โรงพยาบาลนมะรักษ์ อ่านว่า นะ-มะ-รัก เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยศาสตร์มะเร็งขนาดเล็ก 

ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีคิดวิธีบริหารโรงพยาบาลเอกชน อย่าง รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ ทั้งสามเชื่อในเรื่องเดียวกันแม้แตกต่างกันโดยหน้าที่ 

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

คนหนึ่งเป็นหมอผ่าตัดที่ฝันอยากเป็นผู้ประกอบการ คนหนึ่งเป็นสูตินารีแพทย์ที่ฝันอยากทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน อีกคนเป็นเภสัชกรที่ถนัดงานทรัพยากรบุคคล ดึงดูดคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามาทำงานด้วยกัน 

สองคุณหมอและหนึ่งเภสัชกร ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพในวัย 50 ปี วัยที่สังคมบอกให้พวกเขาเตรียมตัวสร้างความมั่งคั่งเพื่อการเกษียณ แต่พวกเขามองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตผู้ประกอบการในฝัน 

โรงพยาบาลนมะรักษ์เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่เชี่ยวชาญการตรวจรักษามะเร็งเต้านม เพิ่งเปิดทำการเพียง 8 เดือน เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กที่มีวิธีคิดทำโรงพยาบาลแบบคราฟต์สุดๆ 

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

ตั้งแต่สร้างโรงพยาบาลกันเอง คุณหมอเป็นทั้งวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักออกแบบภายใน ออกแบบประสบการณ์คิดแทนความรู้สึกที่คนไข้จะได้รับ มีจุดขายที่ High Touch มากกว่า High Technology อย่างโรงพยาบาลทั่วไป 

ตั้งใจส่งมอบบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ จนคนไข้บอกให้ขึ้นราคาเพราะอยากให้โรงพยาบาลอยู่รอดต่อไปนานๆ แต่ชาวนมะรักษ์ก็ยังยืนยันจะรักษาราคาที่ตั้งไว้ เพราะเป็นความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นธุรกิจ

‘นมะ’ ในภาษาไทยแปลว่า การไหว้ การเคารพ การนอบน้อม

ไม่เพียงให้ความหมายตรงกับการบริการด้วยใจ เคารพบทบาทซึ่งกันและกัน คำว่า ‘นมะ’ ยังให้ความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับทรวงอก อันเป็นความเชี่ยวชาญหลักของโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยศาสตร์มะเร็งขนาดเล็กแห่งนี้

คุณหมอนุช หรือ รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน รีบเล่าความหมายของชื่อพร้อมชี้ชวนให้ดูโลโก้และเครื่องแบบพนักงาน เป็นเสื้อโปโลสีชมพูในแบบเดียวกันไม่แบ่งแยก ซึ่งชาวนมะรักษ์ภูมิใจ

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

ก่อนจะนั่งลงเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการคิดทำธุรกิจโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งนี้ ยอมรับว่ามีหลายทีที่เผลอคิดว่ากำลังนั่งคุยกับคุณหมอที่บ้านมากกว่าที่โรงพยาบาลที่คุ้นเคย

20s

“ก่อนเรียนหมอเราอยากเรียนคณะพาณิชย์ฯ นะ อยากเป็นนักธุรกิจ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” คุณหมอนุชเล่าความฝันในวัยเด็ก 

30s

20 ปีที่แล้วเธอฝึกหัดวิชาการเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเองผ่านธุรกิจร้านอาหาร บริการโลจิสติกส์ขนส่งแผ่นซีดีให้แบรนด์ดัง และทำแบรนด์ปุ๋ยอินทรีย์ ไปพร้อมๆ กับเป็นแพทย์ในสาขาที่เชี่ยวชาญ

“กับเรื่องธุรกิจ เราคิดเองว่าอ่านหนังสือก็คงรู้วิธีบริหารจัดการได้ ตอนนั้นห้าว ใครว่าอะไรทำแล้วดีเราก็ลงทุนทำกับเขาโดยไม่ถนัด ตอนแรกคิดเข้าข้างตัวเองว่าที่ไม่สำเร็จเพราะไม่ให้เวลามากพอ ความจริงเราขาดความรู้ที่สำคัญ” คุณหมอนุชในวัย 38 ปี จึงตัดสินใจใช้เวลาว่างจากการเป็นอาจารย์แพทย์ดูแลเรื่องเต้านมที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กลับเข้าห้องเรียน MBA ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นงานอดิเรก

