ตอนนี้น้าโย่งอายุเท่าไหร่คะ – เราเปิดบทสนทนา

“ฉันลืม” ชายตรงหน้าตอบทันที “เกิดมานานแล้วเลยลืม ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่” 

น้าโย่ง เชิญยิ้ม หรือ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ตลกมากฝีมือที่ฟื้นเพลงพื้นบ้านไทยให้กลับมาร่วมสมัย กำลังใช้ความคิดไล่เรียงปีเกิด “น้าเกิดปีศูนย์หนึ่ง” ก่อนจะตอบคำถามด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “ตอนนี้ก็หกสิบสามเต็ม”

63 – เลข 2 หลักบอกจำนวนขวบปีอันแลกมาด้วยประสบการณ์ทั้งชีวิตของ น้าโย่ง เชิญยิ้ม ตลกที่ฝันอยากเป็น ‘ตลก’ และเส้นทางสู่ ‘อาชีพตลก’ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างฟุ่มเฟือยที่สุด ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ 

ระหว่างทางก่อนเท้าก้าวเข้าเส้นชัย พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา เก็บเกี่ยวและเรียนรู้มาตลอด เขาเข้าสู่วงการบันเทิงพื้นบ้านด้วยการฝึกร้องเพลงฉ่อยตั้งแต่ประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 จบประถมศึกษาชั้นปีที่ 7 ก็หัดลิเก จนมาอยู่กับคณะเฉลิมชัยลือชา และแจ้งเกิดเป็น ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’ ตัวโจ๊กในคณะลิเกศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย คณะลิเกที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางภาคเหนือ, โรงลิเก คือสถานที่ที่ทำให้เขาเจอ บุญสม เอี่ยมชาวนา รักแรกและรักเดียวของหนุ่มพิษณุโลกคนนี้

ต่อจากนี้คือเรื่องราวชีวิต สุข เศร้า และรักต้องสู้ ของน้าโย่ง เชิญยิ้ม ชายที่เชื่อในความพยายามและไม่หยุดเรียนรู้ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่ฟื้น ‘เพลงฉ่อย’ กลับมาอย่างทันสมัย เป็นที่ถูกใจของคนทุกวัย จนสังคมออนไลน์ต้องร่างสาส์นถึงเวิร์คพอยท์ให้เสนอน้าโย่งเป็น ‘ศิลปินแห่งชาติ’ เพราะความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบสานเพลงพื้นบ้านไทย

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ลูกชายที่เติบโตมากับทุ่งนาและเพลงฉ่อย

“พ่อแม่ทำไร่ทำนา เรามีพื้นฐานไม่รวยอยู่แล้ว ก็เลยยากจนอย่างถาวรมาตลอด พอโตมาหน่อยก็เลี้ยงควาย ช่วยพ่อแม่ไม่ค่อยได้เพราะไม่แข็งแรง แม่บอกว่านมเขามีไม่พอกิน นมแม่น้อย มีแค่สองเต้า” เขาหัวเราะ “พูดเล่น”

“เราเป็นลูกคนเดียว ที่บ้านก็มีพ่อกับแม่อย่างละคนเท่านั้นเอง” เราเกือบหลงกลคำพูดของรุ่นใหญ่ “แต่พ่อตายตอนน้าเจ็ดขวบ คุณแม่เลยเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เราก็เป็นเด็กบ้านนอกที่สงบเสงี่ยม ไม่ซนจนขนาดไฮเปอร์”

ชีวิตวัยเด็กของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในจังหวัดพิษณุโลก เป็นอย่างนั้น 

จนกระทั่ง ป.5 เขาได้เรียนเพลงฉ่อยจากป้านกหวีด เป็นการฝึกฝนและมอบศาสตร์เพลงพื้นบ้านจากแม่เพลงสู่ลูก-หลาน ซึ่งการหัดร้องก็ต้องอาศัยตำราเพลงฉ่อย ป้านกหวีดชวนลูกหลานจับมือกันเดินไปบ้านพ่อเพลง

“ป้านกหวีดไม่มีตำรา ต้องไปเอาตำราจากพ่อคมคาย ตอนนั้นนั่งรถไปลงกลางทาง แล้วเดินลัดทุ่งนาอีกสี่ถึงห้ากิโล เราเป็นเด็ก รองเท้าก็ไม่มี เดินลัดทุ่งตอนเขาเพิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จ ฝุ่นกำลังฟุ้งร้อน พื้นกำลังอมแดด ป้าก็เอาผ้าขาวม้ามากางเหมือนปีกนกให้หลาน ๆ เดินกันสองสามคน ถ้าเหนื่อยก็เดินไปหยุดพักใต้ร่มไม้ที่ไม่มีใบ เราจำได้ดี

“พอได้ตำราก็ต้องเดินกลับ ตำราอยู่ในห่อผ้าขาวม้า เก่ามาก ข้อความในตำราก็เลือน เพราะเปิดบ่อย มันก็ถู ๆ กัน แต่ป้านกหวีดเขาเป็นเพลงฉ่อยอยู่แล้ว ก็เลยแต่งเพิ่มเอาเองมั่ง น้าโย่งก็ได้เรียนตำรานั้นจากป้า” 

