เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เช่ารถขับไปตามท้องถนนในประเทศออสเตรเลีย

ผ่านป่า ผ่านอุทยาน เขตเมือง เขตชนบท ตลอดระยะทางจะเห็นสองข้างทางมีป้ายจำกัดความเร็ว แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปในสถานที่ชุมชน หมู่บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาลจะเห็นป้ายบอกความเร็วปักอยู่ข้างถนนถี่มาก

จาก 60 ค่อย ๆ เหลือ 40 และ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสังเกตว่า รถทุกคันจะชะลอความเร็ว ไม่มีคันใดขับแซงขึ้นมา

คนขับรถส่วนใหญ่เคารพป้ายบอกความเร็วอย่างเคร่งครัด จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของคนขับรถที่นั่น ขณะที่เมืองไทย

ป้ายบอกความเร็วไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีไว้เพื่อท้าทายความเร็วมากกว่า

เพื่อนชาวออสซี่บอกว่า หากขับรถใช้ความเร็วเกินกำหนด ค่าปรับแพงมาก คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,000 – 24,000 บาท และโดนตัดแต้ม ผิดหลายครั้งอาจโดนยึดใบขับขี่ ทำให้คนออสซี่ไม่เสี่ยงทำผิดกฎหมาย

ยิ่งหากไม่ยอมหยุดรถให้คนข้ามถนนบนทางม้าลาย ค่าปรับและบทลงโทษจะสูงขึ้นอีกหลายเท่า

“คนขับรถมักแก้ตัวว่า ตัวเองต้องรีบ ๆ ไปให้ถึงที่ แต่ลืมนึกไปว่า คนเดินถนนก็รีบ ๆ ไปเหมือนกัน” เพื่อนออสซี่ให้ข้อคิด

ผู้เขียนเคยข้ามถนนในหลายประเทศ อาทิ แคนาดา ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา หลายประเทศในยุโรป เกือบทุกครั้งเพียงแค่เรามายืนอยู่ริมถนน ตรงทางม้าลาย ยังไม่ทันจะข้ามถนน รถก็ชะลอมาแต่ไกล หยุด รอให้คนเดินข้ามทางม้าลายอย่างใจเย็น

ทางม้าลายถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1934 รูปลักษณ์ของมันก็ไม่ค่อยแตกต่างจากปัจจุบันนี้เท่าไหร่ คือเป็นเส้นตรงสลับช่องในแนวขวาง เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ให้ผู้คนใช้เป็นจุดข้ามถนน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การหยุดรถให้คนข้ามถนนบนทางม้าลายเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของหลายประเทศ

แต่ดูเหมือนแทบจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์บนทางม้าลายของประเทศเรา

เวลาข้ามถนนบนทางม้าลาย ผู้เขียนรู้สึกได้ว่า ในสายตาของคนขับรถส่วนใหญ่ ทางม้าลายเป็นส่วนเกินบนท้องถนน

ไม่จำเป็นต้องหยุดรถให้ และคนข้ามถนนคือสิ่งมีชีวิตที่สร้างความหงุดหงิดให้กับคนขับรถ บางคนเห็นคนกำลังจะข้ามถนน ถึงกับบีบแตรตวาดไล่ให้ผู้คนอย่าลงมาบนนถนนเด็ดขาด

ราวกับว่าพื้นที่บนท้องถนนเป็นสิทธิ์ของรถยนต์เท่านั้น คนเดินไม่มีสิทธิ์ จนกว่าคนขับรถจะอนุญาต

คนขับรถหลายคนอาจจะคิดว่า การที่พวกเขาหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย เป็นเพราะพวกเขาใจดีอนุญาต จนลืมไปว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องหยุดรถให้คนข้ามถนนตรงทางม้าลาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า

“ช่องข้ามทางหรือทางม้าลาย คนเดินเท้าที่กำลังเดินข้ามถนนในทางม้าลายมีสิทธิ์ไปก่อนรถ เพราะตามกฎหมายต้องหยุดให้คนข้ามถนนในทางข้ามทาง…”

หลายครั้งที่ผู้เขียนเห็นคนข้ามถนนบนทางม้าลาย ไม่ใช่แค่ยืนรอให้รถหยุด แต่ยังโค้งแล้วโค้งอีก รถบนถนนก็หาสนใจไม่ ยังใช้ความเร็วปกติ ไม่มีการชะลอหรือหยุดรถแต่อย่างใด

ครั้งหนึ่งผู้เขียนหยุดรถให้คนกำลังข้ามทางม้าลาย รถที่ขับตามหลังมาบีบแตรไล่ด้วยความไม่พอใจ

