7 กุมภาพันธ์ 2561
12 K

วันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์กับเจ้าของ ‘มหาลัย’ คนหนึ่ง

ไม่ได้บังเอิญเขียนผิด แต่เพราะพื้นที่การเรียนรู้นี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในระบบ หากเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาแบบทางเลือกสำหรับหนุ่มสาว และดังนั้น คนที่ฉันได้เจอจึงไม่ใช่ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุดสูทเต็มยศ แต่เป็นชายหนุ่มในชุดเสื้อตัวโคร่ง กางเกงขาบาน และรองเท้าแตะ

นี่คือ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ ผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’

ดูจากข้อมูลทั่วไป กิตติพงษ์คือผู้ที่ไปได้ดีในระบบการศึกษาและสังคมมาตรฐาน เขาคือเด็กนักเรียนห้องคิงในวัยมัธยม นักศึกษาผู้สอบเข้าได้เป็นที่ 1 ของคณะในวัยมหาวิทยาลัย และชายหนุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง production house ชื่อว่า กระต่ายตื่นตัว ที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ

แต่เมื่อค้นลึกกว่านั้น ชายตรงหน้าฉันคือคนที่อยากเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพโรงเรียนและสังคม

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ในวัยเด็ก เขาอาจหาญเขียนบทความวิจารณ์โรงเรียน แล้วซีรอกซ์แจกผู้อำนวยการและทุกกลุ่มสาระ ในวัยรุ่น เขาเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อด้านงานเพื่อสังคมเพราะอยากปฏิรูปประเทศ และหลังเรียนจบ เขาเอ่ยปากบอกเพื่อนร่วมงานว่า ขอลาออกไปร่วมทำเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านกับ โจน จันได ปราชญ์ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองที่ชื่อว่า พันพรรณ

แล้วหลังจากฝังตัวที่นั่น 4 ปี เขาก็เดินออกมาด้วยความฝันอยากเป็นครู

กิติพงษ์ก่อตั้งพื้นที่การศึกษาทางเลือก แล้วคิดค้นหลักสูตรการเรียนรู้เคลื่อนที่สำหรับนักศึกษา 14 ชีวิตในชื่อ ‘Gap Year Program’ อ้างอิงจาก ‘Gap Year’ หรือช่วงเวลาที่หนุ่มสาวชาวตะวันตกออกค้นหาตัวเอง ใช้เวลา 1 ปีหยุดพักจากการเรียนและการหางาน เพื่อค้นหาตัวเองผ่านการออกไปใช้ชีวิต

เขาเชิญชวนหนุ่มสาวชาวไทยใช้เวลา 9 เดือน หรือ 3 ภาคเรียน ออกค้นหาตัวเองผ่านการเรียนรู้และลงมือทำกับปราชญ์ทั่วประเทศ

ไม่มีเลกเชอร์แสนน่าเบื่อ ไม่มีข้อสอบแสนกดดัน มีเพียงการเรียนรู้ในบรรยากาศเป็นมิตร ผ่านวิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้สอนหลากแขนง ตั้งแต่ทำนา สร้างบ้าน เรียนรู้วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ปลูกป่า ออกแบบบอร์ดเกม ฯลฯ

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ที่สำคัญไม่แพ้ความรู้คือ นักศึกษาจะได้เจอผู้รู้ตัวจริงที่มาทุ่มเทใจสอนแบบไม่คิดค่าตัว

ไม่ว่าจะเป็นโจน จันได ปราชญ์ผู้เป็นแรงบันดาลใจของกิตติพงษ์และผู้แสวงหาชีวิตทางเลือกมากมาย จุลพร นันทพานิช อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการปลูกป่า ประมวล เพ็งจันทร์ ปราชญ์ผู้เดินเท้าค้นหาความหมายชีวิตจากเชียงใหม่ถึงบ้านเกิดที่สมุย และ เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการสอนโดยใช้เกมที่สนุกสนานเป็นเครื่องมือ

หากใครยังสงสัยว่าบรรยากาศการเรียนจริงเป็นยังไง หลักสูตรนี้มีค่าย demo ให้ทดลองเรียนก่อนเปิดภาคเรียนจริงเพื่อตัดสินใจ

หากใครกังวลเรื่องวุฒิการศึกษา นักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรนี้จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง และถ้าใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก สามารถทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริป เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 

แน่นอน-รายละเอียดด้านบนเป็นเพียงน้ำจิ้มหนึ่งหยดจากห้องเรียนเคลื่อนที่นี้

ส่วนเรื่องราวมากกว่านั้น กิตติพงษ์ชวนฉันเดินไปสนทนาในสวนสาธารณะ เพราะไม่ชอบความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ

แล้วฉันก็นั่งลงคุยกับเจ้าของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ-กลางธรรมชาติ ถึงเรื่องการศึกษา มหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่อยากให้หนุ่มสาวงอกงาม

ไม่แพ้ต้นไม้รอบตัวเราตอนนี้

ก้าวเดิน

นิยามคำว่า ‘การศึกษา’ สำหรับคุณคืออะไร

หมายถึงการเติบโต อาจไม่ใช่การเติบโตทางร่างกาย อาจเป็นการเติบโตทางนามธรรมบางอย่าง เช่น ความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณ แล้วก็อาจไม่ใช่การไปเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโต อย่างวันนี้เรามาเจอกัน เราอาจไม่ได้คิดว่าจะมาเรียนรู้อะไรกัน แต่เราเชื่อว่ามันเกิดการศึกษาขึ้นแล้ว การศึกษาที่ดีควรสนุกด้วย เพราะตอนคนไม่สนุก เขาจะไม่ค่อยได้เรียนรู้

