สายฝนโปรยปราย สองเท้าของเราก้าวย่ำด้วยความเร็ว เพียงอึดใจก็ถึงแพร่งภูธร เบื้องหน้ามีอาคารเก่าสีขาวนวลสูง 2 ชั้น แบบโคโลเนียล เรียงรายล้อมรอบกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างผังเมืองต่างประเทศ หาชมได้ยากในกรุงเทพฯ 

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

ตามเวลานัดหมาย สับปะรดแนน-ณัฐกฤตา พงษ์ธนานิกร ดีเจสาวประจำคลื่น Cat Radio เดินออกมาต้อนรับเราหน้า 1905 Heritage Corner ลักซูรีเกสต์เฮาส์ขนาดกะทัดรัดที่เธอทำร่วมกับ มาร์ค แซล์มอน ชายหนุ่มคนรู้ใจ

สับปะรดแนน-ณัฐกฤตา พงษ์ธนานิกร ดีเจสาวประจำคลื่น Cat Radio และ มาร์ค แซล์มอน

  จากความบังเอิญหาตึกเก่าทำสำนักงาน กลายเป็นความตั้งใจรีโนเวตตึกเก่าเป็นลักซูรีเกสต์เฮาส์ขนาด 3 ห้อง นับจากวันแรกเป็นเวลากว่า 4 ปี 1905 Heritage Corner จึงพร้อมเปิดรับแขกผู้มาเยือน หลังจากคุยกับสับปะรดแนน เราเชื่อว่าความดีงามของที่นี่ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาคาร แต่ยังมีความพิถีพิถันของเขาและเธอรวมอยู่ด้วย

01

อดีตโรงน้ำชาและโรงงานทำฟันปลอม

1905 Heritage Corner เป็นอาคารหัวมุมในชุมชนแพร่งภูธร 1 ใน 3 แพร่งเก่าแก่ของรัตนโกสินทร์ บรรดาตึกเก่าอายุมากกว่า 100 ปี สร้างขึ้นราว ค.ศ. 1904 – 1906 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะ 1905 เป็นเลขที่เจ้าของโรงแรมชื่นชอบ เกสต์เฮาส์ขนาดย่อมจึงได้เลขนี้มาครอง มากไปกว่านั้น เธอยังสืบประวัติลงลึกไปถึงอดีตของย่านและอาคารเก่า จนได้เรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง

ย่านแพร่งภูธรเคยเป็น Shophouse ตึกแถวที่เป็นทั้งบ้านและร้านขายของ มีหมอ ทนายความ และข้าราชการอาศัยอยู่ ส่วนแพร่งนรา คาดว่าเคยเป็นคอกม้า เพราะตึกมีรูปทรงเตี้ยและแคบกว่าอีก 2 แพร่ง แถมยังเป็นที่ตั้งของโรงละครแนวเชกสเปียร์แห่งแรกของไทย ส่วนแพร่งสรรพศาสตร์เป็นแหล่งอาศัยของช่างเงินและช่างทองมากฝีมือ 

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

ในบรรดา 3 แพร่งแห่งประวัติศาสตร์ มีเพียงแพร่งภูธรแพร่งเดียวที่สร้างผังชุมชนเป็นสี่เหลี่ยมอย่างต่างประเทศ เนื่องจากเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระองค์เคยเสด็จประพาสยุโรป จึงทรงอยากทดลองสร้างชุมชนที่มีบ้านเรือนล้อมรอบกันเป็นสี่เหลี่ยมและมีสวนสาธารณะอยู่ตรงกลางแบบยุโรป

สับปะรดแนนชวนเราย้อนไปชมร่องรอยของ 30 ปีก่อน อาคารเก่าเคยเป็นโรงงานทำฟันปลอมแห่งแรกของประเทศไทย เธอชี้ให้ดูรอยถลอกบนผนัง พร้อมเฉลยว่าเป็นรอยจากตู้เหล็กสีเหลืองเคยสดใส ก่อนถูกยกออกและทิ้งร่องรอยเลือนราง

