แต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป บางจังหวัดมีดีเรื่องภูมิศาสตร์ พื้นที่สวยเหมาะแก่การท่องเที่ยว บางจังหวัดมีตึกสวยหรือสูงให้ตื่นตา บ้างก็มีดีเรื่องเทคโนโลยีและความทันสมัย ท่ามกลางเอกลักษณ์ที่แต่ละจังหวัดมุ่งขายเรื่องวัตถุนิยม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ เป็นที่ตั้ง ยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีจุดยืนไม่เหมือนจังหวัดไหน ๆ เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีเกษตรกรผู้น่ารัก คอยฟูมฟักบ้านหลังนี้ด้วยเกษตรอินทรีย์

จังหวัดที่ว่าคือ ‘ยโสธร’ 

ที่จังหวัดนี้แตกต่างไม่เหมือนใคร เพราะที่นี่อยากสร้างเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนด้วยเกษตรอินทรีย์

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญมลพิษมากขึ้น มหาสมุทร แม่น้ำ และอากาศที่เราหายใจเข้าไปมีสารปนเปื้อนจากการทำอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผู้คนเจ็บป่วยจากโรคร้ายที่เกิดจากมลพิษมากขึ้นทุกปี โลกจึงมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนและหาทางอยู่รอดใหม่ที่ยั่งยืน คืนอากาศที่ดี ฟื้นฟูโลกที่น่าอยู่ขึ้นใหม่ หนึ่งในทางเลือกนั้นคือการทำเกษตรอินทรีย์

หลายรัฐในต่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและเกษตรอินทรีย์ เช่น รัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย กลายเป็นรัฐเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ คนในรัฐอยู่ได้ไม่เดือดร้อน มีผลผลิตเพิ่มและคนสุขภาพดี หรือเมืองโคเปนเฮเกน ที่ตอนนี้เป็นเมืองยั่งยืน สนับสนุนให้คนลดคาร์บอนด้วยการปั่นจักรยาน อัตราสุขภาพของคนในเมืองก็ดีขึ้นเพราะอากาศดี 

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

จังหวัดยโสธรก็กำลังมองเห็นถึงสิ่งนี้เช่นเดียวกัน คนที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรสีเขียวเข้าไปถึงรากวัฒนธรรม ยโสธรเป็นตำนานแห่งการทำนาข้าวอินทรีย์ มีประเพณีบุญคูณลาน เป็นพิธีทำบุญเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่นาข้าวและลานข้าวหลังการเก็บเกี่ยว เพราะคนที่นี่เชื่อว่า ข้าวทำให้ชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้และทำให้มีรายได้ยังชีพ ไม่เพียงแต่ชาวนาหรือชาวบ้านที่เชื่อในเกษตรอินทรีย์ แต่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงโรงพยาบาลเองก็สนับสนุนและเชื่อในสิ่งเดียวกัน

ยโสธรจึงเริ่มก่อตัวเป็นบ้านสีเขียว ศูนย์รวมคนที่เชื่อความยั่งยืนของอินทรีย์ ความศรัทธานี้สร้างผู้นำร่องการทำเกษตรสีเขียวนี้ขึ้น เป็นต้นแบบที่น่าเชื่อถือ มีทั้งปราชญ์ผู้นำความคิด มีเกษตรกรตัวอย่าง มีชาวนารุ่นใหม่ที่อยากพัฒนาข้าว และมีคุณหมอผู้ได้รับมรดกความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน คนต้นแบบเหล่านี้กลายเป็นผู้นำความคิดและสร้างศรัทธาให้คนยโสธรอยากดำเนินรอยตาม สร้างความยั่นยืนให้บ้านหลังนี้ไปด้วยกัน  

เราจึงอยากพาไปรู้จักกับยโสธร อนาคตเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ผ่านลูกหลานยโสธรแท้ทั้ง 4 คนที่อยากสร้างบ้านหลังนี้ให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน

คนอยากสร้างบ้าน

บ้านคือสถานที่ที่พร้อมตอนรับกลับ โจน จันได ลูกหลานยโสธรผู้หลีกหนีความวุ่นวายและมลพิษในเมืองใหญ่กลับสู่อ้อมกอดบ้านเกิด 

“ทำงานในเมืองต้องทำงานหนัก เหนื่อยแต่กินไม่อิ่ม เงินไม่มี มีแต่งานที่หนักขึ้น ได้กินอาหารจำกัดแค่ข้าวผัด ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ก็เลยตั้งคำถามว่า ในเมื่อโลกนี้มีอาหารเยอะแยะ ทำไมเราต้องกินแค่นี้ โลกนี้มีวิถีทางที่ใช้ชีวิตให้มันสนุกสบายได้ตั้งเยอะ ทำไมเราต้องมาใช้ชีวิตเหมือนทาสอยู่ในเมือง เลยตัดสินใจใช้ชีวิตทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงปลาที่บ้านเกิด ทำให้รู้ว่าชีวิตที่อยู่ได้มันง่ายแค่นี้เอง”

สิ่งแรกที่ โจน จันได ทำหลังได้กลับบ้านคือ การทำสวนปลูกผักง่าย ๆ ข้างบ้าน เป็นสวนที่เดินเก็บกินกันได้สด ๆ อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวลสารปนเปื้อน

“เกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อเน้นขาย อย่างคนปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ไม่มีใครกินอ้อย กินข้าวโพดของตัวเองหรอก ลงทุนสูงแต่ขายถูก แถมยังทำงานกับสารเคมี ทำให้สุขภาพทรุดโทรม อยู่อย่างยากลำบาก เพราะต้องเอาเงินไปลงทุน ผมเลยเห็นว่าทางรอดเดียวที่จะทำให้เราอยู่ได้ ก็คือการไม่อยู่กับสารพิษ อย่างการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพของเรา”

ความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ที่ดีของ โจน จันได ไม่ใช่แค่การมีเงินมีทอง แต่เป็นการมีอยู่มีกินและมีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราเชื่อจริง ๆ ว่าคนยโสธรศรัทธาในสิ่งเดียวกัน เพราะ ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย นักอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองยโสธร กลุ่มชาวนาไทอีสาน ก็สนใจการมีปัจจัย 4 มากกว่าเม็ดเงิน สิ่งสำคัญคือชีวิตที่ดี ตุ๊หล่างเล่าให้ฟังว่าก่อนก่อตั้งกลุ่มชาวนาไทอีสาน เขาเข้าร่วมกลุ่มข้าวผ้ายาบ้าน เป็นกลุ่มแรกที่รวบรวมผู้มีใจรักในการฟื้นฟูการทำเกษตรของบ้านเกิด

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

“ตั้งกลุ่มข้าวผ้ายาบ้าน เพราะอยากมีกลุ่มที่ทำได้ครบปัจจัย 4 คือ มีข้าว มีผ้า มียา มีบ้าน มันจะทำให้เราอยู่รอดได้แม้เกิดภัยพิบัติอะไรก็ตาม เป็นกลุ่มที่ทำหลายอย่าง ล้วนทำด้วยใจ ภายหลังเลยชวนกันตั้งกลุ่มที่มีกฎระเบียบและลงมือทำงานกันจริงจังมากขึ้น จนได้เป็นกลุ่มชาวนาไทอีสาน”

ความจริงใจในการสร้างกลุ่มที่จริงจังขึ้น เป็นอีกเครื่องยืนยันที่บอกเราว่า คนยโสธรยึดมั่นในวิถีการเกษตรที่ฝังรากในวัฒนธรรมของตัวเอง

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

ว่ากันว่าสุขภาพกายและใจที่ดีคือการมีปัจจัย 4 ที่ไม่สร้างมลพิษ ชุธิมา ม่วงมั่น กลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ ลูกสาวแสนขยันผู้สืบทอดการทำเกษตรอินทรีย์อำเภอกุดชุมต่อจาก คุณพ่อมั่น สามสี เธอเล่าว่าพ่อและแม่ทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาตลอด สิ่งที่ต้องเผชิญคือโรคร้ายที่เข้ามารุกราน มะเร็งที่ทำให้คุณพ่อต้องตัดกระเพาะอาหาร และโรคภูมิแพ้ที่เข้ากระแสเลือดจนรักษาไม่หายของคุณแม่ นอกจากสุขภาพที่ทรุดโทรม ดินที่เคยดีก็กลายเป็นดินแข็งเหมือนปูนซีเมนต์ ปลาในนาข้าวก็ตาย

