7 กุมภาพันธ์ 2561
11 K

วันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์กับเจ้าของ ‘มหาลัย’ คนหนึ่ง

ไม่ได้บังเอิญเขียนผิด แต่เพราะพื้นที่การเรียนรู้นี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในระบบ หากเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาแบบทางเลือกสำหรับหนุ่มสาว และดังนั้น คนที่ฉันได้เจอจึงไม่ใช่ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุดสูทเต็มยศ แต่เป็นชายหนุ่มในชุดเสื้อตัวโคร่ง กางเกงขาบาน และรองเท้าแตะ

นี่คือ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ ผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’

ดูจากข้อมูลทั่วไป กิตติพงษ์คือผู้ที่ไปได้ดีในระบบการศึกษาและสังคมมาตรฐาน เขาคือเด็กนักเรียนห้องคิงในวัยมัธยม นักศึกษาผู้สอบเข้าได้เป็นที่ 1 ของคณะในวัยมหาวิทยาลัย และชายหนุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง production house ชื่อว่า กระต่ายตื่นตัว ที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ

แต่เมื่อค้นลึกกว่านั้น ชายตรงหน้าฉันคือคนที่อยากเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพโรงเรียนและสังคม

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ในวัยเด็ก เขาอาจหาญเขียนบทความวิจารณ์โรงเรียน แล้วซีรอกซ์แจกผู้อำนวยการและทุกกลุ่มสาระ ในวัยรุ่น เขาเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อด้านงานเพื่อสังคมเพราะอยากปฏิรูปประเทศ และหลังเรียนจบ เขาเอ่ยปากบอกเพื่อนร่วมงานว่า ขอลาออกไปร่วมทำเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านกับ โจน จันได ปราชญ์ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองที่ชื่อว่า พันพรรณ

แล้วหลังจากฝังตัวที่นั่น 4 ปี เขาก็เดินออกมาด้วยความฝันอยากเป็นครู

กิติพงษ์ก่อตั้งพื้นที่การศึกษาทางเลือก แล้วคิดค้นหลักสูตรการเรียนรู้เคลื่อนที่สำหรับนักศึกษา 14 ชีวิตในชื่อ ‘Gap Year Program’ อ้างอิงจาก ‘Gap Year’ หรือช่วงเวลาที่หนุ่มสาวชาวตะวันตกออกค้นหาตัวเอง ใช้เวลา 1 ปีหยุดพักจากการเรียนและการหางาน เพื่อค้นหาตัวเองผ่านการออกไปใช้ชีวิต

เขาเชิญชวนหนุ่มสาวชาวไทยใช้เวลา 9 เดือน หรือ 3 ภาคเรียน ออกค้นหาตัวเองผ่านการเรียนรู้และลงมือทำกับปราชญ์ทั่วประเทศ

ไม่มีเลกเชอร์แสนน่าเบื่อ ไม่มีข้อสอบแสนกดดัน มีเพียงการเรียนรู้ในบรรยากาศเป็นมิตร ผ่านวิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้สอนหลากแขนง ตั้งแต่ทำนา สร้างบ้าน เรียนรู้วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ปลูกป่า ออกแบบบอร์ดเกม ฯลฯ

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ที่สำคัญไม่แพ้ความรู้คือ นักศึกษาจะได้เจอผู้รู้ตัวจริงที่มาทุ่มเทใจสอนแบบไม่คิดค่าตัว

ไม่ว่าจะเป็นโจน จันได ปราชญ์ผู้เป็นแรงบันดาลใจของกิตติพงษ์และผู้แสวงหาชีวิตทางเลือกมากมาย จุลพร นันทพานิช อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการปลูกป่า ประมวล เพ็งจันทร์ ปราชญ์ผู้เดินเท้าค้นหาความหมายชีวิตจากเชียงใหม่ถึงบ้านเกิดที่สมุย และ เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการสอนโดยใช้เกมที่สนุกสนานเป็นเครื่องมือ

หากใครยังสงสัยว่าบรรยากาศการเรียนจริงเป็นยังไง หลักสูตรนี้มีค่าย demo ให้ทดลองเรียนก่อนเปิดภาคเรียนจริงเพื่อตัดสินใจ

หากใครกังวลเรื่องวุฒิการศึกษา นักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรนี้จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง และถ้าใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก สามารถทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริป เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 

แน่นอน-รายละเอียดด้านบนเป็นเพียงน้ำจิ้มหนึ่งหยดจากห้องเรียนเคลื่อนที่นี้

ส่วนเรื่องราวมากกว่านั้น กิตติพงษ์ชวนฉันเดินไปสนทนาในสวนสาธารณะ เพราะไม่ชอบความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ

แล้วฉันก็นั่งลงคุยกับเจ้าของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ-กลางธรรมชาติ ถึงเรื่องการศึกษา มหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่อยากให้หนุ่มสาวงอกงาม

ไม่แพ้ต้นไม้รอบตัวเราตอนนี้

ก้าวเดิน

นิยามคำว่า ‘การศึกษา’ สำหรับคุณคืออะไร

หมายถึงการเติบโต อาจไม่ใช่การเติบโตทางร่างกาย อาจเป็นการเติบโตทางนามธรรมบางอย่าง เช่น ความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณ แล้วก็อาจไม่ใช่การไปเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโต อย่างวันนี้เรามาเจอกัน เราอาจไม่ได้คิดว่าจะมาเรียนรู้อะไรกัน แต่เราเชื่อว่ามันเกิดการศึกษาขึ้นแล้ว การศึกษาที่ดีควรสนุกด้วย เพราะตอนคนไม่สนุก เขาจะไม่ค่อยได้เรียนรู้

