19 มิถุนายน 2562
41 K

“ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ” คือคำกล่าวตอนหนึ่งในบทความ ‘จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ในช่วง พ.ศ. 2516

เป็นคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา (หากว่ายังไม่ลืมกันไป) เรายังทนทุกข์ทรมานจากปัญหามลพิษกันอยู่เลย อากาศบริสุทธิ์นั้นมีคนยึดเอาเป็นเจ้าของเสียแล้ว หากอยากจะมีไว้ในครอบครองก็จำเป็นต้องซื้อหากันผ่านหน้ากากหรือเครื่องฟอกอากาศราคาสูง

ถึงแม้ตอนนี้มลพิษจะดีขึ้นบ้างแล้วด้วยลมและฝนตามฤดูกาล แต่คงดูไร้เดียงสาเกินไปถ้าคิดว่ามันจะไปแบบไม่กลับมาอีก อาจจะไม่ต้องคิดไปไกลถึงเรื่องของนโยบายหรือมาตรการอะไรขนาดนั้น แค่เพียงพื้นที่สีเขียวที่พอจะให้ร่มเงาและบรรเทามลพิษเหล่านี้นั้นก็หาได้ยาก ยิ่งในวันที่เราตัดต้นไม้และปลูกคอนโดฯ ในเมืองกันเป็นว่าเล่น

คุณภาพชีวิตของคนในเมืองนั้นก็ว่ายากแล้ว คุณภาพชีวิตของคนในย่านเมืองเก่านั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เพราะผังเมืองเก่าที่ถูกก่อร่างมาเมื่อกว่าร้อยปีก่อนนั้น เมื่อผสมกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป และรูปแบบการทำงาน การใช้ชีวิต ซึ่งยากเหลือเกินที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้เกิดพื้นที่สีเขียวขึ้นมา

เมื่อคุณภาพชีวิตในเมืองเก่าไม่ได้สะดวกหรือมีคุณภาพ ความเป็นอยู่ก็แออัด พื้นที่สีเขียวที่จะช่วยให้รื่นรมย์บ้างในแต่ละวันก็ไม่มี คนรุ่นใหม่ๆ ที่โตขึ้นมาก็ไม่รู้จะทนอยู่ต่อไปทำไมเลยเริ่มย้ายออกไปอยู่แถบชานเมืองแทน เมื่อย้ายออกไปกันมากเข้า ความคิดสร้างสรรค์ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่ก็ค่อยๆ จางไป เศรษฐกิจก็ถดถอยลง เมืองเก่าก็ซบเซาและกลายเป็นย่านเสื่อมโทรมไปในที่สุด หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าพื้นที่สีเขียวนั้นจะมีผลกระทบกับเมืองได้มากถึงขนาดนี้

และคำถามคือถ้าไม่มีพื้นที่สีเขียวอันนั้นในชุมชนแล้วจะทำยังไงดี ? วันนี้ผมกำลังจะพาทุกคนไปชมพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านตลาดน้อยที่ถูกรีโนเวตจากโรงกลึงเก่า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นด้วยมือของเหล่าชาวบ้านในชุมชนที่มารวมตัวกันในชื่อ ‘กลุ่มคนรักตลาดน้อย’ และทีมสถาปนิกจาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมอาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์โดยมี โจ-จุฤทธิ์ กังวานภูมิ และ ภา-ประภาพร บำรุงไทย เป็นตัวแทนทีมสถาปนิก มาเล่าถึงการประสานสร้างความร่วมมือจากกรมธนารักษ์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่โครงการ จนเกิดพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ที่นอกจากจะช่วยให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังจะช่วยพัฒนาให้ย่านตลาดน้อยมีอนาคตที่ยืนยาวต่อไปอีกด้วย

นี่คือเรื่องราวที่น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้เห็นว่าพลังของคนตัวเล็กๆ นั้นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ผมจึงขอเชิญให้ทุกคนได้มีโอกาสเดินทางมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นจากท่าแล้วได้เดินชมบรรยากาศย่านตลาดน้อยสักนิดหนึ่ง ทั้งศาลเจ้าและร้านเซียงกง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าซอยท่าน้ำภานุรังษีนี้เข้ามาและรับฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกัน

1

เขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่ำที่สุด

เราถามถึงเรื่องราวของจุดเริ่มต้นโครงการนี้กับโจ สถาปนิกผู้ซึ่งเกิดในย่านตลาดน้อยและได้มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่บ้านตัวเอง

“โครงการเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ตอนนั้นเริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องของ Healthy City หรือเมืองสุขภาวะ และ สสส. ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมก็คือตัวพื้นที่ที่รองรับสุขภาวะ

“ผมทำงานอยู่ที่อาศรมศิลป์ ตอนนั้นพูดคุยกันในทีมว่าที่ไหนที่ถ้าทำให้มันเกิดพื้นที่ขึ้นมาแล้วจะสร้างผลกระทบในวงกว้างมากที่สุด ก็ดูกันหลายพื้นที่ก่อนจะมาสรุปที่ย่านเยาวราช  พื้นที่เยาวราชที่หมายถึงคือเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายไปจนถึงสัมพันธวงศ์

“เขตนี้เป็นเขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศ ซึ่งมันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงจากหลายๆ สิ่ง ทั้งรถไฟฟ้า ผังเมือง และยังเป็นเมืองเก่าที่มีคนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง มีมิติเรื่องของประวัติศาสตร์ มีเรื่องของเศรษฐกิจและการค้า

“ตอนนั้นทางอาศรมศิลป์ก็มองว่าพื้นที่นี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะกระตุ้นทั้งผู้อยู่อาศัยในย่านนี้ ภาครัฐ และเหล่านักลงทุน ให้พื้นที่มันคึกคักขึ้นมาได้หลังจากที่กำลังค่อยๆ ซบเซาลง แต่พอมาลงพื้นที่พูดคุยจริงๆ ก็พบว่าในบริเวณเยาวราชมันยากมาก เพราะบริเวณนั้นมันเป็นย่านการค้าที่ยุ่งมากทุกช่วงวันจนคนแทบจะไม่มีเวลาว่างมาหยุดคิดอะไรเลย

“อาศรมศิลป์ก็เลยหันมามองตลาดน้อยแทน เพราะการค้าขายในย่านนี้มันไม่วุ่นวายเท่าเยาวราช แล้วถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่อะไรก็ตามคนละแวกนี้พร้อมที่จะปรับตัว และอีกเรื่องก็คือพื้นที่ตลาดน้อยนั้นเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่คนดั้งเดิมยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่กันเยอะมาก ต่างจากเยาวราชที่เจ้าของบ้านจำนวนมากย้ายออกไปข้างนอกหมดแล้วทิ้งลูกจ้างอยู่เฝ้าร้าน ความผูกพันกับพื้นที่ของตลาดน้อยเลยอาจจะมีดีกรีที่เข้มข้นกว่า” โจเล่าถึงที่มาที่ไปในการเลือกพื้นที่ย่านตลาดน้อย

“ในวงการสถาปนิก ภูมิสถาปนิกเราเริ่มแอ็คทีฟเรื่องพื้นที่สีเขียวมากขึ้นในประเทศไทย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมทั่วไปในกรุงเทพฯ จริงๆ แล้วคนทั่วไปหมดหวังกับการจะมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แล้ว เพราะผังเมืองมันเปลี่ยนแปลงยากมาก ดังนั้น อย่างน้อยถ้าเราจุดประกายให้มันเกิดพื้นที่สีเขียวเล็กๆ หลายๆ จุดจนมันเชื่อมกันเป็นพื้นที่ใหญ่ โดยแต่ละจุดเราก้าวเท้าออกจากบ้านในเวลา 5 – 10 นาทีได้นั้น มันก็พอจะให้ชื่นใจได้บ้าง

“เราเลยคิดว่าอย่างน้อยการจุดประกายอย่างนี้มันยังทำให้ชุมชนที่มีพื้นที่สีเขียวเล็กๆ มันได้มีความหวังว่า เราก็เป็นคนตัวเล็กๆ ที่สามารถขับเคลื่อนให้ชุมชนตัวเองมีพื้นที่สีเขียว แล้วถ้าสมมติคนทำแบบนี้ได้อีกสักหมื่นจุด พันจุด ทั่วกรุงเทพฯ เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ” ภาอธิบายเสริมถึงอนาคตของวงการภูมิสถาปัตย์

2

ตลาดน้อยเมื่อก่อนไม่ใช่ตลาด

พี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ย่านตลาดน้อยว่า ที่นี่คือพื้นที่ซ่อมเรือที่แรกของกรุงเทพฯ เพราะท่าเรือแรกของกรุงเทพฯ นั้นคือแถวสำเพ็ง ก่อนที่จะย้ายไปคลองเตย และแหลมฉบังในปัจจุบัน

เมื่อก่อนตัวเมืองคือเกาะรัตนโกสินทร์ เวลาที่เรือสินค้าเดินทางมาจะผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจากทางทะเล ผ่านป้อมเก่าตรงวังเดิม ล่องเข้ามาถึงเจริญกรุงจ่ายภาษีตรงโรงภาษี (สถานีดับเพลิงบางรักในปัจจุบัน) แล้วก็มาลงของที่ท่าเรือซึ่งก็คือแถวบริเวณตลาดสำเพ็ง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นถนนไปแล้ว

หลังจากที่ลงสินค้าเสร็จเรือก็จะแวะไปซ่อมชิ้นส่วนที่เสียหายกันที่ตลาดน้อย และเพราะเรือมีชิ้นส่วนที่ประกอบด้วยเหล็กอยู่มาก พื้นที่ตลาดน้อยจึงมีร้านค้าที่ทำหน้าที่ทั้งตีเหล็ก กลึงชิ้นส่วนต่างๆ การซ่อมเครื่องยนต์ ไปจนถึงเตรียมอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงให้กลายมาเป็นเซียงกง หรือย่านค้าเครื่องยนต์เก่าในปัจจุบัน

3

ตามหาที่ว่าง

เราหันมาหาทางกลุ่มคนรักตลาดน้อยบ้างว่า อะไรทำให้เราตัดสินใจว่าจะมาร่วมกับทางสถาปนิกชุมชนทั้งสองคนนี้

“เมื่อสักเจ็ดแปดปีที่แล้วพวกเราก็ได้เจออาศรมศิลป์เข้ามาสำรวจพื้นที่พอดี ในช่วงนั้นย่านตลาดน้อยมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาเดินอยู่เยอะมาก แต่เราก็ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางหรือแลนด์มาร์ก ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวอะไรเลย ถ้าจะมีคนใช้งานอะไรบ้างก็มีแม่บ้านบางคนมาเต้นแอโรบิกที่ท่าน้ำภานุรังษีตอนเย็นแค่นั้น

“เราก็เลยคิดว่าถ้ามีพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นปอดของคนตลาดน้อย ให้คนในชุมชนได้มาเดิน มาพักผ่อนหรือเป็นที่พบปะกันก็น่าจะดี” พี่สุภาพร ตัวแทนจากกลุ่มคนรักตลาดน้อย เล่าให้เราฟังถึงแรงบันดาลใจในการร่วมมือกับทางอาศรมศิลป์ในครั้งแรก

วิธีการทำงานของอาศรมศิลป์และเหล่าชาวบ้านในชุมชนนั้นเกิดขึ้นด้วยการพูดคุยกันเองในชุมชน ซึ่งประเด็นที่แทบทุกคนหยิบยกมาตรงกันก็มีอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรกคือ การไม่มีพื้นที่สาธารณะที่สามารถเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกแล้ว สถานที่ที่พอจะเข้าถึงได้ก็มีห้างริมน้ำที่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่พอสมควร อย่างวัด ศาลเจ้า และโรงเรียน ทั้งหมดก็ยินดีแต่ก็เห็นด้วยกับเรื่องของกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอยู่ จึงไม่ได้เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง ทั้งที่เขตนี้เป็นเขตที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยายาวกว่า 2 กิโลเมตร แต่กลับไม่เหลือพื้นที่ที่จะให้คนในชุมชนสามารถไปยืน ไปเห็น ไปสัมผัสรับลมแม่น้ำได้เลย