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ถ้าถามว่าเด็กชายพิเชษฐ์รักการร้องเพลงฉ่อยขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่า

“อาบน้ำ ปีนต้นไม้ ขึ้นหลังควาย ก็ร้องเพลงฉ่อย ร้องตั้งแต่ยังไม่เข้าจังหวะ จนตอนนี้ก็ยังไม่เข้า” 

“ตอน ป.5 ที่น้าหัดเพลงฉ่อย ความนิยมเรื่องการแสดงแขนงนี้เริ่มถอย เรารู้สึกเลยนะ แต่ป้านกหวีดก็พอมีงานบ้าง ตอนน้าเด็ก ๆ เขาคงมีงานกันมากกว่านี้ เพราะป้าบอกว่าเพลงฉ่อยทำให้เขาหากิน เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าได้เลย อาชีพนี้เมื่อก่อนได้รับความนิยมมาก พอกิน พอเลี้ยง อย่างว่านะศิลปินพื้นบ้าน ซึ่งป้านกหวีดเป็นแม่เพลงเลย

“ป้าเขาเล่นเป็นอาชีพ มีวง มีผู้หญิง มีผู้ชาย ร้องแก้กันสนุกสนาน แล้วสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องไฟ บางวงก็อาศัยตะเกียงเจ้าพายุ สมมติเขาเล่นอยู่หัวบ้านนู้น บ้านเราได้ยิน ก็นอนฟัง ได้ยินเสียงคนเฮ เขาร้องแก้กัน แล้วน้าก็เคยไปดูเขาฉ่อยกันในทุ่งนาด้วย ยังเคยทันเห็นภาพพวกนี้” น้าโย่งเล่าบรรยากาศความรุ่งเรืองของเพลงฉ่อยในความทรงจำ

เมื่อตบเท้าเข้าวงการบันเทิง (พื้นบ้านไทย) เขายังคงมีเพลงฉ่อยไหลวนอยู่ในสายเลือด หลังเรียนจบชั้น ป.7 ราว 2 ปี พิเชษฐ์ก็สปาร์กจอยกับศิลปะพื้นบ้านอีกหนึ่งแขนง ‘ลิเก’ เขาหัดลิเกกับครูติ่ง คณะหอมหวลเล็ก

“ครูเขามองเรา ไอ้นี่ตัวก็ผอม เสียงก็อย่างนั้น ให้เป็นตัวโกงคงไม่มีใครกลัว ให้เป็นพระเอกก็คงไม่ได้ เลยให้เป็นตัวโจ๊ก ตั้งแต่นั้นน้าก็ร่อนเร่เล่นลิเกไปเรื่อย แล้วก็ไปอยู่ประจำกับคณะเฉลิมชัยลือชา เป็นลิเกดังทางภาคเหนือ 

“แล้วก็มาอยู่ประจำกับศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย เป็นลิเกดังทางภาคเหนือเหมือนกัน อยู่กับเขาหลายปี อยู่จนได้เป็นคู่เขยกัน ยายสม (บุญสม เอี่ยมชาวนา) ที่อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ก็เป็นน้องเมียของศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย” 

เส้นทางตัวตลกในคณะลิเกกำลังเดินคู่ขนานไปกับเส้นทางความรักของ ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’

ชายหนุ่มที่มีรักแรกและรักเดียวเป็นนางเอกลิเก

“น้าขอยายสมมาสองพันสี่สิบบาท สองสลึง” ตัวตลกประจำคณะลิเกศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย เปรย

พิเชษฐ์แจ้งเกิดเป็นดาวโจ๊กในคณะลิเกนาม ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’ เราถามเขาถึงชีวิตรัก มันเริ่มต้นอย่างไร เรื่องราวของตัวตลกตกหลุมรักนางเอกลิเก – เล่าได้ใช้มั้ยเรื่องชีวิตคู่ (เขาถามย้ำให้แน่ใจ) เราพยักหน้าแทนคำตอบ

“ก็เป็นเพื่อนกัน” คลาสสิก เราคิดในใจ “ยายสมเป็นน้องพี่เป้า พี่เป้าเขาเป็น… น้าก็พูดไปเรื่อย แกไม่รู้จักหรอก เอาเป็นว่าน้ารู้จักแล้วกัน” เขาหัวเราะ “พี่เป้าเป็นเมียพี่ศักดิ์นรินทร์ น้าก็เป็นเพื่อนยายสม เพื่อนแบบไอ้ อี มึง กู เลย”

เพราะความสนิทและห่วงใยฉันเพื่อน ทำให้มวลความรักก่อตัวขึ้นในหัวใจชายหนุ่มและหญิงสาว 

“บางทีเราทำงานปิดวิกลิเกเร่ พี่ศักดิ์นรินทร์ใช้เราแห่ป้ายโฆษณาบ้าง ร้องวิกบ้าง พอกลับเข้าครัวมาก็ไม่ค่อยมีอะไรเหลือแล้ว สองผัวเมียเขากินกันหมด เหลือแต่น้ำ ๆ บ้าง ผัก ๆ บ้าง แต่ยายสมเขาเป็นคนทำครัว เขาก็ตักไว้ให้เรากิน ก็เลยเกิดความอบอุ่น ห่วงใยกันมาเรื่อย หนักเข้าพอใครมาจีบเขา เราก็ไม่ค่อยชอบ ไม่อยากให้ใครมาจีบ

