28 กุมภาพันธ์ 2565
12 K

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ดิฉันนั่งดูรายการวาไรตี้ญี่ปุ่นรายการหนึ่ง เป็นตอนที่เกี่ยวกับของที่แขกรับเชิญซื้อออนไลน์ ตอนแรก ๆ ทุกคนก็ขิงกันว่า มีอาหารหรือขนมอะไรที่เด็ดบ้าง จนมีนักแสดงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “อ้อ ฉันเพิ่งซื้อที่วางจานของ YAMAZAKI Jitsugyo ไป”

เพียงเท่านั้น แขกรับเชิญทั้ง 4 คนในรายการก็หันมามองนักแสดงคนนั้น แล้วพูดกันว่า “ใช่ ๆ! ยามาซากิ! ฉันซื้อนั้น นี้ โน้น”

“ที่เก็บลังกระดาษเขาสุดยอดมากเลย”

“ผมซื้อกล่องใส่มาส์กติดข้างฝา ซื้อมา 2 อันด้วย ของผู้ใหญ่กล่องหนึ่ง ของเด็กกล่องหนึ่ง”

“ฉันซื้อที่วางช้อนเล็ก ๆ มาอันหนึ่ง หลังจากนั้น ก็กลายเป็นแฟนคลับของแบรนด์นี้ไปเลย”

ทุกอย่างดูจริง ธรรมชาติมาก ทุกคนดูอินจากใจ

ด้วยความสงสัย ดิฉันเลยลองไปเสิร์ชดูว่า เจ้าแบรนด์ยามาซากินี้น่าสนใจอย่างไร พอดูไปเรื่อย ๆ ดิฉันก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ใส่ไปใน To-shop-list in Japan ครั้งหน้า ถ้าได้ไปญี่ปุ่นเมื่อไร จะไปกว้านซื้อเลย คอยดู

เอาล่ะค่ะ มารู้จักโลกของ YAMAZAKI Jitsugyo กัน

เติบโตจากบริษัทโต๊ะรีดผ้า

บริษัท YAMAZAKI Jitsugyo ก่อตั้ง ค.ศ. 1971 ในเมืองนารา เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตโต๊ะรีดผ้า จากนั้นบริษัทก็ค่อย ๆ ขยับขยายออกมาทำสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น กล่องทิชชู ที่แขวนผ้าเช็ดมือ กล่องใส่เครื่องประดับ

คนญี่ปุ่นเรียกยี่ห้อนี้ว่า YAMAZAKI Jitsugyo แต่โลโก้ ตลอดจนเวลาเขาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เขาตัดเหลือเพียง YAMAZAKI เท่านั้น

สิ่งที่ลูกค้ามักพูดถึงแบรนด์ YAMAZAKI คือ พวกเขามักผลิตของที่เราอยากได้อยู่พอดี (แต่ไม่รู้ตัว) บางคนก็บอกว่า สินค้าแบรนด์นี้ทำให้รู้ว่า จริง ๆ แล้วเราก็มีเรื่องอึดอัด หรือเรื่องกวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ในชีวิตประจำวัน แล้ว YAMAZAKI ก็เข้ามาแก้ปัญหาให้

ยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำบ้วนปาก หลายคนมีแก้วน้ำไว้บ้วนปากเวลาแปรงฟัน แต่เคยรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยว่า แก้วจะแห้งอย่างไร

แบรนด์แก้ปัญหานี้ด้วยการทำที่แขวนแก้วติดผนัง และออกแบบแก้วให้บริเวณก้นแก้วมีแม่เหล็กติดอยู่

เมื่อเราใช้แก้วใบนี้บ้วนปากเสร็จ ก็คว่ำแก้วใต้ตะขอได้เลย (เสียงในหัวดิฉัน : อยากได้!!!!)

YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น

ช่วงโควิด YAMAZAKI ออกกล่องใส่มาส์กแบบติดข้างฝา แก้ปัญหาเวลาจะออกจากบ้านแล้วลืมเอาหน้ากากอนามัยไปด้วย ฝาด้านบนเป็นฝาแม่เหล็ก เปิดปิดเติมหน้ากากได้ง่าย (เสียงในหัวดิฉัน : อยากได้!!!!)

YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
ดึงหน้ากากง่าย ๆ
YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
เติมง่าย ๆ 
YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
ถ้าไม่อยากติดข้างฝา วางบนโต๊ะก็ได้

สิ่งที่ YAMAZAKI มุ่งหวัง คือการแอบอยู่เคียงข้างชีวิตลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกแปลกใจและประทับใจเวลาใช้สินค้า จนลูกค้ารู้สึกว่าไม่ใช้แบรนด์นี้ไม่ได้

การจะทำเช่นนี้ได้ นักออกแบบของแบรนด์ต้องคอยสังเกตปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเรื่องกวนใจในชีวิตผู้คนอยู่เสมอ

วิธีการมองปัญหาและแก้ปัญหา

นักออกแบบของ YAMAZAKI มีวิธีการหาข้อมูลและแก้โจทย์ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ

ตอนที่จะออกแบบถ้วยตวง เธอเริ่มจากการสำรวจคนใกล้ตัวว่า ทุกคนมีถ้วยตวงหรือเปล่า จากการถามเพื่อน ๆ ในบริษัท เธอพบว่าในจำนวน 25 คน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่มีถ้วยตวง แม้แต่ผู้ชายที่อยู่คอนโดฯ คนเดียวก็ยังซื้อติดบ้านไว้

แต่พอถามต่อว่า ถ้วยตวงที่ใช้อยู่มีปัญหาอะไรบ้าง คนกว่าครึ่งหนึ่งบอกว่า มองเห็นมาตรวัดด้านข้างถ้วยยากบ้าง แก้วไม่ทนความร้อนบ้าง หรือแก้วถ้วยตวงมีรอยขีดข่วนเวลาใช้ไปนาน ๆ น้ำหนักก็ค่อนข้างมาก เธอเลยสรุปเบื้องต้นว่า คนต้องการถ้วยตวงที่ดูตัวเลขง่าย ทนความร้อน และเบา

เมื่อเธอลองเสิร์ชคำว่า ‘ถ้วยตวง’ และ ‘ถ้วยตวงเก๋ ๆ’ เธอพบว่า มีบทความหรือกระทู้จำนวนมากที่ใช้คำนี้ (5 แสนกว่าบทความ) เธอเลยลองดูต่อว่า คนเสิร์ชคำว่าอะไรต่อจากคำว่า ‘ถ้วยตวงเก๋ ๆ’ บ้าง ปรากฏว่า เธอเจอคำว่า

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน ฟังก์ชันได้

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน สีขาว

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน เครื่องล้างจาน

สรุปคือ เวลาคนขุ่นเคืองกับถ้วยตวงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็จะเสิร์ชหาสินค้าที่ตอบโจทย์พวกเขามากขึ้น เธอเลยพยายามออกแบบถ้วยตวงที่ดูดี แต่มีคุณสมบัติครบถ้วน กล่าวคือ ทนความร้อน ใช้กับเครื่องล้างจานได้

และนี่คือถ้วยตวงที่เธอออกแบบ

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!

ถ้วยตวงทำเป็นชั้น ๆ ทำให้คนเห็นง่าย ยิ่งเวลาทำอาหาร ก็เทซอสโดยมองจากด้านบนได้เลย ไม่ต้องเทแล้วคอยยกมาดูด้านข้าง

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!

นอกจากนี้ เธอยังออกแบบเป็น 2 ไซส์ ขนาด 200 มล. และ 500 มล.​ โดยสามารถซ้อนกันได้ (ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ)

เพื่อความรื่นรมย์ในการทำอาหาร เธออกแบบช้อนตวงแบบใสที่ตัวช้อนเป็นชั้น ๆ เหลื่อมกันไปคล้ายกับถ้วยตวง เผื่อเอาไว้ใช้เป็นเซ็ตเข้าคู่กัน

YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
(อยากได้!!!!)

สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ

สิ่งที่ YAMAZAKI ให้ความสำคัญในการออกแบบและผลิตสินค้า มี 3 ประการด้วยกัน

1. การออกแบบสินค้าให้เข้ากับการตกแต่งห้องและพื้นที่ แต่ขณะเดียวกันก็ดูดีและมีลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ

2. สินค้านั้นทำให้ชีวิตผู้คนสะดวกสบายขึ้นในทุก ๆ วัน ขณะใช้ก็ยังรู้สึกแปลกใจและประทับใจ

3. อยู่เคียงข้างชีวิตผู้คน และทำให้พวกเขารู้สึกขาดเราไม่ได้

สินค้าส่วนใหญ่ของ YAMAZAKI จึงมักเป็นสีขาวหรือสีดำ เรียบง่าย แต่ฟังก์ชันตอบโจทย์ปัญหากวนใจในชีวิตประจำวันของเราจริง ๆ

“เรายินดีต้อนรับความท้าทาย

เราไม่เชื่อในการทำอะไรเดิม ๆ แบบที่เราทำมา

เราเกิดมาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง”

จากเว็บไซต์บริษัท www.yamajitsu.co.jp

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!
YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!

