หากพูดถึง ‘สวนพันพรรณ’ หลายคนอาจจะยังนึกไม่ออกว่าสถานที่ที่เรากล่าวถึงคือที่ใด แต่หากพูดถึงชื่อเจ้าบ้านอย่าง โจน จันได เราเชื่อว่าใครๆ ก็คงเคยได้ยินชื่อนี้อย่างแน่นอน

เราเดินทางมาที่นี่กับ Alive Trip 02 : The Seed Collector ทริปที่ The Cloud ร่วมกับ TOYOTA และมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ชวนหนุ่มสาวออกเดินทางไปใช้ชีวิต ออกไปค้นหาตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่กับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทั่วประเทศไทย ครั้งนี้เป็นทริปที่ 2 แล้วที่เราร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Gap Year Program ของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาเคลื่อนที่ที่พาคนหนุ่มสาวออกเดินทางไปเรียนรู้กับผู้รู้ตัวจริงในด้านต่างๆ ทั่วประเทศไทยตลอด 9 เดือน

สวนพันพรรณ, โจน จันได

การเดินทางในครั้งนี้ เรามาพบกับโจน จันได ที่สวนพันพรรณ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้เรื่องการพึ่งพาตัวเองและค้นหาความเรียบง่ายให้ชีวิต

สวนพันพรรณ, โจน จันได สวนพันพรรณ, โจน จันได

สิ่งที่เขาสนใจและอยากถ่ายทอดให้กับทุกๆ คนที่มีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมเยียนที่พันพรรณไม่ได้มีแค่เรื่องของบ้านดินอย่างที่เราได้เห็นกันผ่านสื่อเท่านั้น แต่ที่นี่ยังสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยการเป็นศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ และเก็บเมล็ดพันธุ์แท้ไว้แจกจ่ายให้กับคนทั่วไปที่ต้องการนำไปปลูกต่อกันฟรีๆ อีกด้วย

สำหรับคนเมืองที่ใช้ชีวิตภายใต้ระบบทุน การที่มีคนมาบอกว่า เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ สร้างอาหาร สร้างบ้าน หรือสร้างปัจจัยสี่อื่นๆ ให้กับตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากนั้น ช่างเป็นเรื่องที่สวนทางกับชีวิตประจำวันที่เราเป็นอยู่

การเดินทางมาทริปนี้จึงเต็มไปด้วยคำถาม ที่เราต้องหาคำตอบด้วยการมาทดลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองเท่านั้น 3 วัน 2 คืนในทริปนี้อาจจะไม่ได้ทำให้เราทำเป็นทุกอย่างที่ได้ลองทำ แต่เราเชื่อว่าทุกคนจะได้ค้นพบความง่ายในความหมายของตัวเอง

สวนพันพรรณ, โจน จันได

อยู่อย่างพันพรรณ

ก่อนจะเดินทางมาที่พันพรรณ เราเคยจินตนาการไว้ว่าที่นี่คือพื้นที่ทำการเกษตรแบบครบวงจร ทันสมัย และมีทุกอย่างที่สวนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ควรมี

แต่ภาพความจริงที่เราเห็นตรงหน้า คือภาพของสวน 14 ไร่ ที่มีพื้นที่อยู่อาศัยผสมผสานกับพื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ไม่มีโรงเพาะชำ ไม่มีเครื่องจักร หรือความทันสมัยที่เราคิดไว้เลย แต่เป็นภาพ ‘บ้านๆ’ ที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน

สวนพันพรรณ, โจน จันได

สวนพันพรรณ, โจน จันได

โจน จันได บอกว่า ภาพของพันพรรณที่พวกเราเห็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้คือภาพที่เขาไม่ได้คิดไว้ และเกินจากความตั้งใจเอาไว้มาก

ความตั้งใจแรกในการบุกเบิกที่ดินผืนนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เขาอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ปลูกพืชผักไว้เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไป ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นที่อยู่อาศัย หรือคิดว่าจะมีใครอยากมาอยู่ที่นี่เหมือนเช่นทุกวันนี้

ก่อนพันพรรณจะเขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้ ที่นี่เคยเป็นที่ดินราคาถูกเพราะหน้าดินถูกทำร้ายด้วยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและใช้สารเคมีมาก่อน การทำการเกษตรที่นี่จึงเป็นการพลิกฟื้นหน้าดินครั้งใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานกว่าที่หน้าดินจะฟื้นขึ้นมาได้

เขาเริ่มจากไม่มีทุน ไม่มีแรงงาน ปลูกพืชทุกชนิดที่ต้องการเก็บเมล็ดพันธุ์ และยกเลิกการใช้สารเคมีทุกชนิด จนในมาถึงวันนี้พันพรรณไม่ได้มีแค่โจน จันได คนเดียว แต่ยังมีอาสาสมัครที่เคยมาเข้าคอร์สฝึกอบรมย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชุมชนเพราะเชื่อในสิ่งเดียวกัน

เมื่อมีคนมาอยู่ร่วมกันมากขึ้น โจน จันได บอกว่า สิ่งที่ต้องมีในการอยู่ร่วมกันไม่ใช่กฎ แต่เป็นสามัญสำนึก

สวนพันพรรณ, โจน จันได

“แต่ละคนที่มาอยู่ที่นี่ล้วนเป็นคนที่เคยอยู่ในเมืองมาก่อนทั้งนั้น ก่อนที่จะมาอยู่ด้วยกันเราก็มาคุยกันว่าแต่ละคนอยากมาเรียนรู้อะไรจากที่นี่ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราจะสร้างทางเลือกใหม่ให้กับชีวิตได้อย่างไร ชีวิตที่เรารู้สึกสบาย ง่าย และไม่เครียด ด้วยแนวคิดนี้เลยกลายเป็นที่มาของศูนย์การเรียนรู้เพื่อการอยู่แบบง่ายๆ ในตอนแรก ซึ่งคำว่าศูนย์การเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าให้ใครเข้ามาเรียนรู้หรอกนะ แต่หมายถึงให้พวกเรากันเองเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันได้

“ที่นี่เราอยู่กันแบบไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร เพื่อทำลายความเป็นเจ้าของลง” นี่คือข้อตกลงร่วมกันข้อหนึ่งของพันพรรณที่สวนทางกับโลกภายนอก แต่กลับทำให้หลายคนที่นี่ได้พัฒนาตัวเองได้มากกว่าที่พวกเขาเคยคิดไว้

สวนพันพรรณ, โจน จันได

ที่บอกว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร เพราะที่นี่ไม่มีใครถืออะไรเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้โดยที่ไม่มีกฎระเบียบ ไม่มีผู้นำ ไม่มีหัวหน้า แม้ว่าโจน จันได จะเป็นคนบุกเบิกที่ดินผืนนี้ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้นับว่าตัวเองมีสิทธิมากกว่าเพื่อนร่วมชุมชนคนอื่นๆ

หลายคนคงสงสัยว่าแล้วเขาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เพราะโดยปกติแล้วยิ่งมีคนเยอะก็ยิ่งต้องมีกฎมาก เพื่อป้องกันการละเมิดการอยู่ร่วมกัน

สวนพันพรรณ, โจน จันได สวนพันพรรณ, โจน จันได

“ผมมองว่าการมีกฎระเบียบทำให้คนไม่ใช้สามัญสำนึกในการอยู่ร่วมกัน เพราะเรารู้สึกว่ากฎระเบียบมันปกป้องเราอยู่ นี่คือสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันดีมาก มันทำให้คนพัฒนาตัวเองได้เร็ว หลายๆ ครั้งที่เราเห็นกฎระเบียบ คนไม่ได้ทำตามกฎเพราะว่าเขาชอบมัน แต่ทำตามกฎเพื่อไม่ให้ขัดกับคนอื่น” นี่คือสิ่งที่โจน จันได เข้าใจหลังการเรียนรู้ร่วมกันมา 15 ปี

ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมาเขาบอกว่าที่นี่ยังไม่เคยมีการทะเลาะเบาะแว้งกันเลยสักครั้ง แต่กลายเป็นว่าทุกคนช่วยเหลือกันดีมาก ช่วยกันตัดสินใจ ช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน และช่วยกันดูแลสวนได้เป็นอย่างดี

“วิธีการแบบนี้มันสวนทางกับคนหมู่มากที่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผู้นำ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีกฎระเบียบ แต่เราพบว่าการมีผู้นำมันทำให้ปัญหาทุกอย่างไหลมาอยู่ที่ผู้นำเป็นหลัก แล้วผู้นำจะต้องแบกรับภาระสูงมาก แต่พอเราไม่มีผู้นำ ทุกคนจะเป็นผู้นำของตัวเอง ตัดสินใจเองได้ เห็นปัญหาก็จะแก้ไขเอง ช่วยกันมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ”

ระบบการทำงานของพันพรรณ คนในสวนทุกคนไม่ได้มีหน้าที่หลักว่าใครคือคนขับรถ ใครคือคนทำครัว ใครเป็นนักบัญชี แต่ทุกคนจะได้เปลี่ยนหน้าที่กันและทำทุกสิ่งเวียนกันไป วิธีการแบบนี้จึงทำให้ทุกคนในสวนมีประสบการณ์ร่วมกัน เข้าใจในสิ่งเดียวกัน และเกิดความขัดแย้งน้อยลง

สวนพันพรรณ, โจน จันได สวนพันพรรณ, โจน จันได

ส่วนคนที่มีความสนใจเฉพาะอยู่แล้ว เช่น การเก็บเมล็ดพันธุ์ ก็จะเป็นตัวหลักในการทำเรื่องนี้ เพราะเขาอยากทำ และต้องฟังเสียงของชุมชนด้วยว่าทุกคนอยากปลูกอะไรกันบ้าง ปลูกแล้วผลผลิตออกมาเป็นอย่างไร หรืออยากเก็บเมล็ดพันธุ์อะไรกันอีก

