แต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป บางจังหวัดมีดีเรื่องภูมิศาสตร์ พื้นที่สวยเหมาะแก่การท่องเที่ยว บางจังหวัดมีตึกสวยหรือสูงให้ตื่นตา บ้างก็มีดีเรื่องเทคโนโลยีและความทันสมัย ท่ามกลางเอกลักษณ์ที่แต่ละจังหวัดมุ่งขายเรื่องวัตถุนิยม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ เป็นที่ตั้ง ยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีจุดยืนไม่เหมือนจังหวัดไหน ๆ เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีเกษตรกรผู้น่ารัก คอยฟูมฟักบ้านหลังนี้ด้วยเกษตรอินทรีย์

จังหวัดที่ว่าคือ ‘ยโสธร’ 

ที่จังหวัดนี้แตกต่างไม่เหมือนใคร เพราะที่นี่อยากสร้างเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนด้วยเกษตรอินทรีย์

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญมลพิษมากขึ้น มหาสมุทร แม่น้ำ และอากาศที่เราหายใจเข้าไปมีสารปนเปื้อนจากการทำอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผู้คนเจ็บป่วยจากโรคร้ายที่เกิดจากมลพิษมากขึ้นทุกปี โลกจึงมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนและหาทางอยู่รอดใหม่ที่ยั่งยืน คืนอากาศที่ดี ฟื้นฟูโลกที่น่าอยู่ขึ้นใหม่ หนึ่งในทางเลือกนั้นคือการทำเกษตรอินทรีย์

หลายรัฐในต่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและเกษตรอินทรีย์ เช่น รัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย กลายเป็นรัฐเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ คนในรัฐอยู่ได้ไม่เดือดร้อน มีผลผลิตเพิ่มและคนสุขภาพดี หรือเมืองโคเปนเฮเกน ที่ตอนนี้เป็นเมืองยั่งยืน สนับสนุนให้คนลดคาร์บอนด้วยการปั่นจักรยาน อัตราสุขภาพของคนในเมืองก็ดีขึ้นเพราะอากาศดี 

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

จังหวัดยโสธรก็กำลังมองเห็นถึงสิ่งนี้เช่นเดียวกัน คนที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรสีเขียวเข้าไปถึงรากวัฒนธรรม ยโสธรเป็นตำนานแห่งการทำนาข้าวอินทรีย์ มีประเพณีบุญคูณลาน เป็นพิธีทำบุญเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่นาข้าวและลานข้าวหลังการเก็บเกี่ยว เพราะคนที่นี่เชื่อว่า ข้าวทำให้ชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้และทำให้มีรายได้ยังชีพ ไม่เพียงแต่ชาวนาหรือชาวบ้านที่เชื่อในเกษตรอินทรีย์ แต่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงโรงพยาบาลเองก็สนับสนุนและเชื่อในสิ่งเดียวกัน

ยโสธรจึงเริ่มก่อตัวเป็นบ้านสีเขียว ศูนย์รวมคนที่เชื่อความยั่งยืนของอินทรีย์ ความศรัทธานี้สร้างผู้นำร่องการทำเกษตรสีเขียวนี้ขึ้น เป็นต้นแบบที่น่าเชื่อถือ มีทั้งปราชญ์ผู้นำความคิด มีเกษตรกรตัวอย่าง มีชาวนารุ่นใหม่ที่อยากพัฒนาข้าว และมีคุณหมอผู้ได้รับมรดกความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน คนต้นแบบเหล่านี้กลายเป็นผู้นำความคิดและสร้างศรัทธาให้คนยโสธรอยากดำเนินรอยตาม สร้างความยั่นยืนให้บ้านหลังนี้ไปด้วยกัน  

เราจึงอยากพาไปรู้จักกับยโสธร อนาคตเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ผ่านลูกหลานยโสธรแท้ทั้ง 4 คนที่อยากสร้างบ้านหลังนี้ให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน

คนอยากสร้างบ้าน

บ้านคือสถานที่ที่พร้อมตอนรับกลับ โจน จันได ลูกหลานยโสธรผู้หลีกหนีความวุ่นวายและมลพิษในเมืองใหญ่กลับสู่อ้อมกอดบ้านเกิด 

“ทำงานในเมืองต้องทำงานหนัก เหนื่อยแต่กินไม่อิ่ม เงินไม่มี มีแต่งานที่หนักขึ้น ได้กินอาหารจำกัดแค่ข้าวผัด ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ก็เลยตั้งคำถามว่า ในเมื่อโลกนี้มีอาหารเยอะแยะ ทำไมเราต้องกินแค่นี้ โลกนี้มีวิถีทางที่ใช้ชีวิตให้มันสนุกสบายได้ตั้งเยอะ ทำไมเราต้องมาใช้ชีวิตเหมือนทาสอยู่ในเมือง เลยตัดสินใจใช้ชีวิตทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงปลาที่บ้านเกิด ทำให้รู้ว่าชีวิตที่อยู่ได้มันง่ายแค่นี้เอง”

สิ่งแรกที่ โจน จันได ทำหลังได้กลับบ้านคือ การทำสวนปลูกผักง่าย ๆ ข้างบ้าน เป็นสวนที่เดินเก็บกินกันได้สด ๆ อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวลสารปนเปื้อน

“เกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อเน้นขาย อย่างคนปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ไม่มีใครกินอ้อย กินข้าวโพดของตัวเองหรอก ลงทุนสูงแต่ขายถูก แถมยังทำงานกับสารเคมี ทำให้สุขภาพทรุดโทรม อยู่อย่างยากลำบาก เพราะต้องเอาเงินไปลงทุน ผมเลยเห็นว่าทางรอดเดียวที่จะทำให้เราอยู่ได้ ก็คือการไม่อยู่กับสารพิษ อย่างการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพของเรา”

ความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ที่ดีของ โจน จันได ไม่ใช่แค่การมีเงินมีทอง แต่เป็นการมีอยู่มีกินและมีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราเชื่อจริง ๆ ว่าคนยโสธรศรัทธาในสิ่งเดียวกัน เพราะ ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย นักอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองยโสธร กลุ่มชาวนาไทอีสาน ก็สนใจการมีปัจจัย 4 มากกว่าเม็ดเงิน สิ่งสำคัญคือชีวิตที่ดี ตุ๊หล่างเล่าให้ฟังว่าก่อนก่อตั้งกลุ่มชาวนาไทอีสาน เขาเข้าร่วมกลุ่มข้าวผ้ายาบ้าน เป็นกลุ่มแรกที่รวบรวมผู้มีใจรักในการฟื้นฟูการทำเกษตรของบ้านเกิด

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

“ตั้งกลุ่มข้าวผ้ายาบ้าน เพราะอยากมีกลุ่มที่ทำได้ครบปัจจัย 4 คือ มีข้าว มีผ้า มียา มีบ้าน มันจะทำให้เราอยู่รอดได้แม้เกิดภัยพิบัติอะไรก็ตาม เป็นกลุ่มที่ทำหลายอย่าง ล้วนทำด้วยใจ ภายหลังเลยชวนกันตั้งกลุ่มที่มีกฎระเบียบและลงมือทำงานกันจริงจังมากขึ้น จนได้เป็นกลุ่มชาวนาไทอีสาน”

ความจริงใจในการสร้างกลุ่มที่จริงจังขึ้น เป็นอีกเครื่องยืนยันที่บอกเราว่า คนยโสธรยึดมั่นในวิถีการเกษตรที่ฝังรากในวัฒนธรรมของตัวเอง

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

ว่ากันว่าสุขภาพกายและใจที่ดีคือการมีปัจจัย 4 ที่ไม่สร้างมลพิษ ชุธิมา ม่วงมั่น กลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ ลูกสาวแสนขยันผู้สืบทอดการทำเกษตรอินทรีย์อำเภอกุดชุมต่อจาก คุณพ่อมั่น สามสี เธอเล่าว่าพ่อและแม่ทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาตลอด สิ่งที่ต้องเผชิญคือโรคร้ายที่เข้ามารุกราน มะเร็งที่ทำให้คุณพ่อต้องตัดกระเพาะอาหาร และโรคภูมิแพ้ที่เข้ากระแสเลือดจนรักษาไม่หายของคุณแม่ นอกจากสุขภาพที่ทรุดโทรม ดินที่เคยดีก็กลายเป็นดินแข็งเหมือนปูนซีเมนต์ ปลาในนาข้าวก็ตาย

“เราคุยกับพ่อว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีลงในนาแล้ว เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักกันได้ไหม จากนั้นก็เริ่มทำกันสามสี่คน แล้วก็เห็นว่าสิ่งที่ทำมันปลอดภัยต่อตัวเอง ปลอดภัยกับพ่อแม่ พ่อแม่รู้สึกร่างกายดีขึ้น ดินที่เคยแข็งก็ฟื้นฟูขึ้นมาเยอะ เลยรู้สึกว่าวิถีที่ทำตอนนี้มันถูกต้องแล้ว”

ลูกหลานยโสธรทั้งสามคนต่างเห็นว่า นาและสวนเกษตรอินทรีย์คือทางออกของสุขภาพและการกินอยู่ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น หยูกยาก็สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กันด้วย หมอเผด็จ จันทร์แดง แพทย์แผนไทยโรงพยาบาลกุดชุม ผู้อยากผลักดันให้คนยโสธรรู้จักสมุนไพรอินทรีย์เพื่อรักษาโรคมากขึ้น

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

“ยาแผนปัจจุบันข้อเสียคือบางตัวมีฤทธิ์ต่อตับ ต่อไต ไตเสื่อม ตับอักเสบ กินมากอาจจะแพ้ แต่สมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนเลือกได้ จากรายงานอาการไม่พึงประสงค์ยังไม่พบว่ามีอาการแพ้หนักจากการใช้ยาสมุนไพรเลย เราอยากให้ประชาชนมีทางเลือกในการรับบริการที่หลากหลาย และบูรณาการองค์รวม เพื่อให้เขาได้เลือกใช้รักษาตัวเอง”

ทำความรู้จักกับเหล่าผู้รักในบ้านเกิดทั้ง 4 คนแล้ว เราอยากพาไปเห็นเมืองยโสธร บ้านหลังสีเขียวสบายตาผ่านมุมมองของคนอยากสร้างบ้านด้วยเกษตรอินทรีย์จากทั้งสี่คนให้มากขึ้น

ภาพบ้านหลังเก่า

แน่นอนว่าการทำเกษตรกรรมของชาวไร่ชาวสวนมักหมุนไปตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลก ยโสธรเองก็เคยมีวิวัฒนาการเกษตรกรรมที่ล้อไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกเช่นกัน โจน จันได เล่าให้เราฟัง

“50 ปีย้อนหลังกลับไป ทุกคนทำอินทรีย์ทั้งหมด แต่เป็นอินทรีย์แบบตามบุญตามกรรม คือปลูกแบบไม่ใช้อะไรเลย ปุ๋ยหมักก็ไม่มี ปลูกตามธรรมชาติ ลงทุนเยอะ ผลผลิตน้อย กระทั่งมีปุ๋ยเคมีเข้ามา ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น คนเลยเปลี่ยนจากวิถีเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นเกษตรเคมี แต่เกษตรเคมีเมื่อผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนก็สูงตามไปด้วย สิ่งนี้ทำให้เกษตรกรกลายเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว สูญเสียที่นา สูญเสียบ้าน”