“พื้นที่ริมน้ำเมื่อก่อนทุกซอยถึงริมน้ำหมดเลย แต่ละบ้าน อย่างบ้านป้าวันนี่ก็มีทางลงน้ำ เพราะสมัยก่อนเวลาน้ำไม่ไหล พวกเราก็เคยมาอาบน้ำ แล้วสมัยนั้นมันมีเรือไว้ขนถ่ายสินค้า เป็นเรือที่ขึ้นตรงนั้น ก็จะมีเด็กว่ายน้ำ แต่พอสังคมเปลี่ยนแต่ละบ้านก็เริ่มตีกรอบทำรั้ว ความรู้สึกที่อยู่กันเหมือนญาติก็จางลงไป” กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าความหลังในอดีตถึงการเข้าถึงริมน้ำ

“ส่วนปัจจัยอย่างที่สองคือ เรื่องของความน่าอยู่อาศัยของชุมชน ที่ตอนนี้คนเก่าๆ ในชุมชนก็ยังอาศัยอยู่กัน แต่ในอนาคตมันมีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ๆ อาจจะย้ายออกไป เพราะเขตเมืองเก่ามันก็ไม่ได้สะดวกสบายตอบรับชีวิตยุคใหม่เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเรื่องที่จอดรถ ห้างร้านอะไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือสมัยผมยังเด็กๆ ผู้ใหญ่จะชอบบอกว่าอย่าออกไปเดินข้างนอกบ้าน มันอันตราย คือย่านเซียงกงเนี่ยมันก็มีทั้งเศษเครื่องยนต์ เครื่องจักร น้ำมันกองอยู่เต็มถนน เดินก็ลื่นหกล้มได้

“ไหนจะพวกคนงานมากมายอีก อย่างถ้าคนในชุมชนมีลูกสาวเขาก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะให้ลูกเดินเข้าซอยมาคนเดียวมืดๆ พอมารวมกันในหลายๆ ประเด็นมันก็ทำให้บางทีคนก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าอยู่ อยู่ไม่สบาย วันหนึ่งเขาก็อาจจะย้ายออกไป แล้วความเป็นชุมชนที่คนข้างในรู้จักกัน เห็นอกเห็นใจกัน มีน้ำใจให้กัน มันก็จะค่อยๆ หายไป คนก็จะยิ่งย้ายออกไปอีก พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ชุมชนนั้นน่าอยู่ขึ้นจึงอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นคำตอบของทุกปัญหาที่ว่ามา” โจเสริมในเรื่องของพื้นที่สาธารณะที่จะช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างในชุมชน

ผมถามพี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยว่า ถ้าลูกๆ หลานๆ ของพี่ๆ ทุกคนจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ไหม

“ไม่โอเค เราไม่โอเค (ตอบทันที) ยังไงเราก็ยังอยากอยู่ที่นี่ อย่างที่บอก ที่นี่มันเป็นวิถีชีวิตชุมชนที่ยังเหมือนเดิม และสะดวกสบายมาก ไปที่ไหนก็ใกล้ เดินทางสะดวก คนที่อยู่ในซอยบ้านเดียวกันนี่ก็รู้จักกันหมด ถ้าเราเลือกได้เราก็อยากอยู่ที่เดิม” พี่สุภาพรตอบมาทันที

อาศรมศิลป์เลยลองชวนให้ชาวชุมชนมาลองนึกถึงพื้นที่ริมน้ำที่เคยใช้สมัยอดีตจากความทรงจำ ทาบกับแผนที่ในปัจจุบัน และได้พื้นที่ริมน้ำมาหลายๆ จุดในย่านนี้ โดยจุดที่มีความน่าสนใจและเป็นไปได้มากที่สุดก็คือพื้นที่โรงกลึงเก่าริมท่าน้ำภานุรังษี ซึ่งทุกคนเคยเดินผ่านโรงกลึงแห่งนี้เข้ามาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในสมัยก่อน

“ก็พอดีว่าในตอนนั้นทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปของกลุ่มอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ และ อ. ปองขวัญ ลาซูส (ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง bangkok 1899) มาคุยกับทางเราถึงเรื่องวาระร้อยปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งท่านก็เป็นคนตลาดน้อย และทางลูกศิษย์ของอาจารย์ป๋วยก็มีวาระร่วมกันคือ อยากจะทำอนุสรณ์ถึงอาจารย์ป๋วยสักอย่าง ซึ่งแง่มุมที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับท่านก็คือ ความเป็นคนมีสุนทรียะ มีศิลปะ อยู่ในหัวใจ

“เราจึงคิดว่ามันน่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และถ้ามันจะมีพื้นที่สักที่หนึ่งที่สื่อถึงมุมมองด้านสุนทรียะและศิลปะของอาจารย์ป๋วย และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในเวลาเดียวกัน มันก็จะเป็นอนุสรณ์แก่ท่านได้ดีมาก เราก็เลยได้ไอเดียในการผสานรวมเข้าด้วยกันกับพื้นที่โรงกลึงเก่าที่เราสนใจอยู่ขึ้นมา” โจเล่าให้ฟังถึงโอกาสที่ผ่านเข้ามาแบบไม่คาดฝัน

4

ขอ

หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มการขอพื้นที่จากกรมธนารักษ์ให้กลับมาเป็นของสาธารณะ ซึ่งวิธีการขอพื้นที่นั้นช่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่มีพลัง นั่นคือ การเขียนจดหมายขอ

“เราใช้วิธีเขียนจดหมายเป็นลายมือไปหากรมธนารักษ์ เพราะด้วยความที่มันเป็นกระดาษที่เขียนโดยลายมือคน เรารู้สึกว่ามันแสดงถึงความจริงใจ เราค่อยๆ เขียนไปทีละครั้งสองครั้ง ครั้งหนึ่งก็ 4 – 5 ฉบับ บางฉบับก็มีการร่วมลงนามในจดหมายด้วย ทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เข้ามาช่วยสนับสนุนในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” โจเล่าย้อนความหลังถึงการได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

บังเอิญที่ตอนนั้นมีลูกศิษย์ของ อ.ป๋วย เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็คือ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่สนใจโครงการนี้อย่างมาก เพราะเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับชุมชน เงื่อนไขเรื่องที่ดินก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพราะมันเป็นที่ของรัฐเอง จนถึงค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้ใช้เงินที่สูงมากมาย จึงเกิดการประสานภายในกระทรวงมาจนถึงกรมธนารักษ์ ในช่วงที่ อ.นริศ ชัยสูตร เป็นอธิบดีอยู่ ซึ่งท่านก็เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ จึงเจรจากับผู้เช่าเดิมและทำให้เกิดการมอบพื้นที่คืนมาแก่ชุมชน พร้อมกับเงินค่าก่อสร้างเพื่อจัดทำเป็นพื้นที่สาธารณะตามที่พูดคุยกันได้สำเร็จ

ในตอนที่กรมธนารักษ์เจรจากับผู้เช่าเดิมที่มีพื้นที่อยู่ 400 ตารางวา ก็สรุปกันมาเป็นการขอแบ่งพื้นที่กลับมาทำพื้นที่สาธารณะกันได้ที่ 200 ตารางวา หรือครึ่งเดียวของพื้นที่ทั้งหมด

“พื้นที่ทั้งหมดคือ 400 ตารางวา สุดท้ายแล้วได้มา 200 ตารางวา แต่ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์แก่ชุมชนจริงๆ คนสามารถเข้ามาใช้ได้ รองรับกิจกรรม และชุมชนได้รับอากาศดีๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” โจเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่รู้ผลการส่งมอบพื้นที่

5

เปลี่ยนโรงกลึงสู่พื้นที่สาธารณะ

หลังจากที่ได้พื้นที่มาแล้ว ก็ถึงเวลาที่สถาปนิกจะได้วางรูปแบบการใช้งานให้กับพื้นที่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะด้วยเงื่อนไขใหม่ที่ได้พื้นที่มาครึ่งเดียวของที่ตั้งใจไว้แต่แรก

“ชื่อของโครงการนี้ตอนที่เสนอกับทางกรมธนารักษ์คือ ‘สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)‘ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราทำพิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว คนก็จะมาที่นี่แค่ครั้งเดียวในชีวิต ดังนั้น มันเลยจำเป็นต้องมีฟังก์ชันการใช้งานอย่างอื่นที่สร้างให้เกิดกิจกรรม ให้มีคนมาใช้งาน หรือแม้แต่ใครอยากมาเยี่ยมเราก็จะได้มีที่ต้อนรับและพูดคุยกัน ตรงนี้น่าจะเป็นโปรแกรมหลักที่ทางชุมชนและคนออกแบบคิดว่ามันควรจะเป็นพื้นที่หลักมากกว่าพิพิธภัณฑ์ เราก็เลยคิดว่าพื้นที่หลักของอาคารควรจะเป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับทุกคน พื้นที่สีเขียวสาธารณะริมน้ำ และร้านค้าสำหรับธุรกิจชุมชนนี้ ส่วนพื้นที่รองคือพิพิธภัณฑ์ป๋วย” โจอธิบายถึงการแบ่งพื้นที่ใช้สอยใหม่ในโครงการ

ตัวอาคารโรงกลึงเก่าที่ติดอยู่ในพื้นที่มาด้วยนั้นเป็นอาคารเก่าแก่เกือบร้อยปี แต่โครงสร้างค่อนข้างทรุดโทรม อาศรมศิลป์ซึ่งเคารพและเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์ในตัวอาคารโรงกลึงแห่งนี้จึงตัดสินใจสร้างอาคารใหม่โดยอิงรูปทรงและสัดส่วนจากอาคารโรงกลึงเดิม รวมถึงเก็บชิ้นส่วนของอาคารเดิมไว้ก่อนนำกลับมาประกอบกลับเข้ามาให้อยู่ในอาคารหลังใหม่ด้วย เพื่อที่ว่าในอนาคตถ้าย่านเซียงกงอาจจะไม่อยู่ที่ตลาดน้อยแล้ว แต่คนรุ่นหลังก็จะรับรู้ถึงอดีตของพื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านทางโรงกลึงแห่งนี้

“ทีแรกสุดทีมก็เข้ามารังวัดและสำรวจตัวอาคารว่ามีองค์ประกอบไหนพอจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยตอนที่เราสร้างอาคารใหม่ขึ้นมา เราก็ถอดสัดส่วนมาจากอาคารโรงกลึงเก่า ตำแหน่งเสาแต่ละต้นก็ยึดเอาจากตำแหน่งเดิม ก่อนที่จะนำเอาเสาจากอาคารเดิมมาติดเข้าไปในอาคารใหม่โดยเป็นการประดับตกแต่งเพื่อให้เห็นถึงบรรยากาศอาคารหลังนี้ในสมัยก่อน”

และในด้านของพื้นที่ซึ่งเล็กกว่าที่คาดไว้ ทางสถาปนิกก็เกิดความคิดที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกถึงพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น และทำให้โรงกลึงนั้นถูกเห็นจากในพื้นที่อย่างโดดเด่น อาคารส่วนหน้าสุดริมแม่น้ำที่ทอดตัวยาวตามความลึกของพื้นที่ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้านค้าของธุรกิจในชุมชน จึงถูกออกแบบให้กรุปิดผิวอาคารด้วยกระจกเงาที่จะสะท้อนต้นไม้และทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูเขียวและใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ส่วนต้นไม้ใหญ่ทั้งสามต้นในพื้นที่นั้นชาวบ้านบางคนก็ว่าเป็นต้นไม้ดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโรงกลึงยังเปิดทำงานอยู่ อายุของทั้งสามต้นนั้นจึงไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งก็ได้มอบร่มเงาแสนร่มรื่นให้กับทั้งพื้นที่เป็นอย่างดี แม้ผมจะยืนอยู่ตอนเที่ยงวันแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงลมแม่น้ำแสนเย็นสบายที่พัดโชยเข้ามา