ใช่! เธอยังคงเก็บรอยถลอกนั้นเอาไว้ 

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

  ดีเจสาวคุยเก่งออกรส ชวนเราถอยกลับไปมากกว่า 100 ปีก่อน ลักซูรีเกสต์เฮาส์หัวมุมเคยเป็น ‘โรงน้ำชา’ พื้นที่สาธารณะและแหล่งพบปะสังสรรค์เคล้าน้ำชาของคนในชุมชน 

  ใช่! เธอยังเก็บบรรยากาศของโรงน้ำชาเอาไว้ ผ่านแนวคิดหลักของ 1905 Heritage Corner

02

ฟื้นชีพเป็นเกสต์เฮาส์เคล้าโรงน้ำชา

เมื่อแรกพบตึกเก่า เธอคิดทำเกสต์เฮาส์โดยมีความรู้วิชาการโรงแรมเท่ากับศูนย์ ดีเจสาวต้องกลายเป็นสถาปนิกจำเป็น ไม่เพียงต้องฟื้นตึกสุดแคบอายุ 100 กว่าปีให้กลับมาสดใส เธอต้องอนุรักษ์ตึกให้เป็นไปตามกฎของราชการ กว่าจะลงมือรีโนเวตได้ต้องขออนุญาตทั้งสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์และกรมศิลปากร 

แม้ไม่เป็นตึกอนุรักษ์ เธอก็ตั้งใจอนุรักษ์ตึกแต่แรก ขนาดกระซิบบอกสถาปนิกว่า ถ้าเคาะโครงสร้างตึกแล้วเจอชิ้นส่วนเก่าเธอขอเก็บเอาไว้ บางส่วนก็เอาไปใช้ อย่างโครงประตูโค้ง แผ่นบันไดไม้สัก และผนังเดิมบางส่วน 

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

ด้วยขนาดพื้นที่จำกัด ของทุกชิ้นและห้องทุกห้องไม่เพียงสวย แต่ต้องใช้ประโยชน์ได้ แม้แนวคิดหลักจะเป็นร้านน้ำชาเก่าแก่ แต่ใช่ว่าทุกอณูของพื้นที่จะเป็นจีนไปเสียหมด เธอซ่อนกลิ่นแบบจีนผ่านเฟอร์นิเจอร์สไตล์ฝรั่งและไทย โดยเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่วนใหญ่เมดอินเมียนมา สวย เรียบง่าย มีเอกลักษณ์ ขอชื่นชมฝีไม้ของช่างฝีมือ!

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

เมื่อเปิดประตูกรอบไม้เข้าไป เธอต้อนรับเราด้วยกลิ่นชาหอมฟุ้งลอยฟ่อง เราเดินเลี้ยวตามเจ้าของบ้านไปทางขวา เจอกับล็อบบี้ไม้สีเข้มขนาดเล็กประดับด้วยกระป๋องสีเงินสำหรับใส่ชานับ 10 กระป๋อง และตาชั่งจีนโบราณมีรอยกระดำกระด่างบอกอายุ ส่วนด้านหน้าล็อบบี้เป็นโต๊ะทานข้าว มีอักษรจีนสลักบนเก้าอี้ไม้ความสูงพอเหมาะ ถัดไปหน่อยเป็นห้องสมุดขนาดย่อมพร้อมโซฟาตัวยาวน่าเอนกาย อุดมไปด้วยหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทยและทวีปเอเชีย

สายตาเรามองไปตามนิ้วเรียวยาวของเธอ นิ้วชี้ของสาวเจ้าหยุดตรงตู้หนังสือหลังใหญ่ สีหน้าเธอแสดงออกว่าภูมิใจ เพราะเธอนำตู้หนังสือมาวางได้ขนาดพอดิบพอดีกับพื้นที่ แม้จะต้องตัดน็อตออกถึง 2 นิ้วก็ยอม

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

ขยับตัวเข้าไปด้านหลังอีกนิด เดินชิดเข้าไปอีกหน่อย เป็นห้องทานอาหารส่วนตัว ล้อมรอบด้วยผนังเก่า เธออยากให้หลังบ้านมีแสงอาทิตย์ส่องถึง จึงคิดทำช่องสูง ด้านบนเป็นกระจกใสบานใหญ่ เปิด-ปิดด้วยเฟือง ช่างแสนเก๋ 