ณ เวลานั้นเอง ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ก็มีน้อย เพราะไม่มีสื่อออนไลน์ให้ค้นคว้าอย่างสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ โจน จันไดใช้วิธีหาข้อมูลจากการอ่านหนังสือ ติดต่อคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ผ่านโทรศัพท์ ลงทุนไปดูไร่สวนของคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ต่างจังหวัดต่างอำเภอ จะหาไร่ของคนทำเกษตรอินทรีย์แต่ละครั้งก็ยากลำบาก ต้องไปติดต่อสำนักงานอำเภอก่อน ถามทางชาวบ้านเพื่อไปไร่ตัวอย่าง พอไปถึงไร่แล้วเจ้าของสวนไม่อยู่บ้านก็มี กลับบ้านมือเปล่าอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังอยากหาข้อมูลกลับมาพัฒนาบ้านตัวเองอย่างไม่ลดละ

นอกจากการเข้ามาของสารเคมีและชุดความรู้เกษตรอินทรีย์ที่น้อยนิดในยุคนั้นของยโสธร ตุ๊หล่างเล่าว่า เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทางบ้านที่เทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทด้วย

“เมื่อก่อนใช้ควายไถนา เวลาควายไถนามันจะกินหญ้าด้วย ขี้ไปด้วย เวลาขี้ควายโดนน้ำ เรารู้สึกจั๊กจี้ เมื่อก่อนไม่ชอบทำนาเพราะเจอขี้ควายโดนน้ำ โดนฝนนี่แหละ แต่พออายุหลายขวบขึ้นมา พ่อเริ่มใช้รถไถนาเดินตาม หลังจากนั้นพี่ก็ช่วยทำนาจริง ๆ มาตลอดเพราะไม่มีขี้ควายแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องสะอิดสะเอียนอีกต่อไป 

“เมื่อก่อนชาวบ้านยังไม่ถึงขั้นทำเกษตรอินทรีย์นะ ยุคที่เกิดมาก็เริ่มมีปุ๋ยเคมีเข้ามา ต่อมาธรรมชาติเริ่มหดหายไปเยอะ เพราะมียาฆ่าหญ้าเข้ามาด้วย พออยู่กับสารเคมีนาน คนก็มีปัญหาสุขภาพกัน”

การเปลี่ยนไปในแต่ละยุคเกษตรกรรมให้เท่าทันกระแสโลก ทำให้เห็นว่าแต่ละยุคสมัยมีข้อบกพร่องเรื่องใด และมีผลกระทบต่อสุขภาพชีวิตของคนแบบไหนบ้าง บ้านหลังเก่าที่ผ่านมาทุกยุคสมัยจึงเป็นบทเรียนที่ทำให้ชาวยโสธร อยากเพิ่มหน้าหนังสือใหม่จากบทเรียนเก่าให้ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิถีอินทรีย์ที่ไม่ล้อไปตามโลกแห่งเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงของการเกษตรมาสู่จุดที่เกษตรกรพึ่งสารเคมีเยอะในปัจจุบัน ทำให้หลายคนอาจมองไม่เห็นภาพว่า เกษตรอินทรีย์จะสร้างชีวิตดีที่ยั่งยืนได้จริงอย่างไร ซึ่งคนยโสธรกำลังต่อเติมบ้านหลังเก่าให้เป็นบ้านสีเขียวที่น่าอยู่ได้จริงด้วยบทเรียนจากผู้เปี่ยมความรู้ อย่างเหล่าปราชญ์ชาวบ้านและภูมิความรู้จากเหล่านักพัฒนา

ปราชญ์ชาวบ้านผู้เปี่ยมความรู้

จุดเริ่มต้นจากทำเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533 คุณพ่อมั่นเริ่มนำร่องการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยความร่วมมือจากสหกรณ์กรีนเนทจำกัด และโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง (มูลนิธิสุขภาพไทย) และโรงพยาบาลกุดชุม ทำให้มีคนสนใจมารวมกลุ่มมากกว่า 200 คน

การรวมตัวของชาวนาเกษตรอินทรีย์ทำให้ตำบลและหมู่บ้านข้างเคียงเห็นเป็นตัวอย่าง บ้านใกล้เรือนเคียงเริ่มอยากเข้ามาศึกษาด้วยกัน ซึ่งชุธิมาเองก็ได้กลับบ้านและร่วมทำนาเกษตรอินทรีย์กับคุณพ่อ หลังเรียนจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2540

การทำเกษตรอินทรีย์เป็นที่สนใจขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง พ.ศ. 2545 ทางจังหวัดมีนโยบายอยากให้คนยโสธรรู้จักเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เริ่มได้รับการสนับสนุนเรื่องเกษตรอินทรีย์ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จนเกิดเป็นกลุ่มทำนาข้าวอินทรีย์ยโสธร ในปีนั้นมีการสนับสนุนให้จัดงานวันข้าวอินทรีย์ไทย เพื่อเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปรู้จักเกษตรอินทรีย์และรู้จักยโสธรมากขึ้นด้วย การเติบโตของยโสธรยังมียิ่งไปกว่านั้นใน พ.ศ. 2548 ทางภาครัฐริเริ่มนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดยโสธรผ่านเกษตรอินทรีย์ ด้วยวิสัยทัศน์ “ยโสธรเมืองแห่งวิถีอีสาน เกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล” ทำให้ใน พ.ศ. 2551 ก็เริ่มมีตลาดสีเขียวในเมืองเพื่อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์

ครอบครัวชุธิมากลายเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ถือชุดความรู้เกษตรอินทรีย์ที่ได้ทดลองทำด้วยตัวเอง และพร้อมส่งต่อชุดความรู้เหล่านั้นสู่มือคนยโสธร

“เคยมีคำถามจากชาวบ้านว่า ส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์แล้วมีที่ให้ขายไหม อย่างข้าวที่เราทำมันมีที่ให้ขายคือสหกรณ์ที่มารับซื้อข้าว แต่ผักอย่างอื่นขายที่ไหน เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ได้มีแค่เรื่องข้าว ทางจังหวัดเลยจัดให้มีตลาดชุมชนขึ้น เปิดตลาดในเมืองแรก ๆ คนไม่ค่อยสนใจ แต่ตอนนี้เขาอยากให้เปิดกันทุกวันแล้ว บางคนก็มาซื้อตุนไว้เพราะตลาดมีแค่วันเดียว ข้อดีของผลผลิตอินทรีย์คือเก็บได้นาน รสชาติต่างจากผักทั่วไป ซึ่งตอนนี้ตลาดสีเขียวมีเกือบทุกวันแล้ว”

ทุกวันนี้เครือข่ายที่ทำเกษตรอินทรีย์ในยโสธรเริ่มเยอะขึ้น เพราะเชื่อในความเป็นไปได้ของเกษตรอินทรีย์จากการเห็นตลาดสีเขียว มีร้านที่เข้าร่วมตลาดสีเขียวกว่า 30 ร้าน ตลาดสีเขียวมีอยู่ที่โรงพยาบาลกุดชุม อำเภอกุดชุม ทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี ศาลากลางจังหวัด เปิดวันอังคารและวันศุกร์ และที่หอนาฬิกาจังหวัดยโสธร ทุกวันเสาร์ตอนเช้า และโรงพยาบาลยโสธร เปิดวันจันทร์และพฤหัสบดี 

ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่เข้ามาในระบบตลาดไว้วางใจได้แน่นอน เพราะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานของตลาดสีเขียวที่มีการควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและส่งผลผลิตที่ดีจริงต่อผู้บริโภค

เมื่อเรามีกูรูผู้สร้างแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกูรูด้านการรักษาโรค หมอเผด็จถือเป็นลูกหลานของปราชญ์ชาวบ้าน เพราะคุณหมอได้ชุดความรู้เรื่องสมุนไพรรักษาโรคมาจากปราชญ์ชาวบ้านเช่นกัน

“ผมทำงานกับหมอพื้นบ้าน หมอพื้นบ้านต้องมีความรู้เรื่องสมุนไพร เราอยากให้หมอพื้นบ้านมาเป็นฐานทัพหลักให้ พาเขาอบรมให้รู้จักหลักวิถีวิทยาศาสตร์ในการรักษาร่วมกับยาสมุนไพร มอบหมายให้เขารักษาดูแลในพื้นที่ของตัวเอง เพราะหมอพื้นบ้านเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านอยู่แล้ว

“เรามีความรู้จากที่เรียนและตำรับยาที่ใบลาน แกะจากใบลาน ใบข่อยที่หมอยาพื้นบ้านเขาทำไว้ให้ เป็นของหมอพื้นบ้านกุดชุม พ่อหมอเขาแกะออกมาคัดลอกไว้ ถ้าครอบครัวเขาไม่มีคนสืบทอด เขาก็เอามาให้หมอเผด็จ ผมเลยเอามาพิมพ์เป็นเล่ม และได้เอามาสานต่อเยอะแยะมากมาย”

การสานต่อของหมอเผด็จ คือการผลักดันสมุนไพรในระบบอินทรีย์ให้คนยโสธรรู้จัก และนำไปใช้รักษาโรคมากขึ้น เพราะสมุนไพรอินทรีย์ไม่เกิดการสะสมสารเคมี และไม่สร้างอาการไม่พึงประสงค์แก่ผู้ใช้

“เรามีกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่รวมกลุ่มกันปลูกสมุนไพรประมาณ 10 กลุ่ม แต่ละปีมาประชุมกำหนดราคาขายกันเองโดยไม่ผ่านตลาดคนกลาง เกษตรกรจะรับโควต้าสมุนไพรไปปลูก แต่ละบ้านรับไปไม่เท่ากันแล้วแต่พื้นที่ที่เขามี ระหว่างปลูกเราก็จะไปเยี่ยมแปลงปลูก ไปดูว่าเขาใช้สารเคมีไหม และตรวจดินปลูกด้วย”

ผลจากการรร่วมแรงร่วมใจของคุณหมอกับชาวบ้าน ทำให้โรงพยาบาลกุดชุมมีศูนย์ผลิตยาสมุนไพรถึง 38 ตำรับ และได้เข้าไปอยู่ในบัญชียาตำรับแห่งชาติด้วย พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการตรวจปริมาณสารเคมีในร่างกายของเกษตรกร รณรงค์ให้คนยโสธรที่ทำเกษตรเคมีรู้จักสมุนไพรล้างพิษ หลังจบฤดูกาลปลูก ประชากรกลุ่มนี้ต้องมาตรวจว่าพวกเขาได้รับสารพิษเข้าร่างกายเท่าไร และต้องรับชาชงสมุนไพรจากโรงพยาบาล หรือถ้ามีสมุนไพรปลูกเองที่บ้าน ก็แนะนำให้เขาต้มกินเองแล้วตรวจซ้ำอีกครั้ง เป็นนโยบายของอำเภอกุดชุมส่งเสริมกันเอง ทำให้คนรู้ว่าสมุนไพรตัวไหนขับสารเคมี ขับสารพิษ และปลอดภัยต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนยโสธร

นักพัฒนาผู้ลองผิดลองถูก

ก่อนจะเป็นผู้นำและให้ความเชื่อถือต่อชุมชน ผู้นั้นย่อมเคยเป็นนักลองผิดลองถูกมาก่อน แต่การลงมือปฏิบัติซ้ำ ๆ และทำให้คนในชุมชนเห็น เป็นการสร้างความเชื่อใจและแรงขับที่ทำให้คนยโสธรเริ่มเห็นความสำคัญแล้วพากันหันมาทำเกษตรอินทรีย์

“ช่วงแรกคนมองว่ามันโง่เขลาที่เราทำสวนอินทรีย์เพราะผลผลิตคงน้อย แต่ผลผลิตอินทรีย์ เราปลูกขายได้วันละ 200 – 300 บาท เขาคิดว่ามันอยู่ไม่ได้ แต่ที่จริงมันทำให้เรามีรายได้มากกว่าคนเหล่านั้นอีก เพราะนั่นเป็นเงินฝากทั้งหมด”

โจน จันได ยังยืนยันกับวิถีพึ่งตนเองด้วยเกษตรอินทรีย์ และลงมือทำด้วยตัวเองต่อไป เพื่อให้ชาวบ้านเห็นด้วยตาว่าเกษตรอินทรีย์ทำได้และอยู่ได้จริง 

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น คือทุกวันนี้คนเห็นด้วยมากขึ้น มีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ถึง 50 กว่าครอบครัวที่หมู่บ้านของผม และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาหลังจากนั้น”

นอกจากนี้ โจน จันได ยังทำหน้าที่เผยแพร่ชุดความรู้นี้สู่กลุ่มและชุมชนของตัวเอง ผลิตหนังสือที่อยากให้คนให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพกายและใจด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ พาคนรุ่นใหม่ลงแปลงลงสวนเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ และตอนนี้เขามีศูนย์เรียนรู้และศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ที่เชียงใหม่ แถมกำลังขยับขยายที่เก็บเมล็ดพันธุ์ให้เข้ากับสภาพอากาศของยโสธรด้วย

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“การเก็บเมล็ดพันธุ์คือทางรอดของเกษตรกร เพราะว่าเกษตรกรทุกวันนี้ไม่มีเมล็ดพันธุ์อยู่ในมือ ต้องพึ่งเมล็ดพันธุ์จากบริษัทที่ผูกขาดด้วยราคาแพง ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอ่อนแอมาก ต้องพึ่งพาปุ๋ย ใช้ยา ใช้ฮอร์โมนมากจนต้นทุนสูงขึ้น อย่างเรากินก๋วยเตี๋ยวมะระ ไม่มีใครรู้ว่ามะระที่เรากินราคาเมล็ดพันธุ์ปลูก เมล็ดละ 4 บาท กิโลกรัมละหลายหมื่น คนไม่ได้ปลูกเองเขาไม่รู้หรอกเนอะ ดังนั้น การที่หันมาเก็บเมล็ดพันธุ์มันจึงจำเป็นมาก”

โจน จันได สนับสนุนการเก็บเมล็ดพันธุ์ ให้ความรู้การเก็บและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ผู้ที่ต้องการด้วย

เช่นเดียวกับ ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า ที่เห็นว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์ อนุรักษ์ และพัฒนาพันธุ์ข้าว เป็นหนทางอยู่รอดเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเกษตรกร

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“การเก็บเมล็ดพันธุ์ทำให้เราควบคุมความเสี่ยงทางการผลิตได้ ถ้าเกษตรกรไปซื้อจากคนอื่น เมล็ดพันธุ์เป็นแบบเกษตรอินทรีย์จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะที่กลุ่มชาวนาไทอีสานทดลองมา พันธุ์ข้าวหรือพืชผักที่ถูกเพาะเลี้ยงเติบโตมาในระบบเกษตรอินทรีย์รุ่นแม่ พอเรามาปลูกต่อในรุ่นลูก มันจะง่ายในระบบเกษตรอินทรีย์ แต่ถ้าถูกดูแลแบบใช้สารพิษสารเคมี พอเอามาปลูกต่อต้องดูแลมากขึ้น และการเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ทำให้เมล็ดพันธุ์คุ้นเคยเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทำให้เกิดการคัดพันธุ์ที่ดีขึ้นในแต่ละรุ่นด้วย การเก็บเมล็ดพันธุ์จึงจำเป็นต่อการควบคุมการผลิตเกษตรอินทรีย์มาก

“คนควรสนใจอาหารและวิถีอินทรีย์นะ มันควรเป็นหนทางเดียวด้วยซ้ำ มันไม่ควรมีทางเลือกอื่น เพียงแต่สังคมเรา ผู้คนมักสร้างตัวเลือกอื่นขึ้นมา อย่างคะน้าบางใบไม่สวย หลายคนก็ไม่อยากซื้อไม่อยากกิน กลับไปเลือกที่มันดูงาม ๆ ซึ่งกว่าจะงามแบบนั้นมันต้องใช้สารพิษพอสมควร ทุกภาคส่วนมีความสัมพันธ์ร่วมกันทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเกษตรกรสำคัญสุดหรือผู้บริโภคสำคัญที่สุด ถ้าผู้บริโภคช่วยกันซื้อของที่ปลอดภัย คนก็จะทำของที่ปลอดภัยให้กิน”

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

องค์ความรู้จากนักทดลองทำจริงปฏิบัติจริงจนไปสู่การพัฒนา แม้จะเคยถูกมองว่าเป็นคนโง่เขลาหรือเคยไม่ได้รับการเชื่อใจ แต่พวกเขาลงมือทำจนกลายเป็นหนึ่งในเสาธงที่สร้างความเชื่อให้จังหวัดยโสธรเริ่มสร้างบ้านหลังสีเขียวได้อย่างก้าวกระโดด มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่กลับบ้านพร้อมกับองค์ความรู้ของตัวเองที่นำไปบูรณาการกับเกษตรอินทรีย์ด้วย 

มากไปกว่านั้นคือ ภาครัฐเองก็เชื่อสิ่งที่ปราชญ์ผู้นำความรู้กำลังลงมือทำอยู่ ความศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจที่อยากสร้างบ้านสีเขียวหลังนี้ไปด้วยกัน ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญอินทรีย์ขึ้น รัฐธรรมนูญที่เป็นแก่นให้คนยโสธรอยากสร้างเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์นี้ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

จากนี้ลูกหลานยโสธรคนไหนที่อยากลาออกจากงานประจำ ถึงตอนนี้ก็คงไม่ต้องกลัวกันแล้วว่า ถ้ากลับบ้านมาจะไม่มีอยู่มีกิน

สร้างเมืองที่ใฝ่ฝัน

รู้จักเมืองยโสธรผ่านเหล่าผู้รักบ้านเกิดทั้ง 4 คนแล้ว การลงมือทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจเพื่อบ้านหลังเล็กของตัวเองมาเนิ่นนาน พวกเขาจึงมีภาพวาดฝันถึงชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวด้วยเกษตรอินทรีย์เมืองยโสธร

เริ่มด้วยคนที่เคยไม่ชอบขี้ควายเปียกน้ำอย่าง ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า ที่ฝันถึงนาอินทรีย์เมืองยโสธรให้เป็นบ้านที่คนกินข้าวพื้นเมืองอย่างปลอดภัย

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“เกษตรอินทรีย์เป็นหลักประกันให้คนผลิตได้แน่นอน ผมฝันมาตั้งแต่ครั้งแรกของการพัฒนาพันธุ์ข้าวว่า ผมอยากให้ข้าวอินทรีย์ราคาเท่ากับข้าวที่ใช้สารพิษสารเคมี ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าว อยากให้มีความปลอดภัยทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวในระบบเกษตรอินทรีย์ ยิ่งไปกว่านั้น ผมอยากเห็นสร้างรัฐธรรมนูญจังหวัด เป็นธรรมนูญการเพาะปลูกและสุขภาพ เช่น ยโสธรจะหยุดการนำเข้าสารพิษสารเคมี เพื่อคนจะได้ให้เห็นว่าทำเกษตรอินทรีย์มันอยู่รอดได้จริง ๆ คนที่กินอาหารอินทรีย์เขามีสุขภาพที่ดีจริง ๆ”

นักทดลองอย่าง โจน จันได ผู้มุ่งมั่นหาข้อมูล บุกป่าบุกสวนแสวงหาความเป็นไปได้ของเกษตรอินทรีย์ที่มองภาพเกษตรอินทรีย์ในระดับสังคมใหญ่

“คิดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เกษตรอินทรีย์อาจกลายมาเป็นกระแสหลักในสังคมก็เป็นได้ ไปที่ไหนเราก็ได้กินอาหารดี ๆ ถ้ามันกระจายทั่วประเทศด้วย มันจะก่อความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ คนมีสุขภาพดีขึ้นทั้งทางกายและทางใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำเกษตรอินทรีย์ ความเครียดจากการลงทุนและขาดทุนก็ลดลงเยอะ กระทรวงสาธารณสุขอาจลดงบประมาณลง เพราะผู้คนจะป่วยน้อยลงมาก เพราะผู้คนได้รับอาหารที่ดีและปลอดสารเคมี”

ลูกหลานปราชญ์ชาวบ้าน หมอเผด็จ จันทร์แดง ผู้สืบเสาะมรดกทางวัฒนธรรมจนเจอวิถีสมุนไพรจากใบลาน ก็อยากทำผู้คนสบายใจและสุขภาพดีด้วยยาพื้นบ้าน

“เรื่องสมุนไพร ผมอยากให้มีนโยบายมี 2 ส่วน หนึ่งคือนโยบายส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เอง สองคือนโยบายการใช้สมุนไพรสำเร็จ ปลูกเพื่อใช้เองคือ คนเขาปลูกแล้วเอามาทำยาเองได้ อันที่สองคือการใช้สมุนไพร ถ้าเขาป่วยและมีความรู้เรื่องสมุนไพร อยากให้คนยโสธรนึกถึงการรักษาด้วยสมุนไพรก่อน อยากให้คนที่ได้ใช้สมุนไพรไม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากขึ้น สุขภาพเขาต้องดีขึ้น มีสุขภาพใจดี สุขภาพกายก็ดีด้วย”

ภาพบ้านหลังสีเขียวของลูกสาวคนขยันของบ้าน ชุธิมา ม่วงมั่น ที่เชื่อว่าเกษตรอินทรีย์คือการแบ่งปัน วิถีการอยู่ร่วมกับธรรมชาติจะพาเรากลับไปสู่จุดทำให้มีชีวิตดีขึ้น

“เรามีสโลแกนของที่นี่ ‘เกษตรอินทรีย์คือวิถีชีวิต ไม่ใช่ผลิตเพียงเพื่อขาย’ คือเราทำวิถีชีวิตชุมชนเพราะมันมีวัฒนธรรม เมื่อก่อนเราปลูกข้าวหลากหลายเพื่อไปทำบุญ มีข้าวเฉพาะเอาไว้ทำขนมจีน มีข้าวเพื่อทำข้าวโป่ง ถ้าเราทำเกษตรอินทรีย์เพื่อตอบสนองวิถีชีวิต เราจะมีความสุขได้ เพราะเราเคยผิดหวังกับเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างอ้อย ข้าวโพดที่ทำเพื่อขาย สุดท้ายไปต่อไม่ได้ กำหนดราคาเองไม่ได้ด้วย แต่พอทำเกษตรอินทรีย์เพื่อวิถีชีวิตชุมชน เพื่ออยู่กับครอบครัวและสิ่งแวดล้อม มันจะไปต่อได้จริง ๆ เกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ชุมชน เรื่องของเครือข่ายที่อยู่ร่วมกัน มันคือเรื่องของการแบ่งปัน การดูแลซึ่งกันและกัน นี่คือเป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ของเรา”