“เวลาเขาไปเล่นลิเกกับอีกคณะ ไม่ว่าจะแสง รัตนศิลป์, ภิรมย์ รุ่งเพชร, ศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย ซึ่งคณะเหล่านี้มีชื่อเสียง แล้วก็เป็นญาติยายสมทั้งนั้นเลย เวลาไปเล่นต่างคณะ ก็เริ่มคิดถึงเขา เรียกว่ารักหรือเปล่าไม่รู้นะ”

เมื่อน้าสมต้องไปเล่นลิเกกับอีกคณะหนึ่ง จำต้องโดยสารรถไฟจากจังหวัดพิษณุโลกไปอำเภอตะพานหิน และโดยสารรถไฟกลับจากอำเภอตะพานหินมาจังหวัดพิษณุโลก ก็จะมี ‘เพื่อน’ มาคอยรับที่สถานีเสมอ 

“เราเป็นห่วงถึงขนาดไปรับเขา ยืนจ้องว่าอยู่ตู้ไหน พอเขาลงมาก็หิ้วหีบใส่เครื่องลิเก นั่งกลับบ้านมาบนสามล้อคนเดียวกัน มันถูกบ่มงอมหรือยังไงไม่รู้นะ เวลาไปไหนกับเขาก็มีความสุขดี มีครั้งหนึ่งลิเกคณะพี่ศักดิ์นรินทร์หยุด ก็เลยไปดูหนังกัน ดูเรื่อง มหาหิน ที่พิษณุโลกรามา มีพี่ศักดิ์นรินทร์ เมียเขา ลูกเขา แล้วก็มียายสมไป น้าไป

“พอหนังจบ กำลังเดินกลับ มีผู้ชายคนหนึ่งขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับยายสม”

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ
โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

แล้วน้าโย่งรู้สึกยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“มันเจ็บดีเหมือนกัน แกเดินมากับฉัน แล้วแกไปกับคนอื่น ใจตอนนั้นเริ่มเป็นห่วง พอกลับมาคิดตอนนี้ไม่รู้จะเจ็บทำไม เขาก็มารับไปส่งที่บ้านที่เราจะไปนี่แหละ แต่คืนนั้นน้านอนไม่หลับเลยนะ ไม่สบายใจ เลยเขียนจดหมาย”

‘ลาก่อนเวทีสุดที่รัก’ ชายหนุ่มจั่วหัวบนหน้ากระดาษ 

“ตอนเช้าน้าทิ้งจดหมายไว้ แล้วหิ้วกระเป๋าลงจากบ้าน จะกลับไปหาแม่ เลิกดีกว่าอาชีพลิเก มันไม่สบายใจ ตอนที่หิ้วกระเป๋าลงมา ข้างบ้านก็เปิดวิทยุ เป็นเพลงของ แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ ช่วงนั้นกำลังดัง เขาร้องว่า ‘หิ้วกระเป๋าก้าวลงบันได…’ แล้วตอนนั้นฝนตกด้วย น้าเดินฝ่าฝนแต่ไม่รู้สึกเลยว่าฝนตก เดินตากฝนไปคิวรถสองแถว ตังค์ก็ไม่มีติดตัว

“มีรถเพื่อนอยู่คันหนึ่ง มันวิ่งเข้าหมู่บ้าน น้าก็อาศัยรถเพื่อนกลับ มันก็ต้องรอผู้โดยสารเต็มก่อนถึงจะออก น้าก็ขึ้นไปนั่งรอบนรถ ระหว่างที่รอ อยู่ ๆ ได้ยินเสียง ‘จะไปไหน’ พอหันมาอีกทีหนึ่ง ยายสมเขาเดินกางร่มมา” 

แล้วน้าโย่งทำยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“น้าก็ไม่ตอบ” หัวใจชายหนุ่มช่างเด็ดขาด

“เขาพูดอีกว่า ‘กลับเดี๋ยวนี้’ น้านอนอัดอั้นมาทั้งคืน แล้วมาใช้คำว่า ‘กลับเดี๋ยวนี้’ กับเรา”

แล้วน้าโย่งทำยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“พอน้าได้ยิน ก็ลงรถ แล้วไปกับเขาเลย” อ้าว คดีพลิก! ชายหนุ่มพ่ายต่อความรักที่มีให้หญิงสาว 

“น้าเดินตากฝนกลับไปกับเขาใต้ร่มคันเดียวกัน เหมือนมิวสิกเลย จากนั้นก็เริ่มฝากตังค์เขาบ้าง มันรู้สึกอยากฝากแต่น้าไม่แนะนำใครนะ ถ้าฝากแล้วจะเคยชินตลอดชีวิต รู้แบบนี้ไม่ฝากดีกว่า” น้าโย่งเตือนด้วยเสียงหัวเราะ

