19 มิถุนายน 2562
46 K

“ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ” คือคำกล่าวตอนหนึ่งในบทความ ‘จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ในช่วง พ.ศ. 2516

เป็นคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา (หากว่ายังไม่ลืมกันไป) เรายังทนทุกข์ทรมานจากปัญหามลพิษกันอยู่เลย อากาศบริสุทธิ์นั้นมีคนยึดเอาเป็นเจ้าของเสียแล้ว หากอยากจะมีไว้ในครอบครองก็จำเป็นต้องซื้อหากันผ่านหน้ากากหรือเครื่องฟอกอากาศราคาสูง

ถึงแม้ตอนนี้มลพิษจะดีขึ้นบ้างแล้วด้วยลมและฝนตามฤดูกาล แต่คงดูไร้เดียงสาเกินไปถ้าคิดว่ามันจะไปแบบไม่กลับมาอีก อาจจะไม่ต้องคิดไปไกลถึงเรื่องของนโยบายหรือมาตรการอะไรขนาดนั้น แค่เพียงพื้นที่สีเขียวที่พอจะให้ร่มเงาและบรรเทามลพิษเหล่านี้นั้นก็หาได้ยาก ยิ่งในวันที่เราตัดต้นไม้และปลูกคอนโดฯ ในเมืองกันเป็นว่าเล่น

คุณภาพชีวิตของคนในเมืองนั้นก็ว่ายากแล้ว คุณภาพชีวิตของคนในย่านเมืองเก่านั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เพราะผังเมืองเก่าที่ถูกก่อร่างมาเมื่อกว่าร้อยปีก่อนนั้น เมื่อผสมกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป และรูปแบบการทำงาน การใช้ชีวิต ซึ่งยากเหลือเกินที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้เกิดพื้นที่สีเขียวขึ้นมา

เมื่อคุณภาพชีวิตในเมืองเก่าไม่ได้สะดวกหรือมีคุณภาพ ความเป็นอยู่ก็แออัด พื้นที่สีเขียวที่จะช่วยให้รื่นรมย์บ้างในแต่ละวันก็ไม่มี คนรุ่นใหม่ๆ ที่โตขึ้นมาก็ไม่รู้จะทนอยู่ต่อไปทำไมเลยเริ่มย้ายออกไปอยู่แถบชานเมืองแทน เมื่อย้ายออกไปกันมากเข้า ความคิดสร้างสรรค์ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่ก็ค่อยๆ จางไป เศรษฐกิจก็ถดถอยลง เมืองเก่าก็ซบเซาและกลายเป็นย่านเสื่อมโทรมไปในที่สุด หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าพื้นที่สีเขียวนั้นจะมีผลกระทบกับเมืองได้มากถึงขนาดนี้

และคำถามคือถ้าไม่มีพื้นที่สีเขียวอันนั้นในชุมชนแล้วจะทำยังไงดี ? วันนี้ผมกำลังจะพาทุกคนไปชมพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านตลาดน้อยที่ถูกรีโนเวตจากโรงกลึงเก่า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นด้วยมือของเหล่าชาวบ้านในชุมชนที่มารวมตัวกันในชื่อ ‘กลุ่มคนรักตลาดน้อย’ และทีมสถาปนิกจาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมอาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์โดยมี โจ-จุฤทธิ์ กังวานภูมิ และ ภา-ประภาพร บำรุงไทย เป็นตัวแทนทีมสถาปนิก มาเล่าถึงการประสานสร้างความร่วมมือจากกรมธนารักษ์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่โครงการ จนเกิดพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ที่นอกจากจะช่วยให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังจะช่วยพัฒนาให้ย่านตลาดน้อยมีอนาคตที่ยืนยาวต่อไปอีกด้วย

นี่คือเรื่องราวที่น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้เห็นว่าพลังของคนตัวเล็กๆ นั้นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ผมจึงขอเชิญให้ทุกคนได้มีโอกาสเดินทางมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นจากท่าแล้วได้เดินชมบรรยากาศย่านตลาดน้อยสักนิดหนึ่ง ทั้งศาลเจ้าและร้านเซียงกง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าซอยท่าน้ำภานุรังษีนี้เข้ามาและรับฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกัน

1

เขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่ำที่สุด

เราถามถึงเรื่องราวของจุดเริ่มต้นโครงการนี้กับโจ สถาปนิกผู้ซึ่งเกิดในย่านตลาดน้อยและได้มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่บ้านตัวเอง

“โครงการเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ตอนนั้นเริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องของ Healthy City หรือเมืองสุขภาวะ และ สสส. ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมก็คือตัวพื้นที่ที่รองรับสุขภาวะ

“ผมทำงานอยู่ที่อาศรมศิลป์ ตอนนั้นพูดคุยกันในทีมว่าที่ไหนที่ถ้าทำให้มันเกิดพื้นที่ขึ้นมาแล้วจะสร้างผลกระทบในวงกว้างมากที่สุด ก็ดูกันหลายพื้นที่ก่อนจะมาสรุปที่ย่านเยาวราช  พื้นที่เยาวราชที่หมายถึงคือเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายไปจนถึงสัมพันธวงศ์

“เขตนี้เป็นเขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศ ซึ่งมันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงจากหลายๆ สิ่ง ทั้งรถไฟฟ้า ผังเมือง และยังเป็นเมืองเก่าที่มีคนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง มีมิติเรื่องของประวัติศาสตร์ มีเรื่องของเศรษฐกิจและการค้า

“ตอนนั้นทางอาศรมศิลป์ก็มองว่าพื้นที่นี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะกระตุ้นทั้งผู้อยู่อาศัยในย่านนี้ ภาครัฐ และเหล่านักลงทุน ให้พื้นที่มันคึกคักขึ้นมาได้หลังจากที่กำลังค่อยๆ ซบเซาลง แต่พอมาลงพื้นที่พูดคุยจริงๆ ก็พบว่าในบริเวณเยาวราชมันยากมาก เพราะบริเวณนั้นมันเป็นย่านการค้าที่ยุ่งมากทุกช่วงวันจนคนแทบจะไม่มีเวลาว่างมาหยุดคิดอะไรเลย