ตารางการทำงานบนผนังห้องครัวทำให้เราเห็นว่าระบบการทำงานของที่นี่เป็นอย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ ในแต่ละวันเราจึงได้เจอพ่อครัวแม่ครัวที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำอาหารกันไม่ซ้ำหน้า และได้กินเมนูเด็ดใหม่ๆ ไม่ซ้ำเลยสักวัน

ปัจจุบันพันพรรณเป็นทั้งชุมชนที่มีคนมาอาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ที่ปลูกทุกอย่างที่คนที่นี่อยากกิน และกินทุกอย่างที่ปลูก เป็นศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ทั้งพันธุ์ไทยและต่างประเทศ และยังแจกเมล็ดพันธุ์ให้กับคนที่เขียนจดหมายเข้ามาขอฟรีๆ มีพื้นที่เลี้ยงวัวนม เลี้ยงไก่ไข่ มีคาเฟ่เล็กๆ ที่กลิ่นอบคุกกี้และขนมปังหอมไปทั้งสวน และเปิดคอร์สให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้ได้เรื่อยๆ ไม่ว่าคุณสนใจเรื่องไหนก็ตามที่เป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ ทุกคนก็ยินดีเปิดบ้านต้อนรับให้เข้ามาทำความรู้จักกัน

เก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อความมั่นคงทางอาหาร

หลายคนอาจจะจดจำภาพของโจน จันได จากกระแสการทำบ้านดินในยุคหนึ่งของเมืองไทย แต่ความสนใจอันดับหนึ่งของเขาคือการเก็บเมล็ดพันธุ์ ที่พันพรรณจึงมีศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ด้วยตัวเอง และยังส่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้กับผู้ที่เขียนจดหมายเข้ามาขอแบบฟรีๆ

งานหลักของที่นี่เป็นการปลูก เก็บเกี่ยว และเก็บเมล็ดพันธุ์ ทำซ้ำอย่างนี้ไปทุกฤดูกาล ซึ่งสิ่งที่พวกเขาปลูกและเก็บกันนั้นก็ต้องเป็นพืชพรรณที่คนในสวนอยากกินด้วยเช่นกัน เมื่อพวกเขาปลูกและสร้างอาหารเองได้ จึงไม่แปลกใจที่อาหารการกินของที่นี่จะรสชาติดีเป็นพิเศษ

สวนพันพรรณ, โจน จันได

และเขายังเชื่อว่าวิธีหนึ่งที่คนเราจะพึ่งตัวเองได้ คือเราต้องสร้างอาหารได้ด้วยตัวเอง

แต่ในเมื่อมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ออกลูกเป็นผลเหมือนต้นไม้ก็ไม่ได้ แล้วเราจะสร้างอาหารของตัวเองได้อย่างไร?

คนที่มาให้คำตอบกับเราในวันนี้คือ นาง หนึ่งในสมาชิกของสวนพันพรรณที่สนใจการเก็บเมล็ดพันธุ์มากเป็นพิเศษ

เธอบอกว่าโจน จันได คือครูที่ปรึกษาที่ไม่เคยหวงเมล็ดพันธุ์เลยสักครั้ง ถ้าความผิดพลาดนั้นทำให้เธอได้เรียนรู้และเข้าใจการเก็บเมล็ดพันธุ์ได้มากขึ้น เธอลองผิดลองถูกด้วยตัวเองอยู่นาน จนเจอความง่ายในแบบของตัวเอง

นางชวนเราคิดง่ายๆ ว่า ทุกครั้งที่เราไปตลาดหรือไปซูเปอร์มาเก็ต เราเคยรู้ไหมว่าพืชผักที่เราเห็นอยู่นั้นมีที่มาจากไหน ปลูกอย่างไร หรือมีวิธีการดูแลอย่างไรก่อนจะมาถึงผู้บริโภคอย่างเรา

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ตามท้องตลาดที่เราปลูกจากซองกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เราไม่สามารถนำไปปลูกต่อได้ หรือถ้าปลูกแล้วก็จะไม่ได้ผลผลิตเหมือนกับรุ่นแรกที่เราได้กิน เนื่องจากมีการดัดแปลงทางพันธุกรรมเพื่อให้ได้พืชผลที่สมบูรณ์ในรุ่นแรกรุ่นเดียวเท่านั้น ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้สามารถสังเกตตัวอักษร F1 ได้ง่ายๆ ที่หลังซอง แม้ว่าเขาจะมีบอกไว้อย่างชัดเจน แต่น้อยคนนักที่จะรู้ความหมายของคำนี้

แล้วถ้าซื้อเมล็ดซองมาปลูกแล้วได้ผลผลิตไม่ดี เราจะปลูกพืชได้อย่างไร?

คำตอบง่ายๆ ก็คือ เราต้องเก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกเองซะเลย

สวนพันพรรณ, โจน จันได

การเก็บเมล็ดพันธุ์ คือการเก็บเอาเมล็ดพันธุ์แท้จากดอกหรือผลของพืชชนิดนั้นๆ มาเก็บไว้เพื่อเพาะพันธุ์ต่อในฤดูกาลต่อๆ ไป ซึ่งการจะรู้ได้ว่าพันธุ์ไหนแท้ไม่แท้ก็ต้องมีการปลูกเพื่อทดลองและทำการจดบันทึกกันมาก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าตอนนี้ปลูกไปถึงรุ่นที่เท่าไหร่แล้ว นางบอกว่า เมล็ดพันธุ์ที่ไม่แท้สามารถทำให้เป็นเมล็ดพันธุ์แท้ได้ แต่ต้องผ่านการปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไปเรื่อยๆ ถึง 7 เสียก่อนถึงจะได้พันธุ์ตามที่ต้องการ  

นอกจาก F1 แล้วยังมีคำอื่นๆ ที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ เช่น GMOs (Genetically Modified Organisms) หรือพืชที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม ที่เราได้ยินกันจนชินและลืมนึกถึงอันตรายของมันไปแล้ว แม้ว่าสิ่งที่เรากินเราใช้จะแปะป้ายว่าเพื่อสุขภาพมากแค่ไหน แต่เราก็ได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ทุกๆ วันไม่ว่าจะเป็นในสิ่งของอุปโภคหรือบริโภคก็ตาม

ความอันตรายของ GMOs อาจจะไม่ได้รุนแรงเหมือนการกินยาพิษที่กินแล้วตายได้ทันที แต่สารที่ผ่านการดัดแปลงและฉีดเข้าไปในพืชพรรณเหล่านี้จะสะสมอยู่ในร่างกายเราต่อไปอีกนาน และเราไม่มีทางรู้เลยว่าร่างกายเราดูดซึมสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าไปในส่วนไหนบ้าง การกินอาหารที่เป็น GMOs ติดต่อกันเป็นเวลานาน วันดีคืนดีอาจจะทำให้เราแพ้อาหารบางชนิดที่เราไม่เคยแพ้มาก่อน ทำให้เกิดโรคต่างๆ และอาจทำให้อายุขัยของเราสั้นลง

สำหรับคนเมืองที่ไม่เคยเก็บเมล็ดพันธุ์ด้วยตัวเอง นางบอกกับเราว่า นี่คือวิธีการสร้างอาหารที่ง่ายที่สุดที่มนุษย์จะทำได้แล้ว

เธอยกถาดมะละกอแขกดำและแตงไร่จากสวนคนขี้เกียจมาให้เรา แตงไร่ลูกนี้ได้มาจากบ้านของ โอชิ-ชินดนัย จ่อวาลู ที่เราไปเรียนรู้วิถีปกาเกอะญอกันที่บ้านเขามาในทริปที่แล้ว โอชิจึงฝากแตงลูกนี้มาเพื่อให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ที่พันพรรณด้วย

สวนพันพรรณ, โจน จันได

สวนพันพรรณ, โจน จันได

นางบอกว่า “การเก็บเมล็ดพันธุ์คุ้มค่ากว่าการซื้อเมล็ด 1 ซองมาปลูก เพราะผลไม้ 1 ลูกที่เราเก็บมามันไม่ได้มีแค่เมล็ดเดียว พืชบางชนิดมีเมล็ดเยอะมาก เก็บ 1 ครั้งได้อีกหลายร้อยเมล็ด ปลูกต่อได้อีกหลายร้อยต้น ถ้าปลูกไม่ไหวก็แบ่งคนอื่นไปปลูกได้ ถ้าเราเอาไปปลูกแล้วมันออกลูก เราก็ได้เมล็ดพันธุ์เพิ่มมากขึ้นไปอีก เราปลูกแค่ครั้งเดียวแต่เราได้กินไปอีกนาน ถ้าเราปลูกมะละกอ เราก็ไม่ต้องซื้อมะละกออีกเลย”

และความสนุกอย่างหนึ่งของการเก็บเมล็ดพันธุ์คือ การกิน นางชวนทุกคนล้อมวงกินมะละกอสดๆ ปลอดสารเคมีจากสวนพันพรรณที่เธอปลอกให้ เราขูดและตัดเมล็ดออกจากผลกันออกมาคนไม้ละมือ ไม่น่าเชื่อว่าการเรียนไปกินไปจะทำให้เราเข้าใจความสำคัญของการเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ชัดเจนมากขึ้น