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกหนึ่งของอาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตที่สร้างความสุขทางกายและทางใจอย่างยั่งยืน ยโสธรคือศูนย์รวมเหล่าคนผู้ต้องการสร้างต้นทุนชีวิตที่มั่งคั่งด้วยความปลอดภัยทางสุขภาพ 

เพราะท้ายที่สุดแล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก่อนกลับคืนสู่ผืนดิน คือการมีบ้าน อาหารดี สิ่งแวดล้อมดี และชีวิตที่มีความสุข

ภาพ : ชุธิมา ม่วงมั่น, ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย, โจน จันได, คุณหมอเผด็จ จันทร์แดง

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

มนุษย์อินทรีย์

ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย เราจะกิน อยู่ ใช้ ให้ดีต่อตัวเองและโลกได้อย่างไร

ติ๊ง! ได้เวลาเปิดเตากันแล้ว

มนุษย์อินทรีย์คราวนี้ เห็นทีจะถูกใจทั้งเหล่าสาวกขนมปังและสายทำครัว เพราะหลังจากที่คุณผู้อ่านทั้งหลายได้ไปตามรอย 15 ร้านขนมปังอินทรีย์จนอิ่มหนำ หลายท่านก็อาจเริ่มคันไม้คันมือ อยากลองหมักแป้งทำขนมปังกินเองดูบ้าง ว่าจะออกมาเข้าที รสชาติดีเหมือนไปซื้อกินตามร้านบ้างไหม 

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : PungCraft บ้านเรียนขนมปัง

มีหรือที่เราจะไม่รู้ใจ คราวนี้จึงขอยกรายนาม 12 โรงเรียนสอนทำขนมปังทั่วไทยมาบอกต่อกัน จะมือใหม่หรือมือฉมัง โรงเรียนเหล่านี้ก็ยินดีถ่ายทอดวิชาก้อนแป้งให้แบบไม่หวงวิชา

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น บางคนอาจเริ่มมีเสียงในใจค้านขึ้นว่า

‘ทำเองให้ยุ่งยากทำไม ซื้อเขาเอาไม่ง่ายกว่าหรือ’

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Rainsdough

ถูกเผง! เพราะกว่าจะผ่านขั้นตอนนวด หมัก อบ ประคบประหงมให้ก้อนแป้งขึ้นฟู กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าการเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วหยิบขนมปังสักโลฟใส่ตะกร้าหลายเท่า แต่ถึงจะซับซ้อนและยุ่งยากไม่เบา กูรูสายแป้งของเราก็ยังขอยืนยันว่าหากเลือกได้และมีเวลา การอบขนมปังทานเองก็อุ่นใจและปลอดภัยกว่าขนมปังซื้อสำเร็จ ด้วยเหตุผล (หลายประการ) ดังต่อไปนี้ 

ข้อแรก You are what you choose.

หากเราเลือกวัตถุดิบที่ดีและปลอดภัยในการทำ มีหรือที่ขนมปังก้อนนั้นจะใจร้ายกับเรา

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Bread Books Bike & Beer

ขนมปังอุตสาหกรรมที่วางขายตามเชลฟ์นั้นสะดวกกว่าก็จริง แต่แน่นอนว่าความสะดวกสบายต้องแลกมาด้วยปัจจัยหลายอย่าง เพราะอย่างที่เคยเล่าไปในตอนก่อนหน้า ว่าข้าวสาลีสมัยใหม่เกิดการกลายพันธุ์และเจือปนสารอันตรายมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม การฉายรังสี การใช้ปุ๋ยเคมี ตลอดจนยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ผลร้ายปลายทางคืออันตรายจากสารเหล่านี้กลับเข้ามาอยู่ในกระเพาะของเรา บางชนิดเป็นสารก่อมะเร็งและเป็นพิษภัยต่อการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย กลายเป็นว่ากินขนมปังหนึ่งก้อนแต่ได้โรคร้ายแถมมาเต็ม

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Sunday

หากวันใดเกิดอยากทานขนมปังคุณภาพเยี่ยมและเป็นมิตรต่อร่างกายสักก้อน ชนิดที่ว่าใช้ยีสต์จากธรรมชาติ หมักจากแป้งสาลีอินทรีย์สายพันธุ์ไทยล้วน ๆ ไม่ผสมแป้งอื่นหรือสารปรุงแต่งอันตราย ที่สำคัญต้องปราศจากขั้นตอนหรือกระบวนการที่ไม่ทราบที่มาที่ไป การเฟ้นหาวัตถุดิบและลงมืออบขนมปังก้อนนั้นด้วยตัวเอง จึงจะดีและวางใจได้มากที่สุด 

ข้อสอง ท่องไว้ให้ขึ้นใจ ว่าขนมปังคืออาหารหมัก

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพจาก : PungCraft บ้านเรียนขนมปัง

นั่นหมายความว่า การทำขนมปังที่ถูกวิธีและดีต่อลำไส้ จะต้องมีระยะเวลามากพอในการหมักก้อนโดวจ์ เพื่อให้เหล่าจุลินทรีย์ ยีสต์ หรือแบคทีเรีย ได้ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นแอลกอฮอล์ (เอทานอล) และคาร์บอนไดออกไซด์ ขนมปังที่ได้จึงขึ้นฟู นุ่มหนึบ เนื้อเบา แต่รสชาติอร่อยเยี่ยมไม่เบา

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Bread Books Bike & Beer

ดังนั้น การลงมือหมักแป้งเองอย่างใจเย็นจึงปลอดภัย เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าก้อนแป้งเหล่านี้ดีต่อระบบย่อยและลำไส้มากกว่าขนมปังอุตสาหกรรมที่ต้องรีบร้อนยัดเข้าเตาอบอยู่หลายเท่า กินแล้วท้องไม่อืดเพราะมีจุลินทรีย์ฝ่ายดีทำหน้าที่ช่วยย่อย เกิดการสังเคราะห์กรดแลคติก กรดอะมิโน และเหล่าแร่ธาตุจำเป็นทั้งหลาย แถมปริมาณคาร์บและน้ำตาลก็ต่ำกว่ามาก ที่สำคัญ ในระหว่างทิ้งช่วงหมักที่ยาวนาน ยังช่วยลดปริมาณของกลูเตนในก้อนโดวจ์ให้เหลือน้อยลงได้อีกด้วย

ข้อสาม อร่อย สนุก ไม่รู้จบ

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Sloafbake & else ขนมปัง Sourdough ส่งทั่วประเทศ

เหตุผลข้อนี้ดูจะเป็นผลพวงและผลพลอยได้จากข้อแรกอยู่เหมือนกัน เพราะการเลือกวัตถุดิบและวิธีทำได้เองตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนเข้าเตาอบ นอกจากจะได้รสชาติขนมปังที่อร่อยไม่ซ้ำใคร เหล่า Baker ทั้งหลายยังได้ความสนุกตื่นตาตื่นใจเป็นของแถม 

ความสนุกที่ว่านี้ คือการได้เสาะหาแหล่งยีสต์ธรรมชาติจากของใกล้ตัว ใกล้ครัว และใกล้บ้าน เพื่อมาใช้ในการหมักก้อนโดวจ์ให้ขึ้นฟู เราทึ่งมาก เมื่อรู้ว่ายีสต์ธรรมชาตินั้นมีแหล่งต้นตอจากวัตถุดิบได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นยีสต์จากข้าว ผักผลไม้ ดอกไม้ มิโสะ หรือแม้แต่กิมจิ โดยแต่ละชนิดก็มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร แถมเหล่า Baker ยังยืนยันว่าแม้ยีสต์ผงสำเร็จรูปจะทำให้ขนมปังขึ้นฟูได้เหมือนกัน แต่ก็ยังเลียนแบบความหนึบหนับที่เราจะได้จากยีสต์ธรรมชาติเท่านั้นไม่ได้ หากคราวนี้ลองใช้ยีสต์ธรรมชาติจากข้าว รสชาติขนมปังก็จะออกมาหวานหอมนุ่มนิ่ม หรือหากเปลี่ยนเป็นใช้ยีสต์ธรรมชาติจากผลไม้ชนิดต่าง ๆ ก็จะได้ขนมปังกลิ่นฟรุตตี้ ไม่ต้องชิมก็รู้ว่ารสชาติเปรี้ยวอมหวานแน่นอน

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Bread Books Bike & Beer

หมู-วิชญ์ เบญจกุศล และ น้อง-โสรัจ เบญจกุศล กูรูด้านขนมปังจาก Bread Books Bike & Beer เล่าให้เราฟังว่า พวกเขาเคยลงมือปลุกยีสต์จากลูกแป้งสาโท ขนมปังออกมาหวานหอมไปถึงหน้าปากซอย อีกชนิดที่ว่าแปลกแต่เราอยากชิมมาก คือขนมปังจากยีสต์กิมจิ เพราะทั้งสองบอกว่ารสชาติของมันเปรี้ยวสะใจและทรงพลังมากจริง ๆ

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Bread Books Bike & Beer

แค่เปลี่ยนวัตถุดิบ ก็พลิกรสชาติให้ก้อนขนมปังได้แบบไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงที่คงวาไม่ว่าจะเลือกใช้วัตถุดิบชนิดใด คือคุณประโยชน์เต็ม ๆ ของยีสต์ธรรมชาติที่เหล่า Baker ต่างปลุกปั้นและลงมือเลี้ยงเองในห้องครัว เพราะยีสต์เหล่านี้จะมีเหล่าผองเพื่อนชาวยีสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์มาอาศัยอยู่ร่วมกันในโหลหมัก แล้วแต่ว่าเหล่า Baker จะสรรหาวัตถุดิบชนิดใดมาใช้เป็นตัวตั้งต้น ที่สำคัญ แต่ละชนิดก็ล้วนมีข้อดีต่อร่างกายแตกต่างกันไปตามแหล่งต้นตอที่นำมาเพาะเลี้ยง 

ข้อสี่ หอมกรุ่นจากเตาแบบตัวจริงเสียงจริง

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : Sunday

หนึ่งในเหตุผลหลัก ที่ Baker ทั้งหลายต่างหลงรักในการทำขนมปังทานเอง คือ เจ้าก้อนแป้งหลังออกจากเตาอบ มักจะส่งกลิ่นหอมตลบให้ลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน เห็นหน้าค่าตาก็รู้ทันทีว่าทั้งสดใหม่ กรอบนอก นุ่มใน ใครต่อใครที่รักในการอบขนมปังเอง ก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือความคุ้มค่าและรสชาติเฉพาะตัวที่จ่ายราคาเท่าไหร่ก็หาซื้อไม่ได้ ส่วนความน่ารักมากที่ชาวอบชนมปังจากเมืองเหนือเล่าให้เราฟัง คือวันไหนที่อากาศเริ่มหนาว พวกเขาก็มักจะเปิดเตาอบ ลงมือทำขนมปังเพื่อให้บ้านอบอุ่นขึ้นด้วย นอกจากจะหายหนาว ยังได้กินขนมปังอร่อย ๆ อีกด้วย น่าอิจฉาสุด ๆ ไปเลย