“อาศรมศิลป์ก็เลยหันมามองตลาดน้อยแทน เพราะการค้าขายในย่านนี้มันไม่วุ่นวายเท่าเยาวราช แล้วถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่อะไรก็ตามคนละแวกนี้พร้อมที่จะปรับตัว และอีกเรื่องก็คือพื้นที่ตลาดน้อยนั้นเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่คนดั้งเดิมยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่กันเยอะมาก ต่างจากเยาวราชที่เจ้าของบ้านจำนวนมากย้ายออกไปข้างนอกหมดแล้วทิ้งลูกจ้างอยู่เฝ้าร้าน ความผูกพันกับพื้นที่ของตลาดน้อยเลยอาจจะมีดีกรีที่เข้มข้นกว่า” โจเล่าถึงที่มาที่ไปในการเลือกพื้นที่ย่านตลาดน้อย

“ในวงการสถาปนิก ภูมิสถาปนิกเราเริ่มแอ็คทีฟเรื่องพื้นที่สีเขียวมากขึ้นในประเทศไทย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมทั่วไปในกรุงเทพฯ จริงๆ แล้วคนทั่วไปหมดหวังกับการจะมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แล้ว เพราะผังเมืองมันเปลี่ยนแปลงยากมาก ดังนั้น อย่างน้อยถ้าเราจุดประกายให้มันเกิดพื้นที่สีเขียวเล็กๆ หลายๆ จุดจนมันเชื่อมกันเป็นพื้นที่ใหญ่ โดยแต่ละจุดเราก้าวเท้าออกจากบ้านในเวลา 5 – 10 นาทีได้นั้น มันก็พอจะให้ชื่นใจได้บ้าง

“เราเลยคิดว่าอย่างน้อยการจุดประกายอย่างนี้มันยังทำให้ชุมชนที่มีพื้นที่สีเขียวเล็กๆ มันได้มีความหวังว่า เราก็เป็นคนตัวเล็กๆ ที่สามารถขับเคลื่อนให้ชุมชนตัวเองมีพื้นที่สีเขียว แล้วถ้าสมมติคนทำแบบนี้ได้อีกสักหมื่นจุด พันจุด ทั่วกรุงเทพฯ เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ” ภาอธิบายเสริมถึงอนาคตของวงการภูมิสถาปัตย์

2

ตลาดน้อยเมื่อก่อนไม่ใช่ตลาด

พี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ย่านตลาดน้อยว่า ที่นี่คือพื้นที่ซ่อมเรือที่แรกของกรุงเทพฯ เพราะท่าเรือแรกของกรุงเทพฯ นั้นคือแถวสำเพ็ง ก่อนที่จะย้ายไปคลองเตย และแหลมฉบังในปัจจุบัน

เมื่อก่อนตัวเมืองคือเกาะรัตนโกสินทร์ เวลาที่เรือสินค้าเดินทางมาจะผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจากทางทะเล ผ่านป้อมเก่าตรงวังเดิม ล่องเข้ามาถึงเจริญกรุงจ่ายภาษีตรงโรงภาษี (สถานีดับเพลิงบางรักในปัจจุบัน) แล้วก็มาลงของที่ท่าเรือซึ่งก็คือแถวบริเวณตลาดสำเพ็ง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นถนนไปแล้ว

หลังจากที่ลงสินค้าเสร็จเรือก็จะแวะไปซ่อมชิ้นส่วนที่เสียหายกันที่ตลาดน้อย และเพราะเรือมีชิ้นส่วนที่ประกอบด้วยเหล็กอยู่มาก พื้นที่ตลาดน้อยจึงมีร้านค้าที่ทำหน้าที่ทั้งตีเหล็ก กลึงชิ้นส่วนต่างๆ การซ่อมเครื่องยนต์ ไปจนถึงเตรียมอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงให้กลายมาเป็นเซียงกง หรือย่านค้าเครื่องยนต์เก่าในปัจจุบัน

3

ตามหาที่ว่าง

เราหันมาหาทางกลุ่มคนรักตลาดน้อยบ้างว่า อะไรทำให้เราตัดสินใจว่าจะมาร่วมกับทางสถาปนิกชุมชนทั้งสองคนนี้

“เมื่อสักเจ็ดแปดปีที่แล้วพวกเราก็ได้เจออาศรมศิลป์เข้ามาสำรวจพื้นที่พอดี ในช่วงนั้นย่านตลาดน้อยมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาเดินอยู่เยอะมาก แต่เราก็ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางหรือแลนด์มาร์ก ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวอะไรเลย ถ้าจะมีคนใช้งานอะไรบ้างก็มีแม่บ้านบางคนมาเต้นแอโรบิกที่ท่าน้ำภานุรังษีตอนเย็นแค่นั้น

“เราก็เลยคิดว่าถ้ามีพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นปอดของคนตลาดน้อย ให้คนในชุมชนได้มาเดิน มาพักผ่อนหรือเป็นที่พบปะกันก็น่าจะดี” พี่สุภาพร ตัวแทนจากกลุ่มคนรักตลาดน้อย เล่าให้เราฟังถึงแรงบันดาลใจในการร่วมมือกับทางอาศรมศิลป์ในครั้งแรก

วิธีการทำงานของอาศรมศิลป์และเหล่าชาวบ้านในชุมชนนั้นเกิดขึ้นด้วยการพูดคุยกันเองในชุมชน ซึ่งประเด็นที่แทบทุกคนหยิบยกมาตรงกันก็มีอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรกคือ การไม่มีพื้นที่สาธารณะที่สามารถเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกแล้ว สถานที่ที่พอจะเข้าถึงได้ก็มีห้างริมน้ำที่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่พอสมควร อย่างวัด ศาลเจ้า และโรงเรียน ทั้งหมดก็ยินดีแต่ก็เห็นด้วยกับเรื่องของกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอยู่ จึงไม่ได้เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง ทั้งที่เขตนี้เป็นเขตที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยายาวกว่า 2 กิโลเมตร แต่กลับไม่เหลือพื้นที่ที่จะให้คนในชุมชนสามารถไปยืน ไปเห็น ไปสัมผัสรับลมแม่น้ำได้เลย