จากใจผู้เขียน

สิ่งที่น่าเสียดายประการเดียวของบริษัท YAMAZAKI คือ ไม่มีการให้ผู้บริหารหรือพนักงานสัมภาษณ์ออกสื่อเลย ดิฉันจึงไม่สามารถหาที่มาของชื่อบริษัท การยกระดับการออกแบบจากที่วางเตารีด มาเป็นสินค้าในบ้านเรือนเก๋ ๆ ตลอดจนกระบวนการออกแบบสินค้าโดยละเอียดได้

แต่เพียงแค่นี้ ก็ทำเอาดิฉัน (และเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน) ใจเต้นไปกับสินค้าของพวกเขา

ชาว YAMAZAKI เล่าแต่เรื่องราวของสินค้ากับชีวิตผู้คน แต่กลับนำตัวตนคนบริษัทไปแอบอยู่หลังม่าน คล้ายชะเง้อมองลูกค้าสนุกสนานอยู่เบื้องหน้า เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!
YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!
YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น

ภาพประกอบ 

https://lab.yamajitsu.co.jp

www.instagram.com/yamazaki.home.channel

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

หลังจากดิฉันบรรยายเรื่องการตลาดญี่ปุ่นแก่ผู้ประกอบการรายย่อย มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามดิฉันด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าว่า “ผมยังควรทำสินค้านี้ต่อไปหรือเปล่า”

สินค้าของเขาคือเนื้อปลาอบกรอบที่ไม่ใส่ผงชูรส เขามีความฝันอยากเห็นเด็กไทยทานขนมที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ใส่ผงชูรสหรือสารปรุงแต่งมากเกินไป แต่เมื่อผลิตสินค้าออกมาจริงๆ ลูกค้ากลับบอกเขาว่าไม่อร่อย เขาพูดด้วยเสียงน้อยใจว่า “หรือผมมาผิดทาง ทั้งที่ผมอยากทำสินค้าดีๆ เพื่อลูกค้า ผมกลับไปทำให้มันอร่อยเหมือนเดิมดีไหม หรือเลือกส่งออกไปญี่ปุ่นดี รสชาติน่าจะถูกปากคนญี่ปุ่น”

ดิฉันเลือกเล่าเรื่องผู้ผลิตรองเท้าเล็กๆ รายหนึ่งให้เขาฟัง ก่อนบอกคำตอบของตัวเองค่ะ

รองเท้าที่ทำให้ลูกค้าน้ำตาไหล

“ฉันมักจะวางรองเท้าคู่นี้ไว้ข้างเตียงก่อนนอน  ตื่นเช้ามาจะได้ใส่เดินทุกวัน เป็นรองเท้าที่วิเศษจริงๆ

“ขอบพระคุณที่ดูแลดิฉันเป็นอย่างดี น้ำตาฉันจะไหลจริงๆ รองเท้าอุ่นมากจนดิฉันถึงกับใส่นอน ดิฉันมีความสุขเหลือเกินที่สามารถกลับมาใส่รองเท้าได้อีกครั้ง”

จะมีร้านรองเท้าร้านไหน ที่ได้รับคำขอบคุณขนาดนี้…

เท่านั้นไม่พอ มีคุณยายท่านหนึ่งเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น แต่เธอเห็นเพื่อนๆ ใส่รองเท้าสีสวยๆ เธอจึงสั่งรองเท้าสีชมพูอ่อนมาบ้าง จากนั้น ทุกวันเธอเฝ้าอธิษฐานก่อนนอน ขอให้เธอกลับมาเดินได้อีก เพื่อจะได้ลองใส่รองเท้าสีหวานคู่นั้น

เมื่อผ่านไปสักระยะใหญ่ คุณยายลองทำกายภาพ เธอพบว่าเธอสามารถเดินได้จริงๆ เธอเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเธอเองได้แล้ว