40s

คุณหมอนุชในวัย 40 ยอมรับว่าตัวเองมองกว้างขึ้น คิดเป็นระบบมากขึ้น แต่ใช่ว่าเธอกล้าพอที่จะกลับไปเป็นผู้ประกอบการ จนเมื่อได้รับโอกาสจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ทำงานเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายคุณภาพ ก่อนย้ายมาทำฝ่ายสื่อสารองค์กร ตามด้วยการเป็นรองคณบดีฝ่ายบริหารกิจการพิเศษ ส่วนงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง จัดหาเครื่องมือ ดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล และได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการผู้จัดการ บริหารบริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด (Ramathibodi Facilities Services : RFS) ซึ่งเป็นส่วนงานธุรกิจที่ดูแลนอกเหลือจากงานรักษาพยาบาล จนเธอมั่นใจขึ้น 

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

50s

หลังจากบ่มเพาะความฝันที่อยากสร้างโรงพยาบาลเป็นของตัวเองมานาน เธอก็ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจอีกครั้งในวัย 50 ปี ก่อนจะเริ่มชวนหุ้นส่วนที่แม้จะต่างสาขาความเชี่ยวชาญแต่เชื่อเหมือนกัน มองภาพเดียวกัน เมื่อ 10 ปีแล้ว พวกเขาเคยคุยกันว่าอยากทำคลินิกหรือศูนย์รักษาพยาบาลสำหรับผู้หญิง มีส่วนที่ทำเล็บทำผมพร้อมกับตรวจสุขภาพ เวลาผ่านไปความคิดที่จะทำคลินิกก็กลายเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง

“คุณหมอเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน” เราถาม

คุณหมอนุชตอบทันทีว่าประสบการณ์ทำงานทำให้เธอรู้ว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเยอะแค่ไหน ยังไม่รวมผู้ป่วยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นมะเร็ง หรือผู้หญิงอายุ 35 – 40 ปีที่มีโอกาสเป็นผู้ป่วยจึงต้องคัดกรอง

“หมอทำแผนผังขึ้นมาว่าในกระบวนการรักษามีส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายบ้าง มียาอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร หรือต้องเกี่ยวกับหมอแผนกอื่นอย่างไรบ้าง รวมแล้วใช้เงินไม่ต่ำกว่าล้าน เราก็ทำให้เขาเห็นว่าถ้ายอมจ่ายค่าตรวจปีละสามถึงสี่พันบาท แล้วตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ซึ่งการรักษาคือผ่าตัด จากเดิมต้องเสียเงินเป็นล้านๆ ก็จ่ายเพียงค่าผ่าตัดสองแสนบาท”

คุณหมอผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในวัย 50

หากชีวิตคนเรายืนยาวถึง 70 ปี นั่นหมายความว่า ประสบการณ์ของคนอายุ 50 ปี ยังทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีกตั้ง 20 ปี 

หลายครั้งที่พูดถึงสังคมสูงวัย ทำไมคนต้องคิดถึงการออมเงินเพื่อเกษียณ ทำไมต้องส่งเสริมให้อยู่บ้านเลี้ยงหลานหรือออกเดินทางท่องเที่ยว แต่ทำไมไม่เตรียมสังคมที่เป็นสังคมจริงๆ 

“แทนที่จะคิดว่ารัฐบาลจะเลี้ยงเราไหม เราต้องเก็บเงินเลี้ยงตัวเองเท่าไหร่ถึงจะพอ

ทำไมไม่คิดสร้างคุณค่าตัวเองที่เลี้ยงคนอื่นได้ด้วย” เราพยักหน้าเห็นตามด้วยทุกอย่าง

“สองปีก่อนเริ่มทำโรงพยาบาล มีคนเตือนว่าอย่าทำโรงพยาบาลเลยเศรษฐกิจไม่ดี เราก็บอกว่าไม่เชื่อ ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะไม่ดีไปตลอด ไม่งั้นประเทศชาติคงล่มสลายไปแล้ว เพราะเราเห็นมาทั้งชีวิต เราผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ผ่านช่วงลดค่าเงินบาท ผ่านช่วงที่ประเทศชาติโชติช่วง เห็นมาทุกอย่าง เริ่มตอนนี้แหละเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว พอเศรษฐกิจดีขึ้นทุกคนก็พร้อมใช้จ่าย” คุณหมอนุชเล่า

ธุรกิจสตาร์ทอัพของคนรุ่นใหม่อาจจะหวือหวาและสดใหม่ เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สังคมไม่ได้ต้องการความใหม่เพียงอย่างเดียว เราต้องการธุรกิจที่มั่นคงและกลมกล่อม 

