7 กุมภาพันธ์ 2561
11 K

วันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์กับเจ้าของ ‘มหาลัย’ คนหนึ่ง

ไม่ได้บังเอิญเขียนผิด แต่เพราะพื้นที่การเรียนรู้นี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในระบบ หากเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาแบบทางเลือกสำหรับหนุ่มสาว และดังนั้น คนที่ฉันได้เจอจึงไม่ใช่ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุดสูทเต็มยศ แต่เป็นชายหนุ่มในชุดเสื้อตัวโคร่ง กางเกงขาบาน และรองเท้าแตะ

นี่คือ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ ผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’

ดูจากข้อมูลทั่วไป กิตติพงษ์คือผู้ที่ไปได้ดีในระบบการศึกษาและสังคมมาตรฐาน เขาคือเด็กนักเรียนห้องคิงในวัยมัธยม นักศึกษาผู้สอบเข้าได้เป็นที่ 1 ของคณะในวัยมหาวิทยาลัย และชายหนุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง production house ชื่อว่า กระต่ายตื่นตัว ที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ

แต่เมื่อค้นลึกกว่านั้น ชายตรงหน้าฉันคือคนที่อยากเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพโรงเรียนและสังคม

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ในวัยเด็ก เขาอาจหาญเขียนบทความวิจารณ์โรงเรียน แล้วซีรอกซ์แจกผู้อำนวยการและทุกกลุ่มสาระ ในวัยรุ่น เขาเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อด้านงานเพื่อสังคมเพราะอยากปฏิรูปประเทศ และหลังเรียนจบ เขาเอ่ยปากบอกเพื่อนร่วมงานว่า ขอลาออกไปร่วมทำเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านกับ โจน จันได ปราชญ์ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองที่ชื่อว่า พันพรรณ

แล้วหลังจากฝังตัวที่นั่น 4 ปี เขาก็เดินออกมาด้วยความฝันอยากเป็นครู

กิติพงษ์ก่อตั้งพื้นที่การศึกษาทางเลือก แล้วคิดค้นหลักสูตรการเรียนรู้เคลื่อนที่สำหรับนักศึกษา 14 ชีวิตในชื่อ ‘Gap Year Program’ อ้างอิงจาก ‘Gap Year’ หรือช่วงเวลาที่หนุ่มสาวชาวตะวันตกออกค้นหาตัวเอง ใช้เวลา 1 ปีหยุดพักจากการเรียนและการหางาน เพื่อค้นหาตัวเองผ่านการออกไปใช้ชีวิต

เขาเชิญชวนหนุ่มสาวชาวไทยใช้เวลา 9 เดือน หรือ 3 ภาคเรียน ออกค้นหาตัวเองผ่านการเรียนรู้และลงมือทำกับปราชญ์ทั่วประเทศ

ไม่มีเลกเชอร์แสนน่าเบื่อ ไม่มีข้อสอบแสนกดดัน มีเพียงการเรียนรู้ในบรรยากาศเป็นมิตร ผ่านวิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้สอนหลากแขนง ตั้งแต่ทำนา สร้างบ้าน เรียนรู้วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ปลูกป่า ออกแบบบอร์ดเกม ฯลฯ

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ที่สำคัญไม่แพ้ความรู้คือ นักศึกษาจะได้เจอผู้รู้ตัวจริงที่มาทุ่มเทใจสอนแบบไม่คิดค่าตัว

ไม่ว่าจะเป็นโจน จันได ปราชญ์ผู้เป็นแรงบันดาลใจของกิตติพงษ์และผู้แสวงหาชีวิตทางเลือกมากมาย จุลพร นันทพานิช อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการปลูกป่า ประมวล เพ็งจันทร์ ปราชญ์ผู้เดินเท้าค้นหาความหมายชีวิตจากเชียงใหม่ถึงบ้านเกิดที่สมุย และ เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการสอนโดยใช้เกมที่สนุกสนานเป็นเครื่องมือ

หากใครยังสงสัยว่าบรรยากาศการเรียนจริงเป็นยังไง หลักสูตรนี้มีค่าย demo ให้ทดลองเรียนก่อนเปิดภาคเรียนจริงเพื่อตัดสินใจ

หากใครกังวลเรื่องวุฒิการศึกษา นักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรนี้จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง และถ้าใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก สามารถทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริป เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 

แน่นอน-รายละเอียดด้านบนเป็นเพียงน้ำจิ้มหนึ่งหยดจากห้องเรียนเคลื่อนที่นี้

ส่วนเรื่องราวมากกว่านั้น กิตติพงษ์ชวนฉันเดินไปสนทนาในสวนสาธารณะ เพราะไม่ชอบความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ

แล้วฉันก็นั่งลงคุยกับเจ้าของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ-กลางธรรมชาติ ถึงเรื่องการศึกษา มหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่อยากให้หนุ่มสาวงอกงาม

ไม่แพ้ต้นไม้รอบตัวเราตอนนี้

ก้าวเดิน

นิยามคำว่า ‘การศึกษา’ สำหรับคุณคืออะไร

หมายถึงการเติบโต อาจไม่ใช่การเติบโตทางร่างกาย อาจเป็นการเติบโตทางนามธรรมบางอย่าง เช่น ความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณ แล้วก็อาจไม่ใช่การไปเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโต อย่างวันนี้เรามาเจอกัน เราอาจไม่ได้คิดว่าจะมาเรียนรู้อะไรกัน แต่เราเชื่อว่ามันเกิดการศึกษาขึ้นแล้ว การศึกษาที่ดีควรสนุกด้วย เพราะตอนคนไม่สนุก เขาจะไม่ค่อยได้เรียนรู้

คุณเคยบอกว่า 4 ปีที่พันพรรณให้อะไรคุณมากกว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย ที่นั่นสอนอะไรคุณบ้าง

เราไปพันพรรณโดยไม่ได้คาดหวัง คิดว่าจะไปทำงาน ไปถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ เราเลยได้อะไรเยอะมาก ในแง่บุคคล เราได้เจอคนดีเยอะ ในแง่ความรู้ติดตัว เราได้ทักษะเพราะได้ลงมือทำทุกวัน แล้วพี่โจนเป็นคนให้พื้นที่ ถ้าไม่ได้ผิดจริงๆ ไม่เดินมาทักด้วย ให้ลองไปเลย เดี๋ยวรู้เอง พี่โจนไม่มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่อยากได้ เพราะลึกๆ ตั้งแต่เด็ก เรามองหาพื้นที่ที่ไม่ถูกจัดการโดยอำนาจแบบพีระมิด เราโตมากับการเล่นกับเพื่อน เป็นคนเพื่อนเยอะ ดังนั้นพื้นที่ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของเพื่อนจะไม่ค่อยอิน เราเลยอยู่พันพรรณได้นานเพราะมันไม่มีสิ่งนี้

ไร่นา การเกษตร

ความคิดที่อยากเป็นครูเกิดขึ้นตอนไหน

น่าจะเป็นสมัยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Rookies มือใหม่ไฟแรง พระเอกเป็นครูที่ดูแลชมรมเบสบอลชื่อว่า คาวาโต้ เด็กนักเรียนในชมรมของเขาเป็นแก๊งเด็กไม่ได้เรื่อง ส่วนใหญ่มาอยู่ชมรมนี้เพราะกะว่าเป็นชมรมว่าง แต่เผอิญมีเด็กคนหนึ่งอยากเล่นเบสบอลขึ้นมาจริงๆ เขาเลยบอกว่า ถ้ามีคนจะเล่น ทุกคนต้องเล่นแล้ว แล้วก็ค่อยๆ พาเด็กทั้งหมดมาเล่นเบสบอลแบบจริงจังได้ เราก็ประทับใจ

พอมาอยู่พันพรรณ เราไม่ได้นึกถึงเรื่องการเป็นครูมาก่อนจนช่วงที่อกหัก อันนี้พีกนะ ต้องกลับบ้านเลย แล้วระหว่างนั้นเราเหมือนได้ยินเสียงข้างในใจบอกว่า ไปเป็นครูเถอะ เราก็คิดว่าขอพิจารณาก่อนสัก 3 เดือน จนรู้สึกว่ามั่นใจแล้ว ก็เลยถ่ายทอดวิทยายุทธ์เรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ให้คนอื่นในพันพรรณทำต่อ แล้วเราก็ออกมา ความตั้งใจคือไปเป็นครูมัธยมปลายเลย เพราะเราอยากทำงานกับวัยรุ่น รู้สึกว่าสนุกดี

แล้วทำไมถึงไม่ได้กลายเป็นครูตามโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือกที่มีถึงระดับ ม.ปลาย นี่เราติดต่อหมดทั้งประเทศแล้ว แต่มีเหตุไม่ลงตัว โรงเรียนนี้เต็มแล้ว โรงเรียนนี้ไม่ติดต่อกลับ เราก็ซึมไปพักหนึ่ง เพราะออกจากพันพรรณด้วยความรู้สึกว่าหลายคนอวยพร พี่โจนบอกว่า ผมดีใจมากเลยตอนที่ป๊อบบอกว่าอยากเป็นครู ป๊อบเข้ากับเด็กวัยรุ่นได้ดีมาก จนมีน้องทักมาว่า ผมมีข้อแนะนำ หนึ่งในนั้นคือ ทำไมพี่ไม่ลองเปิดโรงเรียนเองล่ะ เราก็คิดหนักเลย จนผ่านไปประมาณเดือนหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะเปิดมหาวิทยาลัยเอง

ตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

เราไม่มีทีม ทุนก็ไม่มี ที่ก็ยังไม่มี แต่เราเชื่อว่าถ้าสิ่งที่จะทำสอดคล้องกับสิ่งที่ควรเกิด สุดท้ายมันจะเกิดขึ้น

ห้องเรียนทางเลือก ห้องเรียนทางเลือก หลักสูตรทางเลือก

แก่นของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติคืออะไร

เราอยากให้มหาลัยนี้เป็นความโชคดีของคนเรียน ข้อแรกคือ อยากให้แต่ละคนรู้สึกมีอิสระ เป็นอิสระจากข้างในเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งเกิดจากการทำบางสิ่งจนพบว่าทำได้ เช่น จากทำอะไรไม่เป็นก็เริ่มต่อเสาเป็น ตีหลังคาขึ้นมา สักพักหนึ่งเราจะรู้สึกว่าสร้างบ้านได้แล้วล่ะ จนค้นพบว่าที่จริงบนโลกนี้เราทำอะไรก็ได้

ข้อถัดมาคือ พอรู้สึกมั่นใจ ความรู้สึกนี้จะเชื่อมโยงกับคำถามว่า เราต้องการทำอะไร คุณค่าที่เราให้ค่าอยู่ตรงไหน และจะเริ่มเห็นว่า การดำรงอยู่ของเรามีค่ามาก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม พอสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่าทุกอย่างมีค่า แล้วความรู้สึกไม่อยากเบียดเบียนจะมาเอง เกิดความผาสุก

แล้วก็มาสู่ข้อสุดท้ายคือ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ อะไรคือของขวัญที่เราต้องการให้กับโลกใบนี้ เราเชื่อว่าทุกคนมีอยู่แล้ว มันอาจเล็กน้อยมาก รดน้ำต้นไม้ต้นนี้วันละหยดก็ได้ ทุกอย่างมีคุณค่าในแบบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือพอเราได้ทำ รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ เราจะมีพลังชีวิต แล้วทุกวันจะมีความหมาย

สิ่งสำคัญที่คุณอยากสอนนักศึกษาคืออะไร

เราอยากสอนให้ทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ หมายถึงทั้งรู้จักและมีความสัมพันธ์ เช่น การเชื่อมต่อกับอาหาร เงินไม่ได้เป็นตัวปัญหา มันเป็นแค่สื่อกลาง แต่พอเราใช้เงินจนชินก็ไม่รู้แล้วว่า สิ่งนี้มันมาจากไหน ถ้าเด็กบางคนไม่รู้ก็คิดว่าโยเกิร์ตไม่ได้มาจากวัว แต่มาจากซูเปอร์มาร์เก็ต พอไม่เชื่อมต่อก็ไม่เห็นคุณค่า พอไม่เห็นคุณค่า เราก็ใช้อย่างเดียว เรารู้สึกว่าหัวใจที่มีเมตตา มีความรัก มีรอยต่อกับสิ่งต่างๆ มีค่ามาก เพราะฉะนั้น เรากลับไปตรงนั้นได้มั้ย แล้วเราจะตัดสินใจหลายอย่างในชีวิตประจำวันดีกว่านี้มาก และจะมีความสุขขึ้น

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ทำไมคนไม่ชอบเดินทางอย่างคุณถึงคิดจะให้มหาลัยนี้สอนด้วยหลักสูตรเคลื่อนที่

เพราะว่าเราหาที่ตั้งมหาวิทยาลัยลงตัวไม่ได้ บางอันอยู่ไกล บางอันภูมิประเทศไม่ได้ เป็นเขาเลย แล้วปีที่ผ่านมาเราเดินทางดูที่ทั้งปี สุดท้ายก็รู้สึกว่าขนาดตัวเองไม่ชอบเดินทางยังรับได้ คนที่ชอบคงสนุกมาก (หัวเราะ)