6

ชุบชีวิต

หลังจากที่การก่อสร้างของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง คนในชุมชนต่างก็เริ่มมองเห็นอนาคตใหม่ของตลาดน้อย โดยสะท้อนผ่านออกมาทางการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเก่าในละแวกรอบๆ พิพิธภัณฑ์ป๋วย

“มันเป็นโดมิโนตัวแรกที่ค่อยๆ ขยับและทำให้คนแถวนี้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสักอย่างกับบ้านหรือตึกที่เขามีอยู่” โจเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรารู้สึกว่าทุกคนในชุมชนได้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ร่วมกันจริงๆ อย่างหลายๆ บ้านที่อยู่รอบๆ โครงการนี้ พอเขาเห็นการก่อสร้างใกล้เสร็จก็เห็นคุณค่าที่จะเกิดขึ้น และเริ่มมีการขยับตัวนำพื้นที่รกร้างมาทำเป็นอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ทำให้เขาและชุมชนได้ประโยชน์ เพราะทำให้พื้นที่ที่ดูเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมหน้าของชุมชนนี้ไปได้เลย” ภาเสริมถึงการตื่นตัวของผู้คนในละแวกนี้

ทั้งสองคนยังอธิบายให้เราฟังอีกด้วยว่าในระยะยาวทางกรุงเทพมหานครมีแผนอยากจะทำแผนแม่บทใหม่ของกรุงเทพฯ ที่หยิบเอาพื้นที่ลักษณะนี้มาสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ กระจายไปในหลายๆ ชุมชน และหาทางเชื่อมพื้นที่สีเขียวเล็กๆ เหล่านั้นมันเข้าด้วยกันให้กลายเป็นเหมือน Green Link และพื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ก็เหมือนเป็นเคสที่จะถูกหยิบไปให้ชาวชุมชนอื่นๆ ได้ดูอีกด้วย

ในตอนนี้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการส่งมอบงานจากผู้รับเหมา หลังจากส่งมอบกันเสร็จสิ้น กลุ่มคนรักตลาดน้อย สถาบันอาศรมศิลป์ และกรมธนารักษ์ จะหารือร่วมกันเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ อาจจะมีการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่างมูลนิธิโดยมีกรรมการมาจากเจ้าของที่อย่างกรมธนารักษ์ ชุมชน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้มาช่วยกันบริหารจัดการพื้นที่ ทั้งในส่วนของการดูแลความเรียบร้อย จัดกิจกรรม และหารายได้จากค่าเช่าที่และค่าจัดกิจกรรม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จการตั้งเป็นมูลนิธิในลักษณะที่ว่ามา โมเดลการจัดการพื้นที่แบบนี้ก็น่าจะถูกหยิบไปพัฒนาต่อในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปอีกเช่นกัน

สุดท้ายก่อนที่จะร่ำลากันจากพิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ ผมถามทางสถาปนิกผู้เริ่มทำโครงการนี้ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วถึงความรู้สึกว่า ตัวสถาปนิกเองทำหน้าที่เกินความเป็นนักออกแบบอาคารไปรึเปล่า

“เรารู้สึกว่าสถาปนิกมันไม่ใช่อาชีพที่จะมาสร้างตึกใหญ่โตเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เราเหมือนเป็นคนตัวเล็กๆ ที่รับฟังอย่างตั้งใจ ว่าปัญหาของชุมชนคืออะไร แล้วสามารถประสานหาความร่วมมือกับใครได้บ้าง แม้เราจะเป็นแค่คนตัวเล็กๆ แต่ด้วยความเชื่อมโยงและการเอาจริง มันทำได้

“วันหนึ่งบทบาทของสถาปนิกมันอาจจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่สร้างตึกสวยๆ แต่สามารถสร้างความร่วมมือ เชื่อมโยงเครือข่าย แล้วก็ผลักดันโครงการดีๆ จากข้างล่างขึ้นข้างบน เพื่อให้มันเกิดประโยชน์ได้จริงๆ อย่างโครงการนี้แหละ” ภาทิ้งท้ายถึงหน้าที่ของสถาปนิกชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ขอบคุณ บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)

ที่อยู่  : https://goo.gl/maps/eoJiXvVFcEjafyDj7

สถานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่สามารถเดินไปชมบรรยากาศด้านในได้

ระยะเวลาดำเนินงาน 8 ปี

สถาปนิกโครงการ ทีมสถาปนิก จาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

ภูมิสถาปัตย์ บริษัท ฉมาโซเอ็น จำกัด

เจ้าของที่ดิน กรมธนารักษ์

 

19 มิถุนายน 2562
41 K

“ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ” คือคำกล่าวตอนหนึ่งในบทความ ‘จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ในช่วง พ.ศ. 2516

เป็นคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา (หากว่ายังไม่ลืมกันไป) เรายังทนทุกข์ทรมานจากปัญหามลพิษกันอยู่เลย อากาศบริสุทธิ์นั้นมีคนยึดเอาเป็นเจ้าของเสียแล้ว หากอยากจะมีไว้ในครอบครองก็จำเป็นต้องซื้อหากันผ่านหน้ากากหรือเครื่องฟอกอากาศราคาสูง

ถึงแม้ตอนนี้มลพิษจะดีขึ้นบ้างแล้วด้วยลมและฝนตามฤดูกาล แต่คงดูไร้เดียงสาเกินไปถ้าคิดว่ามันจะไปแบบไม่กลับมาอีก อาจจะไม่ต้องคิดไปไกลถึงเรื่องของนโยบายหรือมาตรการอะไรขนาดนั้น แค่เพียงพื้นที่สีเขียวที่พอจะให้ร่มเงาและบรรเทามลพิษเหล่านี้นั้นก็หาได้ยาก ยิ่งในวันที่เราตัดต้นไม้และปลูกคอนโดฯ ในเมืองกันเป็นว่าเล่น

คุณภาพชีวิตของคนในเมืองนั้นก็ว่ายากแล้ว คุณภาพชีวิตของคนในย่านเมืองเก่านั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เพราะผังเมืองเก่าที่ถูกก่อร่างมาเมื่อกว่าร้อยปีก่อนนั้น เมื่อผสมกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป และรูปแบบการทำงาน การใช้ชีวิต ซึ่งยากเหลือเกินที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้เกิดพื้นที่สีเขียวขึ้นมา

เมื่อคุณภาพชีวิตในเมืองเก่าไม่ได้สะดวกหรือมีคุณภาพ ความเป็นอยู่ก็แออัด พื้นที่สีเขียวที่จะช่วยให้รื่นรมย์บ้างในแต่ละวันก็ไม่มี คนรุ่นใหม่ๆ ที่โตขึ้นมาก็ไม่รู้จะทนอยู่ต่อไปทำไมเลยเริ่มย้ายออกไปอยู่แถบชานเมืองแทน เมื่อย้ายออกไปกันมากเข้า ความคิดสร้างสรรค์ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่ก็ค่อยๆ จางไป เศรษฐกิจก็ถดถอยลง เมืองเก่าก็ซบเซาและกลายเป็นย่านเสื่อมโทรมไปในที่สุด หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าพื้นที่สีเขียวนั้นจะมีผลกระทบกับเมืองได้มากถึงขนาดนี้

และคำถามคือถ้าไม่มีพื้นที่สีเขียวอันนั้นในชุมชนแล้วจะทำยังไงดี ? วันนี้ผมกำลังจะพาทุกคนไปชมพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านตลาดน้อยที่ถูกรีโนเวตจากโรงกลึงเก่า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นด้วยมือของเหล่าชาวบ้านในชุมชนที่มารวมตัวกันในชื่อ ‘กลุ่มคนรักตลาดน้อย’ และทีมสถาปนิกจาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมอาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์โดยมี โจ-จุฤทธิ์ กังวานภูมิ และ ภา-ประภาพร บำรุงไทย เป็นตัวแทนทีมสถาปนิก มาเล่าถึงการประสานสร้างความร่วมมือจากกรมธนารักษ์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่โครงการ จนเกิดพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ที่นอกจากจะช่วยให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังจะช่วยพัฒนาให้ย่านตลาดน้อยมีอนาคตที่ยืนยาวต่อไปอีกด้วย

นี่คือเรื่องราวที่น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้เห็นว่าพลังของคนตัวเล็กๆ นั้นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ผมจึงขอเชิญให้ทุกคนได้มีโอกาสเดินทางมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นจากท่าแล้วได้เดินชมบรรยากาศย่านตลาดน้อยสักนิดหนึ่ง ทั้งศาลเจ้าและร้านเซียงกง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าซอยท่าน้ำภานุรังษีนี้เข้ามาและรับฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกัน

1

เขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่ำที่สุด

เราถามถึงเรื่องราวของจุดเริ่มต้นโครงการนี้กับโจ สถาปนิกผู้ซึ่งเกิดในย่านตลาดน้อยและได้มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่บ้านตัวเอง

“โครงการเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ตอนนั้นเริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องของ Healthy City หรือเมืองสุขภาวะ และ สสส. ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมก็คือตัวพื้นที่ที่รองรับสุขภาวะ

“ผมทำงานอยู่ที่อาศรมศิลป์ ตอนนั้นพูดคุยกันในทีมว่าที่ไหนที่ถ้าทำให้มันเกิดพื้นที่ขึ้นมาแล้วจะสร้างผลกระทบในวงกว้างมากที่สุด ก็ดูกันหลายพื้นที่ก่อนจะมาสรุปที่ย่านเยาวราช  พื้นที่เยาวราชที่หมายถึงคือเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายไปจนถึงสัมพันธวงศ์

“เขตนี้เป็นเขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศ ซึ่งมันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงจากหลายๆ สิ่ง ทั้งรถไฟฟ้า ผังเมือง และยังเป็นเมืองเก่าที่มีคนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง มีมิติเรื่องของประวัติศาสตร์ มีเรื่องของเศรษฐกิจและการค้า

“ตอนนั้นทางอาศรมศิลป์ก็มองว่าพื้นที่นี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะกระตุ้นทั้งผู้อยู่อาศัยในย่านนี้ ภาครัฐ และเหล่านักลงทุน ให้พื้นที่มันคึกคักขึ้นมาได้หลังจากที่กำลังค่อยๆ ซบเซาลง แต่พอมาลงพื้นที่พูดคุยจริงๆ ก็พบว่าในบริเวณเยาวราชมันยากมาก เพราะบริเวณนั้นมันเป็นย่านการค้าที่ยุ่งมากทุกช่วงวันจนคนแทบจะไม่มีเวลาว่างมาหยุดคิดอะไรเลย

“อาศรมศิลป์ก็เลยหันมามองตลาดน้อยแทน เพราะการค้าขายในย่านนี้มันไม่วุ่นวายเท่าเยาวราช แล้วถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่อะไรก็ตามคนละแวกนี้พร้อมที่จะปรับตัว และอีกเรื่องก็คือพื้นที่ตลาดน้อยนั้นเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่คนดั้งเดิมยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่กันเยอะมาก ต่างจากเยาวราชที่เจ้าของบ้านจำนวนมากย้ายออกไปข้างนอกหมดแล้วทิ้งลูกจ้างอยู่เฝ้าร้าน ความผูกพันกับพื้นที่ของตลาดน้อยเลยอาจจะมีดีกรีที่เข้มข้นกว่า” โจเล่าถึงที่มาที่ไปในการเลือกพื้นที่ย่านตลาดน้อย

“ในวงการสถาปนิก ภูมิสถาปนิกเราเริ่มแอ็คทีฟเรื่องพื้นที่สีเขียวมากขึ้นในประเทศไทย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมทั่วไปในกรุงเทพฯ จริงๆ แล้วคนทั่วไปหมดหวังกับการจะมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แล้ว เพราะผังเมืองมันเปลี่ยนแปลงยากมาก ดังนั้น อย่างน้อยถ้าเราจุดประกายให้มันเกิดพื้นที่สีเขียวเล็กๆ หลายๆ จุดจนมันเชื่อมกันเป็นพื้นที่ใหญ่ โดยแต่ละจุดเราก้าวเท้าออกจากบ้านในเวลา 5 – 10 นาทีได้นั้น มันก็พอจะให้ชื่นใจได้บ้าง