คุณเคยบอกว่า 4 ปีที่พันพรรณให้อะไรคุณมากกว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย ที่นั่นสอนอะไรคุณบ้าง

เราไปพันพรรณโดยไม่ได้คาดหวัง คิดว่าจะไปทำงาน ไปถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ เราเลยได้อะไรเยอะมาก ในแง่บุคคล เราได้เจอคนดีเยอะ ในแง่ความรู้ติดตัว เราได้ทักษะเพราะได้ลงมือทำทุกวัน แล้วพี่โจนเป็นคนให้พื้นที่ ถ้าไม่ได้ผิดจริงๆ ไม่เดินมาทักด้วย ให้ลองไปเลย เดี๋ยวรู้เอง พี่โจนไม่มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่อยากได้ เพราะลึกๆ ตั้งแต่เด็ก เรามองหาพื้นที่ที่ไม่ถูกจัดการโดยอำนาจแบบพีระมิด เราโตมากับการเล่นกับเพื่อน เป็นคนเพื่อนเยอะ ดังนั้นพื้นที่ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของเพื่อนจะไม่ค่อยอิน เราเลยอยู่พันพรรณได้นานเพราะมันไม่มีสิ่งนี้

ไร่นา การเกษตร

ความคิดที่อยากเป็นครูเกิดขึ้นตอนไหน

น่าจะเป็นสมัยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Rookies มือใหม่ไฟแรง พระเอกเป็นครูที่ดูแลชมรมเบสบอลชื่อว่า คาวาโต้ เด็กนักเรียนในชมรมของเขาเป็นแก๊งเด็กไม่ได้เรื่อง ส่วนใหญ่มาอยู่ชมรมนี้เพราะกะว่าเป็นชมรมว่าง แต่เผอิญมีเด็กคนหนึ่งอยากเล่นเบสบอลขึ้นมาจริงๆ เขาเลยบอกว่า ถ้ามีคนจะเล่น ทุกคนต้องเล่นแล้ว แล้วก็ค่อยๆ พาเด็กทั้งหมดมาเล่นเบสบอลแบบจริงจังได้ เราก็ประทับใจ

พอมาอยู่พันพรรณ เราไม่ได้นึกถึงเรื่องการเป็นครูมาก่อนจนช่วงที่อกหัก อันนี้พีกนะ ต้องกลับบ้านเลย แล้วระหว่างนั้นเราเหมือนได้ยินเสียงข้างในใจบอกว่า ไปเป็นครูเถอะ เราก็คิดว่าขอพิจารณาก่อนสัก 3 เดือน จนรู้สึกว่ามั่นใจแล้ว ก็เลยถ่ายทอดวิทยายุทธ์เรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ให้คนอื่นในพันพรรณทำต่อ แล้วเราก็ออกมา ความตั้งใจคือไปเป็นครูมัธยมปลายเลย เพราะเราอยากทำงานกับวัยรุ่น รู้สึกว่าสนุกดี

แล้วทำไมถึงไม่ได้กลายเป็นครูตามโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือกที่มีถึงระดับ ม.ปลาย นี่เราติดต่อหมดทั้งประเทศแล้ว แต่มีเหตุไม่ลงตัว โรงเรียนนี้เต็มแล้ว โรงเรียนนี้ไม่ติดต่อกลับ เราก็ซึมไปพักหนึ่ง เพราะออกจากพันพรรณด้วยความรู้สึกว่าหลายคนอวยพร พี่โจนบอกว่า ผมดีใจมากเลยตอนที่ป๊อบบอกว่าอยากเป็นครู ป๊อบเข้ากับเด็กวัยรุ่นได้ดีมาก จนมีน้องทักมาว่า ผมมีข้อแนะนำ หนึ่งในนั้นคือ ทำไมพี่ไม่ลองเปิดโรงเรียนเองล่ะ เราก็คิดหนักเลย จนผ่านไปประมาณเดือนหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะเปิดมหาวิทยาลัยเอง

ตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

เราไม่มีทีม ทุนก็ไม่มี ที่ก็ยังไม่มี แต่เราเชื่อว่าถ้าสิ่งที่จะทำสอดคล้องกับสิ่งที่ควรเกิด สุดท้ายมันจะเกิดขึ้น

ห้องเรียนทางเลือก ห้องเรียนทางเลือก หลักสูตรทางเลือก

แก่นของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติคืออะไร

เราอยากให้มหาลัยนี้เป็นความโชคดีของคนเรียน ข้อแรกคือ อยากให้แต่ละคนรู้สึกมีอิสระ เป็นอิสระจากข้างในเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งเกิดจากการทำบางสิ่งจนพบว่าทำได้ เช่น จากทำอะไรไม่เป็นก็เริ่มต่อเสาเป็น ตีหลังคาขึ้นมา สักพักหนึ่งเราจะรู้สึกว่าสร้างบ้านได้แล้วล่ะ จนค้นพบว่าที่จริงบนโลกนี้เราทำอะไรก็ได้

ข้อถัดมาคือ พอรู้สึกมั่นใจ ความรู้สึกนี้จะเชื่อมโยงกับคำถามว่า เราต้องการทำอะไร คุณค่าที่เราให้ค่าอยู่ตรงไหน และจะเริ่มเห็นว่า การดำรงอยู่ของเรามีค่ามาก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม พอสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่าทุกอย่างมีค่า แล้วความรู้สึกไม่อยากเบียดเบียนจะมาเอง เกิดความผาสุก

แล้วก็มาสู่ข้อสุดท้ายคือ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ อะไรคือของขวัญที่เราต้องการให้กับโลกใบนี้ เราเชื่อว่าทุกคนมีอยู่แล้ว มันอาจเล็กน้อยมาก รดน้ำต้นไม้ต้นนี้วันละหยดก็ได้ ทุกอย่างมีคุณค่าในแบบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือพอเราได้ทำ รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ เราจะมีพลังชีวิต แล้วทุกวันจะมีความหมาย

