปีที่มีโอกาสเป็นผู้ป่วยจึงต้องคัดกรอง

“หมอทำแผนผังขึ้นมาว่าในกระบวนการรักษามีส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายบ้าง มียาอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร หรือต้องเกี่ยวกับหมอแผนกอื่นอย่างไรบ้าง รวมแล้วใช้เงินไม่ต่ำกว่าล้าน เราก็ทำให้เขาเห็นว่าถ้ายอมจ่ายค่าตรวจปีละสามถึงสี่พันบาท แล้วตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ซึ่งการรักษาคือผ่าตัด จากเดิมต้องเสียเงินเป็นล้านๆ ก็จ่ายเพียงค่าผ่าตัดสองแสนบาท”

คุณหมอผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในวัย 50

หากชีวิตคนเรายืนยาวถึง 70 ปี นั่นหมายความว่า ประสบการณ์ของคนอายุ 50 ปี ยังทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีกตั้ง 20 ปี 

หลายครั้งที่พูดถึงสังคมสูงวัย ทำไมคนต้องคิดถึงการออมเงินเพื่อเกษียณ ทำไมต้องส่งเสริมให้อยู่บ้านเลี้ยงหลานหรือออกเดินทางท่องเที่ยว แต่ทำไมไม่เตรียมสังคมที่เป็นสังคมจริงๆ 

“แทนที่จะคิดว่ารัฐบาลจะเลี้ยงเราไหม เราต้องเก็บเงินเลี้ยงตัวเองเท่าไหร่ถึงจะพอ

ทำไมไม่คิดสร้างคุณค่าตัวเองที่เลี้ยงคนอื่นได้ด้วย” เราพยักหน้าเห็นตามด้วยทุกอย่าง

“สองปีก่อนเริ่มทำโรงพยาบาล มีคนเตือนว่าอย่าทำโรงพยาบาลเลยเศรษฐกิจไม่ดี เราก็บอกว่าไม่เชื่อ ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะไม่ดีไปตลอด ไม่งั้นประเทศชาติคงล่มสลายไปแล้ว เพราะเราเห็นมาทั้งชีวิต เราผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ผ่านช่วงลดค่าเงินบาท ผ่านช่วงที่ประเทศชาติโชติช่วง เห็นมาทุกอย่าง เริ่มตอนนี้แหละเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว พอเศรษฐกิจดีขึ้นทุกคนก็พร้อมใช้จ่าย” คุณหมอนุชเล่า

ธุรกิจสตาร์ทอัพของคนรุ่นใหม่อาจจะหวือหวาและสดใหม่ เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สังคมไม่ได้ต้องการความใหม่เพียงอย่างเดียว เราต้องการธุรกิจที่มั่นคงและกลมกล่อม 

คุณหมอนุชเล่าข้อดีของธุรกิจจากสตาร์ทอัพวัย 50 ปี ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิต เข้าใจโจทย์ที่ตลาดต้องการอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีสร้างแพลตฟอร์ม ซึ่งหลายครั้งไม่ได้ตอบโจทย์ตลาด 

นอกจากนี้ ยังพร้อมไปด้วยทุน ความรู้ ประสบการณ์ มีโอกาสสร้างเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศเช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ ขอเพียงลุกขึ้นมาทำในส่วนที่ถนัดไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหน

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

โรงพยาบาลเฉพาะทางขนาดเล็กที่อยากสร้างอำนาจต่อรองในสังคม

สถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นปัญหาของธุรกิจรักษาพยาบาล ได้แก่ 

หนึ่ง ความไม่สมดุลระหว่างความต้องการของผู้ป่วยและบริการที่โรงพยาบาลมอบให้ และ

สอง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครื่องมือและการรักษาที่มีคุณภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษและบุคลากรบางสาขา นั่นทำให้การไปโรงพยาบาลรัฐของคนส่วนใหญ่ต้องลางานไปตรวจ ก่อนนัดคิวทำอัลตราซาวนด์ตามด้วยวินิจฉัยโรค จากนั้นถึงนัดฟังผล แล้วทำนัดเพื่อเจาะชิ้นเนื้อ จากนั้นนัดตรวจอีกครั้ง แล้วจึงนัดฟังผล 