คุณเคยบอกว่า 4 ปีที่พันพรรณให้อะไรคุณมากกว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย ที่นั่นสอนอะไรคุณบ้าง

เราไปพันพรรณโดยไม่ได้คาดหวัง คิดว่าจะไปทำงาน ไปถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ เราเลยได้อะไรเยอะมาก ในแง่บุคคล เราได้เจอคนดีเยอะ ในแง่ความรู้ติดตัว เราได้ทักษะเพราะได้ลงมือทำทุกวัน แล้วพี่โจนเป็นคนให้พื้นที่ ถ้าไม่ได้ผิดจริงๆ ไม่เดินมาทักด้วย ให้ลองไปเลย เดี๋ยวรู้เอง พี่โจนไม่มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่อยากได้ เพราะลึกๆ ตั้งแต่เด็ก เรามองหาพื้นที่ที่ไม่ถูกจัดการโดยอำนาจแบบพีระมิด เราโตมากับการเล่นกับเพื่อน เป็นคนเพื่อนเยอะ ดังนั้นพื้นที่ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของเพื่อนจะไม่ค่อยอิน เราเลยอยู่พันพรรณได้นานเพราะมันไม่มีสิ่งนี้

ไร่นา การเกษตร

ความคิดที่อยากเป็นครูเกิดขึ้นตอนไหน

น่าจะเป็นสมัยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Rookies มือใหม่ไฟแรง พระเอกเป็นครูที่ดูแลชมรมเบสบอลชื่อว่า คาวาโต้ เด็กนักเรียนในชมรมของเขาเป็นแก๊งเด็กไม่ได้เรื่อง ส่วนใหญ่มาอยู่ชมรมนี้เพราะกะว่าเป็นชมรมว่าง แต่เผอิญมีเด็กคนหนึ่งอยากเล่นเบสบอลขึ้นมาจริงๆ เขาเลยบอกว่า ถ้ามีคนจะเล่น ทุกคนต้องเล่นแล้ว แล้วก็ค่อยๆ พาเด็กทั้งหมดมาเล่นเบสบอลแบบจริงจังได้ เราก็ประทับใจ

พอมาอยู่พันพรรณ เราไม่ได้นึกถึงเรื่องการเป็นครูมาก่อนจนช่วงที่อกหัก อันนี้พีกนะ ต้องกลับบ้านเลย แล้วระหว่างนั้นเราเหมือนได้ยินเสียงข้างในใจบอกว่า ไปเป็นครูเถอะ เราก็คิดว่าขอพิจารณาก่อนสัก 3 เดือน จนรู้สึกว่ามั่นใจแล้ว ก็เลยถ่ายทอดวิทยายุทธ์เรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ให้คนอื่นในพันพรรณทำต่อ แล้วเราก็ออกมา ความตั้งใจคือไปเป็นครูมัธยมปลายเลย เพราะเราอยากทำงานกับวัยรุ่น รู้สึกว่าสนุกดี

แล้วทำไมถึงไม่ได้กลายเป็นครูตามโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือกที่มีถึงระดับ ม.ปลาย นี่เราติดต่อหมดทั้งประเทศแล้ว แต่มีเหตุไม่ลงตัว โรงเรียนนี้เต็มแล้ว โรงเรียนนี้ไม่ติดต่อกลับ เราก็ซึมไปพักหนึ่ง เพราะออกจากพันพรรณด้วยความรู้สึกว่าหลายคนอวยพร พี่โจนบอกว่า ผมดีใจมากเลยตอนที่ป๊อบบอกว่าอยากเป็นครู ป๊อบเข้ากับเด็กวัยรุ่นได้ดีมาก จนมีน้องทักมาว่า ผมมีข้อแนะนำ หนึ่งในนั้นคือ ทำไมพี่ไม่ลองเปิดโรงเรียนเองล่ะ เราก็คิดหนักเลย จนผ่านไปประมาณเดือนหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะเปิดมหาวิทยาลัยเอง

ตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

เราไม่มีทีม ทุนก็ไม่มี ที่ก็ยังไม่มี แต่เราเชื่อว่าถ้าสิ่งที่จะทำสอดคล้องกับสิ่งที่ควรเกิด สุดท้ายมันจะเกิดขึ้น

ห้องเรียนทางเลือก ห้องเรียนทางเลือก หลักสูตรทางเลือก

แก่นของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติคืออะไร

เราอยากให้มหาลัยนี้เป็นความโชคดีของคนเรียน ข้อแรกคือ อยากให้แต่ละคนรู้สึกมีอิสระ เป็นอิสระจากข้างในเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งเกิดจากการทำบางสิ่งจนพบว่าทำได้ เช่น จากทำอะไรไม่เป็นก็เริ่มต่อเสาเป็น ตีหลังคาขึ้นมา สักพักหนึ่งเราจะรู้สึกว่าสร้างบ้านได้แล้วล่ะ จนค้นพบว่าที่จริงบนโลกนี้เราทำอะไรก็ได้

ข้อถัดมาคือ พอรู้สึกมั่นใจ ความรู้สึกนี้จะเชื่อมโยงกับคำถามว่า เราต้องการทำอะไร คุณค่าที่เราให้ค่าอยู่ตรงไหน และจะเริ่มเห็นว่า การดำรงอยู่ของเรามีค่ามาก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม พอสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่าทุกอย่างมีค่า แล้วความรู้สึกไม่อยากเบียดเบียนจะมาเอง เกิดความผาสุก