สวนพันพรรณ, โจน จันได

ต่างพันธุ์ ต่างวิธีการ

เมล็ดมะละกอเรียกว่าเมล็ดแบบเปียกเมือก’ เป็นเมล็ดชนิดที่มีเจลเคลือบอยู่ วิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์แบบนี้ ถ้าบี้เมือกออกทีละเมล็ดจะเสียเวลามาก เทคนิคที่นางค้นพบและทำให้เก็บได้ง่ายขึ้นคือ เอาเมล็ดไปแช่น้ำไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แช่ให้มันเน่าเพื่อให้เจลมันออกง่ายขึ้น แต่ถ้าเราขูดเมล็ดออกมาทิ้งไว้รอให้มันแห้งจะไม่สามารถเก็บไว้นานๆ ได้ และทำให้เมล็ดขึ้นราได้ง่าย หลักการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่สำคัญคือต้องสะอาด หลังจากแช่น้ำแล้วต้องเอามาล้างให้สะอาด แล้วเอาไปตากให้แห้งในวันแดดดีๆ สัก 3 วัน เมื่อแห้งสนิทแล้วก็ค่อยเอามาใส่ในถุงพลาสติก และใส่ซองกันชื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา

สวนพันพรรณ, โจน จันได

ส่วนแตงไร่เรียกว่า ‘เมล็ดเปียก’ เพราะเมล็ดจะเปียกจากน้ำที่อยู่ข้างในผล แต่ไม่มีเมือกมาหุ้มไว้เหมือนมะละกอ เมื่อผ่าแล้วจะเห็นเมล็ดได้ทันทีเลย วิธีการเก็บเมล็ดเปียกเราจะล้างน้ำแล้วตากเลย ไม่ต้องแช่น้ำทิ้งไว้ แต่ถ้าพืชผลขนาดเล็กและต้องเก็บเยอะ เช่น พริก สามารถเอาใส่เครื่องปั่นแล้วปั่นเบาๆ ได้เลย กดปั่นแล้วหยุดสลับกันไปเรื่อยๆ แต่อย่าปั่นแรงเกินไป ปั่นเสร็จแล้วก็เอาไปล้างน้ำ ร่อนน้ำเพื่อกรองเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออก แล้วก็อาไปตากเลย แต่ควรตากในช่วงเวลาที่แดดไม่ร้อนจัด เช่น แดดช่วงเช้าถึงสายๆ หรือแดดบ่ายแก่ๆ ถึงเย็น หลังจากแห้งแล้วค่อยคัดแยกเมล็ดที่แตกออกอีกรอบ

นอกจากนี้ยังมี ‘เมล็ดแห้ง’ ที่เราสามารถเก็บแห้งๆ จากต้นได้เลยโดยไม่ต้องล้างน้ำ เมื่อเก็บมาแล้วต้องร่อนทำความสะอาด เมื่อแน่ใจว่ามันแห้งดีแล้วค่อยใส่ในถุง แล้วเก็บไว้ในตู้เย็น รอปลูกในฤดูกาลถัดไป

ซึ่งเมล็ดแต่ละอย่างก็มีอายุขัยไม่เท่ากัน เมื่อเราเก็บไปแล้วก็ต้องเอาออกมาปลูกตามฤดูกาลของมัน เพื่อไม่ให้เมล็ดพันธุ์เสียด้วยนะ

นางบอกว่าทุกวันนี้เมล็ดพันธุ์ในท้องตลาดราคาสูงมากถึงกิโลละหมื่นบาท คนที่ต้องแบกรับภาระนี้ไม่ใช่ใคร แต่เป็นชาวสวน ชาวไร่ ที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้มาปลูก ถ้าหากพวกเขาเรียนรู้ที่จะเก็บด้วยตัวเองได้ก็จะช่วยลดภาระได้มาก ไม่ใช่แค่ได้พันธุ์แท้ แต่ยังได้ผลผลิตที่ดี รสชาติดี และดีกับสุขภาพของคนกินอีกด้วย

บ้านที่ทำให้เราได้พึ่งพาตัวเอง

เมื่อเราสร้างอาหารด้วยตัวเองได้แล้ว สิ่งต่อไปที่ท้าทายความสามารถในการพึ่งตัวเองได้มากขึ้นคือการสร้างบ้าน

สวนพันพรรณ, โจน จันได

สวนพันพรรณ, โจน จันได

โจน จันได มักจะบอกกับเราเสมอว่า “การใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่าย ถ้ารู้สึกว่ามันกำลังยาก แสดงว่าเรากำลังทำบางอย่างผิด” และวิธีคิดแบบนี้สามารถใช้กับการทำบ้านได้เช่นกัน

เขาย้ำกับเราว่า บ้านดิน คือบ้านที่ทำง่ายที่สุดในโลกแล้ว แค่มาเรียนรู้วิธีการ ใช้ความตั้งใจ และไม่ต้องไปสนสูตรหรือส่วนผสมมาก แค่ลองผิดลองถูกไปก็รู้แล้วทำอย่างไร ส่วนเรื่องของความสวยงามหรือความสมบูรณ์แบบคือเรื่องสมมติทั้งสิ้น

สวนพันพรรณ, โจน จันได สวนพันพรรณ, โจน จันได

ที่เขาเชื่อว่าง่าย เป็นเพราะกว่า 10 ปีที่มีโอกาสได้สอนทำบ้านดินมา กว่า 60% ของคนที่ทำบ้านดินในประเทศไทยเป็นผู้หญิง บ้านดินไม่ใช่แค่ง่ายจนผู้หญิงทำได้ แต่ยังเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตผู้หญิงหลายๆ คน เป็นบ้านที่พิสูจน์ว่าผู้หญิงไม่ใช่เพศที่ด้อยกว่าและพวกเธอสามารถพึ่งพาตัวเองได้จริงๆ เจ้าของบ้านหลายหลังที่ทำในยุคแรกๆ จึงโกนหัวเพื่อเป็นการยืนยันว่าเธอสามารถทำลายกรอบความคิดนั้นได้ และเอาผมที่โกนออกไปเป็นส่วนผสมของอิฐในบ้าน เพราะบ้านหลังนั้นคือส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ

สวนพันพรรณ, โจน จันได

ถ้าต้องการแรงงานในการทำบ้านเขาแนะนำให้ไปชวนเพื่อนๆ มาลงแขกทำบ้านด้วยกันเพื่อความสนุก แบบนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ทำบ้านดินได้ทั้งนั้น ถ้ามีเพื่อนมาช่วยกันมากพอ และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากแนะนำให้จ้างคนมาช่วยสร้าง เพราะจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

มาถึงพันพรรณทั้งทีถ้าไม่ได้คลุกดินคงเหมือนมาไม่ถึง เราจับจอบกันไปช่วยกันขุดดิน และฟังเรื่องบ้านจากโจน จันได กันถึงในหลุม เป็นห้องเรียนเรื่องบ้านที่เราได้มีประสบการณ์ในทุกขั้นตอน