03

ล่องสำเภาบนตึกเก่า

เจ้าบ้านพาเราก้าวเท้าขึ้นบันไดความกว้าง 1 คนเดินไปยังชั้น 2 ตามทางเราเห็นผนังก่ออิฐถือปูนดั้งเดิมที่เธอตั้งใจยั้งช่างไม่ให้ฉาบปูนทับลงไป เอาล่ะ! ด้านขวาเป็นห้องที่ 1 ด้านซ้ายเป็นห้องที่ 2  ส่วนด้านล่างเป็นห้องที่ 3

ห้องพักจำนวน 3 ห้อง จำลองการเดินทางของชาวจีนตั้งแต่ล่องสำเภาลำใหญ่ออกจากแผ่นดิน ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาตั้งรกรากอยู่เมืองไทย เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติของร้านน้ำชาเก่า 

  สับปะรดแนนเดินนำ เราเดินตาม  Let’s go!

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

เริ่มจากห้องแรกด้านขวา ห้องนี้เธออาสาเป็นไต้ก๋ง ส่วนเราเป็นลูกเรือ เพราะเธอนำแนวคิดสถาปัตยกรรมแบบ Sino-Siamese มาไว้ในห้องด้วยการยกใต้ท้องเรือมาวางบนตึกเก่า เพื่อเล่าเรื่องการอพยพย้ายถิ่นของคนจีนโดยเรือสำเภา 

  มิน่า กระจกบานใหญ่ที่ควรเป็นหน้าต่างห้องจึงคล้ายหน้าต่างเรือมากกว่า ด้านบนตู้เสื้อผ้าไม้สีเข้มก็ประดับด้วยกระเป๋าเดินทางแบบสานสำหรับเก็บผ้าผ่อนอำลาบ้านเกิด ห้องนอนยังเป็นคนเรือขนาดนี้ ห้องน้ำแทบไม่ต้องพูดถึง

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์

เรือล่องบนสายน้ำได้ไม่นานก็เทียบท่าหน้าห้องหมายเลข 2 ไต้ก๋งสับปะรดแนนทอดสมอจอดเรือและพาเราเข้าสู่

Colonial Room เธอผสมความเป็นโคโลเนียลตามช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับความเป็นตะวันตกมาพัฒนาประเทศ เพื่อให้สยามดำรงอยู่ได้ในยุคล่าอาณานิคม เพียงเดินเข้ามาในห้องก็คลับคล้ายว่าเราได้ใส่เสื้อหมูแฮม สวมโจงกระเบน และสัมผัสตะวันตกผ่านเฟอร์นิเจอร์ที่เธอบรรจงวาง บอกแล้วว่าเธอเก็บทุกรายละเอียด!

ดื่มด่ำอารยธรรมตะวันตกจนหนำใจ เราเดินตามเธอลงมาชั้นล่าง ลัดเลาะเพียง 2 – 3 ก้าวก็ถึงห้องสุดท้าย Tea Room ขนาดเล็กกว่า 2 ห้องด้านบน แต่น่ารักสุดๆ สำหรับเรา เพราะ 2 คนหนุ่มสาวนำเสนอร้านน้ำชาจีนได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ถ้าเปรียบเป็นเรือก็คงเทียบท่าถึงจุดหมายอย่างถูกต้องและปลอดภัย เธอเล่าเรื่องห้องพักผ่านพ่อค้าชาวจีนที่เดินทางมาตั้งหลักปักฐานในเมืองไทย บนตู้เสื้อผ้าประดับด้วยถังตักน้ำอย่างจีน แถมแทรกรายละเอียดเล็กน้อยทำเราประทับใจจนอยากแปลงกายเป็นพ่อค้าจำเป็นที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่ลุกมาขายน้ำชาทันที

