ทุกครั้งที่ใกล้ถึงฤดูกาล ฟุตบอลโลก ประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้ผลการแข่งขันในสนามก็คือ “ค่าลิขสิทธิ์” ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกรอบ 4 ปี และสำหรับ ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ ตัวเลขที่ไทยต้องจ่ายพุ่งสูงจนสร้างดราม่าระดับชาติ
แต่คำถามที่แท้จริงคือ — ทำไมถึงแพงขึ้น? และกลไกอะไรที่ทำให้ไทยแทบไม่มีทางเลือก?
🌍 ฟุตบอลโลก 2026 ใหญ่กว่าเดิม = แพงกว่าเดิม
ข่าวบอล จุดเริ่มต้นของราคาที่พุ่งสูงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีรากฐานจากการขยายตัวของรายการ ฟุตบอลโลก ครั้งนี้อย่างชัดเจน การขยายตัวของการแข่งขัน การปรับเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีม และ 104 แมตช์ รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลหลักในการปรับขึ้นราคาลิขสิทธิ์
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ — จากเดิมที่ ฟุตบอลโลก มีเพียง 32 ทีมและ 64 นัด ตอนนี้กลายเป็น 48 ทีมและ 104 นัด เท่ากับว่า FIFA มีคอนเทนต์มากขึ้นเกือบเท่าตัว และย่อมตั้งราคาได้สูงขึ้นตามสัดส่วน
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะเกิดขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย. – 19 ก.ค. 2569 จัดการแข่งขัน 16 เมือง ใน 3 ประเทศ คือ แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา การมีเจ้าภาพถึง 3 ประเทศพร้อมกัน ยิ่งเพิ่มต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการถ่ายทอดสัญญาณ ซึ่งผลักดันให้ค่าลิขสิทธิ์สูงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
💰 FIFA ตั้งราคาอย่างไร? เบื้องหลังที่ไม่เคยเปิดเผย
กลไกการกำหนดราคาของ FIFA ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกันกับทุกประเทศ แต่เป็นระบบที่ซับซ้อนกว่านั้น FIFA ใช้กระบวนการประมูลอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการเจรจาโดยตรง โดยใช้โครงสร้างราคาจากข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้ในครั้งก่อนหน้ามาเป็นฐานอ้างอิง
พูดง่าย ๆ คือ ไทยเคยจ่ายเท่าไรในปี 2022 ราคาปี 2026 ก็จะถูกคิดจากฐานนั้นบวกเพิ่มตามปัจจัยต่าง ๆ ทำให้แต่ละประเทศมีราคาลิขสิทธิ์ที่ต่างกัน ไม่ได้คิดเหมือนกันทั่วโลก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือค่าลิขสิทธิ์สำหรับประเทศไทยในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท หรือราว 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดใหญ่อย่างจีน FIFA เคยเสนอราคาเริ่มต้นไว้สูงถึง 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่แสดงให้เห็นว่า FIFA มองแต่ละตลาดด้วยกรอบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
🏦 ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่ค่าลิขสิทธิ์

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าตัวเลข 1,300 ล้านบาท คือต้นทุนทั้งหมดของการถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก ในไทย แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่เพียงค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษี ค่าใช้จ่ายด้านเทคนิค และด้านปฏิบัติการต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจากผู้สนับสนุนเพิ่มเติมอีกพอสมควร ตัวเลขจริงที่ต้องใช้จึงสูงกว่าที่ประกาศออกสาธารณะ
บางการคาดการณ์ระบุว่าค่าลิขสิทธิ์ครั้งนี้อาจพุ่งสูงถึง 1,600–2,000 ล้านบาท เมื่อรวมทุกต้นทุนแล้ว ตัวเลขจึงกลายเป็นภาระหนักที่ไม่มีเอกชนรายไหนกล้ารับไว้คนเดียว
🏢 ทำไมเอกชนไม่กล้าลงทุน?
นี่คือหัวใจของปัญหาที่แท้จริง ยังไม่มีเอกชนรายใดในประเทศไทยลงทุนซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ทำให้ภาครัฐต้องเข้ามาเป็นแม่งานในการซื้อลิขสิทธิ์อีกครั้ง รวมถึงปี 2026 ที่ประเทศไทยไม่มีกฎ Must Have แล้ว แต่ยังคงไม่มีเอกชนรายใดกล้าลงทุน
เหตุผลไม่ใช่แค่ราคาที่สูง แต่ยังมีบทเรียนเจ็บปวดจาก ฟุตบอลโลก 2022 ที่ยังฝังใจ เมื่อเกิดปัญหา “จอดำ” จนเป็นข้อพิพาทในศาลมาจนถึงทุกวันนี้ และธุรกิจทีวีดิจิทัลของหลายช่องขาดทุนล้มระเนระนาด ไม่มีใครมีเงินทุนหนา และสปอนเซอร์ก็ไม่พร้อมทุ่มอย่างเคย
🆕 สิ่งใหม่ที่ FIFA มอบให้ปี 2026
แม้ราคาจะแพง แต่ FIFA ก็ไม่ได้ไม่ยื่นอะไรมาให้เลย ฟุตบอลโลก 2026 มีความพิเศษอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือการเปิดให้พันธมิตรสื่อสามารถสตรีมการแข่งขัน 10 นาทีแรกได้ เพื่อกระตุ้นและดึงผู้ชมไปรับชมต่อในช่องทางของสื่อพันธมิตร รวมถึงสามารถเลือกสตรีมบางแมตช์แบบเต็มเวลาได้ และมีสิทธิในการเผยแพร่ไฮไลต์แบบขยาย ฟุตเทจเบื้องหลัง YouTube Shorts และเนื้อหาวิดีโอออนดีมานด์
🔭 ข้างหน้า ยังไม่จบดราม่า
กรมประชาสัมพันธ์เผยว่าการเจรจากับ FIFA เรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ยังไม่ได้ข้อยุติ แม้ราคาจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่ไทยต้องพิจารณาภาระงบประมาณรอบด้าน ทั้งค่าลิขสิทธิ์ ภาษี และต้นทุนเทคนิค ท่ามกลางข้อจำกัดด้านเวลาและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน FIFA World Cup 2026
เวลาเหลือน้อย ฟุตบอลโลก เริ่มวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และคนไทยทั้งประเทศกำลังลุ้นว่าดีลนี้จะปิดได้ทันหรือไม่ ก่อนที่จะเหลือแค่ “จอดำ” ไว้ให้เสียดาย ตารางบอลโลกที่นี่
ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2026ครบทุกเรื่องได้ที่หน้าหลักของเรา