หลังม่านโรงลิเกกลายเป็นโลกสีชมพู มีเพียงดาวตลกและนางเอกลิเกเท่านั้นที่รู้ แต่ด้วยเกรงสายตาญาติผู้ใหญ่กลายเป็นว่า ยิ่งใกล้-ยิ่งห่าง เธอนั่งมุมนั้น-ฉันนั่งมุมโน้น ถึงกระนั้น สิ่งใดเล่าจะพรากใจต่อใจ 

“น้าใช้วิธีมองกันผ่านกระจกแต่งหน้า จะได้ไม่มีใครรู้ ทีแรกก็มองเขาในกระจกอยู่นาน เขาก็มองเรา เริ่มรู้กัน ก็เล่นอะไรกันในกระจก มันเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งไปปรึกษากับพี่ศักดิ์นรินทร์ ให้ไปช่วยขอยายสมให้หน่อย

“พี่ศักดิ์นรินทร์ก็ไปกับเรา แล้วก็มีผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง เหี้ยมหาญ เทวายอดน้ำหอม เป็นลิเกเหมือนกัน ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ก็สุ่มไป จากพิษณุโลกไปตะพานหิน ไปบ้านพี่สาวเขา ไม่มีใครอยู่กันสักคน ทีนี้ผู้ใหญ่ที่ไปกับเราเขาต้องกลับ น้าก็เลยอยู่ขอกับพี่สาวเขา เขาบอกว่ารักกันได้อยู่กันดี ก็ทำให้ผีรู้คนเห็น เขาก็เรียกสองพันสี่สิบบาท สองสลึง”

หัวใจน้าโย่งผูกกับน้าสมมาตลอด 44 ปี, เราถามด้วยความสงสัยว่า น้าสมคือรักแรกหรือเปล่า

“ก็ไม่เคยมีเมียหลายคน” น้าโย่งยิ้ม 

“น้าอยู่กับยายสมมาตลอด ไม่รู้จะทิ้งยังไง ไม่เคยหัดทิ้งใครมาก่อน”

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ดาวตลกที่นอนฝันหลังโรงลิเกว่าอยากเป็นตลก

“น้านอนฝันว่าได้เล่นตลกกับคณะเชิญยิ้ม”

ก้านยาว เก้ากะรัต ตื่นจากความฝันและพบความจริงว่าตัวเขานอนอยู่หลังโรงลิเก ความบันเทิงประเภทสร้างเสียงหัวร่องอหายยั่วเย้าให้เขาอยากผันตัวจากดาวตลกประจำคณะลิเกสู่อาชีพ ‘ตลก’ ที่ตัวเขาเองได้แค่ ‘ฝัน’

“น้ารู้ว่าไม่มีทางหรอก” เขาเชื่อแบบนั้น “พอตื่นขึ้นมา น้ายกมือไหว้พ่อแก่ ‘ขอให้ลูกได้ไปเล่นตลก’”

เขาอาศัยศรัทธา ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดลบันดาลให้ความฝันกลายเป็นความจริง แต่โชคชะตาไม่เคยเล่นตลก

“มีวันหนึ่ง พี่สมหมาย เจริญสุข เขาเล่นลิเกอยู่กรุงเทพฯ แต่วันนั้นมาเล่นกับศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย ก็มีโอกาสเปิดใจกันว่าน้าอยากเล่นตลก เขาบอกว่าถ้าอยากเล่น เดี๋ยวพาไป เพราะรู้จักตลกหลายคน ก็ตัดสินใจบอกแม่ บอกยายสม ว่าขอไปตามความฝัน ตอนนั้นไม่มีตังค์หรอก มีมอเตอร์ไซค์อยู่คันเดียว ยามาฮ่าเมท สีแดง ตัดสินใจขายมอเตอร์ไซค์ แล้วเอาทองติดตัวมาหนึ่งบาท น้าเดินทางมาตอนกลางคืน วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ตรงกับวันอังคาร จำได้เลย

“น้ามาลงที่สถานีหัวลำโพงด้วยกางเกงสแล็ก รองเท้าผ้าใบ กระเป๋าลูกเท่าหม้อข้าว เสื้อสีเหลืองดอกคูน เพราะกลัวจะไม่เหลืองเท่าคนกรุงเทพฯ” เป็นครั้งแรกที่เข้ากรุงเทพฯ – เราถาม “ครั้งแรก” ว่าที่ (ตลก) ตอบทันที

สมหมาย เจริญสุข พาก้านยาวไปฝากตัวกับคณะเทพ โพธิ์งาม, เพชร ดาราฉาย, พ่อดม ชวนชื่น, โน้ต เชิญยิ้ม ที่เอ่ยถึงมาทั้งหมดสมาชิกเต็ม! ไม่มีตำแหน่งว่าง เขาไม่ชวด เพราะโชคยังเข้าข้าง, วันที่ 12 ภายในเดือนเดียวกันกับที่เขาตัดสินใจบอกลาแม่และคนรักมาทำตามความฝัน ในที่สุดก้านยาวก็ได้ลงปักฐานกับคณะน่ารัก ในฐานะ ‘ตลก’