“พื้นที่ริมน้ำเมื่อก่อนทุกซอยถึงริมน้ำหมดเลย แต่ละบ้าน อย่างบ้านป้าวันนี่ก็มีทางลงน้ำ เพราะสมัยก่อนเวลาน้ำไม่ไหล พวกเราก็เคยมาอาบน้ำ แล้วสมัยนั้นมันมีเรือไว้ขนถ่ายสินค้า เป็นเรือที่ขึ้นตรงนั้น ก็จะมีเด็กว่ายน้ำ แต่พอสังคมเปลี่ยนแต่ละบ้านก็เริ่มตีกรอบทำรั้ว ความรู้สึกที่อยู่กันเหมือนญาติก็จางลงไป” กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าความหลังในอดีตถึงการเข้าถึงริมน้ำ

“ส่วนปัจจัยอย่างที่สองคือ เรื่องของความน่าอยู่อาศัยของชุมชน ที่ตอนนี้คนเก่าๆ ในชุมชนก็ยังอาศัยอยู่กัน แต่ในอนาคตมันมีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ๆ อาจจะย้ายออกไป เพราะเขตเมืองเก่ามันก็ไม่ได้สะดวกสบายตอบรับชีวิตยุคใหม่เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเรื่องที่จอดรถ ห้างร้านอะไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือสมัยผมยังเด็กๆ ผู้ใหญ่จะชอบบอกว่าอย่าออกไปเดินข้างนอกบ้าน มันอันตราย คือย่านเซียงกงเนี่ยมันก็มีทั้งเศษเครื่องยนต์ เครื่องจักร น้ำมันกองอยู่เต็มถนน เดินก็ลื่นหกล้มได้

“ไหนจะพวกคนงานมากมายอีก อย่างถ้าคนในชุมชนมีลูกสาวเขาก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะให้ลูกเดินเข้าซอยมาคนเดียวมืดๆ พอมารวมกันในหลายๆ ประเด็นมันก็ทำให้บางทีคนก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าอยู่ อยู่ไม่สบาย วันหนึ่งเขาก็อาจจะย้ายออกไป แล้วความเป็นชุมชนที่คนข้างในรู้จักกัน เห็นอกเห็นใจกัน มีน้ำใจให้กัน มันก็จะค่อยๆ หายไป คนก็จะยิ่งย้ายออกไปอีก พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ชุมชนนั้นน่าอยู่ขึ้นจึงอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นคำตอบของทุกปัญหาที่ว่ามา” โจเสริมในเรื่องของพื้นที่สาธารณะที่จะช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างในชุมชน

ผมถามพี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยว่า ถ้าลูกๆ หลานๆ ของพี่ๆ ทุกคนจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ไหม

“ไม่โอเค เราไม่โอเค (ตอบทันที) ยังไงเราก็ยังอยากอยู่ที่นี่ อย่างที่บอก ที่นี่มันเป็นวิถีชีวิตชุมชนที่ยังเหมือนเดิม และสะดวกสบายมาก ไปที่ไหนก็ใกล้ เดินทางสะดวก คนที่อยู่ในซอยบ้านเดียวกันนี่ก็รู้จักกันหมด ถ้าเราเลือกได้เราก็อยากอยู่ที่เดิม” พี่สุภาพรตอบมาทันที

อาศรมศิลป์เลยลองชวนให้ชาวชุมชนมาลองนึกถึงพื้นที่ริมน้ำที่เคยใช้สมัยอดีตจากความทรงจำ ทาบกับแผนที่ในปัจจุบัน และได้พื้นที่ริมน้ำมาหลายๆ จุดในย่านนี้ โดยจุดที่มีความน่าสนใจและเป็นไปได้มากที่สุดก็คือพื้นที่โรงกลึงเก่าริมท่าน้ำภานุรังษี ซึ่งทุกคนเคยเดินผ่านโรงกลึงแห่งนี้เข้ามาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในสมัยก่อน

“ก็พอดีว่าในตอนนั้นทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปของกลุ่มอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ และ อ. ปองขวัญ ลาซูส (ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง bangkok 1899) มาคุยกับทางเราถึงเรื่องวาระร้อยปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งท่านก็เป็นคนตลาดน้อย และทางลูกศิษย์ของอาจารย์ป๋วยก็มีวาระร่วมกันคือ อยากจะทำอนุสรณ์ถึงอาจารย์ป๋วยสักอย่าง ซึ่งแง่มุมที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับท่านก็คือ ความเป็นคนมีสุนทรียะ มีศิลปะ อยู่ในหัวใจ

“เราจึงคิดว่ามันน่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และถ้ามันจะมีพื้นที่สักที่หนึ่งที่สื่อถึงมุมมองด้านสุนทรียะและศิลปะของอาจารย์ป๋วย และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในเวลาเดียวกัน มันก็จะเป็นอนุสรณ์แก่ท่านได้ดีมาก เราก็เลยได้ไอเดียในการผสานรวมเข้าด้วยกันกับพื้นที่โรงกลึงเก่าที่เราสนใจอยู่ขึ้นมา” โจเล่าให้ฟังถึงโอกาสที่ผ่านเข้ามาแบบไม่คาดฝัน

4

ขอ

หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มการขอพื้นที่จากกรมธนารักษ์ให้กลับมาเป็นของสาธารณะ ซึ่งวิธีการขอพื้นที่นั้นช่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่มีพลัง นั่นคือ การเขียนจดหมายขอ

“เราใช้วิธีเขียนจดหมายเป็นลายมือไปหากรมธนารักษ์ เพราะด้วยความที่มันเป็นกระดาษที่เขียนโดยลายมือคน เรารู้สึกว่ามันแสดงถึงความจริงใจ เราค่อยๆ เขียนไปทีละครั้งสองครั้ง ครั้งหนึ่งก็ 4 – 5 ฉบับ บางฉบับก็มีการร่วมลงนามในจดหมายด้วย ทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เข้ามาช่วยสนับสนุนในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” โจเล่าย้อนความหลังถึงการได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

