ตอนนี้น้าโย่งอายุเท่าไหร่คะ – เราเปิดบทสนทนา

“ฉันลืม” ชายตรงหน้าตอบทันที “เกิดมานานแล้วเลยลืม ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่” 

น้าโย่ง เชิญยิ้ม หรือ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ตลกมากฝีมือที่ฟื้นเพลงพื้นบ้านไทยให้กลับมาร่วมสมัย กำลังใช้ความคิดไล่เรียงปีเกิด “น้าเกิดปีศูนย์หนึ่ง” ก่อนจะตอบคำถามด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “ตอนนี้ก็หกสิบสามเต็ม”

63 – เลข 2 หลักบอกจำนวนขวบปีอันแลกมาด้วยประสบการณ์ทั้งชีวิตของ น้าโย่ง เชิญยิ้ม ตลกที่ฝันอยากเป็น ‘ตลก’ และเส้นทางสู่ ‘อาชีพตลก’ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างฟุ่มเฟือยที่สุด ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ 

ระหว่างทางก่อนเท้าก้าวเข้าเส้นชัย พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา เก็บเกี่ยวและเรียนรู้มาตลอด เขาเข้าสู่วงการบันเทิงพื้นบ้านด้วยการฝึกร้องเพลงฉ่อยตั้งแต่ประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 จบประถมศึกษาชั้นปีที่ 7 ก็หัดลิเก จนมาอยู่กับคณะเฉลิมชัยลือชา และแจ้งเกิดเป็น ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’ ตัวโจ๊กในคณะลิเกศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย คณะลิเกที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางภาคเหนือ, โรงลิเก คือสถานที่ที่ทำให้เขาเจอ บุญสม เอี่ยมชาวนา รักแรกและรักเดียวของหนุ่มพิษณุโลกคนนี้

ต่อจากนี้คือเรื่องราวชีวิต สุข เศร้า และรักต้องสู้ ของน้าโย่ง เชิญยิ้ม ชายที่เชื่อในความพยายามและไม่หยุดเรียนรู้ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่ฟื้น ‘เพลงฉ่อย’ กลับมาอย่างทันสมัย เป็นที่ถูกใจของคนทุกวัย จนสังคมออนไลน์ต้องร่างสาส์นถึงเวิร์คพอยท์ให้เสนอน้าโย่งเป็น ‘ศิลปินแห่งชาติ’ เพราะความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบสานเพลงพื้นบ้านไทย

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ลูกชายที่เติบโตมากับทุ่งนาและเพลงฉ่อย

“พ่อแม่ทำไร่ทำนา เรามีพื้นฐานไม่รวยอยู่แล้ว ก็เลยยากจนอย่างถาวรมาตลอด พอโตมาหน่อยก็เลี้ยงควาย ช่วยพ่อแม่ไม่ค่อยได้เพราะไม่แข็งแรง แม่บอกว่านมเขามีไม่พอกิน นมแม่น้อย มีแค่สองเต้า” เขาหัวเราะ “พูดเล่น”

“เราเป็นลูกคนเดียว ที่บ้านก็มีพ่อกับแม่อย่างละคนเท่านั้นเอง” เราเกือบหลงกลคำพูดของรุ่นใหญ่ “แต่พ่อตายตอนน้าเจ็ดขวบ คุณแม่เลยเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เราก็เป็นเด็กบ้านนอกที่สงบเสงี่ยม ไม่ซนจนขนาดไฮเปอร์”

ชีวิตวัยเด็กของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในจังหวัดพิษณุโลก เป็นอย่างนั้น 

จนกระทั่ง ป.5 เขาได้เรียนเพลงฉ่อยจากป้านกหวีด เป็นการฝึกฝนและมอบศาสตร์เพลงพื้นบ้านจากแม่เพลงสู่ลูก-หลาน ซึ่งการหัดร้องก็ต้องอาศัยตำราเพลงฉ่อย ป้านกหวีดชวนลูกหลานจับมือกันเดินไปบ้านพ่อเพลง

“ป้านกหวีดไม่มีตำรา ต้องไปเอาตำราจากพ่อคมคาย ตอนนั้นนั่งรถไปลงกลางทาง แล้วเดินลัดทุ่งนาอีกสี่ถึงห้ากิโล เราเป็นเด็ก รองเท้าก็ไม่มี เดินลัดทุ่งตอนเขาเพิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จ ฝุ่นกำลังฟุ้งร้อน พื้นกำลังอมแดด ป้าก็เอาผ้าขาวม้ามากางเหมือนปีกนกให้หลาน ๆ เดินกันสองสามคน ถ้าเหนื่อยก็เดินไปหยุดพักใต้ร่มไม้ที่ไม่มีใบ เราจำได้ดี

“พอได้ตำราก็ต้องเดินกลับ ตำราอยู่ในห่อผ้าขาวม้า เก่ามาก ข้อความในตำราก็เลือน เพราะเปิดบ่อย มันก็ถู ๆ กัน แต่ป้านกหวีดเขาเป็นเพลงฉ่อยอยู่แล้ว ก็เลยแต่งเพิ่มเอาเองมั่ง น้าโย่งก็ได้เรียนตำรานั้นจากป้า” 

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ถ้าถามว่าเด็กชายพิเชษฐ์รักการร้องเพลงฉ่อยขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่า

“อาบน้ำ ปีนต้นไม้ ขึ้นหลังควาย ก็ร้องเพลงฉ่อย ร้องตั้งแต่ยังไม่เข้าจังหวะ จนตอนนี้ก็ยังไม่เข้า” 

“ตอน ป.5 ที่น้าหัดเพลงฉ่อย ความนิยมเรื่องการแสดงแขนงนี้เริ่มถอย เรารู้สึกเลยนะ แต่ป้านกหวีดก็พอมีงานบ้าง ตอนน้าเด็ก ๆ เขาคงมีงานกันมากกว่านี้ เพราะป้าบอกว่าเพลงฉ่อยทำให้เขาหากิน เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าได้เลย อาชีพนี้เมื่อก่อนได้รับความนิยมมาก พอกิน พอเลี้ยง อย่างว่านะศิลปินพื้นบ้าน ซึ่งป้านกหวีดเป็นแม่เพลงเลย

“ป้าเขาเล่นเป็นอาชีพ มีวง มีผู้หญิง มีผู้ชาย ร้องแก้กันสนุกสนาน แล้วสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องไฟ บางวงก็อาศัยตะเกียงเจ้าพายุ สมมติเขาเล่นอยู่หัวบ้านนู้น บ้านเราได้ยิน ก็นอนฟัง ได้ยินเสียงคนเฮ เขาร้องแก้กัน แล้วน้าก็เคยไปดูเขาฉ่อยกันในทุ่งนาด้วย ยังเคยทันเห็นภาพพวกนี้” น้าโย่งเล่าบรรยากาศความรุ่งเรืองของเพลงฉ่อยในความทรงจำ

เมื่อตบเท้าเข้าวงการบันเทิง (พื้นบ้านไทย) เขายังคงมีเพลงฉ่อยไหลวนอยู่ในสายเลือด หลังเรียนจบชั้น ป.7 ราว 2 ปี พิเชษฐ์ก็สปาร์กจอยกับศิลปะพื้นบ้านอีกหนึ่งแขนง ‘ลิเก’ เขาหัดลิเกกับครูติ่ง คณะหอมหวลเล็ก

“ครูเขามองเรา ไอ้นี่ตัวก็ผอม เสียงก็อย่างนั้น ให้เป็นตัวโกงคงไม่มีใครกลัว ให้เป็นพระเอกก็คงไม่ได้ เลยให้เป็นตัวโจ๊ก ตั้งแต่นั้นน้าก็ร่อนเร่เล่นลิเกไปเรื่อย แล้วก็ไปอยู่ประจำกับคณะเฉลิมชัยลือชา เป็นลิเกดังทางภาคเหนือ 

“แล้วก็มาอยู่ประจำกับศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย เป็นลิเกดังทางภาคเหนือเหมือนกัน อยู่กับเขาหลายปี อยู่จนได้เป็นคู่เขยกัน ยายสม (บุญสม เอี่ยมชาวนา) ที่อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ก็เป็นน้องเมียของศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย” 

เส้นทางตัวตลกในคณะลิเกกำลังเดินคู่ขนานไปกับเส้นทางความรักของ ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’

ชายหนุ่มที่มีรักแรกและรักเดียวเป็นนางเอกลิเก

“น้าขอยายสมมาสองพันสี่สิบบาท สองสลึง” ตัวตลกประจำคณะลิเกศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย เปรย

พิเชษฐ์แจ้งเกิดเป็นดาวโจ๊กในคณะลิเกนาม ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’ เราถามเขาถึงชีวิตรัก มันเริ่มต้นอย่างไร เรื่องราวของตัวตลกตกหลุมรักนางเอกลิเก – เล่าได้ใช้มั้ยเรื่องชีวิตคู่ (เขาถามย้ำให้แน่ใจ) เราพยักหน้าแทนคำตอบ

“ก็เป็นเพื่อนกัน” คลาสสิก เราคิดในใจ “ยายสมเป็นน้องพี่เป้า พี่เป้าเขาเป็น… น้าก็พูดไปเรื่อย แกไม่รู้จักหรอก เอาเป็นว่าน้ารู้จักแล้วกัน” เขาหัวเราะ “พี่เป้าเป็นเมียพี่ศักดิ์นรินทร์ น้าก็เป็นเพื่อนยายสม เพื่อนแบบไอ้ อี มึง กู เลย”

เพราะความสนิทและห่วงใยฉันเพื่อน ทำให้มวลความรักก่อตัวขึ้นในหัวใจชายหนุ่มและหญิงสาว 

