19 มิถุนายน 2562
44 K

“ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ” คือคำกล่าวตอนหนึ่งในบทความ ‘จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ในช่วง พ.ศ. 2516

เป็นคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา (หากว่ายังไม่ลืมกันไป) เรายังทนทุกข์ทรมานจากปัญหามลพิษกันอยู่เลย อากาศบริสุทธิ์นั้นมีคนยึดเอาเป็นเจ้าของเสียแล้ว หากอยากจะมีไว้ในครอบครองก็จำเป็นต้องซื้อหากันผ่านหน้ากากหรือเครื่องฟอกอากาศราคาสูง

ถึงแม้ตอนนี้มลพิษจะดีขึ้นบ้างแล้วด้วยลมและฝนตามฤดูกาล แต่คงดูไร้เดียงสาเกินไปถ้าคิดว่ามันจะไปแบบไม่กลับมาอีก อาจจะไม่ต้องคิดไปไกลถึงเรื่องของนโยบายหรือมาตรการอะไรขนาดนั้น แค่เพียงพื้นที่สีเขียวที่พอจะให้ร่มเงาและบรรเทามลพิษเหล่านี้นั้นก็หาได้ยาก ยิ่งในวันที่เราตัดต้นไม้และปลูกคอนโดฯ ในเมืองกันเป็นว่าเล่น

คุณภาพชีวิตของคนในเมืองนั้นก็ว่ายากแล้ว คุณภาพชีวิตของคนในย่านเมืองเก่านั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เพราะผังเมืองเก่าที่ถูกก่อร่างมาเมื่อกว่าร้อยปีก่อนนั้น เมื่อผสมกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป และรูปแบบการทำงาน การใช้ชีวิต ซึ่งยากเหลือเกินที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้เกิดพื้นที่สีเขียวขึ้นมา

เมื่อคุณภาพชีวิตในเมืองเก่าไม่ได้สะดวกหรือมีคุณภาพ ความเป็นอยู่ก็แออัด พื้นที่สีเขียวที่จะช่วยให้รื่นรมย์บ้างในแต่ละวันก็ไม่มี คนรุ่นใหม่ๆ ที่โตขึ้นมาก็ไม่รู้จะทนอยู่ต่อไปทำไมเลยเริ่มย้ายออกไปอยู่แถบชานเมืองแทน เมื่อย้ายออกไปกันมากเข้า ความคิดสร้างสรรค์ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่ก็ค่อยๆ จางไป เศรษฐกิจก็ถดถอยลง เมืองเก่าก็ซบเซาและกลายเป็นย่านเสื่อมโทรมไปในที่สุด หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าพื้นที่สีเขียวนั้นจะมีผลกระทบกับเมืองได้มากถึงขนาดนี้

และคำถามคือถ้าไม่มีพื้นที่สีเขียวอันนั้นในชุมชนแล้วจะทำยังไงดี ? วันนี้ผมกำลังจะพาทุกคนไปชมพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านตลาดน้อยที่ถูกรีโนเวตจากโรงกลึงเก่า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นด้วยมือของเหล่าชาวบ้านในชุมชนที่มารวมตัวกันในชื่อ ‘กลุ่มคนรักตลาดน้อย’ และทีมสถาปนิกจาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมอาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์โดยมี โจ-จุฤทธิ์ กังวานภูมิ และ ภา-ประภาพร บำรุงไทย เป็นตัวแทนทีมสถาปนิก มาเล่าถึงการประสานสร้างความร่วมมือจากกรมธนารักษ์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่โครงการ จนเกิดพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ที่นอกจากจะช่วยให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังจะช่วยพัฒนาให้ย่านตลาดน้อยมีอนาคตที่ยืนยาวต่อไปอีกด้วย

นี่คือเรื่องราวที่น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้เห็นว่าพลังของคนตัวเล็กๆ นั้นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ผมจึงขอเชิญให้ทุกคนได้มีโอกาสเดินทางมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นจากท่าแล้วได้เดินชมบรรยากาศย่านตลาดน้อยสักนิดหนึ่ง ทั้งศาลเจ้าและร้านเซียงกง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าซอยท่าน้ำภานุรังษีนี้เข้ามาและรับฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกัน

1

เขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่ำที่สุด

เราถามถึงเรื่องราวของจุดเริ่มต้นโครงการนี้กับโจ สถาปนิกผู้ซึ่งเกิดในย่านตลาดน้อยและได้มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่บ้านตัวเอง

“โครงการเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ตอนนั้นเริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องของ Healthy City หรือเมืองสุขภาวะ และ สสส. ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมก็คือตัวพื้นที่ที่รองรับสุขภาวะ

“ผมทำงานอยู่ที่อาศรมศิลป์ ตอนนั้นพูดคุยกันในทีมว่าที่ไหนที่ถ้าทำให้มันเกิดพื้นที่ขึ้นมาแล้วจะสร้างผลกระทบในวงกว้างมากที่สุด ก็ดูกันหลายพื้นที่ก่อนจะมาสรุปที่ย่านเยาวราช  พื้นที่เยาวราชที่หมายถึงคือเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายไปจนถึงสัมพันธวงศ์

“เขตนี้เป็นเขตที่มีพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศ ซึ่งมันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงจากหลายๆ สิ่ง ทั้งรถไฟฟ้า ผังเมือง และยังเป็นเมืองเก่าที่มีคนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง มีมิติเรื่องของประวัติศาสตร์ มีเรื่องของเศรษฐกิจและการค้า

“ตอนนั้นทางอาศรมศิลป์ก็มองว่าพื้นที่นี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะกระตุ้นทั้งผู้อยู่อาศัยในย่านนี้ ภาครัฐ และเหล่านักลงทุน ให้พื้นที่มันคึกคักขึ้นมาได้หลังจากที่กำลังค่อยๆ ซบเซาลง แต่พอมาลงพื้นที่พูดคุยจริงๆ ก็พบว่าในบริเวณเยาวราชมันยากมาก เพราะบริเวณนั้นมันเป็นย่านการค้าที่ยุ่งมากทุกช่วงวันจนคนแทบจะไม่มีเวลาว่างมาหยุดคิดอะไรเลย