สวนพันพรรณ, โจน จันได

ขั้นตอนการทำบ้านดินแบบบ้านๆ มีอยู่ว่า

  1. เลือกสถานที่ก่อนว่าจะปลูกบ้านตรงไหน บ้านดินเป็นบ้านที่ไม่กลัวร้อน ไม่กลัวไฟ ไม่กลัวฝน แต่กลัวอย่างเดียวคือน้ำท่วม ควรเลือกสถานที่น้ำท่วมไม่ถึง ถ้าอยู่ในที่ราบ ทุ่งนา หรือภาคกลาง แนะนำให้ขุดสระ แล้วเปิดน้ำขังไว้เพื่อทดสอบดินทรุด
  2. ออกแบบบ้าน การออกแบบบ้านเป็นส่วนที่สำคัญมากในการสร้างบ้าน ถ้าออกแบบไม่ดี เราก็ไม่อยากอยู่บ้าน กลายเป็นว่าเราต้องจ่ายเงินเยอะ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากบ้าน และคนที่ออกแบบบ้านได้ดีที่สุดคือเจ้าของบ้าน เพราะรู้ความต้องการของตัวเองอยู่แล้วว่าอยากใช้บ้านทำอะไร
  3. ดูทิศทางฝน ฝนที่เราต้องดูคือช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ให้สังเกตว่าลมฝนมาฝั่งไหน เพราะ 2 เดือนนี้ฝนจะมาเป็นพายุ ฝั่งที่ลมฝนมาควรมีชายคายื่นออกไปกว้างๆ  มีหน้าต่างน้อย หรือปลูกต้นใม้ไว้เพื่อบรรเทาลม
  4. แสงแดด แสงที่เราจะต้องคิดถึงคือแสงแดดช่วง 13.00 – 16.00 น. ต้องดูว่าแสงแดดมาจากฝั่งไหน โดยปกติแล้วแดดจะมาทางทิศตะวันตกเชียงใต้ วิธีแก้คือพยายามให้มีหน้าต่างฝั่งนั้นให้น้อยที่สุด ถ้าไม่ต้องการให้แดดเข้าถึงกำแพงมาก และจะทำให้บ้านเย็นสบายมากขึ้น
  5. ใช้ประโยชน์จากลม ลักษณะการสร้างบ้านของคนไทยโดยทั่วไปจะสร้างบ้านที่มีหน้าต่างอยู่สูงกว่าพื้น 80 – 100 เมตร แต่พฤติกรรมของคนไทยไม่ชอบนั่งเก้าอี้ เราชอบนั่งกับพื้น เมื่อนั่งพื้นหน้าต่างก็จะอยู่บนหัวเราพอดี เวลามีลมพัดมาก็จะผ่านหัวเราไป เราจะไม่รู้สึกเย็นและไม่ได้ใช้ประโยชน์จากลม ถ้าเราความสูงของขอบหน้าต่างลงอีกนิด ลมก็จะเข้ามามากขึ้น แสงสว่างเข้าถึงมากขึ้น ลมเย็นขึ้น อยู่สบายมากขึ้น และได้ใช้ประโยชน์จากบ้านได้มากขึ้น
  6. เทคาน คานบ้านดินจะต่างจากบ้านทั่วๆ ไป ตรงที่เราจะเทคานบ้านเหนือดินเสมอ บ้านทั่วไปเราจะขุดร่องฝังลงไปในดินเพื่อเชื่อมเสาทุกเสาให้ติดกัน เพราะว่าบ้านธรรมดาเป็นเสารับน้ำหนัก และถ้าเสาใดเสาหนึ่งทรุดจะทำให้มีปัญหาทั้งบ้าน และซ่อมไม่ได้
  7. การทำอิฐ ประกอบด้วยดิน แกลบ น้ำ แต่ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องใส่อะไรเท่าไหร่ โจน จันได ย้ำว่า “อย่าสนใจสูตร ให้ทดลองทำดูก่อน” และให้เอารอยร้าวเป็นตัวชี้วัด ก่อนจะทำอิฐสำหรับบ้านทั้งหลังให้เราลองผสมดินทำอิฐสักก้อนแล้วตากแดดไว้ดู ตอนเย็นให้มาดูอีกครั้งว่าร้าวหรือเปล่า ถ้ามันร้าวแสดงว่าเส้นใยไม่พอ ให้เราใส่แกลบเพิ่มหรือใส่ดินเหนียวเพิ่ม
  8. เอาอิฐไปตากแดด ถ้าไม่มีฝนตกจะใช้เวลาประมาณ 6 วันเพื่อให้อิฐแห้ง และสามารถเอาไปก่อบ้านได้เลยทันที ในระหว่างที่ก่อบ้านถ้าอยากใส่หน้าต่างตรงไหนก็ให้เอาวงกบหน้าต่างมากตั้ง แล้วก่ออิฐชนไปได้เลย ใช้วิธีเดียวกันกับการทำบ้านคอนกรีตทุกๆ อย่าง
  9. ทำหลังคา ในขั้นตอนการทำหลังคาให้จินตนาการว่า เหมือนโครงกำแพงเวลาเราเล่นเลโก้ ให้เอาคานพาดบนสันกำแพง ส่วนไหนที่วางอยู่บนสันกำแพงให้เอาดินพอก จะทำให้แน่นกว่าการตอกตะปูหรือขันน็อต การทำบ้านดินไม่จำเป็นต้องตอกตะปูเพิ่มเพื่อยึดหลังคาให้ติดกับกำแพง ส่วนหลังคาจะเป็นอะไรก็ได้ที่เราชอบ เพราะบ้านดินรับน้ำหนักได้มากกว่าบ้านธรรมดาถึง 50 เท่า บ้านธรรมดาใช้อิฐ สังกะสี กระเบื้องได้ บ้านดินก็ใช้ได้หมดทุกอย่างเช่นกัน
  10. ฉาบบ้านและทาสี การฉาบบ้านให้เอาดินชนิดเดียวกันกับที่ทำอิฐมาฉาบ ฉาบเสร็จแล้วปล่อยไว้ให้แห้งแล้วค่อยทาสี สีที่ใช้ทาบ้านก็เป็นสีดินเหมือนกัน วิธีทำคือให้เอาดินมาร่อนหรือละลายน้ำ เอาส่วนที่เป็นก้อนใหญ่ๆ ออกให้หมด เอาน้ำขี้โคลนมาตั้งไว้ให้มันตกตะกอน แล้วรินน้ำใสๆ ออก แล้วจะได้ดินที่สีสวยมาก เสร็จแล้วเราก็เอามาผสมเพื่อทาบ้าน สูตรผสมสีมีอยู่ 2 วิธีคือ สีทาภายนอก และสีทาภายใน สีภายนอก เราใช้ปูนขาวที่ร่อนแล้วผสมทรายแล้วก็ดินสีที่เราชอบ ถ้าหาดินสีที่ชอบไม่ได้ให้ใช้สีฝุ่นที่ใช้ผสมคอนกรีตแทน สีชนิดนี้มีขายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป เมื่อผสมเสร็จแล้วก็ใช้เกรียงหรือใช้มือฉาบได้เลย สีภายใน เราจะไม่ใช้ปูนขาวเพราะมันแพง เราใช้แป้งมันสำปะหลังมาต้มเป็นแป้งเปียก ผสมทรายแล้วก็ดินสี และสีฝุ่นที่เราชอบแล้วก็ฉาบทาได้เลย
  11. เทพื้น หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วเราก็เทพื้น พอพื้นแห้งแล้วก็ย้ายเข้าอยู่ได้เลย

สวนพันพรรณ, โจน จันได สวนพันพรรณ, โจน จันได

บทเรียนจากการลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากวิถีชีวิตของคนที่นี่ ทำให้เรารู้ว่าความง่ายที่เราค้นหามาตลอด 3 วันที่พันพรรณ อาจะไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เร็ว หรือทำสิ่งต่างๆ ที่เราเคยทำได้อยู่แล้วให้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเราไม่รู้จักความง่าย แต่เราเผลอปิดใจและไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำหรือเรียนรู้สิ่งใหม่มากกว่า จึงไม่รู้ว่าโลกใบนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เราเริ่มได้ด้วยตัวเอง

สวนพันพรรณ, โจน จันได

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Live Alive

ออกเดินทางไปใช้ชีวิตและค้นหาตัวเอง

30 พฤศจิกายน 2561
16 K

ว้าวุ่น เคว้งคว้าง หวาดกลัว มีคำอีกเป็นร้อยที่จะอธิบายความรู้สึกของ ‘เด็กจบใหม่’ เมื่อประตูของโลกความเป็นจริงเปิดออก โดยมีมือที่มองไม่เห็นที่เขาเรียกกันว่า ‘วัย’ ผลักให้ต้องก้าวออกจากความคุ้นเคยเดิมๆ สู่โลกของการทำงาน

ใครๆ ก็พูดกันว่า ‘ชีวิตไม่ง่ายเลย’ เมื่อออกไปใช้ชีวิตแล้วถูกความเป็นจริงเขย่าโลกทั้งใบ บางคนก็พบว่าการทำงานมีเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน จนความว้าวุ่นพุ่งชนเราอย่าจัง เพราะไม่รู้จึงกลัว และเมื่อเจอกับ ‘ความจริง’ จึงตั้งตัวแทบไม่ทัน  

เมื่อความไม่รู้ทำให้ชีวิตหลังเรียนจบกลายเป็นเรื่องยากและอาจทำให้ใครหลายคนชวดเกรด A จากชีวิต The Cloud และ TOYOTA จึงอยากชวนนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบหรือเพิ่งจบหมาดๆ มาติวเข้มวิชาชีวิตด้วยกันที่งาน ‘Life Lecture : คลาสแนะแนวครั้งสุดท้ายก่อนออกไปใช้ชีวิตจริง’ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน

Life Lecture

ในงานนี้เราได้ไขสิ่งที่นักศึกษาจบใหม่สงสัยออกมาเป็น 5 วิชาด้วยกัน มีตั้งแต่การสมัครงาน การทำงาน การเก็บเงิน และการใช้ชีวิต ที่หากเด็กจบใหม่รู้ล่วงหน้า ก็จะสามารถลงสนามชีวิตได้อย่างมั่นใจ ใครที่ไม่ได้เข้าคลาสกับเราไม่ต้องเสียใจไป งานนี้เรามีเพื่อนใจดีที่จดเลกเชอร์มาเผื่อทุกคนแล้ว

ถ้าเตรียมสมุดปากกาพร้อมแล้ว เริ่มจดได้เลยนะ!

  

101 วิชาแนะนำตัว
เคล็ดลับสร้างโอกาสจากกระดาษแผ่นเดียว
โดย มาโนช พฤฒิสถาพร

Life Lecture

ประตูบานแรกหลังเรียนจบคือการสมัครงาน หลายคนรู้ว่าจะสมัครงานอย่างไร แต่พอถึงขั้นตอนเขียนเรซูเม่กลับไปไม่เป็น มาโนช พฤฒิสถาพร วิทยากรในวิชานี้ คือผู้มีประสบการณ์ในการเขียนเรซูเม่จากการเรียน MBA ที่ Kellogg School of Management เป็นเวลา 2 ปี เขาเคยเป็นเด็กฝึกงานที่ TripAdvisor และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้าไปทำงานในตำแหน่ง Senior Revenue Analyst ที่ Credit Karma บริษัทสตาร์ทอัพที่ให้บริการด้าน Credit Score ในสหรัฐอเมริกาที่มีผู้ใช้งานกว่า 55 ล้านคน ประสบการณ์ในการเขียนเรซูเม่ที่เขามาแบ่งปันในวันนี้ จึงอาจจะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อกระดาษแผ่นนี้ไปตลอดกาล

มาโนชเคยสมัครงานโดยต้องแข่งขันกับคนอเมริกัน ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นและพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก และในระยะเวลา 2 ปี เขาสมัครงานไปถึง 3,000 งาน เพื่อให้ได้งานเพียงแค่งานเดียว ประสบการณ์การสมัครงานแบบหฤโหดทำให้เขาเรียนรู้ว่า

“แก่นของการสมัครงานคือการเตรียมตัวเพื่อไป ‘ขายตัวเอง’ ให้บริษัทสนใจและเชื่อว่าเราเหมาะ ไม่ว่าตอนเรียนจะได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่หรือเคยทำอะไรมาบ้าง แต่ถ้าขายตัวเองไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์”