“บางทีเราทำงานปิดวิกลิเกเร่ พี่ศักดิ์นรินทร์ใช้เราแห่ป้ายโฆษณาบ้าง ร้องวิกบ้าง พอกลับเข้าครัวมาก็ไม่ค่อยมีอะไรเหลือแล้ว สองผัวเมียเขากินกันหมด เหลือแต่น้ำ ๆ บ้าง ผัก ๆ บ้าง แต่ยายสมเขาเป็นคนทำครัว เขาก็ตักไว้ให้เรากิน ก็เลยเกิดความอบอุ่น ห่วงใยกันมาเรื่อย หนักเข้าพอใครมาจีบเขา เราก็ไม่ค่อยชอบ ไม่อยากให้ใครมาจีบ

“เวลาเขาไปเล่นลิเกกับอีกคณะ ไม่ว่าจะแสง รัตนศิลป์, ภิรมย์ รุ่งเพชร, ศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย ซึ่งคณะเหล่านี้มีชื่อเสียง แล้วก็เป็นญาติยายสมทั้งนั้นเลย เวลาไปเล่นต่างคณะ ก็เริ่มคิดถึงเขา เรียกว่ารักหรือเปล่าไม่รู้นะ”

เมื่อน้าสมต้องไปเล่นลิเกกับอีกคณะหนึ่ง จำต้องโดยสารรถไฟจากจังหวัดพิษณุโลกไปอำเภอตะพานหิน และโดยสารรถไฟกลับจากอำเภอตะพานหินมาจังหวัดพิษณุโลก ก็จะมี ‘เพื่อน’ มาคอยรับที่สถานีเสมอ 

“เราเป็นห่วงถึงขนาดไปรับเขา ยืนจ้องว่าอยู่ตู้ไหน พอเขาลงมาก็หิ้วหีบใส่เครื่องลิเก นั่งกลับบ้านมาบนสามล้อคนเดียวกัน มันถูกบ่มงอมหรือยังไงไม่รู้นะ เวลาไปไหนกับเขาก็มีความสุขดี มีครั้งหนึ่งลิเกคณะพี่ศักดิ์นรินทร์หยุด ก็เลยไปดูหนังกัน ดูเรื่อง มหาหิน ที่พิษณุโลกรามา มีพี่ศักดิ์นรินทร์ เมียเขา ลูกเขา แล้วก็มียายสมไป น้าไป

“พอหนังจบ กำลังเดินกลับ มีผู้ชายคนหนึ่งขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับยายสม”

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ
โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

แล้วน้าโย่งรู้สึกยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“มันเจ็บดีเหมือนกัน แกเดินมากับฉัน แล้วแกไปกับคนอื่น ใจตอนนั้นเริ่มเป็นห่วง พอกลับมาคิดตอนนี้ไม่รู้จะเจ็บทำไม เขาก็มารับไปส่งที่บ้านที่เราจะไปนี่แหละ แต่คืนนั้นน้านอนไม่หลับเลยนะ ไม่สบายใจ เลยเขียนจดหมาย”

‘ลาก่อนเวทีสุดที่รัก’ ชายหนุ่มจั่วหัวบนหน้ากระดาษ 

“ตอนเช้าน้าทิ้งจดหมายไว้ แล้วหิ้วกระเป๋าลงจากบ้าน จะกลับไปหาแม่ เลิกดีกว่าอาชีพลิเก มันไม่สบายใจ ตอนที่หิ้วกระเป๋าลงมา ข้างบ้านก็เปิดวิทยุ เป็นเพลงของ แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ ช่วงนั้นกำลังดัง เขาร้องว่า ‘หิ้วกระเป๋าก้าวลงบันได…’ แล้วตอนนั้นฝนตกด้วย น้าเดินฝ่าฝนแต่ไม่รู้สึกเลยว่าฝนตก เดินตากฝนไปคิวรถสองแถว ตังค์ก็ไม่มีติดตัว

“มีรถเพื่อนอยู่คันหนึ่ง มันวิ่งเข้าหมู่บ้าน น้าก็อาศัยรถเพื่อนกลับ มันก็ต้องรอผู้โดยสารเต็มก่อนถึงจะออก น้าก็ขึ้นไปนั่งรอบนรถ ระหว่างที่รอ อยู่ ๆ ได้ยินเสียง ‘จะไปไหน’ พอหันมาอีกทีหนึ่ง ยายสมเขาเดินกางร่มมา” 

แล้วน้าโย่งทำยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“น้าก็ไม่ตอบ” หัวใจชายหนุ่มช่างเด็ดขาด

“เขาพูดอีกว่า ‘กลับเดี๋ยวนี้’ น้านอนอัดอั้นมาทั้งคืน แล้วมาใช้คำว่า ‘กลับเดี๋ยวนี้’ กับเรา”

แล้วน้าโย่งทำยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“พอน้าได้ยิน ก็ลงรถ แล้วไปกับเขาเลย” อ้าว คดีพลิก! ชายหนุ่มพ่ายต่อความรักที่มีให้หญิงสาว 

“น้าเดินตากฝนกลับไปกับเขาใต้ร่มคันเดียวกัน เหมือนมิวสิกเลย จากนั้นก็เริ่มฝากตังค์เขาบ้าง มันรู้สึกอยากฝากแต่น้าไม่แนะนำใครนะ ถ้าฝากแล้วจะเคยชินตลอดชีวิต รู้แบบนี้ไม่ฝากดีกว่า” น้าโย่งเตือนด้วยเสียงหัวเราะ

หลังม่านโรงลิเกกลายเป็นโลกสีชมพู มีเพียงดาวตลกและนางเอกลิเกเท่านั้นที่รู้ แต่ด้วยเกรงสายตาญาติผู้ใหญ่กลายเป็นว่า ยิ่งใกล้-ยิ่งห่าง เธอนั่งมุมนั้น-ฉันนั่งมุมโน้น ถึงกระนั้น สิ่งใดเล่าจะพรากใจต่อใจ 

“น้าใช้วิธีมองกันผ่านกระจกแต่งหน้า จะได้ไม่มีใครรู้ ทีแรกก็มองเขาในกระจกอยู่นาน เขาก็มองเรา เริ่มรู้กัน ก็เล่นอะไรกันในกระจก มันเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งไปปรึกษากับพี่ศักดิ์นรินทร์ ให้ไปช่วยขอยายสมให้หน่อย

“พี่ศักดิ์นรินทร์ก็ไปกับเรา แล้วก็มีผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง เหี้ยมหาญ เทวายอดน้ำหอม เป็นลิเกเหมือนกัน ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ก็สุ่มไป จากพิษณุโลกไปตะพานหิน ไปบ้านพี่สาวเขา ไม่มีใครอยู่กันสักคน ทีนี้ผู้ใหญ่ที่ไปกับเราเขาต้องกลับ น้าก็เลยอยู่ขอกับพี่สาวเขา เขาบอกว่ารักกันได้อยู่กันดี ก็ทำให้ผีรู้คนเห็น เขาก็เรียกสองพันสี่สิบบาท สองสลึง”

หัวใจน้าโย่งผูกกับน้าสมมาตลอด 44 ปี, เราถามด้วยความสงสัยว่า น้าสมคือรักแรกหรือเปล่า

“ก็ไม่เคยมีเมียหลายคน” น้าโย่งยิ้ม 

“น้าอยู่กับยายสมมาตลอด ไม่รู้จะทิ้งยังไง ไม่เคยหัดทิ้งใครมาก่อน”

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ดาวตลกที่นอนฝันหลังโรงลิเกว่าอยากเป็นตลก

“น้านอนฝันว่าได้เล่นตลกกับคณะเชิญยิ้ม”

ก้านยาว เก้ากะรัต ตื่นจากความฝันและพบความจริงว่าตัวเขานอนอยู่หลังโรงลิเก ความบันเทิงประเภทสร้างเสียงหัวร่องอหายยั่วเย้าให้เขาอยากผันตัวจากดาวตลกประจำคณะลิเกสู่อาชีพ ‘ตลก’ ที่ตัวเขาเองได้แค่ ‘ฝัน’

“น้ารู้ว่าไม่มีทางหรอก” เขาเชื่อแบบนั้น “พอตื่นขึ้นมา น้ายกมือไหว้พ่อแก่ ‘ขอให้ลูกได้ไปเล่นตลก’”

เขาอาศัยศรัทธา ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดลบันดาลให้ความฝันกลายเป็นความจริง แต่โชคชะตาไม่เคยเล่นตลก

“มีวันหนึ่ง พี่สมหมาย เจริญสุข เขาเล่นลิเกอยู่กรุงเทพฯ แต่วันนั้นมาเล่นกับศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย ก็มีโอกาสเปิดใจกันว่าน้าอยากเล่นตลก เขาบอกว่าถ้าอยากเล่น เดี๋ยวพาไป เพราะรู้จักตลกหลายคน ก็ตัดสินใจบอกแม่ บอกยายสม ว่าขอไปตามความฝัน ตอนนั้นไม่มีตังค์หรอก มีมอเตอร์ไซค์อยู่คันเดียว ยามาฮ่าเมท สีแดง ตัดสินใจขายมอเตอร์ไซค์ แล้วเอาทองติดตัวมาหนึ่งบาท น้าเดินทางมาตอนกลางคืน วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ตรงกับวันอังคาร จำได้เลย

“น้ามาลงที่สถานีหัวลำโพงด้วยกางเกงสแล็ก รองเท้าผ้าใบ กระเป๋าลูกเท่าหม้อข้าว เสื้อสีเหลืองดอกคูน เพราะกลัวจะไม่เหลืองเท่าคนกรุงเทพฯ” เป็นครั้งแรกที่เข้ากรุงเทพฯ – เราถาม “ครั้งแรก” ว่าที่ (ตลก) ตอบทันที