“เราคุยกับพ่อว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีลงในนาแล้ว เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักกันได้ไหม จากนั้นก็เริ่มทำกันสามสี่คน แล้วก็เห็นว่าสิ่งที่ทำมันปลอดภัยต่อตัวเอง ปลอดภัยกับพ่อแม่ พ่อแม่รู้สึกร่างกายดีขึ้น ดินที่เคยแข็งก็ฟื้นฟูขึ้นมาเยอะ เลยรู้สึกว่าวิถีที่ทำตอนนี้มันถูกต้องแล้ว”

ลูกหลานยโสธรทั้งสามคนต่างเห็นว่า นาและสวนเกษตรอินทรีย์คือทางออกของสุขภาพและการกินอยู่ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น หยูกยาก็สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กันด้วย หมอเผด็จ จันทร์แดง แพทย์แผนไทยโรงพยาบาลกุดชุม ผู้อยากผลักดันให้คนยโสธรรู้จักสมุนไพรอินทรีย์เพื่อรักษาโรคมากขึ้น

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

“ยาแผนปัจจุบันข้อเสียคือบางตัวมีฤทธิ์ต่อตับ ต่อไต ไตเสื่อม ตับอักเสบ กินมากอาจจะแพ้ แต่สมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนเลือกได้ จากรายงานอาการไม่พึงประสงค์ยังไม่พบว่ามีอาการแพ้หนักจากการใช้ยาสมุนไพรเลย เราอยากให้ประชาชนมีทางเลือกในการรับบริการที่หลากหลาย และบูรณาการองค์รวม เพื่อให้เขาได้เลือกใช้รักษาตัวเอง”

ทำความรู้จักกับเหล่าผู้รักในบ้านเกิดทั้ง 4 คนแล้ว เราอยากพาไปเห็นเมืองยโสธร บ้านหลังสีเขียวสบายตาผ่านมุมมองของคนอยากสร้างบ้านด้วยเกษตรอินทรีย์จากทั้งสี่คนให้มากขึ้น

ภาพบ้านหลังเก่า

แน่นอนว่าการทำเกษตรกรรมของชาวไร่ชาวสวนมักหมุนไปตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลก ยโสธรเองก็เคยมีวิวัฒนาการเกษตรกรรมที่ล้อไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกเช่นกัน โจน จันได เล่าให้เราฟัง

“50 ปีย้อนหลังกลับไป ทุกคนทำอินทรีย์ทั้งหมด แต่เป็นอินทรีย์แบบตามบุญตามกรรม คือปลูกแบบไม่ใช้อะไรเลย ปุ๋ยหมักก็ไม่มี ปลูกตามธรรมชาติ ลงทุนเยอะ ผลผลิตน้อย กระทั่งมีปุ๋ยเคมีเข้ามา ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น คนเลยเปลี่ยนจากวิถีเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นเกษตรเคมี แต่เกษตรเคมีเมื่อผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนก็สูงตามไปด้วย สิ่งนี้ทำให้เกษตรกรกลายเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว สูญเสียที่นา สูญเสียบ้าน”

ณ เวลานั้นเอง ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ก็มีน้อย เพราะไม่มีสื่อออนไลน์ให้ค้นคว้าอย่างสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ โจน จันไดใช้วิธีหาข้อมูลจากการอ่านหนังสือ ติดต่อคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ผ่านโทรศัพท์ ลงทุนไปดูไร่สวนของคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ต่างจังหวัดต่างอำเภอ จะหาไร่ของคนทำเกษตรอินทรีย์แต่ละครั้งก็ยากลำบาก ต้องไปติดต่อสำนักงานอำเภอก่อน ถามทางชาวบ้านเพื่อไปไร่ตัวอย่าง พอไปถึงไร่แล้วเจ้าของสวนไม่อยู่บ้านก็มี กลับบ้านมือเปล่าอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังอยากหาข้อมูลกลับมาพัฒนาบ้านตัวเองอย่างไม่ลดละ

นอกจากการเข้ามาของสารเคมีและชุดความรู้เกษตรอินทรีย์ที่น้อยนิดในยุคนั้นของยโสธร ตุ๊หล่างเล่าว่า เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทางบ้านที่เทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทด้วย

“เมื่อก่อนใช้ควายไถนา เวลาควายไถนามันจะกินหญ้าด้วย ขี้ไปด้วย เวลาขี้ควายโดนน้ำ เรารู้สึกจั๊กจี้ เมื่อก่อนไม่ชอบทำนาเพราะเจอขี้ควายโดนน้ำ โดนฝนนี่แหละ แต่พออายุหลายขวบขึ้นมา พ่อเริ่มใช้รถไถนาเดินตาม หลังจากนั้นพี่ก็ช่วยทำนาจริง ๆ มาตลอดเพราะไม่มีขี้ควายแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องสะอิดสะเอียนอีกต่อไป 

“เมื่อก่อนชาวบ้านยังไม่ถึงขั้นทำเกษตรอินทรีย์นะ ยุคที่เกิดมาก็เริ่มมีปุ๋ยเคมีเข้ามา ต่อมาธรรมชาติเริ่มหดหายไปเยอะ เพราะมียาฆ่าหญ้าเข้ามาด้วย พออยู่กับสารเคมีนาน คนก็มีปัญหาสุขภาพกัน”

การเปลี่ยนไปในแต่ละยุคเกษตรกรรมให้เท่าทันกระแสโลก ทำให้เห็นว่าแต่ละยุคสมัยมีข้อบกพร่องเรื่องใด และมีผลกระทบต่อสุขภาพชีวิตของคนแบบไหนบ้าง บ้านหลังเก่าที่ผ่านมาทุกยุคสมัยจึงเป็นบทเรียนที่ทำให้ชาวยโสธร อยากเพิ่มหน้าหนังสือใหม่จากบทเรียนเก่าให้ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิถีอินทรีย์ที่ไม่ล้อไปตามโลกแห่งเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงของการเกษตรมาสู่จุดที่เกษตรกรพึ่งสารเคมีเยอะในปัจจุบัน ทำให้หลายคนอาจมองไม่เห็นภาพว่า เกษตรอินทรีย์จะสร้างชีวิตดีที่ยั่งยืนได้จริงอย่างไร ซึ่งคนยโสธรกำลังต่อเติมบ้านหลังเก่าให้เป็นบ้านสีเขียวที่น่าอยู่ได้จริงด้วยบทเรียนจากผู้เปี่ยมความรู้ อย่างเหล่าปราชญ์ชาวบ้านและภูมิความรู้จากเหล่านักพัฒนา

ปราชญ์ชาวบ้านผู้เปี่ยมความรู้

จุดเริ่มต้นจากทำเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533 คุณพ่อมั่นเริ่มนำร่องการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยความร่วมมือจากสหกรณ์กรีนเนทจำกัด และโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง (มูลนิธิสุขภาพไทย) และโรงพยาบาลกุดชุม ทำให้มีคนสนใจมารวมกลุ่มมากกว่า 200 คน

การรวมตัวของชาวนาเกษตรอินทรีย์ทำให้ตำบลและหมู่บ้านข้างเคียงเห็นเป็นตัวอย่าง บ้านใกล้เรือนเคียงเริ่มอยากเข้ามาศึกษาด้วยกัน ซึ่งชุธิมาเองก็ได้กลับบ้านและร่วมทำนาเกษตรอินทรีย์กับคุณพ่อ หลังเรียนจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2540