“เราเลยคิดว่าอย่างน้อยการจุดประกายอย่างนี้มันยังทำให้ชุมชนที่มีพื้นที่สีเขียวเล็กๆ มันได้มีความหวังว่า เราก็เป็นคนตัวเล็กๆ ที่สามารถขับเคลื่อนให้ชุมชนตัวเองมีพื้นที่สีเขียว แล้วถ้าสมมติคนทำแบบนี้ได้อีกสักหมื่นจุด พันจุด ทั่วกรุงเทพฯ เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ” ภาอธิบายเสริมถึงอนาคตของวงการภูมิสถาปัตย์

2

ตลาดน้อยเมื่อก่อนไม่ใช่ตลาด

พี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ย่านตลาดน้อยว่า ที่นี่คือพื้นที่ซ่อมเรือที่แรกของกรุงเทพฯ เพราะท่าเรือแรกของกรุงเทพฯ นั้นคือแถวสำเพ็ง ก่อนที่จะย้ายไปคลองเตย และแหลมฉบังในปัจจุบัน

เมื่อก่อนตัวเมืองคือเกาะรัตนโกสินทร์ เวลาที่เรือสินค้าเดินทางมาจะผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจากทางทะเล ผ่านป้อมเก่าตรงวังเดิม ล่องเข้ามาถึงเจริญกรุงจ่ายภาษีตรงโรงภาษี (สถานีดับเพลิงบางรักในปัจจุบัน) แล้วก็มาลงของที่ท่าเรือซึ่งก็คือแถวบริเวณตลาดสำเพ็ง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นถนนไปแล้ว

หลังจากที่ลงสินค้าเสร็จเรือก็จะแวะไปซ่อมชิ้นส่วนที่เสียหายกันที่ตลาดน้อย และเพราะเรือมีชิ้นส่วนที่ประกอบด้วยเหล็กอยู่มาก พื้นที่ตลาดน้อยจึงมีร้านค้าที่ทำหน้าที่ทั้งตีเหล็ก กลึงชิ้นส่วนต่างๆ การซ่อมเครื่องยนต์ ไปจนถึงเตรียมอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงให้กลายมาเป็นเซียงกง หรือย่านค้าเครื่องยนต์เก่าในปัจจุบัน

3

ตามหาที่ว่าง

เราหันมาหาทางกลุ่มคนรักตลาดน้อยบ้างว่า อะไรทำให้เราตัดสินใจว่าจะมาร่วมกับทางสถาปนิกชุมชนทั้งสองคนนี้

“เมื่อสักเจ็ดแปดปีที่แล้วพวกเราก็ได้เจออาศรมศิลป์เข้ามาสำรวจพื้นที่พอดี ในช่วงนั้นย่านตลาดน้อยมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาเดินอยู่เยอะมาก แต่เราก็ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางหรือแลนด์มาร์ก ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวอะไรเลย ถ้าจะมีคนใช้งานอะไรบ้างก็มีแม่บ้านบางคนมาเต้นแอโรบิกที่ท่าน้ำภานุรังษีตอนเย็นแค่นั้น

“เราก็เลยคิดว่าถ้ามีพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นปอดของคนตลาดน้อย ให้คนในชุมชนได้มาเดิน มาพักผ่อนหรือเป็นที่พบปะกันก็น่าจะดี” พี่สุภาพร ตัวแทนจากกลุ่มคนรักตลาดน้อย เล่าให้เราฟังถึงแรงบันดาลใจในการร่วมมือกับทางอาศรมศิลป์ในครั้งแรก

วิธีการทำงานของอาศรมศิลป์และเหล่าชาวบ้านในชุมชนนั้นเกิดขึ้นด้วยการพูดคุยกันเองในชุมชน ซึ่งประเด็นที่แทบทุกคนหยิบยกมาตรงกันก็มีอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรกคือ การไม่มีพื้นที่สาธารณะที่สามารถเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกแล้ว สถานที่ที่พอจะเข้าถึงได้ก็มีห้างริมน้ำที่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่พอสมควร อย่างวัด ศาลเจ้า และโรงเรียน ทั้งหมดก็ยินดีแต่ก็เห็นด้วยกับเรื่องของกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอยู่ จึงไม่ได้เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง ทั้งที่เขตนี้เป็นเขตที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยายาวกว่า 2 กิโลเมตร แต่กลับไม่เหลือพื้นที่ที่จะให้คนในชุมชนสามารถไปยืน ไปเห็น ไปสัมผัสรับลมแม่น้ำได้เลย

“พื้นที่ริมน้ำเมื่อก่อนทุกซอยถึงริมน้ำหมดเลย แต่ละบ้าน อย่างบ้านป้าวันนี่ก็มีทางลงน้ำ เพราะสมัยก่อนเวลาน้ำไม่ไหล พวกเราก็เคยมาอาบน้ำ แล้วสมัยนั้นมันมีเรือไว้ขนถ่ายสินค้า เป็นเรือที่ขึ้นตรงนั้น ก็จะมีเด็กว่ายน้ำ แต่พอสังคมเปลี่ยนแต่ละบ้านก็เริ่มตีกรอบทำรั้ว ความรู้สึกที่อยู่กันเหมือนญาติก็จางลงไป” กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าความหลังในอดีตถึงการเข้าถึงริมน้ำ

“ส่วนปัจจัยอย่างที่สองคือ เรื่องของความน่าอยู่อาศัยของชุมชน ที่ตอนนี้คนเก่าๆ ในชุมชนก็ยังอาศัยอยู่กัน แต่ในอนาคตมันมีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ๆ อาจจะย้ายออกไป เพราะเขตเมืองเก่ามันก็ไม่ได้สะดวกสบายตอบรับชีวิตยุคใหม่เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเรื่องที่จอดรถ ห้างร้านอะไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือสมัยผมยังเด็กๆ ผู้ใหญ่จะชอบบอกว่าอย่าออกไปเดินข้างนอกบ้าน มันอันตราย คือย่านเซียงกงเนี่ยมันก็มีทั้งเศษเครื่องยนต์ เครื่องจักร น้ำมันกองอยู่เต็มถนน เดินก็ลื่นหกล้มได้

“ไหนจะพวกคนงานมากมายอีก อย่างถ้าคนในชุมชนมีลูกสาวเขาก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะให้ลูกเดินเข้าซอยมาคนเดียวมืดๆ พอมารวมกันในหลายๆ ประเด็นมันก็ทำให้บางทีคนก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าอยู่ อยู่ไม่สบาย วันหนึ่งเขาก็อาจจะย้ายออกไป แล้วความเป็นชุมชนที่คนข้างในรู้จักกัน เห็นอกเห็นใจกัน มีน้ำใจให้กัน มันก็จะค่อยๆ หายไป คนก็จะยิ่งย้ายออกไปอีก พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ชุมชนนั้นน่าอยู่ขึ้นจึงอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นคำตอบของทุกปัญหาที่ว่ามา” โจเสริมในเรื่องของพื้นที่สาธารณะที่จะช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างในชุมชน

ผมถามพี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยว่า ถ้าลูกๆ หลานๆ ของพี่ๆ ทุกคนจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ไหม

“ไม่โอเค เราไม่โอเค (ตอบทันที) ยังไงเราก็ยังอยากอยู่ที่นี่ อย่างที่บอก ที่นี่มันเป็นวิถีชีวิตชุมชนที่ยังเหมือนเดิม และสะดวกสบายมาก ไปที่ไหนก็ใกล้ เดินทางสะดวก คนที่อยู่ในซอยบ้านเดียวกันนี่ก็รู้จักกันหมด ถ้าเราเลือกได้เราก็อยากอยู่ที่เดิม” พี่สุภาพรตอบมาทันที

อาศรมศิลป์เลยลองชวนให้ชาวชุมชนมาลองนึกถึงพื้นที่ริมน้ำที่เคยใช้สมัยอดีตจากความทรงจำ ทาบกับแผนที่ในปัจจุบัน และได้พื้นที่ริมน้ำมาหลายๆ จุดในย่านนี้ โดยจุดที่มีความน่าสนใจและเป็นไปได้มากที่สุดก็คือพื้นที่โรงกลึงเก่าริมท่าน้ำภานุรังษี ซึ่งทุกคนเคยเดินผ่านโรงกลึงแห่งนี้เข้ามาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในสมัยก่อน

“ก็พอดีว่าในตอนนั้นทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปของกลุ่มอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ และ อ. ปองขวัญ ลาซูส (ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง bangkok 1899) มาคุยกับทางเราถึงเรื่องวาระร้อยปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งท่านก็เป็นคนตลาดน้อย และทางลูกศิษย์ของอาจารย์ป๋วยก็มีวาระร่วมกันคือ อยากจะทำอนุสรณ์ถึงอาจารย์ป๋วยสักอย่าง ซึ่งแง่มุมที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับท่านก็คือ ความเป็นคนมีสุนทรียะ มีศิลปะ อยู่ในหัวใจ

“เราจึงคิดว่ามันน่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และถ้ามันจะมีพื้นที่สักที่หนึ่งที่สื่อถึงมุมมองด้านสุนทรียะและศิลปะของอาจารย์ป๋วย และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในเวลาเดียวกัน มันก็จะเป็นอนุสรณ์แก่ท่านได้ดีมาก เราก็เลยได้ไอเดียในการผสานรวมเข้าด้วยกันกับพื้นที่โรงกลึงเก่าที่เราสนใจอยู่ขึ้นมา” โจเล่าให้ฟังถึงโอกาสที่ผ่านเข้ามาแบบไม่คาดฝัน

4

ขอ

หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มการขอพื้นที่จากกรมธนารักษ์ให้กลับมาเป็นของสาธารณะ ซึ่งวิธีการขอพื้นที่นั้นช่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่มีพลัง นั่นคือ การเขียนจดหมายขอ

“เราใช้วิธีเขียนจดหมายเป็นลายมือไปหากรมธนารักษ์ เพราะด้วยความที่มันเป็นกระดาษที่เขียนโดยลายมือคน เรารู้สึกว่ามันแสดงถึงความจริงใจ เราค่อยๆ เขียนไปทีละครั้งสองครั้ง ครั้งหนึ่งก็ 4 – 5 ฉบับ บางฉบับก็มีการร่วมลงนามในจดหมายด้วย ทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เข้ามาช่วยสนับสนุนในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” โจเล่าย้อนความหลังถึงการได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

บังเอิญที่ตอนนั้นมีลูกศิษย์ของ อ.ป๋วย เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็คือ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่สนใจโครงการนี้อย่างมาก เพราะเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับชุมชน เงื่อนไขเรื่องที่ดินก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพราะมันเป็นที่ของรัฐเอง จนถึงค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้ใช้เงินที่สูงมากมาย จึงเกิดการประสานภายในกระทรวงมาจนถึงกรมธนารักษ์ ในช่วงที่ อ.นริศ ชัยสูตร เป็นอธิบดีอยู่ ซึ่งท่านก็เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ จึงเจรจากับผู้เช่าเดิมและทำให้เกิดการมอบพื้นที่คืนมาแก่ชุมชน พร้อมกับเงินค่าก่อสร้างเพื่อจัดทำเป็นพื้นที่สาธารณะตามที่พูดคุยกันได้สำเร็จ

ในตอนที่กรมธนารักษ์เจรจากับผู้เช่าเดิมที่มีพื้นที่อยู่ 400 ตารางวา ก็สรุปกันมาเป็นการขอแบ่งพื้นที่กลับมาทำพื้นที่สาธารณะกันได้ที่ 200 ตารางวา หรือครึ่งเดียวของพื้นที่ทั้งหมด

“พื้นที่ทั้งหมดคือ 400 ตารางวา สุดท้ายแล้วได้มา 200 ตารางวา แต่ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์แก่ชุมชนจริงๆ คนสามารถเข้ามาใช้ได้ รองรับกิจกรรม และชุมชนได้รับอากาศดีๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” โจเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่รู้ผลการส่งมอบพื้นที่