คุณหมอนุชเล่าข้อดีของธุรกิจจากสตาร์ทอัพวัย 50 ปี ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิต เข้าใจโจทย์ที่ตลาดต้องการอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีสร้างแพลตฟอร์ม ซึ่งหลายครั้งไม่ได้ตอบโจทย์ตลาด 

นอกจากนี้ ยังพร้อมไปด้วยทุน ความรู้ ประสบการณ์ มีโอกาสสร้างเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศเช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ ขอเพียงลุกขึ้นมาทำในส่วนที่ถนัดไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหน

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

โรงพยาบาลเฉพาะทางขนาดเล็กที่อยากสร้างอำนาจต่อรองในสังคม

สถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นปัญหาของธุรกิจรักษาพยาบาล ได้แก่ 

หนึ่ง ความไม่สมดุลระหว่างความต้องการของผู้ป่วยและบริการที่โรงพยาบาลมอบให้ และ

สอง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครื่องมือและการรักษาที่มีคุณภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษและบุคลากรบางสาขา นั่นทำให้การไปโรงพยาบาลรัฐของคนส่วนใหญ่ต้องลางานไปตรวจ ก่อนนัดคิวทำอัลตราซาวนด์ตามด้วยวินิจฉัยโรค จากนั้นถึงนัดฟังผล แล้วทำนัดเพื่อเจาะชิ้นเนื้อ จากนั้นนัดตรวจอีกครั้ง แล้วจึงนัดฟังผล 

ยังไม่ทันเริ่มรักษาก็ต้องไปโรงพยาบาล 5 – 6 ครั้ง ใช้เวลาร่วมหลายเดือน

หากอยากเข้ารักษากับแพทย์เชี่ยวชาญพิเศษในโรงพยาบาลรัฐ ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาและความสะดวกสบายบางอย่าง แต่ถ้าอยากได้บริการชั้นดีและความสะดวกพร้อมกันก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ที่ผ่านมา มีโรงเรียนแพทย์หลายแห่งทำคลินิกพิเศษเพื่อตอบสนองกลุ่มที่ต้องการการรักษาที่มีคุณภาพ มีความสะดวก ตรวจนอกเวลาได้ ที่สำคัญ ราคาเข้าถึง แต่นั่นก็ไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ดี

โรงพยาบาลนมะรักษ์ จึงก่อตั้งมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งของโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านเต้านม โดยคุณหมอและเภสัชกรผู้ก่อตั้งทั้งสามเห็นร่วมกันว่า เป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจนี้ไม่ใช่การหากำไรสูงสุด ไม่คาดหวังการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาตั้งใจทำโรงพยาบาลเฉพาะทางเล็กๆ ที่อยากสร้างอำนาจต่อรองในสังคม เปลี่ยนระบบบางอย่างของโรงพยาบาลที่มีมาช้านาน

คุณหมอนักวิศวกร สถาปนิก และอินทีเรีย ผู้ดูแลการสร้างโรงพยาบาลด้วยตัวเอง

คุณหมอนุชเล่าว่า ในการสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทาง หมายความว่าเราไม่ได้ทำทุกเรื่อง “อะไรคือแก่นของธุรกิจของเรา บางเรื่องต้องใช้พาร์ตเนอร์ เช่น บางครั้งต้องจ้างหมออายุรกรรมมาตรวจเตรียมความพร้อมสำหรับคนไข้ที่มีโรคประจำตัว หรือส่งไปตรวจกับโรงพยาบาลใหญ่ที่พร้อมกว่าแทนการจ้างหมอมา หรือใช้เครื่องมือที่ราคาสูงแต่ไม่ได้ใช้บ่อย” 

แต่กับเรื่องที่เป็นแก่นของธุรกิจ คุณหมอบอกว่าเครื่องมือที่เกี่ยวต้องคุณภาพดีกว่าที่อื่นๆ

ปรัชญาของโรงพยาบาลไม่ได้มุ่งหากำไรสูงสุด แต่ก็ยังต้องการกำไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

ข้อดีของการทำสิ่งที่ถนัด คือจะทำให้เราเข้าใจทางเดินของคนไข้ ตั้งแต่ก่อนเข้ามาใช้บริการจนหายดี พวกเขาจะเจอกับอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนมีมูลค่าเท่าไหร่ ลูกค้าเป็นใครกลุ่มไหน สิ่งที่ตั้งใจจะทำเป็นไปได้ไหม เพื่อออกแบบเชิงโครงสร้างโรงพยาบาล