คุณเลือกคนที่จะมาสอนในหลักสูตรยังไง เลือกจากความเชี่ยวชาญหรือเปล่า

ก่อนอื่นเลย หลักสูตรนี้ชวนเฉพาะคนที่เรารู้สึกว่าเชื่อในความเท่าเทียม เชื่อในความเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นครูแนวสั่งสอนจะไม่ชวนเลย สองคือ เขาใจดี ไม่มีความคิดเอาเปรียบ นักศึกษาได้ไปเจอคนเหล่านี้แล้วจะได้ซึมซับสิ่งดี จากนั้นก็ค่อยมาดูสิ่งที่เขารู้จากการลงมือทำ ไม่ได้จำใครมาบอก พอปลดล็อกเอง วิธีสอนจะเป็นอีกแบบ จะจับต้องได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่บอกได้ว่าทำยังไง แต่พาให้ทุกคนทำเหมือนเขาได้ด้วย คุณสมบัติเหล่านี้หายากมาก แต่ประเทศไทยก็ยังมีคนแบบนี้เยอะมาก คำถามคือ ทำไมเราไม่เรียนกับคนแบบนี้ สนุกกว่าตั้งเยอะ ไปเรียนในห้องเรียนทำไม

อย่างอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่ตอบคำถามเราได้ทุกคำถามนะ บางคำตอบตอบไม่ตรงคำถาม แต่ตอบสิ่งที่ลึกไปกว่าสิ่งที่เราถาม ราวกับสัมผัสรู้ถึงความสงสัยหรือความติดขัดที่เป็นรากแล้วไปตอบสิ่งนั้นแทน ที่มากกว่านั้นคือ เรารู้สึกว่าอยู่กับเขาแล้วเป็นคนดีขึ้น เป็นไปเองโดยเขาไม่ต้องมาสั่งสอน มาดุอะไร

ส่วนอาจารย์จุลพร นันทพานิช เราประทับใจว่าเขาเนิร์ดเรื่องต้นไม้จริงๆ ยังไม่เคยเจอใครเนิร์ดเรื่องต้นไม้เท่านี้ แล้วก็รู้สึกว่าเขารักต้นไม้ รักป่าจริงๆ จากท่าที คำพูดเวลาที่เขาพาไปปลูกต้นไม้ เรารู้สึกว่าเขาประณีต ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะปลูกป่าน่าไปปลูกป่ากับอาจารย์

ทำอาหาร ทำอาหาร มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ทำไมหลักสูตรของมหาลัยนี้ไม่มีการวัดผลด้วยข้อสอบ

เราไม่เชื่อว่าถ้าเจอวิกฤตการณ์เราจะรอดได้ด้วยการแข่งขัน เรารอดได้เพราะช่วยกัน แต่ในระบบการศึกษาฝึกให้คนแข่งขัน เราเลยคิดว่าอยากเอาสิ่งนี้ออก อยากฝึกให้ช่วยกันมากกว่า เปลี่ยนจากเกมแบบ competitive เป็นเกมแบบ co-operative บ้าง เราว่ามันยั่งยืนกว่า

แล้วเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ เราก็จะเน้น community-based learning คือเรารู้สึกว่าโครงสร้างการศึกษาทั้งหมดมีรูปแบบที่แบ่งแยกคนเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องสอบแข่งขัน เรื่องไปทำการบ้านต่างหาก ทั้งที่ชีวิตการทำงาน คุณต้องทำงานกับคนอื่นตลอด แล้วในที่สุดมันก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นเฉพาะทาง คือยิ่งเรียนสูง ยิ่งทำอย่างอื่นไม่เป็น ซึ่งถ้าไม่มีทักษะดำรงชีวิตพื้นฐาน มันจะคับแคบมาก พี่โจน จันได เชื่อเรื่องการใช้ชีวิตเป็นทรงกลม ถ้ากลมแล้ว จะไปเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ไปเลย

คิดว่าการเรียน 9 เดือนยาวนานมั้ย

ไม่ สั้นหรือยาวอยู่ที่เราเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเราเปรียบเทียบกับค่ายฤดูร้อน แน่นอน หลักสูตรนี้ดูยาวกว่าค่ายฤดูร้อนทั่วไป แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเวลา 50 – 60 ปีในชีวิตที่เราไปทำอะไรก็ไม่รู้โดยไม่รู้จักตัวเอง ทำตามกัน 1 ปีมันสั้นมากเลยนะเมื่อเทียบกับทั้งชีวิต