แล้วก็มาสู่ข้อสุดท้ายคือ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ อะไรคือของขวัญที่เราต้องการให้กับโลกใบนี้ เราเชื่อว่าทุกคนมีอยู่แล้ว มันอาจเล็กน้อยมาก รดน้ำต้นไม้ต้นนี้วันละหยดก็ได้ ทุกอย่างมีคุณค่าในแบบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือพอเราได้ทำ รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ เราจะมีพลังชีวิต แล้วทุกวันจะมีความหมาย

สิ่งสำคัญที่คุณอยากสอนนักศึกษาคืออะไร

เราอยากสอนให้ทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ หมายถึงทั้งรู้จักและมีความสัมพันธ์ เช่น การเชื่อมต่อกับอาหาร เงินไม่ได้เป็นตัวปัญหา มันเป็นแค่สื่อกลาง แต่พอเราใช้เงินจนชินก็ไม่รู้แล้วว่า สิ่งนี้มันมาจากไหน ถ้าเด็กบางคนไม่รู้ก็คิดว่าโยเกิร์ตไม่ได้มาจากวัว แต่มาจากซูเปอร์มาร์เก็ต พอไม่เชื่อมต่อก็ไม่เห็นคุณค่า พอไม่เห็นคุณค่า เราก็ใช้อย่างเดียว เรารู้สึกว่าหัวใจที่มีเมตตา มีความรัก มีรอยต่อกับสิ่งต่างๆ มีค่ามาก เพราะฉะนั้น เรากลับไปตรงนั้นได้มั้ย แล้วเราจะตัดสินใจหลายอย่างในชีวิตประจำวันดีกว่านี้มาก และจะมีความสุขขึ้น

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ทำไมคนไม่ชอบเดินทางอย่างคุณถึงคิดจะให้มหาลัยนี้สอนด้วยหลักสูตรเคลื่อนที่

เพราะว่าเราหาที่ตั้งมหาวิทยาลัยลงตัวไม่ได้ บางอันอยู่ไกล บางอันภูมิประเทศไม่ได้ เป็นเขาเลย แล้วปีที่ผ่านมาเราเดินทางดูที่ทั้งปี สุดท้ายก็รู้สึกว่าขนาดตัวเองไม่ชอบเดินทางยังรับได้ คนที่ชอบคงสนุกมาก (หัวเราะ)

คุณเลือกคนที่จะมาสอนในหลักสูตรยังไง เลือกจากความเชี่ยวชาญหรือเปล่า

ก่อนอื่นเลย หลักสูตรนี้ชวนเฉพาะคนที่เรารู้สึกว่าเชื่อในความเท่าเทียม เชื่อในความเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นครูแนวสั่งสอนจะไม่ชวนเลย สองคือ เขาใจดี ไม่มีความคิดเอาเปรียบ นักศึกษาได้ไปเจอคนเหล่านี้แล้วจะได้ซึมซับสิ่งดี จากนั้นก็ค่อยมาดูสิ่งที่เขารู้จากการลงมือทำ ไม่ได้จำใครมาบอก พอปลดล็อกเอง วิธีสอนจะเป็นอีกแบบ จะจับต้องได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่บอกได้ว่าทำยังไง แต่พาให้ทุกคนทำเหมือนเขาได้ด้วย คุณสมบัติเหล่านี้หายากมาก แต่ประเทศไทยก็ยังมีคนแบบนี้เยอะมาก คำถามคือ ทำไมเราไม่เรียนกับคนแบบนี้ สนุกกว่าตั้งเยอะ ไปเรียนในห้องเรียนทำไม

อย่างอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่ตอบคำถามเราได้ทุกคำถามนะ บางคำตอบตอบไม่ตรงคำถาม แต่ตอบสิ่งที่ลึกไปกว่าสิ่งที่เราถาม ราวกับสัมผัสรู้ถึงความสงสัยหรือความติดขัดที่เป็นรากแล้วไปตอบสิ่งนั้นแทน ที่มากกว่านั้นคือ เรารู้สึกว่าอยู่กับเขาแล้วเป็นคนดีขึ้น เป็นไปเองโดยเขาไม่ต้องมาสั่งสอน มาดุอะไร

ส่วนอาจารย์จุลพร นันทพานิช เราประทับใจว่าเขาเนิร์ดเรื่องต้นไม้จริงๆ ยังไม่เคยเจอใครเนิร์ดเรื่องต้นไม้เท่านี้ แล้วก็รู้สึกว่าเขารักต้นไม้ รักป่าจริงๆ จากท่าที คำพูดเวลาที่เขาพาไปปลูกต้นไม้ เรารู้สึกว่าเขาประณีต ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะปลูกป่าน่าไปปลูกป่ากับอาจารย์

ทำอาหาร ทำอาหาร มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ทำไมหลักสูตรของมหาลัยนี้ไม่มีการวัดผลด้วยข้อสอบ

เราไม่เชื่อว่าถ้าเจอวิกฤตการณ์เราจะรอดได้ด้วยการแข่งขัน เรารอดได้เพราะช่วยกัน แต่ในระบบการศึกษาฝึกให้คนแข่งขัน เราเลยคิดว่าอยากเอาสิ่งนี้ออก อยากฝึกให้ช่วยกันมากกว่า เปลี่ยนจากเกมแบบ competitive เป็นเกมแบบ co-operative บ้าง เราว่ามันยั่งยืนกว่า