“อาศรมศิลป์ก็เลยหันมามองตลาดน้อยแทน เพราะการค้าขายในย่านนี้มันไม่วุ่นวายเท่าเยาวราช แล้วถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่อะไรก็ตามคนละแวกนี้พร้อมที่จะปรับตัว และอีกเรื่องก็คือพื้นที่ตลาดน้อยนั้นเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่คนดั้งเดิมยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่กันเยอะมาก ต่างจากเยาวราชที่เจ้าของบ้านจำนวนมากย้ายออกไปข้างนอกหมดแล้วทิ้งลูกจ้างอยู่เฝ้าร้าน ความผูกพันกับพื้นที่ของตลาดน้อยเลยอาจจะมีดีกรีที่เข้มข้นกว่า” โจเล่าถึงที่มาที่ไปในการเลือกพื้นที่ย่านตลาดน้อย

“ในวงการสถาปนิก ภูมิสถาปนิกเราเริ่มแอ็คทีฟเรื่องพื้นที่สีเขียวมากขึ้นในประเทศไทย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมทั่วไปในกรุงเทพฯ จริงๆ แล้วคนทั่วไปหมดหวังกับการจะมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แล้ว เพราะผังเมืองมันเปลี่ยนแปลงยากมาก ดังนั้น อย่างน้อยถ้าเราจุดประกายให้มันเกิดพื้นที่สีเขียวเล็กๆ หลายๆ จุดจนมันเชื่อมกันเป็นพื้นที่ใหญ่ โดยแต่ละจุดเราก้าวเท้าออกจากบ้านในเวลา 5 – 10 นาทีได้นั้น มันก็พอจะให้ชื่นใจได้บ้าง

“เราเลยคิดว่าอย่างน้อยการจุดประกายอย่างนี้มันยังทำให้ชุมชนที่มีพื้นที่สีเขียวเล็กๆ มันได้มีความหวังว่า เราก็เป็นคนตัวเล็กๆ ที่สามารถขับเคลื่อนให้ชุมชนตัวเองมีพื้นที่สีเขียว แล้วถ้าสมมติคนทำแบบนี้ได้อีกสักหมื่นจุด พันจุด ทั่วกรุงเทพฯ เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ” ภาอธิบายเสริมถึงอนาคตของวงการภูมิสถาปัตย์

2

ตลาดน้อยเมื่อก่อนไม่ใช่ตลาด

พี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ย่านตลาดน้อยว่า ที่นี่คือพื้นที่ซ่อมเรือที่แรกของกรุงเทพฯ เพราะท่าเรือแรกของกรุงเทพฯ นั้นคือแถวสำเพ็ง ก่อนที่จะย้ายไปคลองเตย และแหลมฉบังในปัจจุบัน

เมื่อก่อนตัวเมืองคือเกาะรัตนโกสินทร์ เวลาที่เรือสินค้าเดินทางมาจะผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจากทางทะเล ผ่านป้อมเก่าตรงวังเดิม ล่องเข้ามาถึงเจริญกรุงจ่ายภาษีตรงโรงภาษี (สถานีดับเพลิงบางรักในปัจจุบัน) แล้วก็มาลงของที่ท่าเรือซึ่งก็คือแถวบริเวณตลาดสำเพ็ง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นถนนไปแล้ว

หลังจากที่ลงสินค้าเสร็จเรือก็จะแวะไปซ่อมชิ้นส่วนที่เสียหายกันที่ตลาดน้อย และเพราะเรือมีชิ้นส่วนที่ประกอบด้วยเหล็กอยู่มาก พื้นที่ตลาดน้อยจึงมีร้านค้าที่ทำหน้าที่ทั้งตีเหล็ก กลึงชิ้นส่วนต่างๆ การซ่อมเครื่องยนต์ ไปจนถึงเตรียมอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงให้กลายมาเป็นเซียงกง หรือย่านค้าเครื่องยนต์เก่าในปัจจุบัน

3

ตามหาที่ว่าง

เราหันมาหาทางกลุ่มคนรักตลาดน้อยบ้างว่า อะไรทำให้เราตัดสินใจว่าจะมาร่วมกับทางสถาปนิกชุมชนทั้งสองคนนี้

“เมื่อสักเจ็ดแปดปีที่แล้วพวกเราก็ได้เจออาศรมศิลป์เข้ามาสำรวจพื้นที่พอดี ในช่วงนั้นย่านตลาดน้อยมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาเดินอยู่เยอะมาก แต่เราก็ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางหรือแลนด์มาร์ก ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวอะไรเลย ถ้าจะมีคนใช้งานอะไรบ้างก็มีแม่บ้านบางคนมาเต้นแอโรบิกที่ท่าน้ำภานุรังษีตอนเย็นแค่นั้น

“เราก็เลยคิดว่าถ้ามีพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นปอดของคนตลาดน้อย ให้คนในชุมชนได้มาเดิน มาพักผ่อนหรือเป็นที่พบปะกันก็น่าจะดี” พี่สุภาพร ตัวแทนจากกลุ่มคนรักตลาดน้อย เล่าให้เราฟังถึงแรงบันดาลใจในการร่วมมือกับทางอาศรมศิลป์ในครั้งแรก

วิธีการทำงานของอาศรมศิลป์และเหล่าชาวบ้านในชุมชนนั้นเกิดขึ้นด้วยการพูดคุยกันเองในชุมชน ซึ่งประเด็นที่แทบทุกคนหยิบยกมาตรงกันก็มีอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรกคือ การไม่มีพื้นที่สาธารณะที่สามารถเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกแล้ว สถานที่ที่พอจะเข้าถึงได้ก็มีห้างริมน้ำที่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่พอสมควร อย่างวัด ศาลเจ้า และโรงเรียน ทั้งหมดก็ยินดีแต่ก็เห็นด้วยกับเรื่องของกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอยู่ จึงไม่ได้เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง ทั้งที่เขตนี้เป็นเขตที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยายาวกว่า 2 กิโลเมตร แต่กลับไม่เหลือพื้นที่ที่จะให้คนในชุมชนสามารถไปยืน ไปเห็น ไปสัมผัสรับลมแม่น้ำได้เลย