เมื่อมีวิชาขนมปังติดตัวและติดครัวไว้แล้ว หากอยากทานขนมปังอินทรีย์ที่ทั้งดีต่อใจและสุขภาพเมื่อไหร่ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก กินเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น ไม่ต้องเหลือทิ้งเป็นขยะให้สิ่งแวดล้อมและไม่ต้องเก็บเข้าตู้เย็นให้เสียรสชาติ 

ข้อสุดท้าย ได้ช่วยอุดหนุนและเพิ่มคุณค่าให้วัตถุดิบอินทรีย์ของไทย

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : เฟื่องฟุ้ง

แน่นอนว่าขนมปัง ต้องตั้งต้นจากแป้งสาลี และแน่นอนว่าแป้งสาลีคุณภาพดี ก็ควรปลูกและเติบโตในพื้นที่ที่มีดิน น้ำ ลม และอากาศที่เหมาะกับการเจริญเติบโต ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าใน 1 ปีเราบริโภคขนมปังและขนมตระกูลเบเกอรี่อื่น ๆ กันไปเท่าไหร่ นั่นคือราคาค่างวดก้อนใหญ่ที่เราต้องแจกจ่ายออกไปให้ต่างแดน 

หากนำข้าวสาลีเมืองนอกมาหว่านไถเพาะปลูกในไทย ก็อาจไม่สัมฤทธิ์ผลมากมาย เพราะกว่าจะแตกรวงชูช่อออกมาได้ คงต้องพึ่งพาสารกระตุ้นกันยกใหญ่ เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศบ้านเราดูท่าจะไม่เอื้ออำนวยกับข้าวเมืองนอกเท่าใดนัก แต่น้อยคนจะรู้ว่าปัจจุบันนี้เรามีแป้งข้าวสาลีพันธุ์ไทย ที่ปลูกและเติบโตได้ดีในบ้านเราแบบไม่ต้องพึ่งสารเคมี ลดภาระการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศไปได้แบบมหาศาล นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบทำครัวสายพันธุ์ไทยอีกหลายชนิดที่คุณภาพดีไม่แพ้ของนำเข้า ทั้งเหล่าไส้กรอก ชีส เนย ถั่ว รวมไปถึงพืชผักชนิดต่าง ๆ เหลือเพียงเหล่านักชิมนักปรุงในบ้านเราลองเปิดใจ แล้วหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศกันดูบ้าง

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : PungCraft บ้านเรียนขนมปัง

อย่างการอบขนมปังสัก 1 ก้อน หากเราเลือกใช้วัตถุดิบที่ปลูกในไทยและปลูกโดยเกษตรกรไทย รับรองว่าทั้งคุณภาพและความอร่อย ก็สู้ขนมปังที่อบจากวัตถุดิบนำเข้าได้ไม่แพ้กัน ที่สำคัญ ยังได้ช่วยชุบชูใจให้เหล่าเกษตรกรในประเทศมีแรงสร้างผลผลิตสดใหม่ให้เราต่อไปอีกนาน ๆ 

เราคิดว่าเหตุผลทุกประการที่กล่าวมา มีน้ำหนักมากพอในการชักชวนให้คุณผู้อ่านทั้งหลาย หันหน้าเข้าครัวลองอบขนมปังกันดูสักครั้ง 

เมื่อ 12 โรงเรียนทำขนมปัง อยากชวนคนทานให้หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มจากการอบปังทานเอง
ภาพ : เฟื่องฟุ้ง

แต่ในฐานะที่เคยทำขนมปัง (พลาด) มาก่อน เราทราบดีว่าการมีครูมืออาชีพคอยเทรนให้อย่างใกล้ชิด เป็นเรื่องที่ดีและเหมาะกับนักเรียนขนมปังมือใหม่เป็นอย่างยิ่ง คราวนี้เราจึงรวบรวมโรงเรียนสอนทำขนมปังทั้ง 12 เจ้ามาให้แบบจุใจ ใครอยู่ใกล้ไกลที่ไหน รีบปักหมุดจองคอร์ส แล้วตามไปฝึกปรือฝีมือกันได้เลย จะลงคอร์สแบบ Beginner เริ่มหัดเรียน หรือจะฝึกจนเป็นเซียนขนมปังก็ตามสะดวก

01
Bread Books Bike & Beer

ที่ตั้ง : 91/600 ถนนพระราม 2 ซอย 69 แยก 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ (แผนที่)

Facebook : Bread Books Bike & Beer

Instagram : breadbooksbikeandbeer

โทรศัพท์ : 08 9455 4253, 08 6778 2332

หากพูดถึงโรงเรียนทำขนมปัง หนึ่งในอันดับต้น ๆ ที่เราต้องนึกถึง คือ Bread Books Bike & Beer โรงเรียนสอนทำขนมปังโดยสองสามีภรรยาอย่าง หมู-วิชญ์ เบญจกุศล และ น้อง-โสรัจ เบญจกุศล ด้วยประสบการณ์ในสายงานก้อนแป้งนานกว่าสิบปี บวกกับความใจดีและเป็นกันเองเอามาก ๆ ทั้งสองจึงถูกยกให้เป็นกูรูแห่งวงการคาร์บและครอบครัวที่น่ารักของนักเรียนขนมปังทั้งหลายในเวลาเดียวกัน

Bread Books Bike & Beer
ภาพ : Bread Books Bike & Beer

แรกเริ่มเดิมที ชื่อของ Bread Books Bike & Beer คือโรงอบขนมปังขนาดย่อมที่อบขายทั้งแบบปลีกและส่ง ขนมปังทั้งหมดจากที่นี่เป็นขนมปังไร้สาร ปั้นปรุงด้วยวัตถุดิบจากวิถีเกษตรอินทรีย์ จนได้ขยับขยายชายคามาเป็นโรงเรียนขนมปังที่มีลูกศิษย์หลั่งไหลมาฝากตัวอยู่ไม่ขาดสาย โดยหมูและน้องย้ำอยู่เสมอว่า แป้งและการหมักคือหัวใจหลักของการทำขนมปัง หากเลือกใช้แป้งที่ดีและหมักอย่างถูกวิธี ก็จะได้ขนมปังมีคุณภาพและอร่อยล้ำแบบไม่ต้องสงสัย

คอร์สที่เปิดสอนอยู่ตอนนี้มีหลายระดับเรียงตามความยากง่าย เริ่มตั้งแต่ Basic Bread for Beginner สำหรับมือใหม่หัดอบ ต่อไปคือ Advanced Bread Baking คอร์สยอดนิยม เพราะคุณครูทั้งสองจะเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดสูตรและออกแบบขนมปังได้ตามชอบใจ ไม่ว่าจะทำขนมปังแค่ 1 ก้อนหรือ 10,000 ก้อน รสชาติก็ออกมาคงที่ไม่มีเพี้ยน ไปจนถึงคอร์สที่ท้าทายขึ้นอย่าง Introduce to Classic Sourdough and Natural Yeast ส่วนคอร์สระดับเทิร์นโปรอย่าง Advanced Preferment Sourdough and Natural Yeast และ Sourdough Luxury Bread ทั้งสองก็วางแพลนจะเปิดสอนในอนาคตเช่นเดียวกัน

Bread Books Bike & Beer
ภาพ : Bread Books Bike & Beer

สำหรับหมูและน้อง หน้าที่ของช่างทำขนมปัง ไม่ใช่แค่การปั้นและอบก้อนแป้ง แต่ยังต้องทำให้ขนมปังเป็นขนมปังที่ดี กัดหนึ่งคำแล้วต้องอยากกินอีก เหล่านักเรียนเคยทำขนมปังแล้วแฮปปี้กันมาก จนถึงขั้นเต้นระบำกันในคลาสก็มี แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่ามวลความสุขอัดแน่นอยู่ในขนมปังทุกก้อนและบรรยากาศรอบตัวในโรงเรียนแห่งนี้จริง ๆ ใครอยากฝากตัวเป็นศิษย์ เพียงทักข้อความมาทางเพจ/ไอจีของร้าน หรือจะยกหูต่อสายตรงก็ได้เช่นกัน อาจารย์ทั้งสองพร้อมต้อนรับเฟรชชี่หน้าใหม่อยู่เสมอ

02
ขนมปังเปลี่ยนชีวิต

ที่ตั้ง : 46 ถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ (แผนที่)

Facebook : ขนมปังเปลี่ยนชีวิต

Instagram : breadchange_life

โทรศัพท์ : 09 3610 6161 หรือ Line ID : @breadchangelife

โรงเรียนแห่งนี้สอนให้เราเข้าใจ ว่าขนมปัง 1 ก้อน เปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งได้ ต้องขอบคุณความกล้าบ้าบิ่นเมื่อ 6 ปีก่อน ของ โรส-วริศรา (ลี้ธีระกุล) มหากายี ที่ตั้งใจลุกขึ้นมารวมพลคนทำขนมปัง กระจายความรู้ในการทำขนมปังออกสู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพื่อส่งมอบโอกาสและทักษะให้เด็ก ๆ ได้พกพาไว้อย่างภูมิใจและมั่นคง

ขนมปังเปลี่ยนชีวิต, breadchange_life
ภาพจาก : ขนมปังเปลี่ยนชีวิต

นอกเหนือจากคุณสมบัติที่ทั้งอร่อยและอิ่มท้อง ขนมปังของครูโรสยังทำหน้าที่เป็นครูชำนาญการ ฝึกฝนให้เหล่านักเรียนรู้จักอดทน ใจเย็น ช่างสังเกต มีวินัย และเคารพสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ตรงหน้าในโหลหมัก โดยทุกวันนี้มีลูกศิษย์ของครูโรสจากบ้านเด็กกำพร้าที่ผันตัวมาเป็นครูขนมปัง ทำหน้าที่ส่งต่อความรู้ให้กับเด็กคนอื่น ๆ ได้มีทักษะติดตัว และทำขนมปังแจกให้กับผู้ที่ลำบากกว่า นั่นจึงเป็นที่มาว่าขนมปัง 1 ก้อน เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร 

ส่วนอีกหนึ่งความประทับใจไม่รู้ลืมในคลาสขนมปัง คือการที่ลูกศิษย์คนหนึ่งได้รู้สึกใกล้ชิดกับพ่อที่เสียไปอีกครั้ง หลังจากได้ลองลงมือทำขนมปังแบบที่พ่อชอบทำบ่อย ๆ ได้กลิ่นยีสต์ก็เหมือนมีพ่อมาอยู่ใกล้ ๆ นักเรียนคนนี้ยังบอกอีกว่า ขอบคุณครูโรสที่ทำให้เขาได้เข้าใจพ่อและเข้าใจขนมปังที่พ่อรัก 