แล้วเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ เราก็จะเน้น community-based learning คือเรารู้สึกว่าโครงสร้างการศึกษาทั้งหมดมีรูปแบบที่แบ่งแยกคนเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องสอบแข่งขัน เรื่องไปทำการบ้านต่างหาก ทั้งที่ชีวิตการทำงาน คุณต้องทำงานกับคนอื่นตลอด แล้วในที่สุดมันก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นเฉพาะทาง คือยิ่งเรียนสูง ยิ่งทำอย่างอื่นไม่เป็น ซึ่งถ้าไม่มีทักษะดำรงชีวิตพื้นฐาน มันจะคับแคบมาก พี่โจน จันได เชื่อเรื่องการใช้ชีวิตเป็นทรงกลม ถ้ากลมแล้ว จะไปเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ไปเลย

คิดว่าการเรียน 9 เดือนยาวนานมั้ย

ไม่ สั้นหรือยาวอยู่ที่เราเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเราเปรียบเทียบกับค่ายฤดูร้อน แน่นอน หลักสูตรนี้ดูยาวกว่าค่ายฤดูร้อนทั่วไป แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเวลา 50 – 60 ปีในชีวิตที่เราไปทำอะไรก็ไม่รู้โดยไม่รู้จักตัวเอง ทำตามกัน 1 ปีมันสั้นมากเลยนะเมื่อเทียบกับทั้งชีวิต

ผ้ามัดย้อม

ย้อมผ้า ผ้ามัดย้อม ย้อมผ้า

แล้วค่าเทอมแค่ 60,000 บาทสำหรับ 3 เทอมไม่ถูกเกินไปเหรอ

เราอาจจะขอเงินกันความผิดพลาดเพิ่มเติมบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคิดในฐานคิดว่าจะช่วยนักศึกษายังไง แน่นอน ค่าเทอมเท่านี้เทียบกับของโรงเรียนอินเตอร์แล้วถูกมาก เทียบกับงบไปเที่ยวญี่ปุ่น 1 ทริปแล้วถูกมาก แต่เงินของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่ม ความหมายมันต่างกันมากนะ ซึ่งเราไม่เชื่อในความยุติธรรมแบบแข็งตัว สมมติเอาคนขาเป๋มาออกวิ่งที่จุดเดียวกับคนที่ร่างกายพร้อม บอกให้วิ่งแข่งกัน แล้วบอกว่ายุติธรรมเพราะเริ่มที่จุดเดียวกัน เราว่าไม่ใช่แล้ว มันต้องพยุงคนขาเป๋ก่อน

คุณใช้เวลา 9 เดือนสอนนักศึกษาได้ 12 คน น้อยไปมั้ยเมื่อเทียบกับหลักสูตรทั่วไปที่อาจผลิตนักศึกษาได้เป็นร้อย

เราเลิกคิดเรื่องปริมาณไปแล้ว ถ้าคิดเรื่องนี้จะพูดยาก แต่ยกตัวอย่างเล่นๆ สมมติทริปนี้จบแล้วเกิดคนที่ไม่เบียดเบียนใครขึ้นคนหนึ่ง โห ลดปัญหาโลกได้เยอะเลยนะ แล้วก็มีเพื่อนแนะนำเราด้วยว่า ให้พาคนทำสารคดีไปด้วย ประโยชน์จะได้เกิดกับคนอีกเป็นพัน เป็นหมื่น

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ระหว่างสร้างหลักสูตรที่พาคนออกไปเรียนรู้ คุณเองเรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การรักษาสมดุลระหว่างความคิดว่าเราจะวางใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี กับความคิดว่าต้องรอบคอบกว่านี้ ต้องทำสิ่งนี้เพิ่ม เพราะความรอบคอบส่วนหนึ่งมาคู่กับความไม่ไว้วางใจ แต่ถ้าเราหลับหูหลับตาไว้วางใจ กลายเป็นความประมาท

สิ่งที่คุณทำมีความเป็นการศึกษาทางเลือกสูงมาก คิดมั้ยว่าพ่อแม่ของหนุ่มสาวอาจไม่เข้าใจ

เราเชื่อว่ามีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งคนที่เข้าใจน่าจะพอดีกับจำนวนที่เรามีขีดความสามารถในการรับ ณ ขณะนี้ แต่เราก็หวังใจลึกๆ ว่าโปรแกรมนี้จะสำเร็จมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเกิดหลักสูตรแบบ Gap Year Program ย่อยๆ เต็มไปหมด แต่ละคนลุกขึ้นมาทำเอง ถึงขั้นเราไม่ทำก็ได้ อันนี้สบายเลยนะ แล้วเราไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาทำแนวนี้ด้วย หลังจากนี้ ถ้ามีคนมุ่งไปทางศิลปะเลยก็ได้ เดือนนี้สอนปั้น เดือนนี้สอนวาด เอาเลย ที่เราอยากทำเรื่องความรักและธรรมชาติเพราะเป็นเรื่องสำคัญ