“พื้นที่ริมน้ำเมื่อก่อนทุกซอยถึงริมน้ำหมดเลย แต่ละบ้าน อย่างบ้านป้าวันนี่ก็มีทางลงน้ำ เพราะสมัยก่อนเวลาน้ำไม่ไหล พวกเราก็เคยมาอาบน้ำ แล้วสมัยนั้นมันมีเรือไว้ขนถ่ายสินค้า เป็นเรือที่ขึ้นตรงนั้น ก็จะมีเด็กว่ายน้ำ แต่พอสังคมเปลี่ยนแต่ละบ้านก็เริ่มตีกรอบทำรั้ว ความรู้สึกที่อยู่กันเหมือนญาติก็จางลงไป” กลุ่มคนรักตลาดน้อยเล่าความหลังในอดีตถึงการเข้าถึงริมน้ำ

“ส่วนปัจจัยอย่างที่สองคือ เรื่องของความน่าอยู่อาศัยของชุมชน ที่ตอนนี้คนเก่าๆ ในชุมชนก็ยังอาศัยอยู่กัน แต่ในอนาคตมันมีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ๆ อาจจะย้ายออกไป เพราะเขตเมืองเก่ามันก็ไม่ได้สะดวกสบายตอบรับชีวิตยุคใหม่เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเรื่องที่จอดรถ ห้างร้านอะไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือสมัยผมยังเด็กๆ ผู้ใหญ่จะชอบบอกว่าอย่าออกไปเดินข้างนอกบ้าน มันอันตราย คือย่านเซียงกงเนี่ยมันก็มีทั้งเศษเครื่องยนต์ เครื่องจักร น้ำมันกองอยู่เต็มถนน เดินก็ลื่นหกล้มได้

“ไหนจะพวกคนงานมากมายอีก อย่างถ้าคนในชุมชนมีลูกสาวเขาก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะให้ลูกเดินเข้าซอยมาคนเดียวมืดๆ พอมารวมกันในหลายๆ ประเด็นมันก็ทำให้บางทีคนก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าอยู่ อยู่ไม่สบาย วันหนึ่งเขาก็อาจจะย้ายออกไป แล้วความเป็นชุมชนที่คนข้างในรู้จักกัน เห็นอกเห็นใจกัน มีน้ำใจให้กัน มันก็จะค่อยๆ หายไป คนก็จะยิ่งย้ายออกไปอีก พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ชุมชนนั้นน่าอยู่ขึ้นจึงอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นคำตอบของทุกปัญหาที่ว่ามา” โจเสริมในเรื่องของพื้นที่สาธารณะที่จะช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างในชุมชน

ผมถามพี่ๆ กลุ่มคนรักตลาดน้อยว่า ถ้าลูกๆ หลานๆ ของพี่ๆ ทุกคนจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ไหม

“ไม่โอเค เราไม่โอเค (ตอบทันที) ยังไงเราก็ยังอยากอยู่ที่นี่ อย่างที่บอก ที่นี่มันเป็นวิถีชีวิตชุมชนที่ยังเหมือนเดิม และสะดวกสบายมาก ไปที่ไหนก็ใกล้ เดินทางสะดวก คนที่อยู่ในซอยบ้านเดียวกันนี่ก็รู้จักกันหมด ถ้าเราเลือกได้เราก็อยากอยู่ที่เดิม” พี่สุภาพรตอบมาทันที

อาศรมศิลป์เลยลองชวนให้ชาวชุมชนมาลองนึกถึงพื้นที่ริมน้ำที่เคยใช้สมัยอดีตจากความทรงจำ ทาบกับแผนที่ในปัจจุบัน และได้พื้นที่ริมน้ำมาหลายๆ จุดในย่านนี้ โดยจุดที่มีความน่าสนใจและเป็นไปได้มากที่สุดก็คือพื้นที่โรงกลึงเก่าริมท่าน้ำภานุรังษี ซึ่งทุกคนเคยเดินผ่านโรงกลึงแห่งนี้เข้ามาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในสมัยก่อน

“ก็พอดีว่าในตอนนั้นทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปของกลุ่มอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ และ อ. ปองขวัญ ลาซูส (ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง bangkok 1899) มาคุยกับทางเราถึงเรื่องวาระร้อยปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งท่านก็เป็นคนตลาดน้อย และทางลูกศิษย์ของอาจารย์ป๋วยก็มีวาระร่วมกันคือ อยากจะทำอนุสรณ์ถึงอาจารย์ป๋วยสักอย่าง ซึ่งแง่มุมที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับท่านก็คือ ความเป็นคนมีสุนทรียะ มีศิลปะ อยู่ในหัวใจ

“เราจึงคิดว่ามันน่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และถ้ามันจะมีพื้นที่สักที่หนึ่งที่สื่อถึงมุมมองด้านสุนทรียะและศิลปะของอาจารย์ป๋วย และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในเวลาเดียวกัน มันก็จะเป็นอนุสรณ์แก่ท่านได้ดีมาก เราก็เลยได้ไอเดียในการผสานรวมเข้าด้วยกันกับพื้นที่โรงกลึงเก่าที่เราสนใจอยู่ขึ้นมา” โจเล่าให้ฟังถึงโอกาสที่ผ่านเข้ามาแบบไม่คาดฝัน

4

ขอ

หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มการขอพื้นที่จากกรมธนารักษ์ให้กลับมาเป็นของสาธารณะ ซึ่งวิธีการขอพื้นที่นั้นช่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่มีพลัง นั่นคือ การเขียนจดหมายขอ