บังเอิญที่ตอนนั้นมีลูกศิษย์ของ อ.ป๋วย เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็คือ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่สนใจโครงการนี้อย่างมาก เพราะเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับชุมชน เงื่อนไขเรื่องที่ดินก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพราะมันเป็นที่ของรัฐเอง จนถึงค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้ใช้เงินที่สูงมากมาย จึงเกิดการประสานภายในกระทรวงมาจนถึงกรมธนารักษ์ ในช่วงที่ อ.นริศ ชัยสูตร เป็นอธิบดีอยู่ ซึ่งท่านก็เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ จึงเจรจากับผู้เช่าเดิมและทำให้เกิดการมอบพื้นที่คืนมาแก่ชุมชน พร้อมกับเงินค่าก่อสร้างเพื่อจัดทำเป็นพื้นที่สาธารณะตามที่พูดคุยกันได้สำเร็จ

ในตอนที่กรมธนารักษ์เจรจากับผู้เช่าเดิมที่มีพื้นที่อยู่ 400 ตารางวา ก็สรุปกันมาเป็นการขอแบ่งพื้นที่กลับมาทำพื้นที่สาธารณะกันได้ที่ 200 ตารางวา หรือครึ่งเดียวของพื้นที่ทั้งหมด

“พื้นที่ทั้งหมดคือ 400 ตารางวา สุดท้ายแล้วได้มา 200 ตารางวา แต่ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์แก่ชุมชนจริงๆ คนสามารถเข้ามาใช้ได้ รองรับกิจกรรม และชุมชนได้รับอากาศดีๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” โจเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่รู้ผลการส่งมอบพื้นที่

5

เปลี่ยนโรงกลึงสู่พื้นที่สาธารณะ

หลังจากที่ได้พื้นที่มาแล้ว ก็ถึงเวลาที่สถาปนิกจะได้วางรูปแบบการใช้งานให้กับพื้นที่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะด้วยเงื่อนไขใหม่ที่ได้พื้นที่มาครึ่งเดียวของที่ตั้งใจไว้แต่แรก

“ชื่อของโครงการนี้ตอนที่เสนอกับทางกรมธนารักษ์คือ ‘สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)‘ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราทำพิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว คนก็จะมาที่นี่แค่ครั้งเดียวในชีวิต ดังนั้น มันเลยจำเป็นต้องมีฟังก์ชันการใช้งานอย่างอื่นที่สร้างให้เกิดกิจกรรม ให้มีคนมาใช้งาน หรือแม้แต่ใครอยากมาเยี่ยมเราก็จะได้มีที่ต้อนรับและพูดคุยกัน ตรงนี้น่าจะเป็นโปรแกรมหลักที่ทางชุมชนและคนออกแบบคิดว่ามันควรจะเป็นพื้นที่หลักมากกว่าพิพิธภัณฑ์ เราก็เลยคิดว่าพื้นที่หลักของอาคารควรจะเป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับทุกคน พื้นที่สีเขียวสาธารณะริมน้ำ และร้านค้าสำหรับธุรกิจชุมชนนี้ ส่วนพื้นที่รองคือพิพิธภัณฑ์ป๋วย” โจอธิบายถึงการแบ่งพื้นที่ใช้สอยใหม่ในโครงการ

ตัวอาคารโรงกลึงเก่าที่ติดอยู่ในพื้นที่มาด้วยนั้นเป็นอาคารเก่าแก่เกือบร้อยปี แต่โครงสร้างค่อนข้างทรุดโทรม อาศรมศิลป์ซึ่งเคารพและเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์ในตัวอาคารโรงกลึงแห่งนี้จึงตัดสินใจสร้างอาคารใหม่โดยอิงรูปทรงและสัดส่วนจากอาคารโรงกลึงเดิม รวมถึงเก็บชิ้นส่วนของอาคารเดิมไว้ก่อนนำกลับมาประกอบกลับเข้ามาให้อยู่ในอาคารหลังใหม่ด้วย เพื่อที่ว่าในอนาคตถ้าย่านเซียงกงอาจจะไม่อยู่ที่ตลาดน้อยแล้ว แต่คนรุ่นหลังก็จะรับรู้ถึงอดีตของพื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านทางโรงกลึงแห่งนี้

“ทีแรกสุดทีมก็เข้ามารังวัดและสำรวจตัวอาคารว่ามีองค์ประกอบไหนพอจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยตอนที่เราสร้างอาคารใหม่ขึ้นมา เราก็ถอดสัดส่วนมาจากอาคารโรงกลึงเก่า ตำแหน่งเสาแต่ละต้นก็ยึดเอาจากตำแหน่งเดิม ก่อนที่จะนำเอาเสาจากอาคารเดิมมาติดเข้าไปในอาคารใหม่โดยเป็นการประดับตกแต่งเพื่อให้เห็นถึงบรรยากาศอาคารหลังนี้ในสมัยก่อน”

และในด้านของพื้นที่ซึ่งเล็กกว่าที่คาดไว้ ทางสถาปนิกก็เกิดความคิดที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกถึงพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น และทำให้โรงกลึงนั้นถูกเห็นจากในพื้นที่อย่างโดดเด่น อาคารส่วนหน้าสุดริมแม่น้ำที่ทอดตัวยาวตามความลึกของพื้นที่ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้านค้าของธุรกิจในชุมชน จึงถูกออกแบบให้กรุปิดผิวอาคารด้วยกระจกเงาที่จะสะท้อนต้นไม้และทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูเขียวและใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ส่วนต้นไม้ใหญ่ทั้งสามต้นในพื้นที่นั้นชาวบ้านบางคนก็ว่าเป็นต้นไม้ดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโรงกลึงยังเปิดทำงานอยู่ อายุของทั้งสามต้นนั้นจึงไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งก็ได้มอบร่มเงาแสนร่มรื่นให้กับทั้งพื้นที่เป็นอย่างดี แม้ผมจะยืนอยู่ตอนเที่ยงวันแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงลมแม่น้ำแสนเย็นสบายที่พัดโชยเข้ามา

6

ชุบชีวิต

หลังจากที่การก่อสร้างของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง คนในชุมชนต่างก็เริ่มมองเห็นอนาคตใหม่ของตลาดน้อย โดยสะท้อนผ่านออกมาทางการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเก่าในละแวกรอบๆ พิพิธภัณฑ์ป๋วย