“เล่นครั้งแรกที่ร้านกระท้อน ไก่ลอยฟ้า แถวบางนา เล่นเป็นตัวนางมณโฑ ตอนนั้นดีใจมาก เป็นการปรับตัวครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับอาชีพตลก อย่างเล่นลิเก คนดูตั้งใจดูอยู่แล้ว เขารู้ว่าเราเป็นตัวโจ๊ก แฟน ๆ เราก็พอมี แต่เล่นตลก ทุกคนเป็นตลกกันหมดเลย ใครจะเป็นศูนย์หน้า เป็นตัวยิงเท่านั้นเอง ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอะไรมาก แต่อยากเล่น 

“จริง ๆ แล้วประสบการณ์ที่เล่นลิเกมาเอามาใช้ได้หมด น้ารู้สึกว่าไม่ได้เสียเวลากับการเรียนรู้นะ เพียงแต่ว่าจังหวะไหนจะหยิบอะไรขึ้นมาใช้ มันเป็นอย่างนั้นมากกว่า ซึ่งสิ่งที่คล้ายกันมันคือการแสดงและความบันเทิง วันแรกมันเล่นยากมาก น้ารู้สึกเลย ฉะนั้นต้องใส่ความพยายามเข้าไปอีก ต้องใช้ความพยายามให้เปลืองเข้าไปอีก น้าก็ถามพี่ ๆ ที่เขาอยู่ก่อนหน้าว่าเล่นยังไง หาความรู้ตลอด จนกระทั่งเล่นเข้ากัน น้าก็เล่นตลกอยู่กับคณะน่ารักเกือบปี 

“วันนั้นสิ่งที่ทำให้น้ามีความสุขไม่ใช่รายได้” แล้วความสุขนั้นคืออะไร – เราถามทันที

“ความฝันที่เดินตามมาถึงแล้ว น้าถือว่าทำสำเร็จในการเดินทางจากบ้านนอกมาเป็นตลกในกรุงเทพฯ” 

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ
โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

อาชีพตลกที่ต้องตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป

หลังจากประกอบอาชีพตลกครบขวบปี ตลกบางคณะมีคนแยกตัว โยกย้ายมาอยู่คณะนี้ คณะโน้น หรือสร้างคณะของตัวเองขึ้นมา วันหนึ่ง ยาว อยุธยา แยกตัวออกจากคณะเพื่อมารวมตัวกันสร้างคณะใหม่ แต่ยังขาดสมาชิกอยู่หนึ่งคน จึงต่อสายมาบ้านพักที่น้าโย่งพักอยู่ โดยตั้งใจจะโทรศัพท์มาขอเบอร์ของ ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก 

“แต่น้าดันไปรับสาย” ความสนุกก็บังเกิด แถมด้วยการตัดสินใจครั้งใหญ่ของตลกน้องใหม่

“ฮัลโหล ใครอะ (ปลายสายถาม), ผมยาวนะ, นี่พี่ยาว (ยาว อยุธยา) นะ, ยาวกับยาวคุยกัน พี่ยาวบอกว่า พี่ ๆ กำลังตั้งคณะกัน มึงจะเอามั้ย ถ้ามึงจะเอามาหาพี่ที่ธนบุรี ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ทางนั้นก็เคยเห็นเราเล่นผ่านตามาบ้าง 

“น้าก็ไปหา พอพี่ยาวเล่นเสร็จเขาก็เรียกขึ้นรถ พาขับวนคุยกัน ตอนนั้นคณะน่ารักยังไม่รู้ แต่น้าเริ่มไม่สบายใจแล้ว การออกจากคณะน่ารักมันยาก เพราะถูกปลูกฝังมาจากที่นั่น แล้วแม่ก็เคยบอกว่า การเนรคุณคนไม่ใช่ของดี แกเอ้ย มันลำบากใจ คืนนั้นนอนไม่หลับเลย น้ารับปากเขาแล้วว่าจะไป อีกวันตื่นมาเจอ พี่จำปี สีเดียว (แอนนา ชวนชื่น) สนิทกันมาก เขาเคยเป็นตลกของสายัณห์ สัญญา มาก่อน แกนั่งซักผ้าอยู่ น้าก็นั่งอยู่บนโต๊ะ เราแกล้งถามลองใจพี่ปี้ว่า

“พี่ปี้ ถ้าคณะเทพ โพธิ์งาม หรือคณะใหญ่ ๆ มาชวนพี่ พี่จะไปมั้ย”

จำปี สีเดียว เงยหน้าจากกะละมังซักผ้ามาตอบทันที

“อยู่ทำเหี้ยอะไรล่ะ มีอนาคตก็ต้องไปสิ” ปี้ตอบ 

“พี่ปี้เขาพูดแบบนี้เลย ซึ่งน้านอนคิดทั้งคืนเลยนะ แต่ในช่วงจังหวะที่พี่ปี้เงยหน้าจากกะละมังซักผ้ามาหาเรา เขาตัดสินใจได้แล้ว มันทำให้น้ารู้สึกว่า พี่เขาก็ไม่ได้จะอยู่กับเราตลอดชีวิต มีอะไรที่ดีกว่าสำหรับการก้าวของเราก็ไป แต่ทางนี้คณะน่ารัก น้าก็ยังนับถือ ยังรักใคร่กันเหมือนเดิม น้าก็เลยตัดสินใจไปอยู่กับคณะเด่นรวมดาว” น้าโย่งเล่า