การทำเกษตรอินทรีย์เป็นที่สนใจขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง พ.ศ. 2545 ทางจังหวัดมีนโยบายอยากให้คนยโสธรรู้จักเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เริ่มได้รับการสนับสนุนเรื่องเกษตรอินทรีย์ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จนเกิดเป็นกลุ่มทำนาข้าวอินทรีย์ยโสธร ในปีนั้นมีการสนับสนุนให้จัดงานวันข้าวอินทรีย์ไทย เพื่อเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปรู้จักเกษตรอินทรีย์และรู้จักยโสธรมากขึ้นด้วย การเติบโตของยโสธรยังมียิ่งไปกว่านั้นใน พ.ศ. 2548 ทางภาครัฐริเริ่มนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดยโสธรผ่านเกษตรอินทรีย์ ด้วยวิสัยทัศน์ “ยโสธรเมืองแห่งวิถีอีสาน เกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล” ทำให้ใน พ.ศ. 2551 ก็เริ่มมีตลาดสีเขียวในเมืองเพื่อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์

ครอบครัวชุธิมากลายเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ถือชุดความรู้เกษตรอินทรีย์ที่ได้ทดลองทำด้วยตัวเอง และพร้อมส่งต่อชุดความรู้เหล่านั้นสู่มือคนยโสธร

“เคยมีคำถามจากชาวบ้านว่า ส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์แล้วมีที่ให้ขายไหม อย่างข้าวที่เราทำมันมีที่ให้ขายคือสหกรณ์ที่มารับซื้อข้าว แต่ผักอย่างอื่นขายที่ไหน เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ได้มีแค่เรื่องข้าว ทางจังหวัดเลยจัดให้มีตลาดชุมชนขึ้น เปิดตลาดในเมืองแรก ๆ คนไม่ค่อยสนใจ แต่ตอนนี้เขาอยากให้เปิดกันทุกวันแล้ว บางคนก็มาซื้อตุนไว้เพราะตลาดมีแค่วันเดียว ข้อดีของผลผลิตอินทรีย์คือเก็บได้นาน รสชาติต่างจากผักทั่วไป ซึ่งตอนนี้ตลาดสีเขียวมีเกือบทุกวันแล้ว”

ทุกวันนี้เครือข่ายที่ทำเกษตรอินทรีย์ในยโสธรเริ่มเยอะขึ้น เพราะเชื่อในความเป็นไปได้ของเกษตรอินทรีย์จากการเห็นตลาดสีเขียว มีร้านที่เข้าร่วมตลาดสีเขียวกว่า 30 ร้าน ตลาดสีเขียวมีอยู่ที่โรงพยาบาลกุดชุม อำเภอกุดชุม ทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี ศาลากลางจังหวัด เปิดวันอังคารและวันศุกร์ และที่หอนาฬิกาจังหวัดยโสธร ทุกวันเสาร์ตอนเช้า และโรงพยาบาลยโสธร เปิดวันจันทร์และพฤหัสบดี 

ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่เข้ามาในระบบตลาดไว้วางใจได้แน่นอน เพราะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานของตลาดสีเขียวที่มีการควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและส่งผลผลิตที่ดีจริงต่อผู้บริโภค

เมื่อเรามีกูรูผู้สร้างแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกูรูด้านการรักษาโรค หมอเผด็จถือเป็นลูกหลานของปราชญ์ชาวบ้าน เพราะคุณหมอได้ชุดความรู้เรื่องสมุนไพรรักษาโรคมาจากปราชญ์ชาวบ้านเช่นกัน

“ผมทำงานกับหมอพื้นบ้าน หมอพื้นบ้านต้องมีความรู้เรื่องสมุนไพร เราอยากให้หมอพื้นบ้านมาเป็นฐานทัพหลักให้ พาเขาอบรมให้รู้จักหลักวิถีวิทยาศาสตร์ในการรักษาร่วมกับยาสมุนไพร มอบหมายให้เขารักษาดูแลในพื้นที่ของตัวเอง เพราะหมอพื้นบ้านเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านอยู่แล้ว

“เรามีความรู้จากที่เรียนและตำรับยาที่ใบลาน แกะจากใบลาน ใบข่อยที่หมอยาพื้นบ้านเขาทำไว้ให้ เป็นของหมอพื้นบ้านกุดชุม พ่อหมอเขาแกะออกมาคัดลอกไว้ ถ้าครอบครัวเขาไม่มีคนสืบทอด เขาก็เอามาให้หมอเผด็จ ผมเลยเอามาพิมพ์เป็นเล่ม และได้เอามาสานต่อเยอะแยะมากมาย”

การสานต่อของหมอเผด็จ คือการผลักดันสมุนไพรในระบบอินทรีย์ให้คนยโสธรรู้จัก และนำไปใช้รักษาโรคมากขึ้น เพราะสมุนไพรอินทรีย์ไม่เกิดการสะสมสารเคมี และไม่สร้างอาการไม่พึงประสงค์แก่ผู้ใช้

“เรามีกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่รวมกลุ่มกันปลูกสมุนไพรประมาณ 10 กลุ่ม แต่ละปีมาประชุมกำหนดราคาขายกันเองโดยไม่ผ่านตลาดคนกลาง เกษตรกรจะรับโควต้าสมุนไพรไปปลูก แต่ละบ้านรับไปไม่เท่ากันแล้วแต่พื้นที่ที่เขามี ระหว่างปลูกเราก็จะไปเยี่ยมแปลงปลูก ไปดูว่าเขาใช้สารเคมีไหม และตรวจดินปลูกด้วย”

ผลจากการรร่วมแรงร่วมใจของคุณหมอกับชาวบ้าน ทำให้โรงพยาบาลกุดชุมมีศูนย์ผลิตยาสมุนไพรถึง 38 ตำรับ และได้เข้าไปอยู่ในบัญชียาตำรับแห่งชาติด้วย พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการตรวจปริมาณสารเคมีในร่างกายของเกษตรกร รณรงค์ให้คนยโสธรที่ทำเกษตรเคมีรู้จักสมุนไพรล้างพิษ หลังจบฤดูกาลปลูก ประชากรกลุ่มนี้ต้องมาตรวจว่าพวกเขาได้รับสารพิษเข้าร่างกายเท่าไร และต้องรับชาชงสมุนไพรจากโรงพยาบาล หรือถ้ามีสมุนไพรปลูกเองที่บ้าน ก็แนะนำให้เขาต้มกินเองแล้วตรวจซ้ำอีกครั้ง เป็นนโยบายของอำเภอกุดชุมส่งเสริมกันเอง ทำให้คนรู้ว่าสมุนไพรตัวไหนขับสารเคมี ขับสารพิษ และปลอดภัยต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนยโสธร

นักพัฒนาผู้ลองผิดลองถูก

ก่อนจะเป็นผู้นำและให้ความเชื่อถือต่อชุมชน ผู้นั้นย่อมเคยเป็นนักลองผิดลองถูกมาก่อน แต่การลงมือปฏิบัติซ้ำ ๆ และทำให้คนในชุมชนเห็น เป็นการสร้างความเชื่อใจและแรงขับที่ทำให้คนยโสธรเริ่มเห็นความสำคัญแล้วพากันหันมาทำเกษตรอินทรีย์

“ช่วงแรกคนมองว่ามันโง่เขลาที่เราทำสวนอินทรีย์เพราะผลผลิตคงน้อย แต่ผลผลิตอินทรีย์ เราปลูกขายได้วันละ 200 – 300 บาท เขาคิดว่ามันอยู่ไม่ได้ แต่ที่จริงมันทำให้เรามีรายได้มากกว่าคนเหล่านั้นอีก เพราะนั่นเป็นเงินฝากทั้งหมด”

โจน จันได ยังยืนยันกับวิถีพึ่งตนเองด้วยเกษตรอินทรีย์ และลงมือทำด้วยตัวเองต่อไป เพื่อให้ชาวบ้านเห็นด้วยตาว่าเกษตรอินทรีย์ทำได้และอยู่ได้จริง 