หากลองเอากล้องวงจรปิดไปตั้งถ่ายตรงทางข้ามม้าลายสักแห่ง จะเห็นว่ารถที่หยุดให้คนข้ามกับรถที่ไม่หยุดมีสัดส่วนที่น่าตกใจมาก เพราะส่วนใหญ่คงไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย

นักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุโดนรถชนตายตรงทางม้าลายหลายครั้ง เพราะไม่ทราบว่า ประเทศนี้ไม่ได้รถไม่ได้หยุดตรงทางม้าลาย และการข้ามถนนตรงทางม้าลาย อาจเสี่ยงชีวิตมากกว่าตายเพราะโรคโควิดเสียอีก

ทำไมคนชาติอื่นถึงหยุดรถให้คนข้ามถนนจนเป็นเรื่องปกติ ขณะที่คนบ้านเรา การหยุดรถบนทางม้าลายเป็นเรื่องไม่ปกติ

แน่นอนว่า อันดับแรกคือโทษปรับของหลายประเทศรุนแรงมาก แค่ไม่หยุดรถให้คนข้ามถนน ก็โดนค่าปรับไปหลายพันบาท ใบสั่งจากกล้องวงจรปิดมาถึงบ้านทันที มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แต่หากเกิดอุบัติเหตุรถชน อันนั้นไม่ต้องพูดถึงบทลงโทษว่าจะหนักหนาเพียงใด

เพื่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า

“ถ้าอยู่อเมริกา แค่คนเดินลงมาถนนถึงไม่ใช่ทางม้าลาย รถที่ผ่านมาเห็นแล้วไม่หยุด ตำรวจเห็นก็โดนตั๋วแล้ว”

ในขณะที่การจัดการจราจรบ้านเราอาจจะเห็นใบสั่งจากกล้องวงจรปิดตามท้องถนน ข้อหาขับรถไม่หยุดตรงไฟแดง ขับรถผิดเลน ขับรถเร็วเกินกำหนด

แต่ผู้เขียนยังไม่เคยได้ยินข่าว คนขับรถโดนใบสั่งด้วยข้อหาไม่หยุดรถตรงทางม้าลายให้คนข้ามถนน

มันสะท้อนอะไรในประเทศนี้

หรือเป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา การจัดการจราจรบ้านเราให้ความสำคัญกับรถยนต์ ปัญหาการจราจรติดขัดมากกว่าความปลอดภัยของคนเดินถนน ผู้รักษากฎหมายก็ไม่ใส่ใจต่อคนที่ละเมิดกฎหมาย ไม่หยุดให้คนข้ามถนนบนทางม้าลาย แถมบางครั้งก็เป็นผู้ละเมิดเสียเอง จนเกิดอุบัติเหตุตำรวจขับรถชนคุณหมอขณะกำลังข้ามทางม้าลายเสียชีวิต เป็นข่าวใหญ่

แม้ว่าสถิติที่ผ่านมา มีคนโดนรถชนตายบนทางม้าลายในประเทศเฉลี่ยถึงปีละ 500 คน

ถนนหลายสายในเมืองใหญ่บางช่วง แทบจะไม่มีทางม้าลาย คือไม่อนุญาตให้คนข้ามถนน แต่ไล่ให้ไปเดินขึ้นสะพานลอยอันสูงชัน โดยไม่แคร์ว่าหากเป็นคนชรา คนป่วย จะเดินขึ้นบันไดไหวหรือไม่

แต่หากรถยนต์ต้องเสียเวลาติดไฟแดงตรงทางแยก ทางการก็ใจดีสร้างสะพานลอยหรืออุโมงค์ลอดถนนให้รถใช้ความเร็วได้มากขึ้น ยิ่งใช้ความเร็วได้มาก อุบัติเหตุชนคนบนท้องถนนก็เกิดได้บ่อย

แต่เราแทบจะไม่เห็นอุโมงค์ลอดถนนให้คนเดินได้สะดวก มากกว่าการสร้างสะพานลอย

สิทธิ์ของคนเดินจึงน้อยนิดเหลือเกินบนท้องถนน เพราะแม้จะเห็นคนขับรถไม่จอดตรงทางม้าลาย กฎหมายก็ไม่บังคับใช้อย่างจริงจัง จนต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุ มีคนตาย เป็นข่าวดังเสียก่อน แต่พอเรื่องเงียบหายไป ทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม

สิทธิ์ของคนเดินถนนจึงเป็นตัวอย่างสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมได้เป็นอย่างดี คนขับรถหรูติดแอร์เย็นสบาย ไปถึงโชเฟอร์รถเมล์ หากขึ้นหลังพวงมาลัยแล้ว คิดว่ามีสิทธิ์มากกว่าคนเดินถนนในการใช้พื้นที่ถนนอันกว้างขวาง

ยิ่งหากเป็นพวกรถนำขบวน รถวีไอพี ขับฝ่าไฟแดงผ่านตลอดด้วยความเร็ว คนเดินถนนหน้าไหนจะกล้าเดินข้ามทางม้าลาย