สมหมาย เจริญสุข พาก้านยาวไปฝากตัวกับคณะเทพ โพธิ์งาม, เพชร ดาราฉาย, พ่อดม ชวนชื่น, โน้ต เชิญยิ้ม ที่เอ่ยถึงมาทั้งหมดสมาชิกเต็ม! ไม่มีตำแหน่งว่าง เขาไม่ชวด เพราะโชคยังเข้าข้าง, วันที่ 12 ภายในเดือนเดียวกันกับที่เขาตัดสินใจบอกลาแม่และคนรักมาทำตามความฝัน ในที่สุดก้านยาวก็ได้ลงปักฐานกับคณะน่ารัก ในฐานะ ‘ตลก’

“เล่นครั้งแรกที่ร้านกระท้อน ไก่ลอยฟ้า แถวบางนา เล่นเป็นตัวนางมณโฑ ตอนนั้นดีใจมาก เป็นการปรับตัวครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับอาชีพตลก อย่างเล่นลิเก คนดูตั้งใจดูอยู่แล้ว เขารู้ว่าเราเป็นตัวโจ๊ก แฟน ๆ เราก็พอมี แต่เล่นตลก ทุกคนเป็นตลกกันหมดเลย ใครจะเป็นศูนย์หน้า เป็นตัวยิงเท่านั้นเอง ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอะไรมาก แต่อยากเล่น 

“จริง ๆ แล้วประสบการณ์ที่เล่นลิเกมาเอามาใช้ได้หมด น้ารู้สึกว่าไม่ได้เสียเวลากับการเรียนรู้นะ เพียงแต่ว่าจังหวะไหนจะหยิบอะไรขึ้นมาใช้ มันเป็นอย่างนั้นมากกว่า ซึ่งสิ่งที่คล้ายกันมันคือการแสดงและความบันเทิง วันแรกมันเล่นยากมาก น้ารู้สึกเลย ฉะนั้นต้องใส่ความพยายามเข้าไปอีก ต้องใช้ความพยายามให้เปลืองเข้าไปอีก น้าก็ถามพี่ ๆ ที่เขาอยู่ก่อนหน้าว่าเล่นยังไง หาความรู้ตลอด จนกระทั่งเล่นเข้ากัน น้าก็เล่นตลกอยู่กับคณะน่ารักเกือบปี 

“วันนั้นสิ่งที่ทำให้น้ามีความสุขไม่ใช่รายได้” แล้วความสุขนั้นคืออะไร – เราถามทันที

“ความฝันที่เดินตามมาถึงแล้ว น้าถือว่าทำสำเร็จในการเดินทางจากบ้านนอกมาเป็นตลกในกรุงเทพฯ” 

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ
โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

อาชีพตลกที่ต้องตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป

หลังจากประกอบอาชีพตลกครบขวบปี ตลกบางคณะมีคนแยกตัว โยกย้ายมาอยู่คณะนี้ คณะโน้น หรือสร้างคณะของตัวเองขึ้นมา วันหนึ่ง ยาว อยุธยา แยกตัวออกจากคณะเพื่อมารวมตัวกันสร้างคณะใหม่ แต่ยังขาดสมาชิกอยู่หนึ่งคน จึงต่อสายมาบ้านพักที่น้าโย่งพักอยู่ โดยตั้งใจจะโทรศัพท์มาขอเบอร์ของ ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก 

“แต่น้าดันไปรับสาย” ความสนุกก็บังเกิด แถมด้วยการตัดสินใจครั้งใหญ่ของตลกน้องใหม่

“ฮัลโหล ใครอะ (ปลายสายถาม), ผมยาวนะ, นี่พี่ยาว (ยาว อยุธยา) นะ, ยาวกับยาวคุยกัน พี่ยาวบอกว่า พี่ ๆ กำลังตั้งคณะกัน มึงจะเอามั้ย ถ้ามึงจะเอามาหาพี่ที่ธนบุรี ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ทางนั้นก็เคยเห็นเราเล่นผ่านตามาบ้าง 

“น้าก็ไปหา พอพี่ยาวเล่นเสร็จเขาก็เรียกขึ้นรถ พาขับวนคุยกัน ตอนนั้นคณะน่ารักยังไม่รู้ แต่น้าเริ่มไม่สบายใจแล้ว การออกจากคณะน่ารักมันยาก เพราะถูกปลูกฝังมาจากที่นั่น แล้วแม่ก็เคยบอกว่า การเนรคุณคนไม่ใช่ของดี แกเอ้ย มันลำบากใจ คืนนั้นนอนไม่หลับเลย น้ารับปากเขาแล้วว่าจะไป อีกวันตื่นมาเจอ พี่จำปี สีเดียว (แอนนา ชวนชื่น) สนิทกันมาก เขาเคยเป็นตลกของสายัณห์ สัญญา มาก่อน แกนั่งซักผ้าอยู่ น้าก็นั่งอยู่บนโต๊ะ เราแกล้งถามลองใจพี่ปี้ว่า

“พี่ปี้ ถ้าคณะเทพ โพธิ์งาม หรือคณะใหญ่ ๆ มาชวนพี่ พี่จะไปมั้ย”

จำปี สีเดียว เงยหน้าจากกะละมังซักผ้ามาตอบทันที

“อยู่ทำเหี้ยอะไรล่ะ มีอนาคตก็ต้องไปสิ” ปี้ตอบ 

“พี่ปี้เขาพูดแบบนี้เลย ซึ่งน้านอนคิดทั้งคืนเลยนะ แต่ในช่วงจังหวะที่พี่ปี้เงยหน้าจากกะละมังซักผ้ามาหาเรา เขาตัดสินใจได้แล้ว มันทำให้น้ารู้สึกว่า พี่เขาก็ไม่ได้จะอยู่กับเราตลอดชีวิต มีอะไรที่ดีกว่าสำหรับการก้าวของเราก็ไป แต่ทางนี้คณะน่ารัก น้าก็ยังนับถือ ยังรักใคร่กันเหมือนเดิม น้าก็เลยตัดสินใจไปอยู่กับคณะเด่นรวมดาว” น้าโย่งเล่า

จนกระทั่งคณะเด่นรวมดาวแยกจากกัน โย่ง พิษณุโลก เลยร่วมคณะกับ ยาว อยุธยา และ ยอด นครนายก จน พ.ศ. 2538 น้าโย่งตัดสินใจตั้งคณะของตัวเอง ชื่อคณะโย่ง พิษณุโลก ด้วยเหตุผลว่า อยากเล่นตลกในแนวของตัวเอง

“ก่อนหน้านี้น้าเล่นแต่งตัวเป็นผู้หญิงบ้าง สาวเหนือบ้าง โปะหน้าโปะตาคนก็จำไม่ได้ ก็อยากเปลี่ยนมาเล่นแนวคำพูด เอาภาษามาเล่น เอาคำพูดมาร้อย เริ่มไม่เหมือนละครแล้ว หามุกรอบตัวมาเล่น อยากเล่าเรื่องตลกในแบบของเรา ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ตอนนั้นไปหาพี่โน้ต ขณะที่กำลังมีความทุกข์ว่าจะมีงานมั้ย จะไปอีท่าไหน จะเซ จะรุ่ง พี่โน้ตเห็นเราเครียด ๆ ก็บอกว่า ไอ้โย่งมึงไม่ต้องเครียด มึงไม่ต้องคิดมาก เอาสมองไปคิดมุกดีกว่า

“จากนั้นน้าเหมือนโดนอุ้ม แกบอกว่าไปแทนงานพี่เลย วันนี้พี่ไม่ไป ตอนนั้นคณะน้ายังไม่มีนักดนตรี เขาก็สั่งนักดนตรีของเขาไปกับเรา พาเข้าวิลล่าดารา พระรามเก้า ซึ่งตลกหน้าใหม่กับที่ใหญ่ ๆ ยาก ไม่มีสิทธิ์ แต่เขาดันเราเข้าไปเลย พี่เด่นก็เอาไปเล่นรายการบ้าง จนกระทั่งได้ออกรายการ ทไวไลท์โชว์ ได้บวชถวายสมเด็จย่า พี่โน้ต พี่เป็ด ก็บวชด้วย มีโอกาสนั่งฉันข้าวด้วยกัน พี่เขาบอกว่า สึกแล้วไปเล่นรายการกัน เขาทำรายการ มุมหัวเราะ อยู่ช่องสาม แล้วก็กลายมาเป็นรายการ สมาคมคนเส้นตื้น อยู่พักหนึ่ง และสุดท้ายเป็นรายการ ก่อนบ่ายคลายเครียด เราก็เล่นกับเขามาตลอด”

เล่นตลกมาหลายปี แต่เคราะห์ไม่ดี ตรงชื่อ โย่ง พิษณุโลก คนจำไม่ได้ เลยขอ เป็ด เชิญยิ้ม และ โน้ต เชิญยิ้ม มาใช้สกุลเดียวกัน เป็น โย่ง เชิญยิ้ม ซึ่งตลกรุ่นพี่ก็อนุมัติด้วยความยินดี ทำให้เป็นที่รู้จักดังจวบจนปัจจุบัน 

เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’
เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’

เพลงฉ่อยที่อยู่ในลิเก ตลก และทอล์กโชว์

น้าโย่งเป็นตลกคนแรกที่จัดทอล์กโชว์เป็นของตัวเอง เรื่องมันเริ่มจาก อาจารย์พิษณุ สกุลโรมวิลาส ไปนั่งดูตลกคาเฟ่ที่พระรามเก้า และเห็นลวดลายลีลาของน้าโย่ง ก็เลยชวนไปทอล์กโชว์ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับนักพูดชื่อดังหลายท่าน ซึ่งการขึ้นเวทีทอล์กครั้งนั้นของน้าโย่งก็ถูกบันทึกเทปและออกฉายในรายการโทรทัศน์ช่อง 5 