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น คือทุกวันนี้คนเห็นด้วยมากขึ้น มีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ถึง 50 กว่าครอบครัวที่หมู่บ้านของผม และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาหลังจากนั้น”

นอกจากนี้ โจน จันได ยังทำหน้าที่เผยแพร่ชุดความรู้นี้สู่กลุ่มและชุมชนของตัวเอง ผลิตหนังสือที่อยากให้คนให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพกายและใจด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ พาคนรุ่นใหม่ลงแปลงลงสวนเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ และตอนนี้เขามีศูนย์เรียนรู้และศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ที่เชียงใหม่ แถมกำลังขยับขยายที่เก็บเมล็ดพันธุ์ให้เข้ากับสภาพอากาศของยโสธรด้วย

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“การเก็บเมล็ดพันธุ์คือทางรอดของเกษตรกร เพราะว่าเกษตรกรทุกวันนี้ไม่มีเมล็ดพันธุ์อยู่ในมือ ต้องพึ่งเมล็ดพันธุ์จากบริษัทที่ผูกขาดด้วยราคาแพง ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอ่อนแอมาก ต้องพึ่งพาปุ๋ย ใช้ยา ใช้ฮอร์โมนมากจนต้นทุนสูงขึ้น อย่างเรากินก๋วยเตี๋ยวมะระ ไม่มีใครรู้ว่ามะระที่เรากินราคาเมล็ดพันธุ์ปลูก เมล็ดละ 4 บาท กิโลกรัมละหลายหมื่น คนไม่ได้ปลูกเองเขาไม่รู้หรอกเนอะ ดังนั้น การที่หันมาเก็บเมล็ดพันธุ์มันจึงจำเป็นมาก”

โจน จันได สนับสนุนการเก็บเมล็ดพันธุ์ ให้ความรู้การเก็บและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ผู้ที่ต้องการด้วย

เช่นเดียวกับ ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า ที่เห็นว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์ อนุรักษ์ และพัฒนาพันธุ์ข้าว เป็นหนทางอยู่รอดเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเกษตรกร

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“การเก็บเมล็ดพันธุ์ทำให้เราควบคุมความเสี่ยงทางการผลิตได้ ถ้าเกษตรกรไปซื้อจากคนอื่น เมล็ดพันธุ์เป็นแบบเกษตรอินทรีย์จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะที่กลุ่มชาวนาไทอีสานทดลองมา พันธุ์ข้าวหรือพืชผักที่ถูกเพาะเลี้ยงเติบโตมาในระบบเกษตรอินทรีย์รุ่นแม่ พอเรามาปลูกต่อในรุ่นลูก มันจะง่ายในระบบเกษตรอินทรีย์ แต่ถ้าถูกดูแลแบบใช้สารพิษสารเคมี พอเอามาปลูกต่อต้องดูแลมากขึ้น และการเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ทำให้เมล็ดพันธุ์คุ้นเคยเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทำให้เกิดการคัดพันธุ์ที่ดีขึ้นในแต่ละรุ่นด้วย การเก็บเมล็ดพันธุ์จึงจำเป็นต่อการควบคุมการผลิตเกษตรอินทรีย์มาก

“คนควรสนใจอาหารและวิถีอินทรีย์นะ มันควรเป็นหนทางเดียวด้วยซ้ำ มันไม่ควรมีทางเลือกอื่น เพียงแต่สังคมเรา ผู้คนมักสร้างตัวเลือกอื่นขึ้นมา อย่างคะน้าบางใบไม่สวย หลายคนก็ไม่อยากซื้อไม่อยากกิน กลับไปเลือกที่มันดูงาม ๆ ซึ่งกว่าจะงามแบบนั้นมันต้องใช้สารพิษพอสมควร ทุกภาคส่วนมีความสัมพันธ์ร่วมกันทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเกษตรกรสำคัญสุดหรือผู้บริโภคสำคัญที่สุด ถ้าผู้บริโภคช่วยกันซื้อของที่ปลอดภัย คนก็จะทำของที่ปลอดภัยให้กิน”

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

องค์ความรู้จากนักทดลองทำจริงปฏิบัติจริงจนไปสู่การพัฒนา แม้จะเคยถูกมองว่าเป็นคนโง่เขลาหรือเคยไม่ได้รับการเชื่อใจ แต่พวกเขาลงมือทำจนกลายเป็นหนึ่งในเสาธงที่สร้างความเชื่อให้จังหวัดยโสธรเริ่มสร้างบ้านหลังสีเขียวได้อย่างก้าวกระโดด มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่กลับบ้านพร้อมกับองค์ความรู้ของตัวเองที่นำไปบูรณาการกับเกษตรอินทรีย์ด้วย 

มากไปกว่านั้นคือ ภาครัฐเองก็เชื่อสิ่งที่ปราชญ์ผู้นำความรู้กำลังลงมือทำอยู่ ความศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจที่อยากสร้างบ้านสีเขียวหลังนี้ไปด้วยกัน ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญอินทรีย์ขึ้น รัฐธรรมนูญที่เป็นแก่นให้คนยโสธรอยากสร้างเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์นี้ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

จากนี้ลูกหลานยโสธรคนไหนที่อยากลาออกจากงานประจำ ถึงตอนนี้ก็คงไม่ต้องกลัวกันแล้วว่า ถ้ากลับบ้านมาจะไม่มีอยู่มีกิน

สร้างเมืองที่ใฝ่ฝัน

รู้จักเมืองยโสธรผ่านเหล่าผู้รักบ้านเกิดทั้ง 4 คนแล้ว การลงมือทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจเพื่อบ้านหลังเล็กของตัวเองมาเนิ่นนาน พวกเขาจึงมีภาพวาดฝันถึงชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวด้วยเกษตรอินทรีย์เมืองยโสธร

เริ่มด้วยคนที่เคยไม่ชอบขี้ควายเปียกน้ำอย่าง ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า ที่ฝันถึงนาอินทรีย์เมืองยโสธรให้เป็นบ้านที่คนกินข้าวพื้นเมืองอย่างปลอดภัย

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“เกษตรอินทรีย์เป็นหลักประกันให้คนผลิตได้แน่นอน ผมฝันมาตั้งแต่ครั้งแรกของการพัฒนาพันธุ์ข้าวว่า ผมอยากให้ข้าวอินทรีย์ราคาเท่ากับข้าวที่ใช้สารพิษสารเคมี ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าว อยากให้มีความปลอดภัยทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวในระบบเกษตรอินทรีย์ ยิ่งไปกว่านั้น ผมอยากเห็นสร้างรัฐธรรมนูญจังหวัด เป็นธรรมนูญการเพาะปลูกและสุขภาพ เช่น ยโสธรจะหยุดการนำเข้าสารพิษสารเคมี เพื่อคนจะได้ให้เห็นว่าทำเกษตรอินทรีย์มันอยู่รอดได้จริง ๆ คนที่กินอาหารอินทรีย์เขามีสุขภาพที่ดีจริง ๆ”

นักทดลองอย่าง โจน จันได ผู้มุ่งมั่นหาข้อมูล บุกป่าบุกสวนแสวงหาความเป็นไปได้ของเกษตรอินทรีย์ที่มองภาพเกษตรอินทรีย์ในระดับสังคมใหญ่

“คิดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เกษตรอินทรีย์อาจกลายมาเป็นกระแสหลักในสังคมก็เป็นได้ ไปที่ไหนเราก็ได้กินอาหารดี ๆ ถ้ามันกระจายทั่วประเทศด้วย มันจะก่อความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ คนมีสุขภาพดีขึ้นทั้งทางกายและทางใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำเกษตรอินทรีย์ ความเครียดจากการลงทุนและขาดทุนก็ลดลงเยอะ กระทรวงสาธารณสุขอาจลดงบประมาณลง เพราะผู้คนจะป่วยน้อยลงมาก เพราะผู้คนได้รับอาหารที่ดีและปลอดสารเคมี”