Life Lecture

ความจริงของเรซูเม่

ข่าวร้ายสำหรับการสมัครงานคือ “4 ปีที่คุณ (ตั้งใจ) เรียน จะถูกตัดสินขั้นแรกจากกระดาษแผ่นเดียว” ส่วนข่าวดีก็คือ “เรซูเม่สำหรับเด็กจบใหม่ ทำให้ดีแค่ครั้งเดียว แต่ใช้ได้กับทุกที่”

ก่อนจะลงมือเขียนเราต้องรู้ข้อมูลต่อไปนี้ก่อน

  1. งานที่เราอยากจะทำหรือบริษัทที่เราจะสมัครกำลังมองหาอะไร  
  1. เรามีประสบการณ์อะไรที่ตรงกับสิ่งที่บริษัทต้องการ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม การทำงานนอกรั้วมหาวิทยาลัย หรือสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไปอย่าง ‘งานกลุ่ม’ ก็สามารถนำมาใส่ไว้ในเรซูเม่ได้ทั้งนั้น
  2. หาตัวอย่างและเทมเพลตเรซูเม่จากกูเกิล เพื่อดูว่าจะเขียนและจัดรูปแบบอย่างไรให้เหมาะสม อ่านง่าย และตรงกับสายงานของตัวเอง

 

เขียนยังไงให้ได้โอกาส

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเขียนซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด มาโนชแนะนำวิธีที่จะทำให้เรซูเม่ของเราโดนใจบริษัทไว้ว่า

1. ควรเขียนประสบการณ์เป็น Bullet Point ให้อ่านง่าย โดยไล่เรียงไปตามประเด็นว่าเราทำอะไร ใช้ทักษะอะไร ผลลัพธ์คืออะไร

  • เราทำอะไร : เขียนหน้าที่เฉพาะของเราในกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่การเขียนว่าทีมของเราเคยทำอะไร เช่น ในกิจกรรมรับน้องเราทำหน้าที่หาเงินทุนมาจัดงาน
  • เราใช้ทักษะอะไรในการทำหน้าที่นั้น : เขียนให้เห็นว่าเราเคยใช้ความสามารถอะไรบ้าง เช่น ใช้ทักษะการติดต่อประสานงาน และบริหารจัดการเงิน เพื่อให้รายได้ครอบคลุมการจัดการงานรับน้อง
  • ผลลัพธ์ที่เราทำคืออะไร : เขียนให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน เพื่อให้เห็นว่าเราทำงานได้ดีขนาดไหน เช่น เราหาเงินได้จำนวนกี่บาทในกิจกรรมรับน้อง

2. ควรจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อบ่งบอกทักษะด้านภาษา

การใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องจะทำให้ดูมีคลาสมากขึ้น วิธีเขียนคือขึ้นต้นประโยคด้วยเวิร์บที่เป็นอดีตหรือ Past Tense เพื่อสื่อว่าเราเคยทำอะไรมา  

3. ถ้าเขียนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขียนใช้ได้ไหม ให้ลองเขียนลงไปให้มากที่สุดก่อน

ถ้าลองเขียนแล้วพบว่าตัวเองเขียนซ้ำกันบ้างก็ไม่เป็นไร เขียนเสร็จแล้วให้กลับมาถามตัวเองว่า ที่เราเขียนมันชัดเจนหรือยังว่าตกลงงานนั้นเราทำอะไร ผลลัพธ์คืออะไร และควรจะทบทวนหรือแก้ไขอย่างน้อย 3 รอบ

4. ถ้าเอาเรซูเม่เราไปเปลี่ยนเป็นชื่อเพื่อน แล้วเพื่อนยังเอาไปใช้ได้ แสดงว่าเรายังเขียนไม่เจาะจงพอ สิ่งที่เขียนยังไม่ใช่สิ่งที่เราทำ จนมันกลายเป็นเรซูเม่ของใครก็ได้

5. ให้ความสำคัญกับ First Impression และ Details

หลังจากเขียนเสร็จแล้วเราต้องไม่ลืมว่าเรซูเม่นี้จะเป็น First Impression ของเรา ดังนั้น เราจำเป็นจะต้องดูการสะกดคำ การจัดหน้าให้เรียบร้อย และควรลองนำเรซูเม่ไปให้รุ่นพี่หรืออาจารย์รีวิวดูว่าสิ่งเราเขียนมาเป็นอย่างไร และต้องเขียนอย่างไรจึงจะดีขึ้นกว่าเดิม

Life Lecture

เมื่อ ‘กระดาษ’ เปิดโอกาสให้เรา

หลังจากส่งเรซูเม่สมัครงาน โดยทั่วไปบริษัทอาจเรียกคนสมัครเข้ามาสัมภาษณ์จำนวนหนึ่ง แต่ปลายทางอาจมีเพียงคนเดียวที่ได้เข้าทำงาน ดังนั้น การเตรียมตัวสัมภาษณ์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและมีผลกับโอกาสของเรา

ข่าวร้ายของการสัมภาษณ์งานก็คือ “คุณจะได้งานหรือไม่ได้งาน ตัดสินจาก 60 นาทีในห้องสัมภาษณ์ครั้งเดียว ไม่ใช่จากสิ่งที่คุณตั้งใจเรียนมา 4 ปี เราไม่มีโอกาสในการเริ่มใหม่ ขอเวลานอก หรือต่อเวลา แต่มันคือ 60 นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงที่จะตัดสินว่าเราจะได้งานหรือไม่”

แต่ข่าวดีก็คือ “งานดีๆ ยังมีอยู่เยอะมาก แต่เราต้องการเพียงงานเดียว”

มาโนชแชร์ประสบการณ์ว่า แม้เขาจะถูกปฏิเสธมา 3,000 กว่างานจนรู้สึกท้อไปบ้าง แต่สิ่งที่ต้องบอกตัวเองเสมอก็คือ “เราต้องการแค่งานเดียว ข้อเสนอเดียวแล้วจบกัน การจะโดนปฏิเสธมากี่งานไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย”

เมื่อเราสมัครงานและได้โอกาสในการสัมภาษณ์งานแล้ว มาโนชได้ให้เคล็ดลับสำหรับการสัมภาษณ์ไว้ดังนี้

  • หาคำถามที่น่าจะถูกถามจากกูเกิล หรือจากรุ่นพี่ที่เคยสัมภาษณ์มาก่อน
  • ลองนึกย้อนถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าเคยทำอะไร หรือมีกิจกรรมอะไรที่ตรงกับคำถามเหล่านี้บ้าง
  • ฝึกเล่าเรื่องและตอบคำถามให้บ่อยๆ เริ่มจากเล่าให้รู้เรื่อง แล้วจึงฝึกให้เล่าอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น อย่าให้เหมือนการท่องจำ ลองหัดใช้ภาษากาย เช่น การผายมือ การใช้สายตาควบคู่ไปด้วย
  • เตรียมคำถามเพื่อไปถามกลับด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วการสัมภาษณ์งานมักจะเหลือเวลาไว้ตอนท้ายเพื่อถามว่า ‘มีอะไรอยากรู้เกี่ยวกับบริษัทของเราไหม’ ซึ่งคำถามที่แย่ที่สุดคือการตอบว่า ‘ไม่มีคำถาม’ เพราะมันสื่อว่าเราเป็นคนไม่ได้ใฝ่รู้ 

แม้การสัมภาษณ์งานจะยากกว่าการสอบแอดมิชชัน หรือการสอบที่ผ่านๆ มาในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะมันคือการขายตัวเองและเป็นการแข่งขันที่เข้มข้น แต่อย่าลืมว่า ‘เราต้องการแค่งานเดียวเท่านั้น’ หากเราพยายาม ให้เวลา ให้ความสำคัญ และเตรียมตัวอย่างดี เราก็จะได้งานนั้นในที่สุด

 

102 วิชาหยั่งรู้
เทคนิคเลือกงานให้เป็นฉบับ GEN ME
โดย อภิชาติ ขันธวิธิ

Life Lecture

หากการเขียนเรซูเม่คือวิชาที่ว่าด้วยการขายสิ่งที่ตัวเองเป็นแล้วนั้น วิชาหยั่งรู้ก็คือวิชาที่จะช่วยเราตัดสินใจว่าเราควรจะขายตัวเองให้กับที่ทำงานแบบไหนกันแน่ หรือที่ทำงานแบบไหนที่เหมาะกับความเป็นเรามากที่สุด ในขั้นตอนนี้คนที่จะมาแนะแนวก็คือ อภิชาติ ขันธวิธิ แอดมินเพจ HR-The Next Gen ผู้มีประสบการณ์เป็น HR ในองค์กรใหญ่หลายองค์กรมากว่า 15 ปี และเป็นนักเขียนเจ้าของหนังสือที่ให้คำแนะนำในการทำงานคือ ทำงานแทบตาย ทำไมไม่โต และ ถ้าไม่รู้คงไม่รอด สุดยอดแนวคิดมนุษย์เงินเดือน ไม่มีใครเหมาะที่จะมาเปิดประตูแห่งโลกการทำงานให้เราได้เท่ากับ HR ตัวจริงอีกแล้ว

 

ประตูบานไหนที่เหมาะกับเรา

การเลือกองค์กรเพื่อเข้าทำงานก็เหมือนการเลือกเปิดประตูสักบาน ก่อนที่เราจะเลือก ต้องดูว่าสิ่งที่อยู่ข้างในเหมาะกับเราหรือเปล่า ถ้าเราไม่เคยหาข้อมูลมาก่อนเลย เราอาจจะเปิดประตูไปเจอสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขกับการทำงาน และไม่สามารถอยู่กับประตูบานนั้นได้อย่างยาวนาน อภิชาติจึงพาเราไปพบกับประตู 3 บานที่ทำให้เราได้พบกับเส้นทางการทำงานที่ต่างกัน