5

เปลี่ยนโรงกลึงสู่พื้นที่สาธารณะ

หลังจากที่ได้พื้นที่มาแล้ว ก็ถึงเวลาที่สถาปนิกจะได้วางรูปแบบการใช้งานให้กับพื้นที่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะด้วยเงื่อนไขใหม่ที่ได้พื้นที่มาครึ่งเดียวของที่ตั้งใจไว้แต่แรก

“ชื่อของโครงการนี้ตอนที่เสนอกับทางกรมธนารักษ์คือ ‘สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)‘ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราทำพิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว คนก็จะมาที่นี่แค่ครั้งเดียวในชีวิต ดังนั้น มันเลยจำเป็นต้องมีฟังก์ชันการใช้งานอย่างอื่นที่สร้างให้เกิดกิจกรรม ให้มีคนมาใช้งาน หรือแม้แต่ใครอยากมาเยี่ยมเราก็จะได้มีที่ต้อนรับและพูดคุยกัน ตรงนี้น่าจะเป็นโปรแกรมหลักที่ทางชุมชนและคนออกแบบคิดว่ามันควรจะเป็นพื้นที่หลักมากกว่าพิพิธภัณฑ์ เราก็เลยคิดว่าพื้นที่หลักของอาคารควรจะเป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับทุกคน พื้นที่สีเขียวสาธารณะริมน้ำ และร้านค้าสำหรับธุรกิจชุมชนนี้ ส่วนพื้นที่รองคือพิพิธภัณฑ์ป๋วย” โจอธิบายถึงการแบ่งพื้นที่ใช้สอยใหม่ในโครงการ

ตัวอาคารโรงกลึงเก่าที่ติดอยู่ในพื้นที่มาด้วยนั้นเป็นอาคารเก่าแก่เกือบร้อยปี แต่โครงสร้างค่อนข้างทรุดโทรม อาศรมศิลป์ซึ่งเคารพและเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์ในตัวอาคารโรงกลึงแห่งนี้จึงตัดสินใจสร้างอาคารใหม่โดยอิงรูปทรงและสัดส่วนจากอาคารโรงกลึงเดิม รวมถึงเก็บชิ้นส่วนของอาคารเดิมไว้ก่อนนำกลับมาประกอบกลับเข้ามาให้อยู่ในอาคารหลังใหม่ด้วย เพื่อที่ว่าในอนาคตถ้าย่านเซียงกงอาจจะไม่อยู่ที่ตลาดน้อยแล้ว แต่คนรุ่นหลังก็จะรับรู้ถึงอดีตของพื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านทางโรงกลึงแห่งนี้

“ทีแรกสุดทีมก็เข้ามารังวัดและสำรวจตัวอาคารว่ามีองค์ประกอบไหนพอจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยตอนที่เราสร้างอาคารใหม่ขึ้นมา เราก็ถอดสัดส่วนมาจากอาคารโรงกลึงเก่า ตำแหน่งเสาแต่ละต้นก็ยึดเอาจากตำแหน่งเดิม ก่อนที่จะนำเอาเสาจากอาคารเดิมมาติดเข้าไปในอาคารใหม่โดยเป็นการประดับตกแต่งเพื่อให้เห็นถึงบรรยากาศอาคารหลังนี้ในสมัยก่อน”

และในด้านของพื้นที่ซึ่งเล็กกว่าที่คาดไว้ ทางสถาปนิกก็เกิดความคิดที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกถึงพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น และทำให้โรงกลึงนั้นถูกเห็นจากในพื้นที่อย่างโดดเด่น อาคารส่วนหน้าสุดริมแม่น้ำที่ทอดตัวยาวตามความลึกของพื้นที่ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้านค้าของธุรกิจในชุมชน จึงถูกออกแบบให้กรุปิดผิวอาคารด้วยกระจกเงาที่จะสะท้อนต้นไม้และทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูเขียวและใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ส่วนต้นไม้ใหญ่ทั้งสามต้นในพื้นที่นั้นชาวบ้านบางคนก็ว่าเป็นต้นไม้ดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโรงกลึงยังเปิดทำงานอยู่ อายุของทั้งสามต้นนั้นจึงไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งก็ได้มอบร่มเงาแสนร่มรื่นให้กับทั้งพื้นที่เป็นอย่างดี แม้ผมจะยืนอยู่ตอนเที่ยงวันแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงลมแม่น้ำแสนเย็นสบายที่พัดโชยเข้ามา

6

ชุบชีวิต

หลังจากที่การก่อสร้างของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง คนในชุมชนต่างก็เริ่มมองเห็นอนาคตใหม่ของตลาดน้อย โดยสะท้อนผ่านออกมาทางการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเก่าในละแวกรอบๆ พิพิธภัณฑ์ป๋วย

“มันเป็นโดมิโนตัวแรกที่ค่อยๆ ขยับและทำให้คนแถวนี้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสักอย่างกับบ้านหรือตึกที่เขามีอยู่” โจเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรารู้สึกว่าทุกคนในชุมชนได้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ร่วมกันจริงๆ อย่างหลายๆ บ้านที่อยู่รอบๆ โครงการนี้ พอเขาเห็นการก่อสร้างใกล้เสร็จก็เห็นคุณค่าที่จะเกิดขึ้น และเริ่มมีการขยับตัวนำพื้นที่รกร้างมาทำเป็นอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ทำให้เขาและชุมชนได้ประโยชน์ เพราะทำให้พื้นที่ที่ดูเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมหน้าของชุมชนนี้ไปได้เลย” ภาเสริมถึงการตื่นตัวของผู้คนในละแวกนี้

ทั้งสองคนยังอธิบายให้เราฟังอีกด้วยว่าในระยะยาวทางกรุงเทพมหานครมีแผนอยากจะทำแผนแม่บทใหม่ของกรุงเทพฯ ที่หยิบเอาพื้นที่ลักษณะนี้มาสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ กระจายไปในหลายๆ ชุมชน และหาทางเชื่อมพื้นที่สีเขียวเล็กๆ เหล่านั้นมันเข้าด้วยกันให้กลายเป็นเหมือน Green Link และพื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ก็เหมือนเป็นเคสที่จะถูกหยิบไปให้ชาวชุมชนอื่นๆ ได้ดูอีกด้วย

ในตอนนี้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการส่งมอบงานจากผู้รับเหมา หลังจากส่งมอบกันเสร็จสิ้น กลุ่มคนรักตลาดน้อย สถาบันอาศรมศิลป์ และกรมธนารักษ์ จะหารือร่วมกันเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ อาจจะมีการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่างมูลนิธิโดยมีกรรมการมาจากเจ้าของที่อย่างกรมธนารักษ์ ชุมชน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้มาช่วยกันบริหารจัดการพื้นที่ ทั้งในส่วนของการดูแลความเรียบร้อย จัดกิจกรรม และหารายได้จากค่าเช่าที่และค่าจัดกิจกรรม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จการตั้งเป็นมูลนิธิในลักษณะที่ว่ามา โมเดลการจัดการพื้นที่แบบนี้ก็น่าจะถูกหยิบไปพัฒนาต่อในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปอีกเช่นกัน

สุดท้ายก่อนที่จะร่ำลากันจากพิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ ผมถามทางสถาปนิกผู้เริ่มทำโครงการนี้ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วถึงความรู้สึกว่า ตัวสถาปนิกเองทำหน้าที่เกินความเป็นนักออกแบบอาคารไปรึเปล่า

“เรารู้สึกว่าสถาปนิกมันไม่ใช่อาชีพที่จะมาสร้างตึกใหญ่โตเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เราเหมือนเป็นคนตัวเล็กๆ ที่รับฟังอย่างตั้งใจ ว่าปัญหาของชุมชนคืออะไร แล้วสามารถประสานหาความร่วมมือกับใครได้บ้าง แม้เราจะเป็นแค่คนตัวเล็กๆ แต่ด้วยความเชื่อมโยงและการเอาจริง มันทำได้

“วันหนึ่งบทบาทของสถาปนิกมันอาจจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่สร้างตึกสวยๆ แต่สามารถสร้างความร่วมมือ เชื่อมโยงเครือข่าย แล้วก็ผลักดันโครงการดีๆ จากข้างล่างขึ้นข้างบน เพื่อให้มันเกิดประโยชน์ได้จริงๆ อย่างโครงการนี้แหละ” ภาทิ้งท้ายถึงหน้าที่ของสถาปนิกชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ขอบคุณ บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)

ที่อยู่  : https://goo.gl/maps/eoJiXvVFcEjafyDj7

สถานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่สามารถเดินไปชมบรรยากาศด้านในได้

ระยะเวลาดำเนินงาน 8 ปี

สถาปนิกโครงการ ทีมสถาปนิก จาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

ภูมิสถาปัตย์ บริษัท ฉมาโซเอ็น จำกัด

เจ้าของที่ดิน กรมธนารักษ์

 

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก หากคุณเป็นแฟน FREITAG แบรนด์กระเป๋าเจ้าของสโลแกน From Truck Till Bag จากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กระเป๋าสุดเท่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1993 โดยสองพี่น้องนามสกุลเดียวกับชื่อแบรนด์ หยิบผ้าใบคลุมรถบรรทุกซึ่งมองลอดหน้าต่างห้องครัว มาเป็นไอเดียดีไซน์กระเป๋าทนทาน กันน้ำ เป็นมิตรกับเหล่านักปั่น 

ไม่เพียงครองใจคนทั่วโลก ที่ไทยเองก็ฮอตฮิตจนมีสาขาที่ใหญ่สุดในเอเชีย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 มาแล้ว 

โดยปกติร้าน FREITAG จะได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ของแบรนด์เอง แต่สาขาใหม่อย่าง FREITAG Store Silom by PRONTO ที่เพิ่งตัดริบบิ้นไป ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบไทยเป็นครั้งแรก และยังจับตึกแถวอายุ 30 ปีกับผับเก่า เปลี่ยนเป็น F-Store ที่เหมือนได้ไปบินเยือนซูริกเปี๊ยบ

เชิญจับจองที่นั่งโซนหน้าจอตามใจชอบ แต่ไม่ขอเสิร์ฟ Coffee or Tea เพราะ แจ็ค-ปิตุพงษ์​ เชาวกุล แห่ง Supermachine Studio รอเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ฟังอยู่นี่แล้ว

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

Lost Location

FREITAG Store Silom by PRONTO เป็นสาขาที่ 2 ในกรุงเทพฯ ซึ่งแทนที่จะตั้งในย่านช้อปปิ้งหรือมีโอกาสที่คนจะเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สาขานี้กลับเลือกปักหมุดที่สีลมซอย 8 ห่างจากบีทีเอสสถานีศาลาแดงราว 500 เมตร

และถ้าคุณเป็นแฟน FREITAG อีกนั่นแหละ ก็จะรู้ว่าเกือบทุกช็อปของเขาไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เพราะโจทย์ใหญ่ในการตั้งสาขา คือต้องไม่ใช่ห้างและเป็นที่ที่จักรยานเข้าถึง

อาคารเก่าที่ตั้ง F-Store สาขาใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ลักษณะเป็นบล็อกคอนกรีตมีทั้งหมด 5 ชั้น แบ่งให้เช่าทำกิจการหลากหลาย ทั้งผับ บาร์ และออฟฟิศ รายล้อมด้วยตึกแถวอายุราว 20 – 30 ปี ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งโซน ความเป็นสีลม ย่าน CBD รอบๆ จึงมีทั้งร้านนวด ร้านกาแฟ ร้านค้า สำนักงาน ธนาคาร ไปจนถึงสตรีทฟู้ดที่แวะเวียนมาจอดขาย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ภาพ : FREITAG

อดีตหลักเดือนของตัวร้านเคยเป็น Whiteline บาร์และพื้นที่แสดงศิลปะ โลเคชันยอดฮิตของเหล่าคนในวงการครีเอทีฟอีเวนต์ หนึ่งในนั้นคือ Dudesweet 