จะมีร้านรองเท้าร้านไหน สร้างปาฏิหาริย์ให้ลูกค้าได้ขนาดนี้…

นี่คือเสียงของลูกค้าที่อุตส่าห์เขียนจดหมายส่งมาชมผลงานรองเท้าของบริษัท Tokutake-sangyo (徳武産業) ปีละพันๆ ฉบับ น่าแปลกที่เดิมทีบริษัทนี้ไม่ได้ทำรองเท้า แต่ผลิตถุงมือยางและสลิปเปอร์

วันหนึ่ง โซโก ทาคาโอะ (十河孝男) ประธานบริษัทพบเพื่อนที่ทำบ้านพักคนชรา เพื่อนของโซโกค้นพบว่า สาเหตุที่ผู้สูงอายุเดินสะดุดล้มบ่อยๆ ทั้งที่เดินบนพื้นเรียบ เป็นเพราะรองเท้าไม่ดี เขาลองติดต่อบริษัททำรองเท้าเจ้าใหญ่หลายราย แต่ทุกรายปฏิเสธ เพราะรายละเอียดเยอะ ยากเกินกำลัง

เมื่อโซโกได้ยินเช่นนั้น แทนที่จะท้อ เขากลับคิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่บริษัทเล็กๆ อย่างเขาจะทำได้ เขาลุยไปในทางที่คนตัวใหญ่ๆ ไม่กล้าเดิน… และหันมาทุ่มเทพัฒนารองเท้าสำหรับคนชราเต็มที่ เขามอบหมายให้ลูกน้องดูแลธุรกิจเดิม ส่วนตัวเขากับภรรยา หันมาพัฒนารองเท้าสำหรับผู้สูงอายุที่ใส่แล้วเดินง่าย ไม่ล้ม

โซโกและภรรยาเดินทางไปพูดคุยกับผู้สูงอายุกว่า 500 คน เสียงของลูกค้ามีตั้งแต่…“อยากได้รองเท้าที่ช่วยประคองส้นเท้าให้มั่นคง” “รองเท้าคนแก่มีแต่สีทึมๆ อยากให้สีสันสดใสบ้าง” โซโกก็พยายามตอบโจทย์ทุกข้อ

แต่มีข้อหนึ่งที่สร้างความลำบากใจให้กับโซโก

ผู้สูงอายุหลายคนบอกว่า เท้าตนเองบวมข้างหนึ่ง ทำให้ต้องใส่รองเท้าขนาดไม่เท่ากัน เวลาซื้อรองเท้ามา ต้องซื้อ 2 คู่ แล้วโยนข้างหนึ่งทิ้ง พวกเขาอยากให้โซโกขายรองเท้าคนละไซส์ ในวงการผู้ผลิตรองเท้าไม่มีใครคิดจะขายรองเท้าคนละไซส์ เพราะเกรงว่าสต็อกจะเหลือเยอะ เผลอๆ จะขาดทุนเอา

แต่โซโกคิดว่า ลูกค้าสูงวัยของเขาคงรู้สึกผิดแน่ๆ หากต้องซื้อรองเท้ามา 2 คู่ แล้วจำต้องทิ้งอีกข้างไป เขาจึงยืนยันที่จะ ‘ลอง’ ทำ ‘ลอง’ ขาย แถมยังพยายามคุมราคาไม่ให้เกินคู่ละ 7,000 เยน (2,500 บาท)

“ถึงผมจะใช้เวลาพัฒนาถึง 2 ปี มีค่าใช้จ่ายต่างๆ จำนวนมาก ถ้าจะเอาให้มีกำไรจริงๆ คงต้องขายคู่ละเป็นหมื่นเยน แต่ผมรู้สึกว่าคงจะไม่มีประโยชน์อะไรหากเราทุ่มเทคิดค้นสินค้าเพื่อคนคนนั้น แต่กลับตั้งราคาสูงจนเขาซื้อไม่ได้”

รองเท้ารุ่น Ayumi ของโซโกพิเศษมาก เนื่องจากน้ำหนักเบา มีสีต่างๆ ให้เลือก ทั้งสีชมพู สีแดง สีเขียวอ่อน ใส่ง่าย เดินแล้วไม่ล้ม ทำให้ผู้สูงอายุต่างบอกกันปากต่อปาก สมกับที่โซโกทุ่มเทพัฒนา… ที่สำคัญ ลูกค้าสามารถสั่งรองเท้าข้างละไซส์ได้