ประตูบานที่ 1 : องค์กรขนาดใหญ่

องค์กรใหญ่มักมีคนจำนวนมาก มีความมั่นคงและโอกาสในการเติบโตสูง แต่ด้วยจำนวนคนที่เยอะ เราอาจจะได้ทำงานแค่หน้าที่เดียว และทำในปริมาณที่เยอะ สิ่งที่เราควรก่อนเลือกประตูบานใหญ่คือ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ โดยดูจากนโยบายของบริษัทว่าเขาต้องการพนักงานที่มีทัศนคติแบบไหน เช่น เน้นการทำงานเป็นทีม การพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง รักความท้าทาย เป็นต้น เมื่อรู้แล้วก็ต้องถามตัวเองด้วยว่าหลังถ้าต้องไปทำงานในบรรยากาศแบบนั้นจะอึดอัดไหม ถ้าเริ่มต้นด้วยสูตรนี้ชีวิตการทำงานของเราจะเบาใจไปได้อีกเปราะหนึ่ง

ประตูบานที่ 2 : องค์กรขนาดเล็ก

เป็นองค์กรที่อาจมีชื่อไม่คุ้นหู มักจะให้พนักงานทำงานที่หลากหลาย หรือทำงานควบหลายตำแหน่ง แต่มีข้อได้เปรียบตรงที่ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าคนอื่นหรือมากกว่าคนที่ทำงานเพียงหน้าที่เดียว เราจะเจอเพื่อนร่วมงานจำนวนไม่เยอะและมีความใกล้ชิดกันสูง

ประตูบานที่ 3 : ฟรีแลนซ์

เป็นทางเลือกที่มี ‘อิสระ’ สูง เป็นนายตัวเอง ไม่มีใครมาสั่ง หรือควบคุมว่าเราต้องทำอะไรตอนไหน แต่สิ่งที่ฟรีแลนซ์ควรจะต้องมีคือ ‘วินัย’ หากเราไม่รู้ว่าควรจะทำงานให้ดีได้อย่างไร เราอาจจะไม่สามารถรักษาคอนเนกชันของลูกค้าเอาไว้ได้ และไม่มีคนจ้าง จำเอาไว้เสมอว่า “ฟรีแลนซ์ไม่ได้แปลว่าอยากทำงานเมื่อไหร่ค่อยทำ” ถ้าอยากคิดแบบนี้ได้คุณอาจจะต้องทำงานพิสูจน์ฝีมือจนมาถึงจุดหนึ่งเสียก่อน

Life Lecture Life Lecture

ถ้ามีปัญหาความสัมพันธ์ในองค์กร ลาออกเลยดีไหม

คำถามนี้คือคำถามยอดฮิตที่อภิชาติพบมาตลอดชีวิตการทำงานเป็น HR และเป็นคำถามที่เกิดขึ้นได้กับวัยทำงานทุกคน ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่ทำงานในองค์กรใหญ่เท่านั้น ไม่ว่าเราจะเลือกประตูบานไหน สิ่งที่เราต้องเจอนอกจากการทำงาน และเป็นสิ่งที่ทำให้เราหงุดหงิดใจในการทำงานได้ไม่น้อยคือเรื่องของความสัมพันธ์ในออฟฟิศนี่แหละ และถึงแม้เราจะเลือกเป็นฟรีแลนซ์เพื่อปลีกวิเวกไปทำงานคนเดียวแล้ว แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องมีความสัมพันธ์กับลูกค้าอยู่ดี

หลายคนเมื่อเจอปัญหาการทำงานถึงกับลังเลว่าจะลาออกเลยดีไหม แต่การลาออกไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินใจอย่างหุนหันได้ อภิชาติจึงแนะนำวิธีง่ายๆ ในการช่วยตัดสินใจว่า “ถ้าวันหนึ่งเราเข้าไปทำงานแล้วคิดจะลาออก ให้ลองกลับมาเปรียบเทียบว่าวันที่ตัดสินใจอยากจะเข้ามาทำงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่งเราตัดสินใจมาด้วยเหตุผลอะไร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสาเหตุที่เราคิดจะลาออกในวันนี้ เพื่อดูว่าทางเลือกไหนคุ้มกว่ากัน”

Life Lecture

Passion หาได้ที่ไหน?

จะหาแพสชันเจอได้อย่างไร เป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนเป็นกังวล และเป็นสิ่งที่มีผลต่อการเลือกงาน หลายคนยังลุกลี้ลุกลนเพราะไม่รู้ว่าอยากทำอะไรกันแน่ อภิชาติได้ให้คำแนะนำไว้ว่า แพสชันต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 2 อย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ คือ

  1. ต้องเป็นสิ่งที่เรารัก หรือชอบมันมากๆ
  2. ต้องเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี  

ถ้าคุณมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นแปลว่ามันยังไม่ใช่แพสชันที่สามารถใช้ในโลกความเป็นจริงได้

“หากเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราชอบคืออะไร ให้วนมาคิดถึงสิ่งที่เราถนัดแล้วถามตัวเองว่า เรารักสิ่งนี้ได้หรือเปล่า อย่าหลอกตัวเอง และอย่าปฏิเสธตัวเองในสิ่งที่เราถนัด” อภิชาติกล่าว

เมื่อเจอแพสชันแล้ว สิ่งที่จะทำให้เราอยู่กับแพสชันในโลกของความเป็นจริงได้มี 2 องค์ประกอบ คือ

  1. เป็นแพสชันที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย เพราะจะทำให้เรามีกำลังใจที่การทำแพสชันให้เป็นจริง
  2. เป็นแพสชันสามารถทำเงินได้ หรือการที่แพสชันเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดนั่นเอง

อีกวิธีที่จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นคือ SWOT Analysis

  • S : Strengths หรือจุดแข็ง เป็นสิ่งที่เรามี แต่คนอื่นไม่มี
  • W : Weakness หรือจุดอ่อน สิ่งที่เราไม่มี แต่คนอื่นมี ทำให้เรามีคู่แข่ง
  • O : Opportunities หรือโอกาส สิ่งที่อยู่รอบตัวเราที่จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้มากที่สุด
  • T : Threats หรืออุปสรรค สิ่งที่ไม่ได้เกิดจากตัวเรา แต่ขัดขวางไม่ให้เราไปถึงเป้าหมาย

เมื่อเรารู้จัก SWOT ของตัวเองแล้ว จะทำให้เราเลือกได้ง่ายขึ้นว่าจะเอาจุดแข็งของเราไปใช้กับที่ไหน สามารถเลือกที่ทำงานที่เหมาะสม และสร้างความสุขให้ตัวเองได้ในระยะยาว

 

103 วิชาตัวเบา
เป็น First Jobber แบบไหนเรียกใช้เงินเป็น
โดย ภาณุมาศ ทองธนากุล

Life Lecture

การได้งานไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เรามีชีวิตสุขสบาย เพราะหากมีงานมีเงินแต่ใช้ไม่เป็นชีวิตก็ไม่พ้นความลำบากอยู่ดี วิชาต่อไปจึงเป็นการเผยเคล็ดลับการใช้เงินอย่างไรให้ชีวิตไม่พังโดย ภาณุมาศ ทองธนากุล เจ้าของผลงานหนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย และ เราจะมีชีวิตที่ดี อดีตพนักงานประจําที่ลาออกมาทํางานอิสระและสร้างความมั่นคงด้วยการวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และในครั้งนี้เขาได้เตรียมเกม 1 เกมมาให้พวกเราลองเล่นไปด้วยกัน

 

เกมแห่งชีวิต

ภาณุมาศเปรียบชีวิตเป็นเหมือนกับเกม ทุกคนมีความฝันที่อยากพิชิต แต่ในชีวิตจริงคนเราได้สิ่งต่างๆ มาไม่เท่ากัน เมื่อชีวิตเริ่มต้นขึ้นบางคนได้รับตัวช่วยพิเศษเป็นทรัพย์สินหรือทุนจากที่บ้าน บางคนเริ่มเกมด้วยตัวเปล่า ไม่ได้อะไรเลย และบางคนได้หนี้ก้อนโตหรือสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงติดตัวมา นั่นหมายความว่าทุกคนได้บททดสอบชีวิตที่ต่างกัน และในเกมแห่งชีวิตเกมนี้ ถ้าคุณมัวแต่ลอกคนอื่น อยากประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น คุณจะไม่มีทางชนะได้เลย

ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวย แต่แล้ววันหนึ่งครอบครัวเริ่มขายบ้านขายรถเพื่อใช้หนี้ ชีวิตของเขาพลิกผัน จากวันเวลาดีๆ ที่เคยได้ไปเที่ยวไปรับประทานอาหารมื้อพิเศษข้างนอก ครอบครัวของเขาต้องเลือกอาหารจากราคาที่ถูกที่สุดโดยที่ไม่ต้องดูชื่อเมนูด้วยซ้ำ เขาเล่าเรื่องเหล่านี้พร้อมกับโชว์รูปถ่าย 1 ใบ ในภาพนั้นมีพ่อแม่ลูกยืนส่งสายตามาที่กล้อง เบื้องหลังเป็นป้านที่เขียนว่า ‘สูงสุดแดนสยาม’ เขาเล่าว่า ในความรู้สึกของเขานั่นไม่ใช่จุดสูงสุด แต่เป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดต่างหาก  Life Lecture

จากประสบการณ์ของภาณุมาศสะท้อนให้เห็นว่า ‘เงิน’ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนให้ชีวิตได้ และเป็นที่มาของวิชาตัวเบาที่มีหลักการง่ายๆ (แต่อาจจะทำยาก) อยู่ 3 ข้อ