ความพิถีพิถันของเธอยังไม่หมด หากสังเกตห้องสวย 3 ห้องจะมีกาน้ำชาจิ๋วและถ้วยชาวางพร้อมดื่ม ถ้าแขกต้องการจิบชาฝรั่งก็มีให้ ไม่พอ! เธอแอบใส่ความเป็นไทยลงไปด้วยการวางพวงมาลัยดอกมะลิไว้บนโต๊ะหัวเตียงด้วย

04

ชีวิตละไมไปกับชุมชน

ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าแขกส่วนใหญ่ของ 1905 Heritage Corner เป็นคนชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตของชุมชน หลายครั้งเจ้าบ้านสาวอาสาเป็นไกด์พาแขกเดินชมตลาดปากหม้อ ตลาดเก่าแถวแพร่งภูธร เธอยืนยันว่ามีขายทุกอย่าง แอบกระซิบว่าตลาดปากหม้อเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับอาหารยามเช้า พูดถึงอาหาร อาหารก็มา

อาหารเช้าชุดใหญ่เบิ้มพร้อมวางบนโต๊ะ อาหารไทยก็มี อาหารฝรั่งก็มี แต่อาหารไทยจะหมุนเวียนกันไป 

1905 Heritage Corner แปลงโฉมโรงน้ำชาสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเกสต์เฮาส์เคล้าประวัติศาสตร์
 Heritage Craft & Cafe

มื้อนี้สับปะรดแนนเสิร์ฟยำปลาดุกฟูและขนมใส่ไส้ห่อใบตองจากตลาดสดใกล้ชุมชน ส่วนอาหารฝรั่งเธอตั้งใจเสิร์ฟทุกวันเพราะอยากให้แขกมี Comfort Food ไว้เป็นความสบายใจยามเช้า เผื่อแขกทานอาหารบ้านเราไม่คล่อง

ถ้าอิ่มอร่อยจนหนังตาตึง เราขอชวนเดินทอดน่องไม่ไกลจากหัวมุม เลี้ยวซ้าย เดินตรง เลี้ยวขวาอีกหน่อย ก็ถึง Heritage Craft & Cafe คาเฟ่กาแฟรสเข้มที่สนับสนุนงานคราฟต์ท้องถิ่นกว่า 50 ชุมชน บอกเลยช้อปเพลิน แถมราคาดี!

  อ้อ หนุ่มสาวเจ้าบ้านยังช่วยกันเลือกของจากผู้ผลิตคนเก่งมาใช้ใน 1905 Heritage Corner ด้วยนะ อย่างสบู่เหลวอาบน้ำกลิ่นหอมชื่นใจ (แขกเลือกกลิ่นเองได้) ภาชนะอาหารจากช่างปั้นเซรามิก จังหวัดเชียงใหม่ ช้อน ส้อม และมีดสแตนเลสอย่างดี ด้วยการผลิตแบบดั้งเดิมของกลุ่มอรัญญิก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 Heritage Craft & Cafe

05

Wake Up with the Community

ทุกเช้า วัยเก๋าและวัยรุ่นในชุมชนจะออกมารอพระบิณฑบาตหน้าบ้าน ส่วนข้างสุขุมาลอนามัย มีอาม่าอากงรวมตัวกันยืดเส้นยืดสายนับจังหวะ 1 2  3 พร้อมกัน พอพระอาทิตย์ตกดินเป็นสัญญาณให้แก๊งตะกร้อขาประจำออกมาเตะตะกร้อบอกเวลาให้แขกเข้านอน วิถีชุมชนย่านแพร่งภูธรเป็นแบบนี้ น่ารักไม่หยอก

“เราอยากให้แขกตื่นขึ้นมาพร้อมกับชุมชน มันเหมือน Sense of Place คุณนอนอยู่ที่ไหน คุณตื่นอยู่ที่ไหน เราพยายามกั้นเสียงและแสงไม่ให้มากไป ให้แขกได้รับรู้ความเป็นไปของบรรยากาศด้านนอก แต่ยังคงความเป็นส่วนตัว” 