ลูกหลานปราชญ์ชาวบ้าน หมอเผด็จ จันทร์แดง ผู้สืบเสาะมรดกทางวัฒนธรรมจนเจอวิถีสมุนไพรจากใบลาน ก็อยากทำผู้คนสบายใจและสุขภาพดีด้วยยาพื้นบ้าน

“เรื่องสมุนไพร ผมอยากให้มีนโยบายมี 2 ส่วน หนึ่งคือนโยบายส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เอง สองคือนโยบายการใช้สมุนไพรสำเร็จ ปลูกเพื่อใช้เองคือ คนเขาปลูกแล้วเอามาทำยาเองได้ อันที่สองคือการใช้สมุนไพร ถ้าเขาป่วยและมีความรู้เรื่องสมุนไพร อยากให้คนยโสธรนึกถึงการรักษาด้วยสมุนไพรก่อน อยากให้คนที่ได้ใช้สมุนไพรไม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากขึ้น สุขภาพเขาต้องดีขึ้น มีสุขภาพใจดี สุขภาพกายก็ดีด้วย”

ภาพบ้านหลังสีเขียวของลูกสาวคนขยันของบ้าน ชุธิมา ม่วงมั่น ที่เชื่อว่าเกษตรอินทรีย์คือการแบ่งปัน วิถีการอยู่ร่วมกับธรรมชาติจะพาเรากลับไปสู่จุดทำให้มีชีวิตดีขึ้น

“เรามีสโลแกนของที่นี่ ‘เกษตรอินทรีย์คือวิถีชีวิต ไม่ใช่ผลิตเพียงเพื่อขาย’ คือเราทำวิถีชีวิตชุมชนเพราะมันมีวัฒนธรรม เมื่อก่อนเราปลูกข้าวหลากหลายเพื่อไปทำบุญ มีข้าวเฉพาะเอาไว้ทำขนมจีน มีข้าวเพื่อทำข้าวโป่ง ถ้าเราทำเกษตรอินทรีย์เพื่อตอบสนองวิถีชีวิต เราจะมีความสุขได้ เพราะเราเคยผิดหวังกับเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างอ้อย ข้าวโพดที่ทำเพื่อขาย สุดท้ายไปต่อไม่ได้ กำหนดราคาเองไม่ได้ด้วย แต่พอทำเกษตรอินทรีย์เพื่อวิถีชีวิตชุมชน เพื่ออยู่กับครอบครัวและสิ่งแวดล้อม มันจะไปต่อได้จริง ๆ เกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ชุมชน เรื่องของเครือข่ายที่อยู่ร่วมกัน มันคือเรื่องของการแบ่งปัน การดูแลซึ่งกันและกัน นี่คือเป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ของเรา”

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกหนึ่งของอาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตที่สร้างความสุขทางกายและทางใจอย่างยั่งยืน ยโสธรคือศูนย์รวมเหล่าคนผู้ต้องการสร้างต้นทุนชีวิตที่มั่งคั่งด้วยความปลอดภัยทางสุขภาพ 

เพราะท้ายที่สุดแล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก่อนกลับคืนสู่ผืนดิน คือการมีบ้าน อาหารดี สิ่งแวดล้อมดี และชีวิตที่มีความสุข

ภาพ : ชุธิมา ม่วงมั่น, ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย, โจน จันได, คุณหมอเผด็จ จันทร์แดง

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

มนุษย์อินทรีย์

ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย เราจะกิน อยู่ ใช้ ให้ดีต่อตัวเองและโลกได้อย่างไร

เค้ก คุกกี้ บราวนี่ ไอศกรีม ขนมทานเล่นและเบเกอรี่ต่างๆ คือสิ่งที่แต่งแต้มรสชาติของโลกใบนี้ให้มีสีสัน สร้างความเพลิดเพลินให้จิตใจเพียงแค่หยิบเข้าปาก และให้พลังงานแก่ชีวิตมนุษย์

ไม่แปลก หากเราจะตามหาพึ่งพาขนมอร่อยๆ เหล่านี้มาเยียวยากายใจอยู่เรื่อยในชีวิตประจำวัน แม้จะอิ่มจากมื้อหลักแล้วก็ตาม เสมือนว่าเรามีกระเพาะของหวานสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ 

8 ร้านขนมและไอศกรีมวิถีธรรมชาติและออร์แกนิก ที่กินแล้วไม่รู้สึกผิดจากทั่วเมืองกรุง
        ภาพ : Shebakes

แต่ความเคยชินนี้ อาจทำให้เราเผชิญภัยร้ายที่แฝงอยู่ในส่วนผสมของขนมหวานทั่วไปที่มีอยู่ตามท้องตลาดแบบไม่รู้ตัว หากไม่ยับยั้งช่างใจในการบริโภค อาจไม่ต่างอะไรกับการทานยาพิษเข้าไปสะสมในร่างกาย

ก่อนที่เราจะแนะนำร้านเพื่อเป็นทางออกของผู้หลงรักเบเกอรี่และขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ เหมือนแนะนำตลาดออร์แกนิกที่น่าไว้วางใจเมื่อครั้งก่อน ขอชวนคุณมาเช็กกันก่อนว่าสิ่งที่เราหยิบจับเข้าร่างกายกันทุกวันนี้ มีความน่ากังวลอะไรบ้าง

สำรวจวัตถุดิบที่คุ้นเคย

วัตถุดิบที่มักเป็นส่วนประกอบของขนมหวาน เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม และเบเกอรี่ต่างๆ ทั่วไป มีดังต่อไปนี้ ซึ่งขอเน้นย้ำว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยในการเกิดโรคต่างๆ เท่านั้น และขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถบริโภคได้เช่นกัน

1. น้ำตาลทรายขัดขาวและน้ำตาลเทียมอื่นๆ : สารให้ความหวานประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และทำให้เนื้อสัมผัสของขนมอย่างเค้กชุ่มฉ่ำ อ่อนนุ่ม และฟูขึ้น

แต่หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป (วัยรุ่นและวัยทำงานไม่ควรบริโภคเกิน 4 – 6 ช้อนชาต่อวัน) จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เกิดภาวะดื้ออินซูลินและเสี่ยงต่อเบาหวาน มีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รู้สึกหิวง่ายขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้นตามมา

2. เนยสดและเนยเทียม (มาการีน) : วัตถุดิบอุดมไขมัน ถ้าเป็นเนยสดจะพอมีวิตามินจากนมอยู่บ้าง แต่หากทานมากไปจะส่งผลให้มีปริมาณคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีสูง เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ

3. สารกันบูด วัตถุกันเสีย : สารเคมีที่ใช้เพื่อถนอมอาหารให้มีอายุยืนนานขึ้นผ่านการยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย หากบริโภคสารนี้บางชนิดมากเกินไป อาจส่งผลให้คลื่นไส้ เกิดผื่นคัน และตับไตทำงานหนักขึ้น

4. สารแต่งสีหรือกลิ่นสังเคราะห์ : สารที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อเลียนแบบสีและกลิ่นจากวัตถุดิบธรรมชาติ แต่เช่นเดียวกันกับสารกันบูด หากทานติดต่อกันในปริมาณมากเกินพอดี จะสะสมและเป็นภัยต่อร่างกายในภายหลัง

5. วัตถุดิบอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ นม แต่ไม่ได้เป็นแบบธรรมชาติหรือออร์แกนิก : วัตถุดิบเหล่านี้จะมีสารเคมีจากกระบวนการเพาะปลูกหรือเลี้ยงดู เป็นพิษได้อีกเช่นกัน

6. วัตถุดิบที่บางคนแพ้ เช่น กลูเตนในแป้งสาลี เป็นโปรตีนที่ทำให้ขนมอยู่ตัวเป็นรูปทรง เนื้อเหนียว แต่คนที่แพ้ก็จะกินไม่ได้เลย

ถึงตรงนี้ คุณอาจเริ่มลองสำรวจวัตถุดิบขนมที่คุณรัก หรือวางแผนปรับเปลี่ยนการกิน การออกกำลังกายให้เหมาะสม