“เราใช้วิธีเขียนจดหมายเป็นลายมือไปหากรมธนารักษ์ เพราะด้วยความที่มันเป็นกระดาษที่เขียนโดยลายมือคน เรารู้สึกว่ามันแสดงถึงความจริงใจ เราค่อยๆ เขียนไปทีละครั้งสองครั้ง ครั้งหนึ่งก็ 4 – 5 ฉบับ บางฉบับก็มีการร่วมลงนามในจดหมายด้วย ทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เข้ามาช่วยสนับสนุนในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” โจเล่าย้อนความหลังถึงการได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนามของโครงการ 100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

บังเอิญที่ตอนนั้นมีลูกศิษย์ของ อ.ป๋วย เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็คือ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่สนใจโครงการนี้อย่างมาก เพราะเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับชุมชน เงื่อนไขเรื่องที่ดินก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพราะมันเป็นที่ของรัฐเอง จนถึงค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้ใช้เงินที่สูงมากมาย จึงเกิดการประสานภายในกระทรวงมาจนถึงกรมธนารักษ์ ในช่วงที่ อ.นริศ ชัยสูตร เป็นอธิบดีอยู่ ซึ่งท่านก็เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ จึงเจรจากับผู้เช่าเดิมและทำให้เกิดการมอบพื้นที่คืนมาแก่ชุมชน พร้อมกับเงินค่าก่อสร้างเพื่อจัดทำเป็นพื้นที่สาธารณะตามที่พูดคุยกันได้สำเร็จ

ในตอนที่กรมธนารักษ์เจรจากับผู้เช่าเดิมที่มีพื้นที่อยู่ 400 ตารางวา ก็สรุปกันมาเป็นการขอแบ่งพื้นที่กลับมาทำพื้นที่สาธารณะกันได้ที่ 200 ตารางวา หรือครึ่งเดียวของพื้นที่ทั้งหมด

“พื้นที่ทั้งหมดคือ 400 ตารางวา สุดท้ายแล้วได้มา 200 ตารางวา แต่ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์แก่ชุมชนจริงๆ คนสามารถเข้ามาใช้ได้ รองรับกิจกรรม และชุมชนได้รับอากาศดีๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” โจเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่รู้ผลการส่งมอบพื้นที่

5

เปลี่ยนโรงกลึงสู่พื้นที่สาธารณะ

หลังจากที่ได้พื้นที่มาแล้ว ก็ถึงเวลาที่สถาปนิกจะได้วางรูปแบบการใช้งานให้กับพื้นที่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะด้วยเงื่อนไขใหม่ที่ได้พื้นที่มาครึ่งเดียวของที่ตั้งใจไว้แต่แรก

“ชื่อของโครงการนี้ตอนที่เสนอกับทางกรมธนารักษ์คือ ‘สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)‘ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราทำพิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว คนก็จะมาที่นี่แค่ครั้งเดียวในชีวิต ดังนั้น มันเลยจำเป็นต้องมีฟังก์ชันการใช้งานอย่างอื่นที่สร้างให้เกิดกิจกรรม ให้มีคนมาใช้งาน หรือแม้แต่ใครอยากมาเยี่ยมเราก็จะได้มีที่ต้อนรับและพูดคุยกัน ตรงนี้น่าจะเป็นโปรแกรมหลักที่ทางชุมชนและคนออกแบบคิดว่ามันควรจะเป็นพื้นที่หลักมากกว่าพิพิธภัณฑ์ เราก็เลยคิดว่าพื้นที่หลักของอาคารควรจะเป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับทุกคน พื้นที่สีเขียวสาธารณะริมน้ำ และร้านค้าสำหรับธุรกิจชุมชนนี้ ส่วนพื้นที่รองคือพิพิธภัณฑ์ป๋วย” โจอธิบายถึงการแบ่งพื้นที่ใช้สอยใหม่ในโครงการ

ตัวอาคารโรงกลึงเก่าที่ติดอยู่ในพื้นที่มาด้วยนั้นเป็นอาคารเก่าแก่เกือบร้อยปี แต่โครงสร้างค่อนข้างทรุดโทรม อาศรมศิลป์ซึ่งเคารพและเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์ในตัวอาคารโรงกลึงแห่งนี้จึงตัดสินใจสร้างอาคารใหม่โดยอิงรูปทรงและสัดส่วนจากอาคารโรงกลึงเดิม รวมถึงเก็บชิ้นส่วนของอาคารเดิมไว้ก่อนนำกลับมาประกอบกลับเข้ามาให้อยู่ในอาคารหลังใหม่ด้วย เพื่อที่ว่าในอนาคตถ้าย่านเซียงกงอาจจะไม่อยู่ที่ตลาดน้อยแล้ว แต่คนรุ่นหลังก็จะรับรู้ถึงอดีตของพื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านทางโรงกลึงแห่งนี้

“ทีแรกสุดทีมก็เข้ามารังวัดและสำรวจตัวอาคารว่ามีองค์ประกอบไหนพอจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยตอนที่เราสร้างอาคารใหม่ขึ้นมา เราก็ถอดสัดส่วนมาจากอาคารโรงกลึงเก่า ตำแหน่งเสาแต่ละต้นก็ยึดเอาจากตำแหน่งเดิม ก่อนที่จะนำเอาเสาจากอาคารเดิมมาติดเข้าไปในอาคารใหม่โดยเป็นการประดับตกแต่งเพื่อให้เห็นถึงบรรยากาศอาคารหลังนี้ในสมัยก่อน”