เราไม่เคยพักที่นี่ แต่เราสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของเธอ เราเรียกสับปะรดแนนว่าดีเจสาวไม่ถนัดนัก เพราะเธอดูแลเกสต์เฮาส์ขนาดย่อมและแขกดีมาก จนบางคนถามว่าเรียนจบการโรงแรมมาหรือ

“เปล่าเลย เราเรียนยูทูบ” เธอจบบทสนทาด้วยเสียงหัวเราะร่วน

สับปะรดแนน-ณัฐกฤตา พงษ์ธนานิกร ดีเจสาวประจำคลื่น Cat Radio และ มาร์ค แซล์มอน

1905 Heritage Corner

66, 68 ถนนแพร่งภูธร ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร กรุงเทพฯ

www.1905heritagecorner.com

Facebook : 1905 Heritage Corner

เบอร์ติดต่อ : 020410102, 0909893107

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

นิศาชล พร้อมสุทธิพงศ์

เป็นนักเรียนรู้ ชอบสำรวจโลก หลงเสียงเพลงและต้นไม้ รักเขาไม่น้อยไปกว่าทะเล ถ่ายภาพฟิล์มและวาดรูปบ้างบางวาระ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเดินทางตามหาความหมายของชีวิต

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ที่พักหายใจ

คือคำที่เกิดขึ้นในความคิดหลังจากมา ‘บ้านกรอด้าย’ เกสต์เฮาส์เล็กๆ บนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 

และไม่มีคำไหนจะเหมาะกับที่นี่ไปมากกว่านี้ เพราะความคิดที่แตกต่างของ อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์ ทำให้เธอและเขาตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของครอบครัวบนเกาะเมืองอยุธยา เป็นเกสต์เฮาส์ที่ทำให้ผู้เข้าพักได้พบความสงบผ่านลมหายใจ และสงบมากพอที่ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก

อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์

อ้อ และ ป๊อน เป็นคู่รักที่ค้นพบความสงบผ่านแนวทางการเจริญสติและปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ และกลับมาใช้ชีวิตสงบเรียบง่าย ด้วยการเปิดเกสต์เฮาส์ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของอ้อ โดยนำหลักเจริญสติและปฏิบัติธรรมมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบที่พักของพวกเขาด้วย

“เราสองคนชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม การเจริญสติ และต้องการใช้ชีวิตที่สงบ พอมีโอกาสกลับมาอยู่อยุธยา เราเลยอยากเลือกอาชีพที่ส่งเสริมกับแนวทางการปฏิบัติของเรา มองหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความคิดเยอะ ไม่มีความซับซ้อนหรือมีกลยุทธ์อะไรมาก และมอบชีวิตที่เรียบง่ายให้กับเราได้ เลยเกิดความคิดที่จะทำเกสต์เฮาส์ขึ้นมา” 

ชายหนุ่มเริ่มต้นอธิบายจุดเริ่มต้นของบ้านกรอด้าย, เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของอยุธยา ซึ่งเคยผลิตผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นจำนวนมากภายใต้ตรา ‘สิงห์เดี่ยว’ ก่อตั้งโดย คุณยายสุมล สุขปรีชา

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เดิมเคยเป็นโรงทอผ้าของคุณยายอ้อค่ะ ตอนแรกโรงงานเคยตั้งอยู่ที่ตลาดหัวรอ ชื่อโรงงานทอผ้าไทย ต่อมาเขาไม่ให้มีเครื่องจักรอยู่ตรงนั้น เลยย้ายโรงงานมาตั้งที่นี่ตอน พ.ศ. 2497 แล้วก็จดทะเบียนชื่อ ห้างหุ้นส่วนสุมลการทออยุธยา เป็นชื่อของคุณยายอ้อเอง ต่อมาทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้ใช้สารเคมีย้อมผ้าบนตัวเกาะ ตัวโรงงานก็เลยต้องย้ายอีก

“คราวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแกรนด์ พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บไม้และเก็บของต่างๆ จนช่วงประมาณ พ.ศ. 2538 ธุรกิจทอผ้าที่อยุธยาเริ่มซบเซา เพราะการนำเข้าผ้ามีราคาถูกกว่า หลายโรงงานก็เริ่มปิดตัว รวมถึงโรงงานของเราด้วย พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บของที่ถูกปล่อยรกร้างเกือบยี่สิบปี”