ความหวังของหวาน

แต่อย่าเพิ่งวิตกเสียจนเกินไป ขนมหวานและเบเกอรี่ต่างๆ ไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสมอ หากบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะพอควร

8 ร้านขนมและไอศกรีมวิถีธรรมชาติและออร์แกนิก ที่กินแล้วไม่รู้สึกผิดจากทั่วเมืองกรุง
ภาพ : Shebakes

และถ้าโลกไม่มีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ดีๆ เลย ชีวิตคงจืดชิด น่าเศร้าใจตาย

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนที่เห็นปัญหาจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาใช้ความสร้างสรรค์ในการพัฒนาสูตรเบเกอรี่ เพสทรี และไอศกรีมที่เป็นมิตรต่อร่างกายและโลก แถมยังทำให้อร่อยได้อีกต่างหาก ด้วยการใช้กระบวนการและวัตถุดิบแบบธรรมชาติและออร์แกนิก ไม่ใส่วัตถุสังเคราะห์ บางแห่งบางเมนูไม่ใส่เนยและนมด้วย

8 ร้านขนมและไอศกรีมวิถีธรรมชาติและออร์แกนิก ที่กินแล้วไม่รู้สึกผิดจากทั่วเมืองกรุง
ภาพ : Shebakes

แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ยากกว่าวิถีทั่วไป เพราะต้องทำสิ่งเหล่านี้

1. สรรหาวัตถุดิบจากธรรมชาติ จากเกษตรกรและผู้ผลิตที่คำนึงถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ต้นทุนอาจสูงกว่า แต่ได้เพิ่มคุณประโยชน์ให้ตัวขนม ไม่เสียคุณค่าจากกระบวนการแปรรูป

2. ปรับสูตร หาวัตถุดิบใหม่ๆ มาทดแทนวัตถุดิบเดิมที่เป็นทางลัด เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ แทนความนุ่มของเนื้อ กลิ่น และสี รวมถึงวัตถุดิบที่คนแพ้อย่างกลูเตน

3. ปรับกระบวนการ เพราะเมื่อไม่ใส่สารเคมี ผลิตภัณฑ์ก็มีอายุสั้นลงหรือไม่ได้รสชาติเป็นไปตามใจหวัง หลายอย่างต้องมาเคี่ยว คั้น หรือผสมเองแบบโฮมเมด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดิบดีและลงตัวจริงๆ ซึ่งมักต้องทดลองอยู่หลายต่อหลายครั้ง

สรุปคือ ใช้เวลามากกว่าและเหนื่อยกว่า

8 ร้านขนมและไอศกรีมวิถีธรรมชาติและออร์แกนิก ที่กินแล้วไม่รู้สึกผิดจากทั่วเมืองกรุง
ภาพ : Jinta Ice Cream

แต่ความดีงามของวิถีนี้คือการพยายามทำร้ายสิ่งรอบตัวให้น้อยที่สุด และได้สนับสนุนคนที่คิดทำสิ่งดีๆ ทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และธรรมชาติ ทำให้ลิ้มรสได้อย่างสบายใจขึ้น (ทั้งนี้ ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะกับสุขภาพร่างกายตัวเอง และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะ)

เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใส่ใจ พยายามคิดค้นเมนูเบเกอรี่และไอศกรีมที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย ให้พวกเขาได้เติบโตไปด้วยกัน

เราจึงขอแนะนำ 8 ร้านคุณภาพให้คุณได้ปักหมุดสั่งซื้อเมื่อคิดอยากทานขนมครั้งต่อไป โดยรอบนี้ขอเริ่มจากเมืองหลวง เพื่อเป็นที่พักพิงให้บรรดาคนเมืองที่ชีวิตวุ่นวาย โดยทุกร้านล้วนมีผู้นำที่มีความตั้งใจอันดีในการส่งมอบขนมดีๆ ให้แก่ผู้บริโภค และเรายินดีมอบความไว้วางใจให้พวกเขา

01

Shebakes

เบเกอรี่ที่บรรจุรสชาติจากรอบโลก

ตำแหน่ง : (สั่งซื้อทางเดลิเวอรี่เท่านั้น)

วันเปิด : ดูรายละเอียดรอบการสั่งซื้อได้ในโซเชียลมีเดีย

วิธีการสั่งซื้อ : พรีออเดอร์เพื่อส่งแบบเดลิเวอรี่ได้ทาง LINE : @Shebakes

Facebook : Shebakes

Instagram : Shebakes

ติดต่อ : ทาง LINE @Shebakes

Shebakes

ออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์รอบโลกผ่านคุกกี้ บราวนี่ พาย มัฟฟิน เค้ก และขนมปัง จากความสร้างสรรค์และฝีมือของนักเดินทางที่เก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจและวัตถุดิบพรีเมี่ยมจากพื้นที่ต่างๆ ทั้งในไทย ญี่ปุ่น ยุโรป และแอฟริกา นำมาทำเป็นกาแฟและเบเกอรี่ที่ปราศจากแป้ง นม เนย น้ำตาลขัดสี สารสังเคราะห์ อัดแน่นด้วยธัญพืชและ Superfoods มากสรรพคุณอย่างคาเคา เบาบับ อาซาอิ ผสมด้วยอัลมอนด์บด แฟล็กซีด และกระบก ทำเองทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ เหมือนศิลปินที่บรรจงสร้างผลงานศิลปะให้งดงามที่สุด

เมนูมีหลากหลายรสชาติและสีสันให้เลือกสรร เราขอยกตัวอย่างขนมล่าสุดที่เปิดขายคือ Double Matcha Swirl Homemade Nutella Flourless Cake เค้กไร้แป้งตัวที่ 17 ของ Shebakes ภายในมีดาร์กช็อกโกแลตแท้และนูเทลล่าแบบโฮมเมด อบเฮเซลนัทและโรยด้วยมัทฉะ หอมเข้มเนื้อนุ่มแบบไม่ต้องกังวลใจ

ลองแวะเข้าไปดูรูปสวยๆ กับเมนูที่น่าลองไปหมดได้ที่โซเชียลมีเดียของ Shebakes หากใครอยากสั่งจองเมื่อมีรอบใหม่ อาจต้องนั่งเฝ้าและรีบเสียหน่อย เพราะบางเมนูขายหมดภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที

Shebakes
ภาพ : Shebakes

02

Farm to Table, Hideout

เจลาโต้รสแปลกใหม่เสิร์ฟคู่ขนมไทย

ตำแหน่ง : วังบูรพาภิรมย์ พระนคร (แถวปากคลองตลาด)

วันเปิด : เปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธ เวลา 09.00 – 20.00 น.

วิธีการสั่งซื้อ : หน้าร้าน/เดลิเวอรี่

Facebook : Farm to Table, Hideout

ติดต่อ : 0 2004 8771

ชวนเดินเท้าเข้าร้านลับบรรยากาศร่มรื่นย่านปากคลองตลาด สาขาของร้าน Farm to Table ที่มีหนึ่งในทีมบริหารเป็นทายาทของธุรกิจผักสด เสิร์ฟทั้งอาหารไทยสไตล์ฟิวชันที่หยิบวัตถุดิบหลากหลายมามิกซ์แอนด์แมตช์ สลัดผักออร์แกนิก ชากาแฟ พร้อมไอศกรีมเจลาโต้โฮมเมดหลากรสสุดพิเศษที่หาทานตามร้านทั่วไปได้ยากให้เราเลือกสรร เช่น อะโวคาโด้ มันหวานต้มขิง ถั่วแระ มะยงชิดซอร์เบต์ ฟักทอง น้ำเต้าหู้ โดยมีนม ผัก และผลไม้ออร์แกนิกจากฟาร์มภาคเหนือ ไม่มีการเติมสารและสีเสริมใด

Farm to Table, Hideout

การออกแบบไอศกรีมนี้ช่วยแปรรูปวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพดี แต่หน้าตาภายนอกดูไม่สวยงามและเก็บได้ไม่นาน เป็นของหวานที่ทานร่วมกันได้ทั้งครอบครัวและช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้ เมื่อเสิร์ฟคู่และทานร่วมกับขนมไทยอย่างข้าวตอกตั้งเนื้อหนุบ บัวลอยเผือกมะพร้าวน้ำหอมและขนมกลีบลำดวน ยิ่งเกิดเป็นรสชาติเฉพาะตัวของ Farm to Table, Hideout ที่น่าจดจำจนอยากแวะกลับมาอีกครั้ง

บางเมนูมีการสลับสับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมตามฤดูกาลด้วย แวะเวียนไปเมื่อไรอาจมีเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ ให้ลองลิ้มรสกัน

Farm to Table, Hideout
ภาพ : Farm to Table, Hideout

03

Bakery Therapy

คุกกี้และเค้กสไตล์ญี่ปุ่นที่พิถีพิถัน

ตำแหน่ง : เสนานิคม 1 ลาดพร้าว

วันเปิด : ทุกวัน เวลา 06.30-17.30 น.