ในฐานะที่ได้เปิดเกม เราก็อยากเขี่ยบอลให้ดีที่สุด

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหลักสูตร Gap Year Program

  1. Gap Year Program รับนักศึกษาจำนวน 14 คน อายุระหว่าง 17-25 ปี (แต่ถ้าใครอายุเกินแล้วอยากมามาก ลองคุยกันหลังไมค์ได้) โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
  2. หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ.2561 ทาง www.collegeofloveandnature.com
  3. หลักสูตรใช้ระยะเวลาการเรียนประมาณ 9 เดือน  ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2562
  4. การเรียนแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษา มีช่วงปิดภาคเรียน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วัน
  5. หลักสูตรนี้มีช่วงทดลองเรียน 2 อาทิตย์ให้นักศึกษาที่ผ่านการสัมภาษณ์ได้สัมผัสการเรียนจริงก่อนตัดสินใจ
  6. การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้สอน
  7. การเดินทางจะใช้วิธีเดินทางโดยรถตู้ไปสู่แหล่งเรียนรู้แต่ละแห่ง
  8. ค่าเทอมสำหรับ 3 ภาคการศึกษา รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ส่วนค่าอาหารและน้ำมันรถ ใช้วิธีลงขันกัน 
  9. ไม่มีการวัดผลเพื่อจบหลักสูตร แต่ใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก ทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริปได้ เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 
  10. ผู้ที่ผ่านการเรียน Gap Year Program จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง
Facebook l มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“กินไก่เยอะเดี๋ยวจะเป็นเกาต์นะ”

คำเตือนอันคุ้นเคยที่มักได้ยินจากคนรอบตัวเมื่อเห็นว่าเรากำลังกินไก่เยอะกว่าปกติ อาจเกิดจากภาพจำของคนเป็นเกาต์ที่ต้องร้องโอดโอยทุกครั้งแม้จะกินไก่ไปเพียงไม่กี่ชิ้น

สรุปแล้วกินไก่ในจำนวนมากแล้วเป็นเกาต์จริงหรือ

วันนี้เราพามาหาคำตอบกับ รศ.ดร.วุฒิไกร บุญคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (NCAB) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์ผู้คลุกคลีกับการศึกษาวิจัยไก่มาหลายสิบปี

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

“ในคน 1,000 คน จะมีคนเป็นโรคเกาต์ 2 – 4 คน ซึ่งถือว่าสูง เพราะมักไปแฝงอยู่ที่โรคอื่น เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เกาต์ไปแฝงอยู่ในโรคเหล่านี้แล้วค่อยแสดงอาการออกมาภายหลัง โดยเฉพาะคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป การขับหรือการระบายกรดยูริกจากไตไปสู่ภายนอกร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง ฉะนั้นยิ่งมีอายุเยอะ นอกจากโรคต่าง ๆ แล้วก็ยังมีโรคเกาต์ที่จะตามมาด้วย”

ดังนั้น การกินไก่เยอะไม่ได้ทำให้เป็นเกาต์ แต่การกินไก่ในปริมาณมากจะไปกระตุ้นการสะสมกรดยูริกตามข้อต่าง ๆ ในร่างกาย ผู้ป่วยจึงเกิดอาการปวดจนรู้สึกไม่อยากกินไก่ไปอีกนาน

“คนเป็นเกาต์เองเคยบอกว่า เขาเคยกินไก่เป็นตัว ๆ แต่พอเป็นเกาต์ก็กินไก่ไม่ได้เลย น่าเสียดายไก่หอม ๆ ที่เขาเคยชอบกิน มันแสดงให้เห็นว่าเขายังอยากกินอยู่ จุดนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่เรามองว่า จะทำยังไงให้เขาได้กลับไปดำเนินชีวิตให้เหมือนปกติได้มากที่สุด”

การเกิดขึ้นของโครงการ ‘ไก่ไร้เก๊าท์’ ภายใต้ความดูแลของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ เราอยากพาไปทำความรู้จักและเปิดใจกับไก่ไร้เก๊าท์ ของ มข. ที่จะเข้ามาลบภาพจำเดิม ๆ ของคนไทยให้หมดไป

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

มอขอไข่ กับ ไก่ไม่กลัวเกาต์

อาจารย์วุฒิไกรเล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จับมือร่วมกับกรมปศุสัตว์ จากข้อกังวลว่าสัตว์พื้นเมืองของประเทศไทยกำลังจะสูญหายไป เพราะประเทศไทยมีการนำเข้าและใช้ทรัพยากรจากต่างประเทศมากกว่าที่ผ่านมาเยอะขึ้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและกรมปศุสัตว์จึงมองหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านการเก็บรักษาพันธุกรรม เพื่อจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นป็นหนึ่งในหน่วงยงานคู่คิดคู่วิจัยที่ได้รับการคัดเลือก

 “มหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าร่วมการวิจัยตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ขณะนั้น เราเป็นหนึ่งไม่กี่มหาวิทยาลัยที่ศึกษาวิจัยและอนุรักษ์สัตว์พื้นเมือง เรามีความรู้และมีบุคลากรด้านปรับปรุงพันธุ์อยู่ การวิจัยนี้เราจึงเริ่มต้นศึกษาที่ไก่พื้นเมืองไทยแท้เป็นอันดับแรก”

แม้เป้าหมายแรกจะเป็นการวิจัยเพื่ออนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมือง ซึ่งทีมวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ มข. เห็นถึงปัญหาของคนในสังคมไปพร้อม ๆ กับการอนุรักษ์พันธุ์ไก่พื้นเมืองได้ด้วย

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

“การแก้ปัญหาของเราคงไม่ได้ช่วยให้คนเป็นโรคเกาต์หาย แต่ช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น คนเป็นเกาต์ก็อยากรับประทานไก่เหมือนกัน แต่เพียงแค่เขารับประทานไม่ได้ ไก่คืออาหารทั่วไปที่คนเรากินประจำ ฉะนั้น ไก่ KKU1 จึงพัฒนามาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ ไม่ใช่เพื่อลดโรค หรือทำให้โรคเกาต์หายไปจากโลก”

ใช้เวลากว่าสิบปีในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ กระทั่งได้ไก่ KKU1 (เคเคยูวัน) แบบแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2560 และได้ขึ้นทะเบียนพาณิชย์ใน พ.ศ. 2563 