“ตอนอ้อยังเด็กก็เข้ามาช่วยงานคุณยายที่โรงงานบ่อยๆ คอยเป็นเด็กกรอด้าย ซึ่งเป็นคำที่ฟังแล้วไพเราะดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเกสต์เฮาส์ว่าบ้านกรอด้าย” อ้อเล่าความทรงจำของเธอต่อสถานที่นี่ให้ฟัง 

จนกระทั่งทั้งคู่นำไอเดียของบ้านกรอด้ายไปปรึกษากับสถาปนิก

“คอนเซปต์ใหญ่ๆ คือเราต้องการให้ที่นี่โปร่ง สบาย ประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูง เพื่อใช้พื้นที่ด้านล่างปฏิบัติธรรม โดยสถานที่ก็ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมด้วยงบเท่าที่เรามี” ป๊อนส่งไอเดียออกแบบให้สถาปนิก

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ในที่สุดความคิดของพวกเขาก็แปลงร่างให้กลายเป็นความจริง

บ้านกรอด้ายเป็นอาคารยกสูงสีขาวสะอาดตา เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินเข้ามาข้างใน เราจะพบกับพื้นที่สีเขียวสงบกลางอาคารรูปทรงตัว L โดยมีบ้านไม้หลังเก่าตั้งอยู่ด้านในสุดของสวน หากตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี เราจะค่อยๆ ได้ยินเสียงน้ำไหล ประกอบกับเสียงนกนานาพันธุ์ที่ขับร้องอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดต่างๆ และหากลองตั้งใจสังเกตลมหายใจให้ดี เราจะค่อยๆ พบกับกลิ่นหอมบางๆ ของดอกชมนาดที่ปลูกไว้ในสวน ส่งกลิ่นหอมให้ชื่นหัวใจ

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เพราะผมเคยบวชมาก่อน ผมเลยพอจะเข้าใจว่าบรรยากาศแบบไหนเอื้อให้เกิดความสงบ ส่งเสริมการเจริญสติ ซึ่งส่วนตัวเราชอบฟังเสียงน้ำ ไม่จำเป็นต้องเห็นแม่น้ำหรือตัวน้ำก็ได้ ขอแค่ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกสงบลงได้ ส่วนสีเขียวก็ช่วยให้เกิดความสงบ เลยทำให้มีจุดที่มองออกจากตัวอาคารแล้วเห็นสวน ได้เจอกับสีเขียวของต้นไม้ บริเวณสวนตรงกลางเราก็ทำทางไว้เดินจงกรม เราตั้งใจให้ทางเดินเป็นดิน เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่า

“สังเกตว่าที่นี่มีความโปร่ง นอกจากช่วยให้ลมพัดเย็นสบายแล้ว ยังทำให้พื้นที่ไม่ดูแน่นหรือวุ่นวายจนเกินไป ของบางอย่างที่วางชิดกัน ถ้าเราวางแยกให้มันเกิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน มันก็เกิดเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราเลยพยายามให้ที่นี่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ” ป๊อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ขณะพาเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ด้วยความที่แต่เดิม สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังเก็บไม้และของเก่าจากโรงงานมาก่อน ไม้และของหลายอย่างที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้างก็ถูกนำออกมาใช้ เหมือนชุบชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นความทรงจำที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ตรงนี้มาก่อน เราเลยได้เห็นป้ายของโรงงานทอผ้าในยุคต่างๆ นำมาแขวนประดับบนผนัง แถมตัวผนังก็เกิดจากการนำไม้ที่ใช้กับเครื่องสืบผ้า ซึ่งมีรอยบากให้แหว่งเป็นช่องสำหรับเส้นด้าย นำมาวางเรียงจนเกิดเป็นแพตเทิร์นสวยงาม แผ่นไม้ต่างๆ ที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้าง ก็นำมาประกอบเป็นตั่งและเป็นพื้นทางเดินต่างๆ ภายในเกสต์เฮาส์