“มันหลุดออกมาจากโซนพัฒน์พงศ์ที่คึกคัก แต่ก็ไม่เงียบซะทีเดียว ตึกแถวที่ต่อกันสองสามคูหาเป็นร้านนวด ก่อน COVID-19 มองจากกระจกใหญ่ๆ สามบานออกไป จะเห็นพี่ๆ น้องๆ ร้านนวดใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าม่วง นั่งมองกระเป๋าเพลินๆ แล้วเขาอยู่อย่างนั้นทั้งวัน” แจ็คเล่าภาพที่เขาเคยเห็นอย่างสนุก ก่อนเสริมว่า แต่ละโลเคชันของ FREITAG ไม่ได้ไปง่าย อย่างที่ซูริกก็ต้องออกจากเมืองไปสักพัก หรือที่ญี่ปุ่นอยู่ชิบูย่าก็จริง แต่อยู่แบบซ่อนๆ 

“คุยกับแฟน FREITAG ตัวยงเขาก็บอก เออ โลเคชันนี้แหละฟรายท้าก ฟรายทาก เพราะมันจะออฟโลเคชันนิดหนึ่ง คนที่มาก็เป็นสาวก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปง่าย มัน Slightly Fucked Up ตั้งแต่ที่ตั้ง”

Slightly Fucked Up

มองจากด้านนอก ผ่านกระจก 3 บานขนาดใหญ่ ย้อนเข้าไปในร้านขนาด 100 ตารางเมตร สายตาปะทะกับกำแพงกล่องกระเป๋าสูงจรดเพดาน เชื้อเชิญให้ก้าวเข้าประตูไปเลือกสรร

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

หลังแคชเชียร์จัดเป็นดิสเพลย์โชว์กระเป๋าสีจัดจ้าน ฝั่งตรงข้ามเป็นโซน Sweat Yourself ให้ลูกค้าเลือกออกแบบกระเป๋ารุ่น F719 MEL ด้วยตัวเอง แหงนหน้าขึ้นไปเป็น Display Shelf แขวนส่วนประกอบของกระเป๋า มีกลไกให้กดปุ่มเลื่อนขึ้นลงได้ ข้างใต้เป็นโต๊ะและจักรเย็บกระเป๋า ส่วนตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์ใช้สอยทำหน้าที่เป็น Center Stage ด้านล่างเป็นชั้นวางของในตัว ถัดไปจากนั้นเป็นชั้นลอยสีเขียวอินดัส (Industrial Green) เช่นเดียวกับโทนสีในร้าน มีบันไดเพียงหนึ่งฝั่ง อีกฝั่งเป็นเสาสเตนเลสให้รูดลงมาแทน

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ในฐานะที่เราเป็นแฟนแบรนด์นี้ เราก็อยากให้ F-Store นี้เป็นของแท้” แจ็ครีบคลายข้อสงสัย เมื่อเราถามว่า ไหนๆ ก็ใช้ดีไซเนอร์ไทยในการออกแบบ ทำไมไม่ทำให้ต่างจากสาขาอื่นอย่างสิ้นเชิง

เขาบอกว่าโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมมือกันมากกว่า ก่อนออกแบบทาง FREITAG ส่งแบรนด์บุ๊กมาให้เพื่อศึกษาปรัชญาและรายละเอียดของแบรนด์ พร้อมส่งสิ่งที่ต้องมีแน่ๆ ในร้าน คือ Swiss Pragmatic Design อย่างเช่น F-Rack System เป็นชั้นเหล็กที่ออกแบบระบบชั้นราง และผลิตเองมาโดยเฉพาะสำหรับทำดิสเพลย์ โต๊ะ ชั้นวางกล่อง และกระเป๋าซึ่งปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามพื้นที่ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกับข้าวของพวกนี้อย่างไร แต่ละท้องถิ่นจะใส่เอกลักษณ์อะไรของตัวเองเข้าไป 

ที่สนุกไปกว่านั้น คือช่วงเสนอไอเดียว่าควรมีกิจกรรมอื่นในร้านด้วย เช่น เสิร์ฟกาแฟ นำกระเป๋ามาแลกกัน จนสุดท้ายมาลงตัวที่ Sweat Yourself ให้คนมาลงมือทำกระเป๋าของตัวเอง และกลายเป็นอีกโจทย์ในการออกแบบพื้นที่ ซึ่งนอกจาก FREITAG และ Supermachine Studio แล้ว ซันนี่-ชนาสิญจ์ สัจจเทพ Creative Director แห่ง PRONTO ก็มาร่วมวงด้วย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

การทำงานภายใต้แบรนด์คาแรกเตอร์ชัด แต่ไม่เคยปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ตลอดกระบวนการที่คุยกันผ่าน Google Meet จึงมีทั้งการปรับเปลี่ยน ต่อยอด และสนับสนุน เห็นได้จากตัวอย่างความพยายามกลมกลืนกับท้องถิ่นที่สาขาไปตั้งอยู่ อันสะท้อนผ่านดีเทลการออกแบบภายในร้าน อย่างที่เกาะเชจู เกาหลีใต้ มีที่ฉายหนังอยู่ข้างบนดาดฟ้า มี Window Display ซึ่งเห็นได้ชัด เพราะชั้นล่างเป็นร้านซ่อมจักรยาน ที่อัมสเตอดัม มีแร็กแขวนจักรยานอยู่ด้านใน เพราะที่นั่นมีวัฒนธรรมการปั่นจักรยาน

 ใช่-คุณเดาไม่ผิด เสาสเตนเลสเพียงต้นเดียวในร้าน คือสิ่งที่หยิบยืมเอกลักษณ์ของพัฒน์พงศ์มาไว้ที่นี่

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“อันนี้เป็นการ Celebrate ว่าที่นี่คือถิ่นของเสาสเตนเลสนะ พอเราเสนอว่ามีเสาแล้วกระโดดลงมาข้างล่างได้ วิธีการทำงานของเขาคือไปคิดต่อ ไปหาวิธีทำ หาวัสดุ Crash Pad นวมรอบรับข้างล่างให้มันไปด้วยกันกับปรัชญาของแบรนด์ ทำเสร็จก็ส่งมา ซึ่งเป็นการทำงานที่ค้นหา เรียนรู้กระบวนการ และหาสิ่งเหมาะสมที่สุดกับสเปซนั้นๆ ร่วมกัน จากนั้นแต่ละคนก็แยกกันไปทำแล้วมาประกอบร่าง กลายเป็น Truely Collabration

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ไอเดียมันเลยพัฒนาไปด้วยกันตลอด ตอนอ่านแบรนด์บุ๊กก็เข้าใจประมาณหนึ่ง แต่มาเข้าใจปรัชญาของเขาผ่านการทำงานมากกว่า ความ Swiss Pragmatic ที่เขาเขียนในหนังสือ คำว่า Slightly Fucked Up ที่เขาพูดบ่อยๆ มันออกมาในรูปแบบร้านดูที่ยุ่งเหยิงนิดหน่อยแต่ก็มีความเป็นระบบ กว่าเราจะเข้าใจและผ่านไปแต่ละจุด คือทำเปอร์สเปกทีฟเป็นร้อยรูป” แจ็คเล่าอย่างติดตลก พลางเปิดสไลด์ 200 หน้าให้ดูวิธีการทำงานผ่าน Cloud ที่ทุกอย่างอัปเดตเรียลไทม์บน Google Slide

From Pub Till Bag-Store

หลังใช้เวลาปรับแบบกว่า 3 เดือน ในที่สุดจึงได้รับการอนุมัติให้สร้างได้ 

ข้อดีที่ชั้นแรกของอาคารมีเพดานสูง 4.8 เมตร จึงไม่จำเป็นต้องทุบตัวโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เน้นงานปิดและเปิดช่องเล็กน้อย ปิดประตูทางเข้าฝั่งถนนใหญ่ เปลี่ยนมาเข้าทางข้างหน้าต่าง 3 บานซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว สำหรับหน้าต่างก็เอาเหล็กดัดออก จากนั้นเจาะช่องให้มีขนาดเท่ากัน และกรุกระจกใส

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

ข้อสำคัญของการรีโนเวตตึกเก่า ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการรับน้ำหนักต่อตารางเมตร โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือ 800 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งข้อดีของตึกเก่าคือโครงสร้างแข็งแรงบึกบึนตามอายุ

ตรงนี้มีการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง โดยมุม Sweat Yourself ที่แขวนวัสดุทำกระเป๋าและชั้นลอยนั้นใส่คานใหม่เข้าไป 1 อัน เพื่อถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาสองต้นเดิม แน่นอนว่าเสากับฐานรากรับน้ำหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล เพราะเป็นตึก 6 ชั้น

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

และกลไกเลื่อนขึ้นลงของ Sweat Youself และเสาให้กระโดดลงมานี่เอง ที่ซ่อนความเป็น Supermachine Studio เอาไว้ 

“ถ้าถามว่าเห็นปุ๊บแล้วรู้ว่ามันคือซูเปอร์แมชชีนไหม ก็ไม่รู้นะ เพราะ FREITAG ก็แชร์ Pragmatic Design หรือความบ้าๆ บอๆ อยู่ในแบรนด์เขาเหมือนกัน แต่ที่เป็นความชอบของเราคือ เนิร์ดแมชชีน สนใจเครื่องจักรเก่าๆ (Primitive Machine) กดปุ่มแล้วมันเลื่อนแล้วเสียงดังอื้ดดดด แก่กๆๆ ตรงนั้นคือสะใจมากเลย เราโมดิฟายเอามอเตอร์ในประตูเหล็กม้วนบ้านๆ มาใช้ หรือตรงชั้นลอย ตอนแรกเราเสนอเป็นบันไดลิง ให้คนไต่ขึ้นแล้วเลื่อนไปเลื่อนมาได้ มีสองอันซ้ายขวา สลับกลไกไม่ให้ชนกัน ทำกล้องส่องแบบยิงเลเซอร์ เพื่อให้คนข้างล่างเลือกกระเป๋าได้ก่อนขึ้นไปดู แต่ในไทย ถ้าฮิตมากขนาดคนมารอต่อแถว และถ้าบางคนเลือกนานจะเป็นยังไง ไอเดียนี้ก็เลยต้องเปลี่ยน”

เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

No Concept

ฟังกระบวนการแล้วบ้าดีไม่น้อย เลยขอลองถามชื่อเรียกชื่อคอนเซปต์เพื่อความเข้าใจตรงกัน คุณสถาปนิกตอบอย่างจริงใจเลยว่า ‘ไม่มี’ แต่จุดร่วมของการออกแบบ FREITAG Store ทุกสาขา คือแนวคิด Post-Industrial Warehouse ที่พยายาม Localized ไปตามที่ตั้ง

“หมัดเมาสุดๆ เลย ถามแบบนี้ก็สนุกดีนะ เพราะตอบไม่ได้ มันคือการค้นหา การระดมสมองตลอดเจ็ดแปดเดือน ซึ่งตอนก่อสร้างมันก็เป็นลักษณะเดียวกันนะ มีการส่งนู่นส่งนี่กลับไปกลับมา ป้าย FREITAG หน้าร้านก็ส่งมาเซอร์ไพรส์จากสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าเป็นของขวัญวันเปิดร้าน กรอบทำจากอะลูมิเนียม Upcycling ให้หาที่ติด อย่างที่บอกมันเป็นระบบนะ แต่ในขณะเดียวก็ยังเปิดให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในกระบวนการ

“สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้ คือความสม่ำเสมอในคอนเซปต์ของโปรดักต์ ส่งต่อมายังสเปซ ไปจนถึงวิธีการพัฒนากราฟิก การพัฒนาการตลาด โฆษณา หรือสินค้าอื่นๆ ข้าวของ เสื้อผ้า เลยรู้สึกว่ามันมีความซื่อสัตย์กับปรัชญาดี วิธีการทำงานของเขาซื่อสัตย์นะ พูดคำว่า Honest Design ตลอดเวลา มันก็จะลิงก์ไปที่ไอเดียหลักของแบรนด์ที่ตั้งใจเป็น Circular Brand”