“มันเป็นโดมิโนตัวแรกที่ค่อยๆ ขยับและทำให้คนแถวนี้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสักอย่างกับบ้านหรือตึกที่เขามีอยู่” โจเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรารู้สึกว่าทุกคนในชุมชนได้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ร่วมกันจริงๆ อย่างหลายๆ บ้านที่อยู่รอบๆ โครงการนี้ พอเขาเห็นการก่อสร้างใกล้เสร็จก็เห็นคุณค่าที่จะเกิดขึ้น และเริ่มมีการขยับตัวนำพื้นที่รกร้างมาทำเป็นอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ทำให้เขาและชุมชนได้ประโยชน์ เพราะทำให้พื้นที่ที่ดูเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมหน้าของชุมชนนี้ไปได้เลย” ภาเสริมถึงการตื่นตัวของผู้คนในละแวกนี้

ทั้งสองคนยังอธิบายให้เราฟังอีกด้วยว่าในระยะยาวทางกรุงเทพมหานครมีแผนอยากจะทำแผนแม่บทใหม่ของกรุงเทพฯ ที่หยิบเอาพื้นที่ลักษณะนี้มาสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ กระจายไปในหลายๆ ชุมชน และหาทางเชื่อมพื้นที่สีเขียวเล็กๆ เหล่านั้นมันเข้าด้วยกันให้กลายเป็นเหมือน Green Link และพื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ก็เหมือนเป็นเคสที่จะถูกหยิบไปให้ชาวชุมชนอื่นๆ ได้ดูอีกด้วย

ในตอนนี้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการส่งมอบงานจากผู้รับเหมา หลังจากส่งมอบกันเสร็จสิ้น กลุ่มคนรักตลาดน้อย สถาบันอาศรมศิลป์ และกรมธนารักษ์ จะหารือร่วมกันเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ อาจจะมีการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่างมูลนิธิโดยมีกรรมการมาจากเจ้าของที่อย่างกรมธนารักษ์ ชุมชน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้มาช่วยกันบริหารจัดการพื้นที่ ทั้งในส่วนของการดูแลความเรียบร้อย จัดกิจกรรม และหารายได้จากค่าเช่าที่และค่าจัดกิจกรรม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จการตั้งเป็นมูลนิธิในลักษณะที่ว่ามา โมเดลการจัดการพื้นที่แบบนี้ก็น่าจะถูกหยิบไปพัฒนาต่อในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปอีกเช่นกัน

สุดท้ายก่อนที่จะร่ำลากันจากพิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ ผมถามทางสถาปนิกผู้เริ่มทำโครงการนี้ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วถึงความรู้สึกว่า ตัวสถาปนิกเองทำหน้าที่เกินความเป็นนักออกแบบอาคารไปรึเปล่า

“เรารู้สึกว่าสถาปนิกมันไม่ใช่อาชีพที่จะมาสร้างตึกใหญ่โตเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เราเหมือนเป็นคนตัวเล็กๆ ที่รับฟังอย่างตั้งใจ ว่าปัญหาของชุมชนคืออะไร แล้วสามารถประสานหาความร่วมมือกับใครได้บ้าง แม้เราจะเป็นแค่คนตัวเล็กๆ แต่ด้วยความเชื่อมโยงและการเอาจริง มันทำได้

“วันหนึ่งบทบาทของสถาปนิกมันอาจจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่สร้างตึกสวยๆ แต่สามารถสร้างความร่วมมือ เชื่อมโยงเครือข่าย แล้วก็ผลักดันโครงการดีๆ จากข้างล่างขึ้นข้างบน เพื่อให้มันเกิดประโยชน์ได้จริงๆ อย่างโครงการนี้แหละ” ภาทิ้งท้ายถึงหน้าที่ของสถาปนิกชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ขอบคุณ บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)

ที่อยู่  : https://goo.gl/maps/eoJiXvVFcEjafyDj7

สถานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่สามารถเดินไปชมบรรยากาศด้านในได้

ระยะเวลาดำเนินงาน 8 ปี

สถาปนิกโครงการ ทีมสถาปนิก จาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

ภูมิสถาปัตย์ บริษัท ฉมาโซเอ็น จำกัด

เจ้าของที่ดิน กรมธนารักษ์

 

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

เครื่องมือบันทึกความทรงจำของบางคนอาจเป็นหน้ากระดาษ รูปถ่าย ภาพวาด หรือแม้กระทั่งการจรดตัวอักษรบนโลกโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับครอบครัวอัสสกุล พวกเขาเลือกบันทึกเรื่องราวที่ผูกพันไว้ในสถาปัตยกรรม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านสำหรับสมาชิกครอบครัว 50 กว่าชีวิต ออฟฟิศ และกิจการค้าขาย กระทั่งได้หวนกลับมาอีกครั้งในฐานะ ‘บ้าน’ ที่เปิดต้อนรับการจดจำครั้งใหม่ในอีกหลายรูปแบบ

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

‘บ้าน’ ที่กล่าวถึงคือ ‘บ้านตรอกถั่วงอก’ อาคารพาณิชย์ขนาด 5 คูหา ตั้งชื่อเรียกตามย่านในถนนสันติภาพ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเมื่อไร่เรียงอายุย้อนไปราว 1 ศตวรรษ คุณอาจเคยรู้จักที่นี่ในชื่อ ห้างทองเบ๊ลี่แซ ซึ่งถ้าทัน ยุค 2490 ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน สารคดีปล้นเบ๊ลี่แซ ของ สมบูรณ์ วิริยะสิริ ที่กลายเป็นภาพยนตร์ดัง ศาสนารักของนางโจร (2493) หรือที่ทำการบริษัทไทยสมุทรประกันชีวิตในอีก 50 ปีให้หลัง ตามคำบอกเล่าของ ซัน อัสสกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้รับอาสาพาเราสำรวจอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของพื้นที่ที่ตั้งใจสนับสนุนแพสชัน แรงบันดาลใจ และคอมมูนิตี้ของเหล่าคนทำงานสร้างสรรค์แห่งนี้