“ตอนแรกเราและสถาปนิกอยากเก็บโครงสร้างเดิม เพื่อคงความเป็นโรงงานทอผ้าเอาไว้ แต่พอเข้ามาดูโครงสร้างแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะโครงสร้างเริ่มเก่าจนผุ รับน้ำหนักไม่ไหว เลยตัดสินใจเก็บไว้บางส่วน เช่น แนวเสาต่างๆ รวมถึงบ้านไม้ในสวนที่เราทำเป็นห้องพระ หรือ ‘ห้องไม่ปรุงแต่ง’ เพื่อให้คนเข้ามานั่งสมาธิหรือใช้พื้นที่สงบ 

“เดิมบ้านไม้หลังนั้นเคยเป็นที่พักคนงาน หน้าต่างที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นก็เป็นของเดิม แต่ก็มีบางบานที่เราต้องใช้ของใหม่เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง” ชายหนุ่มเล่าการทำงานร่วมกับสถาปนิก

บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้ายมีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 คน จำนวน 4 ห้อง เลือกได้ทั้ง Twin Beds และ Double Bed ส่วนห้องพักครอบครัว สำหรับ 4 คน จำนวน 2 ห้อง ซึ่งทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร 

แต่ละห้องมีชื่อของตัวเองที่ป๊อนและอ้อตั้งใจตั้งชื่อเอาไว้

“เราตั้งชื่อห้องเรียงไปตั้งแต่ Peacefulness, Joyfulness, Happiness, Emptiness, Mindfulness และ Awareness” อ้ออธิบาย ก่อนป๊อนช่วยเสริม “คนที่เคยเจริญสติรู้ดีว่าการเจริญสติใหม่ๆ จะได้ความรู้สึกสงบก่อน แล้วเกิดความปีติ เกิดความสุขจากความว่าง เริ่มเกิดสติและความรู้ตัว ชื่อเหล่านี้เป็นลำดับการรับรู้จากการเจริญสติครับ”

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

นอกจากชื่อห้อง เรายังสังเกตว่าตามจุดต่างๆ ของบ้านกรอด้ายมีป้ายตัวอักษรที่มีกิมมิกน่ารักๆ ให้คนได้มีสติกับตัวเองผ่านลมหายใจ อย่างป้าย Breath Refill Here เป็นเหมือนจุดเติมลมหายใจ หรือตรงขั้นบันไดก่อนเดินเข้าห้องพักติดตัวอักษร Breath & Mind The Step ให้คนได้หยุดหายใจและมีสติกับตัวเอง ณ ขณะนั้น

ทุกรายละเอียดของทุกอย่างภายในบ้านกรอด้ายล้วนได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อให้ผู้มาพักได้หยุดอยู่กับลมหายใจตัวเอง และขณะที่เรากำลังพูดคุยกับอ้อและป๊อน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังไพเราะดังขึ้นเป็นเวลาชั่วครู่

เราทั้งหมดหยุดฟัง

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“เราได้ไอเดียจากหมู่บ้านพลัมครับ ที่นั่นทุกๆ สิบห้านาทีจะมีเสียงระฆังดัง ให้เราหยุดสิ่งที่ทำ เพื่อเตือนให้ตัวเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พอเสียงจบก็ค่อยกลับมาทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ” ป๊อนเล่าที่มาให้ฟังหลังสิ้นเสียงระฆัง

ภายในห้องพักก็มีการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบเช่นเดียวกัน 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกห้องภายในบ้านกรอด้ายไม่มีโทรทัศน์เลยสักห้อง รวมถึงตู้เย็นก็เช่นกัน

“เหตุผลที่เราไม่มีตู้เย็นให้ในห้อง เพราะเราอยากให้ที่นี่มีความรู้สึกของบ้าน เราเลยวางตู้เย็นไว้ใต้ถุน ให้เกิดความรู้สึกการแบ่งปัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ภายในห้อง เราอยากให้มีการเดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขนมกับกาแฟที่วางไว้ตรงส่วนกลาง เราก็ให้ทุกคนที่มาพักหยิบทานได้ตลอด โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ บางทีก็มีน้ำผลไม้และน้ำผักที่อ้อทำมาวางไว้ หรือใครที่รู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ก็นำมาวางด้วยกันได้ 