อธิบายอย่างรวบรัด การเป็น Circular Brand ของพวกเขาคือต้องเริ่มและจบในวงจร โดยไม่สร้างของเหลือหลังการผลิตเลยแม้แต่น้อย และหากเป็นของผลิตใหม่ก็ต้องไม่กลับมาทำร้ายโลก หรือ เวียนกลับมาอยู่ในกระบวนการอีกครั้งให้ได้ เช่น เสื้อผ้าที่ย่อยสลายกลายเป็นดินสำหรับเพาะปลูกเส้นใยนั้น วนไป

From Truck Till Bag-Store

FREITAG ก้าวข้ามคำว่าแบรนด์รักษ์โลกไปมากโข สิ่งนี้ยังห่างไกลการป่าวประกาศและทำการตลาดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“มันคือการสร้างความมั่งคั่งนี่แหละ แต่เขาคิดความยั่งยืนเป็นเรื่องแรก โดยที่เห็น Value ของของบางอย่าง แล้วพัฒนาตามปรัชญานั้น ทั้งโปรดักต์และสเปซ พอย้อนกลับมาที่การออกแบบ มันคือการตีความแบรนด์ Value ของเขา ซึ่งแนวคิดสร้างมูลค่าจากของที่ผ่านการใช้งาน เราก็เอามาหาข้าวของใช้ในโปรเจกต์ให้มันสอดคล้อง อย่างการเลือกท็อปโต๊ะ เขาก็อยากให้เป็นวัสดุ Upcycling เราก็ไปศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่แมกโนเลีย เพื่อดูวัสดุ ก่อนมาเสนอเป็นกระดุมรีไซเคิล แต่ที่ซูริกก็บอกว่าหรูไป เสนอเป็นผ้าม่านรีไซเคิล ก็ยังไม่ใช่ พอดีที่เรารู้จักกับพี่อาร์ม ‘ทะเลจร’ (ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย) เขาทำพื้นห้องยิมจากเศษยางรถบรรทุก เราเลยถามว่าเอาตัวนี้มาทำท็อปของเคาน์เตอร์ได้ไหม แล้วก็ส่งตัวอย่างให้ทางสวิตเซอร์แลนด์ดู ที่นั่นชอบกันใหญ่เพราะมันตรงคอนเซปต์ของโปรดักต์ด้วย”

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

“เขาทำงานกับเรา ก็เคารพความเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งของเรา จะไม่มาบอกว่า เฮ้ย แบรนด์ต้องรักษ์โลกนะ โลกที่หนึ่ง มันเกินเรื่องนี้ไปแล้ว ทุกคนในสังคมเข้าใจแล้วว่าต้องทำ เช่นเดียวกับการรีโนเวต ถ้าถามว่าเป็นการรักษ์โลกไหม ข้อเท็จจริงต้องตอบว่าแน่นอนอยู่แล้ว มันประหยัดทรัพยากร ปัจจุบันสถาปนิกต้องเรียนรู้การรีโนเวตตึกเก่าเท่ากับการสร้างตึกใหม่ เจ้าของโครงการก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้มี Value กลับคืนมา ดังนั้น มันจึงเลยจุดเรารีโนเวตตึกเพราะเรารักษ์โลก

“ถ้าให้มองเกี่ยวกับการรีโนเวต มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ในที่นั้นๆ ด้วย ถ้าเราไม่ใช่ประเทศรายได้ปานกลางหรือสูง เราไม่มีทางไปรักหรือเป็นติ่ง FREITAG หรอก กระเป๋าอัปไซเคิลใบละหมื่นตอนนี้คือสินค้าจากโลกที่หนึ่งชัดๆ แต่เราพัฒนามาถึงขั้นหนึ่งแล้ว มีเงื่อนไขทางสังคมมาประมาณหนึ่ง คนเห็น Value ของมาบ้างแล้ว หรือเปิดให้เกิดการรีโนเวตในลักษณะนี้ได้ การรีโนเวตระดับนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นที่พม่า เนปาล หรือบังกลาเทศ หรืออาจเป็นการรีโนเวตในโหมดอื่นๆ เช่น เอาล้อรถยนต์มาทำผนังบ้าน เอาป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคา ไม่ใช่คุณเห็น Value ของสิ่งนี้ แล้วลงทุนไปกับมัน” 

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

แจ็คเล่ายาวหลังเราถกกันเรื่องที่ว่าไม่เคยเห็น FREITAG อยู่ในตึกสร้างใหม่ แม้สาขาแม่จะเอาตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงซ้อนกัน แต่ก็เป็นการเอาของเก่ามาใช้อยู่ดี

แน่นอน คำตอบที่ได้ เราชูป้ายไฟเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก หากคุณเป็นแฟน FREITAG แบรนด์กระเป๋าเจ้าของสโลแกน From Truck Till Bag จากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กระเป๋าสุดเท่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1993 โดยสองพี่น้องนามสกุลเดียวกับชื่อแบรนด์ หยิบผ้าใบคลุมรถบรรทุกซึ่งมองลอดหน้าต่างห้องครัว มาเป็นไอเดียดีไซน์กระเป๋าทนทาน กันน้ำ เป็นมิตรกับเหล่านักปั่น 

ไม่เพียงครองใจคนทั่วโลก ที่ไทยเองก็ฮอตฮิตจนมีสาขาที่ใหญ่สุดในเอเชีย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 มาแล้ว 

โดยปกติร้าน FREITAG จะได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ของแบรนด์เอง แต่สาขาใหม่อย่าง FREITAG Store Silom by PRONTO ที่เพิ่งตัดริบบิ้นไป ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบไทยเป็นครั้งแรก และยังจับตึกแถวอายุ 30 ปีกับผับเก่า เปลี่ยนเป็น F-Store ที่เหมือนได้ไปบินเยือนซูริกเปี๊ยบ

เชิญจับจองที่นั่งโซนหน้าจอตามใจชอบ แต่ไม่ขอเสิร์ฟ Coffee or Tea เพราะ แจ็ค-ปิตุพงษ์​ เชาวกุล แห่ง Supermachine Studio รอเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ฟังอยู่นี่แล้ว

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

Lost Location

FREITAG Store Silom by PRONTO เป็นสาขาที่ 2 ในกรุงเทพฯ ซึ่งแทนที่จะตั้งในย่านช้อปปิ้งหรือมีโอกาสที่คนจะเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สาขานี้กลับเลือกปักหมุดที่สีลมซอย 8 ห่างจากบีทีเอสสถานีศาลาแดงราว 500 เมตร

และถ้าคุณเป็นแฟน FREITAG อีกนั่นแหละ ก็จะรู้ว่าเกือบทุกช็อปของเขาไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เพราะโจทย์ใหญ่ในการตั้งสาขา คือต้องไม่ใช่ห้างและเป็นที่ที่จักรยานเข้าถึง

อาคารเก่าที่ตั้ง F-Store สาขาใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ลักษณะเป็นบล็อกคอนกรีตมีทั้งหมด 5 ชั้น แบ่งให้เช่าทำกิจการหลากหลาย ทั้งผับ บาร์ และออฟฟิศ รายล้อมด้วยตึกแถวอายุราว 20 – 30 ปี ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งโซน ความเป็นสีลม ย่าน CBD รอบๆ จึงมีทั้งร้านนวด ร้านกาแฟ ร้านค้า สำนักงาน ธนาคาร ไปจนถึงสตรีทฟู้ดที่แวะเวียนมาจอดขาย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ภาพ : FREITAG

อดีตหลักเดือนของตัวร้านเคยเป็น Whiteline บาร์และพื้นที่แสดงศิลปะ โลเคชันยอดฮิตของเหล่าคนในวงการครีเอทีฟอีเวนต์ หนึ่งในนั้นคือ Dudesweet 

“มันหลุดออกมาจากโซนพัฒน์พงศ์ที่คึกคัก แต่ก็ไม่เงียบซะทีเดียว ตึกแถวที่ต่อกันสองสามคูหาเป็นร้านนวด ก่อน COVID-19 มองจากกระจกใหญ่ๆ สามบานออกไป จะเห็นพี่ๆ น้องๆ ร้านนวดใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าม่วง นั่งมองกระเป๋าเพลินๆ แล้วเขาอยู่อย่างนั้นทั้งวัน” แจ็คเล่าภาพที่เขาเคยเห็นอย่างสนุก ก่อนเสริมว่า แต่ละโลเคชันของ FREITAG ไม่ได้ไปง่าย อย่างที่ซูริกก็ต้องออกจากเมืองไปสักพัก หรือที่ญี่ปุ่นอยู่ชิบูย่าก็จริง แต่อยู่แบบซ่อนๆ 

“คุยกับแฟน FREITAG ตัวยงเขาก็บอก เออ โลเคชันนี้แหละฟรายท้าก ฟรายทาก เพราะมันจะออฟโลเคชันนิดหนึ่ง คนที่มาก็เป็นสาวก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปง่าย มัน Slightly Fucked Up ตั้งแต่ที่ตั้ง”

Slightly Fucked Up

มองจากด้านนอก ผ่านกระจก 3 บานขนาดใหญ่ ย้อนเข้าไปในร้านขนาด 100 ตารางเมตร สายตาปะทะกับกำแพงกล่องกระเป๋าสูงจรดเพดาน เชื้อเชิญให้ก้าวเข้าประตูไปเลือกสรร

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

หลังแคชเชียร์จัดเป็นดิสเพลย์โชว์กระเป๋าสีจัดจ้าน ฝั่งตรงข้ามเป็นโซน Sweat Yourself ให้ลูกค้าเลือกออกแบบกระเป๋ารุ่น F719 MEL ด้วยตัวเอง แหงนหน้าขึ้นไปเป็น Display Shelf แขวนส่วนประกอบของกระเป๋า มีกลไกให้กดปุ่มเลื่อนขึ้นลงได้ ข้างใต้เป็นโต๊ะและจักรเย็บกระเป๋า ส่วนตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์ใช้สอยทำหน้าที่เป็น Center Stage ด้านล่างเป็นชั้นวางของในตัว ถัดไปจากนั้นเป็นชั้นลอยสีเขียวอินดัส (Industrial Green) เช่นเดียวกับโทนสีในร้าน มีบันไดเพียงหนึ่งฝั่ง อีกฝั่งเป็นเสาสเตนเลสให้รูดลงมาแทน

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ในฐานะที่เราเป็นแฟนแบรนด์นี้ เราก็อยากให้ F-Store นี้เป็นของแท้” แจ็ครีบคลายข้อสงสัย เมื่อเราถามว่า ไหนๆ ก็ใช้ดีไซเนอร์ไทยในการออกแบบ ทำไมไม่ทำให้ต่างจากสาขาอื่นอย่างสิ้นเชิง

เขาบอกว่าโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมมือกันมากกว่า ก่อนออกแบบทาง FREITAG ส่งแบรนด์บุ๊กมาให้เพื่อศึกษาปรัชญาและรายละเอียดของแบรนด์ พร้อมส่งสิ่งที่ต้องมีแน่ๆ ในร้าน คือ Swiss Pragmatic Design อย่างเช่น F-Rack System เป็นชั้นเหล็กที่ออกแบบระบบชั้นราง และผลิตเองมาโดยเฉพาะสำหรับทำดิสเพลย์ โต๊ะ ชั้นวางกล่อง และกระเป๋าซึ่งปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามพื้นที่ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกับข้าวของพวกนี้อย่างไร แต่ละท้องถิ่นจะใส่เอกลักษณ์อะไรของตัวเองเข้าไป 

ที่สนุกไปกว่านั้น คือช่วงเสนอไอเดียว่าควรมีกิจกรรมอื่นในร้านด้วย เช่น เสิร์ฟกาแฟ นำกระเป๋ามาแลกกัน จนสุดท้ายมาลงตัวที่ Sweat Yourself ให้คนมาลงมือทำกระเป๋าของตัวเอง และกลายเป็นอีกโจทย์ในการออกแบบพื้นที่ ซึ่งนอกจาก FREITAG และ Supermachine Studio แล้ว ซันนี่-ชนาสิญจ์ สัจจเทพ Creative Director แห่ง PRONTO ก็มาร่วมวงด้วย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