ยังไม่ทันเริ่มรักษาก็ต้องไปโรงพยาบาล 5 – 6 ครั้ง ใช้เวลาร่วมหลายเดือน

หากอยากเข้ารักษากับแพทย์เชี่ยวชาญพิเศษในโรงพยาบาลรัฐ ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาและความสะดวกสบายบางอย่าง แต่ถ้าอยากได้บริการชั้นดีและความสะดวกพร้อมกันก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ที่ผ่านมา มีโรงเรียนแพทย์หลายแห่งทำคลินิกพิเศษเพื่อตอบสนองกลุ่มที่ต้องการการรักษาที่มีคุณภาพ มีความสะดวก ตรวจนอกเวลาได้ ที่สำคัญ ราคาเข้าถึง แต่นั่นก็ไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ดี

โรงพยาบาลนมะรักษ์ จึงก่อตั้งมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งของโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านเต้านม โดยคุณหมอและเภสัชกรผู้ก่อตั้งทั้งสามเห็นร่วมกันว่า เป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจนี้ไม่ใช่การหากำไรสูงสุด ไม่คาดหวังการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาตั้งใจทำโรงพยาบาลเฉพาะทางเล็กๆ ที่อยากสร้างอำนาจต่อรองในสังคม เปลี่ยนระบบบางอย่างของโรงพยาบาลที่มีมาช้านาน

คุณหมอนักวิศวกร สถาปนิก และอินทีเรีย ผู้ดูแลการสร้างโรงพยาบาลด้วยตัวเอง

คุณหมอนุชเล่าว่า ในการสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทาง หมายความว่าเราไม่ได้ทำทุกเรื่อง “อะไรคือแก่นของธุรกิจของเรา บางเรื่องต้องใช้พาร์ตเนอร์ เช่น บางครั้งต้องจ้างหมออายุรกรรมมาตรวจเตรียมความพร้อมสำหรับคนไข้ที่มีโรคประจำตัว หรือส่งไปตรวจกับโรงพยาบาลใหญ่ที่พร้อมกว่าแทนการจ้างหมอมา หรือใช้เครื่องมือที่ราคาสูงแต่ไม่ได้ใช้บ่อย” 

แต่กับเรื่องที่เป็นแก่นของธุรกิจ คุณหมอบอกว่าเครื่องมือที่เกี่ยวต้องคุณภาพดีกว่าที่อื่นๆ

ปรัชญาของโรงพยาบาลไม่ได้มุ่งหากำไรสูงสุด แต่ก็ยังต้องการกำไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

ข้อดีของการทำสิ่งที่ถนัด คือจะทำให้เราเข้าใจทางเดินของคนไข้ ตั้งแต่ก่อนเข้ามาใช้บริการจนหายดี พวกเขาจะเจอกับอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนมีมูลค่าเท่าไหร่ ลูกค้าเป็นใครกลุ่มไหน สิ่งที่ตั้งใจจะทำเป็นไปได้ไหม เพื่อออกแบบเชิงโครงสร้างโรงพยาบาล

“โดยทั่วไปหมอจะไม่รู้เรื่องโรงพยาบาลที่อยู่นอกเหนือกับการรักษามาก่อน เช่น ระบบวิศวะอาคาร ระบบเครื่องมือแพทย์ ดินน้ำลมไฟ ความปลอดภัย ซึ่งในเชิงธุรกิจเรื่องเหล่านี้ใช้เงินเยอะมาก หรือมีเครื่องมือแพทย์เครื่องหนึ่ง จะดูแลรักษาอย่างไร จะบำรุงรักษาอย่างไร”

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

ประสบการณ์ในส่วนงานดูแลการสร้างและออกแบบอาคารโรงพยาบาลรัฐ ทำให้คุณหมอนุชคุ้นเคยกับงานโครงสร้างและการออกแบบเป็นอย่างดี 