“ผมเข้ามาในทีมวิจัยตั้งแต่แรกใน พ.ศ. 2546 ตอนนั้นยังเป็นโครงการเล็ก ๆ เราเริ่มพัฒนาตั้งแต่พันธุ์ไก่ประดู่หางดำ ไก่พื้นเมืองชี กระทั่งมาเป็นไก่ KKU1 ซึ่งทีมเราร่วมกันขึ้นทะเบียนพาณิชย์แล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าหลังจากที่ปรับปรุงพันธุ์มา เรามีงานวิจัยรองรับและกล้าจะบอกสังคมได้ว่า ไก่ตัวนี้ช่วยให้คนที่เป็นโรคเกาต์กลับมาชีวิตแบบปกติได้”

อาจารย์ยังบอกกับเราต่อว่า เป็นความโชคดีที่โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมนักวิจัยหลากหลายคณะ ตั้งแต่คณะแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ที่ช่วยเรื่องการตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง ตรวจสารสำคัญแล้วทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มีคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์ที่เข้ามาดูในเรื่องของเครื่องมือและต้นทุน-กำไร เพราะโปรเจกต์นี้ยังมีโครงการไปส่งเสริมอาชีพและกระจายรายได้สู่ชาวบ้านด้วย 

“แนวคิดพันธุ์ไก่เพื่อสุขภาพท้าทายมากในวงการปรับปรุงพันธุ์ เพราะที่ผ่านมามักมองแค่การปรับปรุงลักษณะทั่วไปให้ดียิ่งขึ้น แต่ยังไม่ได้มองไปถึงปลายน้ำหรือผู้บริโภคว่าเขาต้องการแค่ให้ไก่โตเร็ว ไข่ดก เท่านั้นหรือเปล่า เพราะแท้จริงแล้วคนเราต้องการกินอาหารดีและมีคุณภาพที่ดี” 

สำหรับอาจารย์วุฒิไกรแล้ว ภายใต้ความท้าทายของโปรเจกต์นี้ ยังแฝงไปด้วยความสนุกจากการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงอีกด้วย

“ตัวผมเองก็ต้องกินไก่เหมือนกัน เราต้องนึกถึงตัวเราเองด้วยว่า ถ้าจะพัฒนาอะไรขึ้นมา เราก็ต้องพัฒนาอาหารที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ คนมองว่ากินไก่แล้วเป็นเกาต์ นี่คือภาพจำทั่วไปที่คนมอง เราเลยอยากเปลี่ยนแนวคิดนั้น ให้เป็นกินไก่แล้วก็มีสุขภาพดีได้เช่นกัน”

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้
ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

ไก่ 3 LOW

ไก่พื้นเมืองไทยที่ทีมวิจัยเริ่มต้นปรับปรุงมีอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำและไก่ชี ตัวหลักที่นำมาใช้พัฒนาเป็น KKU1 คือไก่ชี

“ไก่ชีเป็นต้นพันธุ์ที่นำมาสร้างไก่ KKU1 เหตุผลเพราะไก่พื้นเมืองเขาจะมีคุณสมบัติในด้านสารอาหารและโภชนาการที่ดี งานวิจัยตีพิมพ์ของพวกเรายืนยันว่า ในไก่พื้นเมืองไทยมีสารสำคัญหลายตัวที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค จากไก่ชีตรงนี้เราอยากนำมันมาปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งข้อด้อยของไก่ชีคือโตช้า ต้องใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 70 วัน เราเลยสร้างเป็นลูกผสมกับไก่เนื้อ เพื่อให้เกษตรกรมีรอบการผลิตเร็วขึ้น แต่คงคุณสมบัติโตเร็วแบบไก่เนื้อ รวมถึงคงโภชนาการที่ดีแบบไก่พื้นเมืองด้วย”

อาจารย์วุฒิไกรเสริมว่าคนไทยมีความรู้เกี่ยวกับไก่พื้นเมืองไทยน้อยมาก และส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าไก่พื้นเมืองมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

“สัตว์พื้นเมืองของเรามีความโดดเด่นเยอะ หลายประเทศเวลาพูดถึงสัตว์พื้นเมืองเขาจะหวงแหนมาก แต่สำหรับบ้านเราอาจจะไม่ เพราะเราชื่นชอบสิ่งใหม่ ๆ อย่างความชื่นชอบในเนื้อวัววากิวหรือหมูดำคุโรบูตะ จากงานวิจัยเราพบว่าสัตว์พื้นเมืองให้ประโยชน์หลายอย่าง และให้มากกว่าของแปลกใหม่จากแหล่งอื่นที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีประโยชน์จริงไหม แต่เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป เราเลยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากของดีที่เรามีอยู่แล้ว

“อีกด้านที่คนรู้น้อยคือ การที่ไก่พื้นเมืองโตช้า ทำให้เกิดการสะสมสารอาหารดีหลายอย่างไปแบบช้า ๆ ไม่เหมือนกับไก่เนื้อ ฉะนั้น กรดยูริกที่ไปกระตุ้นอาการของโรคโรคเกาต์ จึงพบในไก่พันธุ์พื้นเมืองน้อยกว่าในไก่เนื้อตามท้องตลาด”

ด้วยเหตุนี้ไก่ KKU1 จึงเป็นไก่คุณภาพ 3 LOW ที่ย่อมากจาก Low Uric, Low Fat และ Low Cholesterol