01

“เราไม่สร้างคำนิยามว่าคืออะไร
“ถ้าให้พูดตามตรง เราไม่อธิบายมันดีกว่า”

ซันเริ่มต้นพูดถึงตึกแถว 5 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นเหตุผลแแรกให้คุณพ่อ (กีรติ อัสสกุล) อยากชุบชีวิตบ้านที่ทรุดโทรมผ่านการเวลาสู่บันทึกที่มาที่ไปของตระกูลไว้ย้ำความทรงจำครอบครัว และเหตุผลลำดับที่สองให้ทุกคนกลับมารวมตัวกัน ในสถานที่ไหว้บรรพบุรุษ แต่ไหน ๆ ต้องรีโนเวตทั้งที ถ้าทำให้สวยน่าอยู่เพียงชั้นเดียว อีกไม่นานคงกลับสู่สภาพเดิม เพราะไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จึงเป็นเหตุผลลำดับที่ 3 ให้สี่พี่น้อง วินด์ ซัน แซนด์ และ ซี อัสสกุล ช่วยกันคิดโปรเจกต์พัฒนาบ้านหลังนี้ผ่านโจทย์การอยู่ได้ในระยะยาวของอาคาร เคารพสิ่งที่มีอยู่และเป็นสิ่งที่ทุกคนสนใจร่วมกัน 

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

หลังจากใช้เวลาคิดอยู่นาน บูทีกโฮเทล ร้านอาหาร บาร์ หรือธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่จัดการบริหารด้วยตัวเองเป็นอันต้องปัดตก เพราะเหล่าพี่น้องลงความเห็นกันว่า อยากทำครีเอทีฟสตาร์ทอัพ

“เรามีธีมชัดเจนว่าจะซัพพอร์ตคนที่มาทำงานด้วย เชื่อในสิ่งที่เขาทำและต้องเชื่อมโยงกับเรา” 

หากถอยกลับไปมองย่านเยาวราช แทบทั้งเส้นประกอบด้วยตึกแถว แต่สเปซที่ใหญ่พอให้สร้างคอมมูนิตี้สักอย่างหนึ่งได้น้อยมากจนแทบไม่มี ดังนั้น พื้นที่ทั้ง 4 ชั้นที่เหลือจึงออกแบบให้โล่งกว้างที่สุด ยึดจากแปลนเดิมที่เป็นตึกแถวตอนลึก มีคอร์ตยาร์ตตรงกลางแบ่งเป็น 2 ฝั่ง โดยชั้น 1 3 และ 4 เป็นห้องขนาดใหญ่ราว 120 ตารางเมตร และฝั่งด้านหลังราว 31 ตารางเมตร ให้หมุนเวียนจัดนิทรรศการ หรือให้เช่าสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการพบปะ ต่อยอดแพสชัน และมีเพียงชั้น 2 ชั้นเดียวที่วางระบบครัวเอาไว้

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

02

“การไม่อธิบายอย่างชัดเจนว่าตึกนี้มีไว้ทำอะไร
“ทำให้สถานที่ดูน่าสนใจและคนรู้สึกว่ามีสิ่งใหม่ตลอด”

ที่ผ่านมาบ้านตรอกถั่วงอกเคยจัดงาน Ghost 2565: อยู่ยังไงให้ไม่ตาย ของ Ghost Foundation ก่อตั้งโดย กรกฤต อรุณานนท์ชัย เป็นการการฉาย Video Installations ว่าด้วยเรื่องจิตวิญญาณ วัฒนธรรม สังคม บริบทพื้นที่ และองค์ประกอบจากอดีตที่หวนกลับมาใหม่ในความทรงจำ ผ่านรากแนวคิดแบบหลอนวิทยา (Hauntology) เมื่อจัดในย่านคนจีนเยาวราชและบ้านเก่า จึงมีมิติอาหารผ่านกระทะว็อกที่ Wendy’s Wok World มาเสิร์ฟ Chef’s Table โดยมีผู้คนรอบย่านมารับหน้าที่พนักงาน และร่วมกับ Na Projects กลุ่มคนทำงานเพื่อสังคมที่ใช้อาหารสนับสนุนการศึกษาด้านอาชีพแก่เยาวชนในกลุ่มเสี่ยงรวมถึงผู้ลี้ภัยด้วย

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

นอกจากนิทรรศการศิลปะ เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม บ้านตรอกถั่วงอกเคยเปิดบ้านเป็น Pop-up Living Room เป็นระยะเวลา 4 วันให้กับ Soho House คลับเฮาส์สำหรับคนแวดวงศิลปะและครีเอทีฟ ที่กำลังจะเปิดตัวในย่านสุขุมวิท 31 งานนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างคอมมูนิตี้และประสบการณ์การรับรู้แนวใหม่กับแบรนด์ รวมถึงงานดินเนอร์ส่วนตัวที่เล่าตัวตนผ่านเมนูของแบรนด์ LOUIS VUITTON และงานเปิดตัวเครื่องเพชรแบรนด์ไทย Premiera ส่วนงานล่าสุด คือ Dinner + Sing Song ที่กลับมาคอลแลบกับ Na Projects อีกครั้ง หลังจากทานข้าวเสร็จก็สนุกไปกับการร้องคาราโอเกะในอีกห้องหนึ่งของบ้าน

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

แม้งานทั้งหมดที่ผ่านมายังมีไม่มาก เพราะเพิ่งพร้อมเปิดบ้านได้ไม่นาน แต่ก็ไม่น้อยไปสำหรับตัวอย่างการสร้างสรรค์ของสเปซใหม่ ๆ ในแบบที่ทายาทหนุ่มอยากเห็นและอยากให้เป็น

“ผมว่าคนมาที่นี่เขาอยากเชื่อมโยงกันด้วยแรงบันดาลใจมากกว่า ซึ่งหายากนะ แต่การจะอธิบายว่า ให้เขามาดื่ม มาทานอาหาร มาทำธุรกิจที่นี่ ดูจะกลายเป็นการเจาะจงว่าตึกนี้ทำหน้าที่อะไรหรือทำกำไรเพียงอย่างเดียว จริง ๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำก็ได้กำไรบ้าง ไม่ได้กำไรบ้าง และการที่สเปซอยู่ระหว่างการทำกำไรและไม่ทำกำไร มันคือโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มาเยือน 