การไม่หยุดเรียนรู้ นำไปสู่การจัด โย่ง ทอล์ก ตอน โย่งแอ๊ดว้านซ์ ไร้สารเครียด ใน พ.ศ. 2542 

“มันเป็นการปรับตัวอีกแล้ว ปรับจากลิเกมาเป็นตลก ปรับจากตลกมาเป็นทอล์กโชว์ เหมือนเล่นฟุตบอลคนเดียวทุกตำแหน่ง ปูเอง ตบเอง มันก็จะผิดกันกับเพื่อนตบให้ ตอนนั้นมีงานเยอะเลย ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ความสนใจ 

ตอนเล่นลิเกน้าก็เอาเพลงฉ่อยมาร้อง มาเล่นตลกก็เอาเพลงฉ่อยมาแจม ทอล์กโชว์ก็ยังมีเพลงฉ่อย แต่คนไม่รู้หรอกว่าเป็นเพลงฉ่อย เขานึกว่าเป็นมุก มีอยู่วันหนึ่ง เวิร์คพอยท์จัดงานคอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด เขาโทรมาหาน้าว่าอยากได้หน้าม่าน ก่อนหน้านั้นน้าชวนน้าพวง น้านง เอามุกมาแต่งเพลงฉ่อย ไปออกงานแสดงจตุพลทอล์ค ไทยแลนด์แดนแฮปปี้ ของ อาจารย์จตุพล ชมภูนิช เราก็แต่งเพลงฉ่อยไปร้องกัน คนก็ขำ แสดงว่าได้ผล จากนั้นน้าก็ปรับเพลงฉ่อยเป็นมุกให้ร่วมสมัยขึ้น แต่เค้าโครงและวิธีการร้องก็ยังเป็นเพลงฉ่อยรุ่นเดิม ๆ ที่ได้เรียนรู้มาจากป้านกหวีด

“พอหน้าม่านของเวิร์คพอยท์จบ เขาโทรกลับมาอีก จะเอาไปอยู่ในช่วงหนึ่งของรายการ คุณพระช่วย ช่วงจำอวดหน้าม่าน น้าดีใจ ไม่ได้ดีใจเพราะได้เงินนะ ดีใจที่ได้ร้องเพลงฉ่อยออกทีวี เพลงฉ่อยคนจะรู้จักแล้วนะ ตอนนั้นเพลงพื้นบ้าน ไม่รู้ว่าคนไม่เห็นเขาหรือเขาหายไป ไม่ค่อยมีกระแส เหมือนฝ่อ ๆ อยู่ แล้วน้าได้มีโอกาสช่วยรดน้ำ เติมปุ๋ย

“สุดท้ายเพลงฉ่อยก็ได้รับความนิยม น้าดีใจที่เด็ก ๆ เอ่ชากันได้ อย่างน้อยก็เป็นกระแส กระตุ้นให้เด็กอยากร้อง อยากเล่น ให้ผ่านตาว่านี่ของไทย ๆ เป็นอย่างนี้ เอามาสนุกกันได้ตลอด ไม่ใช่ว่าตับของเก่า ไม่เข้าของใหม่ ก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น น้าเอาแก่น เอาพื้นมันมา แล้วริดกิ่ง ริดใบ ให้มันแตกเสียใหม่ มันก็สวยขึ้นเองแหละ” น้าโย่งยิ้มภูมิใจ

เป็นเวลากว่า 50 ปีที่เพลงฉ่อยวนเวียนอยู่ในชีวิตของ โย่ง เชิญยิ้ม ตั้งแต่ฝึกหัด รักษา และสืบสาน เพลงพื้นบ้านไทยจะไม่หายสาบสูญ แน่นอนว่าต้องอนุรักษ์ แต่การอนุรักษ์ไม่เพียงพอให้ต่อลมหายใจ น้าโย่งแนะกับเราว่า

“ต้องถูกใช้อย่างร่วมสมัย และใหม่อยู่เสมอ” เหมือนดังสิ่งที่เขาทำ, เพลงฉ่อยจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“น้าอยากให้เพลงพื้นบ้านยังอยู่นะ ไม่ว่าจะเป็นเพลงเกี่ยวข้าว เพลงขอทาน เพลงเรือ เพลงอีแซว เพลงลำตัด แต่ก็ต้องปรับให้กลืนกับยุคสมัย บางทีน้าก็เอากีตาร์มาเล่นกับเพลงฉ่อย มันก็เท่และเข้ากันได้ ตอนนี้สิ่งที่น้าทำมันเกินจากที่น้าฝันมามาก เพลงฉ่อยกลับมาเป็นที่รู้จัก แต่น้าก็ต้องมีฝันต่อไป คือ ทำไม่หยุด น้าไม่หยุดแค่นี้ 

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่น้าเสียดายคือ ตำราเพลงฉ่อยที่เดินลัดทุ่งไปเอามันไม่มีแล้ว โชคร้ายที่น้าเสียตำราไป แต่โชคดีเหมือนกันที่มันหายไป เลยทำให้น้าต้องแต่งมันขึ้นมาใหม่ โดยทุกท่วงทำนองมันยังคงอยู่จากการฝึกฝนของเรา”

แม้เพลงฉ่อยที่เคยร่ำเรียนกับป้านกหวีดจะเลือน แต่นี้คือเพลงเกริ่นที่น้าโย่งยังจำได้ดี

ชายวัย 63 ที่ไม่หยุดเรียนรู้และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

เพลงฉ่อยของน้าโย่งมีแต่ภาษาวัยรุ่น สนุก ๆ ช่วงนี้น้าโย่งได้ยินศัพท์ปัง ๆ จากชาวเน็ตบ้างไหม

“มี ๆ คำว่าไอ้ต้าว จึ้ง!” น้าโยงตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

แล้วมีอะไรอีกบ้างที่น้าโย่งในวัย 63 เพิ่งเรียนรู้ใหม่ – เราชวนน้าโย่งทบทวน

“เป็นดนตรีเสียส่วนใหญ่ น้าไม่มีพื้นฐานมาก่อน ต้นทุนก็คือความพยายาม”

น้าโย่งเป็นคนที่ไม่หยุดเรียนรู้ หลายคนคงเห็นในรายการ โจ๊กตัดโจ๊ก ที่น้าโย่งร้องเพลงพร้อมเล่นเครื่องดนตรีประกอบหลายชิ้น ขณะที่เรานั่งคุยกันนี้ นักดนตรีมือสมัครเล่นก็หยิบ อาซาลาโตะ (Asalato) เครื่องดนตรีเคาะจังหวะลูกกลมดิ๊กจากแอฟริกาใต้มาสาธิตการใช้งานให้เราฟัง พร้อมด้วยแฮนด์แพน (Handpan) ใบใหญ่ในกระเป๋าผ้า

ไม่เพียงเครื่องดนตรีต่างประเทศ ดนตรีไทยอย่างกรับ น้าโย่งก็ขอรู้จริง ไปเรียนรู้วิธีการตีกรับกับพ่อหวังเต๊ะ ครูเพลงลำตัดและศิลปินพื้นบ้านของไทย เป็นความพยายามอยากเรียนรู้ตลอด 2 ปีที่คุ้มค่าและใช้งานได้จริง

“น้าหัดตีกรับจนได้ห้องดนตรีหนึ่งห้อง สาเหตุที่ได้เพราะว่ายายสมเขาทนไม่ไหว” น้าโย่งพูดหยอก 

“น้าเห็นอะไรก็อยากเล่นไปหมด กรับกลม กรับแบน ตีกระดูก ตีช้อน บางทีเครื่องดนตรีไม่รู้จักก็เล่น ไม่ว่าจะแซกโซโฟน โซปราโน่ ขลุ่ย อาซาลาโต้ แฮนด์แพน น้าเห็นก็อยากเล่น บางทีเอามาตีแบบไทย ๆ บ้าง พอเอามาเล่นแล้วมีความสุข มันเอื้อแล้วก็ส่งเสริมกับอาชีพน้าด้วยนะ ขณะที่น้าร้องเพลงพื้นบ้าน เพลงฉ่อย เพลงขอทาน น้าก็เอาของใหม่ ๆ มาสอดแทรกของเก่าเข้าไป ทำให้วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่เห็นแล้วว้าว เพลงพื้นบ้านก็ไม่เชยนะ ทันสมัยอยู่ตลอด”

อะไรเป็นเหตุผลให้น้าโย่งวัย 63 ปี ยังคงไขว้คว้าที่จะค้นหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ 

“เพราะนาฬิกามันไม่เคยหยุดเดิน มันเฉือนอายุเราทุกวินาที สั้นลง ๆ ๆ ในขณะที่เรานอน อายุเราไม่เคยหยุดสั้น แล้วเวลาที่สั้นลง เราจะทำอะไร ฉะนั้นคิดอะไร จงรีบลุกขึ้นมาทำ ก่อนที่อายุจะสั้นลงทุกวินาที” 

นี่คือคำตอบของชายที่ยังยินดีจะเรียนรู้และใช้ความพยายามให้เปลืองที่สุดเท่าที่จะทำได้

และว่ากันว่า วัยเกษียณไม่ใช่หลักชัยสุดท้ายของชีวิต ทว่าเป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก เช่นเดียวกับชายตรงหน้า