สิ่งสำคัญที่คุณอยากสอนนักศึกษาคืออะไร

เราอยากสอนให้ทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ หมายถึงทั้งรู้จักและมีความสัมพันธ์ เช่น การเชื่อมต่อกับอาหาร เงินไม่ได้เป็นตัวปัญหา มันเป็นแค่สื่อกลาง แต่พอเราใช้เงินจนชินก็ไม่รู้แล้วว่า สิ่งนี้มันมาจากไหน ถ้าเด็กบางคนไม่รู้ก็คิดว่าโยเกิร์ตไม่ได้มาจากวัว แต่มาจากซูเปอร์มาร์เก็ต พอไม่เชื่อมต่อก็ไม่เห็นคุณค่า พอไม่เห็นคุณค่า เราก็ใช้อย่างเดียว เรารู้สึกว่าหัวใจที่มีเมตตา มีความรัก มีรอยต่อกับสิ่งต่างๆ มีค่ามาก เพราะฉะนั้น เรากลับไปตรงนั้นได้มั้ย แล้วเราจะตัดสินใจหลายอย่างในชีวิตประจำวันดีกว่านี้มาก และจะมีความสุขขึ้น

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ทำไมคนไม่ชอบเดินทางอย่างคุณถึงคิดจะให้มหาลัยนี้สอนด้วยหลักสูตรเคลื่อนที่

เพราะว่าเราหาที่ตั้งมหาวิทยาลัยลงตัวไม่ได้ บางอันอยู่ไกล บางอันภูมิประเทศไม่ได้ เป็นเขาเลย แล้วปีที่ผ่านมาเราเดินทางดูที่ทั้งปี สุดท้ายก็รู้สึกว่าขนาดตัวเองไม่ชอบเดินทางยังรับได้ คนที่ชอบคงสนุกมาก (หัวเราะ)

คุณเลือกคนที่จะมาสอนในหลักสูตรยังไง เลือกจากความเชี่ยวชาญหรือเปล่า

ก่อนอื่นเลย หลักสูตรนี้ชวนเฉพาะคนที่เรารู้สึกว่าเชื่อในความเท่าเทียม เชื่อในความเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นครูแนวสั่งสอนจะไม่ชวนเลย สองคือ เขาใจดี ไม่มีความคิดเอาเปรียบ นักศึกษาได้ไปเจอคนเหล่านี้แล้วจะได้ซึมซับสิ่งดี จากนั้นก็ค่อยมาดูสิ่งที่เขารู้จากการลงมือทำ ไม่ได้จำใครมาบอก พอปลดล็อกเอง วิธีสอนจะเป็นอีกแบบ จะจับต้องได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่บอกได้ว่าทำยังไง แต่พาให้ทุกคนทำเหมือนเขาได้ด้วย คุณสมบัติเหล่านี้หายากมาก แต่ประเทศไทยก็ยังมีคนแบบนี้เยอะมาก คำถามคือ ทำไมเราไม่เรียนกับคนแบบนี้ สนุกกว่าตั้งเยอะ ไปเรียนในห้องเรียนทำไม

อย่างอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่ตอบคำถามเราได้ทุกคำถามนะ บางคำตอบตอบไม่ตรงคำถาม แต่ตอบสิ่งที่ลึกไปกว่าสิ่งที่เราถาม ราวกับสัมผัสรู้ถึงความสงสัยหรือความติดขัดที่เป็นรากแล้วไปตอบสิ่งนั้นแทน ที่มากกว่านั้นคือ เรารู้สึกว่าอยู่กับเขาแล้วเป็นคนดีขึ้น เป็นไปเองโดยเขาไม่ต้องมาสั่งสอน มาดุอะไร

ส่วนอาจารย์จุลพร นันทพานิช เราประทับใจว่าเขาเนิร์ดเรื่องต้นไม้จริงๆ ยังไม่เคยเจอใครเนิร์ดเรื่องต้นไม้เท่านี้ แล้วก็รู้สึกว่าเขารักต้นไม้ รักป่าจริงๆ จากท่าที คำพูดเวลาที่เขาพาไปปลูกต้นไม้ เรารู้สึกว่าเขาประณีต ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะปลูกป่าน่าไปปลูกป่ากับอาจารย์

ทำอาหาร ทำอาหาร มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ทำไมหลักสูตรของมหาลัยนี้ไม่มีการวัดผลด้วยข้อสอบ

เราไม่เชื่อว่าถ้าเจอวิกฤตการณ์เราจะรอดได้ด้วยการแข่งขัน เรารอดได้เพราะช่วยกัน แต่ในระบบการศึกษาฝึกให้คนแข่งขัน เราเลยคิดว่าอยากเอาสิ่งนี้ออก อยากฝึกให้ช่วยกันมากกว่า เปลี่ยนจากเกมแบบ competitive เป็นเกมแบบ co-operative บ้าง เราว่ามันยั่งยืนกว่า

แล้วเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ เราก็จะเน้น community-based learning คือเรารู้สึกว่าโครงสร้างการศึกษาทั้งหมดมีรูปแบบที่แบ่งแยกคนเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องสอบแข่งขัน เรื่องไปทำการบ้านต่างหาก ทั้งที่ชีวิตการทำงาน คุณต้องทำงานกับคนอื่นตลอด แล้วในที่สุดมันก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นเฉพาะทาง คือยิ่งเรียนสูง ยิ่งทำอย่างอื่นไม่เป็น ซึ่งถ้าไม่มีทักษะดำรงชีวิตพื้นฐาน มันจะคับแคบมาก พี่โจน จันได เชื่อเรื่องการใช้ชีวิตเป็นทรงกลม ถ้ากลมแล้ว จะไปเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ไปเลย