จะทำอย่างไรให้คนไทยรู้สึกว่า สิทธิ์การใช้ถนน ไม่ใช่มีแต่รถยนต์อย่างเดียว แต่คนเดินถนนก็มีสิทธิ์ใช้ถนนด้วยเช่นกัน

จะทำอย่างไรให้คนขับรถเอาใจเขามาใส่ใจเราว่า ถนนไม่ใช่พื้นที่ของรถยนต์อย่างเดียว แต่คนเดินก็มิสิทธิ์ด้วย และใช้น้อยมาก ๆ ส่วนใหญ่แค่เดินริมถนนหรือการข้ามถนนเท่านั้น

หากเราได้รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความเหลื่อมล้ำ อาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง บทลงโทษอันรุนแรง ก่อนจะทำให้คนขับรถมีสำนึกใหม่ว่า ถนนไม่ใช่ของรถยนต์อย่างเดียว คนเดินก็มีสิทธิ์ใช้ถนนด้วย

บางที ปรากฏการณ์คนขับรถหยุดตรงทางม้าลายให้คนข้ามถนน อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้คนเข้าใจดีว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมคืออะไร

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

สำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมากกว่าการเที่ยวในมหานครใหญ่แล้ว ไอซ์แลนด์กำลังเป็นประเทศจุดหมายปลายทาง ตัวเลือกที่น่าสนใจและกำลังมาแรง แม้ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง จะค่อนข้างสูง

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยุโรปรองจากเกาะอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างอังกฤษ นอร์เวย์ และเกาะกรีนแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อภาษาพื้นเมืองว่า Reykjavík

ในทางภูมิศาสตร์ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ดันหินหลอมเหลวใต้เปลือกโลกขึ้นมาตามรอยแยกเมื่อ 70 ล้านปีก่อน เกาะตั้งอยู่บนสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกโลกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย

แผ่นทวีปยูเรเซียคือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทรขนาด ประมาณ 67,800,000 ตารางกิโลเมตร รวมทวีปยุโรปและทวีปเอเชียส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน ยกเว้นอินเดีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Chersky ของไซบีเรีย และประชากรร้อยละ 75 บนโลกอาศัยอยู่บนแผ่นทวีปนี้

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ส่วนแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ คือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทร ขนาดประมาณ 75,900,000 ตารางกิโลเมตร รองรับทวีปอเมริกาเหนือ กรีนแลนด์ คิวบา บาฮามาส และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

คำว่าสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Oceanic Ridge) เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะเพิ่งมีการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรจมอยู่ใต้ทะเลลึกเมื่อราว 70 กว่าปีก่อน จากการสำรวจพื้นท้องมหาสมุทรโดยเรือสำรวจ และพบแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และส่วนหนึ่งพาดผ่านเกาะไอซ์แลนด์

ไม่แปลกใจเลยที่ไอซ์แลนด์ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง น้ำพุร้อน แหล่งพลังงานความร้อนใต้โลก ภูเขาไฟหลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2543

ตลอดสิบกว่าวันที่เราขับรถตระเวนไปทั่วเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า เห็นภูมิประเทศรูปทรงแปลก ๆ งดงามไม่ซ้ำ อันเนื่องจากมีอายุทางธรณีวิทยาไม่นาน แผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

เมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แค่ 3 สัปดาห์ได้ เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 50,000 ครั้ง บนคาบสมุทร Reykjanes ในประเทศไอซ์แลนด์ อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่นิ่งของแผ่นดินที่กำลังเกิดใหม่บนเกาะไอซ์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์น่าจะเป็นประเทศไม่กี่แห่งในโลก ที่เราขับรถไปไม่กี่สิบกิโลเมตร จะเห็นภูมิประเทศไม่ซ้ำเดิม มีความหลากหลายจากความแตกต่างของชั้นหิน การสึกกร่อนของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำ ได้ภาพน้ำตกอันตระการตา จนถึงเดินย่ำไปบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมุดเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนจะไปผจญภัยตามที่ต่าง ๆ สถานที่แห่งแรกที่เพื่อนสนิทดั้นด้นไปเป็นแห่งแรก และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมเที่ยวของทัวร์ส่วนใหญ่ คือบริเวณอุทยานธรณี คาบสมุทร Reykjanes อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร

เพื่อนสนิทบอกว่า “หากมาไอซ์แลนด์ ตรงนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นที่เดียวในโลกที่จะมีโอกาสได้เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเกือบแนบชิดติดกัน ตรงบริเวณ Reykjanes”