“โดยทั่วไปหมอจะไม่รู้เรื่องโรงพยาบาลที่อยู่นอกเหนือกับการรักษามาก่อน เช่น ระบบวิศวะอาคาร ระบบเครื่องมือแพทย์ ดินน้ำลมไฟ ความปลอดภัย ซึ่งในเชิงธุรกิจเรื่องเหล่านี้ใช้เงินเยอะมาก หรือมีเครื่องมือแพทย์เครื่องหนึ่ง จะดูแลรักษาอย่างไร จะบำรุงรักษาอย่างไร”

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

ประสบการณ์ในส่วนงานดูแลการสร้างและออกแบบอาคารโรงพยาบาลรัฐ ทำให้คุณหมอนุชคุ้นเคยกับงานโครงสร้างและการออกแบบเป็นอย่างดี 

“พอได้มาทำอาคารโรงพยาบาลของตัวเอง อะไรที่เคยทำไม่ได้หรือมีข้อจำกัด เราก็ขุดมาทำทั้งหมด และเมื่อเรารู้ว่าเรามีทุนน้อยดังนั้นการก่อสร้างจึงต้องเร็ว” 

ปกติทำงานโครงสร้างให้เสร็จก่อนจากนั้นตามด้วยงานสถาปัตย์และอินทีเรียใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 13 เดือนตั้งแต่ตอกเสาเข็มจนโรงพยาบาลเสร็จ

คุณหมอนุชคุมงานโครงสร้าง งานออกแบบ และตกแต่ง ด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งแบ่งโซนการทำงานด้วยโลจิสติกส์บันไดหน้าและหลัง ใช้เทคโนโลยีขึ้นโมเดลห้องผ่าตัดที่อิตาลีก่อนขนส่งชิ้นส่วนมาติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ขณะที่การก่อสร้างห้องเอกซเรย์ทั่วไปต้องก่อผนังอิฐหนามีแผ่นตะกั่วด้านใน คุณหมอนุชก็ศึกษาจนพบวัสดุคุณภาพสูงมาใช้ทดแทน แถมยังมีโครงสร้างน้ำหนักเบาปรับเปลี่ยนผังได้เร็วหากมีแผนขยับขยายพื้นที่ใช้สอยในอนาคต ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วและจริงจัง

โรงพยาบาลที่เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนมากกว่ามาหาหมอ

ในขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งใช้ความ High Technology เป็นจุดขาย ที่นมะรักษ์จุดขายคือ High Touch

เพราะทุกปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นต่อการรักษาพยาบาลมากๆ 

“ในการรักษาหมอมีความเชื่อว่า หมอช่วยเขาได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือตัวผู้ป่วยเอง จากสภาพจิตใจที่ยอมรับ เชื่อมั่น และศรัทธา ที่จะปรับเปลี่ยนชีวิต ส่งผลต่อระบบร่างกายและภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ในการพัฒนาโรงพยาบาลยุคหลัง เราพูดถึงเทคโนโลยีมากเกินไปจนลืมว่าเวลาที่เรารักษา เรารักษาคนที่เป็นโรค ไม่ได้รักษาโรค อย่ามองแค่ว่าเราจะจัดการก้อนมะเร็งนี้ยังไง แต่มองหาว่าใจคนป่วยนั้นเป็นยังไง ไลฟ์สไตล์เขาเป็นยังไง เพื่อให้เขาหายดีกลับเข้าไปอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพดังเดิม”

เป็นเหตุผลว่าทำไมที่โรงพยาบาลนมะรักษ์ ให้ความรู้สึกสบายใจ อบอุ่นเหมือนบ้าน

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

มองด้วยสายตาแล้ว เราพบว่าที่นี่ฉีกทุกกรอบของการออกแบบพื้นที่ ถ้านักวิเคราะห์มาเจอต้องเห็นตรงกันว่าที่นี่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

ที่นมะรักษ์ ผู้ก่อตั้งให้โจทย์นักออกแบบว่า พวกเขาอยากได้โรงพยาบาลที่ดูไม่เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป ไม่เป็นอาคารสูง อยากให้คนไข้เข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกเหมือนมารีสอร์ต มีพื้นที่สำหรับพนักงาน และมีสวนซึ่งชาวนมะรักษ์ทุกคนร่วมออกแบบเอง