จนกระทั่งคณะเด่นรวมดาวแยกจากกัน โย่ง พิษณุโลก เลยร่วมคณะกับ ยาว อยุธยา และ ยอด นครนายก จน พ.ศ. 2538 น้าโย่งตัดสินใจตั้งคณะของตัวเอง ชื่อคณะโย่ง พิษณุโลก ด้วยเหตุผลว่า อยากเล่นตลกในแนวของตัวเอง

“ก่อนหน้านี้น้าเล่นแต่งตัวเป็นผู้หญิงบ้าง สาวเหนือบ้าง โปะหน้าโปะตาคนก็จำไม่ได้ ก็อยากเปลี่ยนมาเล่นแนวคำพูด เอาภาษามาเล่น เอาคำพูดมาร้อย เริ่มไม่เหมือนละครแล้ว หามุกรอบตัวมาเล่น อยากเล่าเรื่องตลกในแบบของเรา ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ตอนนั้นไปหาพี่โน้ต ขณะที่กำลังมีความทุกข์ว่าจะมีงานมั้ย จะไปอีท่าไหน จะเซ จะรุ่ง พี่โน้ตเห็นเราเครียด ๆ ก็บอกว่า ไอ้โย่งมึงไม่ต้องเครียด มึงไม่ต้องคิดมาก เอาสมองไปคิดมุกดีกว่า

“จากนั้นน้าเหมือนโดนอุ้ม แกบอกว่าไปแทนงานพี่เลย วันนี้พี่ไม่ไป ตอนนั้นคณะน้ายังไม่มีนักดนตรี เขาก็สั่งนักดนตรีของเขาไปกับเรา พาเข้าวิลล่าดารา พระรามเก้า ซึ่งตลกหน้าใหม่กับที่ใหญ่ ๆ ยาก ไม่มีสิทธิ์ แต่เขาดันเราเข้าไปเลย พี่เด่นก็เอาไปเล่นรายการบ้าง จนกระทั่งได้ออกรายการ ทไวไลท์โชว์ ได้บวชถวายสมเด็จย่า พี่โน้ต พี่เป็ด ก็บวชด้วย มีโอกาสนั่งฉันข้าวด้วยกัน พี่เขาบอกว่า สึกแล้วไปเล่นรายการกัน เขาทำรายการ มุมหัวเราะ อยู่ช่องสาม แล้วก็กลายมาเป็นรายการ สมาคมคนเส้นตื้น อยู่พักหนึ่ง และสุดท้ายเป็นรายการ ก่อนบ่ายคลายเครียด เราก็เล่นกับเขามาตลอด”

เล่นตลกมาหลายปี แต่เคราะห์ไม่ดี ตรงชื่อ โย่ง พิษณุโลก คนจำไม่ได้ เลยขอ เป็ด เชิญยิ้ม และ โน้ต เชิญยิ้ม มาใช้สกุลเดียวกัน เป็น โย่ง เชิญยิ้ม ซึ่งตลกรุ่นพี่ก็อนุมัติด้วยความยินดี ทำให้เป็นที่รู้จักดังจวบจนปัจจุบัน 

เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’
เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’

เพลงฉ่อยที่อยู่ในลิเก ตลก และทอล์กโชว์

น้าโย่งเป็นตลกคนแรกที่จัดทอล์กโชว์เป็นของตัวเอง เรื่องมันเริ่มจาก อาจารย์พิษณุ สกุลโรมวิลาส ไปนั่งดูตลกคาเฟ่ที่พระรามเก้า และเห็นลวดลายลีลาของน้าโย่ง ก็เลยชวนไปทอล์กโชว์ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับนักพูดชื่อดังหลายท่าน ซึ่งการขึ้นเวทีทอล์กครั้งนั้นของน้าโย่งก็ถูกบันทึกเทปและออกฉายในรายการโทรทัศน์ช่อง 5 

การไม่หยุดเรียนรู้ นำไปสู่การจัด โย่ง ทอล์ก ตอน โย่งแอ๊ดว้านซ์ ไร้สารเครียด ใน พ.ศ. 2542 

“มันเป็นการปรับตัวอีกแล้ว ปรับจากลิเกมาเป็นตลก ปรับจากตลกมาเป็นทอล์กโชว์ เหมือนเล่นฟุตบอลคนเดียวทุกตำแหน่ง ปูเอง ตบเอง มันก็จะผิดกันกับเพื่อนตบให้ ตอนนั้นมีงานเยอะเลย ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ความสนใจ 