ข้อที่ 1 รู้จัก ‘นิสัย’ ของเงิน

หลายคนไม่เคยรู้ว่าจริงๆ แล้ว ‘เงิน’ ก็มีนิสัยเหมือนกันกับคน ถ้าเราได้รู้นิสัยของเงินก่อน เราก็อาจจะได้เปรียบในเกมชีวิต ถ้าเราอยากมีเงิน และอยากให้เงินอยู่กับเรานานๆ เราต้องรู้ว่าจะปฏิบัติตัวกับเงินอย่างไร

วิธีง่ายๆ ใน ‘การเอาใจเงิน’ และทำให้เงินอยู่กับเรานานๆ คือ

  • พาเงินเข้ามาในกระเป๋าของเราให้มากที่สุด แล้วเอาเงินออกจากกระเป๋าให้น้อยที่สุด มีน้อยใช้น้อย มีมากก็ใช้น้อย
  • เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจะใช้เงินให้ลองมองเงินเป็นเหงื่อ หรือเรี่ยวแรงที่เราเสียไปแทน

“ก่อนจะใช้จ่ายเงินออกไป อยากให้มองว่าเงินเป็นเหงื่อและน้ำตาของเราที่แปรสภาพมาเป็นกระดาษ ในวันที่เราทำงานแล้ว เราใช้เวลากว่า 30 วันกว่าจะได้กระดาษแบงก์พันมา 18 ใบ แต่เวลาใช้จ่ายเราใช้แค่แป๊บเดียวก็หมดเกลี้ยง”

ข้อที่ 2 การลงทุนที่ดีที่สุดคือลงทุนในตัวเอง

เมื่อมีวิธีที่เงินจะไหลออกจากกระเป๋าให้น้อยที่สุดแล้ว ก็มีวิธีเพิ่มเงินในกระเป๋าเช่นกัน จริงอยู่ว่าแรกเริ่มเงินเดือนอาจจะน้อย แต่คุณสามารถลงทุนเพื่อพัฒนาตัวเอง โดยใช้เคล็ดลับการพาเงินเข้าที่มีอยู่ 3 ข้อ คือ First Best และ Different

“อย่าเป็นคนที่ทำอะไรที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่จงเป็นคนแรกที่ทำบางสิ่งบางอย่างได้ หรือถ้ามีคนทำแล้ว คุณจงทำให้ดีที่สุดในอุตสาหกรรมที่คุณทำ เพราะมันจะนำมาซึ่งค่าตอบแทนที่ยุติธรรมกับความสามารถของคุณ และถ้าคุณไม่มีทั้งสองอย่างแรก คุณก็ต้องมีความแตกต่าง แล้วโลกจะมีพื้นที่ให้กับคุณ”

ข้อที่ 3 Want now VS Want most

อีกข้อหนึ่งของวิชาตัวเบา คือการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ใช้จ่าย อย่าเอาความต้องการที่เร็วที่สุดมาแซงความต้องการที่สำคัญที่สุดเด็ดขาด เพราะคุณจะเข้าข่ายใช้เงินฟุ่มเฟือยทันที

ภาณุมาศยังบอกอีกว่า การใช้เงินเป็นวินัยอย่างหนึ่งที่มีความฝันเป็นเดิมพัน “บางทีเราพูดว่าเราอยากให้ความฝันเป็นจริง แต่ทราบไหมว่าจริงๆ แล้วความฝันก็รอเราอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีวินัยที่จะทำเพื่อความฝันของตัวเองมากแค่ไหน ถ้าเราบอกตัวเองว่าเราอยากจะเก็บเงินทำบางอย่างที่ใหญ่ๆ แต่เรื่องเล็กๆ ที่เข้ามาในระหว่างทางก่อนถึงเป้าหมายเรายังสู้ไม่ไหว แล้วเราจะไปถึงความฝันได้อย่างไร”

 

เปลี่ยนพลังเงินให้เป็นพลังงาน

เกมชีวิตนี้ไม่ได้แข่งกันว่าใครเก็บเงินได้มากที่สุด ในวันที่ภาณุมาศรู้จักนิสัยการใช้เงินแล้ว เขาโชว์ภาพของครอบครัวอีกครั้ง ในภาพคุณพ่อของเขาอยู่ในวัย 68 ฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิในประเทศญี่ปุ่น เขานำเงินที่เก็บได้ใช้หนี้และซื้อเวลาที่มีค่ากลับมาให้ครอบครัว เขากล่าวว่า “เงินมันจะไม่มีความหมายถ้าเราเก็บมันไว้เป็นแค่ตัวเงิน แต่มันจะมีความหมายทันทีเมื่อเปลี่ยนมันให้เป็นภาพแบบนี้”

ในช่วงท้ายของวิชาตัวเบา เขายังให้การบ้านที่มีกำหนดส่งในอีก 20 ปีข้างหน้า โจทย์มีอยู่ว่า “ให้ทุกคนออกข้อสอบหรือออกแบบชัยชนะให้กับชีวิตตัวเอง

เราเกิดมาแค่คนละครั้ง และเกมชีวิตนี้เล่นได้แค่ 1 ครั้ง ถ้าจะเลิกเล่นก่อนหมดเวลาก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าคุณมีชีวิตอันมีค่าสั้นๆ นี้ อยากให้มาสร้างความทรงจำดีๆ ในชีวิตด้วยกัน โดยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่ไร้เดียงสาแล้ว เพราะวันนี้เราเข้าใจแล้วว่าเงินมีนิสัยอย่างไร”

 

104 วิชาขายฝัน
สูตรลับจับฝันให้ขายได้และกลายเป็นงาน
โดย วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Life Lecture

มีหลายคนที่รู้ว่าความฝันคืออะไร แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ความฝันเปลี่ยนเป็นงานหรือเงินได้ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เจ้าของหนังสือ เถื่อนเจ็ด เถื่อนแปด และ รายการ เถื่อน Travel 2 ซีซั่น จะมาสอนสมการลับง่ายๆ เพื่อให้เราหาฝันในให้เจอ ขายฝันให้เป็น และรับน้ำหนักของความฝันให้ได้ในโลกความเป็นจริง

 

คนค้นฝัน

วรรณสิงห์เล่าว่า ชีวิตของเราควรอยู่ในจุดกึ่งหลางระหว่าง 3 สิ่งคือ ‘สิ่งที่คุณอยากเป็น’ ‘สิ่งที่โลกอนุญาตให้คุณเป็น’ และ ‘สิ่งที่โลกต้องการ’ โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ในชีวิตของเขาเอง

ในช่วงวัยรุ่นเขามีโอกาสได้ทดลองอะไรที่อยากทำมาหลายอย่าง ทั้งเป็นนักดนตรีในวงร็อก นักกิจกรรมค่ายอาสา ทำงาน NGOs ไปจนถึงการได้เป็นในสิ่งที่โลกให้โอกาสอย่างการเป็นนักแสดง จนวันหนึ่งในวัย 25 ปีที่เขาได้เจอจุดกึ่งกลางระหว่างสิ่งที่เขาอยากทำ

“คำอธิบายจากพ่อเรื่องหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจคือ พ่อผมเคยบอกว่า คำว่า ‘เบญจเพส’ หรือวัย 25 ปีที่หลายคนบอกว่าจะต้องเกิดอุบัติเหตุ ต้องเกิดอาเพสในชีวิต พ่อผมบอกว่า นี่คือวัยที่เราจะกลายเป็นคนที่เราจะเป็นไปตลอดชีวิต จะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นให้เราได้ค้นพบว่าตั้งแต่อายุ 25 จนถึงตาย ชีวิตเราจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในตอนนั้นคือมีคนชวนไปทำรายการเดินทางเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยแตะต้องรายการสารคดีมาก่อน แต่โอกาสนี้เกิดขึ้นเพราะว่าก่อนหน้านี้เขาเคยเขียนหนังสือและมีคนรู้จักอยู่บ้าง การได้ทำรายการนี้จึงเป็นส่วนประกอบของสิ่งที่เขารัก สิ่งที่โลกอำนวยให้ทำ และการเอาตัวเองออกไปสู่พื้นที่ที่คนจะมองเห็นและเปิดโอกาสให้เขาได้ทำ และเป็นโอกาสที่ทำให้วันหนึ่งเขามีรายการสารคดีของตัวเอง

Life Lecture

Life Lecture

คนขายฝัน

วรรณสิงห์ทำรายการสารคดีที่ชื่อว่า พื้นที่ชีวิต อยู่สักพักจนรายการเลิกผลิต ทีมงานทุกคนแยกย้าย เขากลับเข้าสู่ช่วงเคว้งคว้างอีกครั้ง จนตัดสินใจใช้เงินเก็บออกเดินทางไปเที่ยวและทำรายการอีกครั้งด้วยตัวคนเดียว

เขานำไอเดียการเดินทางท่องเที่ยวของเขาไปขายเพื่อออกอากาศในทีวี โดยมีจุดขายเป็นเนื้อหาการท่องเที่ยวที่แตกต่าง “หากคุณอยากทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม The First, The Best, The Different คือสิ่งที่นายทุนทุกคนตามหาอยู่”

รายการ เถื่อนทราเวล ซีซั่นแรก จึงขาย The Different ซึ่งเขาหาจุดขายของตัวเองได้ 2 ข้อคือ หนึ่ง เป็นรายการถ่ายคนเดียว และสอง ไปสถานที่ที่คนเขาไม่อยากไปกัน เมื่อจุดขายนี้ทั้งเด่นและแตกต่าง ทำให้มีช่องที่มองเห็นว่าไม่มีรายการไหนที่ทำแบบนี้มาก่อน จึงทำให้เขาขายรายการได้ในที่สุด