วิธีการสั่งซื้อ : หน้าร้าน/ตลาด เช่น ปันอยู่ปันกิน และ Kiss Me Indy/เดลิเวอรี่

Facebook : Bakery Therapy

ติดต่อ : 06 3404 2699

เบเกอรี่ที่ดีช่วยเยียวยาชีวิต ชิ-ลัดดาพร มานิตยกุล เข้าใจเรื่องนี้จากประสบการณ์จากการดูแลโภชนาการอาหารให้กับคุณแม่ที่เคยป่วยเป็นมะเร็ง จึงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าสู่การบริโภคผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และตัดสินใจเปิดร้าน Bakery Therapy เพื่อส่งมอบสุขภาพดีต่อให้ผู้คน

Bakery Therapy

ด้วยเทคนิคการตีไข่ไก่และผสมแป้งแบบญี่ปุ่นที่ค่อยๆ ตะล่อมไข่ขาวกับส่วนผสมให้เข้ากันด้วยความเบา ปราศจากการใช้ผงฟู เกิดกลายเป็นสูตรเฉพาะตัวของร้านที่นุ่มอร่อย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนี้ ขอชวนคุณมาเยียวยาร่างกายและจิตใจด้วยชีสเค้กสไตล์ญี่ป่น (Japanese Cheesecake) ทอฟฟี่เค้กรสกาแฟ (Coffee Toffee Cake) เค้กดาร์กช็อกโกแลต (Gateau Dark Chocolate Cake) และคุกกี้ออร์แกนิก 4 รสชาติ ส่งตรงจากเตาอบ บรจจุในขวดกระปุกขนาดกะทัดรัดให้พกพาไปไหนมาไหนแก้หิวได้สบายๆนอกจากแวะเวียนไปซื้อหรือสั่งจากที่ร้านแล้ว ยังไปพบ Bakery Therapy ได้ตามตลาดออร์แกนิกต่างๆ เช่น ตลาดปันอยู่ปันกิน ได้อีกด้วย ซื้อได้ครบทั้งอาหารและของทานเล่นเลย

Bakery Therapy
ภาพ : Bakery Therapy

04

เกาะดอกเหมย

ขนมสไตล์จีนสุดสร้างสรรค์จากวัตถุดิบโฮมเมด

ตำแหน่ง : อัจฉริยะประสิทธิ์ บางกรวย

วันเปิด : ทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสบดี เวลา 10.00 – 19.30 น.

วิธีการสั่งซื้อ : หน้าร้าน/เดลิเวอรี่

Facebook : เกาะดอกเหมย

ติดต่อ : 09 4435 9000

เกาะดอกเหมย

หากใครอยากจิบชาพร้อมทานขนมหวานสไตล์จีน เราขอแนะนำให้แวะมาลิ้มรสชาติเช่นนั้นที่เกาะดอกเหมย ร้านเบเกอรี่ที่ประดับตกแต่งคล้ายโรงน้ำชา มีสวนต้นหลิวและริมบ่อน้ำให้นั่งเล่นภายนอก มาพร้อมเมนูที่ไม่เพียงสวยงามด้วยรูปลักษณ์ แต่ไม่ทำร้ายร่างกาย ทั้งกระต่ายชมจันทร์ที่เป็นดาร์กช็อกโกแลตมูสเค้กสุดเข้มข้น สอดไส้แยมพีชที่เคี่ยวเอง ไร้เนย ไร้นม โซ่ยซาน เค้กดาร์กช็อกโกแลตไร้แป้งอุ่นๆ ที่มาคู่ซอสนมวอลนัท วาฟเฟิลกะลอจี๊ที่ทำจากการคั่วงาขาวและงาดำผสมกัน เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมปลอดสาร และเค้กเก่าลักงาขาวคั่วหอมกรุ่นจากเกาลั่กแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้ไม่ใส่สารสังเคราะห์ และหลายเมนูไม่ใช้เนย นม ครีมเลย หากทานคู่กับการจิบชาดอกไม้ออร์แกนิกจากทางภาคเหนือ รับรองว่าไม่มีทางลืมรสชาติสไตล์เกาะดอกเหมยนี้แน่นอน

เกาะดอกเหมย
ภาพ : เกาะดอกเหมย

หากแวะเข้าไปดูในครัว จะพบว่าส่วนประกอบต่างๆ ผ่านการสร้างสรรค์และลงมือทำเองจากทางร้านเกือบทุกขั้นตอน เช่น แยมผลไม้ นมข้นที่เคี่ยวเอง เพื่อให้ควบคุมส่วนผสมได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ ทางร้านยังพยายามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่นแก้วและหลอดไบโอพลาสติก ซองถุงชาจากเยื้อไม้และดินแอทต้าพูไกท์จากธรรมชาติ ทานขนมได้อย่างผ่อนคลายสบายใจ

05

Patom Organic Living

ขนมไทยและเทศจากธรรมชาติ

ตำแหน่ง : ซอยทองหล่อ 23

วันเปิด : ทุกวัน เวลา 09.30 – 18.00 น.

วิธีการสั่งซื้อ : หน้าร้าน/เดลิเวอรี่

Facebook : Patom

ติดต่อ : 09 8259 7514

Patom Organic Living คือคาเฟ่ย่านทองหล่อที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกตามฤดูกาล ส่งตรงจากฟาร์มของเกษตรกรในโครงการสามพรานโมเดล ภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจ โดยสวนสามพรานนำมาปรุงรสเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และขนมทั้งแบบไทยๆ และต่างประเทศ รวมกันแล้วมากกว่า 40 ชนิดให้ได้เลือกสรร ภายใต้การดูแลของทายาทรุ่นสามสวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่ตั้งใจสร้างกลุ่มเกษตรกรออร์แกนิกที่เข้มแข็ง

Patom Organic Living

ขนมไทยของ Patom มีทั้งคาวและหวาน เช่น หมูโสร่ง ข้าวเหนียวหมูคั่วกลิ้ง ขนมน้ำดอกไม้ ตะโก้ ขนมถ้วย ขนมต้ม ขนาดพอดีคำ คั้นกะทิสดใหม่มาทำทุกเช้า มีสีสันขึ้นมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น สีเหลืองจากดอกดาวเรือง สีชมพูจากดอกเฟื่องฟ้า บรรจุมาในภาชนะน่ารักๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนใครเป็นสายเค้ก บราวนี่ คุกกี้ Patom มีพร้อมบริการให้คุณที่เรือนแก้วบรรยากาศโปร่งโล่งสบายนี้เช่นกัน หรือสั่งซื้อไปทานสบายๆ ที่บ้านก็ย่อมได้

Patom Organic Living
ภาพ : Patom Organic Living

06

บ้านสุขภาพพุทธิญา

เค้กเนื้อผักที่คิดถึงกาย ใจ และจิตวิญญาณ

ตำแหน่ง : วังใหม่ ปทุมวัน

วันเปิด : เปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธ เวลา 09.00 – 20.00 น.

