ในขณะที่ไทยยังลุ้นอยู่ว่าจะได้ดู ฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ ฝั่งจีนกลับเพิ่งปิดดีลลิขสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องซื้อ ทีมชาติจีนไม่ได้ร่วมแข่งขัน เวลาแข่งดึกสุดขีด และราคาที่ FIFA เรียกในตอนแรกสูงจนหัวใจสั่น
แต่ท้ายที่สุด ข่าวฟุตบอลล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ดีลประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นที่ตัวเลขประมาณ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ ฟุตบอลโลก 2026 เพียงทัวร์นาเมนต์เดียว คำถามคือ ทำไม?
💰 FIFA เรียก 300 ล้าน จีนยื่น 60 ล้าน และชนะ
ในช่วงเริ่มต้นของการเจรจา FIFA เดินเข้าหา CCTV ด้วยตัวเลขสูงถึง 250-300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตีเป็นเงินไทยราว 8,150 – 9,790 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากฟุตบอลโลกที่กาตาร์ถึง 60% โดย FIFA ให้เหตุผลว่าฟุตบอลโลก 2026 ขยายทีมเป็น 48 ทีม มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นจาก 64 เป็น 104 นัด
แต่จีนไม่ได้มองที่จำนวนนัด CCTV มองที่ “คุณภาพของผู้ชม” ความจริงคือ 70% ของนัดการแข่งขันจะเตะในช่วงที่คนจีนส่วนใหญ่กำลังนอน ทำให้มูลค่าโฆษณาลดฮวบ แถมการที่ทีมชาติจีนไม่ได้ไปเตะ ยิ่งทำให้แรงดึงดูดเชิงชาตินิยมหายไปเกือบหมดสิ้น
ดีลนี้จึงติดหล่มอยู่เป็นปี จน FIFA ต้องยอมลดราคาลงมาเหลือช่วง 120-150 ล้านเหรียญ แต่ CCTV ก็ยังยืนกรานที่ตัวเลข 60-80 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็น “เพดานสุดท้าย” ที่พวกเขาจะไม่ยอมเจ็บตัวไปมากกว่านี้
🧠 ไม่ใช่แค่ซื้อสัญญาณ แต่ซื้อ “อำนาจผูกขาด”
หากมองในแง่ธุรกิจ CCTV ไม่ได้ซื้อแค่ “สัญญาณภาพ” แต่กำลังซื้อ “Distribution Order” หรือระเบียบการจัดจำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ การครองสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียวทำให้ CCTV กลายเป็น “เจ้าของสัมปทาน” ที่แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Migu หรือ Douyin ต้องเข้ามาขอซื้อสิทธิ์ต่อไปฉาย
โมเดลนี้เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในฟุตบอลโลก 2022 ที่สร้างรายได้โฆษณาให้ CCTV กว่า 5 พันล้านหยวน การซื้อลิขสิทธิ์ในราคาที่สมเหตุสมผลจึงเป็นการการันตีว่า CCTV จะไม่ “เข้าเนื้อจนเกินไป” และยังคงมีกำไรเหลือพอที่จะไปจุนเจืออุตสาหกรรมสื่อในประเทศ
🏢 แบรนด์จีนทุ่มสปอนเซอร์ไปแล้ว 500 ล้านดอลลาร์ ทิ้งไม่ได้

นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้จีนทิ้ง ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้ แบรนด์ดังอย่าง Hisense, Mengniu, Wanda และ Lenovo ทุ่มเงินสปอนเซอร์ให้ FIFA ไปแล้วรวมกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับแบรนด์เหล่านี้ ฟุตบอลโลกไม่ได้เป็นแค่เกมกีฬา 90 นาที แต่มันคือ “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ระดับโลก
หากในประเทศจีนเกิดภาวะ “จอดำ” สปอนเซอร์เหล่านี้จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในการทำกิจกรรมการตลาดผ่านผลิตภัณฑ์ Co-branded หรือการเปิด Pop-up Store ทั่วแดนมังกร ดังนั้น การที่ CCTV ปิดดีลได้สำเร็จ จึงเป็นการ “รักษาน้ำใจ” และผลประโยชน์ของมหาเศรษฐีผู้สนับสนุนหลักของ FIFA ไปในตัว
🌏 Soft Power และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 2050
ส่วนจีน แม้ทีมชาติจะไม่ได้ไป แม้เวลาจะสุดโหด แต่พวกเขายังคงต้องการใช้ฟุตบอลโลกเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” และเครื่องมือพัฒนาเยาวชนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 2050 ตารางการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบแบ่งกลุ่ม)
🔍 บทเรียนจากจีน สำหรับไทย
เมื่อเปรียบกับไทยที่กำลังง้างมือถอยจากดีลลิขสิทธิ์ ฟุตบอลโลก 2026 เพราะราคาสูงเกินไป จีนพิสูจน์แล้วว่า หากมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและอำนาจต่อรองที่ชัดเจน แม้แต่ FIFA ยังต้องยอมถอย
บนโลกของทุนนิยมลูกหนัง จีนกำลังบอกใบ้ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ “ตู้เอทีเอ็ม” ของ FIFA อีกต่อไป แต่เป็น “นักเจรจา” ที่รู้ซึ้งถึงมูลค่าที่แท้จริงของความหลงใหลในเกมฟุตบอล
คำถามคือ ไทยเรียนรู้บทเรียนนี้ทัน ก่อนที่จอบอลโลกจะมืดลงหรือไม่? ⚽🇨🇳
อ่านต่อเกี่ยวกับดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกของจีน
ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2026ครบทุกเรื่องได้ที่หน้าหลักของเรา