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันวาน ตอนนี้ความสำเร็จของขนมปังเปลี่ยนชีวิตผลิดอกบานสะพรั่ง คลาสเรียนขนมปังจากที่นี่มีให้เลือกหลากหลายตามใจผู้เรียน ที่ครูโรสแนะนำเป็นอย่างมาก คือ คลาส Fundamental​ of Basic​ Bread ที่ถึงแม้จะเป็นคลาส​เบสิก​ แต่ก็เป็นเบสิกที่สำคัญมากในการทำขนมปัง​ นักเรียนทุกคนจะได้เห็นภาพรวมเบื้องลึกทั้งหมดของก้อนแป้ง ตั้งแต่ความสัมพันธ์​ของวัตถุดิบ​ เทคนิคการนวดหลายระดับ การหมัก​ การขึ้นรูป​ และการอบ ก่อนที่จะไต่ระดับไปเป็นคอร์สที่ท้าทายขึ้นเรื่อย ๆ​

ขนมปังเปลี่ยนชีวิต, breadchange_life
ภาพจาก : ขนมปังเปลี่ยนชีวิต

นอกจากนี้ยังมีคลาส Pre-ferment คลาสทำพิซซ่า และคลาสทำครัวซองต์ไว้ให้เลือกจองกัน ใครใคร่เรียนแบบส่วนตัวเชิญ หรือใครใคร่หาเพื่อนใหม่ที่มีใจรักขนมปังเช่นกันก็เชิญเลือกคลาสแบบกลุ่ม แต่ไม่ว่าจะเลือกเรียนแบบไหน ครูโรสก็ยินดีจัดเต็มทักษะความรู้ให้ไม่มีเกี่ยง

03
เฟื่องฟุ้ง

ที่ตั้ง : 108/55 ถนนอนามัย ตำบลในเมือง เทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)

Facebook : เฟื่องฟุ้ง

อีเมล : [email protected]

โทรศัพท์ : 08 6614 5247 หรือ Line ID : @fuangfungbakery

เฟื่องฟุ้งช่วยเปลี่ยนเรื่องที่ฟังดูแสนยากเย็นอย่างการทำขนมปัง ให้กลายเป็นเรื่องที่แสนเรียบง่ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขอเพียงมีเตาอบคู่ใจสักเครื่องที่บ้าน เช้าวันไหนตื่นมาอยากทานขนมปังโฮมเมดคุณภาพเยี่ยม ก็ลงมือทำได้เลยเดี๋ยวนั้น 

เฟื่องฟุ้ง, @fuangfungbakery
ภาพ : เฟื่องฟุ้ง

เพราะมีเสียงเว้าวอนจากลูกค้าขาประจำ ที่แวะมาอุดหนุนขนมปังโฮลวีตและขนมปังแป้งข้าวในตลาดเขียวขอนแก่น ว่าอยากเรียนรู้เรื่องการนำแป้งข้าวมาใช้อบขนมและอยากลองทำขนมปังทานเองดูบ้าง เฟื่อง-เฟื่องฟุ้ง ประสาทศิลป์ จึงจัดให้ตามคำขอ คลาสสอนทำสารพัดขนมปังที่เป็นมิตรต่อร่างกายและเอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรรมท้องถิ่นจึงผุดขึ้นเรียงราย ณ โรงเรียนแห่งนี้ ทั้งคลาสขนมปังโฮมเมดเพื่อสุขภาพ คลาสขนมปังยีสต์ธรรมชาติ และคลาสเบเกอรี่ข้าวพื้นบ้าน ทุกรายการเน้นความเรียบง่าย ใช้มือนวดเองได้แบบไม่ง้อเครื่องทุ่นแรง เพื่อให้เหล่านักเรียนทั้งหลายจดสูตรนำไปทำตามกันได้ที่บ้าน 

มาตรฐานชี้วัดว่าคลาสเรียนประสบความสำเร็จหรือไม่ คือรอยยิ้มของเหล่านักเรียนที่กลับบ้านไปพร้อมขนมปังโฮมเมดถุงใหญ่ ส่วนของแถมที่ครูเฟื่องมอบให้ คือความภาคภูมิใจในตัวเอง และเธอยังมีความสุขมากที่ได้ทำให้เหล่าผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกทำและเลือกทานขนมปังที่ดีต่อร่างกาย ใช้วัตถุดิบและวิธีทำปลอดภัย กินเมื่อไหร่ก็สบายใจหายห่วง

เฟื่องฟุ้ง, @fuangfungbakery
ภาพ : เฟื่องฟุ้ง

ไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน เพราะครูเฟื่องยินดีสอนให้แบบตัวต่อตัว บางคลาสเป็นไซส์มินิ สอนไม่เกิน 2 ท่านต่อครั้งก็มี ใครอยากเติมทักษะการทำขนมปังแบบเข้าใจง่าย ทำง่าย กินง่าย แต่หยุดกินยาก ยกหูโทรศัพท์หรือทักข้อความหาครูเฟื่องทางหน้าเพจได้เลย

04
Pung Craft บ้านเรียนขนมปัง

ที่ตั้ง : 83 หมู่ 5 ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง (แผนที่)

Facebook : PungCraft บ้านเรียนขนมปัง

Instagram : pungcraft.bakery

โทรศัพท์ : 08 9962 4172 หรือ Line ID : armyaathome

เนื่องด้วยหน้าที่การงานที่คลุกคลีกับการอนุรักษ์ข้าวสายพันธุ์พื้นเมือง ญา-รัญญา นวลคง จึงตั้งโจทย์ขึ้นในใจว่า ทำอย่างไรจึงจะนำแป้งข้าวพื้นบ้านไปประยุกต์ใช้แบบร่วมสมัยได้บ้าง แต่ไม่นานเกินรอก็ได้คำตอบ เมื่อญานำอาหารที่ตนชื่นชอบอย่างขนมปัง มาจับรวมกับความตั้งใจที่อยากแบ่งปันเรื่องราวแป้งข้าวพื้นบ้านจากระบบเกษตรอินทรีย์

PungCraft บ้านเรียนขนมปัง
ภาพ : PungCraft บ้านเรียนขนมปัง

แม้จะมีทำเลที่ตั้งอยู่ไกลถึงแดนพัทลุง แต่ลูกศิษย์ทั่วสารทิศก็พร้อมใจเดินทางมาเรียนวิชาขนมปังจากครูญาจนหัวกระไดไม่แห้งตลอด 3 ปี ความดีงามอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้เลือกใช้แป้งข้าวพื้นเมืองมาอบ แถมยังใช้กรรมวิธีหมักยีสต์จากธรรมชาติ ทำให้ได้ขนมปังที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดีต่อสุขภาพลำไส้ ที่สำคัญยังปราศจากการใช้แป้งสาลี ทำให้ไม่มีปัญหาจุกจิกเรื่องการแพ้กลูเตน

คลาสเรียนของ Pung Craft มีทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ ใครที่บ้านใกล้ก็แวะมาเรียนคลาสขนมปังแป้งข้าวกล้องยีสต์ธรรมชาติกับครูญาได้แบบตัวเป็น ๆ บอกเลยว่ายกถาดออกจากเตาเมื่อไหร่เป็นต้องอดใจไม่ไหว เพราะคลาสนี้จะทำให้เราได้ผสมทั้งพันธุ์ข้าวและธัญพืชสารพัดลงไปในก้อนขนมปัง หรือหากใครไม่สะดวกเดินทางมา ก็เรียนคลาสขนมปังกล้วยแป้งข้าวพื้นบ้านกับครูญาผ่านทางหน้าจอได้ เมนูนี้ก็หอมอร่อยถูกปากไม่แพ้กัน

PungCraft บ้านเรียนขนมปัง
ภาพ : PungCraft บ้านเรียนขนมปัง

นอกจากความรู้ด้านการทำขนมปัง สิ่งสำคัญที่ครูญาอยากส่งต่อให้บรรดาลูกศิษย์ คือคุณค่าและความอร่อยของข้าวไทยพื้นเมือง โดยครูญาเชื่อว่าขนมปังทุกก้อนจาก Pung Craft ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้เกษตรกรในท้องถิ่นมีรายได้ และเป็นกำลังใจในการสร้างผลผลิตคุณภาพต่อไปอีกด้วย

05
Rush Lush

ที่ตั้ง : 50/8 ถนนบาลเมือง ตำบลธานี อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย (แผนที่)

Facebook : Rush Lush Craft Cafe

Instagram : rushlushcraftcafe

โทรศัพท์ : 08 6735 8135

จะอยู่ในเมือง กลางทะเล หรือบนภูเขา Rush Lush ก็สอนให้เราอบขนมปังกินเองได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ขั้นกว่าของความไพรเวต คือที่นี่ไม่มีห้องเรียนทำขนมปังให้เข้ามาใช้บริการ เพราะ ครูรัตน์-สุรีรัตน์ กลิ่นขจร จะเดินทางไปสอนนักเรียนแบบตัวต่อตัวถึงห้องครัวในบ้าน 

Rush Lush Craft Cafe
ภาพ : Rush Lush Craft Cafe

เพราะทุกบ้านมีปัจจัยน้อยใหญ่แวดล้อมต่างกัน ทั้งเรื่องอุปกรณ์ อุณหภูมิ ความชื้น ตลอดจนประสบการณ์และความพร้อมของผู้ทำ ครูรัตน์จึงปิ๊งไอเดียว่าหากสอนโดยใช้สถานที่จริงและอุปกรณ์จริงที่นักเรียนแต่ละคนมีอยู่ในบ้าน น่าจะสัมฤทธิ์ผลและเห็นภาพชัดมากที่สุด เวิร์กชอปทำขนมปังช่ื่อน่ารักอย่าง ‘สุขกับสิ่งที่มี’ จึงได้ฤกษ์เปิดทำการมากว่า 1 ปีเต็ม โดยครูรัตน์เล่าว่า ‘สุข’ ที่ว่านี้ คือการทำให้ขนมปังสุกด้วยสิ่งที่มีในบ้าน และสุขใจในทุกครั้งที่ได้ทานฝีมือตัวเอง

ขนมปัง 1 ก้อนจาก Rush Lush ทำหน้าที่เป็นงานศิลปะชั้นเอก ช่วยถ่ายทอดคุณค่าของวัตถุดิบพื้นบ้านและเรื่องราวของชุมชนในแต่ละท้องถิ่น ครั้งหนึ่งครูรัตน์เคยเดินทางขึ้นดอยไปสาธิตวิธีการทำขนมปังโดยไม่ใช้ไฟฟ้าและเตาอบให้กับเด็ก ๆ ชาวปกาเกอะญอ จนทุกวันนี้มีเยาวชนที่ผันตัวมาเป็นนักพัฒนาชุมชน ช่วยสานต่อความดีงามของวัตถุดิบในชุมชนออกสู่ภายนอกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ที่สำคัญ Rush Lush ยังเกื้อกูลชาวบ้านโดยการนำวัตถุดิบธรรมชาติจากชุมชนมาใช้อบขนมปังสดใหม่เสมอมา

Rush Lush Craft Cafe
ภาพ : Rush Lush Craft Cafe

เพียงทักข้อความผ่านทางหน้าเพจ ครูรัตน์ก็พร้อมตกลงวันเวลา มุ่งหน้าไปถ่ายทอดวิชาขนมปังให้ถึงในครัว หน้าที่ของเหล่านักเรียนมีเพียงตั้งตารอเปิดประตูบ้าน และจดสูตรขนมปังสุขภาพจากครูรัตน์กันให้ดี