ตอนเล่นลิเกน้าก็เอาเพลงฉ่อยมาร้อง มาเล่นตลกก็เอาเพลงฉ่อยมาแจม ทอล์กโชว์ก็ยังมีเพลงฉ่อย แต่คนไม่รู้หรอกว่าเป็นเพลงฉ่อย เขานึกว่าเป็นมุก มีอยู่วันหนึ่ง เวิร์คพอยท์จัดงานคอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด เขาโทรมาหาน้าว่าอยากได้หน้าม่าน ก่อนหน้านั้นน้าชวนน้าพวง น้านง เอามุกมาแต่งเพลงฉ่อย ไปออกงานแสดงจตุพลทอล์ค ไทยแลนด์แดนแฮปปี้ ของ อาจารย์จตุพล ชมภูนิช เราก็แต่งเพลงฉ่อยไปร้องกัน คนก็ขำ แสดงว่าได้ผล จากนั้นน้าก็ปรับเพลงฉ่อยเป็นมุกให้ร่วมสมัยขึ้น แต่เค้าโครงและวิธีการร้องก็ยังเป็นเพลงฉ่อยรุ่นเดิม ๆ ที่ได้เรียนรู้มาจากป้านกหวีด

“พอหน้าม่านของเวิร์คพอยท์จบ เขาโทรกลับมาอีก จะเอาไปอยู่ในช่วงหนึ่งของรายการ คุณพระช่วย ช่วงจำอวดหน้าม่าน น้าดีใจ ไม่ได้ดีใจเพราะได้เงินนะ ดีใจที่ได้ร้องเพลงฉ่อยออกทีวี เพลงฉ่อยคนจะรู้จักแล้วนะ ตอนนั้นเพลงพื้นบ้าน ไม่รู้ว่าคนไม่เห็นเขาหรือเขาหายไป ไม่ค่อยมีกระแส เหมือนฝ่อ ๆ อยู่ แล้วน้าได้มีโอกาสช่วยรดน้ำ เติมปุ๋ย

“สุดท้ายเพลงฉ่อยก็ได้รับความนิยม น้าดีใจที่เด็ก ๆ เอ่ชากันได้ อย่างน้อยก็เป็นกระแส กระตุ้นให้เด็กอยากร้อง อยากเล่น ให้ผ่านตาว่านี่ของไทย ๆ เป็นอย่างนี้ เอามาสนุกกันได้ตลอด ไม่ใช่ว่าตับของเก่า ไม่เข้าของใหม่ ก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น น้าเอาแก่น เอาพื้นมันมา แล้วริดกิ่ง ริดใบ ให้มันแตกเสียใหม่ มันก็สวยขึ้นเองแหละ” น้าโย่งยิ้มภูมิใจ

เป็นเวลากว่า 50 ปีที่เพลงฉ่อยวนเวียนอยู่ในชีวิตของ โย่ง เชิญยิ้ม ตั้งแต่ฝึกหัด รักษา และสืบสาน เพลงพื้นบ้านไทยจะไม่หายสาบสูญ แน่นอนว่าต้องอนุรักษ์ แต่การอนุรักษ์ไม่เพียงพอให้ต่อลมหายใจ น้าโย่งแนะกับเราว่า

“ต้องถูกใช้อย่างร่วมสมัย และใหม่อยู่เสมอ” เหมือนดังสิ่งที่เขาทำ, เพลงฉ่อยจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“น้าอยากให้เพลงพื้นบ้านยังอยู่นะ ไม่ว่าจะเป็นเพลงเกี่ยวข้าว เพลงขอทาน เพลงเรือ เพลงอีแซว เพลงลำตัด แต่ก็ต้องปรับให้กลืนกับยุคสมัย บางทีน้าก็เอากีตาร์มาเล่นกับเพลงฉ่อย มันก็เท่และเข้ากันได้ ตอนนี้สิ่งที่น้าทำมันเกินจากที่น้าฝันมามาก เพลงฉ่อยกลับมาเป็นที่รู้จัก แต่น้าก็ต้องมีฝันต่อไป คือ ทำไม่หยุด น้าไม่หยุดแค่นี้ 

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่น้าเสียดายคือ ตำราเพลงฉ่อยที่เดินลัดทุ่งไปเอามันไม่มีแล้ว โชคร้ายที่น้าเสียตำราไป แต่โชคดีเหมือนกันที่มันหายไป เลยทำให้น้าต้องแต่งมันขึ้นมาใหม่ โดยทุกท่วงทำนองมันยังคงอยู่จากการฝึกฝนของเรา”

แม้เพลงฉ่อยที่เคยร่ำเรียนกับป้านกหวีดจะเลือน แต่นี้คือเพลงเกริ่นที่น้าโย่งยังจำได้ดี

ชายวัย 63 ที่ไม่หยุดเรียนรู้และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

เพลงฉ่อยของน้าโย่งมีแต่ภาษาวัยรุ่น สนุก ๆ ช่วงนี้น้าโย่งได้ยินศัพท์ปัง ๆ จากชาวเน็ตบ้างไหม

“มี ๆ คำว่าไอ้ต้าว จึ้ง!” น้าโยงตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

แล้วมีอะไรอีกบ้างที่น้าโย่งในวัย 63 เพิ่งเรียนรู้ใหม่ – เราชวนน้าโย่งทบทวน

“เป็นดนตรีเสียส่วนใหญ่ น้าไม่มีพื้นฐานมาก่อน ต้นทุนก็คือความพยายาม”