“ส่วนของส่วนตัวที่ผู้พักต้องการนำมาแช่ในตู้เย็น เราก็มีสติกเกอร์แปะเลขห้องแยกไว้ให้ด้วยค่ะ อาหารของที่นี่เราจะซื้อจากร้านในอยุธยา เพราะเราพยายามแนะนำร้านดีๆ ของคนท้องถิ่นให้ผู้มาพักได้รู้จัก และลองไปทานด้วยตัวเองเมื่อมีโอกาส” อ้ออธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“ก่อนจะเปิดเกสต์เฮาส์ เรามีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษากับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ถ้าเราจะทำธุรกิจอย่างนี้เราควรวางใจยังไง ท่านก็กรุณาแนะนำว่า หากเราปรารถนาให้คนมาที่นี่แล้วเกิดความสุข ทุกอย่างก็จะดีเอง เราก็จะโฟกัสกับความสุขของคนที่มาพัก ไม่ใช่โฟกัสว่าเราจะได้เงินจากเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่โฟกัสที่ความสุขของเขาอย่างเดียวจนตัวเราต้องทุกข์ใจ ก็ไม่ใช่นะครับ ตัวเราต้องมีความสุขก่อนด้วย เราถึงจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ 

“เราต้องรักษาความสุขของเราไว้ด้วย เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์การให้บริการของที่นี่ และที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่กัลยาณมิตร สำหรับผมและอ้อ เรามองทุกคนที่มาที่นี่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่มีคนมาพัก เราเหมือนได้เพื่อนใหม่ครับ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเรา 

“เด็กบางคนที่มาพักกับครอบครัวอยู่กันห้าถึงหกวัน บางคนเอาเกมมานั่งเล่นกับเรา พอจะกลับเขายกให้เราเลย บางคนช่วยงานแม่บ้านก็มีนะครับ ช่วยยกของต่างๆ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ หลังจากเขากลับไปแล้ว บางคนก็ยังติดต่อกันตลอดเหมือนเพื่อน” ป๊อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนอ้อจะช่วยเสริม “บางคนส่งเมล็ดดอกไม้มาให้เราปลูกด้วย เราก็ไม่น้อยหน้า ส่งเมล็ดผักกลับไปให้เขาปลูกบ้าง” เจ้าบ้านหัวเราะอารมณ์ดี

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“แม้ว่าทุกๆ อย่างของที่นี่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้ผู้ที่มาพักต้องทำตามทุกคนนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจ การเจริญสติเบื้องต้นก็คือความสงบ แต่โจทย์ของมันจริงๆ คือการยอมรับในทุกๆ สถานการณ์ เพราะชีวิตจริงมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติที่มีฝนตก มีแดดออก ซึ่งหลายอย่างเราก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่เราสามารถกลับมาอยู่กับลมหายใจ เห็นความคิดของตัวเราเอง จะช่วยให้เรารู้สึกสงบลง ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น และเราหวังว่าคนที่มาพักกับเรา เขากลับจากบ้านกรอด้ายไป เขาจะเกิดความสบายใจ และใช้ชีวิตข้างหน้าต่อไปได้ดียิ่งขึ้น” ป๊อนพูดทิ้งท้าย ขณะเขาและอ้อเดินมาส่งเรากลับด้วยรอยยิ้ม

การค้นพบที่พักหายใจ ทำให้เราสงบลงและมีกำลังใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตในลมหายใจต่อๆ ไปเช่นกัน

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้าย

ที่ตั้ง : 23/5 ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครพระนครศรีอยุธยา 13000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6771 7177

*บ้านกรอด้ายจัดกิจกรรมเจริญสติที่เกสต์เฮาส์ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลองปฏิบัติกันได้ ติดตามรายละเอียดและการสมัครได้ทาง Facrbook : บ้านกรอด้าย

Writer & Photographer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load