“พอได้มาทำอาคารโรงพยาบาลของตัวเอง อะไรที่เคยทำไม่ได้หรือมีข้อจำกัด เราก็ขุดมาทำทั้งหมด และเมื่อเรารู้ว่าเรามีทุนน้อยดังนั้นการก่อสร้างจึงต้องเร็ว” 

ปกติทำงานโครงสร้างให้เสร็จก่อนจากนั้นตามด้วยงานสถาปัตย์และอินทีเรียใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 13 เดือนตั้งแต่ตอกเสาเข็มจนโรงพยาบาลเสร็จ

คุณหมอนุชคุมงานโครงสร้าง งานออกแบบ และตกแต่ง ด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งแบ่งโซนการทำงานด้วยโลจิสติกส์บันไดหน้าและหลัง ใช้เทคโนโลยีขึ้นโมเดลห้องผ่าตัดที่อิตาลีก่อนขนส่งชิ้นส่วนมาติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ขณะที่การก่อสร้างห้องเอกซเรย์ทั่วไปต้องก่อผนังอิฐหนามีแผ่นตะกั่วด้านใน คุณหมอนุชก็ศึกษาจนพบวัสดุคุณภาพสูงมาใช้ทดแทน แถมยังมีโครงสร้างน้ำหนักเบาปรับเปลี่ยนผังได้เร็วหากมีแผนขยับขยายพื้นที่ใช้สอยในอนาคต ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วและจริงจัง

โรงพยาบาลที่เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนมากกว่ามาหาหมอ

ในขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งใช้ความ High Technology เป็นจุดขาย ที่นมะรักษ์จุดขายคือ High Touch

เพราะทุกปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นต่อการรักษาพยาบาลมากๆ 

“ในการรักษาหมอมีความเชื่อว่า หมอช่วยเขาได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือตัวผู้ป่วยเอง จากสภาพจิตใจที่ยอมรับ เชื่อมั่น และศรัทธา ที่จะปรับเปลี่ยนชีวิต ส่งผลต่อระบบร่างกายและภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ในการพัฒนาโรงพยาบาลยุคหลัง เราพูดถึงเทคโนโลยีมากเกินไปจนลืมว่าเวลาที่เรารักษา เรารักษาคนที่เป็นโรค ไม่ได้รักษาโรค อย่ามองแค่ว่าเราจะจัดการก้อนมะเร็งนี้ยังไง แต่มองหาว่าใจคนป่วยนั้นเป็นยังไง ไลฟ์สไตล์เขาเป็นยังไง เพื่อให้เขาหายดีกลับเข้าไปอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพดังเดิม”

เป็นเหตุผลว่าทำไมที่โรงพยาบาลนมะรักษ์ ให้ความรู้สึกสบายใจ อบอุ่นเหมือนบ้าน

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

มองด้วยสายตาแล้ว เราพบว่าที่นี่ฉีกทุกกรอบของการออกแบบพื้นที่ ถ้านักวิเคราะห์มาเจอต้องเห็นตรงกันว่าที่นี่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

ที่นมะรักษ์ ผู้ก่อตั้งให้โจทย์นักออกแบบว่า พวกเขาอยากได้โรงพยาบาลที่ดูไม่เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป ไม่เป็นอาคารสูง อยากให้คนไข้เข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกเหมือนมารีสอร์ต มีพื้นที่สำหรับพนักงาน และมีสวนซึ่งชาวนมะรักษ์ทุกคนร่วมออกแบบเอง

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

“ตอนแรกสถาปนิกแนะนำให้ทำอาคารห้าชั้น เพื่อการใช้พื้นที่ทุกตารางอย่างคุ้มค่า แต่เราคิดว่า ห้าชั้นให้ความรู้สึกเป็นอาคารสูง เดิมเราอยากได้แค่อาคารสองชั้นด้วย แต่นั่นทำให้ไม่มีพื้นที่ของพนักงาน ขณะเดียวกันความเป็นโรงพยาบาล ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายและระบบความปลอดภัยก็ยังต้องมีอยู่” คุณหมอนุชเล่าที่มาของพื้นที่อาคาร 3 ชั้น 

พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องตรวจ มีพื้นที่ส่วนกลางเป็นโต๊ะทำงานพร้อมปลั๊กไฟและอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกคนใช้ เหมือน Co-working Space มากกว่าพื้นที่รอพบแพทย์

พื้นที่ชั้นสองเป็นห้องพัก ซึ่งแตกต่างจากห้องพักผู้ป่วยในทั่วไป ที่ห้องจะอยู่ลึกและห่างไกลพยาบาล แต่ที่นี่ไม่ว่าจะอยู่ห้องไหน คุณจะเปิดประตูมาเจอเคาน์เตอร์พยาบาลตรงกลางเสมอ

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

พื้นที่ชั้นสามเป็นพื้นที่ใช้สอยของพนักงาน มีพื้นที่ออกกำลังกาย มีห้องประชุมหลากหลายขนาด สำหรับการจัดอบรมและเตรียมเป็นพื้นที่สำหรับเรียนในอนาคต

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

แทนที่จะกลุ้มใจกับสงครามราคา ชาวนมะรักษ์ถือว่านี่คือสัญญาณที่ดีของภารกิจ

นมะรักษ์เป็นโรงพยาบาลที่ไม่ประชาสัมพันธ์และทำการตลาดใดๆ อาศัยการบอกปากต่อปาก เพราะคนไข้สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและอยากช่วยให้ธุรกิจไปต่อ หลายครั้งจึงได้รับการสนับสนุน มีคนไข้ช่วยทำป้ายชี้ทางเข้าโรงพยาบาล หรือประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ 

การเกิดขึ้นของโรงพยาบาลนมะรักษ์อาจไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้โรงพยาบาลรายใหญ่ๆ หันมาลดราคาค่าตรวจแมมโมแกรมถึงครึ่งหนึ่งในรอบหลายปี ซึ่งแม้จะมีหลายคนเป็นห่วงว่าสงครามราคาจะตัดโอกาสทางธุรกิจของโรงพยาบาลเฉพาะทางน้องใหม่แห่งนี้ แต่คุณหมอนุชก็ยืนยันว่านี่เป็นภาพที่เธออยากเห็นมาตลอด

“แทนที่จะกลุ้มใจว่าเขาลดราคามาสู้ เรารู้สึกว่าภารกิจเราสำเร็จนะ เราอยากให้คนเข้าถึงการตรวจรักษาในราคาที่พวกเขาจ่ายได้” คุณหมอนุชยิ้ม

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

Lesson Learnt

ถ้ามีแพทย์รุ่นใหม่เดินเข้ามาบอกว่าอยากเป็นแบบคุณหมอนุชบ้าง คุณหมอจะตอบว่าอะไร เราถาม

คุณหมอรีบตอบทันทีว่า ธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพในยุคนี้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรักษาเพื่อความงาม ถ้าคุณอยากทำธุรกิจจริงๆ คุณหมออยากให้คุณกลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือความสุขของคุณ

“ความสุขอยู่ที่การเห็นเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น หรือความสุขอยู่ที่การได้ทำสิ่งที่อยากทำ มีคนรับบริการจากเราแล้วเขาหายดี เขายิ้ม และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ ถ้าความสุขเขาอยู่ตรงนี้ จงทำเถิด แต่ถ้าความสุขอยู่ที่การเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น จงอย่าเข้ามา เพราะธุรกิจนี้การแข่งสูงมาก ไม่ใช่แค่การแย่งชิงคนไข้ แต่ยังมีบุคลากร แพทย์ พยาบาล ที่สำคัญ” คุณหมอนุชย้ำซ้ำๆ ว่าถ้าเราอยากทำสิ่งดีๆ มีความสุขที่เห็นคนไข้หายดี มีความสุขที่เห็นทีมงานยิ้มแย้ม ก็ไม่ต้องกลัวอะไรเพราะเหล่านี้จะดึงดูดคนที่คิดแบบเดียวกันเข้ามา

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load