คิดว่าการเรียน 9 เดือนยาวนานมั้ย

ไม่ สั้นหรือยาวอยู่ที่เราเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเราเปรียบเทียบกับค่ายฤดูร้อน แน่นอน หลักสูตรนี้ดูยาวกว่าค่ายฤดูร้อนทั่วไป แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเวลา 50 – 60 ปีในชีวิตที่เราไปทำอะไรก็ไม่รู้โดยไม่รู้จักตัวเอง ทำตามกัน 1 ปีมันสั้นมากเลยนะเมื่อเทียบกับทั้งชีวิต

ผ้ามัดย้อม

ย้อมผ้า ผ้ามัดย้อม ย้อมผ้า

แล้วค่าเทอมแค่ 60,000 บาทสำหรับ 3 เทอมไม่ถูกเกินไปเหรอ

เราอาจจะขอเงินกันความผิดพลาดเพิ่มเติมบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคิดในฐานคิดว่าจะช่วยนักศึกษายังไง แน่นอน ค่าเทอมเท่านี้เทียบกับของโรงเรียนอินเตอร์แล้วถูกมาก เทียบกับงบไปเที่ยวญี่ปุ่น 1 ทริปแล้วถูกมาก แต่เงินของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่ม ความหมายมันต่างกันมากนะ ซึ่งเราไม่เชื่อในความยุติธรรมแบบแข็งตัว สมมติเอาคนขาเป๋มาออกวิ่งที่จุดเดียวกับคนที่ร่างกายพร้อม บอกให้วิ่งแข่งกัน แล้วบอกว่ายุติธรรมเพราะเริ่มที่จุดเดียวกัน เราว่าไม่ใช่แล้ว มันต้องพยุงคนขาเป๋ก่อน

คุณใช้เวลา 9 เดือนสอนนักศึกษาได้ 12 คน น้อยไปมั้ยเมื่อเทียบกับหลักสูตรทั่วไปที่อาจผลิตนักศึกษาได้เป็นร้อย

เราเลิกคิดเรื่องปริมาณไปแล้ว ถ้าคิดเรื่องนี้จะพูดยาก แต่ยกตัวอย่างเล่นๆ สมมติทริปนี้จบแล้วเกิดคนที่ไม่เบียดเบียนใครขึ้นคนหนึ่ง โห ลดปัญหาโลกได้เยอะเลยนะ แล้วก็มีเพื่อนแนะนำเราด้วยว่า ให้พาคนทำสารคดีไปด้วย ประโยชน์จะได้เกิดกับคนอีกเป็นพัน เป็นหมื่น

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ระหว่างสร้างหลักสูตรที่พาคนออกไปเรียนรู้ คุณเองเรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การรักษาสมดุลระหว่างความคิดว่าเราจะวางใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี กับความคิดว่าต้องรอบคอบกว่านี้ ต้องทำสิ่งนี้เพิ่ม เพราะความรอบคอบส่วนหนึ่งมาคู่กับความไม่ไว้วางใจ แต่ถ้าเราหลับหูหลับตาไว้วางใจ กลายเป็นความประมาท

สิ่งที่คุณทำมีความเป็นการศึกษาทางเลือกสูงมาก คิดมั้ยว่าพ่อแม่ของหนุ่มสาวอาจไม่เข้าใจ

เราเชื่อว่ามีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งคนที่เข้าใจน่าจะพอดีกับจำนวนที่เรามีขีดความสามารถในการรับ ณ ขณะนี้ แต่เราก็หวังใจลึกๆ ว่าโปรแกรมนี้จะสำเร็จมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเกิดหลักสูตรแบบ Gap Year Program ย่อยๆ เต็มไปหมด แต่ละคนลุกขึ้นมาทำเอง ถึงขั้นเราไม่ทำก็ได้ อันนี้สบายเลยนะ แล้วเราไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาทำแนวนี้ด้วย หลังจากนี้ ถ้ามีคนมุ่งไปทางศิลปะเลยก็ได้ เดือนนี้สอนปั้น เดือนนี้สอนวาด เอาเลย ที่เราอยากทำเรื่องความรักและธรรมชาติเพราะเป็นเรื่องสำคัญ

ในฐานะที่ได้เปิดเกม เราก็อยากเขี่ยบอลให้ดีที่สุด

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหลักสูตร Gap Year Program

  1. Gap Year Program รับนักศึกษาจำนวน 14 คน อายุระหว่าง 17-25 ปี (แต่ถ้าใครอายุเกินแล้วอยากมามาก ลองคุยกันหลังไมค์ได้) โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
  2. หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ.2561 ทาง www.collegeofloveandnature.com
  3. หลักสูตรใช้ระยะเวลาการเรียนประมาณ 9 เดือน  ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2562
  4. การเรียนแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษา มีช่วงปิดภาคเรียน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วัน
  5. หลักสูตรนี้มีช่วงทดลองเรียน 2 อาทิตย์ให้นักศึกษาที่ผ่านการสัมภาษณ์ได้สัมผัสการเรียนจริงก่อนตัดสินใจ
  6. การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้สอน
  7. การเดินทางจะใช้วิธีเดินทางโดยรถตู้ไปสู่แหล่งเรียนรู้แต่ละแห่ง
  8. ค่าเทอมสำหรับ 3 ภาคการศึกษา รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ส่วนค่าอาหารและน้ำมันรถ ใช้วิธีลงขันกัน 
  9. ไม่มีการวัดผลเพื่อจบหลักสูตร แต่ใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก ทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริปได้ เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 
  10. ผู้ที่ผ่านการเรียน Gap Year Program จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง
Facebook l มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ
7 กุมภาพันธ์ 2561
11 K

วันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์กับเจ้าของ ‘มหาลัย’ คนหนึ่ง

ไม่ได้บังเอิญเขียนผิด แต่เพราะพื้นที่การเรียนรู้นี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในระบบ หากเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาแบบทางเลือกสำหรับหนุ่มสาว และดังนั้น คนที่ฉันได้เจอจึงไม่ใช่ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุดสูทเต็มยศ แต่เป็นชายหนุ่มในชุดเสื้อตัวโคร่ง กางเกงขาบาน และรองเท้าแตะ

นี่คือ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ ผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’

ดูจากข้อมูลทั่วไป กิตติพงษ์คือผู้ที่ไปได้ดีในระบบการศึกษาและสังคมมาตรฐาน เขาคือเด็กนักเรียนห้องคิงในวัยมัธยม นักศึกษาผู้สอบเข้าได้เป็นที่ 1 ของคณะในวัยมหาวิทยาลัย และชายหนุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง production house ชื่อว่า กระต่ายตื่นตัว ที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ

แต่เมื่อค้นลึกกว่านั้น ชายตรงหน้าฉันคือคนที่อยากเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพโรงเรียนและสังคม

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ในวัยเด็ก เขาอาจหาญเขียนบทความวิจารณ์โรงเรียน แล้วซีรอกซ์แจกผู้อำนวยการและทุกกลุ่มสาระ ในวัยรุ่น เขาเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อด้านงานเพื่อสังคมเพราะอยากปฏิรูปประเทศ และหลังเรียนจบ เขาเอ่ยปากบอกเพื่อนร่วมงานว่า ขอลาออกไปร่วมทำเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านกับ โจน จันได ปราชญ์ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองที่ชื่อว่า พันพรรณ

แล้วหลังจากฝังตัวที่นั่น 4 ปี เขาก็เดินออกมาด้วยความฝันอยากเป็นครู

กิติพงษ์ก่อตั้งพื้นที่การศึกษาทางเลือก แล้วคิดค้นหลักสูตรการเรียนรู้เคลื่อนที่สำหรับนักศึกษา 14 ชีวิตในชื่อ ‘Gap Year Program’ อ้างอิงจาก ‘Gap Year’ หรือช่วงเวลาที่หนุ่มสาวชาวตะวันตกออกค้นหาตัวเอง ใช้เวลา 1 ปีหยุดพักจากการเรียนและการหางาน เพื่อค้นหาตัวเองผ่านการออกไปใช้ชีวิต

เขาเชิญชวนหนุ่มสาวชาวไทยใช้เวลา 9 เดือน หรือ 3 ภาคเรียน ออกค้นหาตัวเองผ่านการเรียนรู้และลงมือทำกับปราชญ์ทั่วประเทศ

ไม่มีเลกเชอร์แสนน่าเบื่อ ไม่มีข้อสอบแสนกดดัน มีเพียงการเรียนรู้ในบรรยากาศเป็นมิตร ผ่านวิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้สอนหลากแขนง ตั้งแต่ทำนา สร้างบ้าน เรียนรู้วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ปลูกป่า ออกแบบบอร์ดเกม ฯลฯ

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ที่สำคัญไม่แพ้ความรู้คือ นักศึกษาจะได้เจอผู้รู้ตัวจริงที่มาทุ่มเทใจสอนแบบไม่คิดค่าตัว

ไม่ว่าจะเป็นโจน จันได ปราชญ์ผู้เป็นแรงบันดาลใจของกิตติพงษ์และผู้แสวงหาชีวิตทางเลือกมากมาย จุลพร นันทพานิช อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการปลูกป่า ประมวล เพ็งจันทร์ ปราชญ์ผู้เดินเท้าค้นหาความหมายชีวิตจากเชียงใหม่ถึงบ้านเกิดที่สมุย และ เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการสอนโดยใช้เกมที่สนุกสนานเป็นเครื่องมือ

หากใครยังสงสัยว่าบรรยากาศการเรียนจริงเป็นยังไง หลักสูตรนี้มีค่าย demo ให้ทดลองเรียนก่อนเปิดภาคเรียนจริงเพื่อตัดสินใจ

หากใครกังวลเรื่องวุฒิการศึกษา นักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรนี้จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง และถ้าใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก สามารถทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริป เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 

แน่นอน-รายละเอียดด้านบนเป็นเพียงน้ำจิ้มหนึ่งหยดจากห้องเรียนเคลื่อนที่นี้

ส่วนเรื่องราวมากกว่านั้น กิตติพงษ์ชวนฉันเดินไปสนทนาในสวนสาธารณะ เพราะไม่ชอบความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ

แล้วฉันก็นั่งลงคุยกับเจ้าของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ-กลางธรรมชาติ ถึงเรื่องการศึกษา มหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่อยากให้หนุ่มสาวงอกงาม

ไม่แพ้ต้นไม้รอบตัวเราตอนนี้

ก้าวเดิน

นิยามคำว่า ‘การศึกษา’ สำหรับคุณคืออะไร

หมายถึงการเติบโต อาจไม่ใช่การเติบโตทางร่างกาย อาจเป็นการเติบโตทางนามธรรมบางอย่าง เช่น ความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณ แล้วก็อาจไม่ใช่การไปเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโต อย่างวันนี้เรามาเจอกัน เราอาจไม่ได้คิดว่าจะมาเรียนรู้อะไรกัน แต่เราเชื่อว่ามันเกิดการศึกษาขึ้นแล้ว การศึกษาที่ดีควรสนุกด้วย เพราะตอนคนไม่สนุก เขาจะไม่ค่อยได้เรียนรู้