วิธีการสั่งซื้อ : จองล่วงหน้าก่อน 2 – 3 วันก่อนทานที่ร้านหรือสั่งล่วงหน้า

Facebook : บ้านสุขภาพพุทธิญา

ติดต่อ : 06 3195 9782, 09 8594 6469, 06 3209 6415

หากคุณเริ่มรู้สึกร่างกายเหนื่อยล้า ตึงเครียด หรืออยากป้องกันสภาวะแบบนั้นไม่ให้เกิดขึ้น เราขอแนะนำให้ลองมาปรับสมดุลธาตุภายในที่บ้านสุขภาพพุทธิญา โดย เชฟฮ้ง-พุฒิพงศ์ เตชมานะชัย ที่ดัดแปลงบ้านตัวเองให้กลายเป็นแหล่งพักพิงทางอาหารที่ปลอดภัย จากความหลงใหลในการทำอาหารตั้งแต่เด็กและความรู้เรื่องการปรุงอาหารให้เปรียบเสมือนยา โดยคงความอร่อยไว้ ลบภาพจำเดิมๆ ว่าอาหารสุขภาพนั้นจืดชืด

ด้วยแนวคิดนี้ การทานอาหารที่บ้านสุขภาพพุทธิญาจึงต้องผ่านการจองล่วงหน้าราว 2 – 3 วัน โดยเชฟจะถามเพื่อทราบความชอบและสรรพคุณที่ต้องการ ก่อนสรรหาวัตถุดิบออร์แกนิกเพื่อสนับสนุนเกษตรกร และปรุงเสิร์ฟด้วยความละเมียดแบบ Chef’s Table ส่งผลดีต่อทั้งอารมณ์ ความคิด ชีวิต และจิตวิญญาณ ทานแล้วสบาย ได้พลังชีวิต

บ้านสุขภาพพุทธิญา

สำหรับสายขนม ในช่วงนี้ เราขอแนะนำเค้กแครอทเนื้อนุ่ม ปราศจากไข่ เนย นม กลูเตน น้ำมัน ราดด้วยเมล็ดมะมะม่วงหิมพานต์ออร์แกนิกและโยเกิร์ตมะพร้าวโฮมเมด และเค้กช็อกโกแลตผสมเนื้อผัก ทั้งกระเจี๊ยบ ฟักเขียว บวบงู ทำจากแป้งที่ไฟเบอร์สูง เติมรสหวานด้วยอินทผาลัมแทนที่น้ำตาล รสกลมกล่อมแบบไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเป็นพิษต่อร่างกายเหมือนขนมหวานทั่วไป

บ้านสุขภาพพุทธิญา
ภาพ : บ้านสุขภาพพุทธิญา

07

Sustaina

ขนมออร์แกนิกวิถีญี่ปุ่นจากฟาร์มที่ปลูกเอง

ตำแหน่ง : สุขุมวิท 37 (BTS พร้อมพงษ์)

วันเปิด : ทุกวัน 10.30 – 20.30 น.

วิธีการสั่งซื้อ : หน้าร้าน/เดลิเวอรี่

Facebook : Sustaina Organic Restaurant

ติดต่อ : 0 2258 7516

Sustaina คือซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นย่านพร้อมพงษ์ที่มีสินค้าออร์แกนิก ทั้งผักสด วัตถุดิบอาหาร และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เลือกสรรหยิบจับกลับไปดูแลตัวเอง ดำเนินการโดย โช โอกะ ชายชาวญี่ปุ่นที่ตัดสินใจทำฟาร์มออร์แกนิกของตัวเองที่ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่เมื่อ 21 ปีก่อน เพราะเชื่อว่าอาหารที่ปลอดภัยคือยาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์และโลก และเปิดร้านนี้ในอีก 10 ปีถัดมา นำวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มมาเสิร์ฟให้เราทานถึงที่เมืองกรุง

Sustaina

ในส่วนขนมทานเล่นนั้น มีทั้งเค้ก เจลลี่ ไดฟุกุหลากรส เต้าฮวยที่เคี่ยวน้ำเชื่อมเองจากอ้อย มีส่วนผสมของดอกไม้อย่างอัญชัน เต้าหู้พุดดิ้งที่มีส่วนผสมของธัญพืชและผลไม้ตามฤดูกาล เช่น สับปะรด เสาวรส มะละกอ หวานน้อย เนื้อนุ่ม แม้ไม่ใส่สารสังเคราะห์ใดๆ ไม่ใช่เจลาตินหรือไขมันสัตว์ เหมาะสำหรับทั้งคนทั่วไปที่อยากดื่มด่ำของทานเล่นแบบรักสุขภาพและผู้ที่ทานวีแกน

นอกจากนี้ยังมีไอศกรีมโฮมเมดเย็นๆ ขายด้วย ใครมาช่วงเที่ยงๆ เย็นๆ ก็แวะทานอาหารออร์แกนิกสไตล์ญี่ปุ่นได้ที่ชั้น 2 ของร้าน มาครั้งเดียวอิ่มอร่อยได้ทั้งวัน

Sustaina
Sustaina

08

Jinta Ice Cream

ไอศกรีมผักผลไม้ที่ผสมด้วยจินตะ (นาการ)


ตำแหน่ง : CJ MORE สีลม บางรัก

วันเปิด : จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00 – 18.00 น.

วิธีการสั่งซื้อ : หน้าร้าน/ติดต่อทางโซเชียลมีเดีย

Facebook : Jinta Homemade Ice Cream

ติดต่อ : 08 7318 0057

Jinta Ice Cream

ร้านไอศกรีมที่ตั้งชื่อให้พ้องกับชื่อลูกสาวของ หนุ่ม-เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล เกิดขึ้นเพื่อส่งต่อไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ที่อุดมด้วยคุณประโยชน์ให้ผู้คน ผักและผลไม้ที่เป็นวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากเพื่อนพี่น้องชาวเกษตรอินทรีย์ที่รู้จักมักคุ้นกันดี มีความสดใหม่จากธรรมชาติ แม้จะทำให้ต้องคอยปรับสูตรตามวัตถุดิบที่ได้รับ แต่ไอศกรีมรูปแบบนี้มีสรรพคุณเหมือนสมุนไพร และเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าประทับใจและแวะเวียนกลับมาอยู่บ่อยครั้ง

ฟังชื่อรสชาติไอศกรีมครั้งแรกของจินตะแล้วคุณอาจแปลกใจ เพราะเคยมีทั้งรสโกลเด้นลาเต้ที่ทำจากขิงผสมขมิ้น มะระชีสเค้ก คะน้ากับสะระแหน่ แตงโมปลาแห้งซอร์เบต์ จากจินตนาการและการสร้างสรรค์ลูกเล่นของหนุ่ม ส่วนช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมีรสพิเศษคือ มะยงชิดโยเกิร์ต ข้าวเหนียวเปียกลำไยซอร์เบต์ และคัสตาร์ดผสมไข่แดงเค็มโฮมเมด นอกจากจะน่าค้นหาแล้ว ไอศกรีมเหล่านี้ยังทานได้ทั้งครอบครัว ไม่ทำร้ายสุขภาพอีกด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น จินตะยังเลือกใช้ถ้วยจากกาบหมากเป็นบรรจุภัณฑ์ เพื่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่ามีความคิดดีๆ ในทุกองค์ประกอบสมชื่อแบรนด์เลย

Jinta Ice Cream
ภาพ : Jinta Ice Cream

ทั้ง 8 ร้านนี้คือตัวอย่างของผู้ประกอบการที่พิถีพิถัน ตั้งใจคิดค้นอาหารปลอดภัยคุณภาพดีให้ผู้บริโภคอย่างเรามีความสุข โดยไม่ต้องทำร้ายสิ่งแวดล้อม เราจึงขอเชิญชวนคุณว่า หากนึกอยากทานขนมหวาน เบเกอรี่ หรือไอศกรีมครั้งถัดไปในย่านกรุงเทพฯ ร้านเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุณรู้สึกไว้วางใจ อยากไปสนับสนุนผลิตภัณฑ์ดีๆ บนโลกนี้

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load