และในด้านของพื้นที่ซึ่งเล็กกว่าที่คาดไว้ ทางสถาปนิกก็เกิดความคิดที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกถึงพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น และทำให้โรงกลึงนั้นถูกเห็นจากในพื้นที่อย่างโดดเด่น อาคารส่วนหน้าสุดริมแม่น้ำที่ทอดตัวยาวตามความลึกของพื้นที่ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้านค้าของธุรกิจในชุมชน จึงถูกออกแบบให้กรุปิดผิวอาคารด้วยกระจกเงาที่จะสะท้อนต้นไม้และทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูเขียวและใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ส่วนต้นไม้ใหญ่ทั้งสามต้นในพื้นที่นั้นชาวบ้านบางคนก็ว่าเป็นต้นไม้ดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโรงกลึงยังเปิดทำงานอยู่ อายุของทั้งสามต้นนั้นจึงไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งก็ได้มอบร่มเงาแสนร่มรื่นให้กับทั้งพื้นที่เป็นอย่างดี แม้ผมจะยืนอยู่ตอนเที่ยงวันแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงลมแม่น้ำแสนเย็นสบายที่พัดโชยเข้ามา

6

ชุบชีวิต

หลังจากที่การก่อสร้างของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง คนในชุมชนต่างก็เริ่มมองเห็นอนาคตใหม่ของตลาดน้อย โดยสะท้อนผ่านออกมาทางการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเก่าในละแวกรอบๆ พิพิธภัณฑ์ป๋วย

“มันเป็นโดมิโนตัวแรกที่ค่อยๆ ขยับและทำให้คนแถวนี้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสักอย่างกับบ้านหรือตึกที่เขามีอยู่” โจเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรารู้สึกว่าทุกคนในชุมชนได้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ร่วมกันจริงๆ อย่างหลายๆ บ้านที่อยู่รอบๆ โครงการนี้ พอเขาเห็นการก่อสร้างใกล้เสร็จก็เห็นคุณค่าที่จะเกิดขึ้น และเริ่มมีการขยับตัวนำพื้นที่รกร้างมาทำเป็นอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ทำให้เขาและชุมชนได้ประโยชน์ เพราะทำให้พื้นที่ที่ดูเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมหน้าของชุมชนนี้ไปได้เลย” ภาเสริมถึงการตื่นตัวของผู้คนในละแวกนี้

ทั้งสองคนยังอธิบายให้เราฟังอีกด้วยว่าในระยะยาวทางกรุงเทพมหานครมีแผนอยากจะทำแผนแม่บทใหม่ของกรุงเทพฯ ที่หยิบเอาพื้นที่ลักษณะนี้มาสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ กระจายไปในหลายๆ ชุมชน และหาทางเชื่อมพื้นที่สีเขียวเล็กๆ เหล่านั้นมันเข้าด้วยกันให้กลายเป็นเหมือน Green Link และพื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ก็เหมือนเป็นเคสที่จะถูกหยิบไปให้ชาวชุมชนอื่นๆ ได้ดูอีกด้วย

ในตอนนี้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการส่งมอบงานจากผู้รับเหมา หลังจากส่งมอบกันเสร็จสิ้น กลุ่มคนรักตลาดน้อย สถาบันอาศรมศิลป์ และกรมธนารักษ์ จะหารือร่วมกันเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ อาจจะมีการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่างมูลนิธิโดยมีกรรมการมาจากเจ้าของที่อย่างกรมธนารักษ์ ชุมชน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้มาช่วยกันบริหารจัดการพื้นที่ ทั้งในส่วนของการดูแลความเรียบร้อย จัดกิจกรรม และหารายได้จากค่าเช่าที่และค่าจัดกิจกรรม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จการตั้งเป็นมูลนิธิในลักษณะที่ว่ามา โมเดลการจัดการพื้นที่แบบนี้ก็น่าจะถูกหยิบไปพัฒนาต่อในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปอีกเช่นกัน

สุดท้ายก่อนที่จะร่ำลากันจากพิพิธภัณฑ์ป๋วยแห่งนี้ ผมถามทางสถาปนิกผู้เริ่มทำโครงการนี้ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วถึงความรู้สึกว่า ตัวสถาปนิกเองทำหน้าที่เกินความเป็นนักออกแบบอาคารไปรึเปล่า

“เรารู้สึกว่าสถาปนิกมันไม่ใช่อาชีพที่จะมาสร้างตึกใหญ่โตเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เราเหมือนเป็นคนตัวเล็กๆ ที่รับฟังอย่างตั้งใจ ว่าปัญหาของชุมชนคืออะไร แล้วสามารถประสานหาความร่วมมือกับใครได้บ้าง แม้เราจะเป็นแค่คนตัวเล็กๆ แต่ด้วยความเชื่อมโยงและการเอาจริง มันทำได้

“วันหนึ่งบทบาทของสถาปนิกมันอาจจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่สร้างตึกสวยๆ แต่สามารถสร้างความร่วมมือ เชื่อมโยงเครือข่าย แล้วก็ผลักดันโครงการดีๆ จากข้างล่างขึ้นข้างบน เพื่อให้มันเกิดประโยชน์ได้จริงๆ อย่างโครงการนี้แหละ” ภาทิ้งท้ายถึงหน้าที่ของสถาปนิกชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ขอบคุณ บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

สวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย)

ที่อยู่  : https://goo.gl/maps/eoJiXvVFcEjafyDj7

สถานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่สามารถเดินไปชมบรรยากาศด้านในได้

ระยะเวลาดำเนินงาน 8 ปี

สถาปนิกโครงการ ทีมสถาปนิก จาก บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์

ภูมิสถาปัตย์ บริษัท ฉมาโซเอ็น จำกัด

เจ้าของที่ดิน กรมธนารักษ์

 

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

โปรเจกต์ต่อยอด Factopia เกิดขึ้นราว 2 ปีก่อน หลังการสร้างสตูดิโอให้เช่าที่มีแนวคิดให้ศิลปินหรือคนทำงานออกแบบ-สร้างสรรค์ได้มาอยู่ร่วมกัน เป็นภาพชัดแจ้งที่มีมากว่า 5 ปี