คุณเคยบอกว่า 4 ปีที่พันพรรณให้อะไรคุณมากกว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย ที่นั่นสอนอะไรคุณบ้าง

เราไปพันพรรณโดยไม่ได้คาดหวัง คิดว่าจะไปทำงาน ไปถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ เราเลยได้อะไรเยอะมาก ในแง่บุคคล เราได้เจอคนดีเยอะ ในแง่ความรู้ติดตัว เราได้ทักษะเพราะได้ลงมือทำทุกวัน แล้วพี่โจนเป็นคนให้พื้นที่ ถ้าไม่ได้ผิดจริงๆ ไม่เดินมาทักด้วย ให้ลองไปเลย เดี๋ยวรู้เอง พี่โจนไม่มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่อยากได้ เพราะลึกๆ ตั้งแต่เด็ก เรามองหาพื้นที่ที่ไม่ถูกจัดการโดยอำนาจแบบพีระมิด เราโตมากับการเล่นกับเพื่อน เป็นคนเพื่อนเยอะ ดังนั้นพื้นที่ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของเพื่อนจะไม่ค่อยอิน เราเลยอยู่พันพรรณได้นานเพราะมันไม่มีสิ่งนี้

ไร่นา การเกษตร

ความคิดที่อยากเป็นครูเกิดขึ้นตอนไหน

น่าจะเป็นสมัยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Rookies มือใหม่ไฟแรง พระเอกเป็นครูที่ดูแลชมรมเบสบอลชื่อว่า คาวาโต้ เด็กนักเรียนในชมรมของเขาเป็นแก๊งเด็กไม่ได้เรื่อง ส่วนใหญ่มาอยู่ชมรมนี้เพราะกะว่าเป็นชมรมว่าง แต่เผอิญมีเด็กคนหนึ่งอยากเล่นเบสบอลขึ้นมาจริงๆ เขาเลยบอกว่า ถ้ามีคนจะเล่น ทุกคนต้องเล่นแล้ว แล้วก็ค่อยๆ พาเด็กทั้งหมดมาเล่นเบสบอลแบบจริงจังได้ เราก็ประทับใจ

พอมาอยู่พันพรรณ เราไม่ได้นึกถึงเรื่องการเป็นครูมาก่อนจนช่วงที่อกหัก อันนี้พีกนะ ต้องกลับบ้านเลย แล้วระหว่างนั้นเราเหมือนได้ยินเสียงข้างในใจบอกว่า ไปเป็นครูเถอะ เราก็คิดว่าขอพิจารณาก่อนสัก 3 เดือน จนรู้สึกว่ามั่นใจแล้ว ก็เลยถ่ายทอดวิทยายุทธ์เรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ให้คนอื่นในพันพรรณทำต่อ แล้วเราก็ออกมา ความตั้งใจคือไปเป็นครูมัธยมปลายเลย เพราะเราอยากทำงานกับวัยรุ่น รู้สึกว่าสนุกดี

แล้วทำไมถึงไม่ได้กลายเป็นครูตามโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือกที่มีถึงระดับ ม.ปลาย นี่เราติดต่อหมดทั้งประเทศแล้ว แต่มีเหตุไม่ลงตัว โรงเรียนนี้เต็มแล้ว โรงเรียนนี้ไม่ติดต่อกลับ เราก็ซึมไปพักหนึ่ง เพราะออกจากพันพรรณด้วยความรู้สึกว่าหลายคนอวยพร พี่โจนบอกว่า ผมดีใจมากเลยตอนที่ป๊อบบอกว่าอยากเป็นครู ป๊อบเข้ากับเด็กวัยรุ่นได้ดีมาก จนมีน้องทักมาว่า ผมมีข้อแนะนำ หนึ่งในนั้นคือ ทำไมพี่ไม่ลองเปิดโรงเรียนเองล่ะ เราก็คิดหนักเลย จนผ่านไปประมาณเดือนหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะเปิดมหาวิทยาลัยเอง

ตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

เราไม่มีทีม ทุนก็ไม่มี ที่ก็ยังไม่มี แต่เราเชื่อว่าถ้าสิ่งที่จะทำสอดคล้องกับสิ่งที่ควรเกิด สุดท้ายมันจะเกิดขึ้น

ห้องเรียนทางเลือก ห้องเรียนทางเลือก หลักสูตรทางเลือก

แก่นของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติคืออะไร

เราอยากให้มหาลัยนี้เป็นความโชคดีของคนเรียน ข้อแรกคือ อยากให้แต่ละคนรู้สึกมีอิสระ เป็นอิสระจากข้างในเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งเกิดจากการทำบางสิ่งจนพบว่าทำได้ เช่น จากทำอะไรไม่เป็นก็เริ่มต่อเสาเป็น ตีหลังคาขึ้นมา สักพักหนึ่งเราจะรู้สึกว่าสร้างบ้านได้แล้วล่ะ จนค้นพบว่าที่จริงบนโลกนี้เราทำอะไรก็ได้

ข้อถัดมาคือ พอรู้สึกมั่นใจ ความรู้สึกนี้จะเชื่อมโยงกับคำถามว่า เราต้องการทำอะไร คุณค่าที่เราให้ค่าอยู่ตรงไหน และจะเริ่มเห็นว่า การดำรงอยู่ของเรามีค่ามาก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม พอสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่าทุกอย่างมีค่า แล้วความรู้สึกไม่อยากเบียดเบียนจะมาเอง เกิดความผาสุก

แล้วก็มาสู่ข้อสุดท้ายคือ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ อะไรคือของขวัญที่เราต้องการให้กับโลกใบนี้ เราเชื่อว่าทุกคนมีอยู่แล้ว มันอาจเล็กน้อยมาก รดน้ำต้นไม้ต้นนี้วันละหยดก็ได้ ทุกอย่างมีคุณค่าในแบบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือพอเราได้ทำ รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ เราจะมีพลังชีวิต แล้วทุกวันจะมีความหมาย