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

“กรดยูริกเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ ซึ่งพบในไก่พื้นเมืองน้อยกว่าในไก่เนื้อถึงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าคนที่เป็นโรคเกาต์มารับประทานไก่ KKU1 เขาก็ยังรับประทานได้เมื่อเทียบกับการรับประทานไก่เนื้อปกติที่หากเขาทานคำสองคำ กรดยูริกก็จะสะสมในข้อกระดูกแล้วไปกระตุ้นอาการปวดข้อ เราเคยลองให้คนเป็นโรคเกาต์ชิมไก่ KKU1 ปรากฏว่าเขาทานได้ถึงครึ่งตัวแบบไม่ได้มีปัญหาอะไร”

เราคุยกับอาจารย์วุฒิไกรด้วยคำว่าไก่พันธุ์พื้นเมืองมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกไม่คุ้นชิน ต่อจากนี้เราขอใช้คำว่า ‘ไก่บ้าน’ ตามความเคยชินของหลาย ๆ คนดีกว่า

เมื่อพูดถึงคำว่า ไก่บ้าน สรรพคุณเนื้อน้อย เนื้อเหนียว มักเป็นที่รู้กันในชาวไก่เลิฟเวอร์

“มีโอกาสก็อยากให้ลองชิมไก่ที่ มข. ดูนะครับ เพราะเราคำนึกถึงประเด็นคุณภาพเนื้อเช่นกัน เราไม่ได้มองแค่ว่าอยากให้ KKU1 โตเร็วขึ้นเท่านั้น แต่มองคุณภาพเนื้อและสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค เรามองครอบคลุมในหลายลักษณะไปพร้อมกัน ข้อกังวลเรื่องเนื้อน้อยหรือเนื้อเหนียว ผมอยากให้มาลองเองเลยครับ เพราะผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนภาพจำเรื่องคุณภาพเนื้อไก่บ้านแบบเดิม ๆ ของผู้บริโภคได้แน่นอน”

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

ชุมชนไก่ไร้เก๊าท์

การเดินทางสิบกว่าปีของทีมวิจัยไก่ไร้เก๊าท์ มาถึงจุดที่ส่งไก่ KKU1 ออกสู่ตลาดและฟาร์มต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไก่ KKU1 กำลังเดินทางเข้าไปสู่ตลาด Modern Trade ภายใต้ชื่อ ‘ไก่ย่างขามแก่น’ จำหน่ายทั้งใน Lemon Farm, Foodland, Villa Market, TOPS market และ Agro Outlet KKU อีกทั้งยังกระจายไปในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น อย่างจุดจำหน่ายสินค้าคณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น, โรงแรมโฆษะ และเข้าสู่ตลาดชุมชนในจังหวัดด้วย โดยไก่ KKU1 มีผลตอบรับที่ดีและได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน

“ทางจังหวัดก็พยายามผลักดันให้ KKU1 เป็นหนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดขอนแก่นเทียบเคียงกับไก่ย่างเขาสวนกวาง เพียงแต่ว่าตลาดแตกต่างกัน ในขณะเดียวกันก็มีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร อย่างมูลนิธิปิดทองหลังพระ นำเอาไก่ KKU1 ไปส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรมีอาชีพหลากหลาย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังอยู่ในฐานะยากจน ซึ่งไก่ KKU1 ทำให้รอบการผลิตเร็วขึ้น ต้นทุนเมื่อหักกำไรแล้วยังมากกว่าการลงทุนทำเกษตรกรรมชนิดอื่นเสียอีก”

คุณสมบัติและข้อดีทั้งหลายที่อาจารย์วุฒิไกรเล่าให้ฟัง ทำเอาเราแอบสงสัยว่า แบบนี้ราคาไก่ KKU1 ต้องแพงหรือเปล่า

“เป็นราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับไก่เนื้อทางการค้าที่ขายกันในปัจจุบัน ราคาอาจจะสูงกว่าไก่เนื้อพันธุ์การค้านิดหน่อย แต่ไม่ได้แพงระดับไก่บ้าน เช่น ตอนนี้กิโลกรัมละ 65 บาท เป็นราคากลาง ๆ เมื่อเทียบกับคุณสมบัติของ KKU1 แถมรสชาติยังมีความเป็นไก่บ้าน เนื้อนุ่มฉ่ำไม่เหนียว เป็นราคาที่เกษตรกรเองเขาก็อยู่ได้ เพราะส่วนใหญ่คนชอบตั้งราคาเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อเยอะ ๆ แต่มักลืมไปว่าต้นน้ำก็ต้องอยู่ให้ได้ ดังนั้นเราเลยมองให้ครบทั้ง Supply Chain ต้นน้ำอยู่ได้ ปลายน้ำก็พอใจในอาหาร” 

แม้ว่าตอนนี้ไก่ KKU1 ออกสู่ตลาดกว่า 2 ล้านตัวแล้ว หนึ่งในนั้นคือตลาดชุมชนที่ทีมวิจัยร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ ส่งออกไก่ KKU1 กระจายไปยัง 2 ชุมชนหลักของจังหวัดของแก่น เรียกได้ว่าเป็นชุมชนไก่ KKU1 และชุมชนไก่ประดู่หางดำแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

ตอนนี้เราเริ่มเปิดให้กับเกษตรกรที่สนใจได้เลี้ยงและจำหน่ายแล้ว เรามีชุมชนไก่ KKU1 และไก่ประดู่หางดำในจังหวัดขอนแก่น คือทั้งชุมชนเลี้ยงไก่ของเราทั้งหมดเลย มันเกิดจากการเป็นการบอกต่อกันไปในชุมชนว่า เลี้ยงแล้วดี เลี้ยงได้ในระยะสั้นแต่ขายแล้วได้กำไร ไก่ KKU1 เลี้ยงที่ชุมชนน้ำพอง และไก่ประดู่หางดำเลี้ยงที่ชุมชนอุบลรัตน์”