‘Factopia Hamlet’ อยู่ลึกถัดเข้าไปจากอาคาร 2 ชั้นด้านหน้าในระยะเดินสบาย อาคารอิฐเปลือยและหมู่บ้านสีเข้มขรึมขนาด 4 หลังหลบตัวใต้ร่มไม้ใหญ่ยามกลางวัน กลางคืนโดดเด่นล้อแสงจากโคมไฟจันทราใบเขื่องกลางลาน พร้อมเปิดต้อนรับเพื่อนบ้านคอเดียวกันเพิ่ม โดยปรับปรุงจากอาคารจอดรถเก่าและบ้านพักพนักงานของร้านอาหารอายุ 30 ปี

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ไม่เพียงแค่การเปลี่ยนอาคารชวนขนลุกให้สวยขึ้นกล้องเท่านั้นที่น่าสนใจ ดีเทลการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ อย่างใส่ใจล้วนทำให้ที่แห่งนี้ธรรมดาเป็นพิเศษ

ฟิ่ว-ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ นักออกแบบเครื่องประดับและผู้ก่อตั้ง Factopia และ บอล-ชัยสิทธิ์ ศรีตาลอ่อน แห่ง Funktion Studio สถาปนิกผู้ออกแบบ เดินนำเรามายังบ้านหลังในสุด ก่อนกดสวิตช์เปิดไฟที่ทำให้ช่างภาพชอบใจจนเอ่ยปากถาม เพราะเป็นแสงที่เสมอกันทั้งห้อง ไม่เกิดเงารบกวนสายตา แถมอุณหภูมิยังสีพอเหมาะพอดี จนรู้สึกได้ว่าคิดเผื่อคนทำงานด้านนี้มาแล้วเป็นแน่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

สตูดิโอในป่า

เมื่อไม่ได้ใช้งาน บางส่วนของบ้านพักคนงานทั้ง 4 และอีก 1 โรงจอดรถ จึงผุพังไปบ้าง

ฟิ่วเล่าว่า ก่อนรีโนเวต ตัวสตูดิโอเคยเป็นโลเคชันถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Turn Left Turn Right ที่ แดน-วรเวช ดานุวงศ์ เป็นผู้กำกับ ซึ่งบังเอิญมาเช่า Factopia ถ่ายงาน และเห็นว่าที่นี่เข้าตาอย่างจัง โดยไม่ต้องเซ็ตอัปอะไรเพิ่ม แต่ก็มีผู้กำกับไม่น้อย ไม่กล้าใช้งาน เพราะทั้งหยากไย่ กองไม้ เศษใบไม้แห้ง และเศษไข่ ทำให้สถานที่ดูจริงเกินไป คนจิตอ่อนเห็นแล้วเลยขอถอยดีกว่า

ความตั้งใจของเธอคือ การรีโนเวตโดยไม่ตัดต้นไม้สักต้นและเก็บบ้านเก่าไว้ทั้งหมด เช่นเดียวกับอาคาร Factopia หลังแรก

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“ตอนแรกก็คุยกันว่าการรีโนเวตตึกเก่า บ้านคนงาน มันคุ้มเหรอ เพราะถ้าทุบทั้งหมด เราได้พื้นที่กว้าง ทำได้หลายอย่างมาก ขึ้นตึกยังได้เลย แต่สุดท้ายมาจบที่รีโนเวต เพราะอย่างน้อยเราเก็บต้นไม้ไว้ได้ทั้งหมด ที่เห็นห้าสิบ หกสิบต้นใหญ่คือต้นเดิม ถ้าไปล้อมมา มันก็ไม่เหมือนปลูกเอง เราต้องใส่ขาตั้งไปตลอด จริงๆ แล้วข้อดีที่ได้มาจากการรีโนเวต คือการอนุรักษ์ต้นไม้มากกว่าการอนุรักษ์อาคารด้วยซ้ำ ถ้าเรามีงบประมาณ เราสร้างตึกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้นไม้ให้ได้อย่างนี้ก็แปดสิบปี” เจ้าของพื้นที่กว่า 4 ไร่เริ่มต้นเล่า

“พื้นที่สีเขียวที่นี่ใหญ่กว่าพื้นที่ออฟฟิศ” สถาปนิกต่อบทสนทนา

Factopia อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าบางกระสอ ในระยะ 0 เมตร ด้วยทำเลที่ดิน หากจะลงทุนให้คุ้มค่ากับพื้นที่ที่สุด ต้องเป็นคอนโดมิเนียม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเธอ ฟิ่วเลือกทำออฟฟิศของตัวเอง โดยมีส่วนให้เช่าเพื่อนำรายได้ส่วนนั้นมาเลี้ยงค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนดูแลสถานที่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“พื้นที่สีเขียวมันมีมูลค่าทางพื้นที่ เป็นคุณค่าของสเปซดี ถ้าลองไปขึ้นไปดูรถไฟฟ้า โซนตรงนี้เป็นก้อนสุดท้ายของที่นี่แล้ว ถ้าไม่เดือดร้อนเกินไป กำไรไม่เยอะแต่พอเลี้ยงค่าใช้จ่ายโดยรวม และยังเหลือสักที่หนึ่งให้ตัวเองได้ใช้งานในแบบที่อยาก คือมีเพื่อนนักออกแบบ มีชุมชนที่ทุกคนนั่งทำงานรู้สึกว่าสบายตา บรรยากาศโล่งโปร่ง หายใจสะดวก 

“ถ้า Ecosystem รวมๆ มันทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดีขึ้นได้บ้าง ในแง่การจับมือกันทำงาน หรือแค่เป็นห่วงออฟฟิศข้างๆ ผมว่าก็ลองสร้างด้วยไซส์พอเหมาะได้ ถ้าใหญ่กว่านี้ก็ต้องตัดต้นไม้หรือก็ต้องเตรียม Facility อื่นๆ เพื่อรองรับเพิ่มขึ้นอีก” บอลอธิบายเสริมถึงเสริมแนวคิดแรกเริ่มที่ส่งต่อมายัง Factopia Hamlet