ผ้ามัดย้อม

ย้อมผ้า ผ้ามัดย้อม ย้อมผ้า

แล้วค่าเทอมแค่ 60,000 บาทสำหรับ 3 เทอมไม่ถูกเกินไปเหรอ

เราอาจจะขอเงินกันความผิดพลาดเพิ่มเติมบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคิดในฐานคิดว่าจะช่วยนักศึกษายังไง แน่นอน ค่าเทอมเท่านี้เทียบกับของโรงเรียนอินเตอร์แล้วถูกมาก เทียบกับงบไปเที่ยวญี่ปุ่น 1 ทริปแล้วถูกมาก แต่เงินของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่ม ความหมายมันต่างกันมากนะ ซึ่งเราไม่เชื่อในความยุติธรรมแบบแข็งตัว สมมติเอาคนขาเป๋มาออกวิ่งที่จุดเดียวกับคนที่ร่างกายพร้อม บอกให้วิ่งแข่งกัน แล้วบอกว่ายุติธรรมเพราะเริ่มที่จุดเดียวกัน เราว่าไม่ใช่แล้ว มันต้องพยุงคนขาเป๋ก่อน

คุณใช้เวลา 9 เดือนสอนนักศึกษาได้ 12 คน น้อยไปมั้ยเมื่อเทียบกับหลักสูตรทั่วไปที่อาจผลิตนักศึกษาได้เป็นร้อย

เราเลิกคิดเรื่องปริมาณไปแล้ว ถ้าคิดเรื่องนี้จะพูดยาก แต่ยกตัวอย่างเล่นๆ สมมติทริปนี้จบแล้วเกิดคนที่ไม่เบียดเบียนใครขึ้นคนหนึ่ง โห ลดปัญหาโลกได้เยอะเลยนะ แล้วก็มีเพื่อนแนะนำเราด้วยว่า ให้พาคนทำสารคดีไปด้วย ประโยชน์จะได้เกิดกับคนอีกเป็นพัน เป็นหมื่น

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ระหว่างสร้างหลักสูตรที่พาคนออกไปเรียนรู้ คุณเองเรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การรักษาสมดุลระหว่างความคิดว่าเราจะวางใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี กับความคิดว่าต้องรอบคอบกว่านี้ ต้องทำสิ่งนี้เพิ่ม เพราะความรอบคอบส่วนหนึ่งมาคู่กับความไม่ไว้วางใจ แต่ถ้าเราหลับหูหลับตาไว้วางใจ กลายเป็นความประมาท

สิ่งที่คุณทำมีความเป็นการศึกษาทางเลือกสูงมาก คิดมั้ยว่าพ่อแม่ของหนุ่มสาวอาจไม่เข้าใจ

เราเชื่อว่ามีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งคนที่เข้าใจน่าจะพอดีกับจำนวนที่เรามีขีดความสามารถในการรับ ณ ขณะนี้ แต่เราก็หวังใจลึกๆ ว่าโปรแกรมนี้จะสำเร็จมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเกิดหลักสูตรแบบ Gap Year Program ย่อยๆ เต็มไปหมด แต่ละคนลุกขึ้นมาทำเอง ถึงขั้นเราไม่ทำก็ได้ อันนี้สบายเลยนะ แล้วเราไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาทำแนวนี้ด้วย หลังจากนี้ ถ้ามีคนมุ่งไปทางศิลปะเลยก็ได้ เดือนนี้สอนปั้น เดือนนี้สอนวาด เอาเลย ที่เราอยากทำเรื่องความรักและธรรมชาติเพราะเป็นเรื่องสำคัญ

ในฐานะที่ได้เปิดเกม เราก็อยากเขี่ยบอลให้ดีที่สุด

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหลักสูตร Gap Year Program

  1. Gap Year Program รับนักศึกษาจำนวน 14 คน อายุระหว่าง 17-25 ปี (แต่ถ้าใครอายุเกินแล้วอยากมามาก ลองคุยกันหลังไมค์ได้) โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
  2. หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ.2561 ทาง www.collegeofloveandnature.com
  3. หลักสูตรใช้ระยะเวลาการเรียนประมาณ 9 เดือน  ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2562
  4. การเรียนแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษา มีช่วงปิดภาคเรียน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วัน
  5. หลักสูตรนี้มีช่วงทดลองเรียน 2 อาทิตย์ให้นักศึกษาที่ผ่านการสัมภาษณ์ได้สัมผัสการเรียนจริงก่อนตัดสินใจ
  6. การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้สอน
  7. การเดินทางจะใช้วิธีเดินทางโดยรถตู้ไปสู่แหล่งเรียนรู้แต่ละแห่ง
  8. ค่าเทอมสำหรับ 3 ภาคการศึกษา รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ส่วนค่าอาหารและน้ำมันรถ ใช้วิธีลงขันกัน 
  9. ไม่มีการวัดผลเพื่อจบหลักสูตร แต่ใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก ทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริปได้ เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 
  10. ผู้ที่ผ่านการเรียน Gap Year Program จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง
Facebook l มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load