06
Rain’s Dough

ที่ตั้ง : 141 ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 32 แยก 10 แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ (แผนที่)

Facebook : Rainsdough, ๑4๑ Social Enterprise

Instagram : rainsdough

โทรศัพท์ : 08 9036 6886

เมื่อหาซื้อขนมปังปลอดภัยตามสเปกที่ต้องการไม่ได้ ครูฝน-วริษา โทณะวณิก และ ครูแพท-กฤติยา ตระกูลทิวากร แห่ง Rain’s Dough จึงขอลงแรงนวดอบก้อนแป้งด้วยตัวเอง จากนั้นจึงส่งต่อวิชาแก่บรรดาสาวกสายแป้ง ให้ได้เข้าใจและเรียนรู้เรื่องราวของร่างกาย จุลินทรีย์ และอาหาร ผ่านการลงมือทำขนมปังซาวโดวจ์

Rainsdough,  ๑4๑ Social Enterprise
ภาพ : Rainsdough

หลักสูตรขนมปังของที่นี่ไม่ได้มีแค่เรื่องการหมักนวดเท่านั้น แต่ครูฝนและครูแพทยังเจาะลึกเนื้อหาถึงเรื่องอาหารและสุขภาพที่สัมพันธ์กับจุลินทรีย์ ตั้งแต่สายพันธุ์ข้าวสาลี การปลูก สี โม่ หมัก และอบแป้ง ไปจนถึงการรู้จักเลือกทานอย่างปลอดภัย เพราะทั้งสองเล่าว่า ทุกวันนี้ขนมปังเกรดคุณภาพแบบที่หลาย ๆ คนต้องการนั้นหาซื้อแทบไม่ได้ หากอยากได้ ต้องทำเอง และที่ Rain’s Dough ก็ยินดีสอนให้ทุกกระบวนขั้น

คลาสเรียนของที่นี่มีแค่คลาสเดียว นั่นคือ Our Hands on Sourdough แม้จะฉายเดี่ยวแต่ก็เจ๋งไม่เบา เพราะนอกจากจัดเต็มทักษะความรู้ในการทำซาวโดวจ์ให้แล้ว นักเรียนทุกคนในคลาสจะได้เข้าใจถึงความเชื่อมโยงในเรื่องอาหารและการกินของมนุษย์ กลับมาเชื่อมั่นในร่างกายและสองมือของตนเองในการทำอาหารปลอดภัยได้อย่างมีความสุข

Rainsdough,  ๑4๑ Social Enterprise
ภาพ : Rainsdough

นักเรียนของ Rain’s Dough กลับบ้านไปพร้อมสูตรอบซาวโดวจ์หอมกรุ่น กรอบนอก แน่นใน ไม่สร้างพิษภัยให้สุขภาพ ที่สำคัญยังหันมาสนใจและใส่ใจนิสัยการกินของตนเองมากขึ้น เมื่อได้รับอาหารดี ร่างกายและจิตใจก็พลอยยิ้มแย้มไปด้วย สิ่งนี้แหละที่ครูฝนและครูแพทภูมิใจในตัวนักเรียนมากที่สุด

07
Little Tree

ที่ตั้ง : 43 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม (แผนที่)

Facebook : Whispering cafe

Instagram : artisansourdough_by_applefahey

โทรศัพท์ : 09 2429 4229

เราอาจรู้จัก Little Tree Garden ในนามร้านอาหารและคาเฟ่กลางสวน ณ เมืองสามพราน แต่น้อยคนจะรู้ว่า บ้านสวนน่ารักแห่งนี้ ยังมีมุมเล็ก ๆ ที่จัดพื้นที่ไว้สำหรับโรงเรียนขนมปัง อำนวยการสอนโดย เปิ้ล-ศิรินภา ริ้วบำรุง คุณครูมือฉมังที่พาเหล่าลูกศิษย์ตั้งแต่หนูน้อยวัยเตาะแตะไปจนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน เข้าครัวอบก้อนแป้งมาแล้วรุ่นต่อรุ่น

Whispering cafe
ภาพ : Whispering cafe

ก่อนจะหันหน้าเข้าวงการอบขนม ครูเปิ้ลคือแม่บ้านคนเก่ง ณ แดนอังกฤษ เมื่อต้องทำอาหารคาวหวานให้ลูก ๆ ทานอยู่ทุกวัน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธออยากอบขนมปังโฮมเมดปลอดภัยไว้ทานเอง เอกลักษณ์ของขนมปังฝีมือครูเปิ้ล คือความนุ่มละมุนและพองฟู เพราะเธอให้ความสำคัญกับการเพาะเลี้ยงยีสต์ธรรมชาติให้แข็งแรง ก้อนแป้งธรรมดาจึงอร่อยล้ำถึงขั้นมีลูกศิษย์อยากฝากตัว

สำหรับนักเรียนรุ่นเล็ก ครูเปิ้ลมีคลาสขนมปังจากยีสต์น้ำดอกไม้เตรียมไว้ให้ แม้จะเป็นคลาสของเด็ก แต่รับรองความสนุกไม่เล็กตามอายุ เพราะเหล่านักเรียนจะได้ออกตามหายีสต์ธรรมชาติจากดอกไม้ในสวน จากนั้นจะได้ลงมือหมักน้ำยีสต์และนำมาทำขนมปังโรลง่าย ๆ ใช้ทานคู่กับซุปก็เข้ากัน หรือประกบทำเป็นแซนด์วิชก็อร่อยไม่เบา นอกจากนี้ยังมีคลาสสอนทำซาวโดวจ์ฉบับเข้าใจง่ายสำหรับผู้ใหญ่ ใครเป็นแฟนตัวยงเมนูนี้ รีบทักข้อความหาครูเปิ้ลทางหน้าเพจหรือไลน์ของทางร้านได้เลย

Whispering cafe
ภาพ : Whispering cafe

ในขณะเฝ้ารอเตาอบร้องติ๊ง ครูเปิ้ลบอกกับนักเรียนเสมอว่า มากกว่าการได้กินก้อนขนมปังหอม ๆ คือการได้ฝึกฝนเรื่องการจัดสรรเวลา การวางระบบเล็ก ๆ ในห้องครัว และยังได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่ออาหารและสุขภาพของคนรอบตัวอีกด้วย

08
Sunday

ที่ตั้ง : ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ (แผนที่)

Facebook : Sunday

Instagram : sundayisgood

โทรศัพท์ : 08 1644 3597 หรือ Line ID : @sundayisgood

ใครที่กำลังส่ายหน้า คิดว่าการอบขนมปังเองนั้นลำบากและยุ่งยากเกินไป เราอยากให้ลองลงคอร์สเรียนกับ ครูเพลง-ร่มฉัตร ขำศิริ แห่งโรงอบ Sunday ดูสักครั้ง เพราะเธอการันตีว่ามีแค่เตาอบ หม้อเหล็กหรือหม้อดินเผา และอ่างผสม 1 ใบ ก็ทำซาวโดวจ์ที่อร่อยมากเหมือนร้านดังที่บ้านได้แล้ว

ครูเพลง-ร่มฉัตร ขำศิริ แห่งโรงอบ Instagram : sundayisgood
ภาพ : Sunday

สูตรขนมปังของ Sunday มีความง่ายและแสนสบายเป็นจุดขาย เพราะครูเพลงตั้งใจไว้ว่าเมื่อจบคอร์สไป ลูกศิษย์ทุกคนต้องอบขนมปังกินเองได้ที่บ้าน ขั้นตอนและเทคนิคต่าง ๆ จึงทำผ่านมือและประสาทสัมผัสของร่างกาย ไม่ต้องอาศัยเครื่องตีหรืออุปกรณ์ทุ่นแรงใด ๆ ขนมปังก็ออกมานุ่มฟูน่าทานได้จากการนวดแป้ง สังเกต ดม และชิมของคนทำ นอกจากนั้นครูเพลงยังใช้วิธีเลี้ยงยีสต์ธรรมชาติอย่างง่าย เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน

Sunday ไม่ได้มีแค่คลาสขนมปังเพียงอย่างเพียว เพราะนอกจากคลาสพื้นฐานอย่าง Basic Sourdough for Home Baker Class ที่สอนอบขนมปังแบบไม่ง้อเครื่องตีราคาแพงแล้ว ที่นี่ยังมีคลาส Sourdough Bagel สูตรผสมยีสต์ผง ความดีงามอยู่ตรงกระบวนการหมักแป้งที่เร็วขึ้น ได้กินเร็วขึ้น แต่ความอร่อยไม่ลดลง หรือใครสนใจคลาสทำอาหารอื่น ๆ อย่างคลาสสอนทำเส้นและซอสพาสต้า หรือ คลาสสอนทำไส้กรอกโฮมเมด ที่นี่ก็มีไว้บริการ

ครูเพลง-ร่มฉัตร ขำศิริ แห่งโรงอบ Instagram : sundayisgood
ภาพ : Sunday

ใครอยากฝากตัวเป็นศิษย์ ลงทะเบียนเรียนกับครูเพลงได้ทุกช่องทาง แต่บอกไว้ก่อนว่าที่นี่เขาเปิดเป็นคลาสเล็ก ๆ รับแค่ 2 – 4 คนเท่านั้น เห็นทีต้องรีบกันหน่อยนะ!

09
The Salee’s Table

ที่ตั้ง : 113/25 ซอยวัดอุโมงค์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

Facebook : The Salee’s Table

เมื่อแรกเริ่มเปิดร้านขนมปัง แก้ว-กมลา ธานีโต จึงได้ค้นพบความจริงที่น่าตกใจ ว่าความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอาหารนั้นยังมีอยู่น้อยมากในประเทศของเรา แก้วจึงขอเพิ่มบทบาทจาก Baker อบขนมมืออาชีพ สู่การเป็นคุณครูที่อยากส่งต่อความรู้เรื่องขนมปัง ของหวาน และวิทยาศาสตร์ให้กับเหล่านักเรียนเพิ่มด้วยอีกทาง

The Salee's Table
ภาพ : The Salee’s Table

ใครที่คุ้นหูกับชื่อ Salee Bakehouse ก็ไม่ต้องสงสัย เพราะเดิมทีครูแก้วเปิดคลาสสอนทำขนมปังรวมกับครัวหลักของ Salee Bakehouse มานานกว่า 3 ปี แต่เมื่อเหล่าลูกศิษย์และภารกิจในโรงอบเพิ่มมากขึ้น ครูแก้วจึงขอย้ายห้องเรียนไปปักหมุดอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งจะได้ฤกษ์ประเดิมสอนคลาสแรกอย่างเป็นทางการราว ๆ เดือนตุลาคมนี้ Salee’s Table จึงถือเป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่เปิดตัวขึ้นเพื่อนักเรียนขนมปังตัวจริงเสียงจริง

คลาสขนมปังที่ครูแก้วลงมือสอนเอง ได้แก่ คลาสทำขนมปังและซาวโดวจ์พื้นฐาน อย่าง Bread: The Scientific Approaches และ Fundamental of Sourdough รับรองว่าเรียนแล้วไม่ต้องคืนครู ทุกสูตรกระบวนขั้นนำไปทำตามกันได้ที่บ้านอย่างแน่นอน หรือหากใครไม่ค่อยมีเวลา ก็ตามไปเรียนแบบ One Day Class ที่ครูแก้วสอนร่วมกับทางโรงเรียน Fully Baked Story ได้อีกด้วย 