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

“ตอนแรกสถาปนิกแนะนำให้ทำอาคารห้าชั้น เพื่อการใช้พื้นที่ทุกตารางอย่างคุ้มค่า แต่เราคิดว่า ห้าชั้นให้ความรู้สึกเป็นอาคารสูง เดิมเราอยากได้แค่อาคารสองชั้นด้วย แต่นั่นทำให้ไม่มีพื้นที่ของพนักงาน ขณะเดียวกันความเป็นโรงพยาบาล ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายและระบบความปลอดภัยก็ยังต้องมีอยู่” คุณหมอนุชเล่าที่มาของพื้นที่อาคาร 3 ชั้น 

พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องตรวจ มีพื้นที่ส่วนกลางเป็นโต๊ะทำงานพร้อมปลั๊กไฟและอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกคนใช้ เหมือน Co-working Space มากกว่าพื้นที่รอพบแพทย์

พื้นที่ชั้นสองเป็นห้องพัก ซึ่งแตกต่างจากห้องพักผู้ป่วยในทั่วไป ที่ห้องจะอยู่ลึกและห่างไกลพยาบาล แต่ที่นี่ไม่ว่าจะอยู่ห้องไหน คุณจะเปิดประตูมาเจอเคาน์เตอร์พยาบาลตรงกลางเสมอ

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

พื้นที่ชั้นสามเป็นพื้นที่ใช้สอยของพนักงาน มีพื้นที่ออกกำลังกาย มีห้องประชุมหลากหลายขนาด สำหรับการจัดอบรมและเตรียมเป็นพื้นที่สำหรับเรียนในอนาคต

โรงพยาบาลนมะรักษ์ ธุรกิจของกลุ่มคุณหมอที่อยากเปลี่ยนระบบรักษาพยาบาลประเทศไทย

แทนที่จะกลุ้มใจกับสงครามราคา ชาวนมะรักษ์ถือว่านี่คือสัญญาณที่ดีของภารกิจ

นมะรักษ์เป็นโรงพยาบาลที่ไม่ประชาสัมพันธ์และทำการตลาดใดๆ อาศัยการบอกปากต่อปาก เพราะคนไข้สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและอยากช่วยให้ธุรกิจไปต่อ หลายครั้งจึงได้รับการสนับสนุน มีคนไข้ช่วยทำป้ายชี้ทางเข้าโรงพยาบาล หรือประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ 

การเกิดขึ้นของโรงพยาบาลนมะรักษ์อาจไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้โรงพยาบาลรายใหญ่ๆ หันมาลดราคาค่าตรวจแมมโมแกรมถึงครึ่งหนึ่งในรอบหลายปี ซึ่งแม้จะมีหลายคนเป็นห่วงว่าสงครามราคาจะตัดโอกาสทางธุรกิจของโรงพยาบาลเฉพาะทางน้องใหม่แห่งนี้ แต่คุณหมอนุชก็ยืนยันว่านี่เป็นภาพที่เธออยากเห็นมาตลอด

“แทนที่จะกลุ้มใจว่าเขาลดราคามาสู้ เรารู้สึกว่าภารกิจเราสำเร็จนะ เราอยากให้คนเข้าถึงการตรวจรักษาในราคาที่พวกเขาจ่ายได้” คุณหมอนุชยิ้ม

รศ. พญ.เยาวนุช คงด่าน นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์

Lesson Learnt

ถ้ามีแพทย์รุ่นใหม่เดินเข้ามาบอกว่าอยากเป็นแบบคุณหมอนุชบ้าง คุณหมอจะตอบว่าอะไร เราถาม

คุณหมอรีบตอบทันทีว่า ธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพในยุคนี้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรักษาเพื่อความงาม ถ้าคุณอยากทำธุรกิจจริงๆ คุณหมออยากให้คุณกลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือความสุขของคุณ

“ความสุขอยู่ที่การเห็นเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น หรือความสุขอยู่ที่การได้ทำสิ่งที่อยากทำ มีคนรับบริการจากเราแล้วเขาหายดี เขายิ้ม และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ ถ้าความสุขเขาอยู่ตรงนี้ จงทำเถิด แต่ถ้าความสุขอยู่ที่การเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น จงอย่าเข้ามา เพราะธุรกิจนี้การแข่งสูงมาก ไม่ใช่แค่การแย่งชิงคนไข้ แต่ยังมีบุคลากร แพทย์ พยาบาล ที่สำคัญ” คุณหมอนุชย้ำซ้ำๆ ว่าถ้าเราอยากทำสิ่งดีๆ มีความสุขที่เห็นคนไข้หายดี มีความสุขที่เห็นทีมงานยิ้มแย้ม ก็ไม่ต้องกลัวอะไรเพราะเหล่านี้จะดึงดูดคนที่คิดแบบเดียวกันเข้ามา

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load