“น้ายังไม่รู้สึกว่าเกษียณมีผลต่อชีวิตน้ายังไง อาจเป็นด้วยอาชีพที่ทำให้น้าไม่รู้จักคำว่าเกษียณ อาชีพตลกที่สร้างความสนุกให้คน ไม่มีคำว่าเกษียณแน่นอน แต่น้ารู้จักอยู่คำหนึ่ง คำว่าหมดแรง เมื่อไหร่ที่หมดแรงต้องลุกขึ้นมาให้ได้”

แล้วชีวิต ‘ตลก’ เขาเครียดกันบ้างไหม – เราถาม ‘ตลก’

“น้าเครียดเพื่อจะหาความสนุก มันแปลกนะอาชีพน้า เหมือนกวน ๆ แต่เป็นเรื่องจริง”

เครียดกับความสนุก แล้วความสุขอยู่ตรงไหน – เราถามอีกตลบ

“ตอนเด็ก ๆ เวลาทำให้ใครมีความสุขหรือมีรอยยิ้มที่เกิดจากการกระทำของเรา โคตรมีความสุขเลย แล้วน้าจะกลับมานอนนึกถึงรอยยิ้มที่น้าสร้างขึ้น น้าเป็นตลก เพราะรูปแบบที่เราจะนำเสนอความสุขมันกลายเป็นอาชีพ ตรงนี้แหละที่เรารัก ส่วนเงินทองมันมากับอาชีพ ถ้าเราอยากได้เงินอย่างเดียว ไม่รอดแน่ ถ้าไม่รักมันจริง ๆ ไม่รอดแน่ 

“ความสุขของคนมันคือสิ่งหนึ่งที่ตอบแทนอาชีพตลก” น้าโย่งตอบด้วยแววตาเป็นประกาย

เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

รศ.ประภาภัทร นิยม เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ

โรงเรียนทางเลือกที่กำลังจะมีอายุครบ 20 ปีแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนทางเลือกที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทั้งเรื่องบรรยากาศของโรงเรียนที่เหมือนบ้านกลางป่า รูปแบบการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ในแต่ละชั้นปีมีธีมหลักที่ทุกวิชามุ่งเข้าหาสิ่งนั้น เช่น เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องกรุงเทพฯ

ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นโรงเรียนสร้างครูชั้นยอด และอาจารย์ประภาภัทรก็เปรียบได้กับ

‘ครูของครู’

ถ้าเราไม่ใช่นักการศึกษา เราน่าจะตื่นเต้นกับการให้เด็กทำอาหารเที่ยงกินเอง เด็กประถมต้นว่ายน้ำและพายเรือได้ ประถมปลายปลูกข้าวได้ มัธยมต้นออกแบบเก้าอี้และทำเก้าอี้ไม้ทรงประหลาดด้วยตัวเองได้ การสอนวิชาสังคมด้วยการพาเด็กไปอยู่กับชาวเขา ชาวประมง และให้ทำวิดีโอสารคดีส่งเป็นเรื่องปกติ

ทั้งโรงเรียนแยกขยะจนไม่เหลือขยะสักชิ้น เป็น zero waste อย่างแท้จริง ขยะทุกชิ้นจะถูกแยกแบบละเอียดยิบ แพ็กเกจใส่อาหารที่เปื้อนจะถูกล้างและผึ่งให้แห้ง ปากกาหนึ่งด้ามถูกแยกปลอก ด้าม ไส้ และสปริง ออกจากกัน กระดาษเอกสารต้องแยกกระดาษกับลวดเย็บออกจากกัน ทุกคนในโรงเรียนต้องแยกขยะแบบนี้ ถ้าเด็กคนไหนเอาไปทำต่อที่บ้านแล้วผู้ปกครองไม่รู้จะจัดการกับขยะที่แยกยังไง ก็เอามาส่งให้โรงเรียนจัดการต่อได้

ถ้าใครบอกว่าเมืองไทยแยกขยะไม่ได้ หรือแยกไปเขาก็เอาไปเทรวมกัน ต้องมาดูงานที่นี่

ศิษย์เก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์ไปแล้วคือ เอิ๊ต ภัทรวี, เฌอปราง BNK48 แล้วก็ยังมีคนอื่นๆ อีก เช่น นายแบบอินดี้อย่าง ทู สิราษฎร์ 

กลับมาทำความรู้จักผู้ก่อตั้งเพิ่มเติมอีกสักนิด

อาจารย์ประภาภัทรเริ่มต้นชีวิตครูจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อมีประสบการณ์สอนลูกที่มีอาการคล้ายออทิสติก ก็พบว่าหลักสูตรการศึกษาที่มีในเมืองไทยไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน และเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าได้รับกระบวนการสอนที่เหมาะสม

อาจารย์จึงก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณเมื่อ 20 ปีก่อน

จากนั้นก็เปิดมหาวิทยาลัยอาศรมศิลป์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

และนี่คือบทสนทนาระหว่างเรากับประภาภัทร ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูของครู

ประภาภัทร นิยม

ในมุมมองของครู ครูคือใคร

ครูเป็นผู้บอกกล่าวจากภายนอก เป็นเสียงจากภายนอก ธรรมชาติก็เป็นครูได้

การมองแบบนี้ต่างจากมองว่าครูคือผู้สอนยังไง

ทำให้คนเรียนมีโอกาสใช้ศักยภาพในการเรียนรู้ของตัวเองมากขึ้น เพราะเขาจะไม่จำกัดตัวเองว่าต้องรอฟังจากใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว หรือวิธีเดียว แล้วเสียงจากภายนอกก็ต้องคู่กับเครื่องรับข้างใน ซึ่งมีหลายเครื่อง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การรู้จักคิดอย่างแยบคาย บางคนนั่งมองบึง มองต้นไม้ ก็รู้อะไรขึ้นมาได้ ไม่ต้องบอกกล่าวด้วยคำพูด แสดงว่าเขามีความสามารถข้างในในการอ่านสิ่งต่างๆ ให้ออก นี่คือปัจจัยข้างใน ปัจจัยข้างนอกคือครู ถ้าสองสิ่งนี้ผสมกันเมื่อไหร่ การเรียนรู้ก็เกิด

รู้เมื่อไหร่ว่ามีความเป็นครูในตัวเอง

ตอนสอนที่จุฬาฯ มั้ง เราอยากถ่ายทอดอะไรบางอย่างที่เรามีอยู่ มีความตั้งใจ มีฉันทะที่จะทำ ทำแล้วก็พอใจ อยากทำให้ดี อยากให้ผู้เรียนไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดของเขา

สมัยสอนที่่คณะสถาปัตย์ฯ อาจารย์สอนต่างจากอาจารย์ทั่วไปไหม

คณะสถาปัตย์ฯ สอนต่างอยู่แล้ว นักเรียนไม่ได้เป็นผู้ฟังอย่างเดียว เขาต้องลงมือทำ ต้องใช้ความสามารถของตัวเองค่อนข้างเยอะ เวลาสอนเราไม่ค่อยบอกผู้เรียน แต่ชอบตั้งคำถามไปเรื่อยๆ กระตุ้นให้เขาคิด เอาตัวอย่างมาให้ดู แล้วชวนตั้งคำถาม

ดีกว่าการเลกเชอร์ยังไง

คนเรามีธรรมชาติที่จะรับความรู้ที่เป็นก้อนๆ อยู่บ้าง ถ้าเป็นก้อนสำเร็จรูปจากคนอื่น เป็นความรู้ของคนอื่น เราไม่ค่อยกิน กินก็ไม่ค่อยย่อย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง เป็นความรู้มือหนึ่งของเรา เราจะอือๆๆ กับมัน นั่นคือธรรมชาติของเรา การส่งมอบความรู้สำเร็จรูปให้อาจจะเป็นบทบาทหนึ่งของครู แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการให้ผู้เรียนเรียนรู้จากสูตรสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพน้อยมาก หลังๆ ถึงมีทฤษฎีเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็น การสร้างความรู้ต้องเอาความรู้ออกมาประลองกัน ด้วยการพูดคุยกัน หรือการเอามาทดสอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นความรู้ที่เกิดจากการประยุกต์ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ อาจารย์เรียกว่า ‘ขาออก’ การให้นักเรียนนั่งเรียนแล้วครูก็ใส่ๆๆ เข้ามา นั่นคือขาเข้า ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะต่ำ ครูต้องตระหนักว่า บทบาทของครูไม่ใช่แค่เมสเซนเจอร์ที่เอาความรู้สำเร็จรูปมาให้ ต้องมีความรู้ขาออกด้วย

การทำข้อสอบถือเป็นขาออกไหม

เป็นขาออกที่ไม่เต็มใจ เขาไม่ได้อยากจะประลองด้วยวิธีนี้

ตอนสอนมหาวิทยาลัย อาจารย์ดุมาก ทำไมถึงดุขนาดนั้น

บางทีคนเราก็ไม่รู้ตัวนะ เราอยากเห็นนักเรียนประสบผลสำเร็จ เคี่ยวเข็ญตัวเองไม่พอ ไปเคี่ยวเข็ญคนอื่นด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ

แต่ก็ทำให้เด็กพัฒนาขึ้น

ก็ใช้วิธีอื่นสิ ไม่ต้องดุก็ได้ ตั้งคำถามเขาก็อยากเรียนแล้ว ตอนนั้นอาจารย์ยังอายุไม่มาก ยังแรงอยู่ ก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลังๆ ไม่ดุแล้ว เปลี่ยนวิธีการ