นอกจากการรู้จักและเข้าในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่แล้ว การ ‘รู้จักเทคโนโลยี’ ก็สามารถทำให้เขาคุณลดต้นทุน และสามารถลงมือทำฝันด้วยตัวคนเดียวได้

“การทำอาชีพแบบนี้มันไม่ใช่ว่าคุณเรียนจากมหาวิทยาลัยมาแล้วก็จบ มันมีองค์ความรู้ใหม่เข้ามาตลอดเวลา การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือสิ่งที่คุณต้องทำ ถ้าคุณอยากแข่งขันต่อ ผมเองก็รู้ตัวว่าวันหนึ่งสิ่งที่ผมทำอยู่อาจจะมีคนทำได้เหมือนกัน วันหนึ่งผมก็ต้องหาสิ่งใหม่ทำไปเรื่อยๆ”

Life Lecture Life Lecture

คนแบกฝัน

“นอกจากหาฝันเจอ ขายฝันได้แล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่าความฝันที่เราทำ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เรารัก แต่มันก็ไม่ได้แฮปปี้ตลอดทุกวินาที เราจึงต้องรู้จักน้ำหนักความฝัน เพราะมันคือสิ่งที่เราต้องแบกไปทุกที่” สิงห์กล่าวพร้อมกับหยิบอุปกรณ์ออกจากเป้ที่ใช้ในการถ่ายทำรายการ กล้องและอุปกรณ์ถ่ายทำมากมายที่บรรจุอยู่นั้นชั่งน้ำหนักได้ 15.2 กิโลกรัม

“มีบางเวลาที่ผมอยากจะเขวี้ยงเป้ทิ้งแล้วกลับบ้านให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อคุณมีความฝันคุณก็ต้องพร้อมที่จะรับน้ำหนักของมันด้วย”

การทำตามฝันได้ไม่ใช่ชีวิตที่มีความสุขตลอดเวลา กลับกันคุณจะต้องรู้ให้ชัดเจนว่ามีอะไรที่เราต้องแลกมาบ้างเพื่อให้ฝันนั้นสำเร็จ  

 

105 วิชาเอาตัวรอด
ฟรีแลนซ์ ชีวิตฟรีๆ ไม่มีอยู่จริง
โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

Life Lecture

หลายคนไม่ชอบการทำงานประจำ และคาดหวังว่าฟรีแลนซ์จะให้ชีวิตที่ดีกว่า แต่จริงๆ อาชีพฟรีแลนซ์มีแต่อิสระอย่างที่เขาพูดกันหรือเปล่า แล้วชีวิตฟรีแลนซ์ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์ ผู้กํากับภาพยนตร์ นักเขียน และนักเขียนบท ผู้มีประสบการณ์ทำงานอิสระมาหลายบทบาท จะมาเป็นผู้ตอบคำถามเหล่านี้

แต่ก่อนจะไปฟังเขาเล่าเบื้องหลังชีวิตการทำงาน เราอยากให้ทุกคนได้ชมผลงานใหม่ที่เขาเพิ่งร่วมงานกับ TOYOTA ด้วยกันก่อน เพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟัง

KID ให้สุด

สองสาวเรเชลและอลิซาเบธบนรถโตโยต้าที่อยู่ในสถานการณ์ (จินตนาการ) แปลกๆ ทั้งเปลี่ยนพวงมาลัยเป็นจอยเกม การที่รถมีระบบไฟฟ้าป้องกันเด็กเช็ดกระจก หรือรถที่น้ำหนักเบาจนใช้สะโพกดันให้จอดในซองได้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการ ‘คิดต่าง’ ในแบบของนวพล ความต่างของเขากลายเป็นทั้งลายเซ็นติดตัวให้ใครต่อใครจดจำว่า นี่แหละ ‘โคตรเต๋อเลย’

นวพลเล่าว่า หากอยากจะเป็นตัวเองให้สุดทาง

1. เชื่อในความต่าง

“เราต้องเชื่อว่าสิ่งที่เราคิดมันเวิร์ก โดยที่บางครั้งสิ่งที่เราคิดอาจจะไม่ตรงตามคนอื่นๆ หรือตรงกับที่กระแสหลักต้องการ  งานของผมมันก็เริ่มมาจากสายอินดี้อยู่แล้ว ในยุคแรกๆ เคยโดนท้าทายจากกระแสหลักมาก่อนว่าไอเดียแบบนี้ไม่เวิร์ก แต่สิ่งที่เราคิดว่าต้องไปให้สุดทาง ถึงมันจะไม่ใช่ไอเดียที่เป็นกระแสหลัก แต่ถ้าเราดันมันให้สุด เราเชื่อว่าสักวันมันจะเวิร์ก”

2. ฝึกฝน

“ในวันที่ผมเริ่มต้นครั้งแรกมันก็ยังไม่เวิร์ก มันต้องค่อยๆ พัฒนา ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองไปเรื่อยๆ การแตกต่างที่ดีคือแตกต่างแล้วมันมีคุณภาพด้วย ซึ่งมันต้องใช้เวลาในการฝึกฝนที่จะเป็นตัวของตัวเอง ต้องใช้ความเชื่อมั่นว่ามันจะเกิดขึ้น เพราะมันจะไม่เกิดขึ้นใน 1 ปีแรกหรือ 5 ปีแรกหรอก”

3. อดทน

“หลายคนที่อ่านบทสัมภาษณ์ผมในสื่ออาจจะคิดว่าผมประสบความสำเร็จได้ใน 1 – 2 ปี แต่จริงๆ คือมันสิบกว่าปีแล้ว เพียงแต่ผมไม่รู้สึกว่ามันนาน เพราะผมชอบ เวลาเราชอบอะไรเราไม่มานั่งนับว่านี่มันผ่านมากี่ปีแล้ว ไม่ได้ไปคิดว่าในอนาคตเราจะต้องได้อะไร ถ้าคุณชอบคุณก็ทำไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งถ้าโอกาสมาถึง คุณก็จะได้ทำมันในที่สุด”

Life Lecture

ชีวิตฟรีๆ ไม่มีอยู่จริง

ชีวิตอิสระแบบฟรีแลนซ์แลกมาด้วยความรับผิดชอบ และการจัดการงานของตัวเองให้ดีเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและสร้างความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า กฎของการเป็นฟรีแลนซ์ในแบบของนวพลคือ

  1. ทำให้ดีที่สุด
  1. แฟร์กับคนที่จ้าง

“ผมทำงานทีละงานด้วยความรู้สึกว่าอยากให้คนที่จ้างเราได้จากเราไปเต็มร้อยจริงๆ ในทุกงานถ้าเราให้เวลา เราจะพัฒนามันต่อได้เต็มที่ หลายคนอาจจะถามว่า ทำทีละอันจะไม่มีงานหรือเปล่า แต่ผมทำแบบนี้มาหลายปีมากแล้ว และถ้าเกิดเราทำงานที่ทำอยู่ให้ดี งานต่อไปมันจะมารอด้วยซ้ำ”

ภาพของฟรีแลนซ์ที่คนนอกมองคือ เป็นอาชีพที่มีอิสระ แต่นวพลกลับพบว่าระบบในการทำงานกลับเป็นเรื่องสำคัญมาก

“ต่อให้เป็นคนทำงานอิสระก็ต้องมีระบบ ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ มันอาจจะยากกว่าคนทำงานประจำด้วยซ้ำ เพราะทุกวันเป็นวันทำงาน ไม่มีหยุดเสาร์-อาทิตย์ ปีแรกที่ผมทำฟรีแลนซ์ผมรู้สึกดีมากที่ไม่ต้องตื่นเช้าไปเข้าออฟฟิศ แต่พอผ่านไปสักปีสองปีผมก็เริ่มคิดว่าชีวิตคืออะไรกันนะ เราจะทำแบบนี้ไปจนถึงไหน บางช่วงก็มีที่งานตีกันจนมั่ว เราเลยรู้สึกว่ายิ่งมันเป็นงานอิสระยิ่งต้องจัดระเบียบและประเมินให้ได้ว่าแต่ละงานต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าคุณจัดการไม่ได้ อาชีพฟรีแลนซ์อาจจะจบลงในปีสองปี”

Life Lecture

ติวจนครบ 5 วิชาแล้วหลายคนคงคิดว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ด้วย เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่ทั้ง 5 คนที่มาให้คำแนะนำเราในวันนี้ก็ยืนยันด้วยตัวเองชีวิตในช่วงวัยนั้นโหดและหินมากแค่ไหน ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ TOYOTA จัดงาน ‘Life Lecture : คลาสแนะแนวครั้งสุดท้ายก่อนออกไปใช้ชีวิตจริง’ ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนทุกความฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ กล้าเรียนรู้ กล้าสัมผัสสิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะกล้าออกไปใช้ชีวิตจริงด้วยกัน 

ใครที่หาคำตอบให้อนาคตของตัวเองได้แล้วก็ลุยไปตามขั้นตอนจากบทเรียนได้เลย ส่วนใครที่ยังลังเล ไม่แน่ใจ ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วย้อนกลับไปอ่านเคล็ดลับที่วิทยากรทั้งห้าบอกไว้ เพื่อประกอบการตัดสินใจกันอีกสักรอบ และอย่าลืมว่าอนาคตหรือทางเลือกแบบไหนจะรออยู่ก็ตาม ถ้าเราเตรียมพร้อม มีวิชาชีวิตติดตัว ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ขอให้เก็ต A ในโลกแห่งความจริงกันทุกคนนะ

ติดตามวิดีโอบันทึกภาพย้อนหลังได้ที่นี่ เร็วๆ นี้

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load