สิ่งสำคัญที่คุณอยากสอนนักศึกษาคืออะไร

เราอยากสอนให้ทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ หมายถึงทั้งรู้จักและมีความสัมพันธ์ เช่น การเชื่อมต่อกับอาหาร เงินไม่ได้เป็นตัวปัญหา มันเป็นแค่สื่อกลาง แต่พอเราใช้เงินจนชินก็ไม่รู้แล้วว่า สิ่งนี้มันมาจากไหน ถ้าเด็กบางคนไม่รู้ก็คิดว่าโยเกิร์ตไม่ได้มาจากวัว แต่มาจากซูเปอร์มาร์เก็ต พอไม่เชื่อมต่อก็ไม่เห็นคุณค่า พอไม่เห็นคุณค่า เราก็ใช้อย่างเดียว เรารู้สึกว่าหัวใจที่มีเมตตา มีความรัก มีรอยต่อกับสิ่งต่างๆ มีค่ามาก เพราะฉะนั้น เรากลับไปตรงนั้นได้มั้ย แล้วเราจะตัดสินใจหลายอย่างในชีวิตประจำวันดีกว่านี้มาก และจะมีความสุขขึ้น

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ทำไมคนไม่ชอบเดินทางอย่างคุณถึงคิดจะให้มหาลัยนี้สอนด้วยหลักสูตรเคลื่อนที่

เพราะว่าเราหาที่ตั้งมหาวิทยาลัยลงตัวไม่ได้ บางอันอยู่ไกล บางอันภูมิประเทศไม่ได้ เป็นเขาเลย แล้วปีที่ผ่านมาเราเดินทางดูที่ทั้งปี สุดท้ายก็รู้สึกว่าขนาดตัวเองไม่ชอบเดินทางยังรับได้ คนที่ชอบคงสนุกมาก (หัวเราะ)

คุณเลือกคนที่จะมาสอนในหลักสูตรยังไง เลือกจากความเชี่ยวชาญหรือเปล่า

ก่อนอื่นเลย หลักสูตรนี้ชวนเฉพาะคนที่เรารู้สึกว่าเชื่อในความเท่าเทียม เชื่อในความเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นครูแนวสั่งสอนจะไม่ชวนเลย สองคือ เขาใจดี ไม่มีความคิดเอาเปรียบ นักศึกษาได้ไปเจอคนเหล่านี้แล้วจะได้ซึมซับสิ่งดี จากนั้นก็ค่อยมาดูสิ่งที่เขารู้จากการลงมือทำ ไม่ได้จำใครมาบอก พอปลดล็อกเอง วิธีสอนจะเป็นอีกแบบ จะจับต้องได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่บอกได้ว่าทำยังไง แต่พาให้ทุกคนทำเหมือนเขาได้ด้วย คุณสมบัติเหล่านี้หายากมาก แต่ประเทศไทยก็ยังมีคนแบบนี้เยอะมาก คำถามคือ ทำไมเราไม่เรียนกับคนแบบนี้ สนุกกว่าตั้งเยอะ ไปเรียนในห้องเรียนทำไม

อย่างอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่ตอบคำถามเราได้ทุกคำถามนะ บางคำตอบตอบไม่ตรงคำถาม แต่ตอบสิ่งที่ลึกไปกว่าสิ่งที่เราถาม ราวกับสัมผัสรู้ถึงความสงสัยหรือความติดขัดที่เป็นรากแล้วไปตอบสิ่งนั้นแทน ที่มากกว่านั้นคือ เรารู้สึกว่าอยู่กับเขาแล้วเป็นคนดีขึ้น เป็นไปเองโดยเขาไม่ต้องมาสั่งสอน มาดุอะไร

ส่วนอาจารย์จุลพร นันทพานิช เราประทับใจว่าเขาเนิร์ดเรื่องต้นไม้จริงๆ ยังไม่เคยเจอใครเนิร์ดเรื่องต้นไม้เท่านี้ แล้วก็รู้สึกว่าเขารักต้นไม้ รักป่าจริงๆ จากท่าที คำพูดเวลาที่เขาพาไปปลูกต้นไม้ เรารู้สึกว่าเขาประณีต ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะปลูกป่าน่าไปปลูกป่ากับอาจารย์

ทำอาหาร ทำอาหาร มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ทำไมหลักสูตรของมหาลัยนี้ไม่มีการวัดผลด้วยข้อสอบ

เราไม่เชื่อว่าถ้าเจอวิกฤตการณ์เราจะรอดได้ด้วยการแข่งขัน เรารอดได้เพราะช่วยกัน แต่ในระบบการศึกษาฝึกให้คนแข่งขัน เราเลยคิดว่าอยากเอาสิ่งนี้ออก อยากฝึกให้ช่วยกันมากกว่า เปลี่ยนจากเกมแบบ competitive เป็นเกมแบบ co-operative บ้าง เราว่ามันยั่งยืนกว่า

แล้วเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ เราก็จะเน้น community-based learning คือเรารู้สึกว่าโครงสร้างการศึกษาทั้งหมดมีรูปแบบที่แบ่งแยกคนเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องสอบแข่งขัน เรื่องไปทำการบ้านต่างหาก ทั้งที่ชีวิตการทำงาน คุณต้องทำงานกับคนอื่นตลอด แล้วในที่สุดมันก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นเฉพาะทาง คือยิ่งเรียนสูง ยิ่งทำอย่างอื่นไม่เป็น ซึ่งถ้าไม่มีทักษะดำรงชีวิตพื้นฐาน มันจะคับแคบมาก พี่โจน จันได เชื่อเรื่องการใช้ชีวิตเป็นทรงกลม ถ้ากลมแล้ว จะไปเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ไปเลย