The Salee's Table
ภาพ : The Salee’s Table

เมื่อจบคอร์ส บรรดาลูกศิษย์ต่างได้เรียนรู้ระบบความคิดและมองการทำอาหารเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างเฉียบแหลม ส่วนครูแก้วเอง ก็ได้เติมไฟในการเป็นช่างและครูขนมปังจากเหล่านักเรียนที่แวะเวียนเข้ามาด้วยเช่นกัน เป็นการจ่ายค่าเทอมที่คุ้มค่าและอบอุ่นสุด ๆ เลยว่าไหม

10
สมหวังปังผัก

ที่ตั้ง : Belive Cooking Studio, 196 ซอยพหลโยธิน 69 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ (แผนที่)

Facebook : สมหวังปังผัก

Instagram : somwangpungpuk

โทรศัพท์ : 09 5760 0474

ใครเป็นสายผักผลไม้ต้องถูกใจ เพราะขนมปังจากที่นี่มีส่วนผสมหลักมาจากผักสมชื่อ แถมยังสีสวย นุ่มเหนียวเคี้ยวอร่อย กระตุ้นต่อมน้ำลายให้ทำงานหนักมาก ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับครูตุ๊กแหม่ม-จีรวัฒน์ รัตนกร ที่ขยันคิดขยันค้น จนพัฒนาสูตรขนมปังเพื่อสุขภาพจากผักผลไม้ได้สำเร็จ

 สมหวังปังผัก
ภาพ : สมหวังปังผัก

ด้วยใจรักและชื่นชอบในการทานขนมปัง ครูตุ๊กแหม่มจึงเริ่มเสาะหาสูตรทำขนมปังจากฟักทอง และทดลองปรับสูตรเรื่อยมาจนเข้าที่ ในที่สุดก็ได้ขยายชายคากลายเป็นโรงเรียนขนมปังสำหรับผู้ที่สนใจขนมปังเพื่อสุขภาพ ส่วนจุดขายที่ทำเอาเหล่านักเรียนต่างติดใจ คือการใช้ทั้งเนื้อและน้ำจากผักผลไม้ออร์แกนิกใส่ลงไปในก้อนขนมปังแบบไม่หวงของ ที่สำคัญครูตุ๊กแหม่มยังสอนวิธีการคำนวณออกแบบสูตรด้วยตัวเอง ใครอยากทำขนมปังแบบไหน รสชาติใด ก็เชิญได้ตามใจชอบ

ใครที่เป็นมือใหม่หัดอบ ขอแนะนำเป็นคลาสปูพื้นฐาน เพราะครูตุ๊กแหม่มเขาจัดเต็มเนื้อหาให้แบบเน้น ๆ อธิบายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้นำสูตรไปปรับใช้กับขนมปังได้อีกหลากหลายประเภท ส่วนใครที่เริ่มมีฝีมือ เชิญลองคลาสขนมปังผักสูตรเจ ความสนุกอยู่ที่การได้นำผักสดหลากหลายชนิดมาทำขนมปัง เน้นการคัดเลือกวัตถุดิบและสัดส่วนที่ดีต่อสุขภาพ

 สมหวังปังผัก
ภาพ : สมหวังปังผัก

คลาสเรียนของที่นี่มีทั้งแบบออนไลน์และเวิร์กชอป ใครสนใจแบบใดเชิญทักข้อความหาครูตุ๊กแหม่มได้โดยตรง แอบกระซิบบอกว่าราว ๆ เดือนกันยายน สมหวังปังผักก็เตรียมเปิดคลาสใหม่แกะกล่องอย่างคลาสขนมปังยีสต์ข้าวโคจิ ใครที่อยากลองเพาะเลี้ยงยีสต์ธรรมชาติ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!

11
Cooking with Yao

ที่ตั้ง : ตำบลช่อแล อำเภอเมืองแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

Facebook : Cooking with Yao

เว็บไซต์ : www.cookingwithyao.com

โทรศัพท์ : 09 1852 1707

หากใครเข้าวงการอาหารสุขภาพ ไม่แปลกเลยที่จะเคยได้ยินชื่อของ เยา-เยาวดี ชูคง เพราะนอกจากจะควบตำแหน่งเป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ เธอยังเป็นนักขับเคลื่อนและสื่อสารด้านอาหารในเวลาเดียวกัน ส่วนสิ่งที่ทำให้สาวกสายแป้งอย่างเราดีใจมาก คือการได้รู้ว่า พี่เยาเปิดคลาสสอนทำขนมปังเพื่อสุขภาพกับเขาด้วย

Cooking with Yao
ภาพ : Cooking with Yao

เพราะเชื่อว่าอาหารที่ดี จะเป็นวิตามินเสริมให้ร่างกายมีพลัง พี่เยาจึงมุ่งมั่นสู่สายงานด้านอาหาร สุขภาพ และความยั่งยืนแบบสู้ไม่ถอย ซึ่งขนมปังก็เป็นหนึ่งในนั้น คอร์สที่พี่เยาภูมิใจนำเสนอ คือคอร์สสอนทำ Flat Bread หรือขนมปังแผ่นแบนที่เธอคิดสูตรและวิธีทำขึ้นมาเอง ผลลัพธ์คือขนมปังชนิดนี้ทำได้ง่ายและเร็วมาก (แค่มีกระทะ 1 ใบก็ทำได้แล้ว) ใช้ทานกับอาหารได้หลากหลาย จะทาเนย แยม หรือทานคู่กับแกงก็ย่อมได้ นอกจากนี้ยังมีคอร์สสอนทำ English Muffin และ Foccacia Bread ขนมปังสไตล์อิตาเลียนรสชาติเข้มข้น จะทานเดี่ยว ๆ ก็อร่อย ทานคู่กับซุปหรือสลัดก็เพลินมาก

จากประสบการณ์การสอนยาวนานกว่าสิบปี พี่เยาเล่าว่านักเรียนหลายคนเคยคิดว่าการทำขนมปังเป็นเรื่องยากและไกลตัว แต่พอได้ลงคอร์สเรียนที่เน้นทั้งเรื่องทฤษฎีและปฏิบัติจากที่นี่ ก็เปลี่ยนความคิดจากหน้าเป็นหลังมือ เมื่อลองเอาสูตรของพี่เยากลับไปดัดแปลง ผสมนู่นนิด เติมนี่หน่อย ขนมปังก็ยังอร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรสชาติที่หลากหลายและสนุกขึ้น

Cooking with Yao
ภาพ : Cooking with Yao

หากถามว่าบรรดาลูกศิษย์ต่างติดใจอะไร คำตอบคงเป็นวิธีการทำที่เน้นความเรียบง่าย ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น เพราะพี่เยาเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องเป็น Artisan Bread ขนมปังฝีมือเรา ๆ ก็อร่อยและมีคุณค่าได้เช่นกัน ส่วนวิธีการจองคอร์ส ติดตามได้ในทางเพจเฟซบุ๊ก Cooking with Yao หรือใครอยากมาเรียนกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 2 – 3 คน ก็ทักข้อความหาพี่เยาได้โดยตรง 

12
Sloafbake & Else

ที่ตั้ง : 224/69 ซอยธารทิพย์ 3 ถนนศรีวรา แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ (แผนที่)

Facebook : Sloafbake & else ขนมปัง Sourdough ส่งทั่วประเทศ

Instagram : sloafbake

เว็บไซต์ : www.sloafbakeworkshop.com

โทรศัพท์ : 08 1452 8290 หรือ Line ID : @sloafbakeworkshop

ปิดท้ายด้วยโรงเรียนขนมปังตัวจริงเสียงจริงอย่าง Sloafbake ที่มี หนี่นี้-เรณุกา หุตานุวัตร เป็นเจ้าของและหัวหน้าทีมช่างอบขนมปัง นอกจากมีคอร์สสอนทำขนมปังทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ไว้คอยบริการ ที่ Sloafbake ยังพร้อมส่งและพร้อมเสิร์ฟขนมปังแสนอร่อยไปทั่วประเทศอีกด้วยนะ!

Sloafbake & else ขนมปัง Sourdough ส่งทั่วประเทศ
ภาพ : Sloafbake & else ขนมปัง Sourdough ส่งทั่วประเทศ

สาวกขนมปังอาจรู้จัก Sloafbake ในนามร้าน Sourdough Bakery ที่เปิดทำการมากว่า 4 ปี แต่เมื่อประจวบเหมาะพอดีที่ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ ชักชวนให้หนี่นี้ไปร่วมสอนทำขนมปังที่สตูดิโอ Bo.lan Education Program เธอจึงไม่รอช้า รีบคว้าอุปกรณ์และประสบการณ์ที่สั่งสมมานานใส่กระเป๋า รับบทครูขนมปังอย่างเต็มตัว หลักสูตรของครูหนี่นี้ให้ความสำคัญกับเรื่องทฤษฎีและ Sensory เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการสังเกต ดมกลิ่น และสัมผัสก้อนโดวจ์ เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงหัวใจของการทำซาวโดวจ์ขนานแท้

คอร์สเรียนของ Sloafbake มีทั้งคอร์สออนไลน์ระยะสั้น เพื่อการปูพื้นฐานและทำความรู้จักจักรวาลซาวโดวจ์ ที่สำคัญ ยังมีบริการจัดส่งอุปกรณ์ Starter Kit สำหรับเลี้ยงยีสต์ให้ฟรีแบบไม่ต้องหาซื้ออะไรเพิ่ม เมื่อเรียนจบก็ลงภาคปฏิบัติต่อได้ มีให้เลือกทั้งคอร์ส Country Sourdough ที่จะได้เรียนรู้การทำซาวโดวจ์รูปร่างต่าง ๆ กับครูหนี่นี้ ส่วนเชฟโบรับหน้าที่สอนทำอาหารที่ใช้ทานคู่กันอย่าง Homemade mayonnaise & Salsa และ Open sandwich 

คอร์สที่ครูหนี่นี้แนะนำเป็นพิเศษ คือคอร์ส Overnight Sourdough สอนทั้งการทำ Focaccia, Ciabatta, Olive Oil Soft Toast ที่สำคัญ เชฟโบยังมาช่วยสอนทำซุปที่กินกับขนมปัง 3 ตัวนี้แล้วอร่อยสุด ๆ คอร์สนี้เหมาะมากสำหรับใครที่ไม่มีเวลาและอุปกรณ์จำกัด เพราะใช้เวลาทำตอนกลางคืนแค่ 2 ชั่วโมง แล้วพาเจ้าก้อนโดวจ์เข้าไปนอนด้วยกันในห้องแอร์ ตื่นเช้ามาก็พร้อมอบกินร้อน ๆ (แถมอร่อยมาก) 

Sloafbake & else ขนมปัง Sourdough ส่งทั่วประเทศ
ภาพ : Sloafbake & else ขนมปัง Sourdough ส่งทั่วประเทศ

หากสนใจอยากตามไปเรียนกับครูหนี่นี้ เข้าไปดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ หรือใครอยากพูดคุยสอบถามเพิ่มเติม ก็ทักข้อความทางเพจหรือไลน์ของร้านได้เลย ทีม Sloafbake และครูหนี่นี้ยินดีต้อนรับ!

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load