การทำงานภายใต้แบรนด์คาแรกเตอร์ชัด แต่ไม่เคยปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ตลอดกระบวนการที่คุยกันผ่าน Google Meet จึงมีทั้งการปรับเปลี่ยน ต่อยอด และสนับสนุน เห็นได้จากตัวอย่างความพยายามกลมกลืนกับท้องถิ่นที่สาขาไปตั้งอยู่ อันสะท้อนผ่านดีเทลการออกแบบภายในร้าน อย่างที่เกาะเชจู เกาหลีใต้ มีที่ฉายหนังอยู่ข้างบนดาดฟ้า มี Window Display ซึ่งเห็นได้ชัด เพราะชั้นล่างเป็นร้านซ่อมจักรยาน ที่อัมสเตอดัม มีแร็กแขวนจักรยานอยู่ด้านใน เพราะที่นั่นมีวัฒนธรรมการปั่นจักรยาน

 ใช่-คุณเดาไม่ผิด เสาสเตนเลสเพียงต้นเดียวในร้าน คือสิ่งที่หยิบยืมเอกลักษณ์ของพัฒน์พงศ์มาไว้ที่นี่

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“อันนี้เป็นการ Celebrate ว่าที่นี่คือถิ่นของเสาสเตนเลสนะ พอเราเสนอว่ามีเสาแล้วกระโดดลงมาข้างล่างได้ วิธีการทำงานของเขาคือไปคิดต่อ ไปหาวิธีทำ หาวัสดุ Crash Pad นวมรอบรับข้างล่างให้มันไปด้วยกันกับปรัชญาของแบรนด์ ทำเสร็จก็ส่งมา ซึ่งเป็นการทำงานที่ค้นหา เรียนรู้กระบวนการ และหาสิ่งเหมาะสมที่สุดกับสเปซนั้นๆ ร่วมกัน จากนั้นแต่ละคนก็แยกกันไปทำแล้วมาประกอบร่าง กลายเป็น Truely Collabration

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ไอเดียมันเลยพัฒนาไปด้วยกันตลอด ตอนอ่านแบรนด์บุ๊กก็เข้าใจประมาณหนึ่ง แต่มาเข้าใจปรัชญาของเขาผ่านการทำงานมากกว่า ความ Swiss Pragmatic ที่เขาเขียนในหนังสือ คำว่า Slightly Fucked Up ที่เขาพูดบ่อยๆ มันออกมาในรูปแบบร้านดูที่ยุ่งเหยิงนิดหน่อยแต่ก็มีความเป็นระบบ กว่าเราจะเข้าใจและผ่านไปแต่ละจุด คือทำเปอร์สเปกทีฟเป็นร้อยรูป” แจ็คเล่าอย่างติดตลก พลางเปิดสไลด์ 200 หน้าให้ดูวิธีการทำงานผ่าน Cloud ที่ทุกอย่างอัปเดตเรียลไทม์บน Google Slide

From Pub Till Bag-Store

หลังใช้เวลาปรับแบบกว่า 3 เดือน ในที่สุดจึงได้รับการอนุมัติให้สร้างได้ 

ข้อดีที่ชั้นแรกของอาคารมีเพดานสูง 4.8 เมตร จึงไม่จำเป็นต้องทุบตัวโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เน้นงานปิดและเปิดช่องเล็กน้อย ปิดประตูทางเข้าฝั่งถนนใหญ่ เปลี่ยนมาเข้าทางข้างหน้าต่าง 3 บานซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว สำหรับหน้าต่างก็เอาเหล็กดัดออก จากนั้นเจาะช่องให้มีขนาดเท่ากัน และกรุกระจกใส

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

ข้อสำคัญของการรีโนเวตตึกเก่า ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการรับน้ำหนักต่อตารางเมตร โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือ 800 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งข้อดีของตึกเก่าคือโครงสร้างแข็งแรงบึกบึนตามอายุ

ตรงนี้มีการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง โดยมุม Sweat Yourself ที่แขวนวัสดุทำกระเป๋าและชั้นลอยนั้นใส่คานใหม่เข้าไป 1 อัน เพื่อถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาสองต้นเดิม แน่นอนว่าเสากับฐานรากรับน้ำหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล เพราะเป็นตึก 6 ชั้น

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

และกลไกเลื่อนขึ้นลงของ Sweat Youself และเสาให้กระโดดลงมานี่เอง ที่ซ่อนความเป็น Supermachine Studio เอาไว้ 

“ถ้าถามว่าเห็นปุ๊บแล้วรู้ว่ามันคือซูเปอร์แมชชีนไหม ก็ไม่รู้นะ เพราะ FREITAG ก็แชร์ Pragmatic Design หรือความบ้าๆ บอๆ อยู่ในแบรนด์เขาเหมือนกัน แต่ที่เป็นความชอบของเราคือ เนิร์ดแมชชีน สนใจเครื่องจักรเก่าๆ (Primitive Machine) กดปุ่มแล้วมันเลื่อนแล้วเสียงดังอื้ดดดด แก่กๆๆ ตรงนั้นคือสะใจมากเลย เราโมดิฟายเอามอเตอร์ในประตูเหล็กม้วนบ้านๆ มาใช้ หรือตรงชั้นลอย ตอนแรกเราเสนอเป็นบันไดลิง ให้คนไต่ขึ้นแล้วเลื่อนไปเลื่อนมาได้ มีสองอันซ้ายขวา สลับกลไกไม่ให้ชนกัน ทำกล้องส่องแบบยิงเลเซอร์ เพื่อให้คนข้างล่างเลือกกระเป๋าได้ก่อนขึ้นไปดู แต่ในไทย ถ้าฮิตมากขนาดคนมารอต่อแถว และถ้าบางคนเลือกนานจะเป็นยังไง ไอเดียนี้ก็เลยต้องเปลี่ยน”

เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

No Concept

ฟังกระบวนการแล้วบ้าดีไม่น้อย เลยขอลองถามชื่อเรียกชื่อคอนเซปต์เพื่อความเข้าใจตรงกัน คุณสถาปนิกตอบอย่างจริงใจเลยว่า ‘ไม่มี’ แต่จุดร่วมของการออกแบบ FREITAG Store ทุกสาขา คือแนวคิด Post-Industrial Warehouse ที่พยายาม Localized ไปตามที่ตั้ง

“หมัดเมาสุดๆ เลย ถามแบบนี้ก็สนุกดีนะ เพราะตอบไม่ได้ มันคือการค้นหา การระดมสมองตลอดเจ็ดแปดเดือน ซึ่งตอนก่อสร้างมันก็เป็นลักษณะเดียวกันนะ มีการส่งนู่นส่งนี่กลับไปกลับมา ป้าย FREITAG หน้าร้านก็ส่งมาเซอร์ไพรส์จากสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าเป็นของขวัญวันเปิดร้าน กรอบทำจากอะลูมิเนียม Upcycling ให้หาที่ติด อย่างที่บอกมันเป็นระบบนะ แต่ในขณะเดียวก็ยังเปิดให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในกระบวนการ

“สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้ คือความสม่ำเสมอในคอนเซปต์ของโปรดักต์ ส่งต่อมายังสเปซ ไปจนถึงวิธีการพัฒนากราฟิก การพัฒนาการตลาด โฆษณา หรือสินค้าอื่นๆ ข้าวของ เสื้อผ้า เลยรู้สึกว่ามันมีความซื่อสัตย์กับปรัชญาดี วิธีการทำงานของเขาซื่อสัตย์นะ พูดคำว่า Honest Design ตลอดเวลา มันก็จะลิงก์ไปที่ไอเดียหลักของแบรนด์ที่ตั้งใจเป็น Circular Brand”

อธิบายอย่างรวบรัด การเป็น Circular Brand ของพวกเขาคือต้องเริ่มและจบในวงจร โดยไม่สร้างของเหลือหลังการผลิตเลยแม้แต่น้อย และหากเป็นของผลิตใหม่ก็ต้องไม่กลับมาทำร้ายโลก หรือ เวียนกลับมาอยู่ในกระบวนการอีกครั้งให้ได้ เช่น เสื้อผ้าที่ย่อยสลายกลายเป็นดินสำหรับเพาะปลูกเส้นใยนั้น วนไป

From Truck Till Bag-Store

FREITAG ก้าวข้ามคำว่าแบรนด์รักษ์โลกไปมากโข สิ่งนี้ยังห่างไกลการป่าวประกาศและทำการตลาดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“มันคือการสร้างความมั่งคั่งนี่แหละ แต่เขาคิดความยั่งยืนเป็นเรื่องแรก โดยที่เห็น Value ของของบางอย่าง แล้วพัฒนาตามปรัชญานั้น ทั้งโปรดักต์และสเปซ พอย้อนกลับมาที่การออกแบบ มันคือการตีความแบรนด์ Value ของเขา ซึ่งแนวคิดสร้างมูลค่าจากของที่ผ่านการใช้งาน เราก็เอามาหาข้าวของใช้ในโปรเจกต์ให้มันสอดคล้อง อย่างการเลือกท็อปโต๊ะ เขาก็อยากให้เป็นวัสดุ Upcycling เราก็ไปศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่แมกโนเลีย เพื่อดูวัสดุ ก่อนมาเสนอเป็นกระดุมรีไซเคิล แต่ที่ซูริกก็บอกว่าหรูไป เสนอเป็นผ้าม่านรีไซเคิล ก็ยังไม่ใช่ พอดีที่เรารู้จักกับพี่อาร์ม ‘ทะเลจร’ (ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย) เขาทำพื้นห้องยิมจากเศษยางรถบรรทุก เราเลยถามว่าเอาตัวนี้มาทำท็อปของเคาน์เตอร์ได้ไหม แล้วก็ส่งตัวอย่างให้ทางสวิตเซอร์แลนด์ดู ที่นั่นชอบกันใหญ่เพราะมันตรงคอนเซปต์ของโปรดักต์ด้วย”

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

“เขาทำงานกับเรา ก็เคารพความเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งของเรา จะไม่มาบอกว่า เฮ้ย แบรนด์ต้องรักษ์โลกนะ โลกที่หนึ่ง มันเกินเรื่องนี้ไปแล้ว ทุกคนในสังคมเข้าใจแล้วว่าต้องทำ เช่นเดียวกับการรีโนเวต ถ้าถามว่าเป็นการรักษ์โลกไหม ข้อเท็จจริงต้องตอบว่าแน่นอนอยู่แล้ว มันประหยัดทรัพยากร ปัจจุบันสถาปนิกต้องเรียนรู้การรีโนเวตตึกเก่าเท่ากับการสร้างตึกใหม่ เจ้าของโครงการก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้มี Value กลับคืนมา ดังนั้น มันจึงเลยจุดเรารีโนเวตตึกเพราะเรารักษ์โลก

“ถ้าให้มองเกี่ยวกับการรีโนเวต มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ในที่นั้นๆ ด้วย ถ้าเราไม่ใช่ประเทศรายได้ปานกลางหรือสูง เราไม่มีทางไปรักหรือเป็นติ่ง FREITAG หรอก กระเป๋าอัปไซเคิลใบละหมื่นตอนนี้คือสินค้าจากโลกที่หนึ่งชัดๆ แต่เราพัฒนามาถึงขั้นหนึ่งแล้ว มีเงื่อนไขทางสังคมมาประมาณหนึ่ง คนเห็น Value ของมาบ้างแล้ว หรือเปิดให้เกิดการรีโนเวตในลักษณะนี้ได้ การรีโนเวตระดับนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นที่พม่า เนปาล หรือบังกลาเทศ หรืออาจเป็นการรีโนเวตในโหมดอื่นๆ เช่น เอาล้อรถยนต์มาทำผนังบ้าน เอาป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคา ไม่ใช่คุณเห็น Value ของสิ่งนี้ แล้วลงทุนไปกับมัน” 

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

แจ็คเล่ายาวหลังเราถกกันเรื่องที่ว่าไม่เคยเห็น FREITAG อยู่ในตึกสร้างใหม่ แม้สาขาแม่จะเอาตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงซ้อนกัน แต่ก็เป็นการเอาของเก่ามาใช้อยู่ดี

แน่นอน คำตอบที่ได้ เราชูป้ายไฟเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load