บ้านพักคนงานเก่า สู่ออฟฟิศใหม่

เพราะไม่อยากให้ผู้เช่ารู้สึกว่าข้างหน้าเต็มหมดแล้ว เหลือแต่ข้างหลัง วิธีออกแบบที่นี่จึงละเอียดลออทุกจุด 

“ขอใช้คำว่า Humble แต่คิดละเอียด และเรารู้พฤติกรรมของคนที่จะมาใช้ล่วงหน้า ตอนที่ทำ Factopia ทำเหมือนงานศิลปะ อาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องแสง การอยู่ เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนจะมาไหม มันจะเป็นยังไง แต่ตอนที่เราทำ Factopia Hamlet ข้างหลัง เรารู้แล้วว่าคนที่มาต้องการอะไร ข้างหน้ามีปัญหาอะไร มันเป็นโจทย์และช่วงเวลาที่ต่างกัน” ฟิ่วเท้าความถึงการวางแผนออกแบบพื้นที่แห่งนี้

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

กระบวนการรีโนเวตหมู่บ้านนักสร้างสรรค์เป็นไปอย่างเรียบง่าย รบกวนโครงสร้างเดิมน้อยมาก เน้นเจาะช่องประตู และกันห้องให้เป็นสัดส่วน ส่วนความยากที่สุด บอลบอกว่าอยู่ที่กระบวนการทำงาน ซึ่งเขียนแบบออกมา 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะต้องดูเงื่อนไขหน้างาน

“บางมุมที่เราต้องการเจาะ ต้องดูว่ามันรบกวนต้นไม้ไหม ถ้าลงเข็มเยอะไป เจาะโดนต้นไม้ เดี๋ยวตาย รวมถึงบางจุดที่ต้องขุดก็ต้องระวังโครงสร้างอาคารเดิมไม่ให้เสียหาย เวลาเข้าทำงานก็ต้องเตรียมเครื่องมือว่าจะเจาะเล็กหรือเจาะใหญ่

“ก่อนรื้อเราเห็นว่าของเดิมทำมาค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีรอยแตกรอยร้าวระหว่างมุมหน้าต่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นเวลาใช้งานไปนานๆ เลยเก็บฟังก์ชันการใช้งานเดิม ไม่อยากทำให้มันเสียหาย ตอนเราทุบรื้อ เห็นว่าก่อนฉาบผนัง เขาใส่ตาข่ายกันราขึ้น ซึ่งบางที่ไม่ได้ใส่แล้วฉาบเลย มันเป็นลักษณะงานก่อสร้างที่ผู้รับเหมารุ่นก่อนเขาทำกัน รุ่นปัจจุบันก็จะมีอีกวิธีหนึ่ง ฉะนั้นเวลาต่อเติมหรือว่าเจาะช่องหน้าต่างต้องเกลี่ยดีๆ เพราะว่ามีตาข่ายรับอยู่ ถ้าทุบเลย ผนังจะล้ม แล้วก็ร้าว ส่วนการเอาโครงสร้างใหม่เข้ากับโครงสร้างเดิม ก็ต้องคิดถึงการยึดและถ่ายน้ำหนัก”

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ปรับ เปลี่ยน แปลง

โชคดีที่โครงสร้างยังดีอยู่มาก สถาปนิกจึงรื้อบางส่วนอย่างฝ้า เพื่อยกขึ้นไปให้ติดกับหลังคา ใช้ความสูงช่วยให้ห้องโปร่งโล่ง และเปลี่ยนหลังคาที่รั่วซึมเป็นแบบลอนคู่สีซีเมนต์ซึ่งเหมือนอันเดิมเปี๊ยบ เขาว่าเมื่อปล่อยให้ใบไม้ทับถมกัน จะเปลี่ยนเป็นสีดำธรรมชาติกลมกลืนไปกับตัวอาคาร

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ที่ทำเพิ่มเติมเข้าไปคือเจาะช่องประตู ปรับปรุงผนังบางส่วน กั้นห้อง ทาสีภายนอก และซ่อมแซมห้องน้ำ ทำระบบน้ำ-ไฟใหม่ อย่างบ้าน 2 หลังหน้าสุด ก็เลือกกรุกระจกใสที่เหมาะสำหรับการเป็น Exhibition Hall ให้เช่าใช้พื้นที่ รวมถึง Gallery Shop 1 ยูนิต และ Workshops 1 ยูนิต ส่วนอีก 2 หลังเป็น Workshops หรือออฟฟิศ พร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง 4 ยูนิต โดยมีขนาดตั้งแต่ 28 – 69 ตารางเมตร ส่วนโรงจอดรถ ก็ปรับเป็น Brick House เปลือยอิฐสีแสดพร้อมหน้าต่างคดโค้งเดิม ซึ่งให้อารมณ์แตกต่างจาก 4 อาคารสิ้นเชิง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“สำหรับอาคารไซส์ใหญ่ ออกแบบให้เป็น Exhibition Hall เราทุบห้องน้ำออก แล้วรื้อผนังริมทางเดินออกใส่กระจกแทนเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น เก็บโครงสร้าง วัสดุ คราบต่างๆ และร่องรอยเดิมเอาไว้ ไม่ได้ทาสีด้านใน ให้มันเป็นเรื่องราวของอาคาร ส่วนที่สร้างใหม่ก็ทำให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างเดิม เช่น พวกแนวไฟ เพราะไม่อยากให้มันโดด เวลาเอาของไปติดตั้งจะได้ไม่รบกวนหรือตะโกนออกมามาก ส่วนที่เป็นหน้าต่างก็เก็บบานเกล็ดไว้ ช่องลมด้านบนใส่หน้าต่างกระจกเสริม เป็นแบบสั่งทำ เปิด-ปิดโดยใช้กลไกลหมุนมือ 