“ทุกคนที่มาจัดงานหรือมาทำธุรกิจ ผมรู้สึกว่าเขามาด้วยใจ ส่วนคนมาเยี่ยมชม เขาอาจมาดูงานศิลปะ แต่ในที่สุด เขาจะรู้สึกถึงแพสชันของคนจัด แพสชันของผมซึ่งสร้างสถานที่แบบนี้ขึ้นมา ผมว่าที่นี่มีเรื่องเล่าที่ลึกกว่าแค่อาหาร เครื่องดื่ม หรือบรรยากาศ” เจ้าบ้านขมวดเหตุผลที่ไม่นิยามตัวเอง

03

“เราพยายามหาบาลานซ์หรือองค์ประกอบ
“ที่เป็นความทรงจำของตึกนี้สำหรับทุกคน”

นอกจากข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างที่ผุพังมากเพราะปิดไว้ไม่ได้ใช้งานราว 50 ปี เสาบางต้นแยกตัวออกจากการรับน้ำหนัก จึงต้องแก้ด้วยการลงเสาเข็มใหม่ ซันเล่าว่าความท้าท้ายในการการรีโนเวตอาคารเก่า คือการไม่พยายามทำอะไรมากเกินไป บาลานซ์เอาของใหม่ไปใส่ แล้วก็ดูแลรักษาของเก่า

ตัวอาคารไม่ปรากฏชัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มีความงามตามสมัยนิยม ณ ขณะนั้น โดยสร้างตามแบบแผนของชาวจีนโพ้นทะเล ให้เป็นที่พักอาศัยร่วมกับการค้าขาย หรือ ‘บ้านร้านค้า’ (Shophouse) ที่ผสานความเป็นจีนและตะวันตกเข้าด้วยกัน เสริมความอู่ฟู่ด้วยการประดับตกแต่งเสา-บันไดด้วยงานปูนปั้นแบบกรีกและโรมัน ใช้กระเบื้องสไตล์เพอรานากัน ลวดลายเรขาคณิตเรียงต่อกัน มีสีสันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงประตูและหน้าต่างไม้ฝีมือช่างท้องถิ่นที่ผ่านกาลเวลามาพร้อมกัน

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

การรีโนเวตเพื่อให้เป็นพื้นที่ให้เช่า ต้องยอมแลกความงดงามบางอย่างกับฟังก์ชัน เพื่อบันทึกสภาพเดิมของตึกไว้ให้ได้มากที่สุด ซันเล่าว่าพี่ชายของเขาชักชวนให้ Vernadoc มาบันทึกทั้งตึกผ่าน Vernacular Drawing เพื่อเก็บแปลนเก่าและรายละเอียดความทรงจำต่าง ๆ ที่อาจตกหล่นระหว่างทางเอาไว้

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช
ภาพ : VERNADOC THIALAND

ร่องรอยต่อของอดีตที่อยากเก็บไว้ บวกกับการเติมของใหม่เข้ามาเพื่อการใช้งานเชิงฟังก์ชันนี้เอง ทำให้พวกเขาใช้เวลาถึง 5 ปีในการรีโนเวตทุกส่วนอย่างประณีต งานที่ใช้เวลานานคือพวกโครงสร้าง เพื่อให้มั่นใจแข็งแรง และวางระบบต่าง ๆ พร้อมรองรับการใช้งาน ด้วยความที่เคยเป็นตึกแถว 5 คูหา ผ่านการเป็นออฟฟิศของบริษัทไทยสมุทรประกันชีวิตมาแล้ว 1 ชั่วรุ่น จึงมาพร้อมกับกำแพงปูนกั้นแบ่งชั้น แบ่งห้องครบครัน ทำให้พื้นที่ด้านในมืดทึบ ระหว่างคอร์ตยาร์ดเต็มไปด้วยคอมเพรสเซอร์แอร์จนแทบมองไม่เห็นพื้น เขาเลือกแทนที่ความแข็งกร้าวของผนังเหล่านั้นด้วยการกรุกระจกใส เพื่อเปิดโล่งและนำแสงสว่างเข้าสู่พื้นที่ให้มากที่สุด แต่ไม่ลืมรักษาคาแรกเตอร์ของบ้านด้วยการวางประตูหน้าต่างและส่วนที่เป็นโครงสร้างไม้ไว้ในจุดเดิมทั้งหมด อีกนัยสำคัญคือการยึดโยงความเก่าและใหม่ที่ว่า ส่วนข้อดีของการกรุกระจกยังทำให้ผู้คนในแต่ละชั้นเห็นการเคลื่อนไหวของกันและกัน สร้างชีวิตชีวาให้กับพื้นที่มากขึ้น

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช
บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

แม้พื้นชั้นอื่น ๆ จะเป็นของเดิม แต่มีชั้นหนึ่งที่ทำขึ้นใหม่ โดยเลือกใช้กระเบื้องที่ตัดลายเดียวกับข้างบนออกมาเป็นชิ้น ๆ และนำมาประกอบกัน เพื่อให้เหมือนเงาสะท้อนจากกระเบื้องด้านบน

มีของบางอย่างที่จำเป็นต้องรื้อออกเพื่อขยายพื้นที่ อย่างช่องบันไดระหว่างชั้น 2-3 ก็นำลูกตั้งและลูกนอนมาเก็บไว้แทนที่ช่องพื้นที่ปิดไป หรือกะเทาะกำแพงออกเพื่อสร้างทางเดินเชื่อมรอบบ้าน ที่ไม่ได้ปิดผิวให้เรียบเนียนเสียทีเดียว ยังคงเผยในเห็นร่องรอยวัสดุเดิมเพื่อบอกว่าที่ตรงนี้เคยเป็นอย่างไรมาก่อน

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

“ตึกในสภาพเดิมสวยอยู่แล้ว เป็นอาคารพาณิชย์ทั่วไป มีการก่อสร้างที่หาไม่ได้แล้วในวันนี้ อีกเรื่องหนึ่งคือกาลเวลา เวลาผ่านไป ทำให้สภาพทุกอย่างมีความเก่าที่ยังคงความสวยงาม”