คิดว่าการเรียน 9 เดือนยาวนานมั้ย

ไม่ สั้นหรือยาวอยู่ที่เราเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเราเปรียบเทียบกับค่ายฤดูร้อน แน่นอน หลักสูตรนี้ดูยาวกว่าค่ายฤดูร้อนทั่วไป แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเวลา 50 – 60 ปีในชีวิตที่เราไปทำอะไรก็ไม่รู้โดยไม่รู้จักตัวเอง ทำตามกัน 1 ปีมันสั้นมากเลยนะเมื่อเทียบกับทั้งชีวิต

ผ้ามัดย้อม

ย้อมผ้า ผ้ามัดย้อม ย้อมผ้า

แล้วค่าเทอมแค่ 60,000 บาทสำหรับ 3 เทอมไม่ถูกเกินไปเหรอ

เราอาจจะขอเงินกันความผิดพลาดเพิ่มเติมบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคิดในฐานคิดว่าจะช่วยนักศึกษายังไง แน่นอน ค่าเทอมเท่านี้เทียบกับของโรงเรียนอินเตอร์แล้วถูกมาก เทียบกับงบไปเที่ยวญี่ปุ่น 1 ทริปแล้วถูกมาก แต่เงินของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่ม ความหมายมันต่างกันมากนะ ซึ่งเราไม่เชื่อในความยุติธรรมแบบแข็งตัว สมมติเอาคนขาเป๋มาออกวิ่งที่จุดเดียวกับคนที่ร่างกายพร้อม บอกให้วิ่งแข่งกัน แล้วบอกว่ายุติธรรมเพราะเริ่มที่จุดเดียวกัน เราว่าไม่ใช่แล้ว มันต้องพยุงคนขาเป๋ก่อน

คุณใช้เวลา 9 เดือนสอนนักศึกษาได้ 12 คน น้อยไปมั้ยเมื่อเทียบกับหลักสูตรทั่วไปที่อาจผลิตนักศึกษาได้เป็นร้อย

เราเลิกคิดเรื่องปริมาณไปแล้ว ถ้าคิดเรื่องนี้จะพูดยาก แต่ยกตัวอย่างเล่นๆ สมมติทริปนี้จบแล้วเกิดคนที่ไม่เบียดเบียนใครขึ้นคนหนึ่ง โห ลดปัญหาโลกได้เยอะเลยนะ แล้วก็มีเพื่อนแนะนำเราด้วยว่า ให้พาคนทำสารคดีไปด้วย ประโยชน์จะได้เกิดกับคนอีกเป็นพัน เป็นหมื่น

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ระหว่างสร้างหลักสูตรที่พาคนออกไปเรียนรู้ คุณเองเรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การรักษาสมดุลระหว่างความคิดว่าเราจะวางใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี กับความคิดว่าต้องรอบคอบกว่านี้ ต้องทำสิ่งนี้เพิ่ม เพราะความรอบคอบส่วนหนึ่งมาคู่กับความไม่ไว้วางใจ แต่ถ้าเราหลับหูหลับตาไว้วางใจ กลายเป็นความประมาท

สิ่งที่คุณทำมีความเป็นการศึกษาทางเลือกสูงมาก คิดมั้ยว่าพ่อแม่ของหนุ่มสาวอาจไม่เข้าใจ

เราเชื่อว่ามีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งคนที่เข้าใจน่าจะพอดีกับจำนวนที่เรามีขีดความสามารถในการรับ ณ ขณะนี้ แต่เราก็หวังใจลึกๆ ว่าโปรแกรมนี้จะสำเร็จมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเกิดหลักสูตรแบบ Gap Year Program ย่อยๆ เต็มไปหมด แต่ละคนลุกขึ้นมาทำเอง ถึงขั้นเราไม่ทำก็ได้ อันนี้สบายเลยนะ แล้วเราไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาทำแนวนี้ด้วย หลังจากนี้ ถ้ามีคนมุ่งไปทางศิลปะเลยก็ได้ เดือนนี้สอนปั้น เดือนนี้สอนวาด เอาเลย ที่เราอยากทำเรื่องความรักและธรรมชาติเพราะเป็นเรื่องสำคัญ

ในฐานะที่ได้เปิดเกม เราก็อยากเขี่ยบอลให้ดีที่สุด

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหลักสูตร Gap Year Program

  1. Gap Year Program รับนักศึกษาจำนวน 14 คน อายุระหว่าง 17-25 ปี (แต่ถ้าใครอายุเกินแล้วอยากมามาก ลองคุยกันหลังไมค์ได้) โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
  2. หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ.2561 ทาง www.collegeofloveandnature.com
  3. หลักสูตรใช้ระยะเวลาการเรียนประมาณ 9 เดือน  ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2562
  4. การเรียนแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษา มีช่วงปิดภาคเรียน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วัน
  5. หลักสูตรนี้มีช่วงทดลองเรียน 2 อาทิตย์ให้นักศึกษาที่ผ่านการสัมภาษณ์ได้สัมผัสการเรียนจริงก่อนตัดสินใจ
  6. การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้สอน
  7. การเดินทางจะใช้วิธีเดินทางโดยรถตู้ไปสู่แหล่งเรียนรู้แต่ละแห่ง
  8. ค่าเทอมสำหรับ 3 ภาคการศึกษา รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ส่วนค่าอาหารและน้ำมันรถ ใช้วิธีลงขันกัน 
  9. ไม่มีการวัดผลเพื่อจบหลักสูตร แต่ใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก ทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริปได้ เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 
  10. ผู้ที่ผ่านการเรียน Gap Year Program จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง
Facebook l มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load