น้าโย่งเป็นคนที่ไม่หยุดเรียนรู้ หลายคนคงเห็นในรายการ โจ๊กตัดโจ๊ก ที่น้าโย่งร้องเพลงพร้อมเล่นเครื่องดนตรีประกอบหลายชิ้น ขณะที่เรานั่งคุยกันนี้ นักดนตรีมือสมัครเล่นก็หยิบ อาซาลาโตะ (Asalato) เครื่องดนตรีเคาะจังหวะลูกกลมดิ๊กจากแอฟริกาใต้มาสาธิตการใช้งานให้เราฟัง พร้อมด้วยแฮนด์แพน (Handpan) ใบใหญ่ในกระเป๋าผ้า

ไม่เพียงเครื่องดนตรีต่างประเทศ ดนตรีไทยอย่างกรับ น้าโย่งก็ขอรู้จริง ไปเรียนรู้วิธีการตีกรับกับพ่อหวังเต๊ะ ครูเพลงลำตัดและศิลปินพื้นบ้านของไทย เป็นความพยายามอยากเรียนรู้ตลอด 2 ปีที่คุ้มค่าและใช้งานได้จริง

“น้าหัดตีกรับจนได้ห้องดนตรีหนึ่งห้อง สาเหตุที่ได้เพราะว่ายายสมเขาทนไม่ไหว” น้าโย่งพูดหยอก 

“น้าเห็นอะไรก็อยากเล่นไปหมด กรับกลม กรับแบน ตีกระดูก ตีช้อน บางทีเครื่องดนตรีไม่รู้จักก็เล่น ไม่ว่าจะแซกโซโฟน โซปราโน่ ขลุ่ย อาซาลาโต้ แฮนด์แพน น้าเห็นก็อยากเล่น บางทีเอามาตีแบบไทย ๆ บ้าง พอเอามาเล่นแล้วมีความสุข มันเอื้อแล้วก็ส่งเสริมกับอาชีพน้าด้วยนะ ขณะที่น้าร้องเพลงพื้นบ้าน เพลงฉ่อย เพลงขอทาน น้าก็เอาของใหม่ ๆ มาสอดแทรกของเก่าเข้าไป ทำให้วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่เห็นแล้วว้าว เพลงพื้นบ้านก็ไม่เชยนะ ทันสมัยอยู่ตลอด”

อะไรเป็นเหตุผลให้น้าโย่งวัย 63 ปี ยังคงไขว้คว้าที่จะค้นหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ 

“เพราะนาฬิกามันไม่เคยหยุดเดิน มันเฉือนอายุเราทุกวินาที สั้นลง ๆ ๆ ในขณะที่เรานอน อายุเราไม่เคยหยุดสั้น แล้วเวลาที่สั้นลง เราจะทำอะไร ฉะนั้นคิดอะไร จงรีบลุกขึ้นมาทำ ก่อนที่อายุจะสั้นลงทุกวินาที” 

นี่คือคำตอบของชายที่ยังยินดีจะเรียนรู้และใช้ความพยายามให้เปลืองที่สุดเท่าที่จะทำได้

และว่ากันว่า วัยเกษียณไม่ใช่หลักชัยสุดท้ายของชีวิต ทว่าเป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก เช่นเดียวกับชายตรงหน้า

“น้ายังไม่รู้สึกว่าเกษียณมีผลต่อชีวิตน้ายังไง อาจเป็นด้วยอาชีพที่ทำให้น้าไม่รู้จักคำว่าเกษียณ อาชีพตลกที่สร้างความสนุกให้คน ไม่มีคำว่าเกษียณแน่นอน แต่น้ารู้จักอยู่คำหนึ่ง คำว่าหมดแรง เมื่อไหร่ที่หมดแรงต้องลุกขึ้นมาให้ได้”

แล้วชีวิต ‘ตลก’ เขาเครียดกันบ้างไหม – เราถาม ‘ตลก’

“น้าเครียดเพื่อจะหาความสนุก มันแปลกนะอาชีพน้า เหมือนกวน ๆ แต่เป็นเรื่องจริง”

เครียดกับความสนุก แล้วความสุขอยู่ตรงไหน – เราถามอีกตลบ

“ตอนเด็ก ๆ เวลาทำให้ใครมีความสุขหรือมีรอยยิ้มที่เกิดจากการกระทำของเรา โคตรมีความสุขเลย แล้วน้าจะกลับมานอนนึกถึงรอยยิ้มที่น้าสร้างขึ้น น้าเป็นตลก เพราะรูปแบบที่เราจะนำเสนอความสุขมันกลายเป็นอาชีพ ตรงนี้แหละที่เรารัก ส่วนเงินทองมันมากับอาชีพ ถ้าเราอยากได้เงินอย่างเดียว ไม่รอดแน่ ถ้าไม่รักมันจริง ๆ ไม่รอดแน่ 

“ความสุขของคนมันคือสิ่งหนึ่งที่ตอบแทนอาชีพตลก” น้าโย่งตอบด้วยแววตาเป็นประกาย

เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load