หากมองอย่างพินิจพิเคราะห์บ้านหลังนี้มีจุดน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ควรจะเป็นเส้นตรงในบ้านหลังนี้ส่วนมากเป็นเส้นเฉียง และไม่อยู่ในเส้นกริด อย่างคอร์ตยาร์ดที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เสา คานที่วางเฉียง อาจจะด้วยลักษณะที่ดิน บวกกับการก่อนสร้างสมัยก่อนที่ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อทำให้ทุกอย่างเป๊ะ นี่เองเป็นเสน่ห์ที่ทำให้อาคารมีความจริงชัดในความทรงจำ และยังมีอีกหลายคาแรกเตอร์ที่เก็บไว้ ไม่ใช่เพราะแค่เกี่ยวข้องกับความทรงจำเจ้าของบ้าน แต่เป็นใครสักคนที่เคยมาที่นี่

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

“ถ้าลงไปชั้น 4 จะเห็นรอยไหม้ที่พื้นกระเบื้องตรงระเบียง เราไม่ได้เปลี่ยนมัน เพราะว่าเป็นจุดที่เราเผากระดาษกงเต็กทุกครั้งที่มาไหว้ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่เรามีต่อที่นี่ หรือแม้กระทั่งสี เราเพิ่งมาทราบในช่วงนี้ว่ามันเป็นสีเขียว เพราะเมื่อก่อนเห็นเป็นสีน้ำตาลหนา ๆ ช่างที่มาขัดเขาเอากระจกไปเก็บ และเห็นตรงรอยต่อว่าเป็นสีเขียว เราเลยขอให้เขาขัดสีเคลือบข้างนอกออก เพื่อให้เป็นสีแรก ซึ่งอันนี้ไม่ได้อยู่ในความทรงจำเราเลยนะ แต่เราว่ามันเกี่ยวข้องกับความทรงจำของคนอื่น

“สิ่งที่เราชอบเห็นมากคือเวลาที่มีคุณปู่ คุณตา หรือมีแขกที่มางานเขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย แล้วไม่ร้องไห้ก็ช็อก เพราะเขาจำได้ว่าเคยวิ่งเล่น เคยอยู่ที่นี่ หรือว่ามีความทรงจำกับที่นี่ แล้วเขาก็บอกว่า เออ สีของประตูมันเคยเป็นแบบนี้เลย พื้นยังไม่ได้เปลี่ยน หรือบันไดตรงกลางระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสองก็เป็นบันไดเดิมเลยนะ แคบ ๆ เดินได้ทีละคน” ซันแบ่งปันความทรงจำของคนอื่นให้เราฟัง

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

ความท้าทายสุดท้ายที่ซันบอกว่ายากพอ ๆ กับเรื่องโครงสร้าง คือการสื่อสารรายละเอียดในเรื่องสี เพราะอย่างที่บอกว่าไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเขา รวมถึงช่างเองก็ด้วย

“มีอยู่วันหนึ่งเราไม่ได้เข้ามาดูหน้างาน ช่างอาจจะคิดว่าหน้าต่างไม้สีนี้มันเก่า ดูไม่สวย เขาเลยขัดออกเกือบหมด เหลืออยู่หนึ่งบาน แต่ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่ที่นี่ไปแล้ว”

เขาเล่าพลางพาเดินไปดูหน้าต่างบานสุดท้ายของชั้น 3 ที่ยังหลงเหลือสีเดิมให้เห็น

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

04

“ตึกมีชีวิต มีจิตวิญญาน
“ถ้าเราทำสิ่งที่ดีต่อสเปซ เรารู้สึกว่าตึกเองก็แฮปปี้”

ในอนาคตซันวางแผนว่าอยากให้ที่นี่เป็นการทดลองเพื่อมองหาผู้เช่าในระยะยาว พร้อมกับการทำให้ที่นี่เป็นหมุดหมายให้คนมาโดยตั้งใจ ชั้นแรกอาจเป็นคาเฟ่ ชั้นที่ 2 เป็นร้านอาหาร ส่วนชั้น 3-4 เป็นบาร์ ส่วนพื้นที่ชั้นอื่น ๆ ก็จัดนิทรรศการแบบหมุนเวียน เพื่อให้มีคนมาใช้งานตึกให้คึกคักอยู่ตลอด

“ความแตกต่างระหว่างตึกแถวอื่นกับที่นี่ คือคอมมูนิตี้ เพราะเรามีหลายชั้น หลายสเปซ เขาได้ดูนิทรรศการ อยากกินกาแฟก็กินกาแฟได้ หรือมาดินเนอร์ที่นี่แล้วขึ้นไปดื่มต่อข้างบนก็ได้

“ผมว่าตรงนี้มันทำให้คอนเซปต์ของตัวตึกและคอนเซปต์ของแต่ละเจ้าที่จะมาเช่าในตึกนี้มันแข็งแรงขึ้น และการที่มีหลาย ๆ เจ้าในตึกเดียวกัน ผมมองว่ามันเป็นการซัพพอร์ตกันและกัน” 

เราใช้เวลาอีกเล็กน้อยในการสำรวจอาคาร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวไม่ให้ตกหล่น ก่อนร่ำลากันในบ่ายแก่ ๆ

บางครั้งในแง่บริบทของเมืองเราอาจให้ความสนใจต่อสิ่งปลูกสร้างที่มีประวัติศาสตร์สำคัญ โดยอาจหลงลืมความเป็นพื้นถิ่น หรือจุดเล็กน้อยที่สุดท้ายจะประกอบกันเป็นบริบทใหญ่ และในแง่ของการขับเคลื่อนเมืองอย่างสร้างสรรค์ เราหวังว่าเรื่องราวของบ้านตรอกถั่วงอก จะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่เล็ก ๆ ที่เติบโตอย่างเป็นมิตรกับย่านเก่า ผู้คน และมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการรักษาคุณค่าของอาคารเก่ากับการต่อยอดไปตามยุคสมัยได้ไม่มากก็น้อย

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

บ้านตรอกถั่วงอก

ที่ตั้ง : 306 ถนนสันติภาพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เว็บไซต์ : www.baantrok.com

Instagram : baantrok

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load