เรายังสงสัยอยู่ตั้งนานว่าคืออะไร

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

พอรถขับไปตามกูเกิล ดั้นด้นมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอปีนขึ้นไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือร่องหินสองฟากลึกไม่กี่เมตร มีสะพานเล็ก ๆ ให้เดินข้าม

ฝั่งหนึ่งคือทวีปอเมริกาเหนือ อีกฝั่งคือทวีปยุโรป เราเดินข้ามทวีปได้โดยผ่านสะพานสีขาวที่ทอดข้ามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ในคาบสมุทร Reykjanes

บริเวณนี้เป็นสถานที่เดียวในโลกที่พื้นที่ส่วนเล็ก ๆ ของสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกโผล่ขึ้นมา ไม่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล โดยสันเขานี้เป็นที่ที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น คือ ยูเรเซียและอเมริกาเหนือ มาบรรจบกันแต่ไม่ติดกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สันเขากลางสมุทรเป็นแนวขอบเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เราจึงเดินข้ามไปมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้งสองบนสะพานได้

2 ทวีปที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกคั่นกลาง ระยะทางนับพันกิโลเมตร แต่เราเดินข้ามทวีปได้ไม่ถึงนาที

พวกเราพากันเดินข้ามสะพานข้ามทวีป มีชื่อเรียกว่า ‘Leif the Lucky’ ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นาย เลฟ เอริกสัน (Leif Erikson) นักสำรวจชาวไอซ์แลนด์ และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่พิชิตทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จเมื่อพันปีก่อน ตามตำนานของชาวไอซ์แลนด์

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จะค้นพบทวีปนี้ ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อม 2 ทวีปเข้าด้วยกัน

พอเราเดินถึงกลางสะพาน มีแผ่นโลหะจารึกว่า ‘Midlina In the footsteps of the gods’ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแผ่นทวีปยูเรเซียกับแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสองฟากจะมีป้าย ‘Welcome to America’ and ‘Welcome to Europe’

พอเดินข้ามสะพานผ่าน 2 ทวีป และพากันเดินลงมาใต้สะพาน เพื่อสัมผัสสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดยาวจากอาร์กติกถึงแอนตาร์กติกา เดินสำรวจลักษณะหิน ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ อันเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดหรือลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก ที่เห็นส่วนใหญ่มีสีเทาถึงสีดำ มีเนื้อละเอียด เป็นการยืนยันว่าเกาะแห่งนี้เกิดจากหืนหนืดหรือลาวาค่อย ๆ ทับถมจนกลายเป็นเกาะ

ไม่น่าเชื่อว่าสันเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลลึก จะโผล่ขึ้นมาให้มนุษย์ได้เห็นเพียงที่เดียวในโลก

เดินไปสักพักบริเวณแห่งนี้มีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวไว้ว่า

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

“ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่บนแผ่นเพลตยูเรเซียน แผ่นเปลือกโลกแผ่นใหญ่ที่สุดในโลก แผ่นเพลตนี้ประกอบด้วยก้อนหินเก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่แผ่นเพลตอเมริกาเหนือจะเคลื่อนตัวห่างออกไปทางตะวันตกของเพลตยูเรเซียน ทำให้เปลือกโลก 2 แห่งค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน…”

“สะพานแห่งนี้มีความยาว 18 เมตร ข้ามหุบผาที่มีความลึกประมาณ 6 เมตร เป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกว่า เปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนตัวแยกห่างจากกัน 2 เซนติเมตรต่อปี หรือ 2 เมตรทุกร้อยปี”

ร่องรอยจากลาวาของแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อธิบายว่าแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้รอยแยกที่แตกออก ซึ่งทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกกว้างขึ้นทีละน้อย

ที่น่าสนใจคือ สันเขากลางมหาสมุทรไม่ได้มีเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติก แต่มีอยู่ทุกมหาสมุทรทั่วโลก และมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขากลางมหาสมุทรยาวที่สุดของโลก ถึง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังค่อย ๆ ไขปริศนาของพื้นธรณีบริเวณนี้ที่ยังเป็นโลกใต้ทะเลอันลึกลับ ยากต่อการสำรวจ เพราะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บข้อมูลต่อไป

สำหรับผู้หลงใหลธรณีวิทยา คาบสมุทร Reykjanes แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ที่จะย้อนเวลาให้ได้เข้าใจการกำเนิดโลก เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไฟ ทุ่งลาวา แผ่นดินไหว รอยแยก ชั้นหินต่าง ๆ น้ำพุร้อน และระบบความร้อนใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

“จดจำภูมิประเทศแถวนี้ไว้ให้ดี หากอนาคตไม่กี่ปีคุณมาอีก ภูมิประเทศแถวนี้อาจไม่เหมือนเดิม” เพื่อนชาวไอซ์แลนด์คนหนึ่งบอกเรา ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์บนภูมิภาคแห่งนี้

Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load