ปีนเขา

พอเปลี่ยนจากสอนเด็กมหาวิทยาลัยมาเป็นเด็กอนุบาล อะไรคือสิ่งที่ต่างไปที่สุด

เราได้เริ่มต้นจากวัยที่ยังมีความหวังมากๆ เขายังไม่ถูกกำหนดกรอบความคิด โอกาสของเขาเยอะ เราเห็นว่ามันงอกงาม มันทำได้ เด็กมหาวิทยาลัยถูกกำหนดทุกอย่างมาหมดแล้ว เขาแค่ต้องการสำเร็จการศึกษา เลยไม่สนุกกับการเรียนรู้เท่าไหร่

ทำไมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ขนาดนี้

เราเรียนรู้จากลูกคนเล็ก เขามีอาการคล้ายออทิสติก ทำให้เราได้เรียนรู้เยอะมาก เขารับรู้ไม่เหมือนคนปกติ เขาตั้งใจฟังนานๆ ไม่ได้ ไม่มองตาเรา เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร เข้าใจไหม แต่เราเริ่มเห็นว่าเขารู้นะ พอเขาคลิกอะไรบางอย่างได้ การเรียนรู้ของเขาไปลิ่วๆๆ เราก็ อ๋อ วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบปกติบางทีก็ไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนรุ่งอรุณ

ตอนเปิดโรงเรียนรุ่งอรุณ อาจารย์อยากเห็นภาพโรงเรียนแบบไหน

เราไม่ได้คิดภาพสุดท้ายว่าจะต้องเป็นยังไง มันเริ่มจากจุดเล็กๆ ในความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความสามารถพิเศษ คือทุกคนเรียนรู้ได้ ตอนเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เราเห็นว่าเด็กๆ ไม่ค่อยได้ใช้สิ่งนี้ เอาแต่รออาจารย์ตัดสิน ทำให้เราหงุดหงิดมาก เขาออกแบบมาแล้วรอให้เราตัดสิน ซึ่งการตัดสินของเราอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ เขาต้องแลกเปลี่ยนความเห็นได้ว่าสิ่งที่เขาคิดคืออะไร อาจารย์เลยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่

20 ปีก่อนไม่มีโรงเรียนแบบนี้เหรอ

ไม่มี

ทำไมถึงไม่มี

เป็นจารีตที่เราเรียนกันมาด้วยวิธีนี้ เราต้องฟัง แล้วถูกตัดสินมาตลอด เมื่อก่อนอาจจะดีก็ได้ แต่ยุคนี้ไม่ค่อยจะเหมาะแล้ว

ทำไมถึงมั่นใจว่าทุกคนเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

เราเชื่อพระพุทธเจ้า เรามาลองฝึก ลองเรียนรู้ ลองปฏิบัติด้วยตัวเอง แล้วพบว่าวิธีสอนของพระพุทธเจ้านี่ใช่เลย ท่านไม่ได้สอนด้วยการเอาความรู้ของท่านใส่เข้าไปในคน แต่ท่านดูว่าเขาเป็นใคร คิดอะไรอยู่ มีปัญหาอะไร แล้วท่านก็พลิกมุมมอง ทุกคนเลยเข้าใจได้ทันที แสดงว่าทุกคนมีสิ่งนี้รออยู่ที่จะอ๋อด้วยตัวเอง

การศึกษาทางเลือก
การศึกษาทางเลือก

สิ่งที่ยากที่สุดในการตั้งโรงเรียนทางเลือกเมื่อ 20 ปีก่อนคืออะไร

การสร้างครู พระพุทธเจ้าเป็นครูของโลก คนที่จะเป็นครูได้ต้องรู้ชีวิต รู้ความเป็นไปของความเป็นมนุษย์ รู้ความเป็นไปของกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเกิดจากข้างในด้วย ข้างนอกด้วย

ครูคณิตศาสตร์รู้แค่คณิตศาสตร์ไม่พอหรือ

เขาต้องรู้ว่าเด็กเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างไร แล้วเอามาใช้ให้เป็น ครูอาจจะเริ่มสอนด้วยสถานการณ์บางอย่าง เช่น มีเด็กเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่กันสิบเอ็ดคน แล้วมีคนหนึ่งยืนในตำแหน่งที่ผิด สิ่งนี้บอกอะไรบ้าง สิ่งนี้ยั่วให้เด็กคิดนะ หลังจากนั้นครูจะให้เด็กเขียนสิ่งที่คิด ดูว่าทั้งห้องมีกี่วิธี ให้เด็กอธิบายวิธีคิดแล้วดีเบตกัน จนได้ข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ เข้าใจตรงกัน ออกมาเป็นทฤษฎี เป็นการเรียนย้อนหลัง เริ่มจุดประกายให้ผู้เรียนก่อน

การศึกษาทางเลือก

พ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียนสิ่งนี้เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวลูก เห็นว่ามันไม่ไปด้วยกันกับแบบแผนปกติตามจารีต แล้วเขาก็แสวงหาว่าที่ไหนที่จะให้โอกาสลูก มนุษย์เราไม่เหมือนกันสักคน แต่โรงเรียนพยายามจะทำให้เหมือนกัน บางทีเด็กบางคนก็ซื่อตรงกับตัวเอง เลยไม่ยอมทำตามนั้น

บางคนเรียกว่า ดื้อ แต่อาจารย์เรียกว่า ซื่อตรงกับตัวเอง

ใช่

มีข้อดีไหม

มันดีตรงที่เขารู้แล้วว่าเขาไม่ใช่แบบนั้น แล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ เขาก็อยากทดลอง ถ้าไม่มีพื้นที่ให้เขาทดลองเขาก็เฟล มีทั้งข้อดีข้อเสีย

โรงเรียนรุ่งอรุณ
งานไม้

ระบบการศึกษาโลกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นวัตกรรมทางการศึกษาทั้งหลายมาทาง Active Learning มากขึ้นเรื่อยๆ คือเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ กับครู กับสถานการณ์จริง เรียนแบบเน้นเป็นโปรเจกต์ ให้ตั้งโจทย์เอง คิดว่าอะไรคือประเด็น จะแก้ปัญหายังไง ใกล้เคียงกับวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ตามธรรมชาติ เพราะเราพบว่า ความรู้ไม่ใช่แบบแผนที่ต้องรู้ แต่รู้เพื่อเอาไปใช้ และใช้ทันที การเรียนแบบโปรเจกต์ทำให้ได้ใช้ความรู้ทันที ไม่ใช่รู้ไว้ล่วงหน้านานๆ เรียนจบแล้วค่อยเอามาใช้ เช่น เรียนเรื่องกรดด่าง เราก็ทำโปรเจกต์ให้ศึกษาน้ำเสียจากครัวที่อยู่ในบ่อดักไขมัน เอาน้ำไปทดสอบด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ แล้วก็หาวิธีบำบัด เขาต้องรู้มากกว่ากรดด่าง ต้องรู้ว่ามีจุลินทรีย์อะไรย่อยไขมันได้ เป็นการเรียนเพื่อใช้ความรู้ แล้วเขาก็ไม่ได้ตกใจกับการต้องออกไปหาความรู้ เพราะความรู้ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครสถาปนาไว้ ต้องกราบไหว้บนหิ้ง พอรู้แล้วก็ลืม น่าเสียดาย

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงรู้สึกว่าความรู้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราไปเชื่อแบบนั้นตอนไหน

ตอนที่เราพยายามทำให้ระบบการศึกษาหรือระบบโรงเรียนเป็นระบบแบบแมส เป็นระบบอุตสาหกรรมที่ทำให้เด็กดูเสมือนว่าเหมือนกันทุกคน เอาเด็กอายุเท่ากันเข้ามาในชั้นเรียน ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคม เราทำแบบอุตสาหกรรม คัดมาเลย ป.1 ล้วนๆ แล้วคิดว่าเด็กทุกคนอ้าปากรองรับสิ่งเดียวกันแล้วจะรู้สิ่งเดียวกัน ทำให้จัดการง่าย

การศึกษาทางเลือก

ที่นี่กำลังให้ครูเป็น learning designer สิ่งนี้คืออะไร

ครูทำหน้าที่ออกแบบสถานการณ์การเรียนรู้ไว้ รอให้เด็กเข้ามาสัมผัส เหมือน Learning Lab ครูอนุบาลจัดมุมเรียนรู้เรื่องต่างๆ ไว้ (ตรงโถงระหว่างห้องและในทุกห้องเรียนเหมือนนิทรรศการที่เล่นได้ในพิพิธภัณฑ์) ตอนแรกครูไม่ค่อยเชื่อว่าเด็กจะควบคุมตัวเองให้ไปเรียนทุกมุมได้ ก็เลยคิดวิธีกำกับเด็กอนุบาลให้ไปฐานหนึ่ง ฐานสอง แต่พอเปิดเทอมมาไม่เป็นแบบนั้น เด็กเข้าเอง บางมุมเด็กอยู่นาน แต่ในที่สุดเขาก็อยากรู้มุมอื่น แล้วก็ไปจนครบ แล้วกลับมาอยู่มุมที่เขาสนใจจริงๆ จบแล้วครูก็มาสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ นอกห้องเรียนก็มี มีเครื่องสูบน้ำพุที่ทำไว้ให้เด็กเล่น เปิดเทอมมาเด็กเล่นกันทั้งวันไม่ไปไหน น้ำ ทราย เนินดิน ต้นไม้ เป็นสิ่งที่เด็กชอบเรียนรู้มาก

มีพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเล่นดินเล่นทรายไหม

ตอนแรกๆ ก็แบบนั้น กลัวลูกตกน้ำ ช่วงก่อนปิดเทอมใกล้ๆ สงกรานต์ อาจารย์ให้เป็นวันปล่อยผี ให้เด็กทุกคนลงบ่อดินตื้นๆ ลงไปก็ขี้โคลนเต็มไปหมด เหมือนควายลงปลัก เด็กๆ สนุกมาก หลังจากนั้นพ่อแม่ก็เลิกบ่น เข้าใจแล้ว (หัวเราะ)