ในภาพ ราคา 6,480 เยน คือราคารองเท้า 1 คู่ ส่วน 3,240 เยน คือรองเท้า 1 ข้าง

นอกจากนี้ โซโกเห็นว่าผู้สูงอายุไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอผู้คนบ่อยนัก วันๆ เก็บตัวอยู่กับบ้านหรือบ้านพักคนชรา เขาจึงให้พนักงานเขียนการ์ดใส่กล่องรองเท้าทุกกล่อง บางใบเขียนว่า “ตอนนี้ซากุระที่นี้บานแล้วนะคะ” บางฉบับอาจมีข้อความว่า “อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ อย่าลืมระวังสุขภาพนะคะ” ให้อารมณ์ลูกหลานเขียนจดหมายถึงคุณตาคุณยาย แถมโซโกยังเป็นคน ‘ตรวจ’ การ์ดเหล่านั้นเอง ใบใดเขียนแบบแห้งแล้ง ไม่อบอุ่น เขาก็จะไล่ให้พนักงานคนนั้นไปเขียนใหม่ การ์ดใบเล็ก ๆ เหล่านี้นั่นแหละที่ทำให้ลูกค้าต่างน้ำตาซึมและซาบซึ้ง    

Tokutake-sangyo
จดหมายและกระดาษพับรูปหัวใจเล็กๆ ที่แนบมาในกล่องรองเท้า
ภาพ www.kangaroo-jump.jp

หัวใจของการตลาด คือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-cantered / Customer-oriented) แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากข้อมูลความต้องการลูกค้าที่เราหามาได้ช่างดูลงมือทำได้ยากเหลือเกิน

‘ขายรองเท้าคนละไซส์’

‘ออกแบบรองเท้าที่ไม่ให้ผู้สูงอายุสะดุดล้ม’

‘วัสดุต้องเบา’

นักการตลาดบางบริษัทอาจหลับตาข้างหนึ่งและเลือกทำสิ่งที่ ‘คิดว่า’ ตัวเองพอจะทำได้ แต่โซโกมิได้ทำเช่นนั้น เขาตั้งใจฟังเสียงลูกค้า และค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ลูกค้าขอร้อง ค่อยๆ แก้ทีละจุด

โซโกถึงกับเกือบทะเลาะกับช่างทำรองเท้าเสียด้วยซ้ำ เพราะเขายืนยันที่จะขายรองเท้าคนละไซส์ ส่วนช่างทำรองเท้าไม่เห็นด้วย เพราะอาจทำให้บริษัทขาดทุนได้

อะไรคือความแตกต่างระหว่างนักการตลาดที่พยายามยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางกับโซโก…

คำตอบคือ ‘ความรักและปรารถนาดีต่อลูกค้า’ ค่ะ

หากโซโกคิดถึงแต่ยอดขาย กำไร และความอยู่รอดของบริษัทเป็นอันดับหนึ่ง เขาคงตั้งราคารองเท้าสูงกว่านี้ อาจจำเป็นต้องตัดคุณสมบัติบางอย่างออก เพราะไม่คุ้มกับระยะเวลาที่ต้องเสียไปในการคิดค้น

แต่โซโกก็ยังทุ่มเททำด้วยเหตุผลเดียว คืออยากเห็นคุณตาคุณยายเหล่านี้มีความสุข จากการไปพูดคุยกับผู้สูงอายุ เขา ‘รู้’ ​ว่านี่คือสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการจริงๆ

เมื่อคิดถึงลูกค้าอย่างแท้จริง ไอเดียต่างๆ ก็จะมา ไม่ว่าจะเป็นการขายรองเท้าคนละไซส์ ดีไซน์รองเท้าสีแดงลายจุดขาว หรือการเขียนการ์ดเล็กๆ แนบไปกับกล่องรองเท้า หัวใจที่ปรารถนาให้คนอื่นเป็นสุข ย่อมนำความสุขมาสู่ผู้ให้ กำไรจะตามมา

กลับมาที่เรื่องของชายที่ขายปลาอบกรอบ จากทางเลือกที่เขาถาม… “เติมผงชูรสให้อร่อย” หรือ “ส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น” ทางเลือกไหนดีที่สุด?

คำตอบของดิฉันในวันนั้นคือ “ลองพยายามออกแบบปลาอบกรอบอร่อยๆ ที่ไม่ใส่ผงชูรสอีกนิดนะคะ เพื่อเด็กไทยจะได้มีขนมอร่อยและดีทานค่ะ”

www.tokutake.co.jp/shop

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load