ทั้งอำเภอน้ำพองและอำเภออุบลรัตน์ ต่างเป็นพื้นที่ใกล้เขื่อนอุบลรัตน์ของจังหวัดขอนแก่น หลายคนอาจมองว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเหมาะกับการทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ แต่อาจารย์วุฒิไกรให้เหตุผลกับเราอีกแบบ

2 พื้นที่นี้ดูเหมือนจะมีปริมาณน้ำดี แต่ 2 ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่มีปัญหาด้านน้ำมาไม่ถึงที่สุด โดยปกติถ้าน้ำดีเกษตรกรจะเลือกปลูกพืช ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพดก่อนทำปศุสัตว์ เพราะปศุสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่า แต่ 2 พื้นที่นี้มีปัญหาในเรื่องการไม่มีน้ำใช้ การเลี้ยงปศุสัตว์จึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด

“อีกความท้าทายที่สำคัญก็คือ 2 พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำที่สุดในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งถ้าเราเอาไก่ไปให้เขาเลี้ยง แล้วเขายึดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่มากกว่ารายได้ขั้นต่ำของเขาได้ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่ก็ทำได้ตามเป้าหมายของเราเรียบร้อยแล้ว”

ชุมชนน้ำพองและชุมชนอุบลรัตน์มีรายได้ต่อครัวเรือนมากขึ้นจากการเลี้ยงไก่ KKU1 มากว่า 5 ปีแล้ว และมีแนวโน้มการเลี้ยงเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ หลายร้อยครัวเรือน ซึ่งแต่ละครัวเรือนไม่ได้เลี้ยงแค่ตัวเดียว แต่เรียกได้ว่าเลี้ยงบ้านละ 100 – 200 ตัวเลยก็ว่าได้ เพราะแบบนั้นไก่ KKU1 จึงเริ่มพบเห็นได้มากขึ้นในหลาย ๆ ตลาดแล้ว

“ตลาดเบื้องต้นของชาวบ้านเลยคือตลาดชุมชน เพราะไก่ KKU1 ก็เป็นความต้องการของคนในชุมชน ขายแค่ในชุมชนก็หมดแล้ว เพราะไก่บ้านหาซื้อยาก อีกตลาดคือมีคนมารับซื้อ มีพ่อค้าคนกลางที่รับไก่ชำแหละแล้วส่งไปยังตลาดกลางต่าง ๆ ของจังหวัด อย่างบริษัทประชารัฐรักสามัคคีที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างขอนแก่นกับกรุงเทพฯ”

ระหว่างที่คุยกัน อาจารย์วุฒิไกรย้ำอยู่เสมอว่าไก่บ้านมีหลายสายพันธุ์และมีประโยชน์โดดเด่นมากมาย ด้วยความหลากหลายนั้น ทำให้อาจารย์แอบกระซิบกับเราว่า ทีมวิจัย ม.ขอนแก่น ยังคงไม่หยุดพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไก่บ้าน และจะมีอาหารดี ๆ มาให้สังคมได้รู้จักกันอีกแน่ ๆ

เรามีไก่กระดูกดำซึ่งเราวิจัยมาเป็นสิบปีเช่นกัน ปกติคนไทยเชื้อสายจีนจะรู้ว่าไก่ดำมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพร แต่เราพบข้อจำกัดคือไก่ดำเนื้อไม่อร่อย คนจีนจึงมักรับประทานกับน้ำซุป เราเลยปรับปรุงให้เนื้อมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่อผู้บริโภคน้อยลง แล้วเพิ่มอัตราการเติบโตของไก่มากขึ้น ซึ่งปีหน้าเราอาจจะได้เห็นตัวนี้กัน

“อีกตัวเป็นไฮไลต์ที่เราดำเนินการอยู่คือไก่ประดู่หางดำ เราจับมือกับบริษัทเอกชนเพื่อผลิตไข่ขาวอัดเม็ด จากคนเสียงร่ำลือของคนโบร่ำโบราณมักบอกว่า ‘กินไข่ขาวสิจะได้เพิ่มปริมาณเกล็ดเลือดได้’ จากคำธรรมดา ๆ เราก็เอามาวิจัยว่าไข่ขาวของไก่พื้นเมืองมันมีอะไรดี และลองทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า เกษตรกรจะได้ยิ่งมีกำไรมากขึ้นด้วย”

ขณะที่ไก่บ้านสายพันธุ์อื่นกำลังพัฒนาตามมาแล้ว ไก่ KKU1 ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาไว้เพียงเท่านี้เช่นกัน

“เราอยากพัฒนาไก่ KKU1 ให้มีคุณภาพสู่การเป็นอาหารฮาลาล แบรนด์ฮาลาลจะมีหลายมาตรฐาน มีมาตรฐานฮาลาลไทย ฮาลาลซาอุดีอาระเบีย ฮาลาลมาเลเซีย แต่เราอยากเป็นแบรนด์ฮาลาลของโลกและส่งออกไปไก่ KKU1 สู่ทุกประเทศ ตอนนี้เราทำทุกอย่างได้อย่างมีมาตรฐานระดับโลกเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่ทำอย่างไรให้เราขยับมาตรฐานตรงนี้สูงขึ้นถึงขนาดส่งออกสู่สากลได้ นี่คืออีกเป้าหมายที่เรามองไว้”

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load