โรงเรียนรุ่งอรุณ

มีคนบอกว่า อาจารย์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในเด็กได้เร็วมาก และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที

เราเห็นแล้วเราไม่เฉย เราจะพาครูไปดูทันที แล้วก็ปรับทันที เพราะเด็กกินไม่อิ่มแล้ว เด็กไปไกลกว่าครูแล้ว เด็กประถมทำคลิปขึ้นยูทูบเองได้แล้ว ครูต้องเห็นว่าเด็กไม่ต้องการให้สอนทำคลิป แต่เขาต้องการเนื้อหาคลิปที่ดี เราต้องท้าทายเขาด้วยเนื้อหา ทำยังไงให้เขาแปลงเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นเนื้อหาในวิดีโอที่ดีได้

ทำไมที่นี่ถึงชอบให้เด็กทำวิดีโอสารคดีมาส่ง แทนที่จะให้เขียนรายงาน

เป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการทำงานก็ฝึกให้เด็กมี Critical Thinking ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือประเด็นหลัก ฝึกตั้งคำถาม ต้องผ่านการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูง เด็กชอบมาก เพราะเขาไม่ชอบเรื่องอะไรง่ายๆ โจทย์เขาก็ตั้งกันเอง จากสิ่งที่เขาเรียน

เด็กยุคนี้ต่างจากยุคก่อนยังไง

เรียนรู้ไว เขาจะไม่ทิ้งเวลานานสำหรับการเรียน เรียนแล้วต้องใช้ทันที คุณภาพการฟังของเขาอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เราเสริมได้ด้วยการให้เขาทำงานเป็นทีม ต้องคุยกัน ปรับความเห็นที่แตกต่าง ยอมรับให้ได้ ไม่ปิดกั้นตัวเอง

เด็กเปลี่ยน ครูก็ต้องเปลี่ยน

เราเปลี่ยนวิธีการสอนทุกปีนะ ไม่ได้เปลี่ยนตามทฤษฎีมากมายนัก แต่เปลี่ยนให้เข้ากับเด็ก เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ได้โตตามธรรมชาติ ครูต้องปรับวิธีไปเรื่อยๆ เด็กยุคนี้อยากเรียนรู้อะไร อย่างเด็กอนุบาลเราให้ทำขนมปัง ครูก็แทรกการเรียนเข้าไปด้วย ยีสต์ทำหน้าที่อะไร ทำไมขนมปังถึงฟู ตั้งคำถามแล้วทดลองกัน ตอนอบนี่หอมมากเลยนะ ถ้าไม่ใส่ยีสต์ขนมปังจะแข็งเลย แต่เด็กก็กินกันจนหมด (หัวเราะ) มันมีเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเด็ก ครูต้องมองให้เห็น อ่านให้ออกว่าทุกอย่างมีมุมของการเรียนรู้อะไรที่ท้าทายตัวเด็ก

โรงเรียนรุ่งอรุณ

แนวคิดในการออกแบบโรงเรียนรุ่งอรุณคืออะไร

โรงเรียนเป็นบ้านและเป็นห้องเรียนธรรมชาติ บ้านให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ครูจะผ่อนคลาย อยู่กับนักเรียนก็จะไม่วางท่าเป็นผู้รู้ ที่นี่ไม่มีโรงอาหาร เราให้นักเรียนกับครูแต่ละห้องทำอาหารและกินข้าวด้วยกันในห้องเรียน เหมือนบ้าน เป็นกิจวัตรที่เด็กได้เรียนรู้ไปด้วยกัน แล้วก็ได้ฝึกทักษะต่างๆ เยอะมาก ทั้งกล้ามเนื้อ มือ ตา ต้องบริการคนอื่นด้วย อนุบาลนานๆ ทำเองที ที่เหลือมีแม่ครัวมาทำให้ ประถมทำสัปดาห์ละครั้ง นักเรียน ม.ต้น ทำห้องใครห้องมัน ส่วน ม.ปลาย แบ่งเป็นกลุ่มผลัดเวรกันมาทำเลี้ยงทั้ง ม.ปลาย ทุกวัน เด็กๆ คิดรายการอาหารมาเสนอครู วันนี้ทำขนมจีนน้ำเงี้ยวกัน แล้วเด็กๆ ก็ทำความสะอาดห้องเรียนเอง ห้องโถง ส้วม เด็กอนุบาลก็ทำเอง กลับบ้านไปเก่งเลย เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการฝึกทำงานพวกนี้

คหกรรม

ทำไมธรรมชาติถึงเป็นห้องเรียนที่ดี

เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ เรียนไม่รู้จบ เรียนได้ทุกชั้นตั้งแต่อนุบาลถึง ม.ปลาย เรียนในห้องเรียนเขาอึดอัดนะ เขาถูกจำกัดพื้นที่ อยู่กันเยอะๆ ก็ซน จะหาเรื่องเล่น ก็พาไปเล่นเลยดีกว่า เรารู้ว่าพฤติกรรมของคนถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เปิดกว้าง จิตใจก็จะเป็นอีกแบบ

20 ปีก่อนต้นไม้ในโรงเรียนเยอะแบบนี้ไหม

ไม่มีเลย เดิมเป็นสวนกล้วยไม้ ปลูกใหม่หมดเลย แล้วการตัดต้นไม้ที่นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องขออนุญาต

โรงเรียนรุ่งอรุณ

การมีต้นไม้ใหญ่ในโรงเรียนดีกับเด็กยังไง

มันเป็นที่มาของชีวิตทุกอย่างเลย คุณเชื่อไหม ที่นี่มีเห็ดโคนขึ้นนะ ตื่นเต้นกันจะตาย เด็กก็ได้เรียนรู้ว่าเห็ดโคนขึ้นจากอะไร การเรียนรู้ทุกเรื่องมาจากธรรมชาติหมดเลย มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นต้นที่เราให้เด็กอนุบาลทุกคนมาปีน ให้เวลาห้านาที เด็กสิบกว่าคนต้องช่วยกันปีนต้นไม้ขึ้นไปให้หมด เป็นการฝึกความอดทน รู้ว่าเราเป็นผู้นำในบางครั้ง เป็นผู้ตามบ้าง ให้เด็กได้ตัดสินใจแบบแมนๆ หลังๆ ให้เด็กไต่สะพานเชือกข้ามน้ำด้วย

พ่อแม่เขาไม่กลัวลูกตกต้นไม้เหรอ

เราก็พาพ่อแม่มาทำด้วยกัน พอลูกเข้าอนุบาลหนึ่งได้ปุ๊บ ผู้ปกครองต้องมาเข้าห้องเรียนพ่อแม่ สามสิบชั่วโมง มาทำอะไรแบบนี้กับลูกทุกวันเสาร์ เขาจะเห็นความสามารถในการเรียนรู้ของลูก แล้วก็จะวางใจ ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ ไม่กำกับมากเกินไป หรือปล่อยปละมากเกินไป พอดีๆ

โรงเรียนรุ่งอรุณ

เด็กได้ทำนาในโรงเรียนด้วย

นาใกล้ๆ นี้เป็นของเด็ก ป.5 เขาปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ เขาปลูกมาหลายปีแล้ว เห็นว่ายังไม่ดีพอ ปีนี้เขาบอกว่า จะทำให้ข้าวของเขามีคุณภาพมาตรฐานเท่าข้าวอินทรีย์ของโลก เด็กเดี๋ยวนี้มันใช่ย่อย เขาก็จะค่อยๆ คืบไปแบบนี้

ทำไมถึงพาเด็ก ม.ปลาย ไปออกภาคสนามด้วยการพาไปอยู่กับชาวบ้านที่มีปัญหา

มันต้องเป็นสถานการณ์จริงของผู้คน เขาถึงจะได้เรียนรู้เยอะ ถ้าไปดูเฉยๆ เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ตัวเราก็จะห่างออกจากเรื่องนั้น แต่ถ้าลงไปอยู่กับเขาทำตัวเป็นลูกหลานเขา ไม่ว่าจะเป็นคนต้นน้ำ ชาวเขา ชาวประมง คนที่ได้รับผลกระทบจากเหมือง จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราจะเข้าใจชีวิตเขาว่ากำลังเผชิญกับอะไร เขาอยู่อย่างสุขสบายด้วยวิธีไหน หรือเจอปัญหาอะไรในชีวิต ซึ่งมาจากเรื่องราวอะไรในสังคม เขาจะได้เรียนรู้หมด เป็นการเตรียมตัวเป็นมนุษย์ เป็นคนในสังคมที่เข้าใจสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคมนี้เราต้องมีส่วนผูกพันกัน เขาจะไม่เป็นคนที่แยกตัวจากสังคมหรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว เราต้องรับรู้ความเป็นไปทั้งหมดด้วยกัน