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“อาคาร 2 ที่เป็นกระจก เราทำให้เหมาะสำหรับการวางดิสเพลย์ เดิมมีระเบียงไม้และโครงสร้างปูน เราเก็บส่วนที่มันใช้ได้ แล้วเปลี่ยนตัวผนังเป็นผนังกระจกโครงเหล็ก ซึ่งพอมองจากด้านหน้าจะมีความเป็น Gallery Shop หรือถ้าพื้นที่ว่างก็จัดแสดงงานได้ด้วย

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“ส่วนอาคาร 3 และ 4 เป็นไซส์ที่เหมาะกับงานช่างหรือสตูดิโอมากกว่า ห้องไซส์เล็ก ของเดิมมีห้องอาบน้ำและห้องน้ำ เราตัดออกหนึ่งห้อง เปลี่ยนเป็นห้องเก็บของ สำหรับห้องไซส์ใหญ่ กั้นแยกเป็นสองห้อง”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ดีเทลเล็กน้อย แต่คิดมากมาก

เมื่อถอยออกไปยังลานจอดรถด้านข้างแล้วมองเข้าไป เป็นซีนที่บอลออกแบบเรื่องลำดับการเห็นเอาไว้ มองจากด้านนอก มีแพลตฟอร์มที่พระจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่เหนือลานกองไฟราวกับอยู่ในป่า รอบๆ เป็นกำแพงขนาดเตี้ยที่เส้นวิ่งไหลมาต่อกับส่วนล่างอาคาร เพื่อบังสายตาให้เกิดความเป็นระเบียบ หากมองจากด้านในออกไป จะเห็นว่าแพลตฟอร์มกว้างมาก หลังกำแพงมีม้านั่งและรั้วทำหน้าที่เป็นพนักวางแขนอย่างพอดี ข้างหลังเว้นช่องให้น้ำไหลลงไปยังร่องระบายน้ำโดยไม่ย้อนกลับมาเลอะแพลตฟอร์ม และลานนี้เองคือสิ่งที่เชื่อมทั้ง 4 อาคารต่อกัน

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“พอเริ่มรื้อจะเห็นมันมีพื้นที่ตรงกลางค่อนข้างใหญ่ ตอนออกแบบก็คิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้ไม่กลายเป็นบ้านหลังเล็กๆ สี่หลังที่ทุกคนมีประตูทางเข้าบ้านของตัวเอง แล้วเดินเข้าคนละทาง ซึ่งไม่เกิดความเป็นคอมมูนิตี้เท่าไหร่ เราอยากให้ทั้งพื้นที่และผู้เช่ามีปฏิสัมพันธ์กัน ออกมานั่งพัก พูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันได้”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ลานจอดรถของที่นี่ไม่ตีเส้น แต่ให้ช่างทำราวกันช่องขึ้นมาใหม่ เพราะในอนาคต ฟิ่ววางแผนไว้ว่าอยากใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเล็กๆ เช่น Flea Market จึงไม่อยากให้อะไรมารบกวนสายตา พวกเขาใส่ใจเรื่องการสร้างสัดส่วนการมองเห็น ซึ่งส่งผลกับความรู้สึกเป็นพิเศษ เช่น ซุ้มประตูขอบเหล็ก ก็ทำให้เล็กบางที่สุดเท่าที่ทำได้

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

และสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องแสงในห้องทำงาน

“ทุกคนต้องใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ แสงแบบไหนถึงจะเหมาะ เราเลยทดลองซื้อไฟมาสามสี ลองทั้งกลางวันกลางคืน มาจบที่สีคูลตรงกลางระหว่างวอร์มกับคูลขาว ก่อนหน้านี้เรามีให้บริษัทไลท์ติ้งจำลองแสงดูว่ามันได้ไหม แล้วลองติดตั้ง และดูประเภทหลอดมาตรฐานที่ผู้เช่าจะได้หาซื้อได้ง่าย” ฟิ่วเล่ากระบวนการที่เธอมาร่วมทำม็อกอัปพับกระดาษ ทดสอบแสงสว่างและระยะเงาตกกระทบ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“เราอยากให้ไฟอยู่ในแนวโครงสร้างเดิม ฉะนั้น สิ่งที่ต้องแก้คือความสูงและระยะและความสูงของปีกข้างไฟที่ 1.5 เมตร เพื่อที่ตรงกลางโต๊ะจะได้ไม่มืด และแสงกระจายเต็มห้อง ไม่เห็นว่ามันมีเงา ซึ่งถ้าใส่ Down Light จะเห็นเงาตกกระทบรอบๆ ตอนทำงานจะลายตา” บอลเสริม พลางชี้ให้มองเส้นไฟที่กลมกลืนไปกับโครงเหล็ก ก่อนพาเดินไปสำรวจแต่ละจุดที่เล่าถึง

ไม่นานไก่ที่เจ้าบ้านเลี้ยงโดยบังเอิญ ก็ปล่อยคิวออกมาอย่างรู้งาน แต่ไม่ต้องห่วงว่าพวกมันจะรบกวน เพราะมาเฉพาะยามเช้าและเย็นเท่านั้น ส่วนกลางวันจะหลบอยู่ตามต้นไม้ด้านหลังกำแพง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

จากตอนแรกที่ฟิ่วตั้งใจสร้างที่ทำงานในอุดมคติ ระหว่างวันได้พักสายตาบนพื้นที่สีเขียวของตัวเอง ดังชื่อ Factopia ที่รวมคำว่า Factory กับ Utopia เอาไว้ เธอเปลี่ยนพื้นที่นับ 4 ไร่ เป็นคอมมูนิตี้ที่เอื้อต่อคนทำงานสร้างสรรค์ทั้งบรรยากาศและการเกื้อกูลกันเรื่องงาน โดยเก็บ Sense of Place ไว้ให้นึกถึงทุกส่วน

น่าเสียดายที่บริษัทเรายังไม่มีแผนจะย้ายออฟฟิศไปไหน ไม่อย่างนั้น จะขอเชียร์ให้เจ้านาย พิจารณา Factopia Hamlet ไว้เป็นลำดับต้นๆ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load