แยกขยะ
แยกขยะ

ทำยังไงที่นี่ถึงไม่มีขยะ

ทุกสิ่งที่ออกจากตัวเราจะไม่เป็นขยะ เราต้องคิดว่ามันจะไปยังไง เวลาไปซื้อของเราจะได้ไม่ซื้อขยะมามาก ทำให้เห็นวิธีการว่าทำได้ไม่ยาก แล้วก็ทำไปด้วยกัน ตอนแรกขยะในโรงเรียนเยอะ รอ กทม. มาเก็บ ถังก็ไม่พอ กองอยู่หลังโรงเรียน แมลงวันเยอะ อาจารย์เลยให้เอาขยะทั้งหมดมากองตรงกลางลาน แจกถุงมือกับหน้ากากให้ครูทุกคน มานั่งล้อมวง แล้วหยิบขยะมาดูทีละชิ้น ช่วยกันคิดว่าถ้าจะไม่ให้มันเป็นขยะต้องทำยังไง ก็เห็นภาพว่า เมื่อขยะที่ปล่อยจากตัวเราไปรวมกันเป็นยังไง ที่สาหัสคือแพ็กเกจที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างอาหารจะบูดเน่าอยู่ในนั้น ก็ได้ข้อสรุปว่า ต่อไปจะไม่ปล่อยให้ถุงพลาสติกหรือกล่องที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างลงไปอยู่ในกองขยะ เลยทำเป็นสถานีล้างขยะ พอเจอกระดาษห่อข้าวมันไก่ก็งงว่าทำไมมีครูคนหนึ่งลอกพลาสติกออก เอาพลาสติกไปล้าง กระดาษก็ทิ้งเป็นเศษกระดาษ กล่องนมใช้วิธีตัดแล้วแผ่ออก ล้างให้สะอาด เราให้เด็กอนุบาลทำสิ่งนี้ เพราะเขาต้องกินนมที่ทางบ้านเตรียมมา ก็ทำกันด้วยความสนุกสนาน ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมทำตามในที่สุด

พระพุทธรูป

บางคนบอกว่าที่นี่เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ มันต่างจากการสอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียนอื่นยังไง

เราไม่ได้สอนเป็นวิชา แต่ประยุกต์แนวคิดของวิถีพุทธมา เราทำให้ครูตระหนักว่าทุกอย่างที่เรียนควรจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต และทำให้ชีวิตมีคุณค่า ครูต้องออกแบบทุกแผนการเรียนการสอนโดยตั้งเป้าหมายนี้ให้ชัด ถ้าให้เขาเรียนสมการกำลังสอง ต้องบอกได้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง วิชาความรู้สรรพศาสตร์ทั้งหลายต้องทำให้ชีวิตดีขึ้น

ถ้าตอบว่าใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ถือว่าทำให้ชีวิตดีขึ้นไหม

ก็ดีขึ้น แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ต้องเอาชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวนี้แบบที่เด็กเข้าใจและรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ว่ามันมีความหมายต่อเรา แล้วเขาก็อยากเรียน เราพบว่าสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนและท้าทายมากที่สุดจะมีคุณค่าแฝงอยู่ในนั้น มนุษย์เราพิเศษตรงไม่รับสิ่งที่ไม่มีคุณค่า และไม่ได้ทำให้ตัวเองดีขึ้น เราถึงเติมคุณค่าเข้าไปในทุกเรื่องที่สอน ทุกกิจกรรมที่ทำ ทำไมเราถึงสร้างอาคารแบบนี้ สร้างโรงปั้นแบบนี้ เพราะเราเห็นว่ากิจกรรมการปั้นมีคุณค่า เราต้องการส่งเสริมคุณค่านี้ เราต้องให้เขาอยู่บนบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เราพบว่าการปั้นช่วยฝึกมือ ตา และการบาลานซ์ มันช่วยฝึกวินัยบางอย่างในใจ เด็กพิเศษบางคนได้งานปั้นช่วยให้เขาสงบแล้วจัดการชีวิตตัวเองได้ ทุกเรื่องไม่ใช่สิ่งที่ทำไปอย่างงั้นๆ ทุกเรื่องทำให้ถึงคุณค่าได้ทั้งนั้น แยกขยะก็มีคุณค่าได้ มันกลับมาสอนใจตัวเองได้ เอาขยะออกจากใจตัวเองก่อน เป็นพุทธเชิงนัย ครูและนักเรียนทุกคนจึงเข้าถึงได้

การเรียนการสอนแบบนี้ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม

เขาก็เข้าได้นี่ ถ้าเขาเข้าใจวิชาต่างๆ ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เรื่องยาก บางคนก็ไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม บางคนไปติวก่อนสอบ แค่ไปรู้ว่าข้อสอบมันจะถามอะไร

โรงเรียนรุ่งอรุณ
เซรามิก

เวลาเห็นข่าวครูแย่ๆ ท้อไหม

ครูเหล่านั้นเขายังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาทำสิ่งที่ดีได้ ถ้ารู้เมื่อไหร่เขาก็คงทำ แต่ที่ร้ายจริงๆ ก็ไปทำอย่างอื่นเถอะอย่ามาเป็นครูเลย แต่ไม่ว่ายังไงโลกนี้ก็ยังต้องมีครู และมีครูดีๆ เยอะกว่าครูไม่ดี ไม่งั้นพวกเราจะรอดมาได้ไง เราเห็นแต่ข่าวครูไม่ดี เลยไปวอแวกับเรื่องนั้นเยอะ ทางที่ดีคือเราต้องมุ่งสร้างครูดีๆ

นักเรียนจำเป็นต้องเคารพครูไหม

ถ้าไม่เคารพก็จะไม่เกิดความสัมพันธ์ เหมือนที่พูดไปตอนแรกว่า การเรียนรู้มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ถ้ามันไม่ถึงพร้อมการเรียนรู้ก็เกิดยาก ใครจะทำหน้าที่เหนี่ยวนำปัจจัยภายใน ครูที่เป็นกัลยาณมิตรของเด็กจะเหนี่ยวนำปัจจัยภายในของเด็กได้

เรื่องนี้มี 2 ด้าน ถ้าเด็กเคารพครู ความเป็นครูก็เกิดนะ ถ้าได้ชื่อเพียงว่าเป็นนักเรียนกับครูกันแต่ไม่เคารพก็ยังไม่เป็นครู ความเป็นครูมันขึ้นกับนักเรียนศรัทธาไหม ถ้าเขาเคารพ แสดงว่าครูเป็นผู้บอกกล่าวที่ดีสำหรับเขา ถ้าเด็กไม่เคารพครูจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ โลกนี้จะอยู่กันยังไง ใครจะบอกใคร มันก็ยุ่งเหมือนกันนะ ส่วนครูก็ต้องตระหนักว่าอะไรคือจุดที่ทำให้เด็กเชื่อมั่น ศรัทธา เด็กจะพึ่งพาสติปัญญาของเราได้ไหม เราเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้เขาได้หรือเปล่า การสถาปนาครูไม่ได้เกิดจากการแต่งตั้ง แต่เด็กเป็นคนเลือก ความเป็นครูถึงเกิด

ครูต้องทำตัวยังไงเด็กถึงเคารพ

ต้องเปิดใจเรียนรู้เด็กจริงๆ เด็กถึงจะวางใจ ถ้าครูคนไหนเคี่ยวเข็ญจะให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ก็เหมือนพ่อแม่ที่หวังดีอยากให้ลูกเป็นโน่นเป็นนี่ เด็กอาจยอมเคารพด้วยอำนาจบางอย่าง ดูเหมือนเคารพแต่เป็นไปด้วยอำนาจหรือเปล่า ครูต้องระวังส่วนนี้ให้ดี

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนทางเลือก

ถ้าครูที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยแบบแผนอ่านแล้วชอบวิธีการของรุ่งอรุณ เขาทำอะไรได้บ้าง

ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั่นหละ สิ่งที่เล็กที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ตรงนี้ทำได้ไม่มีใครมาบังคับ จะโครงสร้างแบบไหนหลักสูตรไหนก็ทำได้ ที่นี่ก็ใช้หลักสูตรมาตรฐานแกนกลาง แต่ครูใช้วิธีการอีกอย่าง สอนเสร็จก็เอาไปเทียบว่าตอบตัวชี้วัดได้ มันขึ้นกับใจของคุณว่ามั่นคงแค่ไหน

20 ปีรุ่งอรุณ อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ภูมิใจสุด

เราได้สร้างชุมชนที่ดีที่หล่อหลอมคนได้ ทั้งครู ทั้งนักเรียน ทั้งผู้ปกครอง การได้เห็นเด็กเติบโตขึ้น ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นความสุขของครูทุกคนที่นี่ เด็กที่จบไปก็เป็นตัวของเขาเอง มีวิธีคิดที่ทำให้เขาแก้ปัญหาหรือเลือกวิถีในชีวิตของเขาได้ดีเหมาะสม แม้แต่เจ้าเฌอปราง (BNK48) ก็ส่งเฟซบุ๊กมาให้อาจารย์ดู เขาอยากให้เรารู้ว่าเขาไปทำอะไร เขาเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนดี แต่ก็อยากทำอะไรอีกแบบ เป็นวิถีของเขาที่เราก็ดีใจด้วยที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ

พูดถึงวันครู นึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก

ครูมีหลายรูปแบบ พ่อแม่คือครูที่สำคัญที่สุดของลูก เป็นครูคนแรกและครูที่มีอิทธิพลสูงมากสำหรับลูก อยากให้พ่อแม่ระลึกถึงสภาวะนี้ของตัวเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกกับตัวเอง นี่คือสะพานของการเรียนรู้ ไม่ใช่ยกลูกมาให้ครูสอน แต่พ่อแม่ไม่สอน บางคนไม่รู้ตัวนะ เขารู้สึกว่าลูกต้องไปเรียน เวลาทำงานบ้านก็ไม่เรียกลูกมาทำด้วย เพราะลูกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป จะให้พาไปไหนก็พาไปแต่เป็นคนพาไปเฉยๆ ไม่ได้ไปเรียนรู้สิ่งนั้นๆ กับลูก ลูกก็จะเหงามาก หัวใจก็จะแหว่ง เขาเลยหาทางเติมเต็มด้วยวิธีแปลกๆ มันมีผลกระทบมากเลยนะ ถ้าพ่อแม่ลืมความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกับลูก

ประภาภัทร นิยม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load